แผนร้าย กุศโลบายรัก (พิมพ์ครั้งที่2กับสนพปองรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15,532 Views

  • 51 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    19

    Overall
    15,532

ตอนที่ 9 : ฟรานซิส100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1077
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    5 ต.ค. 60

 

แผนร้ายกุศโลบายรักเปิดให้จองกับสำนักพิมพ์ปองรักแล้วนะคะ กำหนดส่งถึงมือ30พฤศจิกายนค่ะ




ฟรานซิส (เครดิตรตามภาพค่ะ)

9

ฟรานซิส

 

มีเสียงเคาะประตูห้องทำงานของคุณกิ่งแก้วก่อนบานประตูจะถูกเปิดออกโดยเลขาสาวของคุณกิ่งแก้ว เธอเพียงเยี่ยมหน้าเข้ามาบอกว่าคุณฟรานซิสมาขอพบ สาวใหญ่ขมวดคิ้วนิดหนึ่งและถาม

 “ฟรานซิสไหน”

 “ก็คุณฟรานซิสที่เป็นซูเปอร์โมเดลไงคะ เธอเพิ่งบินมาจากอเมริกาน่ะค่ะ เธอจะมาถามเรื่องการเข้าคอร์สฟิตเนสแล้วก็จะเข้าคอร์สสปาค่ะคุณกิ่ง”

 “อ้าว...แล้วทำไมไม่ให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์แนะนำล่ะ”

 “คือฝ่ายประชาสัมพันธ์แนะนำแล้วค่ะ แต่เธอไม่สนใจ บอกว่าอยากคุยกับเจ้าของสถาบันเท่านั้น เธอบอกอย่างนั้นน่ะค่ะ”

กิ่งแก้วยังไม่ได้ให้คำตอบกับเลขา แต่หันกลับมากล่าวเบาๆ กับอริสราแทน “อริส...คุณฟรานซิสน่ะ”

 “คุณฟราน แฟนคุณอินทนนท์น่ะหรือคะ งั้นอริสกลับก่อนดีกว่านะคะ”

ยังไม่ทันที่คุณกิ่งแก้วจะกล่าวอะไรกับเธอ ฟรานซิสก็เดินนวยนาดเข้ามา แล้วเชิดหน้าขึ้น เอ่ยเสียงเข้มกร้าว

  “แหม...สถาบันก็ดูใหญ่โตหรูหราดีนะคะ แต่ทำไมการต้อนรับลูกค้าแย่มาก คุณหรือคะเป็นเจ้าของสถาบัน น่าจะบริหารงานได้ดีกว่านี้นะคะ ลูกน้องคุณน่าจะดูคลาสของลูกค้าบ้าง หรือว่าแยกคลาสของลูกค้าไม่ได้”

กิ่งแก้วรู้สึกถึงความโกรธที่แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ แต่ในฐานะที่ทำงานบริการ เธอจึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงใสหวาน

  “สวัสดีค่ะคุณฟรานซิส ดิฉันกิ่งแก้ว เป็นเจ้าของสถาบันนี้ค่ะ ยินดีและเป็นเกียรติมากนะคะที่ได้ต้อนรับ ต้องขอโทษด้วยค่ะที่การต้อนรับไม่ดีเท่าที่ควร เชิญนั่งก่อนค่ะ” เธอผายมือไปที่ชุดรับแขกทางมุมห้อง ฟรานซิสเดินนวยนาดไปนั่งไขว่ห้างวางท่าระเหิดระหง เลขาคุณกิ่งแก้วนำแก้วน้ำส้มคั้นมาวางเสิร์ฟให้ทันที

เธอปรายตามองแก้วน้ำส้มนิดหนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น  “นี่..ฉันขอเป็นกาแฟ คาปูชิโนนะ”

เลขาคุณกิ่งแก้วหันมามองหน้าเจ้านายนิดหนึ่ง เห็นเธอพยักหน้าก็รีบเดินออกไป อริสรารีบขอตัว

 “พี่กิ่งมีแขก งั้นอริสขอตัวกลับก่อนนะคะ”

 “จะรีบไปไหนล่ะคะ หรือว่าคุณอินทนนท์มารับคะน้องอริส” คุณกิ่งแก้วเอ่ยอย่างอ่อนหวานผิดไปจากปรกติจนอริสราตกใจ

คำว่าอินทนนท์ของคุณกิ่งแก้วทำให้ฟรานซิสหันขวับมามองทันที คุณกิ่งแก้วเลยแนะนำอริสรากับฟรานซิส

 “เอ่อ..น้องอริสคะ...นี่คุณฟรานซิสนะคะ เป็นนางแบบซูเปอร์โมเดล แล้วก็เป็นนางแบบเครื่องเพชรบริษัทบลูไดมอนด์ของคุณนนท์ด้วยค่ะ”

อริสรามองหน้ากิ่งแก้วทันที และจำต้องหันไปยิ้มกับฟรานซิส ก้มศีรษะให้เธอน้อยๆ ก่อนจะเอ่ย

 “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

 “เอ่อ..คุณฟรานซิสคะ แล้วนี่คุณอริสรา ภรรยาของคุณอินทนนท์ เจ้าของบริษัทบลูไดมอนด์น่ะค่ะ” กิ่งแก้วแนะนำด้วยรอยยิ้มเยือน เหมือนไม่รู้ความสัมพันธ์ของฟรานซิสและอินทนนท์

ฟรานซิสลุกขึ้นยืนพรวดขึ้นทันที  “อะไรนะ คุณพูดว่าใครเป็นภรรยาคุณนนท์”

 “ก็คุณอริสรานี่ไงคะ เป็นภรรยาของคุณอินทนนท์ค่ะ คุณเป็นนางแบบในเครือของบลูไดมอนด์ คุณคงยังไม่เคยเห็นคุณอริสราสินะคะ นี่แหละค่ะภรรยาคุณอินทนนท์” กิ่งแก้วแนะนำอย่างอ่อนหวาน พร้อมทั้งยิ้มน้อยๆ อยู่ในสีหน้า

ฟรานซิสจ้องมาที่อริสราตั้งแต่ศีรษะจดเท้า สีหน้าของหญิงสาวเผือดลงแล้วกลับแดงก่ำขึ้น

ไม่จริง...ฉันกับคุณนนท์สนิทกันมาก คุณนนท์ไม่เคยบอกว่าแต่งงาน แต่งเมื่อไหร่กัน เป็นไปไม่ได้” เสียงของฟรานซิสห้วนเข้ม ดวงตาโตเข้มด้วยเปลือกตาสีน้ำเงินของเธอจ้องอริสราดั่งจะกินเลือดกินเนื้อ

 “จริงค่ะคุณฟรานซิส น้องอริสเป็นภรรยาคุณนนท์นะคะ ใครๆ ก็ทราบค่ะ คุณหญิงท่านแต่งให้คุณนนท์ทันทีที่กลับมาจากอเมริกาเลยค่ะ ใช่ไหมคะน้องอริส” คุณกิ่งแก้วย้ำด้วยสีหน้าและเสียงที่อ่อนหวาน

 “เอ่อ...ค่ะ” อริสราจำต้องเออออตาม พยายามบังคับสีหน้าให้ปรกติที่สุด แต่หัวใจของเธอเต้นระรัวจนเธอแทบจะยกมือขึ้นมาทาบมันไว้

ฟรานซิสมองอริสราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอีกครั้ง เธอเห็นหญิงสาวในเสื้อผ้าทันสมัย สวยสง่า ท่าทางแย้มยิ้มของเธอดูอ่อนเยาว์สดใส ใบหน้าสวย ดวงตากลมโตงามซึ้ง รูปร่างสูงได้สัดส่วน

นี่หมายความยังไง นนท์ไม่เคยบอกอะไรเราเลย เขาไม่เคยปริปากสักคำว่าเขามีใคร เราบินมาเมื่อวานเงียบๆ เพื่อที่จะเซอร์ไพรส์เขา นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน หรือว่าผู้หญิงสองคนนี่ช่วยกันกุเรื่องหลอกเรากันแน่ เพราะใครๆ ในวงการแฟชั่นก็รู้ว่าเรากับนนท์คบกัน มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขนาดไหน

 “ฉันไม่มีวันเชื่อแกทั้งสองคน ฉันจะต้องถามนนท์ให้ได้ ถ้าแกสองคนโกหกฉันละก็ ฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเชียว หน้าตาท่าทางอย่างแม่คนนี้น่ะหรือที่นนท์จะเอาเป็นเมีย จนถึงกับแต่งงานด้วย หึ...” ฟรานซิสเอ่ยพร้อมทั้งใช้หางตามองอริสรา เบะปากใส่เธออย่างน่าเกลียด หัวเราะน้อยๆ อย่างเย้ยหยัน ก่อนที่จะพรั่งพรูคำพูดออกมาอีก

  “ฉันว่าชาติหน้าก็ยังไม่มีทาง แกสองคนมันตอแ-ลสิ้นดี แกจำไว้นะว่าคุณนนท์น่ะอยู่ในกำมือของฉัน เขารักฉันหลงฉันมากแม้แต่นังคุณหญิงแม่ของเขา เขายังไม่แคร์เท่าฉันเลย”

อริสราฟังถ้อยคำนั้นอย่างตกใจและนึกไม่ถึง เธอมองท่าทางของฟรานซิสด้วยสีหน้าตระหนกจนคุณกิ่งแก้วต้องจับมือที่เย็นเฉียบของเธอไว้อย่างปลอบใจ ก่อนที่จะเอ่ยขึ้น

  “อ้าว...ทำไมคุณถึงพูดอย่างนี้ล่ะคะคุณฟรานซิส คุณกำลังดูถูกฉันกับคุณอริสรานะคะ ถ้าคุณไม่เชื่อก็คงต้องไปถามคุณอินทนนท์เอาเองแล้วละค่ะ เธอมารับน้องอริสที่นี่แทบทุกวันอยู่แล้วละค่ะ จะรออีกสักพักก็ได้นะคะ”

 “ฉันถามแน่ แกไม่ต้องท้าหรอก”

 เธอเอ่ยด้วยสีหน้าแค้นเคือง แล้วสะบัดหน้า สาวเท้าก้าวฉับๆ เชิดหน้าออกไปทันที เมื่อสวนกับลูกน้องของคุณกิ่งแก้วที่เดินถือถ้วยกาแฟเข้ามา ฟรานซิสก็ปัดถ้วยกาแฟพร้อมถาดหล่นลงพื้นจนแตกกระจาย

อริสรายืนนิ่ง สีหน้าของเธอตื่นตะลึง ฟรานซิส...นี่หรือคนรักของคุณอินทนนท์ สวยเก๋เหมือนนางแบบในแมกกาซีน ท่าทางเลิศหรู เดรสตัวสวยรัดรึงรูปร่างผอมเพรียวเผยให้เห็นทรวดทรงที่งดงาม ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยสีสันต่างๆ นั้น ดูแปลกล้ำสมัย เธอมีความมั่นใจในตนเอง ท่าทางการเดิน การพูดจา ทุกอย่างที่ประกอบเป็นตัวเธอล้วนล้ำหน้าแฟชั่นเมืองไทยไปหมด เธอดูสวยอินเทรนด์ เป็นนางแบบทุกท่วงท่าทีเดียว

คุณกิ่งแก้วจับมือที่เย็นเฉียบของเธอจูงมานั่งลงที่เก้าอี้ แล้ววางอีกมือลงบนหลังมือของอริสรา เธอมองหน้ากิ่งแก้วด้วยสายตาและสีหน้าที่เป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด จนคุณกิ่งแก้วต้องรำพึงในอก ‘อริสรา..ถึงจะเก่งกล้าสามารถยังไง เธอก็ยังอ่อนต่อโลกมากมายนัก ดูสิมือเย็นหน้าซีดเชียว

 “พี่กิ่งคะ..คุณนนท์จะโกรธอริสไหมคะเนี่ย”

 “โกรธเรื่องอะไรล่ะ ถึงวันนี้แม่คนนี้จะไม่รู้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ก็ต้องรู้เข้าสักวันหนึ่ง เพราะสังคมของเราก็ไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก คนในแวดวงก็พอจะรู้กันแล้วว่าอริสกับคุณนนท์น่ะเป็นอะไรกัน แล้วจะโทษใครก็ไม่ได้ ทำไมเขาไม่เคลียร์กันก่อนล่ะ คนอื่นจะไปรู้อะไรด้วยว่าเขาคุยอะไรกันไว้บ้าง” คุณกิ่งแก้วยิ้มน้อยๆ แต่รอยยิ้มนั้นเหมือนสะใจนัก

 “แต่อริสทำผิดสัญญานะคะ” เธอท้วงด้วยสีหน้าที่แย่ลง

 “อริสเชื่อพี่สิ ว่ายังไงเขาก็ต้องรู้วันยังค่ำน่ะแหละ แสดงตัวไปเลย อริสจะได้เป็นคุณนายของบลูไดมอนด์ตัวจริงเสียเลยไงล่ะ คนเรามาถึงขั้นนี้แล้ว เราเสียชื่อว่ามีสามีแล้ว เราก็ต้องทำเพื่อตัวเองสิจ๊ะอริส” คำของคุณกิ่งแก้วไม่ได้ทำให้เธอมีความสุขแม้แต่น้อย เพราะรู้ดีว่าอินทนนท์ไม่ได้รักเธอ

 “พี่กิ่งก็เสียลูกค้าคนดังไปเลยนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นอย่างไม่รู้ว่าจะพูดอะไร

 “โอ๊ย...ลูกค้าเจ้ายศเจ้าอย่างแบบนี้พี่ไม่วอร์รี่หรอกจ้ะ พี่ชอบทำงานแบบสบายใจน่ะ เงินก็อยากได้นะ แต่พี่ไม่ชอบคนแบบนี้ พี่เสียดายคุณนนท์และก็สงสารคุณหญิง ถ้าจะได้สะใภ้นิสัยเลวอย่างนี้...”

 อริสรานั่งนิ่ง สีหน้าของเธอหวั่นวิตกจนกิ่งแก้วมองอย่างรู้สึกเห็นใจ  “อริส...เธอจะเชื่อพี่ไหม ถ้าพี่จะแนะนำอะไรเธอสักอย่างหนึ่งในฐานะที่เราสนิทกัน และอริสก็รู้ว่าพี่หวังดีกับเธอมาตลอด”

 “ค่ะ...อริสทราบดีค่ะว่าพี่กิ่งหวังดีกับอริสเสมอ พี่กิ่งจะแนะนำอะไรอริสหรือคะ”

 “อริส เธอก็ได้ยินว่าผู้หญิงคนนั้นดูถูกเธอ ว่าคนอย่างคุณอินทนนท์ไม่มีวันรักผู้หญิงอย่างเธอ เธอยอมได้เหรอจ๊ะ”

 “พี่กิ่งคะ ก็จริงอย่างที่คุณฟรานพูด คุณนนท์ไม่มีวันรักผู้หญิงอย่างอริสหรอกค่ะ”

 “เธอต้องทำให้ได้สิจ๊ะ คุณหญิงสราญจิตน่ะโปรดใครยากจะตาย เธอยังทำได้ แล้วคุณอินทนนท์ทำไมเธอจะทำไม่ได้ล่ะจ๊ะ และตอนนี้คุณนนท์อาจจะรักอริสแล้วก็ได้นี่”

 “มันคนละอย่างกันนะคะ คุณนนท์เขารักผู้หญิงคนนี้ ถึงจะเป็นยังไงเขาก็รัก แล้วอีกอย่างหนึ่งนะคะ อริสไม่คิดที่จะแย่งผู้ชายกับใคร เอิ่ม...มันน่าอายมากค่ะพี่กิ่ง”

 “อริส...เราต้องเอาชนะคำดูถูกให้ได้สิ มันไม่ได้เป็นการแย่งนะจ๊ะ เขายังไม่ได้แต่งงานกันเสียหน่อย มันเป็นการลบคำสบประมาทกับคนที่ดูถูกเราต่างหาก และถ้าคุณอินทนนท์โอเครักเธอเมื่อไหร่ เธอก็จะเป็นผู้ชนะไงล่ะ”

อริสรานิ่งคิดถึงคำพูดของกิ่งแก้ว หัวใจเธอเศร้าสร้อย ‘คุณอินทนนท์น่ะหรือจะรักเรา แม้แต่คุณหญิงก็ยังดูออกเลย ก็เขาพบแต่ผู้หญิงที่เลิศหรูระดับอินเตอร์ แล้วเราล่ะ ก็แค่เด็กกะโปโลที่เขาจ้างมาเท่านั้น เขารักผู้หญิงคนนั้นอย่างสุดหัวใจ ยอมลงทุนทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อเธอ แล้วคนอย่างเรานี่หรือจะมีน้ำยาไปสู้กับผู้หญิงคนนี้ได้ แค่คิดก็ยกธงขาวรอได้แล้ว

 “พี่กิ่งคะ ไม่มีหวังหรอกค่ะว่าจะชนะ ถึงแม้อริสคิดจะสู้ก็ตามเถอะค่ะ”

 “อริส ถ้าเรายังไม่ได้ลงสนามรบเราจะรู้กำลังของข้าศึกหรือจ๊ะ การต่อสู้มันต้องมีความกล้าเสียก่อน ถ้าใจเราไม่สู้เสียอย่างแค่เริ่มต้นก็แพ้แล้วละจ้ะ ถ้าอริสสู้พี่ก็จะแนะนำเธอ” คุณกิ่งแก้วนั่งคุยกับอริสราเกือบสองชั่วโมง เธอมองนาฬิกาอีกทีก็ตกใจไม่น้อย เมื่อเห็นว่าเกือบจะทุ่มหนึ่งแล้ว ป่านนี้คุณหญิงคงจะรอเธอ เขาล่ะ...จะว่าแดกดันอีกหรือเปล่า เธอรีบขอตัวกลับ

 “อริส...ทำอย่างที่พี่บอกนะ” เธอได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้คุณกิ่งแก้ว ไม่ได้รับคำใดๆ

 

อริสราขับรถกลับบ้านพลางนึกถึงคำแนะนำของคุณกิ่งแก้ว เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น พอเธอรับ เสียงของอินทนนท์ก็ดังกราดเกรี้ยวขึ้นทันที  “อริส...นี่กี่โมงแล้ว ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน” เธอตอบเขาว่าใกล้จะถึงแล้ว และวางสายลง

เมื่อจอดรถหน้าตึกแล้ว เธอส่งกุญแจรถให้นายชมแล้วมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง เธอรีบวิ่งขึ้นตึกเมื่อเห็นว่าเลยเวลาอาหารค่ำมาสิบนาทีแล้ว เมื่อถึงห้องรับประทานอาหาร เธอชะลอฝีเท้าลงเปลี่ยนเป็นเดินช้าๆ เข้าไป แล้วกระพุ่มมือไหว้คุณหญิง

  “อริสขอโทษค่ะที่มาช้า รถติดมากค่ะคุณท่าน”

 “ไม่เป็นไรจ้ะ หิวไหมล่ะ น้ำตาลตักข้าวให้คุณอริสสิ” คุณหญิงกล่าวยิ้มๆ มองเธออย่างเมตตา

 “ที่รัก...ทำไมไม่โทร.มาบอกล่ะจ๊ะ ผมเป็นห่วง” อินทนนท์เล่นบทหวานกับเธอ

 “ขอโทษด้วยค่ะ พอดีเห็นว่าใกล้จะถึงแล้วก็เลยไม่โทร.น่ะค่ะ” เธอหวานกลับด้วยรอยยิ้มหวาน ทอดสายตาอ่อนให้เขา

คุณหญิงมองภาพหวานของลูกชายและลูกสะใภ้ที่ดูผิดปรกติอย่างแปลกใจ ด้วยท่านเห็นอริสราตักอาหารใส่จานให้สามี ปรนนิบัติเอาใจด้วยรอยยิ้มเยือนบางๆ ส่วนลูกชายก็มีสีหน้าชื่นมื่น เมื่อสาวใช้นำขนมหวานมาเสิร์ฟ อริสราก็ยังตักขนมหวานในถ้วยป้อนใส่ปากให้อินทนนท์

 “คุณนนท์คะ...ลองชิมสิคะ วันนี้ขนมบัวลอย ของแม่เทียบอร่อยนะคะ ไม่หวานมากหรอกค่ะ เมื่อเช้าอริสบอกแม่เทียบไว้ว่าอย่าทำหวานมาก เพราะคุณนนท์ไม่ชอบหวานเกินไปน่ะค่ะ”

อินทนนท์ทำสีหน้างงๆ แต่ก็อ้าปากรับขนมในช้อนที่อริสราป้อนให้  “อร่อยไหมคะ ไม่หวานใช่ไหมคะที่รัก”

คุณหญิงสราญจิตและแม่นงค์มองหน้ากันนิดหนึ่ง และอมยิ้มให้กันน้อยๆ คุณหญิงเอ่ยขึ้น

 “ตานนท์...แกพาอริสไปหาหมอตรวจบ้างสิ”

เขาทำสีหน้าเหลอหลา หันมามองอริสราแล้วถาม  “อริสไม่สบายเหรอจ๊ะ ไม่เห็นบอกผมเลย” อริสราหันมามองหน้าคุณหญิงเหลอๆ เช่นกัน

 “ไม่ใช่ไม่สบาย แต่แม่อยากรู้ว่าแต่งงานกันมาตั้งหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่ที่อเมริกา ทำไมถึงไม่มีทีท่าจะมีหลานให้แม่สักที แม่ว่าไปให้หมอเขาตรวจทั้งสองคนก็ดีนะ” คำแนะนำของคุณหญิงทำให้อริสราแก้มแดงระเรื่อขึ้นทันที

อินทนนท์อ้อมแอ้มตอบ  “เอาไว้ว่างๆ ผมจะไปครับคุณแม่”

 “อาทิตย์นี้พองานเบาๆ ลงก็ไปเลย แม่น่ะแก่แล้วนะตานนท์ แล้วก็จะได้ทำพินัยกรรมใหม่สักที แม่บอกแล้วว่าถ้าแม่พอใจลูกสะใภ้ แม่ก็จะทำพินัยกรรมขึ้นใหม่ เพราะบางส่วนแม่ยกให้มูลนิธิเด็กกำพร้ากับมูลนิธิผู้ป่วยโรคเอดส์ไปแล้ว พินัยกรรมตอนนี้ก็ยังเป็นชื่อมูลนิธิคุณตาของแกอยู่นะตานนท์”

 “เอ่อ...ครับคุณแม่ แล้วถ้าเกิดตกเป็นของมูลนิธิทั้งหมดโดยคุณแม่ยังไม่ได้ทำให้ผม ผมกับอริสก็ไม่เหลืออะไรเลยสิครับ”

 “ก็เหลือบริษัทไดมอนด์ริงไงล่ะ ถึงมันจะไม่ใหญ่โต แต่ถ้ารู้จักบริหารให้เป็น มันก็พอเลี้ยงแกกับเมียแกไปได้”

 “แต่คุณแม่ก็ยกอะไรๆ ให้สาธารณกุศลไปตั้งมากมายแล้วนะครับ เหลือบริษัทบลูไดมอนด์กับบ้านหลังนี้เท่านั้น คุณแม่ยังจะยกให้สาธารณกุศลอีกหรือครับ ขอโทษนะครับ ถ้าเผื่อมีเหตุปัจจุบันทันด่วนกับคุณแม่ ผมก็ไม่มีที่จะอยู่เลยสิครับ”

 “บ้านหลังนี้ฉันจะยกให้ลูกของแกกับอริสไงล่ะ แล้วใครบอกว่าทรัพย์สินของฉันมีเฉพาะบริษัทบลูไดมอนด์ ฉันยังมีที่ดินอยู่อีกหลายแปลงในหลายจังหวัดด้วย ในกรุงเทพฯ นี่ก็มีหลายผืนเหมือนกันนะ ฉันตั้งใจจะยกให้แกทั้งหมดน่ะแหละ ตอนนี้ฉันให้อริสเขียนแบบบ้านที่สวิตเซอร์แลนด์แล้ว พอฉันยกให้แกทั้งหมด ฉันก็จะไปปลูกบ้านที่โน่นแล้วก็อยู่เป็นเพื่อนกับน้าอัญของแกไง แล้วฉันก็จะได้หมดภาระเสียที เหนื่อยมาทั้งชีวิตแล้ว จะได้ท่องเที่ยวไปตามใจฉันบ้าง”

 “แล้วถ้าอริสมีหลานให้คุณแม่ คุณแม่ไม่คิดถึงหลานหรือครับ ถ้าจะไปอยู่ที่โน่นน่ะ”

 “ฉันก็อาจจะเอาหลานของฉันไปอยู่ที่โน่น เรียนที่โน่นก็ได้นี่” ท่านเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยือน สีหน้าเปี่ยมสุข

 “อริสอยากให้คุณท่านอยู่ที่นี่ค่ะ ถ้าไม่มีคุณท่านที่นี่ เราสองคนก็คงไม่มีความสุขหรอกค่ะคุณท่าน”

คุณหญิงมองหน้าลูกสะใภ้แววตาซาบซึ้ง ยิ้มออกมาน้อยๆ  “อริส...ฉันดีใจนะที่เธออยากให้ฉันอยู่ที่นี่ เขาว่าคนแก่น่ะ ลูกหลานจะเบื่อไม่ใช่หรือ ฉันก็ไม่อยากอยู่ให้พวกเราเบื่อน่ะสิ”

 “อริสไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยนะคะคุณท่าน ถ้าคุณท่านอยู่ ครอบครัวของเราก็จะอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตากันมากกว่าค่ะ อริสอยากให้คุณท่านเพียงแต่ไปเที่ยวพักผ่อน แล้วก็กลับมาอยู่กับเราที่นี่มากกว่าค่ะ” คุณหญิงมองหน้าอริสรา รู้สึกได้ว่าเธอพูดออกมาจากใจจริง คุณหญิงเห็นดวงตาที่รื้นขึ้นด้วยน้ำตานิดหนึ่งของลูกสะใภ้

 “แล้วเมื่อไหร่เธอจะเรียกฉันว่าแม่ล่ะอริส เธอไม่อยากเรียกฉันว่าแม่หรือไงล่ะ”

อริสรามองหน้าคุณหญิงสราญจิตด้วยความซาบซึ้ง น้ำตาที่เอ่อคลอร่วงรินลงทันที  “เอ่อ..เปล่าค่ะคุณแม่ อริสเกรงว่าคุณแม่จะไม่ต้องการให้อริสเรียกน่ะค่ะ”

 “ต่อไปนี้เธอต้องเรียกฉันว่าแม่นะ แล้วก็รีบมีหลานให้ฉันเร็วๆ ด้วยนะ ฉันจะรอ”

 “ค่ะ คุณแม่” 

คุณหญิงสราญจิตมีท่าทางสบายใจ สีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข อริสราเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น เล่นเปียโนเพลง Sleepy Lagoon และร้องคลอตามไปด้วย ท่านถามเธอทันทีที่จบเพลงว่าทำไมถึงรู้ว่าท่านชอบเพลงนี้ อริสราเอ่ยตอบคุณหญิงว่า เธอไม่เคยทราบมาก่อนว่าท่านชอบ แต่เพลงนี้เป็นเพลงที่แม่ของเธอชอบมาก เธอก็เลยเล่นเพลงนี้ได้ชำนาญกว่าเพลงอื่น

อินทนนท์ฟังเพลงนั้นอย่างเคลิบเคลิ้ม เมื่อเธอเล่นอีกครั้งหนึ่งตามที่เขาขอ เขาก้มลงจูบที่เรือนผมเธอเบาๆ เธอช้อนสายตาหวานวิบวับมองเขา แล้วเริ่มพรมนิ้วไปตามคีย์และร้องเพลงขึ้นอีกครั้ง ทำนองเพลงรักหวานเอ่ยถึงหนุ่มสาวบนเกาะ ความรัก ใบไม้ที่ร่วงพลิ้ว ทะเลสาบ พระจันทร์ ดวงดาว และหิ่งห้อย จากความทรงจำที่ติดตรึงฝังใจ เสียงของอริสราจึงหวานเศร้าสร้อยจนเขารู้สึกว่าเธอร้องเพลงนี้ออกมาความรู้สึกดื่มด่ำในหัวใจ หรือเธอจะนึกถึงชายคนรักกันนะ เขานิ่งฟังและตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด

อริสราสวยขึ้นทุกวัน เธอมีเสน่ห์ที่ดวงตาคมซึ้งเศร้าหวาน วันนี้อริสราอ่อนหวานกับเรา ไม่มีท่าทีขัดเขิน หรือหนีเราไปทำโน่นทำนี่อย่างที่ไม่ต้องการเข้ามาใกล้เราเหมือนอย่างทุกวัน สายตาหวานๆ ของอริสราทอดมองสบตาเราหลายครั้งเหมือนจะจงใจ แต่เธอก็สะเทิ้นอายจนแก้มแดงปลั่งทุกครั้งเช่นกัน

 อริสรา...สาวน้อยเมื่อวันวาน แต่วันนี้เธอสวยสะคราญเป็นสาวเต็มตัวแล้ว สายตาที่ช้อนขึ้นมองเราน้อยๆ และสะเทิ้นหลบนั่น เกิดอะไรขึ้นกันนะอริสรา เธอทำอะไรของเธอ แต่ท่าทางนี้ก็ทำให้เรารู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาอย่างมากมาย หรือวันนี้เธอจงใจจะแสดงละครให้คุณแม่เชื่ออย่างสนิทใจ ซึ่งก็ได้ผล เพราะท่านพูดเรื่องพินัยกรรมขึ้นมา

 

เมื่อทั้งคู่ขึ้นมาบนห้องนอนแล้ว อริสราเดินออกไปยืนทอดอารมณ์ที่ระเบียงห้องนอน อินทนนท์เดินตามออกมาแตะมือลงที่บ่าเธอเบาๆ เอ่ยถาม

 “คิดอะไรอยู่เหรออริส”

 “คุณนนท์คะ...อริสขอโทษนะคะที่วันนี้กลับมาช้าไปหน่อยน่ะค่ะ พอดีเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาลัยน่ะค่ะ” เธอแกล้งหยั่งความรู้สึกของเขา

 “ผู้หญิงหรือผู้ชายกันล่ะ”

 “ก็หลายคนมีทั้งผู้หญิงผู้ชาย พวกเขานัดพบกันเดือนละครั้ง ก็เลยไปนั่งทานไอศกรีม แล้วก็คุยกันถึงอดีตสมัยเรียนน่ะค่ะ”

 “คงสนุกมากสินะ มีความหลังมากมายนี่” เสียงเขาเหมือนจะประชดน้อยๆ

เธอหันมายิ้มกับเขาเหมือนไม่รู้ว่าเขาประชด  “สนุกมากเลยค่ะ เพื่อนๆ อยากรู้จักคุณนนท์ด้วยนะคะ แต่อริสบอกว่าคุณงานยุ่งไม่ค่อยมีเวลา”

 “คุณคงอายเพื่อนๆ สินะที่แต่งงานกับผมน่ะ ถึงไม่กล้าแนะนำผมกับใคร” คำกล่าวของเขาทำให้อริสรานึกขัน ที่เขาพูดออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำเสมือนว่าเขากับเธอแต่งงานกันจริงๆ

 “โถ อริสไม่กล้าแนะนำคุณกับใครหรอกค่ะ เพราะอีกไม่กี่เดือนเราก็จะเลิกกันอยู่แล้วนี่คะ ให้อริสเป็นหม้ายก่อนค่อยบอกเพื่อนๆ ดีกว่า” เธอเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มเยือน

  เขานิ่งอึ้งกับคำกล่าวของเธอ ใช่สิ...เจ้าหมอนั่นมันบอกว่ายังรออยู่นี่ ถึงจะอยู่ในฐานะไหนก็จะรอ เขานึกถึงคำพูดของนัทธีในวันนั้นแล้วก็โกรธเธอขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เขาจับต้นแขนเธอไว้ทั้งสองข้าง บังคับให้หันมามองหน้าเขา

 “แต่ตอนนี้เรายังไม่ได้เลิกกันนะอริส ยังไงคุณก็อยู่ในฐานะภรรยาผม คุณจะทำอะไรพูดอะไรก็นึกถึงผมบ้างก็แล้วกัน”

 “อริส...คิดถึงคุณนนท์เสมอ ยังไงคุณนนท์ก็มีความหมายกับอริสมากมายนัก มากอย่างที่ใครก็เทียบไม่ได้ค่ะ” เธอกล่าวแล้วช้อนสายตาหวานขึ้นสบตากับเขา

อินทนนท์ดึงเธอเข้ามากอดไว้ อริสราแนบแก้มลงกับอกเขา เสียงหัวใจของชายหนุ่มเต้นถี่แรง หญิงสาวรู้สึกถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอด และรู้สึกได้ถึงความสุขที่เปี่ยมหัวใจ

 อินทนนท์ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนกายและเรือนผมของเธอ จนชายหนุ่มอดใจไม่ไหว ก้มลงจูบเรือนผมของเธอเบาๆ

 “อริส..ผมมีความหมายกับคุณจริงๆ หรือ” เขาเอ่ยถามเสียงแผ่ว

 “ค่ะ ถ้าอริสไม่ได้รับความเมตตาจากคุณ แม่ของอริสก็คงไม่ได้อยู่มาจนถึงวันนี้ คุณมีบุญคุณกับอริสมากนะคะ และถึงแม้ว่าอีกไม่นานเราจะต้องจากกัน อริสก็จะไม่มีวันลืมคุณค่ะ” เธอกระซิบตอบอยู่กับอกเขา

อินทนนท์เชยคางเธอขึ้น  “อริสอย่าพูดเรื่องการจากกันสิ ผมใจหาย”

 “อริสก็ไม่อยากพูดถึง แต่มันก็เป็นความจริงนี่คะ”

เขากอดเธอไว้อีกครั้งเหมือนเกรงว่าเธอจะหลุดลอยไป เอ่ยถามขึ้น  “อริส ทำไมวันนี้คุณพูดแปลกๆ”

 “คุณนนท์คะ เมื่อบ่ายนี้...อริสพบคุณฟรานที่ออฟฟิศของพี่กิ่งแก้วค่ะ” เธอตัดสินใจเอ่ย

 “อะไรนะอริส พูดใหม่สิ” เสียงถามของชายหนุ่มกระชั้นขึ้น สีหน้าขมวดมุ่น

 “วันนี้อริสเจอคุณฟรานค่ะ พอพี่กิ่งแก้วแนะนำว่าอริสเป็นภรรยาคุณ เธอก็โกรธมากเลยค่ะ เอิ่ม..คุณโกรธอริสไหมคะ” เธอช้อนสายตาขึ้นเอ่ยถาม

อินทนนท์ตกใจ แต่พยายามเก็บอาการนิ่งเงียบไม่ตอบ ในใจเริ่มว้าวุ่นกังวล สาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าเขาน่ารักสวยใส เขาเฝ้ามองเธอเหมือนมองปลาสวยงามในอ่างแก้ว มีแต่ความสุขชื่นใจที่แต่ละวันเธอทำให้บ้านที่เคยเงียบเหงากลับมีชีวิตชีวาขึ้น

เขานึกเอ็นดูทุกครั้งที่เธอหยอกเย้าเขาด้วยอารมณ์แบบเด็กๆ บางครั้งเธอก็โกรธงอนเมื่อเขาว่าเธอแรงๆ แต่แค่เดี๋ยวเดียว เธอก็จะมาง้อพูดดีด้วย ยิ่งคุณแม่แล้ว ท่านดูชื่นชมเธอจนออกหน้าออกตา คุณนงค์ก็เช่นกัน รักอริสราเสียจนชื่นชมเธอไม่ขาดปาก

วันไหนที่อริสราไปทำงานที่ออฟฟิศ คุณนงค์จะบ่นหา และยิ้มอย่างดีใจเมื่อเธอกลับมา ดูเหมือนคนในบ้านจะรักอริสราจนเขาเองเหมือนถูกลดความสำคัญลงไปทีเดียว ถ้าฟรานซิสเข้ากับทุกคนที่นี่ได้อย่างอริสรา หรือได้แค่เพียงครึ่งของเธอ ทุกอย่างก็คงจะลงตัว และเขาก็ไม่ต้องวุ่นวายใจอย่างนี้ แต่ฟรานซิสเข้ากับใครไม่ได้เลย เราล่ะ จะทำยังไงต่อไปดีนะ ในเมื่อเราเริ่มเสียดายผู้หญิงคนนี้

อริสรามองหัวคิ้วที่เริ่มผูกเข้าหากันของเขา แล้วเอ่ยเสียงอ่อย  “คุณนนท์โกรธอริสหรือคะ บอกอริสสิคะ” เธอทำเสียงอ้อนเขา

 “เปล่า...ผมไม่ได้โกรธคุณ ผมเพียงแต่คิดว่าทำไมฟรานถึงบินมาเงียบๆ ไม่บอกผมอย่างนี้”

 “คุณนนท์คะ คุณไม่ได้บอกคุณฟรานถึงแผนการของคุณหรือคะ”

 “ผมไม่ได้บอก เพราะขืนบอกฟรานก็คงไม่ยอมให้ผมทำอย่างนี้หรอก เขาเข้าใจอะไรยากแล้วก็หึงผมมากด้วย ตรงนี้แหละอริสที่จะมีปัญหา”

 “แล้วคุณจะทำยังไงต่อไปล่ะคะ”

 “ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน”

 

เสียงโทรศัพท์มือถือของอินทนนท์ดังถี่ขึ้นหลายครั้ง เขาเดินไปหยิบมาดูแล้วก็ถอนหายใจนิดหนึ่ง มองหน้าอริสราแล้วรับ อริสราเดินออกห่างจากเขาไป แต่เธอก็ได้ยินเสียงเขาถนัด

  “ผมขอโทษที่ไม่ได้รับโทรศัพท์ เมื่อบ่ายผมกลับมาบ้านแล้วก็เลยลงไปอยู่ในสวนกับคุณแม่ ไม่ได้พกโทรศัพท์ไปด้วยน่ะ” เธอได้ยินเสียงอินทนนท์เอ่ยขอโทษ ก็คิดในใจ ใครกันนะที่อินทนนท์พูดเสียงอ่อนอย่างนี้ด้วย

 “เอ่อ..ใช่ ..อริสเป็นภรรยาผมจริง คุณแม่ท่านบังคับให้ผมแต่งน่ะ แต่งอย่างกะทันหันทันทีที่กลับมาเลยจ้ะ” เขาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอธิบาย

  “ฟราน...ผมจำเป็นนะ คุณแม่ท่านจะไม่ยกอะไรให้เลย ถ้าผมไม่แต่งงานกับอริส ผมจะเหลือแต่ตัวเท่านั้นนะ ผมทำเพื่อเรานะฟราน เอาอย่างนี้...เดี๋ยวผมไปหาก็แล้วกันนะจ๊ะที่รัก”

อินทนนท์ตัดบทแล้วรีบวางเมื่อปลายสายออกฤทธิ์อาละวาด เขามองมาที่อริสรานิดหนึ่ง เห็นเธอกำลังง่วนอยู่กับคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงาน และดูเหมือนกับเธอไม่ได้สนใจอะไรเขาอีก ชายหนุ่มรีบเดินเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินกลับออกมา บอกกับเธอก่อนที่จะออกจากห้องไป

 “อริส...ผมจะออกไปข้างนอกนะ ถ้าคุณแม่ถาม บอกว่าผมไปหาเพื่อนที่มาจากอเมริกานะ”

อริสรามองเขาและพยักหน้าน้อยๆ อินทนนท์เดินลับกายออกไปแล้ว หญิงสาวรู้สึกว่าตนเองใจหาย หัวใจสลดเศร้าลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จนต้องทาบมือลงตรงหัวใจของตนไว้เพราะราวกับว่าหัวใจของเธอจะหลุดลอยตามเขาไป

 และบอกกับตนเอง อริส...เราเป็นแค่คนที่เขาจ้างมาให้เล่นละครเท่านั้นนะ อย่าอินกับบทรักเป็นอันขาด อย่าให้หัวใจตัวเองต้องกระเจิดกระเจิงไปมากกว่านี้ เขามีคนที่เขารักมากมาย รักอย่างสุดหัวใจ อย่านะอริส อย่าแม้แต่จะคิด พี่กิ่งแก้วบอกให้เราช่วงชิงเขามาจากคนรักของเขาให้ได้ พี่กิ่งแก้วไม่รู้เท่าเราหรอกว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย เขาไม่ได้มีใจกับเราแม้แต่นิดเดียว อย่าเจ็บปวดสิอริส...เขามีเจ้าของแล้ว

ดึกมากแล้ว หญิงสาวนอนกระสับกระส่ายและเริ่มครุ่นคิดขึ้นอีก...ทำไมเราถึงนอนไม่หลับนะ เรารอเขาใช่ไหมอริส ทำไมเราถึงได้รู้สึกอ้างว้างขนาดนี้ อริสรา...เขาไปหาคนที่เขารักจะรอเขาทำไม หลับเสียสิอริส หลับสิ... เธอเฝ้าบอกตัวเองและพยายามที่จะข่มตาหลับ  

 


*เริ่มเข้มข้นอลเวงแล้วนะคะอริสราคิดอยากเอาชนะหรือไม่ อินทนนท์ล่ะจะเลือกสาวสวยระดับอินเตอร์หรือสาวใสๆไร้จริตอย่างอริสรา แล้วฟรานซิสล่ะจะยอมงั้นหรือที่จะเสียเขาไป มาติดตามกันค่ะ*

@เป็นแฟนพันธ์แท้กับหนังสือ2เล่ม

และ1เล่มสำหรับคอมเม้นท์ค่ะ (โดยการสุ่มจับนะคะ)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #16 huanahua (@huana) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2560 / 09:22
    รอด้วยอยู่เหมือนกันค่า ลุ้นค่า
    #16
    0
  2. #15 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 13:26
    รออ่านต่อนะคะ
    #15
    0