ตอนที่ 12 : บทที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8346
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 296 ครั้ง
    26 พ.ค. 62

บทที่ 10


เนื่องจากซือถูหลีซาน เป็นบุตรชายคนเดียวของซือถูซื่อหลาง อดีตแม่ทัพผู้ที่เคยช่วยเหลือเขาออกมาจากวังหลวง บุรุษผู้ที่มีบุญคุณกับเขามากจนเขายกย่องให้อีกฝ่ายเป็นบิดา ชายหนุ่มจึงมีความโอนอ่อนให้ซือถูหลีซานเสมอ มิได้จัดการกำราบปราบปรามจริงจังแต่อย่างใด


"ข้ากลับมาแล้ว" เสิ่นจินสือเลื่อนเปิดประตูเรือนพร้อมเอ่ยบอกคนข้างในด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ก่อนถอดรองเท้าแล้วเดินเข้าไปล้มตัวลงบนแคร่ที่วางอยู่ใจกลางบ้านอย่างสิ้นไร้เรี่ยวแรง


เงียบ ไร้ซึ่งเสียงวิ่งสะเทือนเรือนไม้ของใครบางคนเพื่อมาต้อนรับเขาอย่างที่เคยเป็นทุกวัน


ไปไหน?


ร่างสูงใหญ่ยกกายขึ้นนั่ง หันซ้ายขวาเอ่ยเรียกหาสตรีผู้ที่เขาแอบรักด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อย "เยว่เอ๋อร์" คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยยามที่ยังได้รับความเงียบเป็นคำตอบ


สงสัยคงกำลังสวาปามอาหารลืมโลกอยู่กระมัง


คิดอย่างขบขัน รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมามากโขเมื่อนึกถึงภาพแก้มป่อง ๆ ทั้งสองข้างของมู่หรงเหลียนเยว่ยามที่นางพยายามยัดหมั่นโถวเข้าไปในปากสองลูกในเวลาเดียวกัน


เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอก่อนจะลุกขึ้นยืนหันหน้าไปทิศทางหนึ่ง ความรู้สึกขุ่นมัวเมื่อก่อนหน้านี้ค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไปใกล้ห้องครัว สถานที่ที่น่าจะเป็นที่สิงสถิตของสาวน้อยแปลกประหลาดผู้ที่ถูกงูคาบมาผู้นั้นมากที่สุด


เสิ่นจินสือยังจำได้ดีถึงเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน เมื่อปะหน้าเข้ากับงูดำมะเมื่อมขนาดใหญ่ยักษ์ผิดธรรมดา ปากมันคาบร่างไร้สติของมนุษย์ผู้หนึ่งเอาไว้ มนุษย์ผู้นั้นจะเป็นใครอื่นใดไปได้นอกจากมู่หรงเหลียนเยว่ สาวน้อยผู้ใสสะอาดดั่งผ้าขาวที่จำได้เพียงนามของตน นอกนั้นแล้ว นางก็มิอาจจำอดีตอื่นใดของตนได้อีก


น่าประหลาด ที่เวลานั้น ชายหนุ่มไม่แม้แต่สนใจจะสงสัยหรือระแวงเรื่องที่มาของนางกับงูยักษ์ประหลาดนั่นเลยแม้แต่น้อย ยามที่อีกฝ่ายลืมตากลมโตใส ๆ นั่นแล้วจ้องเขาเขม็งเป็นครั้งแรก หัวใจพลันอ่อนยวบยาบลงทันทีอย่างไร้คำอธิบายใด ๆ


นางกลายเป็นคนสำคัญของเขาภายในระยะเวลาไม่นาน คนสำคัญที่หักอกเขาในเวลาต่อมา เมื่อนางบอกเขาว่าตั้งครรภ์กับบุรุษปริศนาผู้หนึ่งในวันที่เขาเกือบจะสารภาพความในใจออกไป


"เยว่เอ๋อร์..." แล้วคำเรียกชายหนุ่มก็ต้องสะดุด เมื่อไม่พบเห็นอีกฝ่ายอยู่ในห้องครัวอย่างที่คาด สายตาเขาไปหยุดอยู่ที่อีกหนึ่งสตรีที่กำลังเคี่ยวอะไรบางอย่างในหม้ออยู่อย่างขะมักเขม้น


"สายัณห์สวัสดิ์ท่านแม่ เยว่เอ๋อร์ล่ะ?"


"นางมิได้แอบวางแผนแกล้งอะไรเจ้าหรอกหรือ?" เสิ่นเหมยฮวาเอ่ยตอบกลั้วเสียงหัวเราะ ได้ยินดังนั้น ความกังวลก็เข้าจู่โจมเสิ่นจินสือ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดลงถนัดตา


หากฝ่ายนั้นวางแผนแกล้งเขาจริง ๆ ป่านนี้เขาคงถูกกลั่นแกล้งไปเรียบร้อยแล้ว หรือว่านางออกไปเที่ยวเล่นแล้วยังไม่กลับมา?


ทว่าเขาเคยสั่งอีกฝ่ายไว้เรียบร้อยว่าให้กลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดินทุกครั้ง และมู่หรงเหลียนเยว่ก็มิเคยขัดคำสั่งที่ว่าเลยสักครา


แล้วทำไมวันนี้...?


"เดี๋ยวข้ามา"


เสิ่นเหมยฮวาพยักหน้ารับส่ง ๆ ก่อนจะกวนเคี่ยวน้ำแกงในหม้อต่อไปอย่างไม่ยี่หระ ด้วยนี่ไม่ใช่คราแรกที่บุตรชายออกอาการเป็นห่วงสาวน้อยผู้นั้นจนเกินเหตุ


เจ้าของร่างสูงเดินฉับ ๆ ออกจากครัวไป ก่อนคว้าธนูและกระบอกลูกธนูที่แขวนข้างฝ่าบ้านขึ้นพาดกาย ใส่รองเท้าแล้ววิ่งลงออกไปปลดม้าประจำตัวในคอกข้างบ้าน จากนั้นจึงรีบขึ้นขี่ควบตะบึงฝุ่นตลบออกไป


คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกระมัง เขาคงคิดมากไปเอง คนนิสัยเฉกเช่นมู่หรงเหลียนเยว่ บางทีเวลานี้นางอาจจะกำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อเพลิดเพลินจนลืมเวลาอยู่ก็เป็นได้


เสิ่นจินสือบอกตัวเองซ้ำ ๆ เช่นนั้นขณะที่สองมือเย็นเฉียบกระตุกบังเหียนรัว ๆ เร่งฝีเท้าม้าเข้าป่าลินจูฝ่าสายลมที่เริ่มพัดทวีความรุนแรงขึ้นไปทุกที ดั่งจังหวะการเต้นของหัวใจที่เร่งเร้าจนดังสนั่นในโสตประสาทของเขา กลบทุกสรรพเสียงรอบกายไปจนสิ้น


ยามนี้มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่แล่นพล่านอยู่ในห้วงแห่งความคิดของเขา


เยว่เอ๋อร์...เจ้าอย่าเป็นอะไรไปนะ...อย่าเป็นอะไรไปเด็ดขาด



มู่หรงเหลียนเยว่สะดุ้งตื่น ก่อนไอพร้อมสำลักน้ำ ทรวงอกกระเพื่อมรุนแรงตามจังหวะการหอบหายใจที่ไม่ปกติ ยามสติเริ่มหวนคืน ก็เริ่มรู้สึกถึงของเหลวที่เปียกชุ่มไปทั่วบริเวณใบหน้าและลำคอ


เปลือกตาขาวซีดปรือขึ้นช้า ๆ ด้วยยังมึนงงจากอาการหลับใหลที่ยังเหลืออยู่


เกิดอะไรขึ้น? ที่นี่...ที่ไหน?


กลิ่นคาวรุนแรงผสานความหืนชื้นลอยมาแตะจมูกจนต้องเบ้หน้า สติที่ขาดห้วนเริ่มกลับมาทีละนิด ๆ ร่างบางสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บจากอุณหภูมิอากาศต่ำ


เมื่อเริ่มรู้สึกตัวไปหลายส่วน ก็ต้องเบิกตาโพลงอย่างตื่นตระหนก กลอกตามองไปรอบ ๆ แล้วให้ใจสั่น ถึงยังมิอาจมองเห็นภาพต่าง ๆ ได้ชัดเจนเท่าใดนัก


นางกำลังนอนอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ รอบกายช่างมืดมิดจนมิอาจมองเห็นสิ่งใดได้ ความรู้สึกหวาดกลัวเข้าเกาะกุมใจดวงน้อย


เมื่อหวังจะขยับตัว ก็รู้สึกได้ว่ามิอาจทำได้ดั่งใจหวัง หญิงสาวพยายามเคลื่อนไหวอีกครั้งด้วยความพยายามที่มากกว่าเดิม ยามรู้สึกถึงกล้ามเนื้อแขนที่พลันตึงร้าว นางก็เริ่มรู้ตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น


แขนทั้งสองกางออก แต่ละข้างถูกมัดกระชากตรึงไว้กับบางสิ่งภายใต้ความมืดมน


นางไม่เข้าใจ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?


ไม่ทันจะได้ตั้งคำถามใดต่อ ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ยามรู้สึกถึงสัมผัสหยาบกร้านหนึ่งบนขานาง "นั่นใคร?" เสียงหวานแหบสั่น พยายามดิ้นสะบัดให้หลุดจากการแตะต้องนั้น


"ตื่นแล้วหรือแม่นาง" เสียงห้าวสั่นพร่าดังขึ้น พร้อมแรงกดที่ทาบทับขานางมิให้ขยับได้


ก้อนเนื้อใต้ทรวงปทุมงามเต้นรัวเร็วดั่งจะหลุดออกมานอกอก ลมหายใจพลันหอบหนักยามเริ่มนึกคิดได้ว่าตนอาจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ใด "อย่านะ อย่า อย่าทำข้า อย่าทำข้า!"


"เจ้าเลิกลีลาแล้วรีบ ๆ จัดการนางเสียที ยังมีผู้อื่นรออยู่"


มู่หรงเหลียนเยว่หันไปตามเสียงแปลกหน้าที่ดังขึ้นในความมืดอีกทิศอย่างตกตื่น เอ่ยถามเสียงแหบแห้ง ริมฝีปากสั่นระริก “นี่มันเรื่องอันใดกัน?”



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 296 ครั้ง

5,862 ความคิดเห็น