The Secret of heart ความลับหัวใจของยัยจอมมาร

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 9 : คำถามโง่ๆ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 มิ.ย. 57

หลังจากที่ฉันแสดงอำนาจนิดๆหน่อยๆไปเมื่อวาน ทั้งโรงเรียนก็กลับคืนสู่ความปกติอีกครั้ง ฉันได้ความสงบคืนมาและวันนี้เป็นอีกวันที่โซลยังคงเสร่อพาหน้าหล่อๆของตัวเองมาโรงเรียนเพื่อให้สาวๆได้บ้ากันอีกครั้ง ไหนว่างานยุ่งๆ ทำไมไม่ไปทำงานให้เสร็จฟ่ะ!

“เฮ้ย!โซล งานแฟชั่นโชว์ของแกนี่เมื่อไหร่นะ”

“ฉันกำลังจะเตือนแกเลยว่าห้ามลืม ต้นเดือนหน้านะไอ้เซโร่ เดี๋ยวส่งบัตรเชิญไปให้ เธอก็ด้วยนะจอมมารห้ามลืม”

“แล้วฉันละจ้ะ”เทียนหอมพูดยิ้มๆ

“ยังไงๆเธอก็ไปพร้อมไอ้เซโร่มันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เพราะงั้นฉันส่งบัตรเชิญไปให้ทีเดียวเลยนะ”

“ขอบคุณนะจ้ะ”

โซลยิ้มน้อยๆให้กับคำขอบคุณนั้น แล้วหันมามองหน้าฉันเหมือนคิดอะไรอยู่ และนั่นทำให้ฉันไม่ไว้ใจเลยสักนิด

“นายมองหาอะไรไม่ทราบ”

“มองหาจิตวิญญาณของฉัน^^

เสียงกระซิบนั้นราวกับจะส่งผ่านมาที่ฉันแต่เพียงผู้เดียว สายตาคู่คมที่จ้องมาบวกกับคำพูดนั้นยิ่งสร้างปฏิกิริยาในใจฉันให้สั่นไหว นี่นายกำลังคิดจะทำอะไร...

“สักวันนะจอมมาร สักวันฉันจะทำให้เธอแสดงออกให้ได้ว่ากำลังเคลิ้มกับคำพูดของฉัน ฮ่าๆ”

“ฝันกลางวันรึไง”

“ถึงฝันก็ฝันดีนะ ^^

ฉันย่นจมูกใส่เขาอย่างสุดแสนจะหมั่นไส้ ผู้ชายอะไร ให้ท่าชะมัด ทั้งแรดทั้งกวนประสาท ถึงแม้ว่าบางครั้งเขาจะทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆเวลาอยู่ใกล้ แต่รับรองได้ว่าฉันจะไม่มีทางพลาดซ้ำสองแบบเดียวกับที่เกิดกับเซโร่โดยเด็ดขาด อย่างน้อยก็ไม่ใช่กับหมอนี่....

“เฮ้ย!!เซโร่!! เขยิบไปดิ”

เอาอีกแล้ว โซลเวอร์ชั่นเพี้ยน -^- อยู่ๆก็ลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่แล้วหันไปไล่เซโร่ที่นั่งอยู่ข้างเทียนหอมให้ขยับจนแทบตกเก้าอี้ และไอ้คนที่เพี้ยนกว่าก็เห็นจะเป็นเซโร่ที่ไม่ได้แสดงออกว่าเดือดร้อนอะไร แต่กลับเดินย้ายมานั่งลงข้างๆฉันแทน ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าเพราะโซลไปนั่งอยู่ตรงนั้นคือเหตุผลที่เซโร่ลุกจากที่นั่งข้างเทียนหอมมานั่งข้างๆฉันรึเปล่า รู้แต่ว่าเพียงแค่หมอนั่นย้ายมานั่งใกล้ๆอย่างนี้ ความรู้สึกดีใจก็วูบวาบขึ้นมา...คิดอีกที คงเป็นความรู้สึกของคนชนะมากกว่าล่ะมั้ง ก็ดูจากสีหน้าของยัยนั่นที่มองมาแล้วทำท่าน้ำตาจะร่วงนั่นสิ ทั้งสวยงามแล้วก็อ่อนแอ น่าสมเพชชะมัด

“มานั่งนี่ทำไม”

“เดี๋ยวเธอเหงา”

เซโร่หัวเราะร่วนก่อนจะใช้มือหยิกแก้มของฉันเล่นอย่างหมั่นเขี้ยวและถึงแม้ว่าเขาจะโดนฝ่ามือของฉันประทานไปกลางกระหม่อมตามฟอร์ม...ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่หยุดยิ้ม...ทำไมกันนะ เซโร่ ทำไมชอบทำอะไรให้มันยุ่งยากด้วย

“พวกนายดูเหมือนเป็นแฟนกันเลยเนอะ”

โซลที่อยู่ๆก็โพล่งขึ้นมาทำให้เซโร่หยุดหัวเราะอย่างชะงักในทันที คนที่นั่งเท้าคางมองมายังพวกเราพูดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนักก็จริง คนอื่นอาจจะไม่รู้แต่ฉันดูออกว่าหมอนี่กำลังคิดจะทำอะไร...

“พูดจาไร้สาระ ถ้าหาคำพูดดีๆไม่ได้ก็หุบปากไปเลยนะ โซล”

“จริงนี่นา เทียนหอมว่าคู่นี้เหมือนแฟนกันปะ”

โซลหาแนวร่วมด้วยการชวนคนข้างๆให้สนับสนุน คนถูกถามนั่งก้มหน้านิ่งอยู่ก็จริง แต่ฉันก็ยังสามารถมองเห็นแววตาไหวหวั่นที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง...หมอนี่จะบ้ารึไง ไปถามความเห็นจากผู้หญิงคนนั้น กำลังคิดอะไรอยู่ไม่ทราบ

“เหมือนสิ...เหมือนมากเลย”

เสียงสั่นๆของคนตรงหน้าทำให้สีหน้าของเซโร่ดูแย่ ยัยนี่จะทนพูดไปทำไม จะพูดออกมาทำไมถ้ามันทำให้เพื่อนของฉันต้องเจ็บปวดไปด้วย

“เธอนี่ท่าจะบ้านะ นึกอะไรอยู่ถึงได้ไปเชื่อคำคนอย่างโซล”

ก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงนึกอยากเป็นแม่พระขึ้นมา ทั้งโซลและเซโร่หันหน้ามามองฉันอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เอาจริงๆมั้ยล่ะ ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะมานั่งปลอบใจยัยนี่เหมือนกัน

“นั่นสิ เทียนหอม ไอ้โซลมันบ้า”

“อ้าว!ไอ้เซโร่ พูดงี้อยากมีเรื่องรึไงวะ”

“เข้ามาเลย โด่!นึกว่ากลัวรึไงวะ”

เสียงเอะอะของโซลและเซโร่ยังคงดังมากพอให้ได้ยินถึงแม้ว่าสองคนนั้นจะไล่เตะกันไปไกลแล้ว ความเงียบเข้าจู่โจมเมื่อทั้งโต๊ะเหลือเพียงฉันและเทียนหอม ฉันน่ะไม่แคร์เท่าไหร่หรอก แต่คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามน่ะสิ ไม่รู้จะกลัวจนตัวสั่นไปเพื่ออะไร จอมมารอย่างฉันก็มีข้อยกเว้นในการโจมตีเหยื่อนะ ยิ่งเป็นนางฟ้าของเซโร่อย่างนี้ ฉันไม่ทำหรอกน่า...ไม่อยากเห็นสายตาของหมอนั่นเศร้าอีก

“เอ่อ....”

“อะไร”

เทียนหอมก้มหน้าที่แทบจะมุดลงโต๊ะอยู่แล้วให้ยิ่งต่ำลงไปอีก และนั่นทำให้ฉันเริ่มจะหงุดหงิดกึ่งๆรำคาญ จริงๆเราก็รู้จักกันมาพักหนึ่งแล้ว ต่อหน้าเซโร่เธอแสดงออกให้เขาเข้าใจว่าเธอไม่กลัวฉัน แล้วตอนนี้จะแสดงต่อไปไม่ได้รึไง อีกอย่างฉันยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย  จะกลัวอะไรกันนักกันหนานะ

“ริช...สนิทกับเซโร่จังเลยนะ”

“ก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก...จะไม่สนิทได้ไง”

“นั่นสินะ”

“อย่าบอกนะว่าคิดมากเรื่องที่โซลพูดเมื่อกี้”

ฉันถามเสียงเรียบแล้วหันไปสนใจคนตรงหน้า ผู้หญิงนี่ชอบคิดเล็กคิดน้อยเหมือนกันหมดเลยรึไงนะ

“เปล่าหรอก...ไม่ใช่หรอกจ้ะ”

“ก็ดีแล้ว”

ถึงจะพูดออกมาแบบนั้น แต่ฉันก็รู้ว่ายัยนี่โกหก  แต่เอาเถอะ ฉันเองก็ไม่ได้สนใจเธอเท่าไหร่หรอก

“โซลก็สนิทกันมาตั้งแต่เด็กเหรอจ้ะ”

“ใช่”

“งานของโซล ริชจะไปใช่มั้ยจ้ะ”

“ยังไม่ได้ตัดสินใจ”

เรานั่งเงียบใส่กันอีกครั้ง จริงๆฉันน่ะเงียบของฉันอยู่แล้ว แต่คนตรงหน้าที่ปกติจะชอบพูดอะไรน่ารักๆให้คนอื่นยิ้มตามนี่สิ ไม่รู้จะเข้ามุมมืดอะไรนักหนา

“ริชนี่โชคดีนะคะ มีแต่คนรัก”

“หมายความว่ายังไง”

“ก็...ทั้งโซลแล้วก็เซโร่ ดูรักคุณมาก...”

“...”

“ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ ฉันก็แค่นึกอิจฉาขึ้นมานิดหน่อย อย่าถือสาเลยนะคะ”

อีกครั้งที่เทียนหอมสามารถจูงใจฉันให้หันไปสนใจได้สำเร็จ ดวงตาคู่โตสีน้ำตาลสวยหม่นแสงดูเศร้าอย่างที่ฉันไม่คิดว่าจะได้เห็น...นางฟ้า...กำลังอิจฉาจอมมาร?

“ใครบอกเธอว่าฉันมีแต่คนรัก”

“ก็ไม่มีใครบอกหรอกค่ะ แค่รู้สึก”

“อย่าเชื่อความคิดตัวเอง เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันเป็น”

ฉันแค่นหัวเราะมองคนตรงหน้าอย่างนึกสมเพช นางฟ้าที่ยอมลดตัวลงมาอิจฉาจอมมารอย่างฉัน ทั้งๆที่ได้อยู่ในที่ที่จอมมารสมควรจะอิจฉา...ไม่มีอะไรจะน่าสมเพชไปมากกว่านี้อีกแล้ว

“ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ฉันรู้นะคะว่าจริงๆแล้วริชน่ะ...”

“เธอจะรู้อะไร”

“...”

“ชื่อของฉันคือริชแบรนด์ และเธอคงจะรู้ว่าทำไมทุกคนถึงได้เรียกฉันว่าจอมมารแห่งเซนต์โซนาต้า”

“แต่ฉันรู้นะว่าจริงๆแล้วทุกคนคิดไปเอง...””

 “ที่ฉันได้ชื่อว่าจอมมาร เพราะนั่นคือตัวตนของฉัน ขอให้จำไว้ด้วย”

ฉันหยุดคำพูดของคนตรงหน้าด้วยสายตาเฉือดเฉือน นางฟ้าอย่างเธอกล้าดียังไงถึงได้มาอิจฉาฉัน ทั้งๆที่ฉันเลือกแล้วที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้และยกที่ข้างกายของเซโร่ให้เธอ แต่ถึงอย่างนั้น ยัยนี่ก็ยังกล้าดีที่จะมาอิจฉาฉัน...กล้าที่จะทำให้ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ฉันเลือกมันไม่มีค่าแบบนี้ มันน่า...

“เฮ้!เธอสองคนทำอะไรอยู่”

เสียงนั้นช่วยละลายความตึงเครียดที่อยู่รอบตัวของเราให้ละลายหายลงไปได้ เทียนหอมแอบเช็ดหน้า(ฉันเดาว่าเธอน้ำตาร่วง) ส่วนฉันก็หันหน้าไปอีกทางราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอาล่ะริชแบรนน์ เธอชักจะขี้โมโหเกินไปแล้ว ถ้าไม่หัดเยือกเย็นกว่านี้ มันจะเป็นแบบเมื่อห้าปีที่แล้วอีกนะ

“เธอทำอะไรเทียนหอมน่ะจอมมาร”

 “ยังไม่ได้ทำ”

ในนาทีที่เซโร่คว้าตัวนางฟ้ามากอดเอาไว้ หัวใจฉันเหมือนถูกกระตุกไปวูบหนึ่ง มันชาจนคล้ายกับว่าจะไร้ซึ่งความรู้สึก...แต่แปลกที่มันเจ็บน้อยกว่าที่ฉันเคยจำได้

“โอ๋!เทียนอย่ากลัวเลยนะ จอมมารน่ะน้า><เหมือนๆจะดุ ที่จริงใจดีจะตาย”

“เข้าใจแล้วจ้ะ เซโร่ ปล่อยฉันก่อนนะจ้ะ เดี๋ยวมีคนมาเห็น”

มือของเซโร่ไม่ได้มีไว้เพื่อฉันอีกแล้ว...มันมีไว้ให้กับนางฟ้าไม่ใช่จอมมารอย่างฉัน...

“อย่าน่า เซโร่ ปล่อยเถอะจ้ะ อายเขา”

“อายอะไรกันล่ะ ดูนี่ๆ><

เซโร่ว่าแล้วกอดเทียนหอมให้แน่นขึ้นไปอีก รอยยิ้มงดงามแย้มออกมาจากนางฟ้าเรียกรอยยิ้มของเซโร่ให้แจ่มใสขึ้นไปด้วย...เพียงเท่านี้ก็พอแล้วล่ะ สำหรับฉัน เพียงแค่นี้ก็ดีแล้ว

เจ้าชายยังไงก็ต้องคู่กับนางฟ้า... ไม่มีนิทานเรื่องไหน ที่ในตอนสุดท้ายเจ้าชายได้ครองคู่กับมารร้าย...จะมีใครที่ไหนรักมารร้ายได้ลงบ้าง...

"เราก็กอดกันมั่งเป็นไง"

ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ห้ามปรามอาการคึกคะนองของคนชวน เพียงเสี้ยววินาที โซลก็ดึงฉันให้ลอยเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดเรียบร้อย...ฝ่ามือของโซลลูบศีรษะฉันราวกับจะปลอบโยน...แต่ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด ฉันจะไม่ยอมให้มีใครเห็นน้ำตาของฉัน โดยเฉพาะกับหมอนี่....จะไม่มีอีกเป้นครั้งที่สองแน่ๆ

“เฮ้ย!โซล แกกออดจอมมารแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่ตายดีหรอก”

“ยอม!

โซลทำเสียงเข้มอย่างงี่เง่าใส่เซโร่...ฉันรู้ว่าเขาอยากจะปกป้องฉัน...แต่นั่นมันเป็นการกระทำของคนโง่ เซโร่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจพลางมองฉันกับโซลสลับกันไปมา และนั่นทำให้ฉันรู้ตัวว่าตัวเองปล่อยให้เพื่อนกอดนานเกินไปแล้ว

“ฉันเตือนแกดีๆ มาทำซีเรียสอะไรใส่ฉันวะ”

“แกมันงี่เง่า เซโร่”

“อะไรวะ”

“โคตรงี่เง่า โคตรโง่”

“เฮ้ย!ไหงอยู่ๆมาด่ากันงี้ล่ะ”

“พระเจ้า ทำไมถึงส่งคนอย่างไอ้บ้านี่ลงมาเกิดเป็นเพื่อนผมด้วย!!

“เราคุยคนละเรื่องเดียวกันแล้วนะ ฉันว่า = =;แกพูดเรื่องอะไรเนี่ย”

“แก..อุ๊บ!

ก่อนที่เรื่องมันจะไปกันใหญ่และโซลจะสติแตกไปมากกว่านี้...ฉันพลิกข้อมือโซลก่อนจะเตะเขาจนล้มแล้วเอามือปิดปากของเขาไว้...ให้ตายสิ ปากนายนี่มันน่าต่อยให้ยับเลยจริงๆ

“หยุดบ้าได้แล้ว”

“อะไออะ!

“พูดจาก็ไม่รู้เรื่อง หุบปากไปเลย”

โซลทำหน้าไม่พอใจแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยอมหยุดโวยวายเมื่อฉันส่งสายตาดุๆไปให้

“ไปเรียนเถอะ”ว่าแล้วฉันก็ปล่อยมือออกจากปากของโซลก่อนจะเดินหนีห่างออกมา

คงมีแค่คนโง่...ที่มาตกหลุมเสน่ห์ของจอมมาร

 

ฉันก็ค่อนข้างแปลกใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในห้องนิดหน่อย แต่เพราะมันเกิดจากเธอคนนี้ที่กำลังอยู่ในความสนใจของฉัน นั่นทำให้ค่อนข้างให้อภัยได้ และฉันเองก็ค่อนข้างอยากจะรู้ว่า แม่นี้อยากจะเล่นอะไรกับฉัน

“มองหน้าฉันทำไม”

“คนอย่างเธอคงเป็นแค่ยัยผู้หญิงนิสัยเสียที่ไม่เคยมีใครปราบพยศได้สินะ”

“....”

“แล้วนี่โซลไปไหน”

“เดี๋ยวก็คงมา”

ฉันว่าแล้วนั่งลงที่นั่งของตัวเอง ห้องเรียนยังคงเป็นปกติดี ยกเว้นแต่ว่าทั้งห้องพากันมองมายังจุดเดียวกันคือตำแหน่งที่นั่งของฉัน ไม่ใช่ว่ามองฉันหรอกนะ พวกเขาไม่มีความกล้าขนาดนั้น แต่ความอยากรู้อยากเห็นของคนพวกนี้คือ ทำไมผู้หญิงที่ชื่อไอแดดถึงได้ยกเก้าอี้ของเธอมานั่งข้างที่นั่งฉัน

“เธอคงคิดอยู่สินะว่าทำไมฉันถึงย้ายมานั่งที่นี่”

“ฉันไม่ได้สนใจนักหรอก อยากนั่งก็นั่งไป”

ไอแดดทำท่าทางไม่พอใจนักเมื่อฉันทำเหมือนไม่สนใจ โซลกับเซโร่ควรจะรีบเข้าห้องนะ เพราะหากพวกเขายังสายกว่านี้สักห้านาที ฉันอาจจะนึกสนุกโต้กลับยัยนี่ ที่ยังปากดีพ่นอะไรก็ไม่รู้ใส่ฉันอยู่อย่างนี้ก็ได้

            “นี่ ถ้าเธอจะนั่งตรงนี้ล่ะก็ ฉันก็ไม่ได้จะว่าอะไรหรอกนะ แต่ว่าช่วยเงียบหน่อยจะได้มั้ย”

            “ทำไม นึกรำคาญขึ้นมารึไง”

            “รำคาญมาก”

            “นี่เธอ...”

อยู่ๆไอแดดก็ตบโต๊ะเสียงดังพร้อมๆกับโน้มหน้าลงมาใกล้ฉันจนหน้าผากชิด เสียงกระซิบเบาๆเท่ากับบ่งบอกให้รู้ว่าเธอคงจะอยากพูดกับฉันเพียงคนเดียว สายตาที่จ้องเขม็งมาให้มีแววของความรู้สึกอยากลองดีอย่างชัดเจน

            “ฉันไม่รู้ว่าหรอกนะว่าเธอแน่มาจากไหน แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าฉันสามารถทำให้คนอย่างเธอ รวมไปถึงครอบครัวของเธอ หายไปจากโลกใบนี้ได้โดยไม่มีใครรู้ ภายในเวลาแค่เดือนเดียว”

            “...”

            “ที่นี้ ฉันมีแค่คำถามเดียวที่จะถามเธอ”

“....”

“จะเลิกยุ่งกับโซล และออกไปจากโรงเรียนนี้ หรือจะนั่งเสนอหน้าเป็นนางพญาข่มคนอื่นอยู่ที่นี่แล้วให้ฉันจัดการกับเธอ เลือกเอา”

น่าหัวเราะนะว่ามั้ย ฉันโดนข่มขู่ เป็นการข่มขู่ที่น่ารักมาก จริงๆฉันเองก็ยังไม่รู้หรอกนะว่ายัยนี่เป็นใคร ทำไมถึงชอบโซลนัก แต่ว่าในเมื่อเธอประกาศศึกออกมาแบบนี้ จะทำยอมแพ้ได้ยังไง ต้องให้เกียรติฝ่ายตรงข้ามหน่อยสิ จริงมั้ย

“ฉันมีตัวเลือกที่สามนะ ไอแดด”

“ว่ามา”

“เลิกยุ่งกับฉัน”

“เหอะ!! เล่นตลกอยู่รึไง”

น้ำเสียงเกรี้ยวกราดมาพร้อมกับเล็บสวยๆที่จิกลงบนต้นแขนของฉัน มันไม่ได้เจ็บเท่าไหร่หรอก แต่ฉันแค่คิดว่า ผู้หญิงคนนี้น่าสนใจน้อยกว่าที่เคยคาดเอาไว้

“ฉันถามเธออีกครั้ง จะเลิกยุ่งกับฉันได้รึยัง”

“คำถามโง่ๆ!! ถ้าเธอไม่เสนอหน้ามาใกล้โซล คนอย่างฉันก็ไม่มีวันลดตัวลงไปยุ่งกับเธอหรอก นังเศษขยะ!!

ฝ่ามือของอีกฝ่ายเงื้อขึ้นเตรียมฟาดลงบนใบหน้าของฉันอย่างเต็มแรง แต่ความเร็วที่ยังคงมีไม่พอทำให้ข้อมือของเธอถูกจับเอาไว้ก่อนจะถูกพลิกกลับไปข้างหลังอย่างรวดเร็วตามมาด้วยเสียงโวยวายกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อฉันหักข้อมือของเธอขึ้นเสียงแหลมๆของไอแดดยิ่งตะเบ็งเพิ่มขึ้น หนวกหูชะมัด

“ปล่อยฉันนะ!!

“...”

“จะปล่อยหรือไม่ปล่อย!!ฮะ!!

“คำถามโง่ๆน่ะ...”

ไอแดดหยุดการโวยวาย แล้วหันมาจ้องหน้าฉันอย่างมาดร้าย แต่สิ่งที่ทำให้เธอหยุดได้คงจะเป็นเพราะคำพูดที่ฉันพึ่งจะพูดไปมันคือสิ่งที่เธอพึ่งจะพูดกับฉัน

 “ขอให้จำไว้ให้ขึ้นใจ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เพราะเธอเลือกเองนะ”

“เธอจะทำอะไร!!

“รับผิดชอบการกระทำของตัวเองด้วย”

ฉันผลักเธอออกไป ก่อนจะหันไปถีบเก้าอี้ของไอแดดให้สไลด์กลับไปที่เดิม ไอแดดที่พึ่งจะทรงตัวได้หันมายืนทำตาโตอ้าปากค้างกับสิ่งที่ฉันทำลงไปแต่ก่อนที่เธอจะได้ทันโวยวายอะไรอีก อาจารย์ประจำวิชาก็เข้ามาพร้อมกับโซลและเซโร่ที่มองมาที่เราอย่างสงสัย ฉันนั่งลงอย่างไม่ใส่ใจแต่ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปยิ้มให้กับคนที่กำลังจ้องฉันด้วยสายตาอาฆาตสุดๆ

รู้เขารู้เรา รบสิบครั้งชนะสิบครา

เธอผิดเองนะที่ไม่ดูให้รู้แน่ก่อนว่ากำลังมาเล่นอยู่กับใคร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

11 ความคิดเห็น