The Secret of heart ความลับหัวใจของยัยจอมมาร

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 10 : Soul: Part II รู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 41
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    4 มิ.ย. 57

ผมรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธ์แม้แต่จะคิดอย่างนั้น รู้ทั้งรู้ ถึงจะรู้ดีกว่าใครแต่ผมกลับไม่เคยจะห้ามใจตัวเลยสักครั้ง ไม่มีครั้งไหนเลยที่ผมพยายามจะห้ามใจ มีแต่รุกหน้าเข้าไปทุกวัน

“ริช ดูสนุก = = แกว่ามั้ย”

“อือ”

ไม่ใช่แค่ดูสนุก แต่ยัยนั่นถึงกับฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเลยด้วยสิ = =” ผมว่าไอ้อาการแบบนี้แสดงว่ามีใครมาลองดีแหงๆ

“ไม่เห็นยัยนั่นเป็นแบบนี้มานานแล้ว นายคิดเหมือนฉันมั้ยว่า ต้องมีใครสักคนรนหาเรื่อง”

“เราคงพลาดอะไรไปเยอะจากการเข้าห้องเรียนสายวันนี้”

ผมตอบกลับไปพลางมองไปรอบๆห้องที่ตอนนี้ดูจะมองมาที่ผมเป็นพิเศษ ก็ไม่แปลกใจอะไรนักหรอกนะ แต่แววตาของคนที่ชื่อ...อะไรนะ...ไอแดดรึเปล่า...เธอคนนั้นน่ะ มันชวนสยองยังไงก็ไม่รู้

“เฮ้อ เดาใจยากชะมัด ยัยจอมมารนี่”

“บ่นอะไรของแก”

“จริงๆนะ ฉันว่าช่วงนี้จอมมารดูแปลกๆ ถึงปกติจะขี้หงุดหงิดแล้วก็เอาแต่ใจอยู่แล้วก็เถอะ แต่ช่วงนี้ดูไม่ปกติยังไงก็ไม่รู้”

“งั้นเหรอ”

“เผื่อแกจะไม่รู้นะไอ้คนดัง ตั้งแต่ฉันคบกับเทียนหอม จอมมารดูดุร้ายขึ้นว่ะ ไม่รู้ว่าน้อยใจอะไรฉันรึเปล่า ถามไปก็ไม่พูด มีเพื่อนเป็นผู้หญิงนี่ลำบากจริงๆเลย”

“....”

“หรือว่าจะเหงา เอ...หรือจะอิจฉาที่ฉันมีแฟนวะ ก็บอกแล้วนี่หว่าว่าให้หาแฟนๆ><

 เซโร่ยังคงบ่นพึมพำคนเดียวโดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าผมกำลังลอบมองเสี้ยวหน้าของเพื่อนที่นั่งเหม่ออยู่ข้างๆอย่างใช้ความคิด ไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมพระเจ้าถึงได้ลำเอียงเข้าข้างให้คนอย่างจอมมารนั่นมาตกหลุมรักคนโง่อย่างหมอนี่ ทั้งๆที่มันโง่ถึงขนาดที่ว่า อาการของเธอมันฟ้องขนาดนี้ มันยังดูไม่ออกเลยสักนิด แถมยังคิดเป็นตุเป็นตะไปถึงไหนต่อไหนอีกต่างหาก

“เซโร่ ฉันจะกลับล่ะนะ”

“ทำไมกลับก่อนล่ะ ไม่อยู่รอกลับพร้อมกันเหรอ”

“ไม่ล่ะ งานยังไม่เสร็จ นี่ก็ทิ้งว่างมาหลายวันแล้ว เดี๋ยวจะไม่ทันงานเปิดตัว”

“งั้นไปเถอะ เดี๋ยวฉันรายงานจอมมารเอง สู้ๆน้า^^V

“อืม ฝากด้วยแล้วกัน”

ผมคว้าเสื้อคลุมและกระเป๋าเดินออกจากห้องไปตามทางเดินอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก จริงๆมันก็พิลึกดีเหมือนกันถ้าจะว่าไปแล้ว พระเจ้าคงเป็นคนที่จับคู่ได้ห่วยที่สุดในจักรวาล จับให้คนอย่างยัยจอมมารบ้าเลือดนั่นมาตกหลุมรักไอ้โง่อย่างเซโร่ แล้วก็จับให้ไอ้โคตรโง่อย่างผมไปตกหลุมรักเธออีกที จะมีอะไรยุ่งยากกว่านี้อีกมั้ย หรือพระองค์ทรงวางแพลนไว้ว่าจะให้ไอ้เซโร่มารักผมอีกน่ะฮะ รักสามเศร้าแบบนี้ไม่เอานะ เอเมน - -

“คุณโซลคะ”

“ครับ”

ผมหันไปตามเสียงเรียกทักของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาน่ารักใช้ได้ ถึงแม้ว่ามันจะมาจากการปรุงแต่งก็เถอะ เธอก้าวออกมาจากมุมเสาทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเธอมารอดักเจอผมที่นี่ ท่าทีเหลียวซ้ายเหลียวขวายังกับจะมองหาใครนั่นทำให้ผมนึกขำ

“ฉันรู้ว่าคุณไม่ค่อยว่าง แต่ว่า...ฉันอยากชวนคุณไปงานพรอมของโรงเรียนพร้อมกันน่ะค่ะ”

ท่าทางเขินอายที่ผมเห็นมาจนชินตา ถึงแม้ว่ามันจะน่าดูมากและทำให้ผมกระตุกรอยยิ้มขึ้นมาชั่วครู่ แต่ก็เท่านั้น คนที่ผมอยากเห็นไม่มีทางที่จะทำอะไรแบบนี้แน่นอน

“คงรับปากไม่ได้หรอกครับ ช่วงนี้งานผมยุ่ง ขอตัวก่อนนะครับ”

“งั้นก็...ไม่เป็นไรค่ะ”

เธอส่งยิ้มอย่างเสียดายมาให้ ผมเดินต่อไปโดยไม่สนใจสายตานับร้อยคู่ที่มองมา สายตาของบรรดาผู้หญิงแสนสวยที่หลงใหลได้ปลื้มกับรูปหน้าหล่อเหลากับชื่อเสียงของผม สิ่งที่ผมรู้ว่ามันเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ตัวเองเป็นที่สนใจ และผมเตรียมใจไว้นานแล้วว่า ตราบใดที่ผมยังคงเป็นอย่างนี้คงไม่มีวันไหนได้อยู่อย่างคนปกติธรรมดาหรอก

“โซล...”

เสียงเรียกแผ่วเบาดังมาจากข้างหลังก่อนที่ผมจะทันไขกุญแจรถ ทันทีที่หันกลับไป คนที่ผมไม่คิดว่าจะเจอกลับส่งยิ้มเศร้าๆมาให้ แม้ว่ามันจะสวยมากก็เถอะ แต่ความสงสัยของผมมีมากกว่าจะมาสนใจชื่นชมรอยยิ้มของผู้หญิง

“ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม”

“เดี๋ยวนี้เหรอ”

“อืม”

“ฉันกำลังจะกลับไปทำงานนะ”

“ฉันไม่มีกำลังใจจะเรียนแล้วล่ะ”

“งั้นก็ขึ้นรถสิ”

เธอเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นอย่างง่ายดาย ผมเองก็เช่นกัน ทันทีที่รถเลื่อนล้อทั้งสี่ออกจากบริเวณโรงเรียน ความเงียบก็เข้าเกาะกุมพวกเรา จริงๆมันก็น่าอึดอัดนะที่จะมานั่งแข่งกันเงียบแบบนี้ โอเค ผมเปิดประเด็นก่อนก็ได้

“มีอะไร ทะเลาะกันเหรอ”

“ก็ไม่เชิงหรอก”

เธอพูดเสียงแผ่ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอุตส่าห์ยิ้มให้ผม รอยยิ้มที่ผมรู้ดีว่าผมไม่สมควรจะรับมันเอาไว้

“แล้วมีปัญหาอะไรกันล่ะ”

“อย่าเย็นชานักได้ไหม จะรีบไล่ฉันไปไหน”

สายตาเว้าวอนจากอีกฝ่ายไม่ได้เรียกความสนใจจากผมเลยสักนิด สายตาของผมผ่านแว่นกันแดดสีชามองตรงไปข้างหน้าโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้าคนที่นั่งข้างๆเลยแม้แต่น้อย

“ใจของเขาไม่ได้มีฉันคนเดียวอีกต่อไปแล้ว”

“คิดมากน่า”

“ถ้ามันเป็นแบบนั้นก็ดีน่ะสิ”

น้ำตาเม็ดโตร่วงลงมาจนได้ ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจจะหันไปมอง แต่พอเจอแบบนี้มันก็อดไม่ได้ที่จะส่งผ้าเช็ดหน้าให้ เธอรับไปพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณเบาๆ

“เกิดอะไรขึ้น”

ผมถามเธออย่างนึกสงสัย คราวนี้เรื่องมันคงจะร้ายแรงมาก ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วล่ะก็คงไม่ลงเอยด้วยการที่ยัยนี่มานั่งร้องไห้กับผมอย่างนี้หรอก

“ใจของเขาเปลี่ยน ฉันรู้สึกได้”

“เธอคิดมากเกินไปแล้วนะ หมอนั่นหลงเธอจะตายไป ไม่เห็นที่มันทำรึไง คนอย่างมันฉันละอึ้งที่ทำแบบนี้กับเธอได้”

คำปลอบโยนของผมมีเพียงแค่นี้ จริงๆแล้วผมไม่ใช่คนที่ถนัดบทปลอบใครหรอกนะ (ก็ดูรอบตัวผมสิ มีใครต้องการคำปลอบโยนบ้างล่ะ) อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองผม ใบหน้าหวานสวยเปรอะเปื้อนรอยน้ำตาดูบริสุทธิ์แม้ว่ามันจะดูแสนเศร้ามากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันสวยมากจริงๆ

“โซล นายชอบเธอ ใช่รึเปล่า”

อยู่ๆก็ถามขึ้นมาด้วยคำถามประหลาด แต่ผมรู้ว่าเธอที่ว่านั้นหมายถึงใคร

“ไม่ใช่เรื่องของเธอ”

“ชอบจริงๆสินะ”

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม”

“ฉันจะไปทำอะไรได้ล่ะ”

รอยยิ้มแสนเศร้าถูกจุดขึ้นวูบหนึ่งก่อนที่จะถูกดัดแปลงให้กลายเป็นรอยยิ้มสดใส

“แล้วเธอคนนั้นรู้รึยังล่ะ”

“อย่ามายุ่ง”

“ก็แค่อยากรู้ ไม่บอกก็ได้ไม่เป็นไร”

“ตกลงแล้วเธอทะเลาะกับหมอนั่นใช่รึเปล่า”

ผมวกกลับเข้าประเด็นเดิมด้วยเสียงที่ค่อนข้างจะจริงจังกว่าเมื่อตอนแรก นั่นทำให้เธออึกอักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมาด้วยเสียงแผ่วๆ

“ก็...เปล่าหรอก”

“หัดเชื่อใจแฟนตัวเองให้มากๆหน่อยสิ ไอ้บ้านั่นมันหลงเธอจนโง่แล้ว”

“นั่นสินะ”

เธอรับคำอย่างว่าง่าย นั่นทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะผ่อนปรนเสียงให้อ่อนขึ้น การทำให้ผู้หญิงร้องไห้ไม่ใช่สิ่งที่ผมชอบ และ...มันคงจะไม่ดีถ้าหากว่าผมจะทำให้มันเกิดขึ้นซะเอง

“ฉันจะไปส่งเธอที่บ้านแล้วกันนะ”

“ฉันคงรบกวนนายมากเกินไปสินะ” น้ำเสียงนั้นมาพร้อมกับแววตาพัดพ้อผสมด้วยความน้อยใจที่ฉายชัดเจน

“เปล่า แค่ฉันมีงาน”

“อืม ฉันเข้าใจ เอางั้นก็ได้”

ผมเลี้ยวรถเข้าสู่เส้นทางหมู่บ้านจัดสรรชื่อดัง ก่อนจะหยุดตรงหน้าบ้านหลังใหญ่สีขาว เธอเปิดประตูลงจากรถ โบกมือลา ยิ้มส่งให้

“ขอบคุณมากนะที่รับฟัง”

“เรื่องเล็ก”

“เรื่องนายกับเธอคนนั้น ขอให้สมหวังเร็วๆนี้นะ”

ผมยิ้มส่งให้กับเธอนิดหนึ่ง สมหวังเหรอ ระหว่างผมกับยัยนั่นมันไม่มีทางสมหวังตั้งแต่แรกแล้วล่ะ

“ไปก่อนนะ”

“ขับรถดีๆล่ะ”

“เธอเองก็รีบเข้าบ้านด้วย”

“จ้ะ”

เธอโบกมือลาอยู่อย่างนั้น ทั้งๆที่ผมก็ขับรถออกมานานแล้ว เสียงเพลงจากโทรศัพท์ทำให้ผมนึกหน่ายใจนิดหน่อย ใครโทรตามอีกละเนี่ยพักนี้มีคนมาวุ่นวายกับผมบ่อยจังเลย

“ฮัลโล”

[โซล...]

เสียงนั้นทำให้ผมแทบขับรถตกเลนหรือไม่ก็เสยเสาไฟฟ้าถ้าสติควบคุมได้ช้ากว่านี้หน่อย ยังดีที่ตอนนี้ถนนทั้งสายว่างเปล่า

[เฮ้! ตายรึยัง?]

“เธอนี่ทักกันดีๆไม่ได้รึไง ว่าแต่โทรหามีอะไรงั้นเหรอ”

[นายอยู่ที่ไหน]

“อยู่บนรถ ฉันกำลังจะกลับร้าน ทำไมเหรอ”

[ฉันเห็นนายหายไป]

“ไอ้เซโร่ไม่ได้บอกเหรอ”

[ฉันยังไม่เจอหมอนั่นเลย]

“เธอมีอะไรให้รึเปล่า”

[อยากออกนอกโรงเรียน มารับหน่อยสิ]

หัวใจของผมเต้นรัว มือที่จับอยู่บนพวงมาลัยรถสั่นจนควบคุมไม่ได้เลยตัดสินใจจอดรถไว้ข้างทาง แล้วหันมาสนใจกับปลายสายที่กำลังรอคำตอบ ผมเกือบจะตะโกนตอบไปแล้วว่าได้ เกือบทำตามเสียงที่หัวใจเรียกร้อง แต่ว่า ตอนนี้ หมอนั่นอยู่ที่โรงเรียน ถ้าหากว่าเป็นหมอนั่นล่ะก็ คงจะทำให้ยัยนี่มีความสุขได้ดีกว่าผมในตอนนี้แน่ๆและคนที่เธอต้องการ ไม่ใช่ผม ผมรู้ดี

“อยากจะไปนะ แต่ว่า งานยังไม่เสร็จเลยล่ะ”

[งั้นก็ไปทำให้เสร็จไป ที่มาโรงเรียนทุกวันนี้นี่โดดงานมาใช่มั้ยเนี่ย]

“ก็ขอพักบ้างสิJ

[....]

“เงียบใส่ฉันอีกละ -^- เอางี้นะ จอมมาร ไอ้เซโร่มันยังอยู่ที่โรงเรียน คงจะรอเธอนั่นแหละ ให้มันไปส่งสิ”

เสียงของฝ่ายตรงข้ามเงียบไป ผมเดาว่าเธอคงรู้ทันความคิดของผม แต่ไม่อยากจะพูดอะไรมากกว่า พักนี้ผมกวนเธอมากเกินไปรึเปล่านะ

[ถ้าหมอนั่นอยู่ที่นี่ ก็คงเพื่อรอนางฟ้าของเขา ไม่จำเป็นที่ฉันจะต้องไปขอให้เขาไปส่ง]

ผมส่ายหน้าอย่างนึกขำปนอ่อนใจ คนอะไรน่ารักเป็นบ้า ดูเหมือนจะหยิ่ง แต่ความจริงแล้วในคำพูดเย็นชานั้นผมรู้ว่ามันซ่อนอะไรเอาไว้...ผมคิดว่าผมรู้นะ

“เอาน่า ให้มันไปรับแล้วไปส่งที่บ้านเถอะ”

[ไปทำงานได้แล้ว]

“แล้วนี่จะกลับยังไง”

[เรื่องของฉัน]

น้ำเสียงดุติดจะเฉียบขาดทำให้ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าเธอดุยิ่งกว่าหมา แต่มันอดใจที่จะแกล้งไม่ได้จริงๆ ถึงการแกล้งเธอจะเสี่ยงตายแค่ไหนก็เถอะ

“งั้นเดี๋ยวฉันไปรับก็ได้”

[ไม่ต้องการ]

 “แล้วตอนนี้ต้องการอะไรล่ะ”

            [....]

“ว่าไง เดี๋ยวจัดส่งให้ถึงที่เลยJ

[ไม่จำเป็น นายกลับไปทำงานซะ แค่นี้ล่ะ]

“เฮ้ๆ เดี๋ยวสิ แล้วเธอจะไปยังไง วันนี้ไม่ได้เอารถมานี่”

 [ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันมีหนทางของตัวเองแล้วกันน่า]

“ถึงเธอจะเก่งเท่าพระเจ้า ฉันก็ห้ามตัวเองไม่ให้ห่วงเธอไม่ได้หรอกนะ”

ปลายสายเงียบแต่มีเสียงเบาๆเล็ดลอดออกมา ทำให้สามารถรู้ได้ว่า เจ้าตัวคงกำลังแสยะยิ้มตามแบบฉบับจอมมารแน่ๆ  คนดื้อของผมนี่นะ สักวันต้องจับให้ได้ว่าเธอมีปฏิกิริยากับคำพูดของผมรึเปล่า

[เป็นห่วงแทบตาย สุดท้ายก็มีค่าแค่นั้นแหละ โซล]

คราวนี้ผมเป็นฝ่ายเงียบเมื่อเจอคำตอบ นั่นสินะ ทำไมผมถึงได้ชอบมองข้ามข้อนี้บ่อยๆ รู้ทั้งรู้ว่าถึงจะพยายามมากแค่ไหน ก็เป็นได้แค่นั้น ใจของผมอยู่ที่เธอ แต่ใจของเธอกลับอยู่ที่คนโง่ผู้แสนโชคดี

“ฉันโง่มากเลยใช่มั้ย จอมมาร”

[....]

“แต่รู้อะไรรึเปล่า”

[....]

เราต่างเงียบไปชั่วครู่ เหมือนเตรียมใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย ต่างกันตรงที่ ฝ่ายหนึ่งเตรียมใจพูด อีกฝ่ายกำลังเตรียมใจรับฟัง

“ถ้าฉันโง่แล้วได้อยู่ข้างๆเธอแบบนี้ ฉันยอมโง่”

 [ไม่เข้าใจ]

“ต่อให้ต้องเจ็บกว่านี้สักแค่ไหน ฉันก็จะยอมเป็นทุกอย่างที่เธอต้องการ”

            [....]

            “ฉันรู้ ว่าฉันอาจจะไม่ได้มีค่าสำหรับเธอ”

            [...]

“แต่เธอมีค่าสำหรับฉันนะ ริชแบรนน์”

เธอตัดสายทิ้งไปโดยไม่พูดอะไรเลยสักอย่าง ทิ้งให้ผมได้แต่หัวเราะกับตัวเองและขับรถต่อไป คนดื้อของผมไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังคงเป็นคนมีอำนาจเสมอ อำนาจที่ไม่มีใครเหมือน และผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอมีเสน่ห์ก็ตรงนี้ ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะต้องเจ็บ จะต้องทน จะต้องทำยังไง ผมก็จะยอมเป็นเพื่อนเธอ ถ้าเธออยากให้ผมเป็น ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เธออยากให้เป็น ผมจะเป็นมันให้กับเธอ และสักวัน ผมจะสอนให้คนโง่มันฉลาดขึ้นมาสักที แม้ผมจะรู้ดีว่าเธอไม่ต้องการ

...หรือบางทีผมควรจะสอนตัวเองให้รู้วิธีหายโง่ได้แล้วเหมือนกัน

11 ความคิดเห็น