The Secret of heart ความลับหัวใจของยัยจอมมาร

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 13 : ป่วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 มิ.ย. 57

ทั้งที่ใจจริงฉันอยากจะลุกจากที่นอนไปโรงเรียน...แต่ทำไมต้องมาติดแหงกอยู่บนที่นอนเพราะไอ้บ้านี่สั่งด้วยนะ-^- พูดตรงๆว่าไม่สบอารมณ์เลยสักนิด

“อย่ามองแบบนี้สิ พี่เขินนะครับ><

“ทำไมคนอย่างนายไม่ตายๆสักทีนะL

“พี่ตายไม่ได้หรอก ถ้าตายแล้วใครจะมาอยู่ดูแลสาวน้อยของพี่ล่ะ อีกอย่างนะ ทำไมหนูใช้คำพูดไม่เพราะเอาซะเลย พี่ชายเสียใจL

“เลิกพูดเถอะ”

คนถูกสั่งยังคงยิ้มหน้าระรื่นก่อนจะหันไปเก็บผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก อ่างแก้วใส่น้ำและปรอทวัดไข้ใส่ถาดเตรียมจะยกลงไปเก็บข้างล่าง เมื่อเช้าฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวพอแม่เข้ามาพร้อมคุณหมอที่คอยดูแลฉันมาตั้งแต่เด็กๆก็ได้ผลสรุปว่าฉันไข้ขึ้นสี่สิบสององศา และหลังจากนั้นก็กลายเป็นเรื่องวุ่นวายกันใหญ่เพราะแม่ยืนกรานว่าห้ามฉันออกนอกบ้านเด็ดขาดจนกว่าจะหายดี(แค่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นแค่นี้ ทำไมต้องทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ด้วยนะ - -) และเพราะวันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน ไอ้หมอนี่ที่พึ่งจะมาถึงเมื่อวานเลยได้รับหน้าที่ดูแลไม่ให้ฉันลุกไปไหน เขาชื่อ เพอร์เช่ ซิลวาล ชาร์มมิ่ง อาที่น่ารำคาญของฉันเอง -^-

 “ถ้าแค่แม่ปล่อยให้หนูไปโรงเรียน...”

“ไม่ได้หรอกลูก หนูต้องนอนรักษาตัวนะจ้ะ”

แม่พูดเสียงเฉียบเมื่อฉันเริ่มต่อรอง และนั่นทำให้ฉันต้องทำหน้าบึ้งอย่างไม่สบอารมณ์ ในขณะที่แม่เอามือมาวัดอุณหภูมิบนหน้าผากฉัน เป็นการเช็คอีกครั้งก่อนที่นางจะออกไปข้างนอก

“อย่ามาทำเหมือนหนูกำลังจะตายได้มั้ยคะ”

“แม่มีลูกสาวคนเดียว ไม่ห่วงลูกจะให้แม่ไปห่วงเพื่อนลูกเหรอคะ ถึงเพื่อนหนูจะน่ารักน่าห่วงมากกว่าลูกสาวแม่ก็เถอะ^^

 ดูพูดเข้าสิ - -+

“หนูไม่อยากมานอนอยู่อย่างนี้ แม่คะ ให้หนูไปโรงเรียนยังจะดีซะกว่า แบบนี้มันน่าเบื่อ!!

“ถ้าหนูไปโรงเรียน แล้วเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ใครจะดูแลหนูละคะ”

“โซลก็มี เซโร่ก็อยู่ จะห่วงทำไมมากมาย หนูไม่ตายเพราะไข้หวัดหรอก”

“เซโร่เขามีแฟนแล้ว ก็ต้องดูแลแฟนสิ เดี๋ยวสาวน้อยคนนั้นจะน้อยใจแย่ ส่วนโซล ลูกเพิ่งบอกแม่ว่าลูกไล่ให้เขากลับไปทำงานไม่ใช่เหรอ คงไม่ได้มาโรงเรียนหรอกจ้ะ”

แม่ส่งยิ้มสวยเฉียบมาให้แบบที่ฉันเข้าใจความหมาย เป็นหนึ่งในวิธีท้าทายว่า เธอไม่มีทางชนะฉันและไปโรงเรียนได้หรอกนังหนู

“แล้วถ้าพวกนั้นมารับล่ะ”

ฉันถามขึ้นพร้อมกับจ้องหน้าแม่อย่างคนคิดจะลองดี แม่มองหน้าฉันกลับพร้อมรอยยิ้มที่ฉันไม่ได้โกหกหากจะบอกว่ารอยยิ้มนั้นมาพร้อมแววตาของนักล่า นี่แม่คิดว่าตัวเองเล่นเกมเก่งอยู่คนเดียวรึยังไง และฉันรู้ว่าแม่รู้ว่าฉันกำลังคิดอะไร แม่ขยับรอยยิ้มให้กว้างพร้อมวางข้อเสนอ

“โอเค ตกลงกันอย่างนี้เอาไหม ถ้าหากว่าลูกไม่ได้ทำอะไรและมีใครมาหาลูกที่นี่ หนูสามารถไปไหนก็ได้...”

“และข้อตกลงนี้ ต้องไม่มีการ โกงเกิดขึ้น”

ฉันเน้นย้ำถึงเงื่อนไขนั้นอย่างคนที่รู้จักแม่ตัวเองดี แม่ฉายแววแปลกใจในดวงตาคู่นั้นเพียงแค่ครู่เดียวก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นแววตาของความพอใจ

“โอเค จะไม่มีการโกงกันเกิดขึ้น”

“แน่นะคะ”

“แน่นอนจ้ะ”

แม่มองนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง ก้มลงจุ๊บที่หน้าผากฉันก่อนจะหันไปฝากฝังให้เพิร์ช(ชื่อเล่นของเพอร์เช่)ให้ดูแลลูกสาวของแม่ และกำชับฉันนักหนาถึงเรื่อง บลาๆๆๆ ต่างๆ

“แม่เอาเขาไปด้วยไม่ได้เหรอ”

“น่า ให้พี่เขาดูแลเราเถอะ เขาออกจะรักหนู”

“หนูเกลียดเขานี่L

แม่หัวเราะโฮะๆๆแล้วจุ๊บฉันอีกครั้งก่อนจะเดินออกนอกประตูไปอย่างไม่สนใจกับประโยคสุดท้าย ส่วนคนที่พึ่งจะยิ้มหวานส่งแม่เมื่อครู่ ในตอนนี้กลับหันมาทำหน้าบึ้งย่นจมูกใส่ฉันพร้อมคำต่อว่า

“โหดร้ายมากเลยสาวน้อย รู้ไหมว่าพี่ต้องขยันแค่ไหนกว่าจะเรียนจบก่อนคนอื่นตั้งสองปี ที่ทำเนี่ยเพราะอยากจะรีบกลับมาหาสาวน้อยน่ารักอย่างเธอนะ!!

“ฉันจำเป็นต้องรับรู้ด้วยรึไง”

ฉันพูดอย่างไม่ใส่ใจแล้วหันไปมองนาฬิกา มองมันอยู่อย่างนั้นทุกๆห้านาที จนกระทั่งเกือบจะถึงเวลาเข้าเรียนคาบแรกแล้วไอ้บ้าสองตัวที่ฉันหวังพึ่งนั่นก็ยังไม่มา วันนี้ฉันถึงได้อยู่บ้านอย่างหงุดหงิดสองคนกับผู้ชายที่กำลังเอาผ้าชุบน้ำมาแปะหน้าผากให้อย่างน่ารำคาญ

“ไปโรงเรียนได้เมื่อไหร่จะต้องไม่มีคนชื่อโซลกับเซโร่อยู่บนโลกใบนี้ - -+

“เอาน่า จะหัวเสียไปทำไมล่ะ เดี๋ยวไข้ก็ขึ้นอีกหรอก”

“.....”

คนตรงหน้าส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนมาให้พร้อมกับเปลี่ยนผ้าที่ใช้เช็ดตัวอย่างเบามือ ฉันขยับตัวลงนอนให้สบายกว่าเดิมแล้วถอนหายใจอย่างนึกหงุดหงิด ฉันเป็นคนประเภทไม่ชอบให้ใครมาเป็นห่วงและไม่ชอบเป็นภาระของใครน่ะ พอมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แล้วมันก็เลยยิ่งหงุดหงิดคูณสิบ

“บอกพี่สิ ทำไมอยากไปโรงเรียนนัก”

“อย่าคิดว่าการที่ห่างกันแค่ห้าปีนายจะสามารถลดระดับอายุจากอามาเป็นพี่ฉันได้นะ”

“ฉันอยากมีน้องสาวมากกว่าหลานสาวนี่นา เรียกพี่ไปเถอะน่า”

“...”

“เธอยังไม่ตอบพี่เลยนะ ทำไมอยากไปโรงเรียน”

 “วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะได้ทบทวนบทเรียน จันทร์ที่จะถึงนี้ฉันต้องสอบปลายภาคแล้ว”

“อย่างเธอเคยกังวลเรื่องเรียนด้วยเหรอ” เพิร์ชขมวดคิ้วทำหน้าสงสัย

“ไม่เคยหรอก”

ฉันตอบกลับเบาๆอย่างนึกเหนื่อยหน่ายใจ มีคนที่รู้จักตัวเองดีพอจะรู้ทันได้นี่มันไม่สนุกเลยจริงๆ

“นั่นสิ เพราะงั้นหยุดสักวันคงไม่เป็นไรหรอกน่า”

“เดี๋ยวเรียนตามไม่ทัน”

เพิร์ชยิ้มกว้างพลางยักคิ้วกวนๆอย่างคนรู้ทันที่ถ้าฉันไม่ได้มีไข้สี่สิบสององศานี่อยู่ล่ะก็ มีหวังได้ลุกขึ้นไปถีบเขาให้เต็มรักแล้ว

“อย่ามาอ้างเลยที่รัก มันสมองอย่างเธอไม่ต้องเรียนก็หางานทำได้เลย”

“อยากตายมากนักใช่มั้ย”

“คนป่วยนอนไปเลย หายป่วยแล้วพี่ติวให้ก็ได้”

“ไม่จำเป็น”

“นั่นสิ ถ้างั้นก็ไม่เห็นต้องไปเรียนเลยนี่เนอะ ว่ามะJ

หมดปัญญาจะโต้เถียง เวลาไม่สบายนี่รู้สึกว่าสมองจะแล่นช้าไปเยอะเลยทีเดียว เพราะงี้แหละฉันถึงเกลียดเวลาตัวเองอ่อนแอนักน่ะ เพิร์ชเองก็ดูเหมือนจะรู้ว่าฉันเหนื่อยที่ตอบโต้เขาถึงได้หยุดสงครามประสาทระหว่างเราแล้วเลื่อนถ้วยข้าวต้มร้อนๆมาให้ซึ่งฉันก็กินอย่างว่าง่าย หลังจากที่กินยาเข้าไปและเพิร์ชเช็ดตัวให้อีกครั้ง หัวของฉันก็รู้สึกหนักๆและเพลียจนแทบจะลืมตาไม่ไหว...

....This is your melody for call with someone…..

เสียงโทรศัพท์เรียกเข้า เพิร์ชหันหน้ามามองเหมือนอนุญาตให้ฉันรับได้ แต่เพราะฉันขี้เกียจอย่างมากมายเลยโบ้ยให้เขาเป็นคนรับไปซะเลย ฉันกำลังง่วงถึงขีดสุด รู้สึกเหมือนฤทธิ์ยาผสมฤทธิ์ไข้กำลังรุมทำร้ายฉันให้เปลือกตามันหนักขนาดนี้

“แน่ใจเหรอ มันโชว์ว่าเบอร์ของโซลล่ะ”

“ไม่สนใจหรอก รีบๆทำให้มันเงียบสักทีได้มั้ย

“ครับๆ...”

เพิร์ชเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มาแล้วกดรับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงเงียบเหมือนจะรอให้ฉันตัดสินใจอีกครั้ง แล้วนายจะรับให้มันเปลืองเงินคนโทรทำไมฮะ

“พูดๆไปเถอะน่า จะนอน ปวดหัว = =

[ฮัลโล จอมมาร! ทำไมยังมาไม่ถึงโรงเรียน ตอนนี้อยู่ที่ไหน เดี๋ยวฉันไปรับ!!!]

เสียงของโซลโวยวายขึ้นมาสร้างความหงุดหงิดให้กับฉัน ทีอย่างนี้ล่ะก็เสนอหน้ามา ฉันไม่ต้องการพวกนายแล้วล่ะรู้ไว้ซะด้วย

“ให้ตอบว่าไง เรานิ่งไปนานแล้วนะ”

“ไม่ไปโรงเรียน บอกแค่นั้นแหละ”

“สวัสดีครับ ผมไม่ทราบว่าคุณเป็นใคร แต่ว่าวันนี้ริชไม่ไปโรงเรียน”

[แล้วคุณเป็นใคร ทำไมถึงได้....]

“รีบๆวางซะเถอะฉันหนวกหู นอนไม่ได้”

“เธอต้องการให้ผมวาง เอาไว้ค่อยคุยกันใหม่แล้วกันนะครับ”

โทรศัพท์ถูกวางไปแล้วตามคำขอของฉัน เพิร์ชวางมันไว้ข้างเตียงก่อนจะหันมามองฉันด้วยสีหน้ายิ้มๆ เป็นรอยยิ้มที่ฉันเองก็มองไม่ค่อยเห็นว่ามันเป็นยิ้มแบบไหน เปลือกตาจะกางไม่ขึ้นอยู่แล้ว อย่ามายุ่งกับฉันได้มั้ย

“ใครกันเจ้าโซลคนนี้”

“ใครสักคน”

“ทำไมพี่ไม่เห็นรู้จักเลยล่ะ”

“จำเป็นต้องรู้จักด้วยเหรอ”

 “จำเป็นสิ พี่ชายก็อยากรู้ข้อมูลบ้างนี่นา ว่าตลอดเวลาที่ไม่อยู่น้องสาวมีผู้ชายคนไหนมาข้องแวะบ้าง ใครก็ตามที่เข้ามาในชีวิตของริชต้องผ่านการตรวจสอบ”

รอยยิ้มเหมือนกำลังขบขันมันเป็นสิ่งจอมปลอมที่หมอนี่ชอบทำเวลาเคร่งเครียด และเพราะสีหน้าอย่างนั้นทำให้ฉันเกิดคิดแสยะยิ้มออกมา

“ไม่ต้องห่วงไปหรอก เพิร์ช เดี๋ยวนายก็ได้เจอ”

“ดูมั่นใจจังเลยนะน้องรัก”

“ไม่เชื่อก็คอยดูแล้วกัน”

ฉันพลิกตัวแล้วหลับตาลง ฉันไม่อยู่สักคน ถ้าไม่วุ่นวายจนเซโร่ประสาท ก็ต้องยุ่งจนทำให้โซลเป็นบ้า แต่ที่แน่นอนกว่านั้นก็คือ เมื่อไหร่ที่สองคนนั้นกล้ามาที่บ้านฉัน รับรองได้ว่าไอ้พวกนั้นจะต้องตายเพราะความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อแต่มีส่วนร่วมแน่ๆ โอย...ไม่ไหวแล้ว

“อ้าว หลับไปซะแล้ว นอนห่มผ้าดีๆสิเด็กคนนี้”

เพอร์เช่ลุกขึ้นจัดแจงผ้าห่มให้สาวน้อยตรงหน้าก่อนจะยืนมองใบหน้ายามหลับที่พวงแก้มประดับสีแดงด้วยพิษไข้ ยามนี้เธอดูบริสุทธิ์บอบบางราวกับเด็กน้อยที่ต้องไร้รับการปกป้องคุ้มภัย ช่างแตกต่างจากยามตื่นที่เป็นตัวอันตรายขนาดที่เขายังขยาด

“เธอนี่ ไม่ต้องตื่นขึ้นมาเลยจะได้มั้ยฮะ ยัยหนูของพี่^^

พลัก!!

ไม่ว่าเธอจะได้ยินประโยคนั้นหรือไม่ แต่เรียวขาที่ฟาดมาเต็มๆท้องของเขายามเธอพลิกตัวก็ทำให้มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า ยัยนี่มันเป็นจอมวายร้ายที่สมควรจะถูกเรียกว่าจอมมารเลยจริงๆ

...ฉันรู้สึกเหมือนเพิ่งจะหลับตาไปได้พักเดียวก็มีเสียงโวยวายจากข้างล่างที่ทำให้ฉันต้องตื่น เป็นเพราะพิษไข้ทำให้ฉันง่วงและเมื่อถูกปลุกด้วยเสียงขั้นโคม่าอย่างนี้ ฉันยิ่งหงุดหงิด

“ผมบอกว่าเธอหลับอยู่ไงครับ”

“ผมไม่กวนหรอกน่า ขอเข้าไปดูหน่อยว่าเป็นอะไร”

“คงไม่ได้ ผมต้องการให้ริชนอนพัก”

“คุณเป็นใครเนี่ย”

“นั่นสิครับ แล้วคุณล่ะเป็นใคร”

ประกายเปรี๊ยะๆส่งผ่านยามตาสบตา ฉันที่อดทนไม่ไหวจนต้องลงมาดูและพบกับภาพของเพอร์เช่กำลังประกาศสงครามกับโซลทางสายตาแม้ว่าหน้าของเพอร์เช่จะยิ้มแต่สายตานี่วาววับเลย ส่วนโซลก็ไม่ได้ต่างกันแถมสีหน้าแสดงออกถึงความรู้สึกอย่างโจ่งแจ้งชนิดรู้ไปถึงไส้ติ่ง นี่พวกนายกะจะก่อสงครามในบ้านของฉันเหรอ = =”

“ส่งเสียงโวยวายอะไรกันนักหนา”

ฉันตัดสินใจเดินเข้าไปขั้นกลาง มองหน้าคนนั้นสลับคนนี้อย่างเย็นชา แต่ดูเหมือนตอนนี้ทั้งคู่จะไม่ได้สำนึกเลยว่าก่อความรำคาญเอาไว้แค่ไหน เพราะคนหนึ่งก็ทำหน้าตกใจที่เห็นฉันลุกขึ้นมาในขณะที่อีกคนก็ถลาเข้ามาใกล้ฉันพร้อมรัวคำถามออกมาเป็นปืนกล

“ยัยบ้า!!ทำไมไม่ไปโรงเรียน รู้มั้ยว่าคนเค้าเดือดร้อนกันมากแค่ไหน!!

“ฉันสนใจงั้นเหรอ เสนอหน้ามาที่นี่ทำไม”

ประโยคนั้นของฉันทำเอาโซลชะงักแล้วทำหน้าหงายเงิบ จากนั้นจึงหันไปส่งสายตาเข่นฆ่าให้กับเพอร์เช่ที่กำลังหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย

“เพิร์ช!นายบอกจะให้ฉันนอนแล้วทำไมถึงได้ส่งเสียงรบกวนไม่ทราบ”

เสียงหัวเราะชะงักไปและแทนที่ด้วยเสียงหึๆในลำคอของโซลแทน

“แล้วนี่ลุกออกมาทำไม ทำไมไม่นอน”

“เสียงทะเลาะกันของพวกนายดังอย่างกับสงครามซีเรีย ถ้าฉันยังนอนอยู่ได้นั่นหมายความว่าฉันหูหนวก”

เพอร์เช่ส่งยิ้มแหะๆมาให้กับคำต่อว่านั้น ส่วนคู่กรณีกลับทำหน้าไมรู้ไม่ชี้ผมไม่ได้ทำอะไรผิด สมควรโดนเตะมั้ยล่ะแบบนี้ แต่ก่อนที่ฉันจะได้หวดหน้าแข้งใส่คนปากดี อยู่ๆก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังดิ่งวูบลงไปทั้งๆอย่างนั้น

“เธอไม่เป็นอะไรนะ ทำไมหน้าแดงงี้ล่ะ”

โซลที่เข้ามารับไว้ได้ทันประคองฉันเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มที่จะทำตัวน่ารำคาญด้วยเอาเอามือมาจับที่แก้มของฉันเบาๆแล้วไล้ขึ้นไปที่หน้าผากและก่อนที่จะได้ขยับหน้าเข้ามาใกล้ เพอร์เช่ที่คงจะยืนดูอยู่นานก็เข้ามาขวางเอาไว้จากนั้นก็ดึงฉันไปไว้ในอ้อมแขนของตัวเองแทน หมอนี่อุ้มฉันได้ในมือเดียว - -

นี่คิดว่าฉันเป็นตุ๊กตารึไง แย่งกันไปก็แย่งกันมา

“ตัวเธอร้อนนะ มีไข้รึเปล่า” (โซล)

“นิดหน่อย”

“สี่สิบสองนี่ก็ไม่นิดแล้วมั้ง น้องรัก”(เพอร์เช่)

ฉันส่งสายตาเยียบเย็นไปให้คนปากมาก ตัวเลขแค่นั้นไม่ทำให้ฉันเป็นอะไรขึ้นมาหรอกน่า พูดออกมาทำให้ให้โซลมันสติแตกทำไม แต่ดูเหมือนยามป่วยนี่อำนาจของฉันจะไม่มีผล ทั้งโซลและเพอร์เช่ไม่มีใครกลัวเลยสักนิด เอาแต่จ้องหน้ากันอย่างจะเป็นจะตายอยู่อย่างนั้น เดี๋ยวก็ท้องหรอก

“สี่สิบสอง!นี่เธอเรียกว่านิดหน่อยเหรอ”

“ขอที อย่าทำเหมือนฉันกำลังจะตาย”

“ยัยบ้า!ไปโรงพยาบาลกับฉันเดี๋ยวนี้!!

“คงให้ออกไปไหนไม่ได้”

โซลคว้าข้อมือของฉันและเตรียมจะลากไป แต่ก่อนจะได้ทำอะไรอย่างนั้นเพิร์ชที่อุ้มฉันอยู่ก็เอื้อมมือมาจับมือของโซลเอาไว้อีกทีซะก่อน รอยยิ้มคลี่ออกมาอย่างที่ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่เพราะอยากยิ้ม ในเมื่อมือหนึ่งหมอนี่บีบข้อมือโซลจนเส้นเลือดปูดและอีกมือหนึ่งก็ก็ยื้อฉันไว้ไม่ให้โซลแตะต้อง ฉันว่าฉันเป็นผู้หญิงตัวสูงและน้ำหนักไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าน้อย แต่ทำไมผู้ชายสองคนนี้สามารถอุ้มฉันได้ในมือมือเดียวแถมยังแย่งกันไปมาไม่ยอมหยุดอีกต่างหาก นี่จะอวดความถึกกันรึไง

 “ยัยนี่ไข้ขึ้นขนาดนี้ ยังไม่ให้ไปโรงพยาบาลอีกเหรอ”

“เรามีหมอประจำอยู่แล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นโทรตามได้ทันที เพราะอย่างนั้นนายไม่ต้องยุ่ง”

โซลมองมาที่ฉันเหมือนขอความเห็นแต่ฉันกลับมองไปที่แขนของตัวเองเป็นเชิงบังคับให้เขาปล่อย แน่นอนว่าเพิร์ชเองก็ต้องโดนสายตานี้ด้วยเหมือนกัน

“จอมมาร หมอนี่เป็นใคร”

 “อาของฉันเองแหละ ชื่อเพอร์เช่”

“เฮ้!สาวน้อยที่รัก ถึงแม้ว่าตามจริงแล้วฉันจะเป็นอาของเธอ แต่อายุเราห่างกันแค่ไม่กี่ปีเองนะ เพราะฉะนั้นเธอควรเรียกฉันว่าพี่ชาย”

เพอร์เช่เป็นลูกหลง น้องชายสุดที่รักของพ่อที่ห่างกันถึงสิบห้าปี ตอนนี้เขาอายุยี่สิบสอง ห่างจากฉันแค่ห้าปีก็จริง แต่การจะให้เรียกอาที่หน้าเด้งเพิ่งเรียนจบหมาดๆว่าพี่ชายดูจะขนลุกจนฉันไม่กล้าเสี่ยงทำ

“แล้วไอ้หมอนี่มันเป็นใครกันเนี่ยริช”

“คนที่นายอยากเจอนักเจอหนายังไงล่ะ”

เพอร์เช่ทำหน้าอึ้งเมื่อเห็นว่าการคำนวณของฉันถูกต้องทุกประการ และนั่นทำให้ฉันแสยะยิ้มออกมา...และพอเห็นรอยยิ้มของฉัน เพอร์เช่ก็ย่นจมูกใส่อย่างคนไม่อยากจะยอมรับว่าแพ้แล้วหมอนี้ก็แถไปเรื่องอื่นอย่างหน้าด้านๆ

            “จะไม่แนะนำให้พี่รู้จักมันเลยเหรอ”

            “จำเป็นด้วยเหรอ”

เพอร์เช่จ้องหน้าฉันที่ตอนนี้ก็ยังถูกหมอนั่นอุ้มอยู่ นั่นทำให้ฉันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องโดนหยิกแก้ม - - และหมอนั่นก็โดนฉันเอื้อมมือไปตบหัวอย่างไม่กลัวเกรง

“แล้วรู้จักกันมานานรึยังล่ะ”

“ตั้งแต่เด็กเราก็อยู่ด้วยกันมาตลอด แปลกนะที่ผมไม่รู้จักคุณ”

คราวนี้โซลตอบให้พร้อมกับกอดอกจ้องหน้าเพอร์เช่อย่างคนกวนประสาท น่าแปลกนะที่ผู้ชายสองคนนี้มายืนเถียงกันที่ห้องรับแขกบ้านฉันโดยที่คนหนึ่งยังอุ้มฉันไม่ยอมปล่อย นี่ถ้าฉันไม่ได้ป่วย สาบานได้ว่าไอ้สองคนนี้ได้กลายเป็นศพแน่ๆ

“พอดีฉันไม่ค่อยได้อยู่บ้าน คนมีสมองต้องการการศึกษาน่ะนะ แต่อย่างว่า อย่างนายคงไม่เข้าใจหรอกใช่มั้ย”

โซลกระตุกยิ้มเย็นๆอย่างคนสะกดอารมณ์ร้อนเอาไว้เมื่อได้ยินประโยคนั้น ฟังดูก็รู้เลยว่าเพอร์เช่จงใจพูดแดกดันโซล (เพราะงั้นก็เลยอดไม่ได้ที่จะแอบหยิกเอวให้หมอนี่ได้สะดุ้งสักครั้ง)

“ก็แปลกดีนะที่ฉันเองก็ไม่เคยได้ยินชื่อของแกเหมือนกัน ทั้งๆที่ปกติแล้วอะไรสำคัญๆริชจะบอกฉันทั้งหมดเลยแท้ๆ”

“ไม่แน่นะบางทีนายอาจจะไม่สำคัญพอที่เธอจะบอกเรื่องสำคัญจริงๆให้ฟังก็ได้ นายคงเข้าใจใช่มั้ย เอ๊ะ!แต่บางทีนายอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ ก็อย่างว่าพวกสมองเลอะเลือนคงเข้าใจอะไรง่ายๆได้ยาก”

“จะข่มกันเพื่ออะไร”

คราวนี้ขาของฉันเตะออกไปเพื่อให้โดนโซลที่แดกดันเพอร์เช่กลับพร้อมยักคิ้วเพิ่มความกวน Teen เข้าไปอีกด้วย  ฉันปวดหัวแล้วนะ ไม่ไหวจะเคลียร์กับพวกนี้จริงๆ ไปซะให้พ้นๆได้มั้ย><!!!!

“โซล ถ้านายจะป่วนล่ะก็ กลับไปก่อนแล้วกันนะ” เพื่อตัดปัญหา ฉันเลยไล่คนที่ดูจะพูดกันง่ายกว่า

“ไม่เอา ฉันอยากอยู่ดูให้แน่ใจว่าไข้เธอลดและก็แข็งแรงพอจะไปฟาดฟันฉันด้วยสายตาสุดโหด”

“นายกำลังว่าฉันอยู่ รู้ตัวด้วยว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ฉันไม่สบายอยู่ตอนนี้”

“ก็เพราะเธอไม่สบายแบบนี้ ฉันเลยต้องอยู่ดูให้แน่ใจ”

“อย่าดื้อน่ะ กลับไปก่อน”

“อย่ามากล่อม ฉันจะอยู่กับเธอ”

ฉันมองสายตาแสนดื้อของคนที่ยังยืนอยู่อย่างนั้นไม่ยอมขยับอย่างนึกอ่อนใจ พิษไข้เริ่มโจมตีสมองฉันและระบบความคิดกำลังรวน เวลาไม่สบายและอ่อนแอแบบนี้ฉันต้านทานอะไรหมอนี่ได้ยากอย่างน่ารำคาญเลย และเพราะรู้ดีว่าตอนนี้พูดอะไรไปหมอนี่ก็คงไม่ฟังเลยเงยขึ้นไปมองคนที่กำลังอุ้มฉันแต่สายตากลับจ้องเขม็งไปยังคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ทำตัวยังกับพ่อหวงลูกสาวไปได้

 “มองพี่แบบนั้นหมายความว่าไง”

“ให้เขาขึ้นไปเถอะ”

“ฮ่าๆๆๆ>< ริชแบรนน์ หนูพูดอะไรตล๊กตลก - -

ฉันจ้องหน้าคนหัวเราะอย่างเสแสร้งอย่างนึกรังเกียจ ให้มันได้อย่างนี้เซ่!! เวลาเป็นแบบนี้แล้วใครๆก็ไม่ฟังฉัน!!

ใจจริงฉันไม่ได้อยากจะทำอะไรแบบนี้ แต่เพราะตอนนี้ฉันคิดอะไรไม่ออกนอกจากวิธีนี้ โธ่เอ๊ย!! สมเพชตัวเองชะมัด

“พี่คะ...”

ฉันช้อนสายตาขึ้นมองเพอร์เช่ พอหมอนั่นสบตาของฉันก็ทำท่าเหมือนตกตะลึงไปชั่วขณะและก่อนที่จะมีใครได้ได้พูดอะไร ฉันก็ส่งเสียงออดอ้อนไปให้คนที่ยืนยิ้มเหมือนจิตหลุดไปแล้ว

“จ๋า ว่าไงจ้ะ”

“น้องหิวค่ะ ทำอะไรให้ทานหน่อยสิคะ จะได้กินยาแล้วจะนอน”

“น่ารักแบบนี้สิ จะได้หายไวๆโตเร็วๆ รอแปบนะJ

เพอร์เช่รีบพาฉันไปยังห้องนอน ทันทีที่วางฉันลงบนที่นอน จัดการห่มผ้าและจัดนู่นจัดนี่จนพอใจแล้ว เพอร์เช่ก็เดินยิ้มระรื่นออกไปยังห้องครัว(ตอนที่เดินผ่านโซลมีการแอบกระแทกไหล่กันด้วยฉันเห็น)และเริ่มทำอะไรโฉ้งเฉ้ง โซลเดินลากเก้าอี้มานั่งข้างๆฉัน สีหน้าที่ส่งยิ้มกวนประสาทยั่วยุเพอร์เช่เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกเป็นห่วงที่ฉายชัดอย่างไม่ปกปิด และนั่นทำให้ฉันเกิดอาการไม่แน่ใจขึ้นอีกครั้งว่า อาการใจสั่นนี่มันเป็นผลมาจากฤทธิ์ยาหรือเพราะโซลนั่งจ้องหน้าฉันอยู่อย่างนี้กันแน่

 “นายทิ้งงานมาได้ไง เดี๋ยวพี่กวางก็เล่นงานนายหรอก”

“เธอไปทำอะไรมาถึงได้มีไข้แบบนี้”

“นายตอบไม่ตรงคำถามแฮะ”

“ช่างงานฉันเถอะน่า”

น้ำเสียงติดจะดุนั้นทำให้ฉันไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ แต่เพราะมันแฝงมาพร้อมกับความห่วงใยและความกังวลที่ฉายชัด เลยตัดสินใจว่าวันนี้จะยกให้สักวัน

“เธอยังไม่ตอบฉันเลยนะว่าไปทำอะไรมาถึงได้ไข้ขึ้นสูงแบบนี้”

“ช่างไข้ฉันเถอะน่า”

ฉันย้อนกลับด้วยคำพูดเดิมของเขา นั่นทำให้โซลก้มหน้าลงมาให้แล้วบีบแก้มทั้งสองข้างฉันเอาไว้ด้วยหน้าตาที่เหมือนจะหมั่นไส้ฉันเต็มทน

 “เธอนี่ปากดีได้ตลอดเวลาจริงๆเลยนะ แก้มแดงอย่างนี้ ไข้ก็ขึ้นสูง ยังไม่ยอมดูแลตัวเองL

“อากอายอ๊ากใอ่อั้ย -_-”(อยากตายมากใช่มั้ย)

โซลปล่อยมือออกจากแก้มฉันแล้วหันไปยุ่งอยู่กับผ้าผืนเล็กที่ใช้เช็ดตัว ถึงแม้จะปากดีไปอย่างนั้น แต่ลึกๆแล้วในใจฉันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด ไม่มีครั้งไหนที่คนคนนี้จะทิ้งให้ฉันอยู่คนเดียว ไม่มีครั้งไหนที่เขาจะไม่ห่วงฉัน

“รู้อะไรมั้ย แค่เธอไม่ไปโรงเรียนคนเดียว ทำเอาคนสามคนประสาทกิน”

“ถ้ามันจะวุ่นวายขนาดนั้นก็ตายๆกันไปซะเถอะ”

“ปากเธอนี่ทำด้วยอะไรนะ

โซลขมวดคิ้วพลางส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับฉันเต็มที จากนั้นก็ค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ๆแล้วเอาผ้าผืนเล็กนั้นเช็ดไปมาเบาๆตามใบหน้าและลำคอของฉัน ซึ่งบอกได้เลยว่าสัมผัสเหล่านั้นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวร้อนกว่าที่เคยทั้งๆที่มันน่าจะเย็นลงแท้ๆ

“พอได้แล้ว!!

“อ้าว ทำไมล่ะ”

“บอกว่าพอก็พอไง ตะกี้นายพูดเรื่องอะไรค้างไว้นะ ฉันไปทำอะไรใคร”

ฉันเบี่ยงประเด็นพลางผลักมือของโซลให้พ้นไปจากคอของตัวเอง บ้าเอ๊ย!! จริงๆฉันเองก็เป็นผู้หญิงนะ จะห่วงจะสนิทแค่ไหนมันก็ไม่น่าลืมตัวขนาดนี้สิวะ

“เธอน่ะ ตัวแสบเลยรู้มั้ย ทำให้ฉันต้องรีบวิ่งแจ้นมานี่ทันทีที่ได้ยินว่าเธอไม่สบาย”

ฉันแค่นหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นสีหน้าของเขา เป็นเหตุให้โซลพาดผ้าชุบนำที่ตอนนี้ติดจะอุ่นๆลงบนหน้าของฉันอย่างคนวอนโดนตี

“แถมเธอทำให้นางฟ้าต้องทำหน้าเศร้า”

“ฉันไปทำอะไรยัยนั่นไม่ทราบ อย่าบอกนะว่าเป็นห่วงฉันจนร้องไห้น่ะ”

 “เหตุผลก็เพราะนางฟ้าเศร้าที่รับรู้ว่าตัวเองอาจจะแพ้ในไม่ช้า”

ฉันไม่เข้าใจที่โซลพูดเท่าไหร่เพราะดูจากสีหน้าที่เขาแสดงออกมาราวกับจะเยาะเย้ย ไม่รู้ว่าจะเย้ยใคร     ตัวเขาเอง? หรือผู้หญิงคนนั้น? โอ๊ย! ปวดหัว ฉันอยากจะนอนแล้วอะ

“วันนี้ ไอ้เซโร่คนดีของเธอมันแทบคลั่งเมื่อรู้ว่าเธอไม่ไปโรงเรียน ใช่ คลั่งพอๆกับฉันที่วิ่งมาหาเธอที่นี่ แต่ที่มันมาไม่ได้เพราะติดแค่ว่ามันมีนางฟ้าอยู่ข้างกายแล้วเท่านั้นแหละ

ประโยคนั้นของโซลทำเอาหัวใจของฉันเต้นแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่เมื่อเห็นสายตาที่เหมือนจะเย้ยหยันตัวเองของเขา สิ่งนั้นกลับรบกวนหัวใจของฉันให้รู้สึกประหลาดๆขึ้นอีกแล้ว ฉันเกลียดการเจ็บป่วยก็เพราะแบบนี้ มันเป็นช่วงที่สมองไม่สามารถจะควบคุมหรือสั่งการอะไรได้เต็มร้อยแบบนี้น่ะสิ!!

 “ดีนะ ที่เธอไม่สบายอยู่ตอนนี้”

โซลที่นั่งเท้าคางอยู่ข้างเตียงพูดด้วยเสียงแสนเศร้า แม้ว่าหน้าตาหล่อๆนั่นจะเมินเฉยก็ตาม

“...”

“เพราะฉันจะได้แก้ตัวให้กับตัวเองได้ว่า ที่เธอแก้มแดงเพราะพิษไข้ไม่ใช่อาการหวั่นไหวเพราะได้ยินว่าคนโง่มันประสาทที่เธอไม่ไปโรงเรียน”

“...”

ฉันพูดอะไรไม่ออกเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งๆที่ในใจมันก็ดีใจที่ได้ยินว่าเซโร่เป็นห่วงแบบนั้น แต่พอเห็นสีหน้าของโซลแล้วมันกลับดีใจไม่ออก ความรู้สึกบางอย่างที่มันกวนใจมาสักพักเริ่มออกฤทธิ์ โซลเกลี่ยนิ้วไปมาบนเส้นผมที่ตกลงมาปรกหน้าของฉันพลางจ้องมองอย่างคนเหม่อลอย

“ก็อย่างว่าละนะ คงมีแค่เธอคนเดียวที่ทำแบบนี้ได้”

“ฉันไปทำอะไร”

โซลยิ้มออกมา รอยยิ้มและคำพูดราวกับว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ ราวกับเขาเผลอหลุดเข้าไปในห้วงความคิดของตัวเองจนไม่สามารถจะควบคุมระบบสั่งการใดๆได้จนสิ่งเหล่านี้มันปรากกออกมา

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นโซลเป็นแบบนี้

และนี่เป้นครั้งแรก ที่ฉันรู้สึกว่า โซล...น่ารักจริงๆ

“มีแค่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้นจริงๆนะ ริชแบรนน์ ที่แผดเผาหัวใจของฉันให้มอดไหม้ไปพร้อมๆกับการยาใจให้ชุ่มฉ่ำ...”

“...”

ใบหน้าของโซลโน้มต่ำลงมาอีกนิด เสียงที่แผ่วอยู่แล้วเบาลงจนเป็นเสียงกระซิบหากแต่ยังชัดเจน

“ให้ตายเถอะ....ไม่รู้ทำไม...วันนี้เธอถึงได้ทำฉันเตลิดมากขนาดนี้”

ตาของฉันจับจ้องที่ริมฝีปากของเขาอย่างลืมตัว และเพราะความง่วงที่เข้ามาโจมตีทำให้เปลือกตาของฉันเริ่มปิดลงอย่างช้าๆก่อนที่สติจะหลุดลอยไป หนึ่งประโยคของเขากลับดังชัดเจนขึ้นมา

“ฉันอยากจูบเธอจริงๆ ให้สมกับที่เธอทำให้ฉันรักมากมายขนาดนี้ ยัยจอมมาร”

11 ความคิดเห็น