ศาสตราจันทรา (จบภาค)

ตอนที่ 31 : อันความรักก็ประจักษ์แก่ใจเจ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 239
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    14 พ.ย. 60

 

               อันความรักก็ประจักษ์แก่ใจเจ้า     หากนงเยาว์ไม่เมตตาสุดกล่าวขาน

          จะเก็บรักซ่อนไว้เพียงดวงมาลย์          ทรมานเท่าใดจะยอมทน

 

 

 

          เมืองเล็กๆหน้าด่านในวันนี้ครึกครื้นนัก ที่จริงแล้ว เจี๋ยตุง นับว่าเป็นแหล่งซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่สำคัญเมืองหนึ่ง

            ทว่าวันนี้ หยางอ้าน ผู้นำเผ่าเจี๋ยจะทำการคัดเลือกบุตรเขยให้แก่บุตรสาวทั้งแปด โดยวิธีการทดสอบตามธรรมเนียมของเผ่าที่ปฏิบัติมาหลายชั่วคน ความพลุกพล่านและการเยือนของคนต่างถิ่นจึงล้นหลามกว่าทุกครั้ง

            เผ่าเจี๋ยให้ความสำคัญทางการสืบทอดตำแหน่งประมุขของเผ่าผ่านทางบุตรสาวคนโต และผู้ที่จะได้ครอบครองสินทรัพย์กว่าครึ่งคือบุตรสาวคนเล็ก

            ผู้มีโอกาสเลือกบุตรสาวของประมุขเผ่าก่อนผู้อื่น จะเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกตามลำดับของชัยชนะลดหลั่นกันลงไป

            จึงแน่ชัดว่าผู้ที่ได้รับชัยชนะเหนือทุกผู้ย่อมเลือกบุตรสาวคนโต เพื่อตนจะได้เป็นประมุขของเผ่าคนต่อไป ส่วนผู้เป็นรองย่อมเลือกบุตรสาวคนเล็กเช่นที่เป็นมา

 

 

 

          หยางสือซว่าน มิได้ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกในวันนี้นัก

            นางแม้มีความงดงามเหนือพี่น้อง แต่ก็เป็นเพียงบุตรสาวลำดับกลางๆของภรรยาเล็กที่ไม่มีความ สำคัญใดนอกจากการเป็นบุตรีประมุขเผ่า ผู้ที่จะมาเป็นสามีของนางย่อมเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกในลำดับกลางๆเช่นกัน

            นางอายุเพียงสิบสี่ ยังมิเคยต้องใจชายใด การตกแต่งนี้เป็นตามธรรมเนียมของเผ่าที่นางสมควรปฏิบัติตามเช่นกัน

            ความพลุกพล่านจอแจในตลาดแลกเปลี่ยนนี้ช่วยคลายความเบื่อหน่ายของนางลงไปได้บ้าง

            ในขณะที่ดวงตาคมกริบของนางกำลังให้ความสนใจกับหยกสลักลายดอกไม้งดงามแปลกตาชิ้นหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งเบี่ยงหลบผู้คนที่สวนกวักไขว่ไปมาได้เอนร่างจนต้นแขนของเขากระทบถูกนางแผ่วเบา

            ขออภัย

            เสียงทุ้มขอลุแก่โทษเป็นสำเนียงชาวต่างถิ่น

            หยางสือซว่านยกหน้าขึ้นสบนัยน์ตาสีเข้มนั้นเพียงชั่วแวบของการเฉียดผ่าน

            เขากล่าวแล้วพาร่างใหญ่เคลื่อนไปตามฝูงชนเช่นผู้ผ่านทางทั่วไป ที่มิได้ให้ความสำคัญต่อผู้ใดเป็นพิเศษ

            หยางสือซว่านมองตามแผ่นหลังใหญ่นั้นเช่นเดียวกับผู้คนตามรายทางที่ผู้นั้นเคลื่อนผ่าน โดยเฉพาะเหล่าสตรีที่จับจ้องเขาต่างพากันตาเบิกค้างทั้งแย้มยิ้มเลื่อนลอย

            แม้เป็นการผ่านเลยของการสวนทาง ทว่าหยางสือซว่านราวกับได้เห็นใบหน้าของเขาผู้นั้นชัดถนัดตา โดยเฉพาะนัยน์ตาของเขาที่เปี่ยมประกายคมกล้าไม่ต่างคมอาวุธ กระทั่งเพียงแผ่นหลังที่เห็น ยังให้ความรู้สึกถึงความยะเยือกที่ทรงอำนาจอย่างแปลกประหลาดแผ่กำจายออกมา

          เมื่อหยางสือซว่านหันกลับไปยังที่เดิมอีกครั้ง ก็พบว่าหยกชิ้นนั้นมีผู้ซื้อไปเสียแล้ว

 

 

 

          หยางสือซว่านเบนสายตาไปยังจุดอื่น รับรู้ดีว่าจะอย่างไรก็มิใช่ตนเอง

            การทดสอบด้วยสามสิ่งอันได้แก่พละกำลัง ความว่องไว และฝีมือการต่อสู้ ได้จบสิ้นลงแล้ว

            แปดผู้ชนะที่ผ่านการยกหินภูเขาที่หนักที่สุด หลบหลีกลูกเกาทัณฑ์ตัดหัวที่ใช้ในการทดสอบได้มากที่สุด และต่อสู้มีชัยเหนือผู้ประลองคนอื่นๆ ได้มายืนอยู่ตรงหน้าประมุขของเผ่าซึ่งก็คือบิดาของนาง

          ผู้เป็นที่สุดของแปดผู้ผ่านการประลองคัดเลือกคือเขาผู้นั้น

            ผู้ที่เฉียดผ่านร่างของนางเมื่อเช้านี้

            บุรุษต่างถิ่นผู้มีร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าคมคายนิ่งสงบเท่ากับแววตาที่ราบนิ่งราวน้ำในบ่อลึก ทุกผู้ต่างรับรู้ถึงความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่นั้น ชาวต่างถิ่นที่ไม่มีผู้ใดทราบความเป็นมาของเขา นอกจากนามที่แจ้งไว้ก่อนการประลอง

            หยางสือซว่านมองผ่านเขาชั่วแวบเท่ากับที่ได้มองจากการเฉียดผ่านของเช้านี้

            สบนัยน์ตาที่จับความรู้สึกใดใดมิได้คู่นั้นอีกครั้ง

            พลันกลับรู้สึกเจ็บปวดจนอ้างว้างโดยมิรู้เหตุ เมื่อตระหนักดีว่าสตรีที่เขาจะเลือกย่อมต้องเป็นพี่สาวคนโตที่มีสีหน้าแย้มยิ้มยินดีอย่างมั่นใจอยู่ในเวลานี้

            นางลอบระบายลมหายใจบางเบาเพื่อบรรเทาความอัดแน่นที่ขมปร่า เหม่อมองไปยังทะเลทรายที่อยู่ไกลออกไปด้วยความเปลี่ยวเหงาอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน

            เหลือแค่รอรับการคล้องมาลัยดอกไม้ร้อยจากผู้ที่เลือกนาง และนางจะตกเป็นภรรยาของคนผู้นั้น

            เงาสูงใหญ่เคลื่อนมาทาบทับตรงหน้า กระทั่งมาลัยดอกไม้ถูกคล้องลงมา นางจึงค่อยไหวตัวยกเงยใบหน้าขึ้นสบผู้มอบอย่างงุนงง

            ใบหน้าคมคายที่ก้มต่ำลงมายังคงสงบนิ่งมิอาจจับความรู้สึกใดใดได้ ทว่านัยน์ตาคมคู่นั้นส่งมอบความอุ่นโยนละมุนจนหัวใจของนางราวตกในห้วงฝัน

            หยางสือซว่านยกมือบางขึ้นแตะมาลัยดอกไม้ราวจะให้แน่ใจ พลันรับรู้ถึงการสัมผัสกับบางสิ่ง หลุบมองลงมาจึงพบว่านางกำลังจับต้องหยกชิ้นนั้น เมื่อยกใบหน้าทั้งตื่นตะลึงทั้งเก้อเขินขึ้นมอง เขา อีกครั้ง ครานี้รอยยิ้มเอื้อเอ็นดูต่อท่าทีของนางปรากฏแจ่มชัด

            อีกด้านหนึ่งเป็นที่สำหรับเหล่าผู้เฝ้าชมการประลอง ชายร่างสูงใหญ่ใกล้เคียงกันอีกผู้ไม่มิดเม้มรอยยิ้ม

            เพิ่งเข้าใจสาเหตุที่ คนผู้นั้น ให้เขาซื้อหยกชิ้นนี้มาให้

            รอยยิ้มขันขำจึงปรากฏขึ้นให้กับผู้ที่เป็นทั้งนายเหนือหัวและเป็นสหาย

          ปาเหอหนัน..ท่านก็มีวันนี้เช่นเดียวกับผู้อื่นด้วยหรือ ข้า อูจิน ประหลาดใจยิ่งนัก

 

 

 

          ร่างผอมบางผวาตื่นจากความฝันที่อย่างไรก็ยังตราตรึงในความทรงจำไปชั่วชีวิต มือคว้าจับชิ้นหยกที่ห้อยติดตัวไว้ตลอดเวลาอย่างราวเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว จดจำได้ถึงแววตาที่บ่งบอกถึงความรักที่มั่นคงแน่นหนักเช่นนั้น..

            ..หยุนตวน..

          นัยน์ตาเช่นนั้นของเจ้ายามเอ่ยถึงภรรยาช่างไม่ผิดเพี้ยนจากเขาเลยสักนิด..

 

 

 

          ร่างหนาใหญ่ทว่าปราดเปรียวพลิ้วลงจากคบไม้สูงข้างเรือนในทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกขาน นัยน์ตารักใคร่ลุ่มหลงส่งมอบให้กับร่างบอบบางตรงหน้าอย่างเต็มที่

            หยุดซุกซนแล้วมาให้ข้าใส่ยาแต่โดยดี

            นางส่งแววตาที่ทั้งขุ่นทั้งขันขำกลับคืนให้ทารกตัวโตผู้แสนจะซุกซนผู้นี้ มือบางแตะต้องบาดแผลที่แทบไม่ทิ้งรอยแล้วอย่างแผ่วเบา

            ร่างกายของหยุนตวนประสานตัวเองได้ดียิ่ง เมื่อได้ตัวยาที่มีสรรพคุณเป็นเยี่ยมจากสมุนไพรหายากที่นางนำติดมาด้วย ยิ่งให้ร่างกายนี้ฟื้นเดิมได้อย่างรวดเร็ว

            บาดแผลของเจ้าแม้จะเรียกได้ว่าดีขึ้นจนเกือบดังเดิมแล้ว ทว่ายังมีที่ทิ้งร่องรอยอยู่บ้าง ยังต้องใส่ใจดูแล หากข้ามิได้อยู่เจ้าก็อย่าได้ทำละเลยไป

            แล้วเจ้าเล่า ต้องการลบเลือนร่องรอยเหล่านี้หรือไม่

            ปลายนิ้วกร้านสากแตะชี้ลงบนลำคอระหงและลาดไหล่ที่พ้นสาบเสื้อ พลางยิ้มกรุ้มกริ่มเต็มที่

          ร่องรอยเหล่านี้ ?..

            องค์หญิงลี่เยว่อิงพักตร์แดงก่ำ

            ร่องรอยที่เกิดจากริมฝีปากที่เร่าร้อน ขบเม้มหยอกเย้าราวต้องการกลั่นแกล้ง ยังทิ้งร่องรอยเด่นชัดแก่สายตา ซ้ำบางที่ยังกระทำในจุดที่ยากปกปิด ราวต้องการประกาศชัดถึงการครองสิทธิ์ร่างน้อยนี้อย่างท้าทาย

            เจ้าสามีที่น่าตาย กระทำกับข้าถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

            หยุนตวนหัวร่อฮาฮากอดรัดร่างภรรยา มินำพาการทุบตีผลักไสและยาใส่แผลขวดน้อยที่ร่วงตกลงสู่พื้น

            ภรรยาของเขาที่มีครรภ์นี้กลับยิ่งเพิ่มความอิ่มนวลไปทั้งร่าง ยิ่งเย้ายวนอย่างน่าหลงใหล ยิ่งให้ร้อนรุ่มหนักขึ้นทุกครายามชิดใกล้ เขามอบจุมพิตที่เร่าร้อนประกาศหนักแน่นในแรงปรารถนา ทว่าระมัดระวังยั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่กระทำการใดมากไปกว่านี้ในช่วงที่ภรรยามีครรภ์อ่อนเช่นนี้

            ใบหน้าคนตัวใหญ่ซบนิ่งบนไหล่ของร่างบางที่รามือทุบตีแล้ว นางผ่อนลมหายใจออกมาพร้อมเสียงหัวเราะบางเบาอย่างจำยอมพร้อมทั้งปลงใจในความช่างกลั่นแกล้งของสามี

            หากเป็นบุตรสาว ข้าจะเรียกนางว่า อวี้หลัน เพราะมารดาของนางโปรดปรานอวี้หลันฮวานัก

            เขาเอียงหน้าขึ้นสูดกลิ่นแก้มเนียนจนลึก

                “และกายของเจ้าก็หอมกรุ่นราวอวี้หลัน

            หากเป็นบุตรชาย ข้าจะเรียกเขาว่า ฝูเฉิน

            เสนาะใสเอ่ยเต็มความรักใคร่

                “เพราะบิดาของเขาเปรียบเสมือนรุ่งอรุณแห่งความสุขสำหรับข้า

            หลังฤดูใบไม้ผลินี้ ข้าจะพาเจ้าไปให้ไกลจากทุกสิ่งที่นี่ เพื่อเจ้าจะได้สุขสงบ เพื่อบุตรน้อยใหญ่ของเราจะได้เติบกล้าโดยเสรี ข้าจะตามใจพวกเขาให้มาก มิให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตใต้เงื่อนไขความจำยอมใดใด

            มือใหญ่เกลี่ยไล้ลูกผมทัดกับใบหูให้กับภรรยา เอ่ยอ่อนโยนและเว้าวอนในที

            ละวางทุกสิ่งแล้วไปกับข้าเถิด

            ร่างในอ้อมแขนแข็งค้างไปกับคำบอกกล่าวนั้น

            หยุนตวนถอดถอนลมหายใจยาวก่อนเอ่ยต่อ

            ข้าเองมิได้ต้องการกระทำเยี่ยงนี้สักนิด ด้วยคล้ายหยามหมิ่นเกียรติของเจ้า ของครอบครัวเจ้า ที่กระทำการชักจูงสตรีในตระกูลผู้อื่นหลบหนีไปเช่นนี้ ลำพังตัวข้าเอง ข้ามิเคยเกรงต่อการรับอาญาใดใดเลย หากมิอาจให้เจ้าและบุตรของข้าแบกรับทุกข์ทัณฑ์ใดได้ หนทางนี้มีแต่ต้องใช้กำลังเข้าแลกเพื่อรักษาพวกเจ้า ซึ่งข้ามิต้องการทำร้ายพวกเขาเหล่านั้นเลย

            องค์หญิงลี่เย่วอิงพักตร์หมองตกในหนทางที่มิเหลือทางเลือก

            หยุนตวนบอกเล่าให้นางฟังถึงคราที่ได้พบกับองค์ไท่จื่อ และรู้ว่าเชษฐาของนางมิอาจยอมรับข้อเสนอของหยุนตวนได้ เท่ากับมิยอมรับให้นางได้มีชีวิตอีกด้านหนึ่งเช่นกัน

          อาญานี้โทษทั้งเขาและนางถึงประหาร

            หากเป็นก่อนหน้านี้ ถ้ามาถึงจุดสุดท้ายของทางเดินแล้ว นางพร้อมรับการประหารแต่โดยดี และมั่นใจว่าสามีของนางก็พร้อมรับการบั่นคอเคียงข้างนางเช่นกัน เหลือเพียงคำอธิษฐานว่าจะได้ครองคู่โดยไร้อุปสรรคกันในชาติภพหน้า

            แต่ในเวลานี้นางและสามีมิอาจยินยอมสละชีวิตให้แก่อาญาจารีตได้แล้ว ด้วยหน่อเนื้อในกายของนางที่รอวันถือกำเนิด

            นางแน่แก่ใจว่าในแผ่นดินนี้มิมีผู้ใดสกัดกั้นพวกนางได้ โดยเฉพาะสามีของนางแล้ว หากสถานการณ์บีบคั้นให้กระทำ การสูญเสียครั้งใหญ่เกินกว่าผู้ใดคาดคิดจะบังเกิดขึ้นแน่

            ต่อให้องค์ไท่จื่อยกพลเป็นกองทัพมาก็ใช่ว่าจะจัดการกับสามีของนางได้ และแม้นเป็นเช่นนั้น นางเองก็มิอาจนิ่งให้ผู้เป็นสามีแบกรับฝ่ายเดียว เขาและนางหากร่วมแรงกันแล้ว ทัพลี่คุนทั้งแคว้นมิใช่น่าเกรงขามเลย

            ทว่านางจะกระทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า จะให้นางประมือกับพี่ร่วมสายโลหิตของนางได้อย่างไร จะให้สามีโรมรันกับพี่ชายของตนได้อย่างไร

            นางมิต้องการให้มีผู้ใดเสียเลือดเนื้อจากการกระทำของนาง และองค์เชษฐาเล่า..อย่างไรก็มิมีทางยินยอมผ่อนปรนให้กับพวกนาง หนทางที่เหลือจึงมีแต่ทางนี้เท่านั้น

            คิดแล้วให้สะท้านไหวในทรวงนัก เมื่อนึกถึงว่าต้องจากบิดา องค์เชษฐา และขนิษฐาองค์น้อยที่รักยิ่ง อีกทั้งละภาระแห่งบ้านเกิดเมืองนอนเช่นผู้ไร้รับผิดชอบต่อหน้าที่ตามศักดิ์ที่ถือกำเนิดมา

            หลังฤดูใบไม้ผลิ..ราวอีกสองเดือนข้างหน้า ครรภ์ของนางจะปรากฏชัดขึ้น มิอาจให้ผู้ใดประจักษ์เช่นกัน

            พักตร์งามพยักช้าๆ เอ่ยชัดถึงความเศร้าหมองและอัดอั้น

            ข้ากระทำเรื่องมิควรหนักหนานัก กระทำผิดต่อพระบิดาและพี่น้อง ผิดต่อแคว้น ทว่า..ข้ามิอาจทนฝืนแบกรับได้อีก และที่สำคัญยิ่ง..

            แม้รอยหมองฉายชัดเต็มพักตร์งาม หากเนตรอ่อนแสงที่ฉาบฝ้าละอองไอโศกกลับมีความแน่วแน่

            ข้ารักเจ้า ปรารถนาใช้ชีวิตที่สุขสงบร่วมกับเจ้า เป็นมารดาให้กับลูกๆของเจ้า อยากให้เราสองได้เฝ้าดูพวกเขาเติบใหญ่ และแก่เฒ่าไปด้วยกัน

            ความปรารถนาเช่นนี้ คือยอมสละสิ้นแล้วต่อฐานันดรและศฤงคารทั้งปวง

            หยุนตวนซาบซึ้งในหัวใจของนางยิ่งนัก ตกจมอยู่ในความสุขล้ำ หวงแหนร่างในอ้อมกอดยิ่งสิ่งใด

          ข้าจะมิยอมให้สิ่งใดพรากเจ้าจากไป ตัวข้าแม้ต่ำต้อยน้อยนิด ทว่าถ้าต้องพลิกแผ่นฟ้า ข้าก็พร้อมกระทำ

 

 

 

          เนตรสีอ่อนบนพักตร์องค์รัชทายาทแห่งจินคุนส่งมอบความหนักอึ้งในใจไปยังราชสาสน์ในมือ การเยือนลี่คุนในครานี้ พระบิดากำชับหนักแน่นถึงการที่ต้องได้คำตอบกลับไป

            คำตอบที่จะส่งผลกับการตัดสินพระทัยบางประการในเรื่องที่องค์ชายจินหรงจวินยังมิสู้กระจ่างชัดนัก

            ราชสาสน์นี้ยังคงนอนนิ่งอยู่ภายในตำหนักรับรองโอ่อ่าสมฐานะ ที่ระยะนี้คล้ายจะเป็นตำหนักส่วนพระองค์ขององค์ชายแห่งแคว้นจินไปเสียแล้ว

            ร่างสูงโปร่งที่มีผิวเนียนสีอ่อนก้าวไปยังตำหนักจันทรา หมายมั่นในหทัยว่าจะได้กล่าวขอลุแก่โทษต่อนางจากเหตุการณ์คราก่อน

            ยังมิได้ใกล้ตัวตำหนักเท่าใด กลับรู้สึกได้ถึงอานุภาพรังสีของกระบี่ที่กวัดแกว่ง

            นางกำลังทบทวนเพลงกระบี่

            ระยะเท่านี้ที่ยังมิได้เฉียดใกล้ตัวตำหนักเท่าใดเลย กลับเปล่งแสนยานุภาพแห่งศาสตราได้ถึงเพียงนี้ และพลานุภาพมหาศาลเช่นนี้กลับต้องสูญสลายสิ้นหลังการให้กำเนิดทารก

            นางล่วงรู้ในสิ่งนี้หรือไม่

            หากรู้..ยินยอมพร้อมสละหรือไม่

            นี่เท่ากับหัวใจของนางต้องปิดกั้นความพึงใจในบุรุษทุกผู้ เป็นการแลกเปลี่ยนที่ชั่งน้ำหนักได้ยากยิ่ง

          เยว่อิง..เจ้าจะตัดใจจากสิ่งนี้เพื่อข้าได้หรือไม่

          ข้าสัญญา ข้าจะยกเจ้าเป็นหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว

            ห้วงความคิดที่หนักอึ้งนี้ มิได้ระลึกถึงใจความสำคัญของข้อความในราชสาสน์ของพระบิดาสักเสี้ยวเดียว สาวเท้าใกล้ตำหนักอย่างเหม่อลอยก่อนยั้งร่างหลังต้นไม้ใหญ่ เฝ้าจับจ้องร่างเล็กบางที่พลิ้วกายเคลื่อนไหวปราดเปรียว กระบี่คู่ในสองมือกวัดแกว่งราวมีสองร่างที่ร่วมกันเสริมประสานการจู่โจม ข้างหนึ่งรุก ข้างหนึ่งปิดป้อง บางท่วงท่าเป็นหลอกล่อ เปิดทางอีกกระบี่เข้าพิฆาตอย่างเฉียบพลัน

            เพลงกระบี่ที่รุนแรงไร้ปราณี ร่างนั้นรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระบี่ จนไร้ความรู้สึกใดใดทั้งพักตร์จนถึงเนตรงามพิลาสคู่นั้น ความเย็นชาจนยะเยือกแผ่กำจายออกมาพร้อมการสะบั้นตัดอย่างรุนแรงของกระบี่ในท่าสุดท้าย

            ร่างบางลดระดับลงสู่พื้นช้าๆ พร้อมกับที่แหงนหงายพักตร์งามขึ้นจับจ้องความมืดมิดของฟ้ายามราตรี ไม่มีอุ่นไอใดให้รู้ว่าร่างนั้นเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง ร่างที่เป็นควรเป็นสตรีงามล่มฟ้ากลับเป็นคล้ายเกล็ดหิมะที่ลอยร่วงบางเบา

          งดงาม ทว่าเย็นชาและสันโดษยิ่ง

            องค์ชายจินหรงจินที่เห็นเช่นนั้นจึงสะท้อนเป็นลมหายใจที่ระบายยาวออกมาจากส่วนลึกในทรวง

            กำแพงของเจ้าช่างสูงล้ำนัก..

            เนตรสีอ่อนหลุบลง ก่อนหันกายจากไปอย่างเงียบงัน

            วรกายสูงโปร่งของรัชทายาทแห่งแคว้นจินค้างนิ่งหลังการเดินออกห่างจากที่เดิมเพียงไม่กี่ก้าว เพราะเมื่อเลี้ยวผ่านโค้งพุ่มหนามทึบออกมาจึงได้พบว่าร่างบางที่ถวิลหวังได้มาหยุดอยู่ห่างไปช่วงหนึ่ง

            นางที่เมื่อครู่เพิ่งเสร็จสิ้นการฝึกปรือเพลงกระบี่กลับมาหยุดอยู่ตรงนี้ เนตรงามที่ส่งตรงมามิบ่งบอกความรู้สึกใดใด เช่นเดียวกับเสนาะใสเย็นที่เอ่ยออกมา

            ต้องการพบข้า แล้วเหตุใดจึงด่วนกลับโดยมิสนทนากันก่อน

            เห็นเจ้าคร่ำเคร่งฝึกปรือเพลงกระบี่ ข้าจึงยังมิต้องการรบกวนเจ้า

            เสียงอบอุ่นพร้อมรอยสรวลในรูปแบบของ พี่ชายคนโต ที่เคยเป็นมาเช่นไรก็ยังคงเป็นเช่นนั้นถูกส่งมอบให้ร่างน้อยตรงหน้า แม้ในใจจะกล่าว

            ข้าควรรู้ เจ้าคือศาสตรา การลอบมองเช่นนี้หรือจะรอดพ้นจากการรับรู้

            ข้าเสร็จสิ้นแล้ว

            นางเอ่ยเท่านี้ และคล้ายรั้งรอคำกล่าวจากเขา

            องค์ชายจินหรงจวินก้าวมาใกล้ สบเนตรงามซึ้งแล้วยิ่งให้คับข้องกับสิ่งที่กักเก็บในใจตน เนตรที่กรุ้มกริ่มสำราญเป็นนิจเปลี่ยนเป็นจริงจังจริงใจ

            ข้ามาเพื่อขอโทษเจ้าจากเหตุการณ์คราก่อน ข้ามิได้ตั้งใจ ข้า..จะอย่างไรมิมีวันคิดทางร้ายกับเจ้า

            นางเอียงใบหน้าน้อยๆทั้งยังทอดสบมองนิ่ง

            นางคนก่อนที่เป็นเพียงศาสตราไร้ใจมิได้ให้ความสำคัญกับหัวใจของคนผู้นี้เลยสักเสี้ยว

            นางมิได้หยามหยันความรู้สึกนี้ของเขา ทว่ามิใส่ใจนำพา ด้วยมินำพาความรู้สึกของผู้ใดทั้งสิ้น ที่องค์ชายจินหรงจวินได้รับจึงมีเพียงความเย็นชาไร้การเหลียวมองเช่นเดียวกับทุกผู้

            แต่นางในเวลานี้คือผู้ที่ได้รับการอุ่นหลอมละลายน้ำแข็งที่ห่อหุ้มหัวใจ

            นางมีความรัก จึงตระหนักถึงค่าแห่งความรักที่มีผู้มอบให้

            แม้มิอาจรับรักของเขา ทว่าขอบคุณในความรู้สึกนี้ จึงปรากฏเป็นรอยแย้มละมุนออกมามอบให้กับองค์ชายจินผู้เหม่อตะลึงค้างในรอยยิ้มที่ได้รับโดยมิคาดคิดนี้

            แม้เป็นรอยแย้มที่บางเบาแทบไม่เห็นว่าแย้ม

            แม้เป็นคำกล่าวราบเรียบสั้นๆเพียงว่า ..ข้ามิได้ถือสา..

            แม้ร่างนางลับตาไปหลายเค่อแล้ว ร่างสูงโปร่งก็ยังคงตกค้างในที่เดิมคล้ายสิ่งของที่มีผู้ทำตกหล่นไว้

            นางมอบรอยยิ้มให้แก่ข้า !

            พลันความอุ่นซ่านที่แล่นปราดทั่วร่างโปร่งจนไหวโยกนั้น ก่อให้เกิดเสียงหัวร่อมิดังมิเบา เต็มไปด้วยความสำราญที่ออกมาจากหัวใจจริงแท้ มิใช่ภาพที่สร้างเพื่อพรางให้ผู้คนประมาทว่าตนเป็นเพียงผู้สำราญเริงวันต่อวัน

            ร่างโปร่งหันกลับไปในทางตำหนักรับรองของตน ดื่มด่ำในความไม่คาดคิดที่แสนหวานนี้

 

          ยามนี้..องค์ชายผู้มีสมญานามว่าองค์ชายสำราญ จึงเป็นองค์ชายสำราญที่แท้จริง

 

 

 

 ***** ที่จริงองค์ชายมโน เอ้ย องค์ชายจินหรงจวินก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอกนะ

           พี่แกก็แค่ หยิ่งๆ เก๊กๆ ตามประสาองค์ชายน่ะ

           ที่ว่าร้ายคือท่านพ่อขององค์ชายจินมากกว่า

          แล้วจะได้เห็นถึงความร้ายกาจในตอนต่อๆไปค่ะ :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

97 ความคิดเห็น

  1. #45 He ! Ya (@peachoffires) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 09:49
    โอย เริ่มวงวารพระนาง
    #45
    1
    • #45-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 31)
      21 พฤศจิกายน 2560 / 11:21
      มาเป็นกำลังใจให้พวกนางกันเถอะค่ะ
      เรื่องราวมันเย๊อะะะะะ ^^
      แต่..เอาน่า ไม่น่าจะเหลือบ่ากว่าแรงพวกนางเน๊อะ
      #45-1
  2. #43 2202 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 15:19
    องค์ชายจินจะมีคู่มั้ยค่ะ
    #43
    1
    • #43-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 31)
      15 พฤศจิกายน 2560 / 15:05
      เรื่องนี้ค่อนข้างจะขาดแคลนสตรี คงต้องให้องค์ชายจิน มโน วนไปก่อนค่ะ 55555
      #43-1