ศาสตราจันทรา (จบภาค)

ตอนที่ 35 : ศาสตราที่มิอาจให้ควบคุม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 215
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    28 พ.ย. 60

 

                       จองจำกายเนื้อเพื่อภาระ       ขออิสระแก่หัวใจมิได้หรือ

                   ซ่อนน้ำตาผ่านคืนวันจนสุดยื้อ    คือจวนสิ้นวิญญาณ์คือล้าแล้ว

 

 

 

          หยูไป่ฝูพุ่งสายตาเย็นชาไปยังรองแม่ทัพอาวเอี้ยงเค่อ รวมถึงเหล่านายทหารที่ติดตามมาอีกหลายสิบนาย

            อาวเอี้ยงเค่อปั้นสีหน้าแย้มยิ้มกลบเกลื่อนความหนักอึ้งในใจต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

            ข้ามิได้ฟังความผิดเพี้ยนไปใช่หรือไม่

            หยูไป่ฝูแค่นเสียงเย็นชา

                “ท่านได้รับคำสั่งจากองค์ไท่จื่อให้มา ควบคุม ตำหนักจันทรา

            เอ่อ..ท่านอย่าได้ใช้คำ ควบคุม เลย..

            อาวเอี้ยงเค่ออยากร่ำไห้ยิ่งนัก มิเพียงเขา นายทหารที่ติดตามมาถึงครึ่งกองนี้ต่างล้วนมีใบหน้าเผือดขาวด้วยกันทุกผู้ มิอาจเข้าใจถึงคำสั่งขององค์ไท่จื่อที่ให้พวกเขามาทำการตั้งเวรยามบริเวณรอบตำหนักนี้

          องค์ศาสตราเรืองอานุภาพปานนี้มีความจำเป็นใดที่ต้องได้รับการอารักขา ?

            อีกทั้งนายทหารทุกผู้ย่อมรู้ชัดถึงความแปลกแยก มิชมชอบให้ผู้ใดกรายใกล้หากมิเรียกหา การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในครั้งนี้ นับว่าต้องได้รับการพิโรธจากองค์ศาสตราอย่างมิต้องสงสัย เพียงย่างกรายเข้ามาในบริเวณรอบตำหนักยังเหน็บหนาวไปทั่วแผ่นหลังแล้ว นี่หากต้องเผชิญกับพายุหิมะจากท่านอีกเล่า..

          ฉับพลันอากาศทั่วบริเวณเปลี่ยนแปลงเป็นหนาวยะเยือก

            อาวเอี้ยงเค่อใบหน้าเฝื่อนเฝือ นายทหารชั้นผู้น้อยท่อนขาสั่นเทา ส่งนัยน์ตาเบิกกว้างให้แก่กันอย่างแตกตื่น

            ร่างบอบบางในอาภรณ์ขาวราวหิมะเคลื่อนกายช้าๆราวเท้ามิได้แตะสัมผัสผืนพื้นออกมาจากด้านในตำหนักมาหยุดอยู่เบื้องหน้าหยูไป่ฝู พักตร์งามราวเคลือบด้วยเกราะน้ำแข็งก้มรับการเคารพจากหยูไป่ฝูช้าๆก่อนหันมายังกลุ่มนายทหารที่ค้อมกายอยู่เบื้องหน้า เนตรหิมะที่ทอดมาไม่คล้ายจับจ้องผู้ใดมิเหลือบแลผู้ใดในสายตา

            อาวเอี้ยงเค่อลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก องค์ศาสตราที่หยูไป่ฝูกงกงแจ้งว่ายังมิกลับจากการสัญจรนอกตำหนัก บัดนี้กลับกลายว่าได้ออกมาจากตำหนักโดยที่เขามิได้ทันรู้สักน้อยว่าได้ผ่านเข้าสู่ตำหนักเมื่อใด เช่นนี้แล้วจะให้เขานำพลมาอารักขาเพื่อใดกันเล่า

            พวกเจ้ากลับไป ข้าจะแจ้งความ มิต้องการ แก่องค์ไท่จื่อเอง

            เสนาะใสเย็นราวน้ำแข็งมิดังมิเบาจากการขยับโอษฐ์เพียงเล็กน้อย ทว่ากลับมีความกังวานส่งแรงสะท้อนก้องให้ได้รับรู้โดยทั่ว เป็นผลของปราณขั้นสูงที่มีในองค์

            และคำ มิต้องการ ที่เน้นความเย็นชาหนักเช่นนี้ จงใจให้รู้ว่าเป็นพวกเขาที่กำลังกระทำการสุ่มเสี่ยงแล้ว

            อาวเอี้ยงเค่อและเหล่านายทหารยกร่างขึ้นจากการค้อมคำนับอย่างลังเล ด้วยมิอาจขัดรับสั่งองค์ไท่จื่อ และมิอาจหาญกระทำความขุ่นเคืองแก่องค์ศาสตรา

                ฉับพลันกระบี่ในหัตถ์บางถูกดึงออกจากฝัก เพียงการกวาดตวัดฟันผ่านอากาศในกระบวนท่าที่เพิ่งรับการฝึกฝนมาจากผู้เป็นสามี แรงที่ส่งตรงมามิได้กระทบเนื้อผู้ใดกลับส่งอานุภาพการทำลายล้างมายังเหล่าทหารที่ยืนลังเลอยู่เบื้องหน้าจนร่างละลิ่วลอยตกห่างไปทุกผู้ พร้อมกับสุรเสียงราวพายุหิมะพิโรธ

          ไปให้พ้นจากตำหนักของข้า !”

            พลังปราณกระบี่ที่มิได้ฟาดฟันถึงตัวยังทำร้ายผู้คนมากมายได้ถึงปานนี้

            อาวเอี้ยงเค่อที่เป็นถึงรองแม่ทัพผู้มีปราณวรยุทธ์มิต่ำทรามยังมิอาจต้านรับ

            นายทหารชั้นผู้น้อยต่างเสียดแน่นราวถูกอัดด้วยแรงกำลังสูงจนแทบกระอักโลหิตออกมา

          อา..นับว่าพวกข้าได้ตระหนักแล้ว อานุภาพแห่งศาสตราเป็นเยี่ยงนี้ !

            ทั้งที่กระบี่มิต้องกายเนื้อ ทั้งที่ทรงออมแรงให้ ยังหนักหน่วงถึงเพียงนี้ เหล่าอริข้าศึกทั้งหลายจึงย่อยยับได้ดังเช่นที่ประจักษ์มา

          เช่นนี้แล้วพวกเขาจะยังยื้ออยู่ได้เช่นไร คงต้องกลับไปทูลต่อองค์ไท่จื่อให้ท่านทบทวนดำรินี้เสียแล้ว

 

 

 

            เนตรเรียวงามทอดจับการสั่นกระเพื่อมของสุธารสในถ้วยทองคำใบน้อยเบื้องหน้า ก่อนยกพักตร์หันไปใน ทิศทางนั้น ช้าๆพลางถอดถอนลมหายใจ

            แท้แล้วพลังแห่งกระบี่นี้มิได้ส่งให้กับเหล่านายทหารโดยตรง ที่พวกเขาได้รับเป็นเพียงปลายผลของพลังนั้น ด้วยกระแสพลังที่แท้ถูกส่งมุ่งตรงไปยัง ตำหนักตะวันฉาย แห่งองค์ไท่จื่อ

          เจ้าช่างดื้อรั้นยิ่งนัก เจ้าที่คล้ายมิมีใดกลับดื้อรั้นได้ยิ่งกว่าซิงชิงน้อยเสียอีก

          มิใช่ว่าข้ามิรู้สึกอันใดต่อการรานร้ายหัวใจของเจ้า ทว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่มิสามารถให้กระทำตามหัวใจได้ในทุกสิ่ง โดยเฉพาะเจ้าและเขา ข้ามิเห็นหนทางที่จะเป็นไปได้เลย

            สายลมเย็นในอุทยานกว้างขวางร่มรื่นเวลานี้ มิอาจบรรเทาให้ความรุ่มร้อนในหทัยคลายลงได้

            องค์ไท่จื่อรำลึกถึงวารีผู้นั้นอีกครา..วารีที่ผิดแผกจากวารีโดยทั่ว

            แม้จะทรงรู้สึกว่าหยุนตวนนั้นมี บางสิ่ง ที่มิใช่ความต่ำต้อยเลย หากแต่วารีก็คือวารี ลวดลายบนกายของวารีนั้นคล้ายดั่งตราประทับแห่งวรรณะที่มิอาจสลัดทิ้งไปได้

            แม้ลี่คุนจะตรากฎเรื่องความเสมอภาค ทว่าในค่านิยมที่มีมายาวนานนั้นกลับมิได้เสื่อมคลายเลย แล้วยิ่งเชื้อพระวงศ์ด้วยนั้น มิอาจก้าวข้ามฐานันดรไปได้

            ครั้นเบือนพักตร์กลับมา จึงได้สบเนตรสีอ่อนของผู้ที่ประทับอยู่ตรงข้าม ให้ระลึกตนถึงว่ามิได้ประทับอยู่องค์เดียวที่จะให้สิ่งคิดฉายชัดออกมาได้

            เนตรสำราญซ่อนความฉงนไว้ใต้แววและใต้รอยแย้มกว้างใส

            ในความเรื่อยเฉื่อยนั้น องค์ชายจินหรงจวินกลับเป็นผู้มีวรยุทธ์ในขั้นสูงผู้หนึ่ง กระแสพลังปราณที่คละคลุ้งความกรุ่นโกรธนี้จึงมิผ่านการรับรู้ไปได้

            ทรงตรัสแช่มช้าเริงรมย์

            เรื่องใดกันหนอที่ก่อพายุหิมะลูกนี้ เจ้ารู้หรือไม่..ไท่หยาง

            อย่างน้อย การกระทำนี้ให้พวกเราได้รู้ว่านางยังมิใช่ไร้รู้สึกไร้ใจโดยสิ้นเชิง

            องค์ไท่หยางตรัสราบเรียบราวมิมีใดสลักสำคัญนัก

            ข้ามิเคยคิดว่านางไร้ใจ เป็นเจ้าที่มิใส่ใจ

            สุรเสียงกลั้วหัวร่อราวกล่าวเชิงเล่น

            ทว่าในความชิดเชื้อนั้น องค์ไท่หยางรับรู้ถึงนัยติติงที่แฝงอยู่ พักตร์จึงเจือสีขึ้น

            เบื้องลึกนั้น ลี่ไท่หยางไท่จื่อตระหนักชัดว่าผู้ที่คล้ายเป็นดั่งเชษฐาร่วมสายโลหิตนี้มิอาจดูเบาได้เลย ความคมเขี้ยวได้รับมาจากเสด็จลุงจินฉายเยี่ยนมามิใช่น้อย โดยเฉพาะท่าทีราวมิใส่ใจสิ่งใดในเชิงการงานนั้น กลับมิมีใดหลุดรอดไปได้

            ถ้อยความที่ตอบกลับมานี้ บ่งบอกถึงการเก็บรายละเอียดในความสัมพันธ์อันเนิ่นนานจนล่วงรู้ปรุโปร่ง

          แล้วในความละเอียดนั้นเล่า มีสิ่งใดเคลือบแฝงด้วยหรือไม่

            ท่านใส่ใจนาง ?..

            องค์ไท่จื่อตรัสเพียงเพื่อหันเหเนื้อนัยเดิมเท่านั้น

            ด้วยเป็นที่ล่วงรู้โดยทั่วว่า องค์ชายรัชทายาทแห่งจินคุน เป็นผู้นิยมความสุขสำราญจากสุราและนารีนัก จำนวนบุปผางามที่รายล้อมตอบสนองมีอยู่มากมายโดยมิได้ผูกใจด้วยอย่างแท้จริง

            ทว่าองค์ไท่จื่อยังคงเชื่อมั่นในน้ำใจของผู้เป็นดั่งเชษฐานี้ว่า แม้จะมีวาจาหยอกเย้าไปบ้าง ทว่ามิมีจิตคิดล่วงเกินขนิษฐาทั้งสองตามวิสัยผู้ชมชอบเด็ดดมบุปผา ด้วยทรงมองนางทั้งสองเป็นเช่นขนิษฐาร่วมสายโลหิตเช่นกัน

            ครั้นแล้ว หัตถ์เรียวที่แตะลงบนถ้วยชากลับพลันชะงักค้างการยกขึ้นเสวย เพราะถ้อยความที่มิคาดว่าจะเอ่ยออกมาจากอีกท่านนั้น

          ข้ารักเยว่อิง

            เนตรงามเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง ยกสบเนตรอีกฝ่ายที่ไร้แววสำราญเหลือเพียงความแน่วแน่จริงใจ ความหนักอึ้งในหทัยที่ปักแน่นมิคลายนั้น ครานี้เพิ่มเติมอีกเท่าทวีจนวรกายแข็งค้างดั่งศิลาก้อนใหญ่

            เมื่อทรงนึกถึงการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปแล้ว องค์ไท่จื่อพบว่าพายุหิมะก่อนหน้านั้นเป็นเพียงสายลมที่แผ่วเบาไปเสียแล้ว

            จินคุนและลี่คุนเกี่ยวดองทางการอภิเษกมาหลายชั่วคน แล้วเหตุใดข้าจึงมิได้รับพระเมตตาจากเสด็จอาเล่า..ไท่หยาง

            สุรเสียงนี้มิใช่การหยอกล้อที่คุ้นชิน เป็นคำตรัสที่จริงจังใคร่ได้คำตอบที่ชัดเจนเช่นกัน

          องค์ไท่จื่อผู้เปี่ยมปรีชากลับกลายเป็นโง่งมไปในการสนทนา

 

 

 

          หัตถ์กร้านแกร่งของผู้เคยออกสนามรบนับครั้งมิถ้วนขององค์ลี่หวงเทียนฮ่องเต้ขยับยกเพียงเล็กน้อย เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างล่าถอยจนหมดสิ้น เหลือเพียงองค์ประมุขที่ทอดพระเนตรมายังบุตรทั้งสองราวผู้ตัดสินคดีความ

            เนตรคมกริบแฝงพลังอำนาจอุ่นโยนอย่างที่ไม่ปรากฏต่อเหล่าขุนนาง เมื่อทอดไปยัง คู่วิวาท เช่นบิดาจับจ้องบุตรกระทำเรื่องซุกซนแล้วขุ่นเคืองต่อกัน

            องค์ไท่จื่อยังคงความสุขุม มีเพียงความหนักอึ้งในเนตรอ่อนโยนอย่างที่มิเคยเป็น เหลือบแลยัง คู่กรณี อย่างทั้งยังขุ่นข้องทั้งคิดใคร่งอนง้อ ในขณะที่อีกผู้นั้นคล้ายจะปั้นปึ่งแง่งอนผิดวิสัยเย็นชาเช่นเคยเป็นมา พักตร์เชิดทิ้งเนตรในที่ไกลมิเห็นสิ่งใดในสายตา

            มุมโอษฐ์แห่งองค์ฮ่องเต้ขยับยก คล้ายเห็นบุตรทั้งสองในร่างเยาว์วัยอีกครั้ง

            เจ้าทั้งสองกระทำราวทารกต่อยตีกันด้วยเรื่องใดกันเล่า ?

            ไร้คำพูดใดทั้งจากตะวันและจันทรา

            องค์ฮ่องเต้เอนองค์ทิ้งหัตถ์ลงบนท้าวแขนอย่างผ่อนคลาย จับจ้องความแง่งอนของทั้งสองที่มิเคยได้เห็นนับแต่พ้นพิธีในวัยสิบสี่ชันษา

          บุตร..จะมากวัยเพียงใดก็คือบุตร ล้วนต้องมีเรื่องราวให้ผู้เป็นบิดามารดาชำระความ

            พระบิดา..

            ครั้นเอ่ยคำแรก กลับเป็นเอ่ยพร้อมกันขึ้นมา ต่างจึงต้องชะงักงันหันใบหน้าสบหากันแล้วหยุดอึ้งไป

            พระบิดา..

            เป็นองค์หญิงลี่เยว่อิงที่ชิงตรัสอีกคำก่อนเมื่อเห็นเชษฐาเตรียมทูล เชิดพักตร์หยันส่งให้

            องค์ลี่หวงเทียนสรวลในลำคอ เอ็นดูกับการมุ่งเอาชนะกระทั่งในสิ่งเล็กๆราวเด็กน้อยของนาง กิริยาเช่นนี้ไหนเลยที่พระองค์คาดว่าจะได้ทรงเห็น การผ่อนปรนจากความเย็นชาที่เคยได้รับนับแต่หลังพิธีเสี่ยงศาสตราเช่นนี้ ทำให้ผู้เป็นบิดาหทัยอ่อนอุ่นลง ใคร่อยากตามใจเพื่อสนองตอบนาง

            ว่ามาเถิด ลูกสาวของข้า

            สุรเสียงอ่อนโยนในความห้าวกังวานแบบบิดานั้น ก่อการเสียดลึกในหทัยของร่างน้อย มีความโหยหาประดังขึ้นมาจนหัวใจคล้ายจะล้าร้าว หลุบมองหัตถ์ใหญ่แข็งแกร่งนั้นด้วยเคยวาดหวังให้ได้รับการปลอบประโลมเช่นน้องน้อยบ้าง ทว่ากลับมิเคยได้ดังปรารถนา

            การกวาดล้างที่ผ่านมา ข้ากระทำให้พอพระราชหฤทัยหรือไม่

            เสนาะใสเย็นไร้ความรู้สึกใดใดเมื่อนึกได้ถึงความมิเคยสมดังหวัง หากแต่ผู้เป็นบิดาตีความว่าเป็นการเรียกร้องเพื่อให้ได้คำชี้ขาดว่านางเป็นฝ่ายถูกต้องกว่าองค์ไท่จื่อเช่นทารกน้อยชิงเอาหน้า

            ข้าพอใจยิ่งนัก เจ้ามิเคยทำให้บิดาผิดหวัง

            ตรัสเจือสรวลหนักในลำคอด้วยสบสมหทัยในสิ่งนึกและเอ็นดูต่อท่าทีนั้น

            หากเช่นนั้น ย่อมหมายถึงข้ามิได้ย่อหย่อนในหน้าที่ ดังนี้แล้ว..

            พักตร์งามเชิดขึ้น ถ้อยความที่เปล่งต่อมีความตัดพ้อจมลึก

            หากว่าข้าจะกระทำสิ่งที่ใจปรารถนาบ้างเล่า

            ศาสตรา..เจ้าย่อมอยู่เหนือทุกสิ่ง

            พักตร์แห่งราชาพยักช้าๆรับความนั้น

                “อานุภาพของเจ้ากระทำให้กับลี่คุนมากนัก และลี่คุนยังมีสิ่งให้เจ้ากระทำอยู่มิใช่เพียงเท่านี้ ด้วยลี่คุนต้องขยายความเกรียงไกรไปให้สุดขอบแดนจรดฟ้า ทั่วพิภพจะต้องขึ้นกับลี่คุน

          จะมิมีวันจบสิ้นเลยหรือไร..

            องค์หญิงลี่เยว่อิงสะท้านร้าวภายใต้เกราะน้ำแข็งที่เย็นนิ่ง กระทั่งเนตรคู่งามยังมิสื่อความมีชีวิต

            กลับเป็นองค์ไท่จื่อเองที่วรกายไหว จนต้องกลบเกลื่อนด้วยการก้าวหันไปด้านข้าง กระทำคล้ายว่ายังขุ่นใจในอีกฝ่าย แท้แล้วในหทัยรับรู้ถึงการปริแตกภายในร่างบาง

          ดำรัสของพระบิดานี้เท่ากับจองจำนางไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

            แล้วเจ้าเล่า..ไท่จื่อบุตรชายของข้า คำสั่งของเจ้าที่กระทำกับตำหนักจันทรานั้นด้วยเหตุใดกัน

            ข้าเพียงหมายกระตุ้นเตือนให้นางลดการกระทำที่..เอ่อ..เลยเถิด..ลงบ้าง

            องค์ไท่จื่อตรัสเบา มีความอัดอั้นในคำที่เอ่ย

            ขนงหนาเข้มบนพักตร์ทรงอำนางเลิกขึ้นสูง รอคอยการอธิบายความ

            อย่างไรเล่า นางกระทำสิ่งใด

            ทรงรุกถามเมื่อเห็นอาการอึ้งงันราวมิอาจกล่าวโดยง่ายนั้น

            นาง..

            องค์หญิงลี่เยว่อิงคงพักตร์ยะเยือกมิแปรเปลี่ยน หัตถ์น้อยกำเข้าหากันอย่างพร้อมเผชิญทุกสิ่ง

            พักตร์หยกยกเงยขึ้นส่องสบพระบิดา มิได้ชำเลืองแลร่างน้อยด้านข้าง

                “นางมิยอมอยู่ในแผนรบเลยสักครา นับแต่ขึ้นดำรงเป็นแม่ทัพแทนข้า

            กล่าวจบจึงก้มพักตร์ลงลอบระบายลมหายใจ..จะอย่างไรก็มิอาจหักใจทูลให้นางได้รับราชภัยได้

            องค์หญิงลี่เยว่อิงเหลือบเนตรไปยังเชษฐาก่อนหลุบลงเบื้องล่าง

            องค์ฮ่องเต้สรวลกึกก้องโถงกว้าง พลางส่ายพระพักตร์ไปมา ทรงขบขันยิ่งนักกับการตั้งแง่ของผู้เคร่งครัดวินัยเป็นที่สุด กับผู้เอาแต่ใจตนเป็นที่สุด

            ไท่จื่อ..ไท่จื่อ..เจ้าลืมเลือนไปเช่นนั้นได้อย่างไร การหล่อเลี้ยงอานุภาพแห่งดาวศุภฤกษ์ของพวกเจ้านั้นล้วนต่างมีเฉพาะตน เช่นเจ้า..ที่ต้องเข้ารับการจารพระเวทย์จากท่านผู้พยากรณ์ในทุกสามสิบวัน

ซิงชิงนั้นเล่า นางต้องอยู่ในความงดงามสมบูรณ์พร้อมตลอดเวลา..

            ทรงหยุดเล็กน้อย ก่อนตรัสช้าๆเพื่อยังความแก่องค์ไท่จื่อผู้ลืมเลือน

            ศาสตรานั้น..มิอาจควบคุม มิอาจให้ตกใต้การกำกับใดใด มิเช่นนั้น อานุภาพแห่งนางจะบั่นทอนลง

            ยามนี้ อา-นุ-ภาพ แห่งนางนั้นมากมายนัก มากจนข้า คิด-มิ-ถึง

            คำตรัสที่ทั้งเน้นคำ ทั้งใส่ความกระทบกระเทียบ ส่งให้เนตรคู่งามของผู้น้องตวัดทิ้งใส่

            กระบวนท่าเพลงกระบี่ของข้าที่ได้คิดค้นขึ้นมาใหม่เปล่ง อา-นุ-ภาพ ดังใจท่านหรือไม่เล่า

            นางเอ่ยถึงการส่งปราณกระบี่ไปยังตำหนักตะวันฉายเพื่อ เอาคืน การส่งกองกำลังมายังตำหนักของนาง

            องค์ฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์เป็นคำรบสอง เมื่อเห็นอาการ ตั้งท่า อีกครั้งของทั้งสอง

            เอาเถิด ไท่จื่อ..เจ้ายกเลิกการควบคุมนางเสีย ศาสตรา..เจ้าเองอย่าได้ขุ่นเคืองต่อพี่ของเจ้าอีกเลย

            วรกายสูงหนาขยับตรงสง่างาม บอกให้รู้ว่าการตัดสินนี้เป็นอันถึงที่สุดแล้ว

            องค์หญิงลี่เยว่อิงละจากห้องวิจิตรแห่งนั้นแล้ว เหลือเพียงองค์ไท่จื่อที่มีดำรัสให้รั้งรอเพื่อปรึกษาบางเรื่องก่อน

            ร่างบางลับตาไปครู่ใหญ่ องค์ฮ่องเต้ทรงลุกก้าวลงจากที่ประทับช้าๆ ก้าวผ่านองค์ไท่จื่อไปหยุดทอดพระเนตรขุนเขานอกพระบัญชรกว้างใหญ่ ตรัสด้วยสุรเสียงเบาทว่าเปี่ยมอำนาจแห่งราชา

          ไท่หยาง กล่าวมาให้สิ้น !”

            พระบิดา..

            ลี่ไท่หยางไท่จื่อระบายลมหายใจยาวในความเท่าทันขององค์พระบิดา พักตร์งามราวหยกหม่นด้วยอัดอั้นคับข้องยิ่งนัก ทรงตกในความตริตรองเป็นครู่ ก่อนตัดสินพระทัยเลือกตรัสตอบ

            นางลอบเข้าปาซา

            องค์ฮ่องเต้หันพระวรกายกลับพลันเมื่อสดับความที่มิคาดคิด เนตรมีความฉงนและตื่นตัวฉายชัด กระนั้นยังปรากฏรอยแย้มที่ต้องหทัย

                องค์ไท่จื่อตรัสทูลเรื่องที่ได้รับการบอกเล่าจากองค์หญิงลี่เยว่อิง ละความในส่วนของ ผู้ติดตาม ไว้

            ‘เรื่องนั้น ลูกขอกระทำด้วยตนเองเถิด มิอาจกราบทูลให้ทรงทราบได้ ลูกมิอาจให้น้องต้องราชภัยได้

            นางกระทำในสิ่งที่ข้าและเจ้าคาดเดามิถึงเสมอมิใช่หรือ

            ขนงหนาเข้มเลิกสูง แย้มสรวลบาง

            นางมิเคยกระทำให้ข้าต้องผิดหวังเลยสักครั้ง การกระทำนี้แม้ทระนงไร้การควบคุมไปด้วยมิแจ้งต่อเจ้าก่อนออกนอกแคว้น ทว่า..นางคือศาสตรามิใช่หรือ ศาสตราย่อมอยู่เหนือการควบคุมใดใด และนาง..

            สรวลสำราญด้วยสบสมหทัยนักก่อนตรัสต่อ

            กระทำเรื่องที่ดังใจข้านัก

          นางเกินกล่าวว่า เหนือการควบคุม ไปมากชั้นแล้ว..บิดาของข้า

            องค์ฮ่องเต้สบพักตร์ยุ่งเหยิงด้วยสิ่งที่ตกอยู่ในใจขององค์ไท่จื่อ ตรัสอ่อนโยน

            นางเป็นดั่งนางพยัคฆ์ที่ปราดเปรียวและอิสระเกินผู้ใด ไท่หยาง..ยกให้นางไปเถิด ลี่คุนยังต้องอาศัยนางอีกมาก ให้นางได้ดังใจ หล่อเลี้ยงนางไว้

            ท่านกล่าวเช่นนี้ด้วยมิได้ทราบถึงในอีก ความอิสระ ของนาง

            องค์ไท่จื่อลอบกล่าวในใจ

            เนตรทรงอำนาจเรืองรองเปล่งแสงกล้ายามตรัสด้วยสุรเสียงเคร่งขรึมและมาดหมายต่อการณ์ข้างหน้า

            จับตาดูปาซาให้ใกล้ชิด พร้อมทั้งตระเตรียมกองทัพให้พร้อมกระทำการได้ในทุกเมื่อ อาจบางที..ข้าจะต้องชิงรุกถอนโคนปาซาเพื่อตัดการเติบกล้าของพวกมันในเร็ววันนี้ !”

            แม้จะตรัสด้วยความเฉียบขาดตามวิสัยนักรบเช่นนี้ ทว่าในหทัยกลับดำริถึงคำกล่าวยับยั้งที่เคยได้รับก่อนเคลื่อนทัพเข้าสมทบกับจินคุน

            และเพราะคำยับยั้งนี้เองที่ทำให้วางมือต่อการสกัดกั้นการลี้ภัยของพระชายาแห่งปาเหอหนันทั้งที่ในเวลานั้นหากจะกระทำก็สามารถกระทำได้

          แม้ข้าจะเปิดทาง แต่พวกท่านกลับยังต้องจบสิ้นด้วยโชคชะตาโดยแท้

            เนตรทรงอำนาจเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ซ่อนซ้อนในหนก่อน

 

          ในเวลานี้ ใครคือผู้นำของชาวปาซา ข้าใคร่รู้นัก

 




*****  มาได้ครึ่งเรื่องแล้วค่ะ

           ขอบคุณทุกๆคนมากนะคะที่ติดตามอ่านและให้กำลังใจ


           มีเสียงฝากคนรู้จักมาบอกว่า .. อ่านไม่รู้เรื่องเลย ภาษาเข้าใจยาก ... -_-'

           แอบอึ้งแอบน้ำตาตกนิดนุง 

           แต่ยอมรับทุกประการค่ะ

           เลยทำให้คิดหนักเหมือนกันว่าเราผิดทางตั้งแต่เริ่มแรกเลยหรือเปล่า

           คืองี้ค่ะ เราเขียนไว้สองแนว เรื่องนี้เป็นภาคแรกที่อยู่ในยุคจีนโบราณ 

           เราเลยใช้สำนวนการเขียนในแนวนิยายจีนเก่าๆ

           ส่วนภาคต่อ (ตอนนี้เริ่มๆไปบ้างแล้วค่ะ - ยังกะคนนิยมล้นหลามเลยเน๊อะ กล้ามีภาคต่อ 55555)

           เป็นยุคปัจจุบันที่เราใช้สำนวนแบบในชีวิตประจำวันค่ะ


           ไม่รู้ว่าเป็นการเลือกการใช้สำนวนที่ถูกต้องเหมาะสมหรือเปล่า

            อยากฟังเสียงหลายๆคนด้วยค่ะ ว่าน่าจะเป็นยังไงดี

           ตอนนี้เวลาอัพตอนเพิ่มเลยออกจะเกร็งเล็กน้อย (ปาดเหงื่อ) ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

97 ความคิดเห็น

  1. #60 He ! Ya (@peachoffires) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 08:03
    ไรท์ มีภาคต่อหรอออ ต่อเลยๆๆ รออ่าน ดีใจเว่อค่าา
    #60
    1
    • #60-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 35)
      19 ธันวาคม 2560 / 13:34
      ขอบคุณมากๆค่า FC ที่เหนียวแน่น ^^
      #60-1
  2. #52 ขจอน (@21siam) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 11:17
    อ่านรู้เรื่องแแล้วค่ะ แต่งสนุกมาก มีภาษาเป็นของตัวเองเอกลักษณ์ดีค่ะ ติดตามๆ
    #52
    1
    • #52-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 35)
      1 ธันวาคม 2560 / 12:11
      ขอบคุณมากค่ะ ^^
      อย่าทิ้งกันน้าาา
      #52-1
  3. #51 Ole (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 23:16
    อ่านง่ายเข้าใจดีค่ะและจะติดตามภาคต่อๆไปค่ะ
    #51
    1
    • #51-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 35)
      1 ธันวาคม 2560 / 12:10
      ขอบคุณมากค่ะ ^^
      จะพยายามพัฒนาให้มากๆขึ้นค่ะ
      #51-1
  4. #50 123Toomtiom (@123Toomtiom) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 12:35
    ภาษาสละสลวยอย่างนี้ อ่านแล้วสนุกกว่านะครับ แม้จะไม่เข้าใจในเนื้อหาบางส่วนนิดหน่อย แต่โดยรวมก็สนุกรีดน้ำตาฆ่าคนเป็นโรคหัวใจได้ง่ายๆเลยครับ
    #50
    1
    • #50-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 35)
      1 ธันวาคม 2560 / 12:09
      ขอบคุณมากค่ะ ^^

      ในส่วนของเนื้อหามีที่ต้องปรับปรุงในจุดไหนบ้างคะ :)
      ยินดีรับฟังข้อชี้แนะในทุกจุดค่ะ
      #50-1