ศาสตราจันทรา (จบภาค)

ตอนที่ 5 : สิ่งใดกันเล่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 398
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    7 ส.ค. 60

 

                                            ชีวิตเราต่างล้วน    ยืมมา

                                      ใครเล่าอยู่ค้ำฟ้า          ไม่สิ้น

                                      แล้วไยจึ่งยึดหา           ติดบ่วง

                                      หาห่วงหาทุกข์ดิ้น        รนแล้ว สุขหรือ?

 

 

 

          บทเรียนที่เฉียงคุนได้รับนี้ช่างหนักหนาจนฟ้ายังร่ำไห้

            ใต้หล้าได้ประจักษ์สัมฤทธิ์แห่งการทำลายล้างของศาสตราจันทราอีกคราแล้ว การจาบจ้วงกำเริบขององค์ชายแห่งเฉียงคุนส่งผลให้อาณาจักรยิ่งใหญ่รองจากลี่คุนถึงกาลล่มสลายในชั่ววันกับคืน สองปีที่ผ่านมา การกวาดล้างน้อยใหญ่ใต้นามศาสตราจันทราล้วนเป็นเรื่องสะเทือนขวัญ ยิ่งเล่าขานยิ่งเพิ่มเติมความโหดเหี้ยมอำมหิตจนวิปริตผิดมนุษย์ไป

            ศีรษะขององค์ชายแห่งเฉียงคุนที่ถูกตัดเก็บรักษาชั่วคราวในไหน้ำผึ้งถูกนำออกมาเสียบประจาน ณ.ลานเลือดหลังการกวาดล้าง เพื่อบอกกล่าวย้ำให้ทุกผู้ตระหนักใคร่ครวญให้ดีหากหมายคิดลอบลักพาองค์หญิงดาราดวงแก้วแห่งลี่คุน

          เมื่อทัพลี่คุนเคลื่อนย้ายกองกำลังกลับแล้ว เงาร่างหนึ่งก้าวมาประสานตากับดวงตาเบิกค้างไร้แววขององค์ชายแห่งเฉียงคุน เสียงหึห้าวคล้ายเยาะหยันคล้ายพึงใจดังจากลำคอนั้น

 

 

 

          ไปที่ใด ?..

            ทุกคราหลังการกวาดล้าง นางจะให้องค์ชายไท่หยางนำทัพกลับล่วงหน้าไปก่อน ส่วนนางจะเปลี่ยนจากเกราะกล้าเป็นอาภรณ์สามัญ พกพาเพียงกระบี่เล่มเดียวเพื่อใช้เวลาเป็นส่วนตัวสักสองสามวันก่อนที่จะกลับ นางย่อมมีเหตุผลของนางถึงการกระทำเช่นนี้ หากแต่ไม่เคยเอ่ยเล่าขานให้ผู้ใดฟัง เพียงส่ง ของขวัญ ถึงพระบิดาเพื่อย้ำชัดว่านางตระหนักในสถานะของตนเองเป็นอย่างดี สถานะที่เหมือนสิ่งล้ำค่าของแผ่นดิน หากแต่กับนางแล้ว..

            หน้างามแหงนหงายต้องแสงสนธยา ใบหน้าสงบนิ่งราวเป็นเพียงรูปสลักงาม ลึกในเนตรงามมีความทดท้อซุกซ่อน

            ข้าต้องการการชำระล้าง..

            กลิ่นคาวโลหิตยังคงอวล ร่างนางชุ่มโชกราวโลหิตเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหนังที่สลัดหลุดมิได้

          ความพิสุทธิ์ใสของธารกว้างเท่านั้นที่พอจะประโลมว่านางยังหลงเหลือจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง

 

 

 

          ยามวิกาลกลางป่าเช่นนี้ย่อมต้องเป็นสถานที่สงบเงียบอย่างยิ่ง ธารใสสายนี้ช่างงดงามใต้แสงจันทร์กระจ่าง ความเย็นฉ่ำของสายน้ำที่ห่อหุ้มกายเมื่อครู่และความเงียบงันนี้ นำความผ่อนคลายมาช่วยปลดปล่อยนางจากทุกความรู้สึกได้ดียิ่ง

            องค์หญิงศาสตราเอนกายบางกับต้นไม้ใหญ่ จมลึกกับภวังค์ในความเงียบนี้จนมิคิดจะหาที่ค้างแรมในเมืองเล็กที่อยู่ถัดไป ใช่ว่ามิเคยพำนักกลางป่าเพียงผู้เดียว ทุกสิ่งล้วนขึ้นกับความพึงพอใจของนาง

            มิได้ถูกรบกวนยามสรงสนานกลางลำธาร ทว่ามิได้รอดพ้นในยามปล่อยวาง แม้เป็นกลางป่ายามสงัดเช่นนี้ เนตรงามลืมขึ้นรับภาพใบหน้าผู้ลืมตายตรงหน้า พักตร์งามคงนิ่งสนิท

            ผู้ร่าเริงอย่างไรก็เป็นผู้ร่าเริงที่ไม่รู้ร้อนหนาวกับเนตรคู่งามที่ส่งประกายกระบี่คมกล้าพุ่งตรงมา นางมิได้อยู่ในภาวะที่อยากพบปะผู้ใด แม้จะยังจดจำน้ำใจวารีผู้นี้ได้อยู่

            โฉมงามของข้าต้องการพบข้า ? วารีร่างใหญ่ยังคงแย้มยิ้มกล่าวเสียงเริงรื่น

            ผู้ใดบอกกล่าวว่าข้าต้องการพบเจ้ากัน

            นี่คือเส้นทางกลับเรือนของข้า เห็นเจ้าคล้ายรั้งรอผู้ใด ข้าจึงคิดว่าเจ้าติดใจในสุราและต้องการอีก จึงมาดักรอข้า

            กล่าวพลางปลดเชือกถักที่รัดรอบไหดินเผาบนบ่ามาถือไว้

       “เจ้าโชคดีนัก วันนี้ข้ายังเหลือสุราอยู่บ้าง พอปันให้กับเจ้า

            ข้ามิต้องการสุรา นางกล่าวเสียงเย็น ข้าต้องการความสงบ

            เช่นนั้นเจ้ายิ่งต้องสุรา และ..ตัวข้า รอยยิ้มนั้นกว้างขึ้น เอ่ยต่อ ที่เจ้าต้องการคือความสงบของใจเจ้า มิใช่ความเงียบสงัดของป่าเขา สุราของข้าจะช่วยให้เจ้าผ่อนคลาย ตัวข้าจะรับฟังทุกเรื่องราวจากเจ้า ให้เจ้าได้ปลดปล่อยและปล่อยวาง

            อย่าได้กล่าวเพ้อเจ้อล้อเล่นกับข้า พักตร์งามพิลาสเชิดสะบัดไปอีกทาง

            คนเพ้อเจ้อหัวร่อบางเบาหันกายไปทรุดนั่งลงบนพื้น วางไหสุราไว้ข้างกายเงยหน้าคมคายรับแสงกระจ่างของดวงจันทราพลางเอ่ย

            จันทร์คืนนี้งดงามยิ่งนัก ร่วมดื่มสุราและชมจันทร์ด้วยกันเถิด..

            องค์หญิงลี่เยว่อิงเอียงศีรษะจับจ้องใบหน้าผู้นั้น รอยแย้มเยือนที่บ่งบอกความรื่นรมย์ใสซื่อให้ความรู้สึกไว้วางใจอย่างประหลาด ทว่านางยังติดในสิ่งที่คงตกค้าง นางเพิ่งได้พบผู้ที่สามารถหลบกระบี่ของนางได้มากครั้งถึงเพียงนี้

            ร่างสูงใหญ่นั้นดูสงบนิ่งมุ่งมองแต่เบื้องบนอย่างดื่มด่ำ ยกไหสุราข้างกายขึ้นดื่มอึกใหญ่

            เจ้าชมชอบดวงจันทร์เพียงนี้ ? นางคล้ายกล่าวกับเขาทั้งคล้ายกล่าวกับตนเอง

            ใบหน้าชายหนุ่มราวตกในห้วงฝัน เอ่ยตอบช้าๆ

            ดังที่เคยกล่าวกับเจ้า..

            ใบหน้านั้นลดต่ำลง หันมาสบเนตรงามแน่วนิ่ง นัยน์ตาคู่นั้นคล้ายมีแสงประหลาดเรื่อเรือง

       “..ข้าลุ่มหลงต่อดวงจันทร์ยิ่งนัก

            เขาย่อมหมายถึงดวงจันทร์บนท้องฟ้า

            หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ ทว่ากลับรู้สึกร้อนรุ่มไปทั่วร่างกับสายตาเช่นนั้นของอีกฝ่ายจนนิ่งไปครู่หนึ่ง

            กระทั่งนางเพิ่งเอ่ยเพียง..ข้า..ชายหนุ่มกลับเอ่ยต่อ

            หากเจ้ามิมีใดต้องรีบเร่ง มานั่งสนทนากันสักครู่เถิด

            กล่าวจบก็หันใบหน้ากลับไปเหม่อค้างกับเบื้องบนพลางยกไหสุราขึ้นดื่มมิกล่าวความใดอีก

            ร่างบางคงนิ่งจับจ้องอีกฝ่ายตริตรอง ..เขาคงจะนั่งอยู่ตรงนี้เพียงครู่ก่อนกลับเรือน ข้าเองคิดจะพักค้างที่นี่อยู่ก่อนแล้ว สนทนาสักเล็กน้อยจะเป็นไร อาจได้จบความโดยเร็วให้เขาได้ไปเสีย..ดังนี้ นางจึงก้าวมาทรุดกายลงนั่งด้านข้างห่างออกมาสักช่วงแขน

            ดวงจันทร์งดงามดังเขากล่าว นางเหม่อมองจนล่องลอยไปในความสงบนิ่ง แสงจันทร์จับต้องใบหน้านวลงามนั้น ยิ่งเพิ่มความผุดผาดจนผู้ลอบเหลือบมองยิ่งเพิ่มแววลุ่มหลงในดวงตา

            นางหันมองลำแขนใหญ่กำยำที่ยกไหสุราส่งให้กับนาง ทั้งที่ใบหน้าคงจับจ้องบนฟ้าราวเกรงว่าดวงจันทร์จะลับหายหากละสายตาในเสี้ยวเวลานั้น องค์หญิงสูงศักดิ์นิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนรับมาจิบช้าๆแล้วยกไหสุราขึ้นมอง

            สุราไหนี้เพิ่มน้ำผึ้งอีกเล็กน้อย หอมหวานกว่าที่เจ้าเคยดื่มใช่หรือไม่

            นางก้มศีรษะรับโดยมิใส่ใจคิดว่าเขาจะรับรู้การตอบรับของนางด้วยหรือไม่

            สุราไหนี้หวานกลมกล่อมรสชาติดียิ่ง จากเดิมที่นับว่าเป็นสุรารสดีแล้วครั้งนี้กลับยิ่งชวนลิ้มลองกว่า ทำให้นางยกขึ้นจิบอีกครั้งก่อนส่งกลับคืนให้

          สุราที่หอมหวานกว่า ดื่มได้เพลิดเพลินกว่า และให้ฤทธิ์เมามายที่มากกว่า

            จากที่ว่าจะสนทนาเพียงเล็กน้อยกลับกลายเป็นนางและเขายังคงสนทนาอย่างต่อเนื่อง ไหสุราว่างเปล่าไหแรกกลิ้งวางอยู่ใกล้ปลายเท้า สุราเพียงเท่านี้มิมีผลใดกับชาววารีที่คุ้นชินกับการดื่มกินเลย นัยน์ตาคมปลาบคล้ายไม่จับจ้องสนใจนางนักทำเพียงสนทนานำความไปเรียบเรื่อย นางนั้นเล่า..มิใช่ผู้นิยมการดื่มกินสรวลเสเนื่องเพราะวางตนเย็นชามิคบหาผู้ใด กลับวางใจในวารีผู้นี้โดยมิรู้ตัว

            เรื่องของผู้คนบนโลกบางเรื่องนั้นก็คล้ายมิมีเหตุผลให้ว่ากล่าว

            เหตุใดคนผู้หนึ่งเกลียดชังคนอีกผู้หนึ่งแต่แรกพบ

            เหตุใดกลับสนิทใจกับอีกผู้แต่แรกพบพาน

            หรือเพราะคนเราล้วนโหยหาชิ้นส่วนที่หายไปมาเสริมต่อให้เติมเต็ม

            สุราไหที่สองพร่องไปแล้วเกินครึ่ง พวงแก้มงามเปล่งสีเข้มให้เห็นใต้แสงจันทร์สว่าง เนตรโศกเริ่มจุดรอยฝันคว้าง ผ่อนคลายและปล่อยวางมากขึ้น

            วิถีชาววารีดูคล้ายสงบสุขยิ่งเกินเผ่าใด คล้ายพวกเจ้ามิแสวงหาต้องการสิ่งใดกันเลย นางเอ่ยขึ้นตอนหนึ่งระหว่างสนทนา พวกเจ้ามิเบียดเบียน มิแข่งขันเอาดีกับผู้ใด ?

            แล้วเหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า ? แข่งขันแย่งชิงเพื่อสิ่งใด ? กระทำเยี่ยงนี้แล้ว..มีความสุขมากขึ้นหรือไม่ ? ท้องอิ่มมากขึ้น ? ฟูกนอนนุ่มให้หลับสบายขึ้น ? ได้และเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ?

            ใบหน้าคมคายประดับรอยยิ้มเยี่ยงทารกผู้อิ่มเอมไร้อนาทรสิ่งใด

            โฉมงามของข้า ในป่ามีพืชผล ในน้ำอุดมด้วยมัจฉา สิ่งนี้เพียงพอแก่การยังชีพแล้ว ข้าจะยังต้องการสิ่งใด

            โฉมงามของข้า แต่ละวันข้าฟังเสียงวิหคคลอเพลง เฝ้ามองเมฆเริงระบำ ก็แสนบันเทิงนัก ใต้ท้องฟ้านี้มีทั้งร้อนหนาวให้เรียนรู้ต่อการอยู่รอด ข้าเพียงฝึกฝนตนเอง ไยต้องแข่งขันกับผู้ใด

       โฉมงามของข้า ละวางสิ่งหนึ่ง คือไร้ทุกข์ได้หนึ่งสิ่ง ในหนึ่งวันที่เจ้าสุข คือหนึ่งวันที่ดีงาม วันใดเจ้ายึดติดสิ่งทุกข์ คือวันที่เจ้าสูญเสียช่วงเวลาที่ดีงามของชีวิตไปเสียแล้ว

            โฉมงามของข้า บางสิ่ง..ที่เจ้ายังมิอาจละวางได้ จะด้วยเหตุใดก็ตาม เจ้าก็คงต้องยอมรับ เรียนรู้กับการแบกรับด้วยหน้าที่ในช่วงเวลานั้น เมื่อสิ้นสุดแล้ว ละวางเสียเถิด อย่าได้จมจ่อในสิ่งที่แล้วไปนั้น จนไม่เหลือความเริงรมย์อื่นใด

            โฉมงามของข้า ไม่มีใดคงความเป็นนิรันดร์ ทุกสิ่งกรายเข้ามา สักวันย่อมจากไป เพียงเจ้าต้องอดทนรอคอย อย่าจมลึกในสิ่งใดเลย เพื่อเจ้าจะได้เท่าทัน เมื่อวันปล่อยวางนั้นมาถึง

            หรือเจ้าจะบอกว่า เจ้าไร้ต้องการ ไร้สิ่งปรารถนา เจ้าไม่ใฝ่ฝันถึงสิ่งใดเลย หรือเจ้าเป็นโพธิสัตว์ ตัดแล้วซึ่งทุกสิ่ง ?

       นางคล้ายจะฟุ่มเฟือยวาจาไปแล้ว อีกทั้งยังนึกสนุกยั่วเย้าด้วยฤทธิ์เมรัย แย้มยิ้มที่น่ารักของนางเรียกความรู้สึกเอ็นดูจากคนตัวใหญ่จนกลายเป็นเสียงหัวร่อที่อุ่นโยนยิ่งนัก

            มิใช่เลยโฉมงามของข้า ข้ายังมีสิ่งหนึ่งที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างแน่นหนา อีกทั้งยังปรารถนาในสิ่งนั้นเกินผู้ใด ทั้งปรารถนาทั้งใฝ่ฝันใคร่ได้ครอบครองอย่างยิ่ง

            นางเอียงใบหน้ารอให้เขากล่าวต่อ

            ความใฝ่ฝันของข้าละหรือโฉมงามของข้า เมื่อครั้งที่ข้ายังคงเป็นเด็กน้อย ข้ามีความต้องการที่มากมายหลายสิ่ง ล้วนเป็นความต้องการของการเล่นสนุกสนานเสียสิ้น จวบจนข้าเติบโตขึ้น ข้าได้รู้ว่า ชีวิตของข้ามิได้ต้องการสิ่งใดเลย นอกจากสิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้น

            สิ่งใดเล่าที่เจ้าต้องการ ? เสนาะเสียงใสกล่าวเย้าพลางหัวร่อบางเบาด้วยให้ครึ้มใจมิใช่ต้องการคำตอบจริงจัง ยกไหสุราขึ้นดื่ม แก้มนวลงามสีจัดขึ้น

            วารีร่างใหญ่เพียงชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้ายิ้มรับเสียงเย้านั้น หญิงสาวร่างโอนเอนเล็กน้อยขณะยืนขึ้น ยกมือทำท่าคล้ายคว้าจับ หันมาทำสีหน้าล้อเลียน

            นี่เป็นสิ่งยากสำหรับข้า มิอาจช่วยเหลือเจ้าได้ ดวงจันทร์นั้นสูงนัก

            เช่นนั้นข้าจะช่วยยกให้เจ้าสูงขึ้นดีหรือไม่

            กล่าวมิทันจบความ ร่างสูงใหญ่นั้นก็ผลุดลุกตรงเข้ามายกร่างบางน้อยนั้นขึ้น หัวร่อพลางกล่าว

       “เจ้าบินได้หรือไม่ บินขึ้นไปคว้าจับดวงจันทร์ให้กับข้า

            เสียงหัวร่อใสและเนตรหวานฉ่ำกว่ายามปกติบนใบหน้าผุดผาดที่เรื่อสีนั้นชวนมองยิ่งนัก นางกางแขนออกกว้างราวจะโผบิน

            เจ้าต้องยกข้าให้สูงกว่านี้

            ร่างเล็กถูกยกขึ้นสุดแขนของคนตัวใหญ่ หมุนไปรอบๆ เสียงหัวร่อสองเสียงผสานกันท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าลึก

            ชายหนุ่มลดแขนลงมาให้ใบหน้างามนั้นอยู่ในระดับเดียวกับเขา

            นางสะบัดศีรษะไปมาเบาๆขับไล่ความง่วงงุนที่เริ่มเข้ามา พักตร์ละมุนยามที่ไร้หน้ากากน้ำแข็งสุกปลั่งท่ามกลางแสงจันทร์นวลตางามราวภาพฝัน นางส่งสายตาเลื่อนลอยหวานซึ้งมาเขย่าหัวใจให้เจ้าของแขนคู่ใหญ่สะท้านไหว

            เจ้ามิต้องการให้ข้าคว้าจับดวงจันทร์ให้แก่เจ้าแล้ว ?

            เนตรงามสบพร้อมเสียงใสหวานฉ่ำเท่ากับรอยยิ้มของนางยามนี้

            ข้ามิได้ต้องการดวงจันทร์ที่อยู่บนฟ้า

            เสียงทุ้มนุ่มนวลเอ่ยอย่างใหลหลง ความแผ่วเบาตอนท้ายบ่งบอกบางสิ่งเกินกว่าคนที่เริ่มงุนง่วงเพราะฤทธิ์เมรัยจะไหวรู้ จึงทำเพียงใช้ดวงตาที่เริ่มหรี่ปรือจับจ้อง ยิ้มเลื่อนลอยกล่าวออกไปโดยมิรู้ตัว

          เช่นนั้น..ก็จับดวงจันทร์ในมือของเจ้าให้มั่น

 

 

 

          เสียงวิหคยามเช้าปลุกสำนึกการรับรู้อย่างแช่มช้า กลิ่นของอากาศยามเช้าที่สดชื่นเช่นนี้ ยากจะให้ฝืนลืมตาตื่น เนตรงามปรือขึ้นรับแสงแรกยามอรุณ ก่อนสัมผัสการรับรู้อื่นๆเริ่มบ่งบอกเรื่องราว

            องค์หญิงร่างน้อยขยับร่างตนเองให้สุดแสนเบา เกรงว่าเจ้าของอกกว้างที่นางซุกซบยามหลับใหลจะรู้ตัวตื่น เพราะหากเป็นเช่นนั้น นางมิรู้จะวางสีหน้าเช่นไรที่หลับใหลบนร่างบุรุษเพราะเมามายได้ถึงเพียงนี้

          นี่ข้ากระทำตัวเหลวไหลได้ถึงเพียงนี้

            องค์หญิงคนงามพักตร์ขึ้นสีโดยมิต้องอาศัยสุรา ร่างบางที่ผุดขึ้นนั่งเหลียวมองรอบกายที่เป็นเป็นป่าลึกยากหาผู้คนเดินทางผ่าน ปลายเท้ามีไหสุราว่างเปล่าทั้งสองไห

            หันกลับมาเบื้องหน้านางคือร่างใหญ่ที่ยังคงหลับใหล นางก้มมองใบหน้าที่ดูไร้พิษสงราวทารกน้อย ลมหายใจที่ยาวลึกสม่ำเสมอบอกว่าเจ้าของร่างสู่ช่วงนิทราที่สงบสนิท มุมปากบางยกขึ้นอย่างนึกเอ็นดูทารกร่างโต แตะปลายนิ้วลงบนแก้มสากแผ่วเบา เอ่ยออกมาแผ่วเบายิ่งกว่า

            ขอบใจเจ้า

 

          ร่างบางจากไปแล้ว ร่างใหญ่ที่นอนเหยียดยาวยกมือขึ้นช้าๆ แตะแก้มของตนเองตรงจุดที่ได้รับการสัมผัสเมื่อครู่ ดวงตาคงพริ้มหลับ มุมปากยกยิ้มสุขใจยิ่งนัก

 

 

 

 

 ****** เงียบจังเลย -_- "

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

97 ความคิดเห็น

  1. #32 Supriya (@Supriya1606) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 14:47
    ขอบคุณค่ะ ไม่รู้จะเม้นอะไร แต่ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้ให้เราได้อ่านนะคะ อืมม สงสารนางเอกเหมือนกัน เป็นศาตราที่ไร้หัวใจ แต่อยากรู้ว่าฮ่องเต้นี่รักนางเอกไหม หรือรัก แล้วทำไมต้องให้นางเอกไปสังหารพวกขบถตลอดเลย มันคงเป็นโชคชะตาของนาง ช่างน่าสงสาร
    #32
    1
    • #32-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 5)
      31 ตุลาคม 2560 / 17:16
      ตอนท้ายๆจะเริ่มเปิดปมทีละอย่างค่ะ
      ติดตามกันน้าค้าา
      ขอบคุณค่ะ
      #32-1