ศาสตราจันทรา (จบภาค)

ตอนที่ 50 : สายรุ้งสลาย (จบภาค)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 761
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    26 ม.ค. 61

 

ไร้เจ้าคือไร้แล้วทุกสิ่ง

หัวใจหยุดนิ่งเช่นหินผา

เหมือนรุ้งมาด่วนจรจากฟ้า

ทิ้งความเหว่ว้าและเปลี่ยวเหงา

ลมหายใจหยุดพร้อมลมหายใจ

จะอยู่อย่างไรเมื่อไร้เจ้า

จันทร์แรมลับไม่เหลือสักเสี้ยวเงา

เพลงบทเก่านี้จะคลอให้ใครฟัง

.............

เพลงบทเก่านี้จะคลอให้ใครฟัง

 

 

 

          องค์หญิงลี่เยว่อิงแข็งค้างไปกับร่างก้มคู้ที่ไร้ศีรษะขององค์เชษฐา !

            การชะงักค้างนี้เป็นการเปิดช่องให้เกาทัณฑ์พุ่งปักเข้าใส่

            ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมิใช่ด้วยต้องคมศร หากแต่เพราะร่างรันทดของเชษฐาที่ปรากฏเต็มสองเนตรรานร้าว

            การรับรู้อย่างหนึ่งดึงใบหน้านางให้ก้มต่ำลง หนึ่งในเกาทัณฑ์ได้ปักเข้าที่ท้องของนางสร้างความตื่นตะลึงและเจ็บแปลบดั่งหัวใจถูกทึ้งกระชากฉับพลัน

          ลูกของข้า !

            ร่างใหญ่เจ้าของดาบที่บั่นเศียรองค์ไท่จื่อกระโดดลิ่วลงมาเบื้องล่างพร้อมเงื้อดาบหมายฟาดฟันร่างนางให้ขาดสองท่อนในคราเดียว

            องค์หญิงลี่เย่วอิงพลันได้สติ นางดีดร่างถอยพร้อมทั้งต้านไว้ด้วยกระบี่ในมือ แรงชาล้ามิอาจให้ยกกระบี่ต้านรับได้อย่างเต็มที่ ปลายดาบใหญ่จึงได้ตวัดลงพาดผ่านไหล่ข้างหนึ่งยาวลงไปถึงช่วงเอวเป็นแนวเฉียง แม้มิได้ขาดสะบั้นดังประสงค์ของเจ้าของดาบ แต่ก็สร้างบาดแผลลึกมิใช่น้อย

            ร่างบางตั้งตะหง่านราวมิได้ต้องศาสตราใดใด

            แม้ตากัวป่าเถื่อนเจ้าของคมดาบยังต้องยกย่องนางอยู่ในใจ จับจ้องใบหน้างดงามที่เผือดขาวราวทั้งไร้สัญญาณชีพและไร้ความรู้สึกใดใดกับสมรภูมินรกรอบด้าน ในสภาพเช่นนี้นางยังงดงามยิ่ง นับว่าน่าเสียดายโดยแท้

            มันเบิ่งตามองการไหลรินของบาดแผลที่ปรากฏบนร่างบาง ยกให้สัญญาณมือต่อรอบด้านมิให้เข้ามาสอดแทรกระหว่างมันและนาง

            นางมีสีหน้าชนิดหนึ่งที่มันมิเข้าใจ

            พักตร์งามยกขึ้นช้าๆราวกับมิตระหนักถึงมหันตภัยตรงหน้า เนตรงามคู่นั้นคล้ายกับล่องลอยไปกับหมู่เมฆในมโนภาพ

          หยุนตวน เจ้าอยู่ที่ใด ข้าคิดถึงเจ้ายิ่งนัก ข้าอ่อนล้าเหลือเกิน  ข้าปรารถนาได้พักพิงหลับใหลไปในอ้อมอกของเจ้า

          หยุนตวน สามีของข้า ข้ามิอาจรักษาลูกไว้ให้เจ้า ข้าผิดต่อเจ้า ละอายต่อเจ้า ข้าผิดต่อเจ้ายิ่งนัก เช่นนี้แล้วข้าจะมีหน้าพบเจ้าได้อย่างไร

          หยุนตวน ข้า..ข้ารักษาลูกของเราไว้ไม่ได้

          หยุนตวน อภัยให้กับข้า ข้าทำลาย เรา จนหมดสิ้น

            ประกายคมดาบที่สะท้อนแสงปลุกให้นางเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณรบ ทั้งที่นางในเวลานี้ราวเปลวเทียนที่แสงไหววูบกลางพายุฝน มิได้จับภาพตรงหน้าแต่อย่างใด สำนึกของนางมีเพียงกลุ่มมวลเมฆที่นุ่มและอุ่นโยนพัดผ่าน

            ร่างบางโงนเงนก่อนค่อยๆทรุดลงช้าๆ เหลือเพียงนาม หยุนตวน ในลมหายใจที่แผ่วล้า

          หยุนตวน..ข้าอยากกลับบ้าน

            ฉับพลันเงาดำสายหนึ่งพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าฟาดพร้อมเสียงคำรามราวพยัคฆ์พิโรธ

            แรงฟาดฟันที่มาพร้อมเงาราวสายฟ้าฟาดนับครั้งมิถ้วน ตากัวร่างนั้นกระเด็นไปกองห่างออกไปคล้ายเศษผ้าที่ถูกขยุ้มโยน ร่างหนาใหญ่ปานนั้นกลับกลายเป็นกองก้อนเนื้อที่ถูกของหนักกดทับจนยับย่นทุกส่วน ด้วยกระดูกในร่างหักแหลกสิ้นทุกข้อ

            ร่างใหญ่โตของเจ้าของเงาถลันคร่อมร่างลงปกป้องร่างเล็กบางที่ทอดลงกับพื้นกลางแอ่งโลหิต ยกใบหน้าดุดันเหี้ยมเกรียมกวาดจับไปรอบด้านแทนคำประกาศมิให้ใครผู้ใดบังอาจกรายใกล้

            ทัพของชางกุนและอูจินที่เพิ่งมาถึงหลังการกระหน่ำทัพหลวงจินคุนจนแตกพ่ายไปจนมิอาจมาซ้ำเติมการสูญเสียของลี่คุน นำกำลังพลปาซารุกเข้าหาตากัวอย่างดุดัน ตีต้านคุ้มกันให้กับผู้คร่อมร่างปกป้องร่างในอ้อมแขน

            อูจินตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อเห็นใบหน้าที่อยู่ใต้ร่างปกปักนั้น

          นรกใดกัน

            ใบหน้าพยัคฆ์พิโรธเมื่อก้มลงหาร่างเล็กใต้อกแปรเป็นปวดร้าวเจียนคลั่งจนมิอาจทำสิ่งใดได้

            เขารวบร่างนางขึ้นมาอย่างเบามือทะนุถนอมเกรงนางจะเจ็บไปกว่านี้ จับจ้องใบหน้าหมองตรมของนางแล้วยิ่งหัวใจแตกร้าว รับรู้ว่าใจนางต้องพร่ำเรียกหาแต่เขา

            ความพยายามอย่างยิ่งยวดถูกนำมาบีบบังคับให้ริมฝีปากที่สั่นระริกเรียกขานนาง ให้นางได้รับรู้ว่าเขาได้มาอยู่เคียงข้างนางแล้ว

          ยังมิทันได้เอ่ยคำ..

            เสียงแผ่วเบาของลมหายใจสุดท้ายของนางนำล้ำก่อน

          เป็นความบางเบาที่คล้ายสายลมแผ่วพัดเพียงน้อยแล้วจางจากไป

            ร่างหนาหนักสะท้านพร้อมลมหายใจกระตุกเฮือก หัวใจราวถูกฉีกกระชากแล้วบีบจนแหลกเหลวเต็มแรงกำลังที่มองไม่เห็น เสียงกู่ร้องราวสัตว์ร้ายบาดเจ็บกึกก้องไปทั่วบริเวณ

            เสียงพร้อมปราณที่ขับดันออกมาอย่างคลุ้มคลั่งทำให้พลรอบข้างต้องปล่อยอาวุธในมือเพื่อยกขึ้นปิดหูทั้งสองข้างของตนเอง หลายคนมีโลหิตแตกซ่านออกมาทางหู

            หยุนตวนโอบอุ้มร่างภรรยาด้วยแขนข้างหนึ่งผุดกายถลันขึ้นมา แขนอีกข้างตวัดวาดเป็นเพลงกระบี่ส่งอานุภาพทำลายล้างพุ่งบุกเข้าหาเหล่าตากัวอย่างดุร้าย

            อำนาจแห่งปราณกระบี่ที่บรรลุขั้นสูงสุด สาดการทำลายล้างให้พวกมันเหมือนถูกดีดกระจายแล้วตกลงเป็นศพทับถมปะปนกัน อีกมากตกลงในกองเพลิงแผดเผาทั้งเป็น

            ทั้งการฉีกขาดของหลายร่าง ทั้งการดิ้นรนจากเปลวเพลิงพิโรธ ก่อเสียงร้องระงมอย่างเจ็บปวดก้องไปทั่วขุนเขาที่ถูกปราณกดดันจนแตกกระจายเป็นหินใหญ่น้อยซัดใส่ร่างผู้คนราวลูกปืนใหญ่ สร้างแผลทะลุทะลวงแต่ละร่างอย่างน่าสยดสยอง

            พลังปราณบางส่วนก่อให้เกิดลมหมุนโหมเปลวเพลิงให้กระหน่ำลุกไหม้อย่างไร้ทิศทาง แปรสภาพบริเวณนี้เป็นทะเลเพลิงนรกลงทัณฑ์ในพริบตา เป็นการทำลายที่หมดสิ้นการควบคุมใดใด ทั้งเพลิงผลาญไปทั่ว ทั้งการระเบิดกระจายของหินผาโดยรอบ

            ร่างสูงใหญ่ที่ปลดปล่อยปราณจวนสิ้นซวนเซ ดวงตาเบิกคว้างแตกซ่านเลื่อนลอยมิรับรู้สิ่งใดอีกแล้ว

            ทุกผู้ต่างล้วนได้รับผลกระทบโดยมิเลือกนี้มิใช่น้อย อูจินกระอักโลหิตคำโตออกมา จับจ้องไปที่ร่างใหญ่อย่างมิต้องการให้เหตุการณ์นี้เป็นความจริง

          หยุนตวนโอบอุ้มร่างไร้วิญญาณของภรรยาโลดลิ่วขึ้นบนโขดสูงในทิศทางเดียวกับที่เข้ามา พุ่งหายไปจากสายตาของทุกผู้ที่ยังตกในความพรึงเพริด

            เขาคงมิกลับมาอีกแล้ว ปาซาสูญเสียเขาแล้ว

            อูจินกล่าวเสียงแหบแห้งให้กับชางกุนที่ถดกายเข้ามาใกล้ หากสายตายังคงจับจ้องในทิศทางที่ร่างใหญ่นั้นจากไป

            เป็นความผิดของข้า หากข้ามิชิงสกัดจินหรงจวิน

            ชางกุนเปล่งเสียงคลั่งแค้น

            ชางกุนส่ายใบหน้าทดท้อไปมาแทนคำกล่าวแก้ให้ชางกุน และอับจนสิ้นหนทางฟื้นสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนเอ่ยอ่อนระโหยหมดสิ้นแรงกายใจ

            สูญสิ้น ปา อย่าได้สูญสิ้น ชาง หากท่านคิดแก้ไข ท่านและข้าต้องรักษา ชาง ไว้เพื่อปาซา จะอย่างไรต้องกอบกู้ปาซา

            มือหนาใหญ่ยกปาดคราบโลหิตที่มุมปากของตน

          พวกเราจะต้องกระทำการให้ลุล่วงตราบถึงวันที่ได้ไปก้มศีรษะขอขมาต่อหน้าปาเหอหนัน

 

 

 

          รังสีแห่งเพลงกระบี่ที่เปี่ยมพลังส่งรัศมีมายังจุดที่พวกองค์หญิงซิงชิงรั้งอยู่ ร่างเล็กบางที่อ่อนโรยตกห้อยในวงแขนของจางเซี่ยหยู่กระตุกคล้ายได้รับการปลุกขึ้น

            นางค่อยๆขยับกายใต้การกดทับของจางเซี่ยหยู่ที่เอาร่างกำบังให้กับนาง แม้จะล้มกลิ้งลงก็มิคลายอ้อมแขนแม้แต่น้อย

            องค์หญิง..รีบเสด็จไปจากที่นี่เถิด

            หยูไป่ฝูคลานเข้ามายกทั้งหินและร่างสูงหนักของจางเซี่ยหยู่ออกให้นางขยับกายออกมาได้ เขาเองก็มีสภาพมิสู้ดีนัก

            รอบด้านมีเปลวเพลิงที่เปลี่ยนทิศทางลามเลียเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกขณะ ซากไพร่พลทั้งเจ็บทั้งตายเกลื่อนกระจายไปทั่ว

            องค์หญิงลี่ซิงชิงก้มมองร่างที่กำบังให้กับนาง โลหิตแอ่งใหญ่ซึมทั่วแผ่นหลังของเขาจนชุ่มโชก

            หยูไป่ฝูก้มดูอาการบาดแผลแล้วสีหน้าเผือดลง เขาค่อยๆพยุงจางเซี่ยหยู่ขึ้นพิงโขดหิน

            พี่เซี่ยหยู่

            หัตถ์บางแตะข้างแก้มขององครักษ์หนุ่มอย่างห่วงใย

            เจ้าของชื่อครางหนักก่อนลืมตาขึ้นช้าๆ

            ท่าน..มิเป็นไร..

            ข้ามิเป็นไร

            นางตรัสอ่อนโยนยิ่ง

          สิ่งแรกในความรู้สึกของท่านคือข้าเสมอ

            เสียงการระเบิดของเปลวเพลิงเรียกสติให้จางเซี่ยหยู่รู้ตัวอีกครั้ง คิดขยับร่างแล้วต้องใบหน้าเผือดซีดขาว ร่างกายท่อนล่างของเขามิรับความรู้สึกใดใดอีกแล้ว เหลือบสบตาหยูไป่ฝู

            ขันทีกลางคนเต็มไปด้วยความอัดอั้นและเวทนาเต็มสองตา

            เร่งพาองค์หญิงออกไป

            เสียงแหบห้าวลงหนักท้ายคำอย่างเด็ดเดี่ยว หันมองไปยังการลุกลามของเปลวไฟ

            เปลวเพลิงเปลี่ยนทิศทางมาทางนี้ มิอาจรั้งรอได้ ในเวลานี้ข้าเองได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่มิใช่น้อย หยูกงกงก็มีสภาพที่มิสู้ดีนัก หากมีข้ารั้งไว้เกรงว่าจะมิทันการ

            มือใหญ่เกรอะกรังโลหิตยกขึ้นแตะแก้มนวลอย่างถนอม สิ่งที่เคยเก็บซ่อนไว้ถาโถมออกมาล้นแววตาที่อ่อนแสงลงทุกขณะ

            พี่เซี่ยหยู่..

            จางเซี่ยหยู่แย้มอ่อนโยน กล่าวด้วยรักอาลัย

            ช่วยจดจำข้าสักน้อย

            แล้วร่างบางให้ลอยละลิ่วออกไปอย่างมิทันตั้งตัว เป็นจางเซี่ยหยู่ที่ใช้พลังฝ่ามือผลักดันร่างนางและหยูไป่ฝูให้ลอยออกไปพ้นแนวเพลิงที่โหมโชนขึ้นสูงเป็นกำแพงอย่างรวดเร็ว

          ดาราของข้า อยู่ดีเถิดหนา ข้ามิอาจรับใช้ท่านได้อีกแล้ว

 

 

 

          ว่างเปล่าเป็นอย่างยิ่ง..

            พี่เซี่ยหยู่..

            สุรเสียงแผ่วจางหายไปกับลมที่สะบัดพัดเปลวเพลิง

            องค์หญิงลี่ซิงชิงผลุดวรกายขึ้นช้าๆ เนตรงามเลื่อนลอยคว้างราวไร้สิ่งใดมาเหนี่ยวรั้งได้อีก

            ในกายนางยามนี้ว่างเปล่าเป็นอย่างยิ่ง สิ่งเหนี่ยวรั้งเล็กๆสุดท้ายที่มีได้สลายไปพร้อมกับร่างในกองเพลิงของจางเซี่ยหยู่

            ในความเหม่อคว้าง องค์หญิงลี่ซิงชิงรับรู้ถึงการถูกปลดปล่อยอย่างมิมีสิ่งใดสะกดไว้ได้อีกแล้ว

            เสียงครวญครางระงมเริ่มซาเสียงไปมากแล้ว ตากัวที่บาดเจ็บหลายร่างต่างพากันทยอยจบสิ้นลมหายใจ

            ชางกุนและอูจินนำเหล่าไพร่พลปาซาจากไป ทั้งร่างผู้บาดเจ็บและล้มตายล้วนมิทอดทิ้งนำกลับไปทุกผู้

            ร่างบอบบางในชุดพลิ้วไหวอย่างที่มิสมควรเป็นอาภรณ์ในสนามรบก้าวช้าๆผ่านซากร่างเหล่านั้นอย่างมิมีความตื่นไหวสักน้อยนิด

            นางย่อกายลงข้างแอ่งโลหิตกองหนึ่ง

          โลหิตของพี่สาวของนาง

            ผู้สูงส่งเทียมจันทราบนท้องฟ้า ความสูงค่าที่นางหลงใหล

          ศาสตราจันทราผู้พิสุทธิ์ของข้า

            ดรรชนีย์เรียวบางแตะบนแอ่งสีชาดที่เริ่มเกาะตัวข้นก่อนยกขึ้นแตะกลางนลาฎของตน

            นางยืดกายขึ้นตระหง่านพร้อมกระบี่คู่ของพระภคินี ไพร่พลลี่คุนที่เหลืออยู่ต่างอึ้งค้างกับการกระทำขององค์หญิงดาราผู้แสนอ่อนหวานและอุ่นโยนยิ่ง

            หยูไป่ฝูทิ้งเข่าลงกับพื้นใบหน้าตกก้มหลั่งรินน้ำตา ความร้าวรานเช่นคืนที่บุตรสาวจากไปได้หวนกลับมาอีกครั้ง แต่ครานี้เพิ่มเติมด้วยความอัดแน่นคับแค้นในชะตาชีวิต

          นี่คือชะตาฟ้าหรือไร

          ที่ผ่านมา สิ่งที่องค์หญิงของข้าต้องกล้ำกลืนฝืนกระทำจะเรียกว่าอย่างไร

          ความฝันที่แตกสลายนี้ผู้ใดจะชดใช้ให้กับนาง

          ข้า หยูไป่ฝู ใคร่ถามฟ้าดิน

            ตะวันเริ่มกระจายฉายแสงอีกคราทีละน้อยเกิดความสว่างแจ้งจับยอดขุนเขาแล้วสาดส่องลงมาในช่องหลืบที่ยังคงเหลือการปะทุไหม้

            ร่างบางเยื้องย่างไปตามแผ่นผืนที่เหมือนนรกภูมิราวย่างกรายในเรือนของตน

            อาวเอี้ยงเค่อ

            สุรเสียงนางยะเยือกมิต่างองค์ศาสตรา

            รองแม่ทัพพยุงร่างมาใกล้ค้อมตัวลง

            อัญเชิญองค์ไท่จื่อกลับลี่คุน และทูลต่อพระบิดาด้วยว่า..

            เนตรเย็นชาที่แหลมคมจับลงที่ตราแคว้นจินบนเศษซากถังน้ำมัน ก่อนแหงนมองไปยังทิศทางที่หยุนตวนนำร่างพี่สาวของนางจากไป

          นับแต่นี้ ข้าจะสานต่อซึ่งภารกิจแห่งศาสตรา

 

 

 

          ร่างสูงใหญ่ค้อมลงห่อหุ้มร่างเล็กซีดในอ้อมแขนราวเกรงว่านางจะเหน็บหนาวต่อลมแรงรอบขอบผา แนบแก้มลงกับแก้มงามที่ปราศจากสีเลือดนั้น ใจเจ็บร้าวราวถูกฉีกทึ้งเป็นพันชิ้น

            ไร้น้ำตา ทว่า..ร่างใหญ่นั้นไร้ชีวิตแล้ว ทุกแสงที่เคยเปล่งประกายในตาสุกใสนั้นปราศสิ้น กลายเป็นความหม่นเทาดังเมฆาครึ้มฝน รื้นละอองไอรานร้าว

          โฉมงามของข้า เจ้าดวงจันทรา สิ้นเจ้า คือชีวิตข้าดับสูญ อย่าให้ข้าต้องอยู่บนฟ้ากว้างเพียงเดียวดาย เมฆเช่นข้า สุดแรงจะคงค้างฟ้าเมื่อไร้จันทร์แล้ว

          แม้สักคำลาก็มิได้เอ่ยกล่าวต่อกัน ทว่าแม้นจะมีช่วงเวลานั้น ข้าหรือจะเอ่ยคำใดออกมาได้ มิอาจทำใจให้เจ้าลาจาก

          ผิดที่ข้ามิอาจปกป้องคุ้มภัยให้แก่เจ้าดังคำมั่น

          ผิดนี้มิอาจแก้ไข มิอาจอภัย

          โฉมงามของข้า จันทราที่ลาลับฟ้ามิหวนคืน หัวใจของข้าแหลกลาญเกินจะกอบกู้คืนได้อีกแล้ว

          ชีวิตนี้เพื่อเจ้า รักได้เพียงเจ้า จะชาติภพใดข้าจะติดตามหาเจ้า ให้เราได้ครองคู่ให้ยาวนาน จะมิให้ผิดพลาดซ้ำสอง

            ร่างนั้นยกตัวขึ้นหากไม่คลายอ้อมแขนที่โอบอุ้มร่างนางผู้เป็นดวงใจสักน้อย เสี้ยวหน้าไร้วิญญาณหันมองสบด้วยรับรู้ถึงฝีเท้าบางเบาเบื้องหลัง

            มอบนางให้ข้า นางเป็นพี่สาวของข้า

            เสนาะเย็นใสราบเรียบ พินิจร่างที่อยู่เบื้องหน้า..

          วารีผู้นี้..?

            คืนนางมาเถิด...

            องค์หญิงลี่ซิงชิงตรัสแช่มช้า

            “นางคือองค์ศาสตรา นางต้องได้รับการน้อมส่งที่สมกับศักดิ์ฐานะของนาง

            ศักดิ์และหน้าที่ของนางจบสิ้นแล้ว นางได้มอบทุกสิ่งให้กับลี่คุนจนสิ้นแล้ว พวกท่านได้ยังรับจากนางมิเพียงพออีกหรือ..องค์ศาสตรา ?

            ร่างงามชะงักงันกับสำเนียงเย้ยหยันนั้น ถอนหายใจบางเบา

            ข้ามิต้องการกล่าวให้มากความ อย่างไรก็ต้องส่งมอบนางมา มอบ องค์หญิงลี่เย่วอิง คืนให้ข้า

            นางเน้นนามและศักดิ์ของผู้พี่ให้อีกฝ่ายได้ตระหนัก

            นางควรสู่สถานะอันทรงเกียรติแห่งนาง

            ใบหน้านั้นหันกลับก้มลงจับจ้องแต่ใบหน้าของร่างซีดขาวไร้สิ้นโลหิตในอ้อมแขน จรดริมฝีปากลงบนหน้าผากงามแผ่วเบาราวเกรงว่าจะรบกวนการหลับใหลด้วยอาการถนอมยิ่ง

            องค์หญิงลี่ซิงชิงเหม่อมองอย่างเผลอไผล หน่วงลึกอยู่ภายในกับใบหน้าหนึ่งที่เข้ามาในห้วงรำลึก

          พี่เซี่ยหยู่..

            นางคือโฉมงามของข้า นางคือภรรยาที่รักยิ่งของข้า

            กระแสเสียงนั้นเจือความรักล้นเปี่ยมกระทั่งผู้ไร้รู้สึกยังต้องสะท้อนใจนัก

            จะอย่างไร..ก็มิคืนให้ ?

            พักตร์งามเอียงคล้ายพบสิ่งฉงนยามเอ่ย

            ข้าเคยให้คำสัตย์กับนาง ณ.ผานี้ จะรักนางเฉกเช่นนกเสียงเหนี่ยวตัวผู้

            องค์หญิงซิงชิงอึ้งฉงน

          เสียงเหนี่ยวตัวผู้ ?

            เนตรคมงามกระจ่างวูบ เมื่อร่างสูงใหญ่นั้นเตะปลายเท้าลอยตัวทิ้งร่างหล่นวูบไปในหุบเหวเบื้องล่าง

            ร่างเล็กพลิ้วตัวอย่างว่องไวพุ่งปราดตามลงไป ยืดสุดแขนหมายเอื้อมคว้าร่างพี่นางกลับคืน

          เจ้าคิดจะไปก็ไปเองเถิด แต่พี่ของข้า ข้าต้องได้คืนมา

            ร่างใหญ่กำยำที่ทิ้งตัวละลิ่วลงไปนั้นยังคงโอบกอดร่างบอบช้ำของผู้เป็นดวงใจแนบแน่น ใบหน้าก้มลงจับจ้องนางไม่เคลื่อนคลายสายตา

            ทุกสิ่งในชีวิตข้าคือเจ้าแต่ผู้เดียว

            หัตถ์เรียวงามราวหยกยื่นใกล้แตะถึงร่างในอ้อมแขน

            ระยะจากขอบผาเพียงเท่านี้นางจะยังดีดตัวกลับขึ้นยังเบื้องบนได้ทันเมื่อฉกคว้าพระพี่นางกลับคืนแล้ว

          ทว่าการจี้ติดนั้นกลับถูกบางสิ่งตวัดรั้งไว้แล้วดึงย้อนกลับขึ้นมา

            องค์หญิงลี่ซิงชิงกรีดร้องเกรี้ยวก้องขุนเขา ได้แต่จ้องมองสองร่างที่ยิ่งห่างออกไปจนลับตาในหมอกทึบเบื้องล่าง สุดคุมแค้นที่ดวงแก้วสูงค่าถูกฉกชิงไปอย่างมิอาจคว้าคืน

            ร่างนางถูกตวัดรั้งขึ้นมายืนห่างขอบผาหลายก้าว ก้มมองแถบผ้าขาวผืนยาวที่คลายการรัดเอวอ่อนหล่นลงไปบนพื้นแทบเท้า

            ห่างออกไปที่อีกปลายของแถบผ้า หยูไป่ฝูค้อมตัวก้มศีรษะจรดพื้น แบฝ่ามือทั้งสองที่มีปลายผ้าอีกด้านวางอยู่ ยกชูขึ้นสูงเหนือศีรษะอย่างพร้อมน้อมรับอาญา

            องค์หญิงลี่ซิงชิงมิเอ่ยคำใด เคลื่อนกายผ่านร่างที่คุดคู้นั้น เพียงผ่านไปหนึ่งก้าว หัตถ์บางสะบัดส่งแรงปราณไปยังแถบผ้าบนพื้น ผ้านั้นกลายเป็นมีชีวิตดีดม้วนปลายในมือตวัดรัดรอบคอหยูไป่ฝู อีกปลายที่คลายตัวจากการรัดรั้งเอวนางเมื่อครู่พุ่งไปพันกับกิ่งไม้สูง ดึงร่างกงกงผู้ภักดีขึ้นไปแขวนห้อยค้างไว้

            นางมิได้หันมอง พักตร์มิได้แปรเปลี่ยนตลอดการกระทำนั้น เพียงเดินจากไป

            ยิ่งทิ้งระยะห่างหุบเหวนั้น พักตร์เชิดชันยิ่งสงบราบ เนตรคมยิ่งแปรเป็นเย็นชาไร้ใจ ร่างคล้ายกลายเป็นอาวุธแหลมคมที่มิอาจควบคุม

            นางเพ่งมองไปยังทิศตำแหน่งของหุบเขาหงซาน ในจิตก่อมโนให้แว่วเสียงการปะทุของเพลิงใหญ่ที่ยังคงลุกไหม้ ทั้งยินเสียงครวญคร่ำด้วยความเจ็บปวด ทั้งอวลกลิ่นคาวโลหิตปลุกเร้าจนแววเนตรคมกล้ารัวระริก

          กิจแห่งศาสตราที่พึงกระทำรอต้อนรับนางอยู่

            สิ่งนี้จะตั้งมั่นอยู่บนบ่าของนางจนกว่าชีพดับสูญ ทุกความรู้สึกเยี่ยงปุถุชนเริ่มถดถอยกลับเข้าซ่อนในส่วนลึกสุดภายใน

            นิวรณ์สุดท้ายคือความถวิลหาและความระลึกถึงที่แสนเจ็บร้าว

          พี่ทั้งสองของข้า..พี่เซี่ยหยู่..นับจากนี้..รุ้งสลายจากข้าแล้วตลอดกาล

 

 

 

          เข้าเหมันตฤดู

            ศาสตราแห่งลี่คุนลี่ซิงชิงกรีฑาทัพบดขยี้กวาดล้างจินคุนจนสิ้นทุกผู้ไม่เว้นกระทั่งทารก

            สิบวันสิบคืนแห่งเสียงร่ำไห้และเสียงเพลิงปะทุขับกรอกให้องค์จินฉานเยี่ยนที่ถูกตรึงไว้สูงให้เป็นอาหารฝูงการับฟังจนถึงกาลสิ้นชีพ

            การเผาทำลายทุกสิ่งอันที่เคยเป็นจินคุนกระทำให้แคว้นที่เคยรุ่งเรืองนี้กลายเป็นแดนต้องสาปนานนับสิบปี

            ปาซากลับกลายเป็นแดนร้างอีกครา ด้วยชนชาวปาซาขอติดตามผู้นำของตนที่ประกาศโทษเนรเทศตนเองไปยังแดนกันดารไกลโพ้นสามชั่วคน ก่อเกิดตำนานเล่าขานถึงทายาทผู้เกรียงไกรแห่งทะเลทราย

            เผ่าวารีถูกขับไล่ออกพ้นแคว้นไปอยู่อีกฝั่งทะเล มิให้ชาวลี่คุนทุกผู้เอ่ยขานนามเผ่า จนนามเผ่าวารีเลือนหายจากความทรงจำผู้คนในรุ่นต่อมา

            ความโหดเหี้ยมดุดันจากศาสตราองค์นี้เป็นที่โจษจันว่าหนักหนากว่าองค์พี่หลายชั้นนัก

          และคือการ มิอาจควบคุม อย่างแท้จริง

 

 

 

          กระทั่งสิ้นองค์ลี่หวงเทียนฮ่องเต้

            ศาสตราลี่ซิงชิงได้สถาปนาตนขึ้นเป็น จักรพรรดินีลี่ซิงชิง กระทำการท้าทายกฎสวรรค์จนสะเทือนเลื่อนลั่น ครองห้าแคว้นเป็นหนึ่งเดียวให้ลี่คุนเป็นมหาอาณาจักรยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างมิเคยปรากฏ

            ไร้จักรพรรดิเคียงกาย ไร้รัชทายาทสืบทอด

            จวบช่วงปลายรัชสมัย พระนางเสด็จไปยังผา เสียงเสียกู่ ประทับอยู่ ณ.ที่นั้นตลอดทั้งคืน มิให้ผู้ใดรบกวน

 

          รุ่งสาง นางกำนัลผู้รับใช้ใกล้ชิดจึงพบว่า พระวรกายที่ประทับนิ่งนั้นแข็งค้างเย็นจัดด้วยปราศจากไออุ่นของดวงประทีปแห่งชีวิตแล้ว

 

 

จบภาคศาสตรา

 

 

 

***** ความรำพึงของคนเขียนในคืนเงียบ มีเพียงภาพสะท้อนของดวงจันทร์บนผิวแก้ว

 

          คนเรานั้น สิ่งใดที่มาก หากเกิดเหตุการณ์ให้ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวไปแล้ว ย่อมส่งผลอีกด้านที่มากเช่นกัน มิหนำอาจเป็นไม่รู้กี่ทบเท่า

          ดังเช่นความอาฆาตพยาบาทของบุคคลเพราะพิษรัก ที่เรียกการล้างทำลายได้อย่างมิคาดคิด

          หรือจะเป็นความมากของหัวใจที่ทุ่มเทให้กับรักนั้น เมื่อสูญเสีย กลับก่อโศกนาฏกรรมที่คล้ายดูโง่เขลา

          จะมีสักกี่คนกันเล่าที่เลือกจดจำช่วงเวลาที่ดี เพียงไว้แค่การปลอบโยนใจตนในยามเปลี่ยวเหงา

          หรือผู้ที่กล่าวว่าทำได้นั้น แท้แล้ว ที่เคยว่า รัก นั้น คือรักแน่แท้หรือ

          หรือเพียงเข้าใจเองว่าที่ผ่านมานั่นคือรัก

          รักที่เหมือนเพลิงเผา รักที่ทุกโมงยามถวิลหา รักที่ทั้งสิ้นอุทิศให้ได้นั้น รักเช่นที่กล่าวมานี้ คือรักที่แม้วันเวลาผ่านไปก็มิสร่างซาลงจากวันแรก

          รักของท่านเป็นเช่นนี้หรือไม่ ?

 

 

 

*****ขอบคุณทุกๆคนนะคะที่ร่วมเดินทางกันมาจนจบภาค

        อย่าโกรธกันเลยน้า..ที่จบแบบนี้

        เขียนไปก็น้ำตาหยดเหมือนกันค่ะ

 

        ขอเริ่มตอนแรกของภาคใหม่ให้แทนคำขอโทษค่า

 

ภาคต่อนี้ รับรองเลยจ้า จบ ดี๊..ดี.. จบแบบยิ้มกันได้ทุกคน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

97 ความคิดเห็น

  1. #78 He ! Ya (@peachoffires) (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 10:33
    โอ้โห คือจริงๆเราเดาเกือบจะถูกหมด ไรท์แต่งมาทางนี้ เราว่าถูกแล้วและเห็นด้วยค่ะเลยไม่ช็อกมาก แต่ที่ช็อกกว่าคือชิงชิง นี่เราเดาไม่ออกเลยจ้า หนุกมากกกก รอภาคต่อไปนะคะ
    #78
    1
  2. #72 Ole (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 14:25
    เศร้ามากเลยค่ะ น้ำตาคลอเบ้าอ่ะไรท์
    #72
    1
    • #72-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 50)
      30 มกราคม 2561 / 12:29
      ตอนนี้เขียนให้จบยากเหมือนกันค่ะ เพราะคนเขียนก็เศร้าเหมือนกัน

      ภาคต่อไม่เศร้ากันแล้วค่ะ เหมือนได้พักอารมณ์กันสักนิด
      ติดตาม "เมฆาล้อมเดือน" ภาคต่อ ด้วยน้าค้า
      ขอบคุณค่า ^^
      #72-1