ศาสตราจันทรา (จบภาค)

ตอนที่ 6 : หรือ..เพราะคำอธิษฐาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 390
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    15 พ.ย. 60

 

                       ความผูกพันมิใช่ความบังเอิญ         ก่อเกิดกาลใดเกินหยั่งรู้

                   หากแต่ที่เห็นและเป็นอยู่                  อาจมีผู้กำหนดแล้ว ในชื่อ โชคชะตา

 

 

 

          คิ้วคู่บนใบหน้าคมคายยู่มุ่น หรี่นัยน์ตาคมทอดไกล เอียงใบหน้าอย่างครุ่นคิด ผ่านพ้นเพียงหนึ่งเค่อ ร่างสูงใหญ่ทั้งกล้ามเนื้อหนาแกร่งเกินวัยสิบแปดที่นั่งอยู่บนคบไม้สูงก็ทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่างอย่างคล่องแคล่วว่องไว

            เป็นเด็กหนุ่มชาวเผ่าวารีที่มีนัยน์ตาสุกใสราวทารกและรอยยิ้มที่เริงรื่นอยู่เป็นนิตย์

            พื้นดินที่เหยียบย่ำนุ่มและชื้นจากสายฝนของเมื่อวาน จากที่เขตพื้นที่เล็กๆเชิงเขานี้แล้งกันดารมาร่วมสามปี ปรากฏการณ์ราวสวรรค์ประทานนี้สืบเนื่องเพราะบุญญาแห่งองค์หญิงดาราลี่ซิงชิง องค์หญิงผู้ประสูติพร้อมฤกษ์ดารามหาคุณ ดาวแห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่เข้าสู่พิธีเฉลิมขวัญอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวานนี้

            ผู้เฒ่าเสอทั้งสองผู้นำเผ่าวารีได้นำพี่น้องร่วมเผ่าเข้ามาร่วมเป็นพสกใต้บารมีแห่งลี่หวงเทียนฮ่องเต้เป็นเผ่าแรก เผ่าวารีนี้เป็นที่ชื่อว่ามีจิตวิญญาณแห่งป่าเขา ที่ใดที่เผ่าวารีตั้งถิ่นฐาน นั่นคือเป็นที่เชื่อมั่นได้ว่ามีความอุดมสมบูรณ์สืบทอดไปหลายชั่วคน การเข้ามาในแคว้นลี่คุนของชาววารีนี้ จึงยิ่งเป็นการเสริมพระบารมีแห่งดาวศุภโชคให้เด่นชัดขึ้น

            เด็กหนุ่มวารีนึกถึงราชพิธีที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ของแคว้นแดนที่เริ่มก้าวเข้ามาเมื่อวาน กล่าวกันว่าองค์ชายลี่ไท่หยางโอรสแฝดผู้พี่ ได้ทำการเฉลิมมหาฤกษ์แห่งตนผ่านพ้นอย่างยิ่งใหญ่เช่นองค์หญิงแฝดน้องเล็ก

            ความยิ่งใหญ่ที่จะปรากฏอีกหนึ่ง คือพิธีเสี่ยงศาสตราดารามหากาฬของธิดาแฝดองค์กลาง องค์หญิงลี่เยว่อิง องค์หญิงวัยสิบสี่นี้เป็นที่จับจ้องจดจ่อของชาวเมืองและต่างแคว้นเป็นที่สุด ว่าองค์หญิงน้อยนี้จะผ่านพิธีเสี่ยงศาสตราอย่างสมบูรณ์หรือไม่

            หนุ่มน้อยวารีกระตือรือร้นใคร่รู้ยิ่ง การเพื่อเด็กสาววัยสิบสี่จะลุล่วงพิธีแห่งศาสตรานี้หรือไม่นั้น เขาทราบจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าเสอเล็กมาก่อนหน้านี้แล้วก็ให้ใจหายนัก จะอย่างไรนางก็เป็นเพียงเด็กสาววัยสิบสี่ปี ต้องกระทำเรื่องเช่นนี้นับว่าโหดร้ายต่อจิตใจนัก

            ร่างใหญ่หนาทว่าเคลื่อนไหวพลิ้วเบาคล่องแคล่วไต่ระไปตามหินผา กระทั่งลุถึงเขาอูยาซานถิ่นของสิบสี่โจรภูเขาที่ขึ้นชื่อเรื่องป่าเถื่อนโหดร้าย

            อูยาซานเป็นภูเขาที่มีความหนาวเย็นตลอดทั้งปี และในช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่หิมะปรกคลุมยอดเขาขาวโพลนไปทั่ว

            วารีวัยแรกหนุ่มแทรกตัวอยู่ในร่องหินใหญ่ สงบใจรอคอยไม่นานนักร่างเล็กในชุดขาวก็ปรากฏแก่สายตาคมกล้าราวเหยี่ยวของเขา

          นางเป็นเด็กสาวบอบบางเพียงเท่านี้..เขากล่าวกับตนเองในใจ ให้สะท้อนใจยิ่งนัก

            ใบหน้างดงามจนผู้มองต้องเหม่อเคลิ้ม แม้จะละม้ายกับองค์หญิงลี่ซิงชิงที่ได้เห็นครางานพิธีเมื่อวาน ทว่าใบหน้านี้กลับตรึงความรู้สึกราวมีมือมาบีบจับหัวใจจนทั้งร่างแข็งค้าง มิอาจถอนสายตาไปจากความยะเยือกไร้รู้สึกบนใบหน้าและในเนตรงามคู่นั้น เนตรคู่ที่งดงามซ่อนแววโศกซึ้งให้ใฝ่หาอยู่ในส่วนลึก แตกต่างกับประกายคมกล้าพราวระยับ และใบหน้างดงามสดใสราวฮวาดอกน้อยต้องแสงตะวันขององค์หญิงลี่ซิงชิง

                พลันในหัวใจของวารีหนุ่มน้อย คล้ายกับได้ขานรับเสียงร่ำร้องที่ผ่านลมหิมะแทรกซึมเข้าลึกในใจตน เป็นเสียงร่ำไห้ที่เก็บซ่อนอย่างเงียบงันมานานปี เสียงนี้มาเอ่ยอ่อนล้าขอพักพิงในใจของเขา ร่วมต่อเติมเป็นส่วนที่มิเคยรับรู้มาก่อนว่าขาดหายของเขาจนสมบูรณ์พร้อม

          วารีหนุ่มรู้สึกถึงความอุ่นอ่อนละมุนที่ก่อตัวขึ้นในหัวใจอย่างช้าๆ

            เกิดเป็นความถวิลหาที่ลึกซึ้งจนต้องเอนร่างลงพิงกับโขดหินผา ใบหน้าคมคายแหงนรับแสงตะวันอ่อนจนไร้อุ่น ระบายลมหายใจออกมาช้าๆราวต้องการให้สิ่งอัดแน่นภายในคลายการบีบรัดหัวใจ นัยน์ตาคมใหญ่พริ้มรับในการแรกรู้จักกับความรู้สึกลึกล้ำนี้

            ร่างเล็กบอบบางในชุดขาวราวเป็นส่วนหนึ่งของละอองหิมะเคลื่อนกายราวไร้น้ำหนัก ดีดปลายเท้าทีหนึ่งก็ลอยละล่องไปหยุดหน้าปากถ้ำ ใบหน้านางคล้ายเป็นหน้ากากน้ำแข็งไปแล้ว แววตายิ่งกระด้างไร้รู้สึกจนดูราวว่าไม่เหลือบแลเห็นสิ่งใดมีค่าในสายตา นางมิหยุดอยู่นานนัก พลิ้วร่างเข้าไปในถ้ำนั้นพร้อมกระบี่ที่ออกจากฝักเปล่งประกายคมราวเพชรจ้า

            วารีแรกหนุ่มยกตัวขึ้น ขณะคิดหมายตามเข้าไปด้วยกังวลว่าเด็กสาวเพียงเท่านี้จะต่อกรกับโจรโฉดทั้งสิบสี่ได้อย่างไรนั้น เสียงกู่ก้องราวสัตว์เจ็บดังระรัวออกมาไม่ขาดเสียง ประสาทสัมผัสที่ล้ำเลิศผิดคนทั่วไปจับฟังเพียงเสียงก็รู้ได้ถึงภาพเหตุภายใน

            ไม่กี่อึดใจร่างเล็กนั้นก็กลับออกมา แรกเข้านางอยู่ในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ราวหิมะแรก ครากลับออกมานี้ทั้งร่างราวถูกย้อมชโลมด้วยโลหิตทั้งร่าง อาภรณ์กลายเป็นสีแดงทั่วคล้ายนางสวมใส่อาภรณ์ผ้าสีแดงแต่แรกแล้ว

            ร่างเล็กบางก้าวเดินช้าๆราวมีโซ่ตรวนล่ามรัดข้อเท้าไว้ มือหนึ่งกุมกระบี่ที่ปลายยังหยดหยาดโลหิต อีกมือหนึ่งลากของบางสิ่งออกมาด้วย สิ่งนั้นถูกรวบเป็นพวงคล้ายผลแตงใหญ่ร้อยเชือกแล้วมัดรวมกัน ทว่าเมื่อมองให้ชัด จึงเห็นว่าเชือกที่รวบรวมกันนั้น คือปอยผมของศีรษะที่นับได้สิบสี่พอดีไม่ขาดไม่เกิน ศีรษะทั้งสิบสี่ที่ถูกรวบเป็นพวงลากเรี่ยมาตามพื้นทิ้งเส้นสีแดงเป็นสายตามทาง

            นางคลายมือจากพวงศีรษะและกระบี่ ก้าวโอนเอนไปข้างหน้าสามสี่ก้าว ในหน้าเหม่อลอยแหงนหงายให้ได้เห็นถึงเนตรโศกงามที่เหม่อคว้าง ราวจิตวิญญาณที่สูญสลายมิอาจกลับคืนได้อีกแล้ว ใบหน้านั้นค่อยๆก้มลงต่ำพร้อมกับร่างที่ทรุดหดคู้ มือเรียวบางสั่นระริกเมื่อเอื้อมไปหมายแตะกลีบฮวาน้อยดอกเล็กที่ขึ้นแทรกกลางหิมะกลับชะงักค้าง ราวรู้สึกว่าตนเองนั้นไม่คู่ควรอีกต่อไปแล้ว

            เด็กหนุ่มมองร่างบอบบางที่สั่นสะท้านด้วยใจอาดูรนัก ใคร่ได้โอบกอดร่างร้าวและสูญขวัญนั้นให้แนบแน่นกับอกตน หากที่เป็นอยู่นี้ตนกระทำได้เพียงกระซิบพร่ำคำประโลมปลอบนางด้วยอาทรยิ่ง ตระหนักชัดเช่นเดียวกับนางว่า นับแต่นี้ภาระหน้าที่แห่งศาสตราจะยังความรวดร้าวใจมาให้เพียงใด

            นับจากกาลนั้นจนลุล่วงสู่วัยฉกรรจ์ ความอาทรนี้มิคลายจาง หากกลับมากล้นตามวันเวลา กลับยิ่งเป็นความผูกพันที่มิอาจถ่ายถอน

          โฉมงามของข้า แม้ข้าตระหนักและยอมรับในสถานะแห่งตน ว่ามิอาจเอื้อมคว้าด้วยเจ้านั้นคือจันทราที่ลอยสูงนัก ทว่าหัวใจของข้านี้..นับวันกลับเพิ่มเติมด้วยสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งและลบเลือนเสียแล้ว

 

 

 

          ร่างใหญ่ชะงักกึกหมุนตัวหันหลังฉับพลัน !

            องค์หญิงลี่เยว่อิงระบายลมหายใจยาวด้วยปลงใจแล้ว ร่างด้านหน้ายังคงอิงแนบโขดหินในท่าเดิม เผยแผ่นหลังเปลือยเปล่ากระจ่างตาในความมืด เอ่ยราบเรียบ

            เจ้าคล้ายจะชมชอบดูข้าอาบน้ำ

            ใช่..เอ่อ..ไม่ใช่..เอ่อ..ข้าชอบ..เอ้ย..ขะ..ข้า..

            องค์หญิงเอียงหน้าเหลือบมองเจ้าของเสียงไม่เป็นคำอีกทั้งท่าร่างละล้าละลังมือไม้วุ่นวาย อย่างมิรู้จะจัดการเช่นไรกับ เจ้าคนช่างบังเอิญ เสียจริงคนนี้

          ประทานกระบี่สักสิบกระบวนดีไหม ?.. ในที่สุดก็ทำได้เพียงแค่ผ่อนลมหายใจยาว

            หยุนตวนยังคงหันหลังยืนนิ่งคล้ายรอคอย คล้ายมิรู้จะทำเช่นไรดี

            เสียงการเคลื่อนไหวจากผิวน้ำเคลื่อนร่างขึ้นมา เสียงของอาภรณ์ที่ถูกสวมใส่ ทั้งที่มิได้ตั้งใจแต่กลับถูกเสียงเหล่านี้รบกวนให้ย้อนคิดถึงที่ได้พบนางคราครั้งนั้น ร่างงดงามราวหยกสวรรค์กระจ่างแจ้งในความทรงจำมิรู้ลืม ทับซ้อนด้วยภาพใบหน้างามล้ำที่ยกขึ้นส่งนัยน์เนตรโศกซึ้งฉายแววฉงนมาสบ เมื่อเขาประดับช่ออวี้หลันฮวาลงบนมุ่นมวยผมที่ทั้งนุ่มละมุนมือและหอมกรุ่นในค่ำคืนที่กั๋วซัวคืนนั้น

            ความวาบหวามห้อมล้อมเต็มหัวใจร่างใหญ่จนต้องหลับตาดื่มด่ำในห้วงความคิดนั้น

            เมื่อลืมตาขึ้น ความลึกซึ้งถูกแสงสลัวพรางให้คนที่มายืนอยู่ตรงข้างหน้าไม่ทันไหวแวว นางเดินมาอยู่เบื้องหน้าเขา ศีรษะของนางต่ำกว่าคางเหลี่ยมแบบบุรุษที่แข็งแกร่งช่วงคืบ นางจับจ้องไปในระดับสายตาที่เป็นช่วงอกหนาหนั่นเต็มไปด้วยลวดลายสลักแต้มสีแปลกตาราวสนใจใคร่รู้ในความแปลกตานั้น ก่อนยกใบหน้าขึ้นสบนัยน์ตาคมที่พรางแววไหวในแสงสลัว

            อย่าบอกว่า เจ้าหมายมาชมจันทร์อีก นางเอ่ยเสียงเรียบตามปกติวิสัย

             ก็ถ้าใช่ ? ข้าชมชอบเฝ้ามองดวงจันทร์ยิ่ง ชายหนุ่มหลุบตาลงทอดตอบพลางแย้มพรายไปถึงเนตรงามคู่นั้น

            ในคืนที่ไร้จันทร์ เจ้าก็คงหลงในความงามของดวงดาราแทน นางเอ่ยเพื่อต่อบท มิได้หมายสื่อสิ่งใด

            ไม่ น้ำเสียงนุ่มนวลนั้นหนักแน่น ข้าปักใจเพียงจันทรา คืนใดไร้จันทร์ ข้าก็เฝ้ารอคืนที่ดวงจันทราจะหวนกลับมาอีกครั้ง

            นางเอียงหน้ามองเขา ริมฝีปากแย้มบางแทบจับรอยนั้นมิได้ เอ่ยเย้า

            เจ้าคงไม่ได้อธิษฐานต่อโคมลอยถึงจันทรากระมัง

            เสียงหัวเราะทุ้มเบา เอ่ยคล้ายจะเย้าตอบนาง แต่เจือความอ่อนไหวบางอย่างที่นางไม่รู้จัก

            อาจบางที..ข้าจะมีวาสนา..

            มือใหญ่คีบหยิบใบไม้เล็กๆที่ร่วงหล่นลงมาบนเส้นผมนางราวมักคุ้นเป็นแรมปี

            แล้วนี่..กำลังจะไปที่ใดเล่า

            ไปที่ใด ? ..คำถามนี้ย้อนวนมาอีกครั้ง

            นางนิ่งคิด

            หุยซาง..เมืองเล็กๆไม่ห่างจากที่นี่นัก นางอาจไปหาที่พำนักที่นั่น หรือจะเป็น ช่างไห่ เมืองเล็กที่มีระยะห่างจากที่นี่ใกล้เคียงกับหุยซาง

            เจ้าดูเหนื่อยอ่อน ไปยังเรือนของข้าเถิด จะไม่มีสิ่งใดล่วงเกินต่อเจ้า ข้าเพียงใคร่ให้เจ้าได้พักผ่อน

            น้ำเสียงอาทรยิ่งนัก เกินกว่าจะให้นึกเคืองขุ่นที่ชายหนุ่มจาบจ้วงชวนผู้เป็นสตรีไปเรือนตัวเอง ตาใสซื่อนั้นทำให้ไม่อาจคิดเป็นอื่นในทางหยาบช้า

            จารีตเรื่องระยะห่างระหว่างหญิงชายคงไม่มีในเผ่าวารี..หญิงสาวคิด เจ้าวารีคนซื่อ..

            แล้วข้าเล่า ? เคยอยู่ใต้จารีตข้อกำหนดใดกัน

          นางคือศาสตรา นางไร้ความรู้สึกใดใด นางไร้ตัวตนเช่นมนุษย์ ดังนั้นนางไม่ต้องอยู่ใต้สิ่งใดเช่นสามัญมนุษย์

            ดวงตาทอดไกล รอยยิ้มหยามหยันปรากฏในท่าทีเหม่อลอยอย่างมิเคยเป็นมาก่อน การกวาดล้างครานี้กระทบอยู่ใต้ใจนางยิ่งนัก

          ครานี้..มิน้อยเลย แต่ข้ามิอาจปราณี เพื่อหยุดยั้งมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อต่อไปมิต้องกวาดล้างผู้เผ่าใดอีก จึงต้องสร้างบทเรียนแบบอย่างที่ดุดันไร้เมตตาธรรมเช่นนี้

          เมื่อใดจะถึงวันที่ลี่คุนมิต้องอาศัยใช้ศาสตราอีกต่อไป

          เมื่อใดที่มือข้ามิต้องกวักแกว่งคมหลากศาสตราเพื่อประหาร

          เมื่อใดร่างข้ามิต้องชโลมโลหิตผู้อื่น

          นานวัน ข้ายิ่งเย็นชาต่อทุกชีวิต หรือข้า..จะสิ้นจิตปุถุชนไปแล้วจริงๆ

            แม้ท่าทีเพียงชั่วแวบในความสลัวเพียงแสงจันทร์ แต่ไม่อาจพ้นจากสายตาผู้จับจ้อง แววตาซุกซนสุกใสนั้นอ่อนแสงลง น้ำเสียงที่เอ่ยจึงอาทรนัก

          ไปเถิด..เรือนริมธารของข้าน่าเยือนนัก

 

 

 

          เรือนไม้หลังน้อยที่ถูกโอบล้อมเกือบรอบด้วยธารใสน่าเอ็นดูนัก รอบบริเวณมีต้นใหญ่น้อยของหมู่ฮวาหลากสีสัน องค์หญิงลี่เยว่อิงทอดสายตาไปยังชานเรือนที่ยื่นออกไปสู่ธารอย่างสบหทัย

            ตรงนั้น ชายหนุ่มชี้ไปยังชานเรือน เป็นที่ที่ข้ามักจะนั่งมองเงาจันทราที่ส่องทาบกับผิวน้ำ เพราะเงาจันทร์ในน้ำจะอยู่ใกล้พอให้ข้าเอื้อมแตะได้ถึง

            ประโยคท้ายเจือหัวร่อบางเบา ก่อนหันจับจ้องพักตร์งามกระจ่างใต้แสงจันทร์ นางยังคงหันมองไป ณ.จุดนั้น แก้มนวลใต้แสงละมุนนั้นงามลออตานัก นัยน์ตาเจ้าของเสียงทุ้มมิอาจซ่อนความลุ่มหลงเสียแล้ว

            ความสงบเงียบของรอบบริเวณก่อความพึงใจให้ปรากฏในเนตรคู่งามที่หันมาส่องสบคนตัวใหญ่ การผ่อนคลายที่เกิดขึ้นละลายหน้ากากเย็นชาทีละน้อย และเมื่อหวนนึกถึงน้ำใจไมตรีที่วารีผู้นี้มีให้แล้ว องค์หญิงลี่เยว่อิงจึงคลายวางความไว้ศักดิ์และเกราะน้ำแข็งที่ห่อหุ้มกายต่อผู้คนทั่วไปโดยมิรู้ตัว ดังนั้นที่คนตัวใหญ่เห็นในเวลานี้ คือรอยยิ้มบางเบาที่เจือความหวานอันเป็นรอยยิ้มที่แท้จริงของนาง เนตรโศกงามซึ้งอ่อนแสงลงจนกลายเป็นเผยความอ้างว้างภายใน ทำให้นางกลับกลายเป็นหญิงสาวบอบบางควรค่าแก่การปกป้องทะนุถนอมเป็นที่สุด

            เรือนของเจ้าน่าอยู่นัก เจ้าพำนักเพียงลำพัง ?

            นางเอียงใบหน้ากับคำถามในตอนท้าย ด้วยรู้สึกว่าไม่ปรากฏเสียงหรือความเคลื่อนไหวของสิ่งใดในเรือนน้อยนั้น มิได้มีอื่นใดเคลือบแฝง กล่าวในใจตน

          วิสัยวารีมักชอบจับจ้องผู้คนมิวางตาเช่นนี้หรือ..ประหลาดนัก

            วารีนิสัยประหลาด พยักใบหน้าทีหนึ่ง

            วารีมักสร้างเรือนรวมหมู่ แต่ข้ากลับชมชอบความสันโดษ จึงได้แยกเรือนจากหมู่ หยุดเล็กน้อย แย้มเยือนพลางเอ่ย และข้า..ยังมิได้ร่วมเรือนกับผู้ใด

            องค์หญิงเยว่อิงมิได้ตอบความใด นางปกติแล้วมิได้สมาคมกับผู้ใด แต่เยาว์จนเติบใหญ่มิมีสหาย บางการกระทำและถ้อยความจึงมิได้ไหวรู้ในเชิงชั้นความนัยได้จัดเจนเช่นฝีมือกระบี่ที่มี ความไร้เดียงสาของนางนี้จมอยู่ใต้เกราะเย็นชาที่หนาทึบจนไร้ผู้ใดรู้ถึง เมื่อเกราะแกร่งละลายลงตัวตนเช่นนี้ของนางจึงแจ่มชัด

            พวงม่อหลันสีขาวจากต้นที่อยู่ใกล้ถูกปลิดมาคล้องรอบมวยผมหนานุ่มด้วยความรู้สึกเอ็นดูจากหัวใจของคนร่างใหญ่

            นานเท่าไหร่แล้วที่นางมิกล้าจับต้องมวลบุปผาทั้งที่ปรารถนาใคร่ชื่นชมเพียงใด ความวาดหวังในภาพของการเป็นศาสตราที่ทุกผู้ยกให้กับนางนั้น เป็นสิ่งปิดกั้นมิอาจให้เหลือบแลสิ่งงดงามและความอุ่นโยนใดใดได้เลย

            เป็นอีกครั้งที่วารีผู้นี้กำนัลบุปผาขาวพิสุทธิ์ที่งดงามให้กับนาง ความปราโมทย์เช่นนี้จึงทำให้รอยยิ้มบางเบาที่มีนับแต่ได้เห็นเรือนนี้ คลี่แย้มหวานราวน้ำผึ้งป่าอันเป็นรอยยิ้มแท้จริงที่มิได้เผยกับผู้ใดมานานนับ

            ยิ้มของเจ้า..รังแกหัวใจของข้ายิ่งนัก

            วารีหนุ่มได้แต่คร่ำครวญในอก ทอดมองเรียวปากที่แย้มงามนั้นอย่างลุ่มหลงจนเหม่อเคลิ้ม

          ผ่านค่ำคืนที่แสนหวานนี้ไม่ง่ายเลย โฉมงามของข้า

 

 

 

          ปลาช่างหยู่ว์นึ่งตัวโตนี้มีรสเลิศล้ำจริงดังคำอวดอ้างฝีมือ

            องค์หญิงลี่เยว่อิงที่มักเสวยน้อยราวนักพรตที่กำลังบำเพ็ญตนเข้าสู่การเป็นเซียน มื้อนี้กลับคีบอาหารได้มากคำกว่าที่เคย

            หยุนตวนส่งเสียงเริงร่าเล่าขานเรื่องราวต่างๆพลางคีบเนื้อปลากลิ่นกรุ่นให้กับนางไม่หยุดหย่อน แม้จะมีท่าทีนิ่งเฉยคล้ายไม่ยินยลใดใด แต่นางก็รับอาหารทุกคำที่หยุนตวนคีบวางให้ในชาม เอ่ยตอบนับคำได้แต่ไม่มีท่าทีว่ารำคาญหรือกล่าวตัดความสักเสี้ยว

          เพียงเท่านี้..ชายหนุ่มก็พึงใจยิ่งแล้ว

            เจ้าจะกลับไปที่ใด ? มือใหญ่รินชาส่งให้นางดื่มหลังอาหาร

            ลี่คุน

            สตรีลี่คุน.. เขากล่าวขณะรินชาให้ตัวเอง เจ้ามาทำสิ่งใดในป่ายามค่ำคืน..เอ่อ..

            มือเล็กเรียวงามราวหยกจับถ้วยชานิ่ง จับจ้องน้ำชาในถ้วยใบน้อย อีกฝ่ายทำหน้าเก้อเขินเมื่อระลึกได้ขึ้นมา

            เขาพบนางทำสิ่งใดก่อนมายังเรือนนี้..เมื่อค่ำคืน

            ข้า..ข้าหมายถึง หญิงสาวไม่ควรมาเดินเที่ยวเล่นในป่าตามลำพังโดยเฉพาะยามค่ำคืน

            เหลือบมองใบหน้างดงามไร้ความรู้สึกที่ยังคงทอดสายตากับถ้วยชาในมือ กล่าวอ่อนโยน

                “มิต้องบอกต่อข้า..หากเจ้ายังมิต้องการกล่าวถึง

            มือเล็กยกถ้วยชาขึ้นจิบ ใบหน้าพิลาศล้ำยังคงไม่แสดงความรู้สึกใด นางนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนเหลือบสบมองคนตรงหน้า เอ่ยความที่ตัวนางเองก็คาดไม่ถึง

            หาก..ข้าจะมาที่นี่อีก ได้หรือไม่

            เรือนเล็กพลันสว่างไสวเพราะรอยยิ้มสุกสกาวที่แต่งแต้มเต็มริมฝีปากและแววตาของเจ้าของเรือน

            เอ่ยราวประกาศให้ก้องในหัวใจของตน

 

          เรือนนี้เป็นของเจ้าด้วยแล้ว

 

 

 

 

 ****** โอ้ยย..ปลื้มปริ่ม มากกก เลยอ่ะ

             ได้คอมเมนต์แรกแล้ววว ดีใจสุดๆ

              แนะนำ+วิจารณ์เราได้เลยน้า ทุกๆคนเลยจ้า

              เราเปิดรับได้จริงๆนะ

              คือ อยากเกิด อยากโต ในโลกที่เรารัก


              ตอนที่ 6 นี้ จะย้อนกลับไปนิดนึงนะ ทีนี้ก็ได้รู้แล้วล่ะว่าทำไมเจ้าวารีจอมตื้อถึงได้เกาะติดซะขนาดนี้

               ต่อๆไปจะเริ่มเห็นถึงที่มาที่ไปชัดเจนขึ้นแล้วล่ะ

               อาจจะเนิบๆช้าๆเหมือนหอยทากเป็นเหน็บชาไปบ้าง

               (อั๊กซ์ซ์ซ์ .. เจอโบก ..ก็ขยับความเร็วหน่อยสิยะ)

               ช่วยติดตามด้วยนะคะ ฝึกความอดกลั้น อดทน ไปในตัว 555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

97 ความคิดเห็น

  1. #97 NRAI (@NRAI) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 17:16

    สำนวนเหมือนกลอนเลย อ่านลื่นดี

    #97
    1
  2. #33 Supriya (@Supriya1606) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 15:19
    ขอบคุณนะคะ ????
    #33
    1
  3. #3 beersupaporn (@beerbeerlovekpop) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 00:04
    อ่านทีเดียวถึงตอนนี้เลย สำนวนดีมากค่ะ ชอบ ทำให้รู้สึกถึงอรรครถในการอ่าน การเดาเนื้อเรื่อง ทั้งความคิดความอ่านของตัวละคร บอกได้คำเดียว สนุกมากค่ะ
    #3
    1
    • #3-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 6)
      17 สิงหาคม 2560 / 10:19
      ยิ้มมมมมม ดีใจมากเลยค่ะที่ชอบ :)))))))

      ช่วยติดตามต่อด้วยนะคะ
      อย่าทิ้งกันน้าาาา พลีสสส
      #3-1