ชางเจี๋ย..ขันทีเก้าตำลึง

ตอนที่ 18 : ท่านพ่อชาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 977
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    2 พ.ย. 61

 

            เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาทำให้ร่างบนพื้นหยุดการดิ้นรน

            อิงเอ๋อร์มองรองเท้าหนังหยาบคู่ใหญ่สามคู่ด้วยใจระทึก นางค่อยๆรวบรวมความกล้ายกหน้าเงยมองขึ้นไป บุรุษร่างสูงใหญ่สามร่างทอดสายตาขบขันลงมาที่นาง หนึ่งในนั้นเป็นผู้ที่นางรู้จัก

            อิงเอ๋อร์เบิกตากว้างร้องเรียกอย่างดีใจ

            ท่านอู แก้มัดให้ข้าด้วย

            อูไห่หนานย่อตัวลงใช้มีดตัดหมู่ใบไม้ที่ห่อหุ้มร่างเหลือแต่คอขึ้นไปพลางหัวร่อหึในคอ

            อิงเอ๋อร์ลุกขึ้นนั่งปัดเศษใบไม้ออกจากตัว โล่งใจจนลืมนึกถึงอีกสองผู้ที่จับตาดูอยู่

            มีคนร้ายลักพาองค์หญิงของข้า อาซันไล่ตามมันไปทางนั้น

            นางชี้ไปยังทิศทางที่ว่า แล้วต้องชะงักเพราะผู้ที่นางกล่าวถึงกำลังเดินกลับมาพร้อมร่างอ่อนโรยขององค์หญิงในการโอบอุ้ม

            และยังมีคนอีกผู้หนึ่ง คนผู้ซึ่งมีเส้นผมเป็นสีเงินทั้งศีรษะและมีนัยน์ตาดุจพยัคฆ์

            เวลานี้ร่างสูงใหญ่ห้าร่างอยู่ตรงหน้าให้นางได้เห็นถึงความคล้ายคลึงกัน อิงเอ๋อร์แหงนหน้าคอตั้งจับจ้องใบหน้าแต่ละร่างแล้วมองร่างไร้สติในท่อนแขนใหญ่

            แม้จะเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปกติบางอย่าง แต่ความห่วงกังวลต่อองค์หญิงของนางมีมากกว่า นางจึงเลือกตัดความสงสัยนี้ทิ้งไปก่อน

            อาซัน องค์หญิงปลอดภัยดีหรือไม่ ?

            ชางเจี๋ยย่อตัวลงให้อิงเอ๋อร์ได้เห็นว่าเหอตงหมิงยู่เพียงหลับใหลมิได้มีภยันตรายใดใด

            องค์หญิง.. อิงเอ๋อร์เรียกเสียงเบา

            นางมิเป็นไร

            เฮือก !

       เสียงทุ้มตอบกลับเป็นเหมือนค้อนยักษ์ทุบลงมา

            อิงเอ๋อร์ปากอ้าตาค้างหงายหลังหมดสติไปตามองค์หญิงของนาง

 

            แล้วหลังจากนั้นเล่า ?

                อูเหมยหลินถามต่อเร็วๆ

                อิงเอ๋อร์ค้อนขวับแกะมือของอีกฝ่ายที่เกาะหนึบกับท่อนแขนของนาง

                ข้าก็มารู้สึกตัวอีกทีที่ปลายเตียงขององค์หญิงข้า ฟางเอ๋อร์บอกว่าพวกท่านเหล่านั้นไปพบท่านประมุขที่ตำหนักใหญ่ และบอกอีกว่ามิให้รบกวนองค์หญิง พ้นสิบชั่วยามจะตื่นบรรทมเอง

                ฟางเอ๋อร์ นางกำนัลอันดับรองจากอิงเอ๋อร์ออกเสียงรับคำว่าเป็นเช่นที่เล่าเมื่อดวงตาลูกเกาลัดปรายมา

                เหอตงหมิงยู่นิ่งตลอดการรับฟัง

                รู้หรือมิรู้เรื่องราวการพบปะของสองผู้นำก็ใช่ว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปได้ อย่างไรบิดาของนางก็ตกปากรับคำสัญญากับท่านข่านผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้ว

                ปาข่านกำราบแคว้นเหยียนปกป้องเหอตง ครานี้เป็นฝ่ายเหอตงที่ต้องทำตามข้อตกลง

                เหอตงหมิงยู่พบว่าการตกลงของบิดาในครั้งนี้ มิได้สร้างความทุกข์ระทมแก่นางเหมือนเช่นคราวที่ต้องยอมให้กับแคว้นเหยียนเลย

                จู่ๆความร้อนผ่าวจับเต็มสองแก้ม นางรีบปฏิเสธความรู้สึกหนึ่งที่พุ่งกำหัวใจ ความสั่นไหวที่เหมือนสายลมอุ่นพัดเข้ามานี้ช่างน่าฉงนและไขว่คว้านัก นางหันเหเอาความขุ่นข้องที่ถูกมัดมือชกมาพรางกลบไว้

                เหอตงหมิงยู่กวาดสายตามองเศษซากไม้เรียวที่กระจัดกระจายไปทั่วนับสิบไม้ มองการพังพาบของสิ่งต่างๆรายรอบแล้วนึกย้อนไปถึงเจ้าตัวร้ายผู้นั้น

                หลังการไล่หวดฟาดจนสิ้นเรี่ยวแรง นางรวบรวมแรงสุดท้ายเปล่งเสียงออกมาให้ดูว่านางยังไม่สิ้นความขุ่นเคืองอย่างหมดจด

            อีกสิบปีข้าถึงจะยอมแต่งกับเจ้า

 

 

 

            นางปฏิเสธข้า

                ชางเจี๋ยร้องออกมาดังๆเมื่อกลับมายังตำหนักรับรอง ส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากบรรดาผู้อาวุโสและมอบสายตาแทนฝ่าเท้าให้กับอูไห่หนาน

                นางจะให้ข้ารอไปสิบปี ข้ารอไม่ไหวหรอก

                ปาเก้อหลานปรายตามองราวเห็นทารกร้องจะเอาลูกอมอย่างดื้อดึง เอ่ยคำราบเรียบออกมา

                เจ้าหลอกลวงความไว้วางใจของนาง เจ้าก็ต้องชดเชยเวลาเรียกความไว้วางใจกลับคืนมา

                ชางเจี๋ยได้ยินแล้วต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยิ่งอยากถีบอูไห่หนานให้สาแก่ใจ

                เช่นนี้แล้วเจ้ายิ่งต้องทุ่ม ทุ่มให้หนัก ทุ่มกระจัดกระจายให้คนรอบข้างนางเอนเอียงเอาใจช่วยเจ้า ชางกั๋วเซียคงยึดมั่นหลักการของตน

                คิดการใหญ่ ใจต้องทุ่ม เขากำมือชูขึ้น พยักหน้าหนักแน่นให้บุตรชายฮึกเหิม

                อย่างไรมินานนางก็ต้องแต่งให้เจ้า อูเจียงตบบ่าปลอบใจ

                หากนางยื้อไปเรื่อยๆเล่า

                ฉุด !.. ชางกั๋วเซียหลุดปากเร็วๆแล้วรีบหยุดเพราะสายตาของพี่ชายใหญ่

                พวกเจ้าจะให้ข้าแบกหน้าไปเอ่ยคำขออภัยกับบิดาฝ่ายหญิงตั้งแต่พ่อยันลูกเลยหรือ ? ปาเก้อหลานโคลงศีรษะ

                ชางกั๋วเซียหัวร่อแหะ

                ครั้งนั้น..ปาเก้อหลานต้องมอบทองสิบหาบ ม้าสิบตัว แกะห้าสิบตัว แทนคำขอขมาแก่พ่อตาของเขา จากการที่เขาควบม้าบุกเดี่ยวเข้าเผ่ามู่คว้าตัวธิดาหัวหน้าเผ่ากลางพิธีคัดเลือกเขยอย่างอุกอาจ เพราะช่วงเวลานั้นนามของข่านปาเก้อหลานมิได้ระบือเท่าทุกวันนี้ ภาพของปาซาคือเผ่าเร่ร่อนดุเถื่อนไร้ดินแดนของตนเอง ฝ่ายนั้นจึงรังเกียจกีดกันมิให้เขาเข้าร่วมคัดเลือกด้วย

                ข้าจะไปพบเหอตงป้าย เพิ่มสินสอดเป็นทองอีกห้าสิบคันรถม้า ให้เขาตกปากรับคำกำหนดวันวิวาห์เป็นอีกห้าสิบวันข้างหน้า

                ทองห้าสิบคันรถม้า !? อูเจียงร้องออกมาดังๆ นี่เท่ากับท่านจวนเจียนหมดตัวเชียวนะ !

                จะเป็นไร ชางกั๋วเซียไหวไหล่ ต่อไปเมื่อข้าแต่งลูกสาว ข้าก็จะเรียกสินสอดให้หนักๆชดเชยกับที่เสียไปครั้งนี้

                แค่ก !อูสองพ่อลูกกระอักพร้อมกัน

                อูเจียงไอจนต้องให้บุตรชายช่วยทุบหลัง

                อูไห่หนานหันมองชางกั๋วเซียราวเห็นปิศาจ

                ผู้ใดก็รู้ว่าอูคนลูกมีใจให้บุตรสาวคนเล็กของชางกั๋วเซีย นางเพิ่งผ่านพ้นพิธีปักปิ่นเพียงไม่กี่เดือน อูเจียงหมายใจว่าจะทำการสู่ขอนางให้บุตรชายเมื่อเข้าสู่แว่นแคว้นแล้ว

                ชางเจี๋ยเห็นใบหน้าสหายแล้วต้องหัวร่อออกมา

            สินสอดหนักๆเช่นนี้ถือว่าชดใช้ที่เจ้าทำให้ข้าต้องแบกรับสภาพบ้าใบ้ไร้การสืบพันธุ์จนกลายเป็นคนกระล่อนโป้ปดก็แล้วกัน

 

 

 

            ชางกั๋วเซียแบกใบหน้าเปื้อนยิ้มมานั่งอย่างครึ้มใจที่ตำหนักว่าที่สะใภ้

                ปาเก้อหลานยับยั้งมิให้เขาทำเรื่องเลอะเทอะเขาก็มิไปเร่งรัดเหอตงป้าย หากแต่พี่ชายใหญ่มิได้สั่งว่าห้ามเขามาเยือนสตรีในดวงใจของบุตรชาย ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าสามารถกระทำได้

                ขนมบัวลอยสอดไส้ที่พลาดการหวังชิมครั้งที่แล้วมาอยู่ตรงหน้า ไอร้อนพากลิ่นหอมหวานขึ้นมาแตะจมูก ชางกั๋วเซียตักขนมเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยเพียงสามคำก็หมดถ้วย

                เหอตงหมิงยู่ตักเพิ่มจากโถเคลือบใบใหญ่ให้โดยมิต้องเอ่ยปาก

                หลังจากกลืนคำแรกของรอบที่สอง ชางกั๋วเซียจึงกล่าวออกมา

                ลูกสะใภ้ เจ้าช่างร้ายกาจนัก ฝีมือทำขนมเทพเซียนเช่นนี้จะแกล้งให้ข้าท้องแตกตายอยู่ที่นี่หรือไร

                เหอตงหมิงยู่ขัดเขินกับคำว่า สะใภ้ ที่ได้รับก่อนเวลา นางเอ่ยอย่างนอบน้อม

                หมิงยู่ยังหวังว่าท่านจะถูกใจอาหารอื่นๆด้วย เพราะข้าคิดจะทำอาหารมื้อเย็นส่งไปยังตำหนักรับรองอยู่ก่อนแล้ว

                ชางกั๋วเซียหัวร่อฮาฮาถูกใจเลื่อนถ้วยรับการเติมขนมเป็นรอบที่สี่แล้ว

                เจ้าจะทำสิ่งใดขุนเหล่าผู้เฒ่าบ้างเล่า

                แพะตุ๋นเจ้าค่ะ แล้วก็.. นางเอ่ยรายการอาหารมาอีกหกเจ็ดอย่าง

                แพะตุ๋น..อาหารโปรดของบตรชายตัวร้าย

                ใจเจ้ามีบุตรชายข้า เช่นนี้มิยากแล้ว ชางกั๋วเซียเอ่ยในใจ

                ต้องเป็นมื้อที่ข้าจดจำไว้ เพราะอีกนานกว่าพวกข้าจะได้ชิมฝีมือเจ้าอีกครั้ง

                เหอตงหมิงยู่นิ่งอยู่อึดใจหนึ่งก่อนเอ่ยออกมา

                พวกท่านจะกลับกันแล้ว ?

                มิอาจให้ไพร่พลรอนานไปกว่านี้อีกแล้ว เห็นทางเข้าอยู่ตรงหน้าแต่ยังมิอาจเข้า ทำร้ายจิตใจผู้คนหนักนัก

                เหอตงหมิงยู่รับคำเห็นด้วยกับคำพูดนี้ หลุบตาซ่อนคำถามในใจ

                อาเจี๋ยก็ต้องกลับไปด้วย ชางกั๋วเซียเอ่ยราวรู้ใจนาง มีหลายสิ่งที่ต้องให้เขาช่วยกระทำ การกลับสู่บ้านที่ทิ้งร้างไปนานเท่ากับเริ่มต้นใหม่

                มิง่ายเลย เหอตงหมิงยู่กล่าวเสียงเบา

                ในใจบังเกิดความอ้างว้างเมื่อได้ยินว่าเขาจะจากไป ต่อหน้าผู้เฒ่าที่กำลังจะมาเป็นเช่นบิดาอีกผู้ รวมถึงความปราณีที่สัมผัสได้อย่างแจ่มชัด ทำให้นางปล่อยวางเผลอแสดงความรู้สึกในใจออกมา นัยน์ตาจึงเผยความอ้างว้างและใบหน้าก็เผือดลง

                ใช่ มิง่ายเลย และมิรู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าใดกว่าทุกอย่างจะเข้าที่ แล้วถึงจะมีที่ทางรับรองเจ้ามาอยู่ด้วยได้ อาเจี๋ยเองก็กังวลนัก เขาเกรงว่าเมื่อแต่งเจ้ามาแล้วจะทำให้เจ้าต้องเป็นอยู่อย่างลำบาก

                มือใหญ่ยกชาขึ้นจิบก่อนส่ายใบหน้าทอดถอนใจยาว

                ข้ามิเคยเห็นเขาร้อนรุ่มใจเท่านี้มาก่อน ผ่านศึกใหญ่มานักต่อนัก ความตายอยู่ตรงหน้าเขาก็มิเคยหวั่น อ้อ..มีอีก ข้าจะเล่าให้ฟัง คราที่ไปตีแคว้นเหยียน เจ้าลูกไม่ได้เรื่องของข้ามิรู้กินดีหมีมาจากไหน บุกเข้าฟาดฟันจนตกไปอยู่ใจกลางวงล้อมหวิดหวิดสิ้นชื่อ ร้องออกมาคำเดียวว่า เพื่อหมิงยู่ ขนาดนี้แล้วจะให้เขาทนดูเจ้ามาลำบากได้อย่างไร

                เหอตงหมิงยู่ใจหายจนใบหน้าเผือดลงไปอีก นึกถึงแผลที่ใต้คางของเขา แผลนี้..ใกล้ลำคอยิ่งนัก

                ข้ามิได้กังวลเรื่องคับที่ปานนั้น นางหลุดคำออกมาอย่างมิรู้ตัว

                เช่นนี้มิต้องรอถึงสิบปีใช่หรือไม่ ? ชางกั๋วเซียถามต่อเร็วๆ

                มิต้อง.. เหอตงหมิงยู่ชะงักงันเงยมองหน้าผู้เฒ่าตรงหน้า

                ใบหน้าใหญ่บานกว้างเพราะรอยยิ้ม ชางกั๋วเซียผลุดลุกทันที

                ข้าจะรีบกลับไปบอกท่านพี่เจ้าตกลงแล้ว

                ข้าตกลงเรื่องใด ?

                วิวาห์ภายในห้าสิบวัน กล่าวจบแล้วก้าวอาดๆจากไปอย่างรวดเร็วผิดกับร่างใหญ่เทอะทะ

                เดี๋ยว ข้ายังมิได้..

                เหอตงหมิงยู่ทิ้งมือลง นางหันหน้าเผยอปากน้อยๆไปทางอิงเออร์และนางกำนัลอีกสองนางที่ก้มหน้ากลั้นหัวร่อจนร่างสั่นริกๆ

                คู่หมั้นของนางนับว่าร้ายกาจเจ้าเล่ห์แล้ว ยังมิได้หนึ่งในสิบของบิดาเขา

                เหอตงหมิงยู่ทิ้งหลังพิงพนักเก้าอี้

            ข้ายังใช้ชื่อ หมิงยู่ (ชัยชนะ) ได้หรือไม่นะ

 

 

 

            องค์ชายสามเหอตงลี่เหอหลุบมองถ้วยชาในมือ

                น้ำสีอำพันในถ้วยสะท้อนภาพคนที่อยู่คล้อยไปเบื้องหลัง

                มันเรียกว่า อาหร่าน

                มันติดตามเขามาร่วมห้าปีแล้วนับจากได้พบเจอที่ป่าชายขอบฝั่งแคว้นลี่คุน

                ครั้งนั้นเขาในวัยสิบห้าได้ลักลอบออกจากค่ายและเหอตงเฟิ่งสวี่ในวัยสิบเอ็ดได้มาพบเห็นโดยบังเอิญ เพื่อแลกกับการสงบปากคำของนางจึงมีแต่ต้องพานางไปด้วย

                ความคึกคะนองและไม่คุ้นชินกับสถานที่ทำให้พวกเขาทั้งสองพลัดตกในหลุมที่แม้ไม่ลึกแต่ก็ไม่ตื้นพอจะขึ้นมาเองได้ อีกทั้งเหอตงเฟิ่งสวี่ได้รับบาดเจ็บที่ต้นแขนซ้าย ถึงบาดแผลจะไม่ฉกรรจ์แต่ก็ทำให้นางเอาแต่ร้องไห้เมื่อเห็นมีโลหิตไหลออกมา และยิ่งไม่ฟังคำพูดของเขาทำให้ต้องดุนางไปหลายคำ

                เสียงของคนทั้งสองทำให้คนจรอย่าง อาหร่าน หาต้นเสียงพบและช่วยเหลือพวกเขาขึ้นมา แล้วใช้ยาที่พอมีติดตัวทำการรักษาเบื้องต้นให้ก่อน

                ตอนที่อาหร่านม้วนแขนเสื้อดูบาดแผล เขาจึงได้เห็นว่าที่ต้นแขนด้านซ้ายของเหอตงเฟิ่งสวี่มีปานแต้มหนึ่ง เป็นปานสีแดงที่มีรูปร่างคล้ายม่อหลันฮวา อาหร่านเหมือนจะให้ความสนใจปานนั้นมากกว่าเขาเสียอีก มองจนนิ่งไปครู่ใหญ่จนเหอตงเฟิ่งสวี่เกิดความกลัวการจับจ้องของอาหร่าน และยิ่งร้องไห้หนักขึ้นจนเขาปวดแก้วหู

                จากการช่วยเหลือครั้งนั้นเอง มารดาของเขาก็ได้ตอบแทนด้วยการให้อาหร่านมาเป็นคนของตำหนัก มิต้องใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรอีก

                เหอตงลี่เหอราดน้ำชาผ่านคอก่อนลุกขึ้นยืน

                ร่างผอมสูงขยับเข้าใกล้แต่มิได้เอ่ยคำ มันน้อยครั้งจะเอ่ยวาจาเช่นนี้แต่เริ่มแรกจนเหอตงลี่เหอมิใส่ใจแล้ว

                ข้าเบื่อ จะออกไปเดินเล่นเอ่ยมิทันจบก็คว้าไม้ค้ำที่พิงอยู่ใกล้ๆทันที

                อาหร่านพยักหน้ารับแล้วเดินตามหลังร่างใช้ไม้ค้ำไป

                ทางเดินระหว่างตำหนักปูด้วยอิฐต่อกันเป็นทางยาว เหอตงลี่เหอพยุงตัวก้าวช้าๆผ่านเส้นทางตำหนักพระสนมสาม

                แววตาลึกในตาเรียวรีคล้ายงูของอาหร่านสะบัดไหวเมื่อหันไปทิศทางนั้น

 

            มันที่มิเคยแย้มยิ้มให้ผู้ใดกลับปรากฏรอยยิ้มออกมา

 

 

 

 

*****      02/11/2561

               ท่านพ่ออออ..ท่านจะมารวมหัวกับอาเจี๋ยเจ้าเล่ห์ใส่หมิงยู่ไม่ได้นะ

                ส่วนอาหร่านนี่ก็..ชักจะไม่ธรรมดาแล้วแฮะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

178 ความคิดเห็น

  1. #64 rudeet (@rudeet) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 / 16:53

    ท่านพ่อท่านเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก พ่อลูกเหมือนกันเจ้าเล่ห์เหมือนกัน


    อาหร่านเป็นใครกันนะ เกี่ยวข้องอะไรกับหญิงแปด

    #64
    1