ชางเจี๋ย..ขันทีเก้าตำลึง

ตอนที่ 2 : หมิงยู่แปลว่าชัยชนะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1621
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    22 ก.ค. 61

 

            ท่านช่วยย้ายสายตาไปที่อื่นบ้างได้หรือไม่ ?

                ชางเจี๋ยใคร่ร้องบอกกงจู้แห่งแคว้นเหอตงเป็นคำพูดดังๆ

                สายตาคมวาวของนางจับจ้องสำรวจทั่วร่างเขาเกือบสองเค่อแล้ว ทั้งยังให้นางกำนัลคนสนิทมาแก้เชือกมัดผมของเขา สางจนทั่วเพื่อดูว่ามีเหาหรือไม่

                เหอตงหมิงยู่พยักใบหน้าช้าๆอย่างพึงพอใจ นางมิรู้เขาเป็นเผ่าใด มัวรีบร้อนปิดการค้าให้ไวทำให้นางลืมถามกับอูไห่หนานเสียสนิท

                ข้ามิมักคุ้นกับการแต่งกายของเจ้าเลย

                นางมองชางเจี๋ยขึ้นๆลงเป็นครั้งที่เกินสิบแล้ว

                ขันทีทาสของนางอยู่ในชุดทอด้วยเส้นด้ายหยาบใหญ่ปกปิดทั่วร่างแต่ดูโล่งโปร่ง ย้อมสีด้วยเปลือกไม้เป็นสีน้ำตาลปนเขียวดูแปลกตา คอเสื้อยังเย็บถ่วงคล้ายถุงให้จับขึ้นคลุมศีรษะและใบหน้าได้ นางเอียงใบหน้าเมื่อเห็นรองเท้าของเขา รองเท้าหนังสัตว์ตัดเย็บอย่างดีห่อหุ้มมิดชิดดูมีราคาเกินทาสไพร่ใช้

                นายเก่าของเจ้าเลี้ยงดูเจ้าดีแท้

                นางกล่าวเบาๆพลางนึก

            เจ้าต้องยังประโยชน์ให้เขามากอยู่ เขาจึงดูแลเจ้าดีเช่นนี้ นับว่าดีนักที่ข้าฉกซื้อเจ้ามาได้

                เวลานี้ภายในเกี้ยวใหญ่ควรมีพื้นที่เพิ่มขึ้นเพราะสิ่งของมากมายแตกหักจนต้องทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ แต่ที่ควรว่างกลับถูกร่างใหญ่นี้มาเติมทดแทนจนเป็นคับแคบเหมือนจะมากกว่าเดิม

                เหอตงหมิงยู่เอนกายบนตั่งนอน เก้าอี้ของนางแตกหักไปแล้ว จึงมีแต่ต้องใช้ตั่งนอนแทนเก้าอี้ นางรวบ พัดผ้าไหมปักดิ้นทองจากเผ่าลานาที่นางซื้อมาสี่ร้อยห้าสิบตำลึง ในมือช้าๆ เคลื่อนตัวลงจากตั่งก้าวเข้ามาใกล้ร่างใหญ่เกินกว่าสามก้าวอย่างมิใส่ใจเสียงทักท้วงเบาๆของอิงเอ๋อร์

                องค์หญิง ท่าน เอ้อ ท่านใกล้บ่าวเกินไปแล้ว

                ระยะห่างสองก้าวครึ่งทำให้ชางเจี๋ยได้พินิจใบหน้าของนางชัดเจนขึ้น นางมีใบหน้าที่เค้าโครงเด่นชัด ผิวแก้มเนียนละเอียดราวกังไส เครื่องหน้าของนางเท่ากันซ้ายขวาและรับส่งกันให้ใบหน้านี้มีความงดงาม แม้มิได้งดงามจนบุรุษตื่นตะลึงแข็งค้างคราแรกเห็น ทว่าก็งามอยู่มากเช่นกัน และไฝเม็ดเล็กที่อยู่ล่างมุมปากซ้ายก็ทำให้ความเกลี้ยงเกลานั้นมีจุดน่าสนใจขึ้น

                นางปล่อยให้เขาจับจ้องนางอย่างมิเก้อเขินเช่นสตรีทั่วไป คล้ายกับว่านางกำลังสอนทารกจดจำตัวหนังสือบนหน้าตำราเรียน

                กระทั่งชางเจี๋ยเองเริ่มรู้สึกตัวว่าไร้มรรยาทต่อสตรีเกินไปแล้ว จึงเป็นเขาที่ใบหน้าจับสีขึ้นมา ขยับริมฝีปากแล้วรีบหุบนิ่งเสสายตาไปทางอื่น

                พวกเราเดินทางกันมาได้ครึ่งวันแล้ว ราวห้าสิบลี้จะถึงเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง ถึงที่นั่นแล้วข้าจะให้คนหาซื้อหมั่นโถวให้เจ้า เพราะดูทีแล้วอาหารเมื่อเช้าคงมิช่วยให้เจ้าอิ่มท้องได้นานนัก..อาซัน

                นางพยักใบหน้าอย่างพึงใจในชื่อที่ตั้งให้เขา

            ตัวเจ้าสูงใหญ่ปานภูเขา ชื่อนี้เหมาะกับเจ้าแล้ว

                อาซัน..ข้าจะเรียกเจ้าว่าอาซัน ไม่ว่าเดิมเจ้าจะถูกเรียกเช่นไรข้าก็จะเรียกเจ้าด้วยชื่อนี้ ข้าซื้อเจ้ามาในราคาเก้าตำลึงเพื่อมาเป็นขันทีข้างตัวข้า ดังนั้นนับแต่นี้ชีวิตเจ้าเป็นของข้า

                ชางเจี๋ยกระพริบตาปริบ

            ขันทีข้างตัว ?

                ใช่ขันทีที่ต้องรับใช้ใกล้ชิดเท่าเทียมนางกำนัลส่วนตัวหรือไม่ ?

                ชางเจี๋ยนึกถึงคำบอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงข้อบัญญัติในราชสำนักบางข้อที่แคว้นต่างๆเริ่มใช้ตามกัน เป็นเพราะมิอาจวางใจผู้ใดในช่วงของการแก่งแย่งชิงอำนาจ ผู้มีศักดิ์ใหญ่จึงให้มีขันทีควบคู่กับนางกำนัลข้างกาย และขันทีที่เลือกใช้จะเป็นขันทีที่มีฝีมือการต่อสู้ ไม่ก็มีพละกำลังมหาศาล ทั้งนี้เพื่อปกป้องตนเอง

                และความใกล้ชิดนี้รวมถึงทุกช่วงเวลากระทั่งยามอาบน้ำและยามหลับนอน จึงเรียกขันทีข้างกายหรือขันทีข้างเตียงก็มิผิด

                ชางเจี๋ยทำได้เพียงบื้อใบ้อย่างโง่งม คิดมิถึงว่าการเข้ามาเที่ยวเล่นเพื่อสอดส่องดินแดนห้าขุนเขานี้จะก่อเรื่องมัดตัวไปได้

                แต่เอาเถิด ในเมื่อโอกาสได้เข้าถึงแคว้นเหอตงมาอยู่ตรงหน้าจะไม่ฉวยคว้าได้อย่างไร

                ทว่าการต้องอยู่ใกล้ชิดจะถูกนางจับสังเกตได้หรือไม่ นางนั้นมิใช่โง่งมเลยสักนิด

                ทำตัวประหนึ่งคนใบ้มิสู้กระไร แต่อีกการวางท่าทีนี่สิ..

            ข้าเคยถูกตอนที่ไหนกันเล่า ?..

                ชางเจี๋ยเอ็ดอึงในใจจนเผลอพ่นลมหายใจฮึดฮัดออกมา

                อาซัน !”

                เหอตงกงจู้ตวาดด้วยเสียงอันดัง

                เจ้ามิพอใจชื่อนี้ ? แล้วไร ? เจ้าเลือกได้ ? หากเจ้ามีทีท่ากระด้างกระเดื่องเช่นเมื่อครู่อีก ข้าจะให้ฝ่ายราชทัณฑ์ตอนเจ้าซ้ำ สิ่งที่เจ้าขาดหายไปแล้วใช่ว่าข้าจะกระทำอีกมิได้ ข้าจะตอนเจ้า ! ตอนเจ้า ! ตอนเจ้า ! คว้านเจ้าจนถึงกระดูกซี่โครง !”

                ชางเจี๋ยอ้าปากค้าง

                ทุกคำย้ำว่าจะตอนเขา นางจิ้มนิ้วของนางลงบนเนื้อแข็งๆกลางอกเขาเพิ่มน้ำหนักคำพูดว่านางสามารถกระทำได้จริง

            กงจู้ผู้นี้ดุร้ายยิ่งกว่าแม่อูฐที่เพิ่งตกลูกเสียอีก

                อาซัน ?

                นางเรียกเพื่อทดสอบเขา ขึงตาจนคิ้วยู่

                ชางเจี๋ยพยักหน้ารัวๆ

                เกี้ยวที่กำลังขับเคลื่อนเป็นจังหวะสม่ำเสมอพลันกระตุกเพราะล้อเกยผ่านหินแข็งก้อนใหญ่ ทำให้ตัวเกี้ยวเอียงไปวูบหนึ่ง ส่งให้ร่างบางระหงของเหอตงหมิงยู่เอียงเซไป

                มือหนาใหญ่ยึดไหล่ของนางไว้อย่างรวดเร็วก่อนการเข้ารับของอิงเอ๋อร์ มือที่รวดเร็วและเปี่ยมพลังยึดให้ร่างนางตั้งมั่นแทบจะทันทีที่เกิดอาการเซ

                เจ้ามิบังควรแตะต้ององค์หญิง

                อิงเอ๋อร์ขึงตาส่งเสียงดุเจ้าทาสหน้าใหม่ที่นับจากนี้จะมีฐานะทัดเทียมกับนาง

                ชางเจี๋ยปล่อยมือโดยเร็ว

                หรือเจ้าจะให้เขาปล่อยข้าล้ม ?

                เหอตงหมิงยู่เบนสายตาถามอิงเอ๋อร์ที่ต้องหลุบสายตาทันทีที่นางกล่าวทั้งพึมพำคำขออภัย นางหันกลับไปนั่งบนตั่ง ความพึงพอใจในการปกป้องที่ฉับไวของนางก้าวเลยไปถึงคนอีกผู้

            อาซันผู้นี้คือไม้ท่อนใหญ่ที่ข้าจะใช้ตีสุนัขข้างกายท่าน..องค์ชายสาม

 

 

 

            ชางเจี๋ยกรอกตาไปมาอย่างมิรู้จะวางตัวเช่นไร

                หลังฉากบางๆที่เขายืนเฝ้าอยู่คือร่างขาวเนียนเกลี้ยงเกลาของกงจู้แห่งเหอตงที่กำลังรับการปรนนิบัติจากนางกำนัลสามนาง

                เสียงการวักน้ำและกลิ่นของเครื่องหอมผสมกับกลิ่นละมุนจากเนื้อนางทำให้คนเฝ้าต้องเผลอสร้างภาพในหัวตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัย เนื้อตัวของบุรุษหนุ่มก็ร้อนผ่าวเครียดเกร็งไปทั้งร่าง

                วันนี้เป็นวันที่สามแล้วที่พวกเขากลับมาถึงแคว้นเหอตง และเป็นวันที่สามที่เขาทำหน้าที่อารักขายามเหอตงหมิงยู่สรงสนาน

                ไหนจะสองราตรีที่หลับนอนปลายเตียงนางอีกเล่า ราตรีที่สามนี้ก็คงมิแคล้ว

                เสียงยกตัวขึ้นจากน้ำและก้าวออกมาจากอ่างดึงสติชางเจี๋ยกลับมาให้ควบคุมร่างกายตนเองอย่างเคร่งครัด

                ร่างระหงก้าวออกพ้นฉากกั้นมีเพียงชุดคลุมบางเบาสวมทับ ผมเปียกชื้นปล่อยยาวทิ้งตัวเลยแผ่นหลัง

                นางก้าวผ่านพร้อมทิ้งกลิ่นจรุงให้กับชางเจี๋ยไปนั่งบนเก้าอี้หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ให้นางกำนัลซับเรือนผม

                ข้าได้มาจากกองคาราวานพ่อค้าเร่ชาวเปอร์เซีย

                นางเหลือบสบตาชางเจี๋ยในกระจกที่เห็นเขามองกระจกเงาอันเล็กมีด้ามยาวในมือนาง

                สิ่งนี้ขนาดเล็กเพียงฝ่ามือ แต่ข้ากลับเสียไปถึงแปดสิบตำลึงเพื่อให้ได้มันมา

                ชางเจี๋ยมองกระจกวาวใสเหมือนผิวน้ำ ส่องชัดกระจ่างตากว่าทองเหลืองหลายเท่า แม้ใจยอมรับความพิเศษของมันแต่กระนั้นยังอดค่อนขอดมิได้

            แพงกว่าข้าอีก แต่ดูแล้วท่านกลับจ่ายให้กับมันอย่างมิเสียดาย กับตัวข้าท่านหักล้างจนราคาน้อยกว่าลูกหมูตายเมื่อแรกคลอดเสียอีก

                เจ้าไปยืนตรงนั้น

                อิงเอ๋อร์ชี้ไปยังมุมห้องสลับกับตัวชางเจี๋ย แล้ววนนิ้วเป็นวง

                แล้วหันไปเสีย

                แม้ว่าอีกฝ่ายจะตอนแล้ว แต่อิเอ๋อร์ก็มิอาจทำใจให้บุรุษเห็นเรือนร่างองค์หญิงของนางได้

                ชางเจี๋ยก้าวไปตรงจุดที่อิงเอ๋อร์ชี้ หมุนตัวมองออกไปกลางสวนข้างนอกเหมือนเช่นสองครั้งก่อน มิใส่ใจฟังเสียงผลัดเปลี่ยนอาภรณ์

                ยามสนทยาที่หมู่วิหคน้อยควรกลับเข้ารัง มีเงานกใหญ่ตัวหนึ่งบินตามแสงมาเกาะบนกิ่งสูงแล้วนิ่งอยู่ ชางเจี๋ยมองกลับไปเป็นทางย้อนแสงจึงมิอาจเห็นชัดนัก ดูเหมือนว่ามันจะให้ความสนใจชางเจี๋ยเช่นกัน เพราะแสงวับวาวจากนัยน์ตาของมันส่องตรงมาที่เขาเป็นครู่แล้ว

                เสียงการขยับบอกให้รู้ว่าเหอตงหมิงยู่นางแต่งกายเรียบร้อยแล้ว

                ชางเจี๋ยหันมาทำท่าทางว่าเขาปวดท้องต้องการไปสุขา พอนางพยักใบหน้าเขาก็รีบพุ่งตัวออกไปทันที

                มันสมควรเรียนรู้ระเบียบการวางตัวให้มาก

                อิงเอ๋อร์คล้ายทูลฟ้องคล้ายบ่นว่าชางเจี๋ย

                แม้มิได้เกลียดชังชายพิการสองส่วนผู้นี้ แต่การมาอยู่เทียบเท่านาง และกงจู้ของนางมีทีท่าว่าพึงพอใจมัน ก็ทำให้อิงเอ๋อร์อดตั้งแง่มิได้

                งั้น..เจ้าสอนมัน หากในสิบวันมันยังมิรู้ธรรมเนียมแคว้น ข้าจะหักเบี้ยหวัดเจ้าครึ่งหนึ่ง

                เหอตงหมิงยู่กล่าวอย่างเกียจคร้าน มิใส่ใจการปากอ้าค้างของอิงเอ๋อร์

            นางก้มเอียงใบหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมเหลือบส่งไปที่กิ่งไม้ใหญ่ข้างนอก มุมปากแย้มเย้ยบางเบา

 

 

 

            ปีที่สี่แห่งเหอตง นับแต่ เหอตงป้าย รวบรวมหลากเผ่าสร้างแคว้นของตนขึ้นบนกึ่งหนึ่งของแดนที่เคยกล่าวนามว่า จินคุน

                นักรบผู้กล้าที่บัดนี้คือฮ่องเต้แห่งแคว้นเหอตงกวาดสายตาไปทั่วโต๊ะอาหาร มื้อใหญ่มื้อนี้รวมโอรสธิดาจากชายาเอกและสนมอีกสี่รวมบุตรและบุตรีได้สิบแปดคน

                ข้างกายเขาคือชายาเอกและองค์ชายใหญ่ต่อด้วยเหอตงหมิงยู่ธิดาที่เกิดจากสนมรอง

                เจ้าเที่ยวซุกซนไกลเกินไปแล้ว หมิงยู่

                เหอตงป้ายหันกล่าวกับธิดาคนโปรดอย่างเอ็นดู ความเป็นเจ้าเผ่าเล็กมาค่อนชีวิตทำให้คุ้นชินกับการกระทำและคำพูดมิต่างสามัญชน

                ธิดาผู้นี้นอกจากจะเกิดกับภรรยาที่เขารักมากที่สุดแล้ว นางยังอำนวยโชคให้เขาชนะทุกศึกนับแต่นางถือกำเนิดจนถึงขั้นรวบรวมตั้งขึ้นเป็นแคว้นได้

                เหอตงหมิงยู่แย้มเยี่ยงทารก เป็นแย้มแบบที่มีให้กับบิดาผู้เดียวเท่านั้น นางเอ่ยเสียงใส

                ลูกมิใช่เที่ยวเรื่อยเปื่อยแต่อย่างเดียว ยังได้เรียนรู้สภาพชายขอบแคว้นและเผ่าต่างๆ และยังได้ทำการจดบันทึกมาถวายท่านพ่ออีกด้วย

                เหอตงป้ายยิ้มกว้าง บันทึกเล่มนั้นเขียนบอกสภาพการณ์ได้อย่างละเอียดลออพร้อมภาพประกอบ บุตรสาวผู้นี้มีความละเอียดรอบคอบและมีสายตาที่แหลมคมกับการสังเกตการณ์ทุกเรื่องทุกสิ่ง อีกทั้งยังสอดแทรกความคิดเห็นที่หลักแหลมลงมาอีกด้วย

                เมื่อดึงสายตากลับมาผ่านองค์ชายใหญ่แล้วก็อดนึกเสียดายมิได้ที่บุตรชายคนโตมิได้มีคุณสมบัติเช่นหมิงยู่เลย การแต่งตั้งตำแหน่ง ไท่จื่อ จึงยังมิมีกำหนดมาจนถึงวันนี้

                ข้าคงต้องขอเรียนรู้จากเจ้าให้มาก

                เป็นองค์ชายสามที่กล่าวออกมา

                เหอตงหมิงยู่หัวร่อเบา

                ละอายแล้ว ข้าเป็นเพียงสตรีอ่อนแอมีสิ่งใดชี้แนะผู้ปราดเปรื่องตำราพิชัยสงครามอีกทั้งวรยุทธ์กล้าแกร่งเช่นท่านได้ จะมีก็เพียงพอหัดทำอาหารเล็กน้อยเช่นนี้..

                นางกล่าวพลางเลื่อนน้ำแกงชามใหญ่ไปทางเขา

                ซุปตุ๋นชามนี้อาจจะพอใช้โอ้อวดได้บ้าง

                เหอตงป้ายชะเง้อมองทำเสียงบอกความสนใจอาหารพิเศษชามนี้

                นางกำนัลตรงเข้าตักแบ่งตุ๋นจากชามใหญ่แบ่งลงถ้วยเล็กวางให้กับทุกผู้อย่างรู้หน้าที่โดยมิต้องสั่งความ

                เหอตงหมิงยู่กวาดส่งยิ้มไปทั่วกระตุ้นให้ทุกคนรีบตักชิมอาหารที่นางทำเพื่อเอาใจนางต่อหน้าประมุขสูงสุด

                แม้เพื่อเอาใจ แต่น้ำแกงถ้วยนี้รสชาติมิเลวเลย มิต้องให้ผู้เอาใจฝืนกิน ต่างคนจึงต่างตักซดและชิมเนื้อในซุปที่ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยอย่างเอร็ดอร่อย

                ลูกสาวข้ามีฝีมือให้บิดาอวดโอ่ได้มิต้องละอายผู้ใดแล้ว

                เหอตงป้ายกวาดตักเนื้อในถ้วยเข้าปาก

                รสชาติแม้มิคุ้นทว่ามิเลวเลย เป็นเนื้อสัตว์ชนิดใด ?

                เหอตงหมิงยู่แย้มหวานจับจิตให้บิดาแล้วเลยไปจนถึงองค์ชายสาม

                ดวงตาคมของนางวาววับเพราะรอยแย้มขึ้นจับจองจนเต็ม

            นกเหยี่ยวเจ้าค่ะ

                เสียงฮือรอบโต๊ะอย่างทึ่ง มิคิดว่านางจะนำเอานกชนิดนี้นำมาประกอบอาหารได้

                องค์ชายสามระงับการสำลักแทบมิทัน กล้ำกลืนคำที่เกือบพุ่งพรวดออกมาเร็วๆจนกระแอมไอเสียงลั่น

                เขาอุดปากตัวเองด้วยผ้าเช็ดหน้าราคาแพง พุ่งสบสายตาเจ้าของตุ๋นชามเด็ด

                นัยน์ตาของนางที่เขาเห็นครานี้คือความคมวาวมิต่างกระบี่เนื้อดี บอกว่านางพร้อมประดาบกับเขาทุกเมื่อ

                เหอตงหมิงยู่แปรความหยาดเยิ้มของรอยยิ้มเป็นกระด้างชาที่เย่อหยิ่ง

            เรื่องราวเมื่อวานเย็นยังส่งผลต่อเนื่องในความคิดของนาง

 

 

 

            อาซัน เจ้านำสิ่งใดกลับมา

                นางได้ถามหลังจากที่ขันทีข้างเตียงของนางกลับจากการทำธุระส่วนตัว

                ในมือของเขามีนกใหญ่ตัวหนึ่งหัวห้อยโดนรวบขาในมือใหญ่อย่างหมดสภาพ เขาวางร่างนกตัวนั้นลงบนโต๊ะให้นางได้เห็นชัดๆ

                ข้อเท้าของมันรอยคอดว่าเคยสวมปลอกแสดงความมีเจ้าของ รอยนั้นเมื่อมองอย่างละเอียดยังเห็นลางๆว่าคือตราองค์ชายสาม

                ที่สำคัญคือเล็บของมันข้างหนึ่งหัก..

                เล็บมันหักเพราะปลายเล็บของมันฝังติดอยู่กับเนื้อของนางกำนัลผู้ภักดีคนหนึ่งที่เอาตัวบังมิให้เหยี่ยวตัวนี้จู่โจมนาง และพิษที่เคลือบมากับเล็บทำให้นางต้องเสียนางกำนัลผู้นั้นไปอย่างที่หมอหลวงมิอาจรักษาได้ทัน และนางได้ทำการเก็บเศษเล็บนั้นไว้เป็นหลักฐาน

                เรื่องนี้เกิดตั้งแต่วันที่นางกำลังจะออกจากแคว้น นางเก็บเรื่องราวนี้ไว้ให้ผู้กระทำเข้าใจว่า นางคิดว่าเป็นเพียงนกดุร้ายธรรมดา

                เจ้านกร้ายตัวนี้ได้ย้อนกลับมาจึงถูกขันทีของนางจับได้

                องค์ชายสาม ท่านควรรู้เหตุใดบิดาจึงให้ชื่อข้าว่า หมิงยู่ หลังการเกิดของข้าพร้อมชัยชนะเหนือศึกที่เคี่ยวกรำมานานจนแทบมิเห็นลู่ทาง

                ท่านคิดว่าท่านสามารถ ?

                จะได้อย่างไร ในเมื่อ..

 

            หมิงยู่ แปลว่า ชัยชนะ

 

 

 

 

*****      13/07/61

                เราเพิ่งกลับมาถึงค่ะ เลยเพิ่งได้อัพ

                ช่วงนี้เดินทางไกลบ่อยนิดนึง

                คิดถึงทุกคนนะคะ และขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจด้วยค่ะ ^^


22/07/61

แก้ไขอยู่คำสองคำ เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนแปลงค่ะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

178 ความคิดเห็น

  1. #31 Ann (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กันยายน 2561 / 14:46

    สนุกมากเลยค่ะไรท์

    #31
    1
    • #31-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 2)
      21 กันยายน 2561 / 16:26
      ขอบคุณมากค่า
      กำลังใจก็มาจากคนอ่านทุกท่านนี่แหละค่ะ ^^
      #31-1
  2. วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 11:28
    ชอบนิยายจีนที่มีเรื่องเกี่ยวกับเผ่าต่างๆนอกจากฮั่น มันทำให้ดูเหมือนในประวัติศาสตร์จริงๆเลย
    #17
    1
    • #17-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 2)
      24 สิงหาคม 2561 / 14:55
      ขอบคุณมากค่า ^^

      เราเองก็ชอบเรื่องของเผ่าเล็กๆที่ไม่ค่อยมีใครจับตาค่ะ
      ประเทศจีนทุกวันนี้ก็ยังมีชนเผ่าต่างๆเยอะมากกก
      ยิ่งในจังหวัดไกลๆที่การพัฒนายังไปไม่ถึง สภาพแวดล้อมยังดูมีความโบราณอยู่มากค่ะ
      คนที่นั่นก็เป็นเผ่าต่างๆรวมกัน บางเผ่าดูลักษณะแล้วไม่น่าเชื่อว่าอยู่ในจีนด้วยซ้ำ
      ทำเอาต่อมมโนบรรเจิด 55555

      เราก็อาศัยตรงนี้ กับฟังคนดั้งเดิมเล่าถึงบรรพบุรุษกับความเป็นมา
      มาเป็นแรงบันดาลใจน่ะค่ะ

      อย่างในเรื่อง ศาสตราจันทรา ก็เอาสภาพของหมู่บ้านที่มีภูเขาล้อมรอบถึง 5 ลูก มาจิ้น
      จนโยงมาถึงเรื่องนี้ ที่พูดถึงดินแดนเทือกเขาทั้งห้าน่ะค่ะ ^^
      #17-1