ชางเจี๋ย..ขันทีเก้าตำลึง

ตอนที่ 20 : สำนักแดนใต้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 780
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    16 พ.ย. 61

 

                หมิงยู่ของข้า..

            คืนแรกบนแผ่นดินแม่หามีใครนอนหลับไม่ พวกเราชาวปาซาล้วนมีแต่คำสรวลเสแย้มยิ้มให้แก่กัน ในดวงตาทุกผู้ราวกับมีไอน้ำเคลือบจับ ทั้งปิติทั้งหวงแหนผืนแดนนี้ตั้งแต่ย่างก้าวแรกที่เหยียบเข้ามา ทั้งที่เป็นแดนป่ารกทึบมีทั้งไม้ใหญ่และเถาพืชเกี่ยวพันกันยุ่งเหยิงไปหมด ทว่าความเขียวขจีที่แสนอุดมสมบูรณ์นี้เป็นยิ่งกว่าดวงแก้วที่สวรรค์ประทานให้ ด้วยเราชาวปาซาต้องอยู่อย่างแร้นแค้นท่ามกลางทะเลทรายมาถึงสามชั่วคนแล้ว แม้แต่ตัวข้าเอง แรกกำเนิดก็เห็นแต่ทะเลทรายและรับแต่ความผ่าวร้อนเจียนไหม้มาตลอด

            มิต้องพูดถึงต้าเหย่ชางกุนและต้าเหย่อูจินสองท่านทวดผู้เป็นบรรพชนรุ่นแรกของเผ่าเลยว่าทั้งสองท่านจะตื่นเต้นยินดีขนาดไหน ทั้งหัวร่อทั้งร่ำไห้จนลูกหลานเกรงจะเจ็บไข้

            สองผู้เฒ่าเล่าว่า การล่มสลายในครั้งนั้นถูกกระทำการหว่านเกลือลงหน้าดินทั่วแคว้น จนปาซากลายเป็นแดนต้องสาปมิสามารถเพาะปลูกสิ่งใดได้ ทว่าสามชั่วคนที่ผ่านมานี้ ผืนดินได้ฟูมฟักตัวเองจนกลับมาเป็นอุดมสมบูรณ์ดังเดิม

            แคว้นของข้ากำลังถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง แม้เป็นการเริ่มต้นใหม่บนการไร้ซึ่งทุกสิ่ง แต่ข้าก็มิหวั่นแม้ว่าจะต้องบากบั่นหนักหนาเพียงใดก็ตาม

            หมิงยู่..เจ้ามั่นใจข้าได้ ข้าจะสร้างทุกสิ่งเตรียมพร้อมสำหรับเจ้าที่จะมาอยู่ข้างกายข้าในเวลามิช้านี้

            ดึกดื่นเหล่าแมลงต่างพากันบินส่องแสงเช่นคืนวันนั้น เห็นแล้วยิ่งทำให้ข้าคิดถึงเจ้ายิ่งนัก คิดถึงจนทรวงอกข้าร้าวปานจะแตกแยก

            มีเพียง สิ่งแทนกาย ที่เจ้ามอบให้ข้ามา ช่วยให้พอบรรเทาความคิดถึงไปได้บ้าง

 

 

 

            เหอตงหมิงยู่เม้มริมฝีปากบางเฉียบของนางตึงแน่นจนไฝเม็ดเล็กใต้มุมปากซ้ายแทบจมหายไปด้วย

                ความเคลิบเคลิ้มจากข้อความแสดงความคิดถึงกลายเป็นความเข่นเขี้ยวระคนเขินอายเพราะข้อความสุดท้าย

                เหอตงหมิงยู่ใบหน้าผ่าวร้อนเมื่อนึกไปถึง สิ่งแทนกาย ชิ้นนั้น

                เจ้ามอบให้ข้ามา..ช่างเป็นคำพูดที่หน้าด้านเสียนี่กระไร

                ชุดนอนบางเบาถูกเขายื้อดึงออกจากร่างก่อนจะลาจากไปช่วงเข้ายามเหม่า

            ชุดแนบเนื่อซับกลิ่นกายของเจ้า..ให้ข้าไว้ประโลมใจยามห่างเถิดนะ

                คนพูดแทรกตัวเข้ามาในผ้าห่มที่นางรีบดึงมาห่อตัวทันทีที่ชุดถูกยื้อแย่งไป

                สองข้างแก้มร้อนยิ่งกว่าถูกเหล็กร้อนๆนาบ เหอตงหมิงยู่กุมสองแก้มตัวเองก้มหน้าลงต่ำด้วยเขินอายอย่างที่สุด เมื่อนึกถึงร่างเปลือยเปล่าของนางถูกกอดรัดแนบแน่น อกอิ่มเบียดกล้ามเนื้อแข็งๆของเขาจนร่างนางร้อนเท่ากับลมหายใจของร่างใหญ่

                ข้าต้องอดทนรอได้ เขาคล้ายจะกล่าวกำกับสติตัวเองมากกว่าบอกกับนาง

                เหอตงหมิงยู่ปรับสีหน้าตนเองเป็นเรียบนิ่งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า นางพับจดหมายที่อาเฉียงทำหน้าที่เดินสาสน์นำส่งถึงมือแล้วจากไปอย่างรวดเร็วเช่นยามมา

                อิงเอ๋อร์และนางกำนัลอีกสามเข้ามาจัดเตรียมให้นางได้อาบน้ำตามหน้าที่เช่นทุกครั้ง จนเมื่อบ่าวข้าพากันแต่งตัวให้นาง อิงเอ๋อร์ก็หันไปหยิบตลับเล็กใบหนึ่งมาเปิดป้ายตัวยาข้างในติดปลายนิ้วพอประมาณ

                แก้ผื่นแพ้แมลงกัดต่อยเจ้าค่ะ

                อิงเอ๋อร์บอกพลางแต้มทายาบนรอยจ้ำสีแดงบนเนินอกองค์หญิงของนางอย่างเบามือ

            เหอตงหมิงยู่ใบหน้าแดงมิแพ้รอยแดงตรงนั้น

 

 

 

            คืนแรมกลางยามจื่อ

                ท่ามกลางเสียงสีปีกของเหล่าแมลง เงาร่างผอมสูงในชุดสีม่วงพลิ้วลอยอยู่ท่ามกลางอากาศ แล้วลดร่างช้าๆลงยืนบนทางเดินปูด้วยอิฐ

                ฝูงแมลงบริเวณนั้นพากันบินวนรอบร่างสีม่วงราวมีแรงดึงดูดบางอย่าง แต่แล้วการบินวนนั้นคล้ายเสียจังหวะไปเล็กน้อยก่อนมีอีกร่างก้าวออกมาจากมุมมืด

                อาหร่านทรุดกายลงนั่งหันข้างบนขอบทาง ทิ้งสายตาไร้จุดหมายไปเบื้องหน้า

                เจ้าสบายดี ?

                เสียงแหบพร่าทั้งคล้ายทั้งไม่คล้ายสตรีชราของร่างชุดสีม่วงเอ่ยออกมาหลังจับจ้องอาหร่านนิ่งๆอยู่ครู่หนึ่ง

                ท่านไม่ควรมาปรากฏกายที่นี่

                แล้วจะให้เป็นที่ไหนเล่า..อาหร่าน ในเมื่อเจ้าไม่ออกมาพบข้าสักครั้ง

                แล้วที่ท่านทิ้งรอย ฝ่ามือบุปผาแดง มิกลัวผู้ใดรู้เห็นหรือไง อาหร่านชี้ขึ้นไปข้างบนต้นเยี่ยเซียง

                ถ้าข้าไม่ทำถึงขนาดนี้เจ้าก็ไม่ออกมาสิ

                ข้าไม่จำเป็นต้องมาพบท่าน ข้าไม่เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลเกาแห่งสำนักพิษแดนใต้แล้ว

                ในตัวเจ้ามีสายเลือดของบิดาข้าส่วนหนึ่ง ทั้งชีวิตเจ้าปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลเกา

                รองเจ้าสำนัก เกาลู่.. อาหร่านลุกยืนหันไปทางร่างชุดสีม่วง พวกท่านเคยสนใจลูกอนุอย่างข้าด้วยหรือ มารดาข้าสิ้นแล้ว ตัวข้าก็ออกจากสำนักมานานปีมิคิดเกี่ยวข้องกับพวกท่านอีก ที่ออกติดตามหาข้ามิใช่จะอัญเชิญให้ข้ากลับไปเป็นเจ้าสำนักหรอกนะ

                ปากเจ้าว่า มิเกี่ยวข้องอีก แล้วเหตุใดยังใช้พิษของสำนักแดนใต้เรา เกาลู่พ่นเสียง เฮอะ ออกมา ไม่นานมานี้เจ้าได้ใช้แมลงพิษยาสั่งมิใช่หรือ แมลงพิษที่เจ้าลักลอบนำออกมาจากสำนัก

                เหล่าแมลงพิษที่เป็นวิชาลับของสำนักแดนใต้มีลักษณะพิเศษคือการเชื่อมจิตกับผู้เลี้ยง เมื่อมันตายผู้เลี้ยงจะรับรู้ได้

                เกาลู่เคลื่อนร่างผอมสูงมาตรงหน้าพร้อมหมู่แมลงที่บินวนรอบตัว นัยน์ตาเรียวแต่แต่ดำเบิกโตมีเส้นพาดผ่านคล้ายตางูวับวาวในความมืด

                สำนักพิษแดนใต้ไม่สนใจชีวิตผู้ใด พวกเราเพียงรับงานจ้างเป็นหยกม่วงหรือตำลึงทอง แต่เจ้ากลับใช้วิชาของสำนักกระทำเรื่องส่วนตัว

                อาหร่านเชิดใบหน้ามิเอ่ยคำใด

                เห็นแก่เจ้าที่มีสายเลือดร่วมกับข้ากึ่งหนึ่ง ครั้งนี้จะละเว้นเจ้า เพียงเจ้าไม่เผยตัว ไม่ใช้วิชาของสำนักอีก ข้าจะถือว่ามิได้พบเจอเจ้า

                เกาลู่ลอยถอยออกไปช้าๆกลืนหายไปในความมืด ฝูงแมลงเรืองแสงเหล่านั้นก็หายไปด้วย รอบข้างมีแต่ความมืดอันเงียบสงบ

                อาหร่านนิ่งขึงใคร่ครวญอยู่ร่วมเค่อ มันหันมองไปยังอีกทิศทางก่อนตัดสินใจพุ่งร่างไปยังทิศทางนั้น

                วิชาตัวเบาของอาหร่านมิอาจดูเบาได้เช่นเดียวกับความชำนาญในการใช้พิษของมัน มันพาร่างผอมสูงคล้ายคนชุดสีม่วงมาแตะปลายเท้าลงบนกระเบื้องหลังคาตำหนักหนึ่งอย่างไร้สุ้มเสียง

                นั่นแมวหง่าวที่ไหนกัน ดึกๆยังมาเที่ยวเดินบนหลังคาบ้านผู้อื่น

                เสียงใสกลั้วหัวร่อมิทันจบความ แสงสีเงินก็พุ่งเข้าหาอาหร่านรวดเร็วราวสายฟ้าฟาด

                อาหร่านม้วนตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิวแต่ไม่มีโอกาสหยุดพักเพราะปลายกระบี่ยังคงไล่จี้ไม่ทิ้งช่วง

                แสงสะท้อนของกระบี่ไม่อาจส่องสะท้อนให้เห็นใบหน้าผู้บุกรุกได้แจ่มชัด กระนั้นอูเหมยหลินก็ไม่คิดปรานี เพราะนางได้รับคำสั่งมาว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากก้าวล้ำเข้ามาบริเวณตำหนักองค์หญิงเจ็ดอย่างผิดสังเกต มิจำเป็นต้องละเว้น

                อาหร่านกัดปลายนิ้วตัวเองดูดเลือดแล้วพ่นออกมาเป็นละอองโลหิตในความมืด

                กลิ่นเลือดผสมกลิ่นของบางอย่างทำให้อูเหมยหลินรู้ได้ว่าสิ่งนี้มีพิษ แต่เป็นการรับรู้ที่ออกจะช้าไปนิด เพราะถึงจะหลบได้แต่ก็ไม่พ้นเลยที่เดียวนัก ละอองบางส่วนซึมเข้าที่ต้นแขนสร้างความปวดแปลบกระทันหันจนทิ้งแขนพร้อมกระบี่ลงข้างตัวอย่างไม่ทันรู้ตัว

                อาหร่านกางกงเล็บพุ่งฝ่ามือเข้ามา ทั้งที่เห็นว่าอีกฝ่ายมิทันได้หลบ แต่กลับเป็นว่าฝ่ามือข้างนี้วาบชาจนต้องรีบชักมือกลับพร้อมถอยร่างออกมาสามก้าว

                เป็นอูเหมยหลินใช้มืออีกข้างดึงมีดสั้นที่ซ่อนในรองเท้าขึ้นมาสกัดไว้ นางรีบกดจุดห้ามการแทรกซึมของพิษที่ต้นแขนขวา แล้วใช้ข้างที่เหลือเข้าจู่โจมด้วยความเร็วที่ไม่ลดลง

                อาหร่านตัดสินใจหนี มันเลือกกระโดดออกไปนอกกำแพงใหญ่แทนการกลับไปทางตำหนักองค์ชายสามเพราะยังต้องการปิดบังตัวเองอยู่

                อูเหมยหลินไม่คิดตามเพราะเกรงจะเป็นแผนล่อเสือออกจากถ้า อีกทั้งนางได้สิ่งที่ต้องการแล้ว

            นางมองร่างที่ลับหายไปในการกระโดดเพียงสามช่วงแล้วสบถหยาบออกมา

 

 

 

            เหอตงหมิงยู่ส่งสายตาอาทรให้กับอูเหมยหลิน

                ลำบากเจ้าแล้ว นางเอ่ยอ่อนโยนเมื่ออูเหมยหลินทรุดนั่งลงบนเก้าอี้

                ข้าจะเรียกร้องค่าเหนื่อยงานนี้จากข่านน้อยให้หนัก อูเหมยหลินกล่าวยิ้มแย้ม แม้สีบนใบหน้าของนางจะเผือดลงหากแต่ยังคงมีความรื่นเริงจับอยู่

                อิงเอ๋อร์รินชาลงถ้วยให้อูเหมยหลินโดยมิต้องให้องค์หญิงรับสั่ง

                อูเหมยหลินยกชาดื่มรวดเดียว นางปลดกระดุมเสื้อเปิดไหล่และต้นแขน เนื้อบริเวณนี้มีรอยคล้ำอยู่สองจุด นางจรดปลายมีดกรีดบนรอยนั้นทั้งสีหน้ามิแปรเปลี่ยน ใช้ถ้วยชาที่ดื่มหมดรองเลือดบางส่วนไว้ จากนั้นจึงการการใช้ปราณขับพิษให้ตนเอง

                ให้คนไปเชิญอาจารย์ของข้ามาด่วน

                เหอตงหมิงยู่หันบอกกับอิงเอ๋อร์ ใบหน้านางเรียบจนคล้ายกระด้าง

                ท่านไปล่วงเกินบรรพบุรุษผู้คนมากเท่าไหร่ จึงถูกหมายเอาชีวิตมิหยุดหย่อน อูเหมยหลินลืมตาจากการใช้ปราณขับพิษหันมาถาม

                ข้านับไม่ไหวหรอก เหอตงหมิงยู่ไหวไหล่ รู้ตัวมันหรือไม่ ?

                ไม่แจ่มชัด แต่คลับคล้ายจะคุ้นบ้าง แต่ข้ายังนึกไม่ออก

            อูเหมยหลินนึกถึงแววตาที่สะท้อนกับแสงกระบี่ นัยน์ตาที่คล้ายสัตว์เลื้อยคลานขนาดนี้ยากจะลืมจริงๆ

 

 

 

                เป็นพิษจากสำนักแดนใต้จริงๆ

                อ้าวเทียนมองเลือดของอูเหมยหลินที่เขาแบ่งเป็นสามถ้วยแล้วใช้ตัวยาแต่ละชนิดใส่ทำการพิสูจน์ในแต่ละถ้วย

                เจ้าถึงขนาดยอมเอาตัวรับพิษกล้าได้กล้าเสียขนาดนี้ข้าล่ะนับถือจริงๆ ว่าแต่..เจ้าใส่เสื้อสักทีเถอะ

                อิงเอ๋อร์ขยับเข้าดึงคอเสื้อกลัดกระดุมให้อย่างอดรนทนไม่ไหว ทำไปก็หน้าแดงไป

                ทำไมเจ้าต้องหน้าแดงด้วย อูเหมยหลินนั่งนิ่งๆเป็นตุ๊กตาให้อิงเอ๋อร์ใส่เสื้อ

                ข้าอายแทนเจ้าน่ะสิ ถามได้ อิงเอ๋อร์กระแทกเสียงเบาเท่ากระซิบ

                นางปรายตาไปยังอ้าวเทียนแทนการบอกว่า ถึงท่านผู้นี้จะเป็นแพทย์ แต่ก็ยังเป็นบุรุษ

                อ้อ ข้านึกว่าเจ้าอายที่มีน้อยกว่าข้า

                อิงเอ๋อร์ถลึงตาใส่ ใบหน้าแดงฉาดฉานยิ่งกว่าเดิม นางกลัดกระดุมเม็ดสุดท้ายให้เสร็จก็สะบัดหน้าเดินไปอยู่ข้างองค์หญิงของนาง หากไม่วายก้มมองเนินน้อยของตนเองแล้วเหลือบมองภูสูงของอูเหมยหลิน

                อูเหมยหลินรับยาเม็ดสลายพิษตกค้างจากอ้าวเทียนมาโยนเข้าปากแล้วดื่มน้ำตาม

                เป็นอันแน่ชัดว่ามีคนจากสำนักแดนใต้มาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ นางหันมายิ้มกว้างให้เหอตงหมิงยู่ และบรรพบุรุษของมันก็เคยถูกท่านล่วงเกินมาแล้ว

                หากจับตัวมันได้ ข้าจะตีมันให้ตาย ตีบรรพบุรุษของมันให้ตาย ตีมันให้ตายทั้งบ้าน

                เหอตงหมิงยู่กล่าวเสียงรอดไรฟัน นางยังฝังใจที่ชางเจี๋ยก็เคยได้รับพิษของสำนักนี้จนย่ำแย่ถึงกับต้องนอนกอดนางเรียกขวัญทั้งคืน

                แต่เดี๋ยว..ย่ำแย่จริงหรือ ไม่เอา นางไม่คิดต่อแล้ว

                เหอตงหมิงยู่อยากไม่คิด แต่อ้าวเทียนกำลังคิด

                เขาหลุบมองเลือดปนพิษในถ้วยใบน้อยตรงหน้า

                สำนักแดนใต้จะกระทำการใดก็ต่อเมื่อมีผู้ว่าจ้าง ค่าจ้างมันมีราคาสูงเกินกว่าคนทั่วไปจะจ้างวานได้ และคนที่จะถูกฆ่าก็ต้องคู่ควรกับที่มันจะกระทำ

                ผู้จ้างวานต้องมีทรัพย์มากกว่าเศรษฐีทั่วไป

                แล้วระดับไหนเล่าที่สามารถจ้างวานได้ ?

                สำนักแดนใต้ไปกินดีหมีใจเสือมาจากไหนถึงกล้าล่วงเกินว่าที่หลานสะใภ้ปาข่าน ?

            อ้าวเทียนรู้สึกว่าการมุ่งมั่นเอาชีวิตเหอตงหมิงยู่นี้ดูจะเกินขอบเขตเสียแล้ว

 

 

 

            เป็นเวลาสิบห้าวันแล้วนับจากวันคืนถิ่นของชาวปาซา และนี่เป็นจดหมายฉบับที่สิบสี่ในมือเหอตงหมิงยู่

                เพียงแวบหนึ่งของการสบตากันระหว่างอูเหมยหลินและอาเฉียงหลังการส่งมอบจดหมาย อาเฉียงพยักหน้าน้อยนิดจนแทบมองไม่เห็น จากนั้นคนทั้งสองจึงได้ไปสนทนากันในสวนดอกไม้ก่อนอาเฉียงจะกลับไปยังแคว้นปาซา

                อูเหมยหลินหลังการสนทนากับอาเฉียงแล้วนางก็เดินออกนอกเขตตำหนักสนมรองไปทางที่มีต้นเยี่ยเซียงต้นนั้นอีกครั้ง

                ครั้งก่อนนางยืนอยู่แล้วองค์ชายสามเหอตงลี่เหอมาพบเข้า ครั้งนี้เป็นนางเดินมาพบองค์ชายสามแหงนหน้ามองขึ้นไปยังยอดเยี่ยเซียงเหมือนนางวันก่อน เพียงแต่วันนี้เขามาเพียงลำพัง

                อูเหมยหลินก้าวไปยืนข้างๆจงใจให้ขอบแขนเสื้อเกยทับแขนเสื้อของเขาแล้วแหงนหน้ามองบ้าง

                หากจะรักษาเจ้าต้นนี้ไว้ ก็ต้องตัดกิ่งนั้นทิ้งเสีย ก่อนที่ความเน่าเสียจะกัดกินไปทั่วต้นเหอตงลี่เหอพูดราวกล่าวกับตนเอง

                ท่านหมายถึงอะไร ?

                รอยฝ่ามืออย่างไรเล่า รอยนั่นทำลายเนื้อไม้จนกิ่งนั้นตายซากแล้ว เขาลดหน้าลงหันมาแสยะยิ้มให้อูเหมยหลิน

                อ้อ เห็นเหมือนกันนี่นา แล้ววันไหนทำไมถึงยอมเป็นตัวโง่งมเล่า

                เป็นตัวโง่งมดีกว่าเป็นตัวตายซากเหมือนกิ่งไม้กิ่งนี้

                อูเหมยหลินเอียงหน้าหรี่ตามองพลางตีความของอีกฝ่ายแต่ปากพูดไปอีกทาง

                ผู้ติดตามของท่านเล่า ?

                ข้าขี้เกียจรอให้เขาทำแผลเสร็จ เลยเดินมาก่อน

                เขาได้รับบาดเจ็บ

                ใช่ เมื่อเช้าข้าเบื่อๆเลยฝึกทบทวนเพลงกระบี่ แต่เพราะยังเคลื่อนไหวไม่คล่องทำให้พลาดหงายกระบี่เกือบจ้วงแทงเข้าตัวเอง ดีที่อาหร่านพุ่งตัวเอามือมารับกระบี่ไว้ทันก่อนถึงตัวข้า เขาเลยได้รับบาดแผลที่ฝ่ามือ

                อูเหมยหลินพยักหน้าส่งๆไม่ได้ใส่ใจอาการคนๆนั้น

                เหอตงลี่เหอหันข้างเดินจากไป ใบหน้าหยิ่งยะโสคิดจนหัวคิ้วย่นเกร็ง

                เหตุการณ์เมื่อเช้าคือสิ่งที่ใครๆเห็นและเข้าใจไปในทางเดียวกัน มีแต่เขาที่เมื่อย้อนนึกแล้วเหมือนมีสิ่งวางไม่ลง

                ก่อนที่เขาจะเสียหลักเพราะข้อเท้าที่ยังยืนได้ไม่มั่นคงนั้น เหมือนมีกระแสลมอุ่นๆผ่านข้อเท้า แม้จะเป็นกระแสที่เบาบางมากๆ และบริเวณนั้นเป็นลานโล่งมีลมพัดเอื่อยตลอดเวลา แต่ความรู้สึกนี้ค้างคาใจนัก

                เหอตงลี่เหอค้างร่างอยู่อึดใจหนึ่งคล้ายกับลังเลว่าจะหันกลับดีหรือไม่ แต่แล้วก็ก้าวต่อไปข้างหน้ากลับตำหนักของตน

 

            หรือทุกอย่างจะมิใช่เรื่องบังเอิญตั้งแต่วันแรกที่เขาพบอาหร่านแล้ว

 

 

 

 

*****      16/11/2561

              แล้วความลับของอาหร่านยังจะเกี่ยวพันกับใครอีกไหม

                อาเจี๋ย..รีบมาปกป้องหมิงยู่เลยนะ !


              วันนี้งานยุ่งมากเลยค่ะ เรียกว่าตลอดอาทิตย์นี้หัวฟูเลยล่ะค่ะ เลยมาอัพช้า

               ขอโทษทุกคนน้าค้า (พนมมือรอบทิศ)

                   ขอใช้พื้นที่เรื่องนี้ปุกาดหน่อยค่า

                ใครที่รออ่าน ผีหนุ่ม อยู่ พุธหน้าเขาจะกลับมาแล้วนะคะ

                เจอกับเขาได้ใน รักของผีหนุ่ม ก็จะกลุ้มหน่อยๆ ค่า

 

...................................

 

ยามเหม่า  =  05.00 น. 06.59 น.

ยามจื่อ      =  23.00 น. 24.59 น.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

178 ความคิดเห็น

  1. #69 rudeet (@rudeet) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 20:40

    หมิงยู่ อยู่ในอันตราย

    #69
    1
    • #69-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 20)
      19 พฤศจิกายน 2561 / 12:14
      นางก็อยู่ของนางดีๆแท้ๆ กลับมีเรื่องมาถึงตัวซะนี่..
      #69-1
  2. #68 สิบลื้ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 19:32

    ถ้าเป็นไปได้อยากให้ไรท์อัพอาทิตย์ละ2-3ตอน

    รอตอนต่อไปน้าาา ^-๐-^

    #68
    1
    • #68-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 20)
      19 พฤศจิกายน 2561 / 12:12
      จะพยายามนะคะ
      เราเองก็อยากลงให้ถี่กว่านี้เหมือนกัน
      จัดการเรื่องสต็อกที่รวนตั้งแต่ต้นปีจนลากยาวกว่าที่คิดอีกค่ะ ^^
      #68-1