ชางเจี๋ย..ขันทีเก้าตำลึง

ตอนที่ 38 : สามส่วนที่ข้ารู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 373
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    27 เม.ย. 62

 

                เจ้ารู้ได้อย่างไร ?

                ไม่เพียงแค่เหอตงลี่เหอ ทุกผู้ต่างหันมาฟังคำตอบจากเหอตงหมิงยู่

                หากท่านรอนแรมมาไกลเพื่อขายสินค้า เมื่อมาถึงแล้วย่อมต้องกระตือรือร้นต่อการขาย ย่อมต้องคาดหวังกำไรที่คุ้มค่าเหน็ดเหนื่อย แต่ท่านดูแววตาของพ่อค้ารถเร่คันนั้นสิ..

                นางชี้นิ้วให้ทุกคนหันมองตาม

        “ตื่นกลัวจนร่างมิสงบ คนข้างกายที่น่าจะเป็นภรรยาของเขาก็กลับมีแววตาที่ชืดชาเกินไป และ..

                เหอตงหมิงยู่หยุดหัวร่อเบาๆ

                ข้าย่อมไม่ปล่อยให้ภรรยาของข้าต้องลำบากบังคับม้าเทียมรถเช่นนี้ ชางเจี๋ยกล่าวแทนเหอตงหมิงยู่

                พวกเขาแต่งกายเช่นพ่อค้านอกด่าน บุรุษชาวนอกด่านเคร่งครัดเรื่องถือตนเหนือภรรยาก็จริง หากแต่เมื่อต้องเดินทาง พวกเขาจะกำกับดูแลด้วยตนเอง แต่พ่อค้ารายนี้กลับให้ภรรยาขับม้าลากรถพ่วงแทน

                หมายความว่า ? เหอตงลี่เหอหันถามชางเจี๋ย

                หมายความว่าภรรยามิใช่ภรรยา สามีมิใช่สามี

                เหอตงลี่เหอย่นคิ้วเพ่งมองสามีภรรยาพ่อค้าเร่ ภรรยาดูแล้วน่าจะสูงกว่าผู้เป็นสามีสักเล็กน้อย ทว่ารูปหน้าอย่างไรก็เป็นสตรี

                พวกมันปรับเปลี่ยนโฉมได้ แต่คงไม่รวมเนื้อหนังทั่วร่าง เหอตงหมิงยู่กล่าวช้าๆ ข้ามั่นใจว่าผู้เป็นสามีต้องเป็นพระสนมสาม

                มันจะพานางมาด้วยทำไม ?

                เพราะมันมิวางใจทิ้งให้นางอยู่ลำพัง มันเพิ่งสูญเสียบุตรสาว..

                คำ บุตรสาว นี้ ชางเจี๋ยเอ่ยเบาลงเพราะกระทบถึงเรื่องในครอบครัวฝ่ายคู่หมั้น โดยเฉพาะเกี่ยวพันกับศักดิ์ศรีของบิดานาง เหอตงลี่เหอเองก็มีใบหน้าผิดสีไปวูบหนึ่งเมื่อนึกถึงเหอตงเฟิ่งสวี่

                มันย่อมมิอาจเสี่ยงให้ ภรรยา เป็นอะไร ชางเจี๋ยกล่าวต่อ

                คำว่า บุตรสาว ว่าเบาแล้ว คำว่า ภรรยา ยิ่งเบากว่า

                เหอตงลี่เหอหน้าผิดสีอีกรอบ เหลือบมองเหอตงหมิงยู่เห็นใบหน้านางยังคงนิ่งเฉยราวสองแม่ลูกที่ถูกเอ่ยถึงมิเกี่ยวข้องอันใดกับนางมาก่อน

                เจ้าช่างเย็นชาได้ใจดีแท้.. เหอตงลี่เหอคิออยู่ในใจ

                เหอตงหมิงยู่หันมาพอดีได้สบสายตาเขา นางเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

        “เจ้ามั่นใจแค่ไหนว่าใช่ ?เหอตงลี่เหอกระแอมทีหนึ่งก่อนถาม

                เจ็ดส่วน

                สามส่วนอาจเป็นข้อบอกว่าทุกอย่างที่เจ้าคิดล้วนผิด

                ข้าจึงจะไปดูมันใกล้ๆให้แน่ชัดไง นางมิเพียงแค่กล่าว ยังยกกายขึ้นขยับเท้าจากเก้าอี้

                ชางเจี๋ยนั้นทั้งรู้ใจนางทั้งว่องไว นางเริ่มเอ่ย ข้าจึงจะ เขาก็ลุกขึ้นแล้วและพร้อมไปกับนาง

                ข้าจะประกบคู่หมั้นที่จดจำข้ามิได้และยังป่วยไข้แต่ดื้อดึงนักมาเที่ยวชมตลาด ชางเจี๋ยกล่าวพร้อมรอยแย้ม

                ข้าสามคนจะรอตรงนี้แหละ เหอตงลี่เหอหมายถึงตัวเขาและสองพี่น้องอูที่มิพักสนทนาใดๆนอกจากรับอาหารที่คีบส่งเข้าปากรัวๆ

                ชางเจี๋ยพยักหน้า เขา เหอตงหมิงยู่ และอิงเอ๋อร์หันกายเดินไป

                เหอตงลี่เหอตีมืออูเหมยหลินจนตะเกียบในมือแทบร่วง

                “เหลือให้ข้ามั่ง ข้าก็ชอบไก่ผัดโหงวก้วยเหมือนกัน

                อูเหมยหลินคีบไก่ชิ้นโตยัดปากเหอตงลี่เหอแรงๆจนหน้าผงะ ไก่ชิ้นโตคับปากจนหลุดเสียงด่าออกมามิได้ ได้แต่ถลึงตาพองหน้าแดงก่ำชี้อูไห่หนานแล้ววาดนิ้วมาที่อูเหมยหลินแทนคำต่อว่า

            เจ้าดู เจ้าดู สั่งสอนกิริยาน้องสาวของเจ้าบ้าง

                อูสองพี่น้องเพิ่มความเร็วในการกินมิมีอูสักผู้ใส่ใจร่างเปี่ยมโทสะจนสั่นริก

            สุดท้ายเหอตงลี่เหอได้แต่ใช้ความพยายามในการเคี้ยวไก่ในปากกลืนลงไป แล้วใช้ความเร็วในการคีบอาหารให้ทันก่อนจานสุดท้ายจะหมด

 

 

            คนทั้งสามยืนรออยู่หน้าโรงเตี๊ยมมองการลงทะเบียนผ่านข้าวของเกวียนบ้างรถบรรทุกพ่วงม้าบ้าง พ่อค้าเร่ที่ทำการลงทะเบียนแล้วจะเคลื่อนพาหนะของตนไปจอดตามจุดที่ทางการใช้แท่งถ่านขีดเครื่องหมายไว้ ไม่ถึงครึ่งชั่วยามตลาดคาราวานก็พร้อมแก่การซื้อขาย

                เหอตงหมิงยู่ตกแต่งใบหน้าให้ดูคล้ายซีดเซียวเพิ่งฟื้นไข้ มีอิงเอ๋อร์ประคองข้างหนึ่ง อีกข้างเป็นชางเจี๋ยที่พยายามเคียงข้างแต่มิได้รับการใส่ใจ

                พวกนางเดินปะปนกับผู้คนทั่วไป ให้ความสนใจทุกร้าน สอบถามสินค้าและมักจะเลือกซื้อบางอย่างติดมือ ของทั้งหมดถูกส่งให้ชางเจี๋ยหอบหิ้ว

                อิงเอ๋อร์ เจ้าถือของเหล่านี้ ข้าจะประคองหมิงยู่เอง

                ข้าต้องการให้อิงเอ๋อร์เป็นผู้ประคองข้า เสียงเย็นชาเอ่ยขัด มือเรียวซูบซีดคัดสรรไหมปักผ้าสีต่างๆ มิสนใจหันมองบุรุษผู้นี้

                เส้นไหมนี้แปลกตา มิทราบเป็นของที่ใด เหอตงหมิงยู่ชูไหมสีแดงสดถามไถ่แม่ค้าต่างถิ่นร่างผอมสูง

                แม่ค้ามีท่าทีเกรงอกเกรงใจอย่างยิ่ง กวาดสายตามองไหมนับร้อยไจ

                เอ่อ ดูคล้าย..ดูคล้ายจะเป็น.. น้ำเสียงนางราวมิมั่นใจในความหลากหลายที่มา สุ้มเสียงยิ่งเกรงใจยิ่งลดต่ำจนแหบพร่า

                เป็นไหมที่ซื้อมาจากพวกฝอหลินที่อยู่นอกด่าน ผู้เป็นสามีรีบตอบแทน เขามีร่างล่ำเตี้ยกว่าภรรยา ท่าทางก็เคอะเขินกว่า รีบกล่าวช่วยภรรยาแล้วก็หลุบตาลง

                นอกด่าน ? เช่นนั้นพวกเจ้าคงเป็นชาวหู ?

                พ่อค้าสองสามีภรรยาพยักหน้ารับ ผู้เป็นสามีหลุบตาลงหลังการพยักหน้าเร็วๆพร้อมยิ้มที่คล้ายการเผยอปากเอ้ออ้า

                แล้วนั่น บุตรชายของพวกเจ้า ? เหอตงหมิงยู่พบว่ามีคนอีกผู้นั่งอยู่ในตัวรถที่มองไม่เห็นจากชั้นสองของโรงเตี๊ยม

                ใช่แล้ว เขามิค่อยสบายเท่าใดนัก จึงให้นั่งอยู่ด้านในก่อน

                เหอตงหมิงยู่จับจ้องใบหน้าของเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านใน เป็นเด็กหนุ่มที่มีรูปร่างผอมบาง ใบหน้าสามัญยิ่ง นางสบตาเด็กหนุ่มผู้นี้คราหนึ่งแล้วมิให้ความสำคัญ ก้มหน้าเลือกเส้นไหมต่อ

                ไหมดี งดงาม เหอตงหมิงยู่ยิ้มอย่างพึงใจ ทำการเลือกหลายสี

                สีนี้ก็งามเช่นกัน

                เหอตงหมิงยู่มิใส่ใจกลุ่มไหมที่คนตัวใหญ่ข้างกายหยิบยื่นให้ ราวกับเขามิมีตัวตนอยู่ตรงนี้ กระทำให้ใบหน้าคมคายจืดเจื่อนไป

                แล้วไหมนี้เล่า จากที่ใด ? เหอตงหมิงยู่ถามภรรยาพ่อค้าอีกครั้ง

                เป็นไหมจากหลิ่งหนาน พ่อค้าตอบแทนภรรยาอีกครั้งแล้วหลุบสายตาลงต่ำเช่นเดิม

                หยิบสีนั้นให้ข้าดูหน่อยเหอตงหมิงยู่ชี้ไปที่ไหมสีฟ้าใกล้มือพ่อค้า

                พ่อค้าส่งไหมให้นางแล้วชักมือกลับเร็วๆ ก้มหน้าหลุบตาต่ำ

                กับลูกค้า ข้ามิคิดเล็กคิดน้อยหรอก อย่าได้คิดว่าข้าจะหึงหวงจนไร้สติ มิต้องระแวงข้าปานนี้

                ภรรยาพ่อค้ากระซิบดุสามีพอให้ได้ยินก่อนหันมายิ้มขออภัยกิริยาของสามีตนกับเหอตงหมิงยู่

                สามีเจ้าคงก่อเรื่องกรุ้มกริ่มจนถูกเจ้ากำราบหนักๆมาใช่หรือไม่ เขาถึงหวาดระแวงเจ้าเช่นนี้ ชางเจี๋ยแย้มขบขัน

                ภรรยาพ่อค้าถอนหายใจส่ายหน้าบอกความระอาแทนคำตอบรับว่าใช่

                ข้าเอาทั้งหมดนี้

                เหอตงหมิงยู่ส่งไหมจำนวนมากให้พ่อค้าทำการห่อและคิดราคา มิแยแสเรื่องราวใด นางปรายตามองการห่อรวบอย่างเนือยๆและขยับห่างคนตัวโตที่พยายามใกล้ชิดสนิทสนม จากนั้นจึงเดินไปเลือกชมสินค้าจากอื่นๆตลอดสองฝั่งทาง

                แผ่นหลังของคนทั้งสามถูกพุ่งจับจากสายตาสามคู่ หนึ่งหลุบเหลือบสลับไปมา อีกหนึ่งครุ่นคิด และอีกหนึ่งสาแก่ใจ

                หากแต่เจ้าของสายตาสามคู่มิได้เห็นสายตาของคนที่ถูกจับจ้องเช่นกัน

                เหอตงหมิงยู่หยุดที่เกวียนขายเครื่องทองเหลือง นางเงยมองกระดิ่งลมทองเหลืองพวงหนึ่งที่โดนลมพัดเกิดเสียงกรุ๋งกริ๋ง ตำแหน่งที่ยืนนี้เมื่อเงยมองจะตรงกับหน้าต่างชั้นสองของโรงเตี๊ยมที่พวกนางรับทานอาหาร

                สามคนบนนั้นมองลงมาเห็นนางยกมือขวาเกลี่ยไรผมที่ระข้างแก้ม

                ยกมือขวาคือ ใช่

                คนข้างบนตื่นตัวเตรียมพร้อม

                ทว่าเมื่อได้เห็นใบหน้าของเหอตงหมิงยู่ชัดๆต่างก็อดคิดไปในทางเดียวกันไม่ได้ แววตาของนางคล้ายแมวจับจ้องเหยื่อที่อยากตะปบหยอกล้อก่อนกลืนกิน

                ใกล้ชาดเปื้อนแดง ใกล้หมึกเปรอะดำ เหอตงลี่เหอเอ่ยประชดประชันทำนองว่าคนเราใกล้คนประเภทไหนก็ด่างพร้อยไปตามคนประเภทนั้น

                ท่านกำลังว่าต้นเหตุคือข่านน้อยของข้า ? อูไห่หนานแค่นเสียง

                หมิงยู่มิใช่คนยอมคนก็จริง แต่ที่ผ่านมานางวิวาทอย่างเปิดเผย ใช่เป็นเช่นนี้ แบบนี้มันชางเจี๋ยชัดๆ คนๆนี้หน้ายิ้มเริงร่าแต่ฆ่าคนได้ตาไม่กระพริบ

                แล้วไง ? อูไห่หนานไหวไหล่ นี่สมควรยกย่องว่าองค์หญิงเจ็ดเรียนรู้ได้ดีต่างหาก

                คร้านต่อปากคำกับเจ้า !

                อูเหมยหลินราดน้ำชาลงคอ นางลุกยืนตัดบทการทุ่มเถียง

            ไปกันได้แล้ว

 

 

            ไหมปักสวยงามย่อมมีผู้สนใจ ภรรยาพ่อค้าไหมละสายตาจากลูกค้าที่กำลังเลือกเฟ้นสีไหมหลุบมองคนทั้งสามทางหางตา

                ข้าลืมไปได้อย่างไรว่ายังมิได้ซื้อแท่งหมึกเลย

                เสียงหงุดหงิดของเหอตงหมิงยู่ลอยมา ร่างเล็กบางเดินย้อนกลับมาอยู่ตรงแผงขายแท่งหมึกถัดไปสองร้าน นางเลือกแท่งหมึกคุณภาพดีจำนวนมากอย่างไม่คำนึงถึงราคา

                ล้มป่วยครั้งนี้กระทำข้าความจำเลอะเลือนนัก หลงลืมเรื่องที่คิดจะทำบ่อยๆ น่าโมโหนัก นางยังคงบ่นกับอิงเอ๋อร์ไม่เลิก

                ท่านอ้าวเทียนต้องหาวิธีรักษาเจ้าได้แน่ ชางเจี๋ยเอ่ยประเหลาะเอาใจ

                ข้ารู้ น้ำเสียงนางเจือความรำคาญ แต่พอหันไปพูดกับอิงเอ๋อร์น้ำเสียงปรับเป็นอีกทาง

                อิงเอ๋อร์ ข้ายังจะเลือกพู่กันอีกสักชุด ระหว่างนี้เจ้าไปสั่งอาหารที่โรงเตี๊ยมล่วงหน้าไว้สักหลายอย่างก่อนเถอะ อิ่มมื้อนี้จากที่นี่แล้วค่อยกลับกัน

                สาวใช้อย่างอิงเอ๋อร์ยังได้รับน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าคนข้างๆ ภรรยาพ่อค้าไหมปักฟังแล้วต้องลอบเหลือบมองใบหน้าของชางเจี๋ยอีกรอบ

                เมื่อครู่พวกเขาพูดถึงการรักษา..

            อ้าวเทียน..

 

 

            ค่ำคืนนี้ท้องฟ้าไร้เมฆแต่มืดมนยิ่งนัก เป็นคืนแรมที่มืดกว่าคืนแรมปักษ์ก่อนจนน่าฉงน

                เรือนน้อยในดงบุปผามีแสงสว่างจุดหนึ่งจากตะเกียงลูกใหญ่ ให้ความสว่างไสวพอสำหรับการอ่านตำรา

                อ้าวเทียนยกหน้าขึ้นมองสิ่งที่ค่อยๆปรากฏตรงชานเรือน ยิ่งสิ่งนี้แจ่มชัดยิ่งมีสีหน้าคาดไม่ถึง

                แสงเรื่อเรืองสีเขียวเหมือนลูกไฟลอยเหนือยอดไม้ค่อยๆลดต่ำลงมา ในแสงนั้นมีร่างๆหนึ่ง ร่างนั้นเคลื่อนเข้าหาอ้าวเทียนอย่างช้าๆ

                อ้าวเทียนผลุดกายตรง

                เป็นท่านประมุขหรือรองประมุขของสำนักพิษแดนใต้ ?

                สมแล้วที่เป็นบัณฑิต ลักษณะของข้าทำให้ท่านคาดเดาที่มาได้ หากแต่ท่านกล่าวผิดไป นี่มิใช่ทั้งทั้งประมุขและรองประมุข.. มันปล่อยเสียงหัวร่อแหบพร่าดังออกมา เป็น ว่าที่ ประมุขคนใหม่ต่างหากเล่า

                อ้าวเทียนมองร่างผอมสูงในชุดสีม่วงท่ามกลางฝูงแมลงเรืองแสง ที่แท้เป็นแสงจากการรวมตัวของแมลงพวกนี้นี่เองทำให้ดูคล้ายลูกไฟลูกใหญ่

                ท่านกล่าวราวกำลังจะมีการผลัดเปลี่ยนอำนาจภายใน ข้ามิใส่ใจเรื่องราวในสำนักของท่านหรอก และมิรู้ว่าเกี่ยวข้องอันใดกับข้าถึงทำให้ ว่าที่ประมุขคนใหม่ต้องให้เกียรติมาเยือนเรือนน้อยหลังนี้

                มิผิด เรื่องในสำนักมิเกี่ยวข้องกับท่าน ท่านกลับเกี่ยวข้องกับเรื่องมิเป็นเรื่องเรื่องหนึ่ง

                ชั่วดีดนิ้วสามครั้ง อ้าวเทียนพลันนึกขึ้นได้จนสองบ่าโยกไหว

                อาหร่าน..

                อาหร่านหัวร่ออีกครา ขยับมาใกล้อีกก้าว

                รู้เรื่องราวของข้าแล้วกระมัง

                แม้มิได้สนิทสนมคุ้นเคย เพียงพบหน้าผ่านตากันครั้งสองครั้งยามไปตำหนักองค์หญิงเจ็ด แต่อ้าวเทียนก็จดจำใบหน้าอาหร่านผู้ติดตามขององค์ชายสามได้

                ทว่าอาหร่านตรงหน้านี้ เป็นอาหร่านที่มีใบหน้าต่างกับอาหร่านที่อ้าวเทียนเคยเห็น ความจริงแล้วมันสมควรจัดว่าเป็นบุรุษที่มีใบหน้าชวนมองด้วยเครื่องหน้าที่ได้สัดส่วนรับกันลงตัว ทว่าการคลุกคลีพิษร้ายทำให้สีผิวตลอดร่างรวมใบหน้ากลายเป็นซีดเทา ตาดำบีบเรียวในม่านตาที่กว้างขึ้นทำให้ดูคล้ายนัยน์ตาของสัตว์เลื้อยคลาน

                อ้าวเทียนกดมุมปากลึก

                ได้เห็นใบหน้าแท้จริงของท่าน นี่คือท่านมิปล่อยให้ข้ามีชีวิตต่อไปแล้ว ?

                อาหร่านพยักหน้าช้าๆ

                อ้าวเทียนปิดหนังสือในมือแล้ววางบนโต๊ะอย่างผู้ถนอมรักษาตำราวิชาการ

                ข้ากระทำสิ่งใดล่วงเกินท่านหรือ ?

                มิได้กระทำโดยเจตนา แต่ก็สร้างผลร้ายให้ข้า สายตามันไหววูบหนึ่ง ท่านกำลังคิดวิธีรักษาให้กับองค์หญิงเจ็ด

                ความเลอะเลือนของนางเกิดเพราะท่านรักษานางอย่างไม่จริงใจ อ้าวเทียนต่อว่าเสียงขุ่น

                เป็นเพราะร่างกายที่ปวกเปียกน่าสังเวชของนางต่างหากเล่าจึงมีผลข้างเคียงเช่นนี้ และข้าก็สมใจนัก หากแต่ที่ข้าเห็นนางเมื่อเช้า นางคล้ายจะฟื้นตัวรวดเร็วไปหน่อย นี่ย่อมต้องมีผู้ทำการรักษาให้นางซึ่งก็คือท่าน ไม่กี่วันนางยังฟื้นตัวได้เท่านี้ เชื่อว่าไม่เกินสิบวันนางย่อมกลับคืนดังเดิม

                อาหร่านยกมือเคลื่อนร่างเข้ามา

                หากท่านรักษานางได้ นั่นคือท่านสามารถแก้พิษของสำนักพิษแดนใต้ที่มิเคยมีผู้ใดแก้ได้มาก่อน นี่นับว่าสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของสำนักข้าแล้ว

                อ้าวเทียนถอยหลังเท่าๆกับที่อาหร่านก้าวเข้ามา

                หากฆ่าข้า ปาข่านไม่ปล่อยท่านแน่ ทั้งตัวท่านและสำนักของท่านต้องตกตายใต้มือปาข่าน

                นาม ปาข่าน ส่งผลให้อาหร่านชะงักไปวูบหนึ่งก่อนเอ่ยช้าๆ

                งั้น..ก็ช่างพวกคนในสำนักสิ ให้ปาข่านถล่มไปก็ได้ เดิมทีข้าคิดจะกลับไปครองตำแหน่งเจ้าสำนักเพื่อเชิดชูครอบครัวของข้า แต่เมื่อเรื่องราวพลิกเป็นอีกด้าน ข้าก็มิแยแสชีวิตไร้ค่าของพวกมัน ข้าจะเร้นไร้ร่องรอยไร้การพบเห็น แต่จะอย่างไรพิษของข้าต้องเป็นหนึ่ง ไร้ผู้พบทางแก้

                แววตาอาหร่านหยามเยาะชั่วร้าย นึกถึงสีหน้าจืดเจื่อนของชางเจี๋ยแล้วให้สาสมใจยิ่งนัก

                ที่สำคัญ..ข้าต้องการให้เหอตงหมิงยู่เลอะเลือนตลอดกาล ให้หลงลืมชางเจี๋ยให้สิ้น ให้พวกมันต้องทุกข์ทนเพราะพลาดรักตราบชั่วชีวิตเช่นเดียวกับบุตรสาวของข้า

                กล่าวถึงตรงนี้ มีความสลดและเวทนามากล้นในดวงตา

                บุตรสาวของข้าหมดสิ้นยศศักดิ์และความรัก นางสมควรได้รับการชดเชยบ้าง

                อ้าวเทียนนัยน์ตาไหววูบ จับจ้องใบหน้าอาร่านพลางครุ่นคิด

                อาหร่านหัวร่อหึ

                ท่านไม่เหลือเวลาให้คิดสิ่งใดอีกแล้ว..

                เจ้าต่างหากที่ไม่เหลือเวลาให้ทำเรื่องชั่วช้าอีกแล้วเสียงห้าวเหี้ยมมาจากอีกทาง

                อาหร่านร่างไหว หันไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว มิรู้ว่าร่างสูงใหญ่ของชางเจี๋ยมาเอนพิงขอบประตูตั้งแต่เมื่อใด คล้อยหลังมีเสี้ยวเงาร่างของเหอตงหมิงยู่และอิงเอ๋อร์

                อ้าวเทียนอาศัยจังหวะนี้ถอยร่นไปสมทบกับอูไห่หนานที่ยืนขวางตรงประตูอีกบาน

                เหตุใดไม่อาศัยโอกาสที่มีเพียงน้อยนิดรักษาชีวิตไว้ ชางเจี๋ยยืดตัวตรงหันทั้งตัวมาช้าๆ

                อาหร่านส่งเสียงเฮอะอย่างหยามหยัน

                ที่แท้วาจาข่านน้อยก็มิผิดสุนัขผายลม ท่านมิคิดจะปล่อยข้าไปอยู่แล้ว

                ใช่ ชางเจี๋ยรับเต็มคำ แววตาทวีแสงจ้าขึ้นเป็นลำดับของการเอ่ยแต่ละคำ เพราะเจ้ามุ่งร้ายต่อนางในดวงใจของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เจ้ายังได้รับโอกาส เมื่อข้ารับปากให้เจ้าไป หากเจ้าเร่งไปจนถึงสำนักของเจ้า เจ้าอาจมีทางรอด ในเมื่อเจ้าเลือกกลับมาอีกครั้ง นี่คือเจ้าสะบั้นโอกาสนั้นแล้ว

                อย่าได้พูดเหมือนผู้มีคุณธรรมเลย ท่านวางแผนให้องค์ชายสามและหญิงผู้นั้นสร้างความไขว้เขวให้ข้าไม่แน่ใจจนต้องย้อนกลับมา แล้วท่านก็ฉวยโอกาสเป็นว่าข้าแส่หาเรื่องกลับมาเอง

                หากใจของเจ้าไม่ต่ำช้า ส่วนลึกยังต้องการทำร้ายหมิงยู่ไม่เลิก เจ้าก็ไม่ระแวงจนย้อนกลับมาหรอก

                อาหร่านพุ่งสายตาเกลียดชังผ่านชางเจี๋ยไปที่เหอตงหมิงยู่ มันมีเรื่องใคร่ถามแต่ก็ไม่ต้องการมอบศักดิ์ศรีง้างปากตัวเอง

                เหอตงหมิงยู่หรือจะมิรู้ นางหัวร่อเบาๆจ้องกลับมิมีเกรง

            อย่าได้เห็นว่าข้าเป็นสตรีแล้วคิดว่าสตรีต้องปากมากอยากพูดพร่ำอวดออกมา ข้าไม่บอกเจ้าหรอก นำความอัดอั้นติดไปในนรกก็แล้วกัน

                สายตาหยามเยาะของนางเอ่ยคำพูดในใจชัดแจ้ง

                อาหร่านเห็นสายตาของนางยิ่งเกลียดชังหนักขึ้น ยิ่งทวีความเกลียดชังในดวงตาที่พุ่งส่งตรงไป ทั้งเกลียดชังทั้งอาฆาตมาดร้าย

            ดาบเหล็กดำเล่มใหญ่เปล่งประกายความคมจนเกิดแสงในความมืดฟาดใส่อาหร่านจนฝูงแมลงที่ห่อล้อมแตกฮือ

                อาหร่านพุ่งร่างหนีรัศมีดาบไปได้อย่างเฉียดฉิว ร่างลิ่วออกไปค้างกลางอากาศ ชักกระบี่ออกมา ใจระทึกระรัวกับแรงฟาดฟัน แล้วมันค่อยนึกได้ว่าชางเจี๋ยมิใช่พลาดเป้า หากแต่เป็นการไล่ให้มันออกมาเบื้องนอกให้ห่างจากคนในเรือน

                ชางเจี๋ยประกาศก้องดุดัน

 

            อย่าได้บังอาจใช้สายตาโอหังเช่นนี้กับสตรีของข้า !

 

 

 

 

*****      27/04/2562

                แตะหมิงยู่ไม่ได้เลยน้า..อาเจี๋ย มีเดือด 555

                ตอนหน้ามาเฉลยค่ะว่าหมิงยู่จับไต๋ได้ตรงไหน

                แล้วคุณพี่ลี่เหอกับเหมยเหมยอยู่ไหนกันทำไมไม่มารวมกันตรงนี้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

178 ความคิดเห็น

  1. #152 ถังหูลู่ (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 22:30

    ชางเจี๋ยอย่าเพิ่งเกรี้ยวกราด (หมิงยู่เท่มาก ^ ^)///รอตอนต่อไปค่ะ

    #152
    1
  2. #150 Koy_Jaja (@mornman) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 16:32
    รออ่านนะ
    #150
    1