ชางเจี๋ย..ขันทีเก้าตำลึง

ตอนที่ 5 : มารยาของสาวงาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    3 ส.ค. 61

 

            สามร่างหน้าเรือนเช่าของอูไห่หนานมองเกี้ยวพรางตราแคว้นพาเหอตงหมิงยู่และนางกำนัลคนสนิทวิ่งลับสายตาไป

            ข้าจะแวะบอกกล่าวกับอาจารย์ให้มาช่วยสอนหนังสือเจ้าในวันพรุ่ง และจะกลับเลย

            นางทิ้งความนี้ไว้ ก่อนกลับเข้าไปในตัวเกี้ยวยังหันมาลูบผมชางเจี๋ยพร้อมสายตาแสดงความห่วงใย

                ดูๆแล้วนางดีต่อท่านมิใช่น้อย อูไห่หนานกล่าว

                ดียิ่ง นางดีต่อข้านัก ชางเจี๋ยตอบรับแล้วอดละอายใจมิได้ที่หลอกลวงนาง

                นางมิรู้หรอกหรือว่าแท้แล้วท่านสมควรต้องปลดปล่อยสิ่งใดกันแน่ กงจู้ใสซื่อผู้นี้มิไหวทันว่านำปีศาจราคะมาไว้ใกล้ตัวเสียแล้ว

                อูไห่หนานหัวร่อฮิฮะ

                ข้าเป็นขันทีข้างเตียง มิใช่ขันทีอุ่นเตียง ข้ามิคิดฉวยโอกาสล่วงเกินนางสักเสี้ยว

                ชางเจี๋ยส่ายหน้าระอาผู้เป็นทั้งสหายทั้งคนสนิท

                ว่าแต่ หลังจากที่เจ้า ขายข้า แล้ว เรื่องราวเป็นอย่างไรบ้าง และมัน.. ชางเจี๋ยพยักพเยิดไปยังอีกผู้ มากับเจ้าได้อย่างไร ?

            อูไห่หนานคิดย้อนแล้วต้องกลอกตาพ่นลมหายใจก่อนเล่าออกมา

 

 

 

            อูไห่หนานบังคับขาให้ก้าวเข้ามาในกระโจมบัญชาการอย่างยากลำบาก

                ร่างสูงใหญ่สง่างามของข่านปาเก้อหลานนั่งตระหง่านบนเบาะหนังอูฐปูด้วยขนแกะตรงด้านในสุด สองแถวด้านข้างคือเหล่าที่ปรึกษาและแม่ทัพคนสำคัญนั่งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ

                ชางกั๋วเซีย บิดาชางเจี๋ยนั่งอยู่หัวแถวฝั่งขวา อูเจียง บิดาอูไห่หนานอยู่หัวแถวฝั่งซ้าย

                อูไห่หนานทรุดกายคำนับตรงหน้าปาเก้อหลานหลุบตาลงต่ำ คิดสบสายตาบิดาก็ว่ายากแล้ว แล้วนี่กับประมุขข่านผู้เกรียงไกรตรงหน้านี้อีก

                เจ้าเหตุใดกลับมาเร็วนัก แล้วอาเจี๋ยเล่า เหตุใดมิเห็นเขาพร้อมเจ้า ?

                ชางกั๋วเซียเอ่ยถามแทนทุกผู้

                อูไห่หนานใบหน้าเหยเก ล้วงก้อนสุกปลั่งเก้าก้อนจากอกเสื้อมาวางกองบนโต๊ะเล็กหน้าปาเก้อหลาน อึกอักเป็นครู่จึงกล่าวราวจะร่ำไห้

                ข้า..ข้าขายเขาไปแล้ว

            หา !!!???

                เกือบทุกผู้ในที่นั้นร้องพร้อมกัน

                อูเจียงโทสะพุ่งสุดระงับ ใบหน้าบิดเบี้ยวแดงก่ำ หลุดได้แต่คำ บัดซบ..บัดซบ..บัดซบ.. กระชากดาบเตรียมฟันบุตรชายให้ขาดเป็นสามท่อน ผู้อาวุโสรายรอบพร้อมใจกันก่นด่าอูไห่หนาน บ้างถกแขนเสื้อหมายเข้าทุบตี

                ผู้ใดซื้อเขาไป ?

                เสียงเข้มกังวานของจอมประมุขหยุดทุกเสียงทุกการกระทำของทุกคนในที่นั้น

                เป็นองค์หญิงแคว้นเหอตง นามเหอตงหมิงยู่

                ใบหน้าขรึมกร้าวคลายความเคร่งครัดลงระหว่างฟังการบอกเล่าเรื่องราว ปาเก้อหลานจุดแย้มบางเบาที่มุมปาก นัยน์ตาคมราวเหยี่ยวทะเลทรายหลุบจับง้วนป้อเก้าก้อน เอ่ยเพียง

                “ค้าขายได้ดี

            กล่าวจบลุกขึ้นคว้าเงินทั้งเก้าก้อนแล้วเดินออกนอกกระโจมไป

 

 

 

            อูไห่หนานเล่าจบแล้วต้องลูบอกระบายลมหายใจยาวเหมือนที่ทำหลังเหตุการณ์วันนั้น

                ท่านข่านปราดเปรื่องยิ่งนัก แจ่มแจ้งในการกระทำของเจ้า ทั้งยังให้ข้าทำทีเดินทางค้าขายจนมาถึงที่นี่เพื่อรับและส่งต่อเรื่องราวจากเจ้า

                แล้วเจ้าเล่า ?

                ชางเจี๋ยหันไปทางผู้ติดตามของอูไห่หนาน จดจำได้ว่าเป็นหนึ่งในเชลยทาสเผ่าซีเกิ้นที่ตนช่วยให้หลบหนีไปได้

                เจ้าของร่างปราดเปรียวที่ชางเจี๋ยหันถาม วันนี้อยู่ในชุดละม้ายอูไห่หนาน ในวันนั้นเหอตงหมิงยู่อยู่กลางวงคุ้มกันจึงมิได้เห็นเขาชัดถนัดตา อีกทั้งการแต่งกายที่ผิดไปนางจึงจำเขามิได้

                หลังการหลบหนีครั้งนั้น สุดท้ายมีข้าเหลือรอดเพียงผู้เดียว ข้าเร่ร่อนจนสิ้นเรี่ยวแรง แต่แล้วฟ้าเมตตาให้ข้าได้พบท่านข่านปาเก้อหลานในเวลาที่ข้าจวนสิ้นใจเพราะกระหายน้ำ

                เสียงฉาดฉานบอกกล่าวให้ชางเจี๋ยฟัง

                ข้าติดค้างท่านประการหนึ่ง และข้าให้ใจภักดีต่อท่านข่านปาเก้อหลานประการหนึ่ง ข้าจึงขอใช้ความคล่องแคล่วมิต่างนกสื่อสารของข้ามาแทนคุณท่านและท่านข่าน

                จะให้ข้าเรียกเจ้าเช่นไร ?

                เช่นเดียวกับที่ท่านข่านให้นามใหม่แก่ข้า ท่านเรียกข้า อาเฉียง

                อาเฉียงกล่าวตอบ ในหัวแว่วเสียงทุ้มแน่นเปี่ยมพลังที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยและชวนให้เชื่อฟังอย่างประหลาด

            เผ่าซีเกิ้นนับว่าเชี่ยวชาญชำนาญต่อการเคลื่อนไหวในที่สูง เหนี่ยวตัวบนยอดไม้เหวี่ยงตัวโผไปยังอีกยอดอย่างคล่องแคล่วแข็งแกร่งราวโผบินได้มิต่างนกใหญ่ เจ้าทำให้ข้ารำลึกถึงเมื่อเนิ่นนานมาแล้วข้ามีสหายที่โผบินได้อย่างองอาจเสรี เจ้าเองพลิ้วร่อนได้มิผิดมัน ข้าจะเรียกเจ้าเช่นเคยเรียกมันว่า อาเฉียง ดีหรือไม่ ?

 

 

 

            เหอตงเฟิ่งสวี่ยังคงให้ความสำคัญกับการปักลายดอกมู่ตันสีสดตรงหน้า ฟังนางกำนัลบอกเล่าเรื่องราวด้วยใบหน้าละมุนมิแปรเปลี่ยน

                มู่ตันบนผืนแพรถูกปักครบกลีบแล้วเหอตงเฟิ่งสวี่จึงค่อยวางผ้าลงช้าๆ หันหยิบผ้าปักลายมังกรมาม้วนเก็บในผืนผ้าไหมแล้วมัดด้วยป่าน ก่อนหันกล่าวกับคนของนางสามสี่คนที่รายรอบ

                ข้าจะนำไปถวายพระบิดา

                กล่าวจบจึงย่างกรายไปอย่างนุ่มนวล

                เหล่านางกำนัลค้อมกายเปิดทางโดยมิมีผู้ใดตามหลังนางไปด้วย เนื่องเพราะนางได้เคยสั่งความแล้วว่า หากเป็นการไปเข้าเฝ้าองค์เหนือหัว มิต้องให้มีขบวนติดตามเช่นองค์หญิงองค์อื่นๆ

                ผู้คนมองว่านี่คือความเรียบง่ายของนาง มีเพียงนางที่รู้ถึงการตั้งใจทำเช่นนี้เพราะต้องการทำให้ผู้เป็นบิดาเห็นว่านางมิใช่เห่อเหิมในยศศักดิ์ใหม่ที่เติบโตไปตามความยิ่งใหญ่ของแคว้น

                เหอตงหมิงยู่เรียกผู้เป็นบิดาด้วยคำเดิม นางก็ทำตัวเป็นดังเดิมได้เช่นกัน และเป็นได้ดีกว่าด้วย

                เพราะนางมิได้เย่อหยิ่งถือตัวขึ้นมาเมื่อฐานะแปรเปลี่ยนเช่นองค์หญิงสามสี่ห้า

                มิได้ทำตัวมากพิธีเช่นองค์หญิงใหญ่และองค์หญิงหก

                มิได้เกียจคร้านเอาแต่กินๆนอนๆสิ่งเล็กน้อยก็เรียกหาแต่ผู้คนมากระทำให้เช่นองค์หญิงรอง

                และวันๆมิได้สิ้นเปลืองเวลาไปกับการโหมประดับกายด้วยผ้าผ่อนแพรพรรณอีกทั้งเพชรนิลจินดาอย่างเลิศหรูเกินพอดีเช่นองค์หญิงเก้าและสิบ

                เหอตงเฟิ่งสวี่เต็มไปด้วยความครุ่นคิดในทุกย่างก้าว ในใจแม้ครุ่นคิด ใบหน้าภายนอกกลับมิผิดแผก

                จูเอ๋อร์ นางกำนัลของนางสนิทสนมกับ ไฮ่เอ๋อร์ นางกำนัลห้องเครื่องของตำหนักสนมรองที่เวลานี้เหอตงหมิงยู่ครอบครองอยู่

                นางกำนัลผู้นั้นเล่าให้คนของนางฟังว่าองค์หญิงเจ็ดอนุญาตให้ขันทีใบ้ข้างกายออกไปเรียนเขียนอ่านกับบัณฑิตอ้าวเทียนทุกๆสิบวันครั้ง

            เจ้าโปรดปรานมันขนาดนี้เชียวหรือ..หมิงยู่

            ดียิ่ง ! ยิ่งเจ้าโปรดปรานสิ่งใด ข้ายิ่งต้องการสิ่งนั้น !

 

 

 

            อูไห่หนานกลั้นหัวร่อจนน้ำตาคลอที่เห็นสตรีนางหนึ่งแสดงความเอ็นดูต่อสุนัขตัวน้อยของนาง

                เจ้าจิ้งจอกทะเลทรายจอมกรุ้มกริ่มเวลานี้มิต่างสุนัขในเรือนแสนเชื่อง

                อาซัน..ดีขึ้นใช่หรือไม่ ?

                เหอตงหมิงยู่ลูบผมขันทีของนางอย่างอ่อนโยน

                ความอาทรของนางและรอยคล้ำใต้ขอบตาบอกว่าเมื่อคืนนางคงยากจะหลับเพราะไม่มีเขาเป็นอาต้า ทำให้ชางเจี๋ยใจไหวอ่อนยินยอมหน้าชาต่อหน้าสหายแต่โดยดี

                ข้าได้ให้ห้องครัวทำขนมแป้งนึ่งไส้หมูสับและขิงไว้ให้เจ้ากินอุ่นร่าง

                อิงเอ๋อร์ส่งห่อผ้ามัดมีหูหิ้วให้ ข้างในเป็นชามเคลือบมีฝาปิดใบใหญ่บรรจุขนมที่เหอตงหมิงยู่กล่าวไว้หลายชิ้น ความร้อนของขนมสุกใหม่ส่งเป็นความอุ่นจัดมาถึงด้านนอก

                ชางเจี๋ยรับยกขึ้นสูดกลิ่นแล้วยิ้มกว้างแทนคำพูด

                ขนมแป้งนึ่งชนิดนี้ผู้เป็นมารดามักทำให้ทารกกินในช่วงอากาศหนาว หรือสำหรับทารกที่มักนอนดิ้นจนผ้าห่มหลุดจากตัวยามค่ำคืน เป็นขนมที่ช่วยขับไล่ความเย็นยามร่างคลุกเคล้าอากาศเย็นมาทั้งคืนเพื่อป้องกันการจับไข้

                เหอตงหมิงยู่หยุดนิ่งอึดใจหนึ่งก่อนกล่าวอ่อนโยนเช่นปลูกฝังจรรยาบรรณให้ทารก

                เจ้าปลดปล่อยให้สบายตัว แต่..จะอย่างไรเจ้าก็ควร..ห่มผ้าสักนิด เรือนหลังนี้แวดล้อมด้วยต้นไม้มากมาย ความเย็นชื้นจะทำให้ป่วยไข้ และ..และหากเจ้านอนเช่นนั้น เจ้าต้องปิดกลอนขังตัวเองให้แน่นหนา อย่าได้เผลอมิสำรวม ผู้คนจะแตกตื่นได้

                อูไห่หนานกดท้องตัวเองราวเสียดแน่น กระทั่งผู้ติดตามหน้าขรึมเคร่งใบหน้ายังเปลี่ยนสี เสเอียงใบหน้าไปทางอื่น ในขณะที่ชางเจี๋ยได้แต่ทำตาปริบส่งให้เจ้าของมือหอมกรุ่น

                นางหันไปทางอาจารย์ของนางที่ยืนสำรวมเก็บถ้อยคำตั้งแต่มาถึง แล้วต้องขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างมิมั่นใจว่า เมื่อครู่คล้ายกับว่าอาจารย์ของนางขบขันสิ่งใดใช่หรือไม่

                อ้าวเทียนกระแอมไอ ก่อนที่เขาจะกล่าวว่าสมควรเริ่มทำการสอน สายตาห้าคู่ที่มองเลยร่างเขาไปทำให้ต้องเอี้ยวคอมองแล้วกลายเป็นหันทั้งตัว

                เกี้ยวตัวหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามายังเรือนหลังนี้

                องค์หญิง อิงเอ๋อร์เรียกเสียงเบา

                เหอตงหมิงยู่พยักใบหน้ารับคำขานช้าๆ สายตานางยังคงจับจ้องเกี้ยวตัวนั้นที่เข้ามาใกล้ทุกขณะอย่างเย็นชา ใบหน้านวลเชิดขึ้นพร้อมแย้มเยาะเคลือบเต็มริมฝีปาก

                เกี้ยวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มีตราแคว้นเหอตงมาจอดเคียงข้างเกี้ยวที่มาถึงก่อน คนขับเกี้ยวกระโดดลงมาฉวยม้านั่งมาวางต่างบันได

                นางกำนัลนางหนึ่งก้าวลงมาก่อนแล้วหันไปประคองอีกร่างลงมา

            เฮอะ !

                เหอตงหมิงยู่มองบน กระแทกลมหายใจระอากับอาการตาค้างของบุรุษหนุ่มสามผู้

            มีใครมาจุดโคมใหญ่หน้าเรือน ?

                นี่คือสิ่งที่คนหนุ่มรู้สึกเมื่อเห็นร่างผ่องกระจ่างตาปรากฏกายตรงหน้า ความงดงามที่สร้างความโดดเด่นสว่างไสวยึดครองจุดสนใจไปจากทุกสิ่ง

                พี่หญิงเจ็ด

                ร่างบอบบางชวนถนอมย่อกายคารวะพี่สาว เสียงดั่งธารระรินไหลเข้าโสตเป็นมนต์สะกดย้ำความตะลึงงันให้เพิ่มเวลาขึ้นไปอีก

                ท่านอาจารย์อ้าวเทียน

                วูบสั้นๆเพียงพริบตานั้น เหอตงเฟิ่งสวี่เกร็งหัวคิ้วขณะค้อมศีรษะต่อบัณฑิตกลางคนพร้อมคำทักทาย ก่อนกลับสู่ความอ่อนหวานดังเดิม

            เหตุใดบัณฑิตผู้นี้จึง..

                เหอตงหมิงยู่เอียงใบหน้า แย้มยิ้มน้อยๆราวรอชมละครฉากหนึ่ง

                เหอตงเฟิ่งสวี่ซ่อนรอยดำคล้ำใต้ใบหน้าจิกเล็บกับฝ่ามือใต้แขนเสื้อ นางถูกเหอตงหมิงยู่ปล่อยให้รออยู่ร่วมอึดใจโดยมิมีการซักถามจนนางต้องเป็นฝ่ายเอ่ยเอง

                ระยะนี้การหัดเพลงพิณของข้ามักติดขัดมิคล่องพลิ้วเท่ากาลก่อน มิอาจต่อเพลงให้ก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นได้ ข้าจึงทูลขอพระบิดามาขอคำชี้แนะจากท่านอาจารย์อ้าวเทียน มาถึงแล้วจึงทราบจากผู้รับใช้ว่าท่านอาจารย์มาสอนหนังสือที่เรือนหลังนี้

                นางหันมาทางอ้าวเทียน แย้มถามราวมิล่วงรู้

                ท่านมาทำการสอนทารกซุกซนคนใดเล่า ? ข้ามิเห็นทารกสักคนในเรือนนี้

                ข้าสอนให้กับอาซันผู้นี้

                อ้าวเทียนตอบเรียบนิ่งผายมือมาทางร่างใหญ่

                เป็นอาซันผู้นี้ ?

                นางเบิกตากลมโตราวทารกมาจับจ้องชางเจี๋ย ท่าทีคาดมิถึงเช่นเด็กน้อยของนางน่าเอ็นดูจนชางเจี๋ยสบมองอย่างเผลอไผล

                และท่านคือเจ้าของเรือน ? คราวนี้นางหันมาทางอูไห่หนาน

                อูไห่หนานถูกยิ้มของนางกระทำจนเลอะเลือนไป อึกอักในคอมิอาจเปล่งคำใดออกมาทำได้เพียงพยักใบหน้าตื่นๆรัวๆรับ

                และรอยยิ้มนั้นลามเลยไปยังร่างปราดเปรียวด้านหลังอูไห่หนาน อาเฉียงหลุบสายตาลงพื้นราวมิอาจสบสู้ ตั้งสติอยู่อึดใจจึงค่อยเป็นความสงบนิ่งในแววตาที่ยังหลบซ่อน

            ข้าขอปรบมือให้เจ้า

                เหอตงหมิงยู่หัวร่อเย้ยหยันในใจ

            เพียงก้าวแรกเจ้าก็หว่านเสน่ห์จนครบถ้วน มิเลว..มิเลว น้องสาวสุดที่รักของข้า

                นางเย้ยหยันทั้งสตรีเลิศโฉม ทั้งบุรุษหนุ่มโง่งมอีกสาม และใคร่ทุบบุรุษหนุ่มโง่งมหนึ่งในสามนั้นสักสามสี่ทีแรงๆ

                ข้ามิเชี่ยวชาญทางพิณนัก รู้เพียงหลักเล็กน้อย

                ข้าต้องการเรียนรู้หลักนั้นจากท่าน ข้าเชื่อมั่นในท่านว่าจะมีเคล็ดให้ข้าพบข้อบกพร่องของตนเอง

                เหอตงเฟิ่งสวี่ตอบกลับคำพูดออกตัวของอ้าวเทียนอย่างอ่อนน้อม

                ข้าจะมิรบกวนมากวัน เพียงทุกสิบวันต่อครั้งเท่านั้น เพื่อไปต่อเพลงให้พระบิดาได้เพลิดเพลิน

                อ้าวเทียนแย้มบาง นางพูดเหมือนเกรงใจเขา แต่กลับเอาผู้เป็นประมุขแคว้นมาบีบอย่างแนบเนียน

            ทุกสิบวัน ?

            นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงสินะ

            ครานี้เหอตงหมิงยู่มิปิดบังเสียงหัวร่อแล้ว

 

 

 

            เหอตงเฟิ่งสวี่ให้นางกำนัลของตนนำอาหารที่เตรียมมามากมายในเกี้ยวไปอุ่นให้ร้อน

                เหอตงหมิงยู่แย้มขันเพราะรู้ทันว่าเปลือกนอกของเหอตงเฟิ่งสวี่นั้นพอกไว้อย่างแนบเนียนนัก กระทั่งนางกำนัลใกล้ชิดยังถูกใช้ให้ไปอยู่ในที่ๆมิอาจได้รับรู้คำพูดและกิริยาที่แท้จริงของนายตน

                พวกนางนั่งอยู่ที่ศาลากลางสวนรอคอยให้อ้าวเทียนทำการสอนหนังสือบนชานเรือน มีอูไห่หนานและอาเฉียงนั่งมองการสอนศิษย์ใบ้อย่างสนอกสนใจ และช่วยแปลท่าทีของชางเจี๋ยแก่อ้าวเทียนเป็นระยะ

                และจากจุดนี้หากมีผู้อื่นมองมา จะเป็นภาพของสองดรุณีพี่น้องแย้มยิ้มพูดคุยกันอย่างสนิทสนมกลมเกลียว

                ดูท่านหวงมันนัก

                ใช่ ข้าหวงมัน แล้วไร ?

                เหอตงหมิงยู่ตอบรับเสียงเนือยๆ โบกพัดร่างตัวเองขึ้นลงช้าๆและตวัดสะบัดขอบพัดในท่าปัดไล่สิ่งอัปมงคลออกจากตัว

                เหอตงเฟิ่งสวี่หัวร่อแจ่มใสราวเสียงระฆังใบน้อย เอ่ยเสียงเบาเท่าเบา

                มิมีอันใดหรอกพี่สาวของข้า มิมีอันใดนอกเสียจากว่า..สิ่งใดท่านหวง สิ่งนั้นข้าต้องการ !”

                ต้องการขันทีของข้างั้นสิ ?

                เหอตงเฟิ่งสวี่พยักใบหน้าแย้มหวานหยดย้อยใต้ดวงตาคมกริบดังคมมีดที่พร้อมกรีดบาดฝ่ายตรงข้าม

                ครานี้เป็นเหอตงหมิงยู่ที่หัวร่อ นางหัวร่อพลางปรายตามองอีกฝ่ายพลาง ทั้งยังส่ายใบหน้าประกอบรอยแย้มรูปแบบเดียวกับผู้แย้มระอาต่อการกำเริบสืบสานของคนเขลาที่มิรู้จักประมาณตัวเอง

                เจ้าพยายามแย่งชิงสิ่งของๆข้ามานับครั้งมิถ้วนแล้ว..เฟิ่งสวี่ แล้วไร ? เคยสมหวังสักครั้งหรือไม่ ?

                เคยสมหวังสักครั้งหรือไม่ ? ถ้อยความนี้ปนในการกลั้วหัวร่อ หยามหยันจนเหอตงเฟิ่งสวี่ใบหน้าแดงฉาน ปลายเล็บฝังเข้ากลางฝ่ามือเจ็บแสบจนร้อนผ่าวไปทั้งแขน

                เหอตงหมิงยู่พุ่งสายตาจิกเหยียดแม้เรียวปากบางเฉียบยังคงรูปแย้ม ไฝเม็ดเล็กใต้มุมปากซ้ายขยับตามการเจรจา

                จุ๊ จุ๊ เฟิ่งสวี่เอย..เฟิ่งสวี่ ทุกสิ่งในตัวเจ้าถูกดึงไปไว้ที่ความงามเสียสิ้น กระทั่งสติปัญญาของเจ้าก็ถูกดูดกลืนไปหมด เจ้าจึงจดจำมิได้สักทีว่าแพ้ข้ามากี่ครั้งกี่หนแล้ว แพ้ข้าเกือบทุกสิ่ง จะว่าไป..เจ้าแพ้ข้าตั้งแต่แย่งชิงเกิดใต้ดาวนำโชคแล้ว เคยได้ยินคำนี้หรือไม่ เกิดมาก็แพ้แล้ว ฮะ..ฮะ..ฮะ

                อิงเอ๋อร์เหลือบมองกงจู้ของตนเพราะเสียงหัวร่อนี้ ขนาดนางเป็นพวกเดียวกันยังรู้สึกเลยว่าเป็นเสียงหัวร่อที่ดัดจนระคายหูอย่างยิ่ง แล้วอีกฝ่ายเล่า มิทราบว่าต้องกดข่มความเดือดดาลถึงเพียงไหน

                รับเอาความปรารถนาดีของข้าไปตรองดูเถิดน้องรัก ข้าขอแนะนำว่า..จงรวบรวมสติปัญญาอันน้อยนิดของเจ้าไปคิดประดิษฐ์จริตจะก้านของเจ้าเพื่อยั่วยวนบุรุษให้เชี่ยวชาญชำนาญเถิด ไว้ปูทางให้เจ้าไปได้ดีในวันข้างหน้า เรื่องอื่นๆนั้นอย่าได้คิด มันล้วนหนักหนาสาหัสเกินกำลังความฉลาดของเจ้า

                เหอตงเฟิ่งสวี่น้อมกายเหมือนผู้เยาว์รับการชี้แนะจากผู้อาวุโส ปากอิ่มเย้ายวนของนางคลี่แย้มหวานปนความสั่นระริก ปรารถนาให้เพลิงในกายนางออกมาแผดเผาพี่สาวตรงหน้า

                ขอบคุณที่ชี้แนะข้า..

                นางยืดตัวตรงสูดลมหายใจเข้าลึก ความนุ่มนวลของน้ำเสียงแทรกความเกลียดชังเต็มเปี่ยม

                ในเมื่อท่านบอกกล่าวให้ข้า รวบรวมสติปัญญาอันน้อยนิดไปคิดประดิษฐ์จริตจก้านเพื่อยั่วยวนบุรุษให้เชี่ยวชาญชำนาญ ข้าก็จะกระทำตามนั้น และข้าจะใช้มันเพื่อแย่งชิงคนของท่าน

                นางปัดปอยผมที่สายลมไล้ปรกหางคิ้วด้วยปลายนิ้ว กระทั่งท่วงท่าเช่นนี้ของนางยังประดิษฐ์ออกมาได้อย่างงดงามอ่อนช้อย

                นางปัดเปิดเผยดวงตาเพื่อส่งมาสบสายตาเหอตงหมิงยู่อย่างมิเกรงกริ่ง

                สตรีที่ฉลาดมากไปมักขาดจริตเย้ายวนด้วยทะนงในสติปัญญาของตน และมักทำตัวเสมอชายจนไร้เสน่ห์ อันธรรมชาติบุรุษล้วนตกตายใต้มารยาหญิงมิใช่ใต้ความเฉลียวฉลาด แต่บุรพกาลมาก็เป็นเช่นนี้เสมอ ท่านมิเคยรู้หรือไร เหอ-ตง-หมิง-ยู่

                องค์หญิงแปด !”

                บังอาจ !”

                เหอตงเฟิ่งสวี่ตวาดเสียงเบาสวนกลับอิงเอ๋อร์ทันควัน

                ถึงจะเป็นคนสนิท แต่เจ้าก็เพียงนางกำนัล อย่าเหิมเกริมตวาดยั้งคำกล่าวของข้า

                เหอตงหมิงยู่ยกมือห้ามคนของนาง พัดในมือโบกเป็นจังหวะสม่ำเสมอมิให้ค่าการปีนเกลียวที่อีกฝ่ายเรียกชื่อนางตรงๆ

                ข้าบอกเพียงครั้ง เจ้าก็น้อมรับไปปฏิบัติทันที อืม..อาต้ายังดื้อรั้นกว่าเจ้าเล็กน้อย เช่นนี้จะให้ข้าชมเจ้าว่ากระไรดี..เชื่องเชื่อ ? หรือ โง่เง่าจนคิดด้วยตัวเองมิได้ ? หืม..เหอ-ตง-เฟิ่ง-สวี่

                เหอตงเฟิ่งสวี่ปากอ้าค้างหอบหายใจระรัวจนอกอิ่มตูมขยับขึ้นลงอย่างโกรธจัด นางฝืนกลืนโทสะกลับลงไปมิต่างดื่มกินโลหิตตนเอง ร่างนางกลับมาเป็นความละมุนชวนถนอมดังเดิม

                เหอตงหมิงยู่ขมวดคิ้วฉงนที่เห็นดวงตาหวานล้ำคู่นั้นคลอคลองหยดน้ำ เสียงแผ่วผ่านริมฝีปากสั่นระริกเหมือนข่มความน้อยเนื้อต่ำใจของเหอตงเฟิ่งสวี่ทอดเบาพร้อมตาหลุบต่ำ

                ท่านชังข้าเพียงนี้ ตั้งแต่เล็กจนโตข้ามิเคยเป็นที่เอ็นดูของท่านเหมือนน้องเก้าน้องสิบ เหตุใดต้องใช้ถ้อยคำรุนแรงด่าว่าข้าขนาดนี้

                เหอตงหมิงยู่เอะใจฉับพลัน นางหันกลับไปจึงได้เห็นชางเจี๋ยหยุดการก้าวในจุดห่างจากพวกนางไปเกือบสิบเก้า

            เป็นสิบเก้าที่ยังพอได้ยินคำเย้ยหยันตอนท้ายของสตรีร้ายกาจ และได้ยินคำตัดพ้อทั้งหมดของสาวงาม

                ชางเจี๋ยใบหน้าเรียบนิ่ง เขาสบตาเหอตงหมิงยู่แวบหนึ่งก่อนหันกลับเดินย้อนไปทางเดิม

                จนเมื่อนางหันกลับมาจึงได้เห็นสายตาเย้ยเยาะของเจ้าของคำพูดมารยา

                เหอตงเฟิ่งสวี่แย้มหวาน กล่าวทวนซ้ำคำพูดก่อนหน้านั้น

 

            อันธรรมชาติบุรุษล้วนตกตายใต้มารยาหญิงมิใช่ใต้ความเฉลียวฉลาด

 

 

 

 

*****        ไหน..มีใครคันไม้คันมือบ้าง...55555

                

                

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

178 ความคิดเห็น

  1. #110 sanpahaha (@sanpahaha) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 02:41
    ตบอย่างเดียวคะ
    #110
    1
  2. #10 ออเจ้า (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2561 / 19:46

    ต้องให้นางเอกได้เอาคืนนะไร้ท พระเอกก้อย่าโง่นาน

    #10
    1
    • #10-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 5)
      4 สิงหาคม 2561 / 20:22
      จายเยน..จายเยนนน ค่า 55555
      แม่คือแม่ค่ะ ยังไงนางต้องได้คืน
      #10-1
  3. #9 rudeet (@rudeet) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2561 / 13:51

    อยากตบล้างน้ำเกลือจริงๆนังเฟิ่งสวี่ ผู้ชายในเรื่องนี้มีแต่พวกโง่งมจริงๆ ไม่ทันมารยาหญิง

    #9
    1
    • #9-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 5)
      3 สิงหาคม 2561 / 15:38
      ให้เวลาหนุ่มๆเค้าหน่อยค่ะตัวเอง มาจากชายขอบเลยไม่ค่อยจะเท่าทันสาวในเมือง
      แต่แหมมม..พูดแล้วก็ขึ้น 55555
      #9-1
  4. #8 JunJaoKratae (@JunJaoKratae) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2561 / 12:11
    คันมากกกก อยากลั่น
    #8
    1