โซ่เสน่หาอสูร (Re-Up)

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 อย่าบอกให้ฉันไป [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,884
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 มิ.ย. 62


ตอนที่ 1 อย่าบอกให้ฉันไป


สามเดือนต่อมา ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ร่างเพรียวระหงของนางแบบสาวเบอร์หนึ่งของวงการเดินควงคู่มากับนักธุรกิจหนุ่มที่ใครๆ ต่างคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี ความโดดเด่นและความหวานของทั้งคู่ไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้คนแถวนั้น โดยเฉพาะปาปารัสซีที่จำต้องอัปเดตข่าวคราวในวงการบันเทิงถึงกับหยิบกล้องคู่ใจขึ้นมากดชัตเตอร์ชนิดที่ว่ารัวไม่ยั้ง ซ้ำยังบ่นพึมพำอยู่คนเดียวกับท่าทางสนิทสนมอย่างออกนอกหน้าของหนุ่มหล่อสาวสวยคนดัง

'ข่าวล่าสุดแบบสดๆ ร้อนๆ เลยจ้า นางแบบสาวไฟแรงคู่ควงคนล่าสุดของนักธุรกิจหนุ่มหล่อ อย่างนี้ต้องรีบกลับออฟฟิศด่วนซะแล้ว' นักข่าวสาวปริศนาเดินออกมาพร้อมกับข่าวใหม่ของตนเองที่การันตีได้ว่าถ้าขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์สายบันเทิงเมื่อไหร่ ต้องเป็นที่ฮือฮาแน่ๆ

"กานต์ขา เคทหิวมากเลยค่ะ เราแวะหาอะไรทานกันก่อนนะคะ"

"ได้สิครับ ผมเองก็หิวเหมือนกัน" กันต์ธรตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มและไม่ลืมที่จะเอื้อมมือมาโอบรอบเอวคอดเอาไว้อย่างหวงแหนราวกับลืมไปแล้วว่ายังมีผู้หญิงอีกคนที่เฝ้านับรอวันการกลับของเขาอยู่เสมอ

ภายในร้านอาหารหรูที่กันต์ธรเลือกพาคู่ควงของตนเองมาสัมผัสกับบรรยากาศที่เคล้าคลอไปด้วยเสียงเพลงบวกกับสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะคู่รักที่ทางร้านเอาใจลูกค้าโดยการเนรมิตห้องอาหารสำหรับสองคนชนิดที่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปรบกวน

"คุณอยากทานอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าคนสวยของผม"

"แหม...ปากหวานจังนะคะ เคททานอะไรก็ได้ค่ะ" นางแบบสาวสวยตอบด้วยรอยยิ้มเอียงอาย งัดทุกจริตจกร้านที่มีออกมาใช้

"งั้นเอาซี่โครงหมูราดซอสบาบีคิว พอร์คช็อป สลัดผัดแล้วก็สเต็กปลาแมคคาเรลอย่างละที่นะ น้ำส้มคั้นสองแก้ว" ชายหนุ่มสั่งเมนูที่ต้องการเสร็จก็ส่งยิ้มหวานให้หญิงสาวตรงหน้า

"สั่งมาเยอะขนาดนั้นทานหมดเหรอคะกานต์ ตอนนี้เคทไดเอตอยู่นะคะ"

"ไม่เห็นต้องลดเลยครับ ยังไงคุณก็สวยในสายตาผมเสมอ" ดวงตาคมเข้มจ้องลึกเข้าไปจนนางแบบสาวเอื้อมมือมาตีลงบนท่อนแขนกำยำเป็นการกลบเกลื่อนอาการเขินอายพร้อมกับส่งเสียงต่อว่าชายหนุ่มอย่างไม่จริงจังนัก

"กานต์น่ะ บ้าจริง"

"บ้าแล้วรักไหมล่ะครับ" กันต์ธรถามเสียงหวาน นับตั้งแต่เจอกับผู้หญิงตรงหน้าบนเครื่องวันนั้น เขาก็มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเธอมากขึ้นจนกระทั่งก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ความขี้อ้อนและนิสัยที่เข้ากันได้ดีคือสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มมั่นใจว่าเธอเหมาะสมที่จะเคียงข้างเขาไปตลอดชีวิต

"รักจะแย่แล้ว ไม่รู้อีกหรือไง" นางแบบสาวย่นจมูกใส่ด้วยความหมั่นไส้กับความหลงตัวเองของคนตรงหน้า

"ผมก็เหมือนกัน"

"ให้จริงเถอะค่ะ กลัวว่าจะมีสาวๆ มาทวงสิทธิ์เข้าสักวัน" มัชฌิมาต่อว่าด้วยท่าทางและน้ำเสียงงอนๆ แต่ทำเอาชายหนุ่มถึงกับอึ้งไปจนเธออดถามออกไปไม่ได้

"เป็นอะไรคะกานต์ คุณมีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า"

"ไม่มีอะไรหรอกครับ รีบทานเถอะ ผมจะได้พาคุณไปเจอคุณแม่" กันต์ธรส่งยิ้มให้และรีบเปลี่ยนเรื่องทันทีที่เห็นว่าพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟตรงหน้าพอดี คำพูดเมื่อครู่ทำให้เขาหวนนึกถึงหญิงสาวอีกคน คนที่รอเขามาตลอด แต่บัดนี้ชายหนุ่มกลับคิดว่าผู้หญิงตรงหน้าเหมาะสมกับเขามากที่สุด ทั้งฐานะและหน้าที่การงานเพราะสุดท้ายแล้วต่อให้เขาถูกใจผู้หญิงอ่อนหวานอย่างอชิรญามากแค่ไหน เธอก็คงไม่เหมาะและคงไม่มีใครเห็นด้วย โดยเฉพาะมารดาของเขาที่แสดงออกว่าไม่ชอบและไม่คิดจะยอมรับอย่างชัดเจน

 

เช้าวันเสาร์วันหยุดสุดสัปดาห์ของใครหลายๆ คน รวมทั้งอชิรญาที่ตื่นนอนแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปเยี่ยมผู้ให้กำเนิดที่โรงพยาบาล สามเดือนมานี้เธอแทบจะไม่ได้ติดต่อกับคนที่อยู่ไกลแสนไกลด้วยเพราะอาการป่วยของมารดาที่ทรุดหนักลงและไร้อาการตอบสนอง มีเพียงความเงียบในยามที่ชวนท่านพูดคุย หลายครั้งที่รู้สึกท้อแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะโทรไปรบกวนคนที่ได้ชื่อว่าคอยเคียงข้างมาตลอด เนื่องจากกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย หญิงสาวจึงได้แต่เก็บเรื่องนี้ไว้เพียงลำพัง

อชิรญากลับออกมาจากโรงพยาบาลทั้งๆ ที่เพิ่งมาถึงไม่นาน หลังจากเดินเข้าไปดูอาการของมารดาแล้วเห็นแพทย์ประจำคนไข้ซึ่งคอยดูแลอย่างใกล้ชิดมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ พอเดินเข้าไปสอบถามอาการก็ได้แต่แจ้งว่าให้งดเยี่ยมสักสองสามวันเพราะเกรงว่าคนไข้จะติดเชื้อ หญิงสาวจึงได้แต่พยักหน้ารับตามคำสั่งของแพทย์ หลังออกมาจากโรงพยาบาลจึงตั้งใจว่าจะเดินทางไปหาเพื่อนสนิทที่บ้านก่อน

"อาย...มาไงเนี่ย ไหนแกว่าจะไปเยี่ยมแม่" ศิวาพรทักหลังจากได้ยินเสียงกริ่งหน้าบ้าน พอเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทก็อดแปลกใจไม่ได้

"หมอให้งดเยี่ยมน่ะปริม พักนี้แม่อาการไม่ดีเลย ฉันกลัว" อชิรญาบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

"ใจเย็นๆ ก่อนนะอาย แกเข้ามารอฉันในบ้านสิบนาที แล้วเดี๋ยวเราออกไปห้างฯกัน" ศิวาพรปลอบใจเพื่อนและชวนออกไปข้างนอกหวังให้อีกฝ่ายลืมความทุกข์ใจได้บ้าง ไหนจะเรื่องที่แม่ป่วยและเรื่องที่เพิ่งรับรู้ว่ากำลังจะกลายเป็นแม่คน สำหรับลูกผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเธอก็มองว่ามันเป็นปัญหาที่หนักอยู่ไม่น้อย

"อืม" อชิรญาพยักหน้าพร้อมกับเดินเข้ามาภายในรั้วบ้านที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด เพื่อนสนิทนั้นชอบปลูกต้นไม้มากจึงทำให้บ้านดูร่มรื่นน่าอยู่

"เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวฉันไปเอารถก่อน" พอเห็นว่าเพื่อนเดินไปที่รถ ร่างบางจึงรีบลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูรั้วหน้าบ้านให้

ภายในห้างสรรพสินค้าที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลากหลายวัยที่ต่างก็เดินทางมาด้วยจุดประสงค์แตกต่างกัน บางคนอาจจะหลบอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทย บ้างก็เดินทางมาผ่อนคลายในวันหยุด หรือบรรดาสายชอปปิงสินค้าแบรนด์เนมยี่ห้อดัง

"ฉันว่าจะถามแกหลายครั้งแล้ว แกโทรบอกคุณกานต์ของแกหรือยังเรื่องที่แกกำลังท้องน่ะ" น้ำเสียงคาดคั้นจากเพื่อนสนิทที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยระหว่างที่ทั้งคู่พากันเดินเข้ามาภายในร้านอาหาร

"เอ่อ...ฉัน" น้ำเสียงนั้นฟังดูตะกุกตะกักกับคำถามที่ไม่ทันได้ตั้งตัว

"แกยังไม่ได้บอกใช่ไหม?" ศิวาพรดักคอเพื่อนอย่างรู้ทัน

"ฉันไม่กล้าเอาเรื่องไม่สบายใจไปเล่าให้พี่กานต์ฟังน่ะปริม ฉันตั้งใจว่าจะบอกแม่ก่อน" หญิงสาวตอบเพื่อนสนิทด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ แม้จะสงสารเพียงใดแต่ศิวาพรก็อดที่จะพูดออกไปไม่ได้

"นี่อาย ฟังฉันนะ ผู้ชายคนนั้นเป็นพ่อของลูกแก ฉันไม่ได้คิดจะตอกย้ำแก ตอนนี้แม่แกก็กำลังป่วยอยู่ แต่คุณกานต์น่ะถึงเขาจะงานเยอะแค่ไหน ถ้าเขายังมีความเป็นลูกผู้ชายพอแล้วรู้ว่าแกท้อง เขาก็ต้องรีบบินกลับมาหาแก"

"ฉันเชื่อว่าพี่กานต์ต้องดีใจแน่ๆ ปริม แต่ฉันขอเวลาหน่อยนะ อีกแค่เดือนเดียวฉันจะรีบโทรไปบอกพี่กานต์ทันที" น้ำเสียงนั้นแม้จะฟังดูหงอยๆ แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความหวังเมื่อถูกเพื่อนจี้ใจดำ ยิ่งพอได้เห็นแบบนั้นศิวาพรก็อดถอนใจออกมาไม่ได้ เธอไม่เคยคิดจะไว้ใจผู้ชายที่เพื่อนบอกว่ารักนักรักหนา อาจเป็นเพราะกิตติศัพท์ความเจ้าชู้ของอีกฝ่าย แต่ก็เห็นว่าเป็นคนรักของเพื่อนจึงได้แต่คอยดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ มาตลอด

"แกต้องโทรตอนนี้และต่อหน้าฉันด้วยอาย ฉันอยากรู้ว่าคนดีของแกจะแสดงความรับผิดชอบแกกับลูกยังไง" เจ้าตัวยื่นคำขาด เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และถ้าเธอไม่รู้ก็ไม่มีทางที่เพื่อนจะยอมปริปากออกมา ขนาดเจ้าตัวเองก็เพิ่งรู้ตัวเมื่ออาทิตย์ที่แล้วหลังจากเป็นลมหน้ามืดจนต้องปฐมพยาบาลกันอยู่พักใหญ่ ตอนแรกว่าที่คุณแม่ไม่คิดที่จะไปหาหมอ แต่ก็ถูกเธอบังคับไปตรวจจนได้ กระทั่งรับรู้ว่าเพื่อนสนิทตั้งท้องจึงกลายเป็นว่าทั้งคู่ถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอดหรือแทบทุกครั้งที่เจอหน้ากัน ซึ่งพอได้ยินประกาศิตจากเพื่อนอชิรญาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากจำต้องหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดไปยังโปรแกรมแชทไลน์ของชายคนรักซึ่งอยู่ไกลกันคนละซีกโลกทันที

"พี่กานต์ ตอนนี้ยุ่งอยู่ไหมคะ พอดีว่าอาย..." ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อ ปลายสายก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายราวกับไม่อยากจะรับฟังเรื่องราวของเธอในตอนนี้

"อายมีอะไรหรือเปล่า พี่กำลังรีบเตรียมตัวไปประชุม"

"คือว่าอายมีเรื่องจะบอกค่ะ แต่ถ้าพี่กานต์ยุ่งอยู่ไว้อายโทรไปใหม่ก็ได้ค่ะ" ว่าที่คุณแม่ตอบกลับเสียงเบาระคนผิดหวัง

"งั้นแค่นี้ก่อนนะ"

"ค่ะ" บทสนทนาดังกล่าวทำเอาเพื่อนที่นั่งรอลุ้นคำตอบไปด้วยอย่างใจจดใจจ่อถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยอาการลุ้นสุดขีดว่าผู้ชายจอมเจ้าชู้จะรับผิดชอบเพื่อนเธอได้มากแค่ไหน

"ทำไมแกไม่บอกไปเลยล่ะอาย?"

"พี่กานต์ยุ่งอยู่น่ะปริม ไว้ฉันค่อยโทรไปใหม่"

"ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกับแกเลยหรือไง ฉันว่ามันแปลกๆ แล้วนะ" ความจริงศิวาพรไม่ต้องการให้เพื่อนคิดมาก แต่จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ว่างคุยทั้งๆ ที่ก่อนจะเดินทางไปอเมริกาบ่นทุกวันว่าไม่อยากไป มิหนำซ้ำยังทำตัวติดกับเพื่อนเธอเป็นปาท่องโก๋

"พี่กานต์คงไม่ว่างจริงๆ แกอย่าว่าพี่กานต์เลยนะ"

"โอเคๆ ฉันไม่กล้าว่าสุดที่รักของแกหรอกน่า กินข้าวเถอะ หลานฉันจะได้แข็งแรง" เพราะไม่อยากให้เพื่อนคิดมากจึงรีบเอ่ยตัดบทพร้อมกับชวนแกมบังคับให้จัดการกับอาหารตรงหน้าในทันที ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่นั้นสายตาของศิวาพรก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคู่หนึ่งที่กำลังเดินควงกันจากบริเวณด้านนอก ยิ่งพอเห็นหน้าของฝ่ายชายก็แทบจะขยี้ตาซ้ำหลายๆ รอบ ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม คิดพลางจ้องเขม็งจนอชิรญาอดมองตามสายตาของเพื่อนไปด้วยไม่ได้

"แกมองอะไรปริม"

"แกช่วยบอกฉันทีสิอายว่าพี่กานต์สุดที่รักของแกไม่ได้มีฝาแฝดน่ะ" ศิวาพรถามเสียงเครียดเมื่อเริ่มแน่ใจว่าตนไม่ได้ตาฝาดไปจริงๆ เมื่อกี้บอกกับเพื่อนเธอว่างานยุ่ง แต่ไหงกลับมาโผล่อยู่ที่นี่ได้

"ไม่นี่ พี่กานต์เป็นลูกคนเดียวนะ" อชิรญาไขความกระจ่างพลางมองตามสายตาเพื่อนจนเห็นใบหน้าอีกฝ่ายได้ชัดเจนขึ้นหลังจากที่เขาหันมายังทิศทางที่เธอนั่งอยู่พอดี

"พี่กานต์" หญิงสาวเรียกชื่อชายหนุ่มที่เธอรักสุดหัวใจอย่างไม่เชื่อสายตา นี่น่ะหรือที่ว่างานยุ่ง ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะโกหกกันได้ลงคอ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

717 ความคิดเห็น