โซ่เสน่หาอสูร (Re-Up)

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 2 ดวงใจของแม่ [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,835
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 มิ.ย. 62


ตอนที่ 2 ดวงใจของแม่


วันนี้อชิรญาตั้งใจตื่นแต่เช้าเพื่อตักบาตรให้กับมารดาผู้ล่วงลับ หลังจากที่เดินทางกลับบ้านในวันนั้น เธอก็ได้รับโทรศัพท์จากทางโรงพยาบาลว่าผู้ให้กำเนิดได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ การสูญเสียคนที่รักที่สุดในชีวิตภายในเวลาเดียวกัน นับเป็นความเสียใจที่ถาโถมเข้าหาสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับเป็นบทเรียนสอนให้เธอเข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว ชีวิตที่เหลือหลังจากนี้คือบุตรชายที่เปรียบดั่งน้ำทิพย์คอยชโลมจิตใจ สิ่งที่ทำให้อชิรญารู้สึกเสียใจมากที่สุดก็คือเธอไม่มีโอกาสได้บอกมารดาว่ากำลังจะมีหลานที่น่ารักให้ท่าน แต่ตอนนี้ท่านคงรับรู้แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ก็เชื่อว่าท่านคอยปกป้องเธอและลูกชายเสมอ หญิงสาวเข้าใจแล้วว่าความรักของแม่นั้นยิ่งใหญ่มากแค่ไหน

"แม่อาย นายเที่ยวๆ" ร่างเล็กของเด็กชายวัยสามขวบตรงเข้ามาออดอ้อนผู้ให้กำเนิด เป็นภาพที่น่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของคนเป็นแม่เหลือเกิน

"รอน้าปริมมานะครับลูก แม่อายต้องขายของก่อน" อชิรญาอุ้มร่างหนูน้อยเข้ามาในอ้อมกอดพร้อมกับบรรจงหอมพวงแก้มใสด้วยความรัก เด็กชายนนวัฒน์ ธีรอนันต์หรือน้องนาย บุตรชายคนเดียวที่มีใบหน้าและดวงตาถอดแบบมาจากบิดา จะมีก็เพียงริมฝีปากที่เหมือนผู้เป็นมารดา จะเหมือนเธอไม่ว่า ขอแค่อย่าติดนิสัยผู้ชายใจร้ายแบบนั้นมาก็พอ นับตั้งแต่วันที่ถูกผลักไสออกมาจากชีวิตก็แทบจะไม่เคยติดตามข่าวสารของอีกฝ่ายเลยนอกจากหน้าหนังสือพิมพ์บันเทิงกับภาพซุบซิบที่ควงคู่กับผู้หญิงคนใหม่ภายในสนามบิน และเธอเองก็ไม่เคยคิดอยากรับรู้อะไรเกี่ยวกับเขาอีกนอกจากตั้งใจเลี้ยงลูกที่เกิดจากความรักของตนให้ดีที่สุด

อชิรญาตัดสินใจลาออกจากงานประจำและนำเงินก้อนสุดท้ายจากผู้ชายใจร้ายทั้งหมดมาลงทุนเปิดร้านมินิมาร์ทเล็กๆ ภายในบ้านที่อาศัยอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่ร่ำรวยแต่ก็ทำให้เธอและลูกสามารถประคับประคองชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้

"ปิมฉวยย นายเที่ยวน้า" ทันทีที่หนูน้อยหันไปเห็นเพื่อนสนิทของมารดาเดินเข้ามาก็ส่งเสียงร้องทักทายอย่างยินดีเพราะคิดว่าตนจะได้ออกไปเที่ยวนอกบ้าน

 

"ปากหวานจริงๆ นะเรา เหมือนพ่อไม่มีผิดเลย โตมาอย่าเจ้าชู้เหมือนพ่อล่ะครับ" ศิวาพรหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดูก่อนจะเดินตรงเข้าไปสวมกอดร่างเล็กแล้วหอมแก้มซ้ายขวาฟอดใหญ่ โดยไม่ทันได้คิดว่ากำลังพูดในสิ่งที่ไม่สมควรออกไป กระทั่งเห็นใบหน้าซีดเซียวของเพื่อนก็ทำเอาแทบอยากจะตีปากตัวเองเหลือเกินที่พูดจาพล่อยๆ แบบนั้นออกไป

"อาย ฉันขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจอ่ะ แกอย่าโกรธนะ"

"ฉันไม่โกรธหรอก ก็หลานแกเป็นแบบนั้นจริงๆ นี่" คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเผยรอยยิ้มออกไปให้เพื่อนสบายใจ เธอเองก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่านอกจากหน้าตาแล้วลูกชายของเธอยังหยิบเอานิสัยของผู้เป็นบิดามาอย่างไม่ผิดเพี้ยน ชนิดที่ว่าเชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ

“ว่าแต่หลานฉันอยากไปเที่ยว แล้วแกล่ะจะว่าไง” ศิวาพรถามเพราะรู้ดีว่าคนตรงหน้าแทบจะไม่มีเวลาออกไปไหนเลย

“ถามเจ้าตัวดูเองสิ บอกฉันว่าจะเที่ยวๆ ทั้งวัน" นอกจากติดผู้เป็นแม่แล้วหนูน้อยยังติดคุณน้าคนสวยยิ่งกว่าอะไร อาจจะเป็นเพราะว่าตั้งแต่เกิดมาเจ้าตัวเห็นหน้าเธอและเพื่อนของเธอมากกว่าใครๆ

“ว่าไงครับ ตกลงสุดหล่อของน้าจะไปเที่ยวกับน้าหรือเปล่าเอ่ย?

“ปายฮับบ ปิมไปด้วย” น้ำเสียงไร้เดียงสาตอบกลับด้วยความดีใจที่รับรู้ว่าจะได้ออกไปเที่ยวนอกบ้าน

“งั้นเราไปอาบน้ำกันดีกว่านะ เดี๋ยวน้าปริมพาไป” สิ้นเสียงร่างบางของคุณน้าคนสวยก็จูงมือป้อมเล็กของผู้เป็นหลานชายเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวหล่อๆ ท่ามกลางสายตาคุณแม่ที่มองตามร่างทั้งคู่ไป พลันน้ำตาแห่งความอ่อนแอกลับไหลลงมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ  ไม่มีทาง เธอจะไม่มีวันคิดถึงผู้ชายใจร้ายคนนั้น หญิงสาวพยายามบอกกับตัวเองและลุกขึ้นหาอะไรทำเพื่อลืมทันที แม้รู้ดีว่ายากแค่ไหนแต่เธอก็สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่มีวันหันหลังกลับไปหาอดีตที่โหดร้ายนั่นอีกตลอดชีวิต

“อาย...อาย” ศิวาพรเรียกเพื่อนสนิทที่กำลังนั่งเหม่อลอยและไม่มีท่าทีว่าจะขานรับเสียงเรียกของตน ร้อนถึงหนูน้อยต้องเดินเข้าไปช่วยผู้เป็นน้าอีกแรง

“แม่อายฮับ...แม่อาย

“จ๋าลูก” คนที่เพิ่งตื่นจากภวังค์ความคิดหันไปตอบลูกชายเสียงหวาน

“ฉันเรียกแกตั้งนานแล้วนะอาย มัวคิดอะไรอยู่” เจ้าของร่างบางเท้าสะเอวถามอย่างเอาเรื่อง ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดถึงใคร เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นว่าเพื่อนมีอาการแบบนี้

“ปะ...เปล่า ฉันก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยนะ ฉันว่าจะออกไปกับแกด้วย เพิ่งนึกได้ว่าของใช้หมดพอดี” อชิรญารีบส่งยิ้มกลบเกลื่อนและเปลี่ยนเรื่องทันที

“ก็แล้วไป อย่าให้รู้นะว่าแกคิดถึงใคร” ศิวาพรทำเสียงคาดโทษกลายๆ

“ฉันไม่ได้คิดถึงเขาหรอกน่า แกรอก่อนนะ ฉันปิดร้านแป๊บเดียว” หญิงสาวรีบเดินไปปิดประตูร้านอีกฝั่งก่อนจะเดินกลับมาอีกครั้งเพื่อปิดประตูบานเล็กๆ หลังจากที่เห็นว่าเพื่อนและลูกชายเดินออกไปรอด้านนอกแล้ว

ศิวาพรขับรถเข้ามาจอดภายในลานจอดรถชั้นบนของห้างสรรพสินค้าดังที่ตั้งใจไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะพาหลานชายตัวน้อมาเดินชอปปิงด้วยกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอรู้ดีว่าเพื่อนยังอ่อนแออยู่มาก ถึงเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม ผ่านไปจนเธอเองก็แทบไม่ได้ยินข่าวคราวอดีตคนรักของเพื่อนทางหน้าหนังสือพิมพ์ในเมืองไทยอีกเลย อาจเป็นเพราะว่าชายหนุ่มตั้งใจปักหลักอยู่ต่างประเทศหรือไม่ก็คงแต่งงานไปแล้วก็ได้ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามเธอจะไม่มีวันยอมให้เพื่อนและหลานพบหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นอีก ศิวาพรคิดในใจด้วยความแค้นไม่หายกับภาพที่เพื่อนถูกกระทำในครั้งนั้น

“แกว่าแต่ฉันเหม่อ แล้วตัวแกคิดอะไรอยู่ปริม” อชิรญาถามขึ้นในระหว่างที่เดินเข้ามาภายในห้างเนื่องจากเพื่อนไม่พูดไม่จามาตลอดทาง

“ฉันกำลังคิดว่าจะพาหลานไปกินไอศกรีมต่างหาก” เจ้าหล่อนตอบแล้วหันมาส่งค้อนเล็กๆ ให้เพื่อนอย่างไม่จริงจังนัก

“จ้า...จะเลี้ยงแต่หลานหรือไง แล้วเพื่อนล่ะ

“ก็เลี้ยงทั้งสองคนนั่นแหละ แกอยากกินอะไรฉันจะเลี้ยงเต็มที่” ถ้าเป็นเพื่อนรักเธอพร้อมเปย์เสมอ โดยเฉพาะหนูน้อยที่รักใคร่และเอ็นดูเหมือนลูกคนหนึ่ง

“แกไปกับนายเถอะ ฉันจะได้ไปซื้อของ” อชิรญาส่ายหน้าปฏิเสธและหัวเราะออกมาด้วยความขำขันกับท่าทางจริงจังของเพื่อน

“อ้าว...ทำไมไม่รอไปพร้อมกัน

“เถอะน่า ฉันจะได้เลือกสบายๆ ไง” วงหน้าสวยส่งยิ้มหวานก่อนจะเดินแยกกับลงมายังซุปเปอร์มาเก็ตชั้นล่างเพื่อซื้อของใช้ส่วนตัวของตนและลู

หลังจากที่ทานไอศกรีมเสร็จ ศิวาพรก็จูงร่างเล็กออกมาจากร้านโดยตั้งใจว่าจะลงไปหาเพื่อนชั้นล่าง แต่ก้าวขาพ้นออกจากร้านได้ไม่ทันไร เสียงแหลมๆ ของใครบางคนก็หวีดร้องขึ้นท่ามกลางความตื่นตกใจของผู้คนที่อยู่บริเวณนั้น

“ว้ายย...เดินภาษาอะไรเนี่ย”

“เดินไม่ดูตาม้าตาเรือแล้วมาโทษเด็ก นี่กลางห้างนะคุณ หัดอายคนอื่นบ้างสิ อย่าให้เขามองออกว่ามัวแต่เดินคลอเคลียกัน หรือว่าตามีไว้มองแค่ผู้...ไม่ได้มองคน” ศิวาพรตอบโต้กลับไปด้วยอารมณ์เดือดดาลและโมโหสุดขีดที่เห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ยอมรับความจริง เธอจูงมือหลานชายเดินมาอยู่ดีๆ จู่ๆ ผู้หญิงเสียงแปดหลอดคนนี้ก็เข้ามาชนเอง ดีที่ไม่แรงมากนักจึงทำให้หนูน้อยไม่เป็นอะไรแต่ถึงยังไงก็ขอด่าหน่อยเหอะ เห็นแล้วหมั่นไส้ยังจะมีหน้าไปฟ้องแฟนขี้เก๊กนั่นอีก

“ไม่เอาน่าธัญย่า ให้มันแล้วไปเถอะ” ใบหน้าหล่อเหลาที่ทำเหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้นทำเอาศิวาพรถึงกับปรี๊ดแตกขึ้นมาทันที

“ถึงว่า ไปด้วยกันได้ ที่แท้ก็นิสัยแย่พอกัน

“นี่แกกล้าว่าแฟนฉันเหรอ เดี๋ยวก็ตบซะหรอก” ไฮโซสาวนามว่าธัญญาดาจิกตาใส่คู่กรณีพลางยกมือขึ้นหมายจะทำตามอย่างที่พูด คนอย่างเธอก็ใช่ว่าจะยอมให้ใครมาทำร้ายได้ง่ายๆ ศิวาพรเงื้อมือตั้งรับกลับไปเช่นกัน ถ้าแรงมาก็แรงไปไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ

“ตบมาตบกลับ มีมือครบเหมือนกัน” ร่างสูงใหญ่ที่ยืนเบื่อหน่ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยอมรับว่าตนเองก็รู้สึกไม่ชอบใจกับท่าทางของหญิงสาวตรงหน้า โดยเฉพาะสายตาเย้ยหยันที่ใช้มองเขา มันทำให้นักธุรกิจหนุ่มหล่ออย่างพีรัท เสถียรวงศ์อยากจะเอาชนะผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาเสียดื้อๆ

“ในเมื่อคนของผมเป็นฝ่ายผิด ผมก็ต้องขอโทษคุณกับลูกด้วย” คำขอโทษดังกล่าวทำเอาศิวาพรแทบร้องกรี๊ด เธอยังไม่มีลูกสักหน่อย มีตาหามีแววไม่จริงๆ นอกจากจะขี้เก๊กแล้วยังสามารถทำอะไรที่มันสร้างสรรค์ได้บ้างนะ อีตาบ้าเอ๊ย

“ฉันไม่ได้ต้องการคำขอโทษจากคุณ คนที่สมควรขอโทษคือผู้หญิงคนนี้” เจ้าตัวปรายตามองไปยังต้นเหตุที่ยืนกอดอกเชิดหน้านิ่งราวกับไม่คิดจะยอมรับผิดในสิ่งที่เกิดขึ้น ขนาดหนูน้อยยังอดจ้องและกระตุกแขนถามผู้เป็นน้าด้วยความไร้เดียงสาชนิดที่ทำเอาคนในบริเวณนั้นอมยิ้มไปตามๆ กัน

“ปิมๆ ป้าร้อง”

“ไม่มีอะไรหรอกลูก ป้าเขาร้องหาผะ...เอ๊ย ป้าเขาคงเจ็บที่เดินชนนายน่ะลูก” ศิวาพรก้มลงไปบอกหลานชายและอดแขวะไฮโซสาวที่ยืนส่งสายตาเขียวปั๊ดมาให้หนูน้อยกับสรรพนามที่ถูกเรียก

“โอ๋...นายเป่าๆ ให้น้า” หนูน้อยทำท่าจะเดินเข้าหาเจ้าของร่างอวบอัด ซึ่งพอเจ้าหล่อนเห็นเข้าก็ขยับหนีพร้อมกับตะโกนสั่งเสียงดัง

“อย่าเข้ามาใกล้นะ ฉันไม่ชอบเด็ก

“นายครับ มาหาน้าดีกว่านะครับ ป้าเขาไม่ชอบเด็กครับ คุณป้าเขาชอบแต่ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ใหญ่กระเป๋าหนัก” เพราะความหมั่นไส้ทำให้เหน็บแนมทั้งคู่ไปอีกครั้งด้วยความโมโห ด้านพีรัทที่เริ่มรู้สึกว่าตนเองและคู่ควงเป็นเป้าสายตาของผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมามากขึ้นจึงทำให้ชายหนุ่มรีบเอ่ยตัดบททันที

“ผมว่าเรารีบไปกันดีกว่านะธัญย่า คุณคิดหรือว่าจะเถียงกับป้าคร่ำครึคนนี้ชนะ”

“หน็อย ไอ้ผู้ชายปากเสีย” ศิวาพรถลึงตาใส่คนปากเสียด้วยความโกรธจัดที่บังอาจมาเรียกตนด้วยถ้อยคำไม่น่าฟัง

“มีอะไรกันเหรอปริม” น้ำเสียงหวานที่เพิ่งเดินเข้ามาท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายทำให้ศิวาพรจำต้องสงบศึกก่อนจะหันกลับไปตอบเพื่อนด้วยน้ำเสียงที่ยังขุ่นเคืองไม่หาย

“ไม่มีอะไรหรอกอาย แค่อยากสั่งสอนพวกปากมอมน่ะ รู้สึกจะมอมทั้งสามีและภรรยาเลยนะ

“อย่ามีเรื่องกันเลยนะปริม” อชิรญาส่งเสียงห้ามพลางเดินตรงเข้ามาหาชายหนุ่มและหญิงสาวที่พอจะเดาได้ว่าคือคู่กรณีของเพื่อนพร้อมถ้อยคำขอโทษขอโพย เธออาจจะไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายผิด แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบมีเรื่องกับใครทำให้หญิงสาวเลือกที่จะขอโทษออกไปมากกว่าจะต่อความยาวสาวความยืด

“ฉันต้องขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ” อชิรญากล่าวเสียงสุภาพ ซี่งเมื่อฝ่ายหญิงเห็นดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากเชิดหน้าหนีไปอีกทาง ส่วนฝ่ายชายได้แต่ยืนตะลึงในความสวยน่ารักของหญิงสาวที่เพิ่งมาใหม่ พีรัทจ้องใบหน้าหวานนิ่งราวกับมีบางอย่างมาดึงดูดจนแทบไม่อาจละสายตาไปได้

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือคนบ้า ไม่ว่าคนเมาอยู่แล้ว” พีรัทเย้าและไม่วายยักคิ้วหลิ่วตาให้หญิงสาวอีกคนที่ยืนกัดฟันกรอดด้วยความโมโหที่ถูกหาว่าเป็นคนบ้าและคนเมา

“คุณว่าใคร มีปัญหาอะไรกับฉันคุณเคลียร์มาเลยดีกว่า ชักจะมากไปแล้วนะ ความผิดมันเกิดขึ้นจากผู้หญิงของคุณ” ศิวาพรสาวเท้าเข้ามาใกล้ สายตาเอาเรื่องเพราะเริ่มรู้สึกได้ว่าผู้ชายขี้เก๊กคนนี้ทำท่าจะไม่ยอมจบกับเธอง่ายๆ

“ไม่เอาน่าปริม ให้ทุกอย่างจบไปเถอะ” อชิรญาปรามเพื่อนเสียงติดจะดุเล็กน้อย

“แต่ผู้ชายคนนี้ว่าฉันนะอาย

“ฉันเข้าใจ แต่แกดูสิคนมองพวกเราใหญ่” หญิงสาวยื่นหน้าเข้าไปกระซิบเตือนให้เพื่อนมองสถานการณ์โดยรอบที่เริ่มมีไทยมุงจำนวนมากขึ้น มิหนำซ้ำยังดูชอบอกชอบใจมากกว่าจะเข้ามาช่วยกันห้ามปรามเสียอีก

“ก็ได้ ฉันไม่อยากเถียงด้วยนักหรอกนะ” ศิวาพรจำใจยอมสงบปากสงบคำตามที่เพื่อนบอกแต่ก็ยังไม่วายส่งสายตาพิฆาตไปให้คนปากเสียที่บังอาจมาว่าเธอเมื่อครู่

“นายครับ ขอโทษคุณลุงกับคุณป้าสิลูก” อชิรญาก้มลงไปบอกลูกชายที่ยืนมองดูผู้ใหญ่ถกเถียงกันตาแป๋ว ซึ่งเมื่อหนูน้อยได้ยินสิ่งที่มารดาบอกให้ทำก็ทำตามอย่างว่าง่ายและไม่อิดออดถามหาเหตุผล มือป้อมเล็กกระพุ่มไหว้ชายหนุ่มหญิงสาวตรงหน้าทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

717 ความคิดเห็น