โฉมงามมารร้าย [สนพ. เฟยฮุ่ย]

ตอนที่ 27 : [Rewrite] บทที่ 26 - กฎของนกในกรงทอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,230
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 317 ครั้ง
    24 ส.ค. 62

บทที่ 26

กฎของนกในกรงทอง

 

สถานการณ์วันต่อมา ชีวิตของเหล่าโฉมงามก็ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อิสระที่เคยมีในตอนนี้ได้ถูกปิดกั้นเป็นที่เรียบร้อย เพราะในเขตตำหนักที่พวกนางอาศัยอยู่ได้ถูกจำกัดให้เป็นเขตต้องห้าม จะไม่มีผู้ชายหรือญาติคนใดเข้ามาในเขตได้ ที่เข้ามาได้ก็มีเพียงรัชทายาท นางกำนัล ขันที และเหล่าอาจารย์ที่ถูกเชิญมาฝึกอบรมเหล่าโฉมงามทั้งหลายเท่านั้น


นี่ถือเป็นการฝึกความอดทนอย่างหนึ่ง เป็นการพิสูจน์ว่าพวกนางจะทนต่อความกดดันได้นานแค่ไหนกับการที่ต้องอยู่ด้วยตัวเองภายในวังหลังที่เต็มไปด้วยการต่อสู้กันด้วยอำนาจ หากหนึ่งเดือนยังทนไม่ได้แล้วหากใช้ชีวิตอยู่ในที่เช่นนี้ตลอดชีวิตจะทนได้อย่างไร


ในวันนี้พวกนางได้มารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้บทเรียนแรก ที่เป็นการทดสอบตนเองไปในตัว โดยผู้ที่มาดูแลคืออาจารย์หลี่หลิงเซียน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินหมากที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแคว้น หนังสือคู่มือการเดินหมากที่มีค่ามากที่สุดและมีเพียงไม่กี่ฉบับก็เป็นท่านอาจารย์ผู้นี้ที่เขียนขึ้นมา


แต่นอกจากจะฝึกการเดินหมากแล้วนั้น ในช่วงเวลาเดียวกันพวกนางก็ต้องฝึกมารยาทไปด้วยกัน โดยมีเหล่านางกำนัลขั้นหนึ่งที่มายืนคอยสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ รอบด้าน ต่อไปนี้การใช้ชีวิตของพวกนางจะไม่ใช่แค่การทำตัวเหมือนคุณหนูจากสกุลใหญ่เหมือนแต่กาลก่อน เนื่องจากในอนาคตพวกนางทุกคนมีสิทธิเป็นถึงพระชายาของรัชทายาท นั่นหมายถึงตำแหน่งที่จะสูงกว่านี้เช่นตำแหน่งมารดาของแผ่นดิน มารยาทต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องกวดขันกันให้ดี


ทางด้านหยินหลินวันนี้สงบเงียบอย่างน่าประหลาด นางตั้งใจฟังคำสอนต่าง ๆ จากอาจารย์หลี่หลิงเซียน เหตุผลแรกอาจเป็นเพราะนางตั้งใจฟังจริง ๆ กับเหตุผลที่สองคือนางไม่อยากสนใจสายตาที่ชำเลืองมองมาที่นางด้วยความหมั่นไส้จากมู่จิงจวี่


ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะจงเกลียดจงชังอะไรกันนักหนา


“พวกเจ้ามีพื้นฐานด้านการเดินหมากกันอยู่แล้ว แต่ที่ข้าต้องการจะดูจากพวกเจ้าในวันนี้ ไม่ใช่แค่ฝีมือแต่หากเป็นกิริยามารยาทในฐานะว่าที่ชายาของรัชทายาท พวกเจ้าจะต้องแสดงออกมาให้เห็นว่าเหมาะสมกับตำแหน่งของตนเพียงใด อย่าให้ใครได้วิจารณ์เสีย ๆ หาย ๆ ในวันนี้จะให้ทุกคนจับคู่กันโดยการเลือกป้ายชื่อ หากหาคู่ตนเองพบก็ให้ไปนั่งประจำที่ได้” อาจารย์หลี่หลิงเซียนกล่าว


หยินหลินได้เป็นคนจับป้ายชื่อเป็นคนแรก นางสุ่มหยิบมาชื่อหนึ่ง เมื่อเอามาดูกับพบว่าเป็นหรงฟางซิน บุตรสาวขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ดูอ่อนโยนและมีมารยาท


“ข้าได้เจ้า...หรงฟางซิน” หยินหลินเดินไปหาสตรีหน้าหวานที่ยืนอยู่ด้านข้าง


“เป็นเกียรติมากเลยเจ้าค่ะ ที่ได้ปะมือกับคุณหนูหยิน” เสียงหวานไพเราะกล่าวพร้อมแย้มยิ้มสดใสดุจดั่งดอกไม้บาน


หยินหลินเลือกที่จะไม่ตอบ เหตุผลคือนางไม่ได้ต้องการจะพูดมากเพื่อที่จะประจบใคร ในเวลาแบบนี้เรายังไม่มีทางรู้ได้แน่ชัดว่าใครคือมิตร ใครคือศัตรู หากผูกมิตรผิดอาจทำให้เสียมิตรอีกคน และกลายเป็นว่าได้ศัตรูเพิ่มมาถึงสอง


เมื่อเริ่มเดินหมาก หรงฟางซินก็เริ่มสนทนาขึ้นมา


“ตระกูลของท่าน ข้าเคารพมากเลยนะ...พวกท่านช่วยกำจัดคนชั่วออกจากแผ่นดิน ทำให้แผ่นดินหยางสงบได้ถึงขนาดนี้”


“แต่ศัตรูที่แท้จริงของตระกูลหยินหาใช่คนชั่วเหล่านั้น”


เพราะแท้จริงศัตรูของตระกูลนางคือมือสังหารที่จ้องจะมาทำลายราชวงศ์ต่างหาก พวกคนชั่วที่กระทำผิดแล้วโดนโทษตายเหล่านั้น ส่วนมากเหมือนจะเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่ใช้สืบสาวไปถึงตัวมือสังหาร หากไม่มีการเกี่ยวข้องที่จำเป็นคนในหุบเขาจะไม่สนใจ เรื่องเหล่านี้นางเองก็ได้รู้มาเมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่คาดคั้นคำตอบกับเหล่านักฆ่าที่ตามติดมา


“แต่ถ้าไม่มีพวกท่าน แผ่นดินคงจะวุ่นวายมากกว่านี้” หรงฟางซินยังกล่าวอย่างเลื่อมใส


“คนชั่วถ้าไม่เปลี่ยนที่ตนเอง ต่อให้บทลงโทษร้ายแรงเพียงใด มันก็ยังจะทำเรื่องชั่ว ๆ อยู่ดี”


“ข้าเข้าใจ” นางเดินหมากตรงหน้าต่อ


เมื่อถึงตาหยินหลินเจ้าตัวก็ต้องชะงักมือเมื่อพบว่าสตรีตรงหน้ามีฝีมือมากเพียงใด แม้นางจะทำตัวดูนิ่ง ๆ ประดับรอยยิ้มหวานบนใบหน้าและทำตาใสซื่อ ทว่าตัวหมากที่นางเดินกลับแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกับดักในทุกก้าว หากพลาดพลั้งจุดเดียวอาจทำให้แพ้ทั้งกระดาน


และที่สำคัญคือเหมือนกับว่านางนั้นอ่านตาของหมากไปล่วงหน้าเป็นสิบ ๆ ตา


“ท่านอาจารย์”


ทันใดนั้น นางกำนัลผู้หนึ่งในชุดตำแหน่งใหญ่จากวังหลวงได้เข้ามาในห้องก่อนจะโค้งตัวทำความเคารพหลี่หลิงเซียนอย่างนอบน้อม แต่นั่นก็ไม่สามารถปิดบังสีหน้าของนางที่ดูกังวลออกมาอย่างเด่นชัด


หยินหลินพลันตัดความสนใจออกจากกระดานหมากตรงหน้า แล้วจดจ่อสมาธิอยู่ที่การแอบฟังบทสนทนาของคนทั้งคู่


“ท่านอาจารย์หลี่ ในยามนี้เกิดเรื่องร้ายกับเหล่าอาจารย์ที่ถูกเชิญมา ข้าเกรงว่าเป้าหมายของพวกมันต่อไปจะเป็นท่านเจ้าค่ะ” นางกำนัลกระซิบบอก


สีหน้าหลี่หลิงเซียนเคร่งขรึม ตัวเขานั้นนอกจากจะเป็นผู้มากฝีมือในหมาก แต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาแก่ฮ่องเต้และเป็นอาจารย์ของรัชทายาทอีก ดูเหมือนพวกที่จงใจจัดการเหล่าอาจารย์ท่านอื่นก็เพื่อจงใจขู่ขวัญเขาเสียมากกว่า แล้วมือสังหารเหล่านั้นนับวันยิ่งเข้าใกล้ฮ่องเต้ หากงานนี้มันสามารถทำร้ายหลี่หลิงเซียนได้ นั่นหมายความว่าฮ่องเต้ก็อาจจะเป็นเป้าหมายด้วยก็เป็นได้


“เกิดอะไรขึ้น”


“ท่านอาจารย์ทั้งหลายถูกวางยาพิษทำให้ไร้เรี่ยวแรงและหมดสติ ในตอนนี้หมอหลวงกำลังพยายามหายาแก้มารักษาอยู่เจ้าค่ะ”


“หาต้นตอของยาพิษเจอหรือไม่”


“ยามนี้กำลังรอผู้เชี่ยวชาญพิษจากหุบเขาตระกูลหยินเดินทางมาตรวจสอบเจ้าค่ะ”


กึก…


มือของหยินหลินที่วางหมากลงบนกระดานหยุดชะงัก


“คุณหนูหยิน ดูท่านจะใจลอยไปนะเจ้าคะ หากท่านยังเดินเช่นนี้เกรงว่าจะถูกข้าเอาชนะเสียง่าย ๆ” หรงฟางซินกล่าวขึ้น เมื่อคู่ฝีมือตนวางหมากในที่ที่กำลังจะทำให้เจ้าตัวแพ้ ทั้งที่ก่อนหน้ายังสูสีกันจนนางรู้สึกถูกใจอยู่ไม่น้อย “ท่านคงไม่ได้ออมมือให้ข้าใช่หรือไม่”


“บางทีข้าอาจฝีมือไม่อาจเทียบคุณหนูหรงต่างหาก” หยินหลินสร้างข้ออ้าง


นางกำนัลผู้ส่งข่าวบอกลาหลี่หลิงเซียนและกลับออกไป ในช่วงสุดท้ายหยินหลินไม่ทราบว่าคนทั้งสองพูดเรื่องอะไรกัน แต่ดูเหมือนว่าปัญหาในวังหลวงกำลังเจอวิกฤตจากมือสังหารลับที่แอบแฝงอยู่ หนทางเดียวที่จะจัดการพวกมันจะต้องรีบจบการฝึกของทหารใหม่ให้เร็วที่สุด


แต่ดูเหมือนจินหมิงจะยังไม่คืบหน้าอะไร…ดูท่านางต้องหาโอกาสไปจัดการนักฆ่าของตัวเองหน่อยแล้ว ไม่เช่นนั้นนางจะลงมือตามตัวพวกมือสังหารเฟิ่งฟูด้วยตัวเองนี่แหละ

 


เมื่อยามท้องฟ้ามืดมิด ตามทางเดินเริ่มมีแสงไฟจุดขึ้นส่องตามทาง ทหารยามเริ่มเฝ้ากันแน่นหนา ในขณะที่เหล่าเจ้านายทั้งหลายต่างพากันอยู่ในตำหนักของตน ทว่าสถานที่แห่งหนึ่งภายในวังกลับเต็มไปด้วยผู้คน ทหารจำนวนหนึ่งร้อยนายได้ถูกพามารวมกันที่แห่งนี้ โดยมีจินหมิงเป็นคนดูแล


เหล่าทหารทั้งหมดสามร้อยถูกแบ่งเป็นกลุ่มละร้อยเพื่อทำการฝึกยามกลางคืน ในคืนนี้การฝึกตกเป็นหน้าที่ของจินหมิง ส่วนในคืนอื่น ๆ นั้นจะเป็นหน้าที่ของหมี่ถงและกู่เว่ยเทียนตามลำดับ แต่ส่วนสำคัญของวันนี้ ในกลุ่มทหารสามร้อยคน มีคนจำนวนหนึ่งร้อยทั้งหมดต่างเป็นนักฆ่าจากหุบเขาตระกูลหยินทั้งสิ้น


หัวข้อการซ้อมในวันนี้คือการแบ่งฝ่ายเป็น 30 – 70 ฝั่งหนึ่งสวมบทเป็นมือสังหาร อีกฝั่งจะเป็นองครักษ์คอยปกป้องเป้าหมาย เป้าหมายที่ว่าคือตัวจินหมิงเอง นางนั้นซ่อนตัวอยู่ที่หอคอยชั้นบนสุด โดยมีหลันหวางหรือก็คือหยินหลันที่มีฝีมือโดดเด่นมากที่สุดมาเป็นผู้คุ้มกันข้างกาย


ห้องที่คนทั้งคู่อยู่ปราศจากแสงไฟ มีเพียงแสงจากดวงจันทร์เลือนรางที่ส่องผ่านหน้าต่างเจ้ามาเท่านั้น อีกทั้งภายนอกห้องได้มีการเฝ้ายามอย่างหนาแน่น รวมไปถึงคนอีกกลุ่มที่แอบซ่อนตัวอยู่รอบ ๆ และในช่วงเวลาที่เงียบสงบนี้กลุ่มที่เป็นมือสังหารต่างก็วางแผนกันอยู่ในขณะที่กำลังรอเสียงสัญญาณเริ่มภารกิจ


รัชทายาทที่ไม่มีธุระก็ได้มาชมการฝึกในคืนนี้ แต่ชายหนุ่มเลือกที่จะมาเงียบ ๆ เพียงคนเดียว และใช้มุมมืดบนกำแพงสูงที่ล้อมรอบสนามฝึกเป็นการซ่อนตัว จากจุดที่เขายืนอยู่เผยให้เห็นทุกอย่างทั้งทางฝั่งของมือสังหารและองครักษ์


ตึง ตึง ตึง


สัญญาณกลองดังขึ้นเป็นการประกาศเริ่มการฝึกในคืนนี้ ความเงียบเริ่มปกคลุมทั่วทั้งสนามและตัวอาคาร ฝ่ายมือสังหารเริ่มหายตัวไปจากตำแหน่งเดิมอย่างเงียบเชียบ ในขณะที่ฝ่ายป้องกันก็คอยสังเกตรอบด้านโดยที่ไม่นิ่งนอนใจ เพราะนอกจากพวกเขาจะต้องป้องกันเป้าหมายแล้วก็ยังต้องตามหามือสังหารที่ทำการบุกเข้ามาด้วย


ทางด้านห้องบนหอคอยที่ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันเงียบสงบ จินหมิงที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้โต๊ะน้ำชาก็ได้เปิดบทสนทนากับหยินหลันขึ้นมาเพื่อทำลายความสงบ


“คุณชาย ท่านรู้หรือไม่ว่าการฝึกของทหารนั้นต่างจากการเป็นนักฆ่า” นางกล่าวกับคนที่ยืนหันหลังให้ตน


"เจ้าคิดว่าข้าเป็นใครกัน" เสียงทุ้มกล่าวขึ้นมาโดยไม่ได้หันกลับไปมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างหลัง


"เช่นนั้นท่านก็ควรจะรู้ว่าตัวท่านไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อให้รับมือกับการฝึกของทหาร ตัวท่านฝึกฝนมานานสิบกว่าปีเพื่อให้เข้าถึงการเป็นนักฆ่า ผู้นำนักฆ่าแห่งหุบเขาเหมันต์ หาใช่นักฆ่าแฝงตัวที่มาเป็นทหารภายในวังหลวงเช่นนี้"


“ตกลงเจ้าหรือข้ากันแน่ที่เป็นเจ้านาย” เสียงทุ้มที่แสนนุ่มนวลเอ่ยถามเสียงเนิบช้า


“...” จินหมิงเงียบลงหลังจากถูกถาม


หญิงสาวมองชายหนุ่มที่ยืนหันหลังให้ตน ชายหนุ่มนั้นเป็นคนที่สูงแต่รูปร่างไม่ได้สันทัด ไม่อาจเทียบได้กับกู่เว่ยเทียนที่เป็นรองแม่ทัพที่อายุใกล้เคียงกัน


ในฐานะที่จะเป็นว่าที่ประมุขตระกูลคนต่อไป หยินหลันถูกฝึกให้สังหารคนให้รวดเร็วที่สุด รวมไปถึงการทรมานคนด้วยวิธีเช่นไรเพื่อให้เขาคายความลับออกมา ชายหนุ่มไม่สัมผัสกับความเจ็บปวดหรือความยากลำบาก เพราะนั่นไม่ใช่หนทางของนักฆ่า และยิ่งไม่ใช่สำหรับว่าที่ผู้นำตระกูลที่ควบคุมอำนาจจากคนจำนวนมาก


และจินหมิงเองก็ตระหนักเรื่องนั้นเป็นอย่างดี นางจึงอยากให้หยินหลันล้มเลิกภารกิจนี้ เขาไม่จำเป็นต้องมาเป็นทหารฝึกหัดก็สามารถสืบความพวกเฟิ่งฟูได้ ด้วยความสามารถของหยินหลันแล้วการแฝงตัวไม่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่เกินตัวเลย


เขาว่องไว ไร้เสียง แต่กลับมาทำอะไรแบบนี้ จินหมิงไม่อาจเข้าใจความคิดของหยินหลันได้เลย


บรรยากาศกลับมาสู่ความเงียบอันน่าอึดอัดอีกครั้ง เสียงภายนอกที่ว่าเงียบงันจนน่ากลัวแล้ว ยังไม่อาจทำให้คนรู้สึกปั่นป่วนได้เท่ากับความเงียบภายในห้องแห่งนี้ ความเงียบเช่นนี้มันทำให้ผู้คนรู้สึกทรมานจิตใจจนอยากจะหายตัวไปได้เลย แต่ทว่าราวกับหยินหลันเองก็รู้เขาจึงเป็นผู้ทำลายความเงียบนี้เสียเอง


“ข้ากำลังได้ข้อมูลเกี่ยวกับมือสังหารที่แฝงตัวเข้ามา” หยินหลันกล่าว


“ข้าเข้าใจว่าท่านกำลังทำเพื่อตระกูลหยิน แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าองค์หญิงหยางซูนั้นเป็นห่วงท่านมาก” จินหมิงเมินคำพูดของหยินหลันแล้วกล่าวอ้างถึงองค์หญิงหยางซู เพราะอย่างน้อย ๆ หากพูดถึงองค์หญิง หยินหลันจะรู้สึกเกรงใจองค์หญิงน้อยเสมอ


หยินหลันเงียบลงเพื่อคิดคำตอบอย่างไตร่ตรอง หากเป็นเรื่องขององค์หญิงหยางซู ชายหนุ่มมักจะรอบคอบเรื่องของนางอยู่เสมอ ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ทุก ๆ อย่างถูกแสดงออกมาอย่างเหินห่างตลอดเวลา “แล้วเจ้าห่วงข้าเหมือนที่องค์หญิงห่วงหรือไม่”


“ข้าก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว” จินหมิงตอบเสียงแผ่วเบา


หยินหลันร่างกายสั่นสะท้าน ใบหน้าที่หล่อเหลาราวเทพพระบุตรถูกประดับไปด้วยรอยยิ้มบางเบา ที่ทำให้เขานั้นดูงดงามราวเทพเซียน แต่ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับอยู่บนใบหน้าได้เพียงไม่นานก่อนจะจางหายไปเมื่อได้ยินประโยคถัดมาของจินหมิง


“ท่านเป็นว่าที่ประมุขตระกูลหยินคนต่อไป หากท่านเป็นอะไรขึ้นมา การหาตัวผู้สืบทอดมันจะวุ่นวายมากแค่ไหนท่านก็รู้ หากไม่มีผู้สืบทอดโดยชอบธรรม การนองเลือดของคนกันเองก็จะเกิดขึ้น ท่านคงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นหรอกนะเจ้าคะ หรือท่านอยากจะเห็นคุณหนูหยินต้องมาต่อสู้กับคนของนาง”


ประมุขของตระกูลหยิน ผู้สืบทอดจะต้องเป็นบุรุษเท่านั้น หากผู้สืบทอดทางสายเลือดโดยตรงอย่างหยินหลันเสียชีวิต คนอื่นที่มีสายเลือดตระกูลหยินจะต้องประลองกันด้วยความตายเพื่อหาคนสืบทอดรายต่อไป แต่สำหรับผู้สืบทอดที่เป็นสตรีนั้นแท้จริงแล้วก็มีสิทธิ์ในการสืบทอดตระกูล เพียงแต่ว่านางจะต้องต่อสู้กับเหล่าสายเลือดตระกูลที่เป็นบุรุษ และสตรีนั้นจะถูกส่งเป็นเหยื่อรายแรกให้บุรุษทุกคนห้ำหั่นกันเพื่อชัยชนะ ก่อนจะมาประลองกันในขั้นอื่น


“อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย” หยินหลันโบกมือเป็นเชิงบอกให้เลิกพูดเรื่องพวกนี้ เมื่อเรื่องราวถูกโยงไปยังเรื่องอำนาจ


จินหมิงเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่างด้วยแววตาเหม่อลอย แต่ในหัวยังคงนึกถึงเรื่องหลายเรื่อง ๆ เกี่ยวกับคนที่อยู่ข้างหน้าจนไม่ทันได้สังเกตถึงการมาเยือนของบุคคลนิรนามที่เข้ามาในห้องอย่างไร้สุ้มเสียงแล้วเอากริชเงินจี้เข้าที่คอของนางโดยที่ไม่อาจทันระวังตัว


จินหมิงจะหันไปมองว่าใครกันที่สามารถเล็ดรอดสายตาของเหล่านักฆ่าเข้ามาได้ แม้แต่หยินหลันที่ยืนอยู่เบื้องหน้านางยังไม่ทันได้รู้ตัว ถึงนางจะอยากรู้มากแค่ไหนแต่ก็ถูกแรงมือที่จับแน่นที่ไหล่นางตรึงเอาไว้ทำให้ไม่สามารถหันกลับไปได้ ทว่าสิ่งหนึ่งที่นางสัมผัสได้เกี่ยวกับผู้บุกรุกผู้นี้คือเจ้าตัวมีฝ่ามือที่บอบบาง ดูราวกับจะเป็นสตรีมากกว่าบุรุษ แต่ในกองทหารที่ถูกคัดมาคนทั้งหมดล้วนเป็นบุรุษ เช่นนั้นผู้บุกรุกนางนี้ต้องไม่ได้มาด้วยจุดประสงค์ที่ดีแน่


“ท่านหยินหลัน” จินหมิงพึมพำชื่อของบุรุษตรงหน้าแผ่วเบา แต่ก็ดังพอที่คนฝึกยุทธ์อย่างหยินหลันจะได้ยิน


หยินหลันที่ได้ยินก็หันตัวกลับมาทันใด ดวงตาคมสีดำคู่สวยที่นิ่งสงบพลันเบิกกว้างขึ้นเมื่อพบว่าจินหมิงในยามนี้ได้ถูกบุคคลปริศนาใช้มีดจ่ออยู่ที่ลำคอขาวผ่อง โดยคนผู้นั้นสวมใส่ชุดสีดำพรางร่างกายและปกปิดหน้าตามิดชิด เห็นเพียงนัยน์ตาคมภายใต้ผ้าคลุมบาง ๆ ที่บดบังไว้ ต้องเพ่งมองดี ๆ ถึงจะมองเห็นดวงตาคู่นั้น มันไร้ซึ่งแววตาดูว่างเปล่าและเลือดเย็นจนทำให้รู้สึกเหน็บหนาวหากเผลอไปมองเข้า


หยินหลันเมินดวงตาคู่นั้น แล้วมองหาจังหวะพร้อมกับพยายามที่จะก้าวเข้าไปใกล้จินหมิง แต่เหมือนกับว่าก้าวหนึ่งของเขา จะทำให้คมมีดยิ่งกดแน่นไปที่คอบางมากกว่าเก่า อีกฝ่ายไม่ใช่แค่แสดงออกว่าข่มขู่ แต่เจ้าตัวออกแรงจนลำคอของจินหมิงนั้นเริ่มมีรอยเลือดซึมออกมา


“เจ้าต้องการอะไร” เมื่อแผนคิดจะช่วยใช้ไม่ได้ หยินหลันก็เลือกที่จะต่อรองแทน


“พวกท่านเอาแต่เล่นกันเช่นนี้ แล้วยังคิดว่าจะสามารถจัดการพวกมือสังหารได้อีกงั้นหรือ” เสียงโทนต่ำถูกเปล่งออกมาจากบุคคลชุดดำ


คำพูดนั้นราวกับคำเตือนโดยการขู่เพราะหลังจากจบประโยคแล้ว ร่างของจินหมิงก็ถูกผลักส่งไปให้หยินหลันอย่างแรงจนเขารับร่างนางเอาไว้แบบไม่ทันตั้งตัวและล้มลงไปด้วยกัน


“ถ้ายังอยากจะมีชีวิตอยู่ก็เลิกทำตัวตามกฎเกณฑ์ซะ ไม่อย่างนั้นพวกท่านไม่มีวันชนะพวกมันแน่”


ปัง!!!


“ท่านจินหมิง!”


บานประตูได้ถูกเปิดออกอย่างรุนแรงพร้อมกับเหล่านักฆ่าหลายนายทั้งฝ่ายตั้งรับและฝ่ายโจมตีต่างกรูเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน หลังจากพบว่าคนเฝ้าหน้าประตูห้องได้ถูกจัดการนอนสลบอยู่โดยที่นักฆ่า ซึ่งฝ่ายโจมตีไม่ได้เป็นคนทำ ทำให้แผนการฝึกถูกยกเลิกในทันใด


ร่างในชุดดำวิ่งสวนออกไปทางประตูที่มีทหารยืนขวางอยู่ แต่ด้วยทักษะที่เหนือกว่าทำให้เจ้าตัวสามารถหลบหลีกคนเหล่านั้นพร้อมกับทำให้พวกเขาสลบลงไปได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว จากนั้นก็พุ่งตัวทะยานหายลับไปในท้องฟ้าที่มืดมิด


อีกทางด้านหนึ่งบนกำแพงอันสูงชัน รัชทายาทในอาภรณ์สีดำกลมกลืนกับราตรีกำลังนั่งชมการฝึกอยู่เงียบ ๆ แต่แล้วภาพของผู้คนข้างล่างก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เขาคาดหวังไว้ เมื่อจู่ ๆ ไฟทุกดวงของถูกจุดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเหล่าทหารที่เริ่มวิ่งวุ่นไปมาราวกับตามล่าอะไรบางอย่าง


หากจะกล่าวให้ถูกก็คงต้องเป็น ใครบางคน


ทว่าไม่นานนักก็เหมือนคนผู้นั้นที่ถูกตามล่าอยู่จะกระโดดขึ้นมาบนกำแพงด้วยฝีเท้าอันแผ่วเบาที่หากไม่ใช่ผู้ฝึกวิชามาสูงก็คงไม่มีทางรู้สึกถึงมันได้เลย และดูเหมือนว่าผู้มาใหม่จะยังไม่ทันสังเกตว่าข้างบนกำแพงนี้ได้มีใครบางคนยืนอยู่ภายในมุมมืด จนกระทั่งเขาเลือกที่จะเดินออกไปทักทายเสียเอง


ร่างในชุดดำพลันรู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเหยียบลงบนพื้นหิน และเมื่อเจ้าตัวหันไปมองก็พลันเบิกตาขึ้นเมื่อเห็นคนที่ไม่ควรเจอมากที่สุดมายืนอยู่เบื้องหน้า แม้จะมีเพียงแสงจันทร์สลัว ๆ ที่ไม่อาจทำให้เห็นใบหน้าคมคายได้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเดาให้ยากไป เมื่อคนตรงหน้านางขณะนี้ก็คือรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวแห่งราชวงศ์หยาง


“เจ้ารู้โทษของการหนีออกจากเขตต้องห้ามหรือไม่” รัชทายาทกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น


แม้จะไม่เห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ แต่เพียงแค่รูปร่าง ดวงตา และการหายใจของนาง แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับเขาแล้วที่จะรู้ว่าคนภายในชุดสีดำนี้ก็คือ 'หยินหลิน'


“ท่านไม่มีหลักฐานเอาผิดข้าเสียหน่อย” นางกล่าวขึ้นมา น้ำเสียงนั้นราวกับว่านางได้แอบเหยียดยิ้มอยู่ภายใต้ผ้าปิดปาก


“ก็ตราบใดที่ข้าเป็นคนจับเจ้ากลับไป ข้าก็มีหลักฐานชิ้นโตเลยล่ะ”


-------------------------------------------------------------

เปิดจองรูปเล่ม "โฉมงามมารร้าย" 

ราคา 580.- บาท

สั่งภายในวันนี้ - 5 ก.ย ฟรีค่าจัดส่ง และแถม Magnet





สามารถสั่งซื้อผ่านไรท์ได้ทางข้อความหรือทิ้งความเห็นตอบกลับเอาไว้ และที่เพจ "Agitator K."

หรือสั่งซื้อโดยตรงกับทางสนพ. ได้เลยที่เพจ "FeiHui-Books"

*จะทำการจัดส่งประมาณกลางเดือนกันยายน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 317 ครั้ง

660 ความคิดเห็น

  1. #550 Kwan Kwanjai (@kwandede) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 23:43
    หยินหลันกับจินหมิงคู่กันเถอะ พลีสสสสสส
    #550
    0
  2. #546 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 22:52

    นางซนจริงๆ

    #546
    0
  3. #431 fairy (@game_) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 / 16:23
    เอาแล้ววว
    #431
    0
  4. #384 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:13
    สนุกค่ะ

    ไรท์จ๋าให้พระเอกมีนางเอกเพียงคนเดียวทั้งกายและใจน่ะค่ะ เหมือนฮ่องเต้ที่มีฮองเฮาเพียงคนเดียว ไม่เอาน้ำเน่าที่พระเอกจำต้องมีสนมชายาคนอื่นเพราะเหตุจำเป็น ไม่เอาน้ำเน่าแบบนั้นน่ะค่ะคนดี
    #384
    0
  5. #342 Red. (@michelly) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 13:50
    แอร้ยยย สนุกกก แต่...
    ไรท์หายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    #342
    0
  6. #340 sanpahaha (@sanpahaha) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 20:28
    ตู้วหู้วว~~~พระเอกไล่ออกไปเลยค่ะ
    #340
    0
  7. #338 Sinsupa (@numeenaza) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 21:05
    เรื่องพุ่งเข้าชน 555
    #338
    0
  8. #337 Mnvw (@Mnvw) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 19:26
    ใครสั่งการเนี่ย
    #337
    0
  9. #335 risuki666 (@risuki666) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 18:42
    อู้ววว กำลังเข้มข้น
    #335
    0
  10. #333 Thanatchapon. (@mild17410) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 18:37
    ขอบคุณค่ะ
    #333
    0
  11. #332 Saowarots (@Saowarots) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 18:02
    ขอบคุนค่ะ สนุกค่ะะ รอๆๆๆ
    #332
    0