รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 17 : สีที่ 16 : ความรักที่มีต่อเพื่อน (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,353
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 277 ครั้ง
    13 ก.ย. 60



สีที่ 16

 

 

Diesel' s Part

 

 

นาน ๆ ทีผมจะมีวันเสาร์สบาย ๆ กับเขาสักครั้งก็เลยตื่นสายเป็นพิเศษ ปกติถ้าไม่ไปช่วยงานที่สโมฯ ก็จะมีนัดถ่ายงานสตูดิโอ แต่อาทิตย์นี้ผมงดรับงานเพราะเหนื่อยจากการถ่ายเรื่องสั้น แหม... เห็นง่าย ๆ อย่างนั้นก็กินพลังผมไปเยอะเหมือนกันนะ 

 

นี่เมื่อวานก่อนหลังกลับจากตลาดนัดเราก็ไม่ได้ไปถ่ายทำที่หอเป๊กเพราะว่ามันดึกเกินไป และเมื่อวานเคิร์ดก็ไม่ว่างด้วย ฉากสุดท้ายเลยถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด

 

ผ่านไปเกือบชั่วโมงผมก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะเอาแต่ไล่อ่านประวัติการแชทกับคนคนนึงอยู่ ถึงไม่บอกก็คงจะรู้กันใช่มั้ยครับว่าเป็นใคร

 

มันมีความสุขเนอะ เวลาที่เราได้คุยกับใครสักคนแล้วรู้ว่าคุยกันถูกคอ คุยแล้วไม่อึดอัด สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องเสแสร้ง มีหยอดมุกใส่กันบ้างถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นอีกฝ่ายเล่นมุกซะมากกว่าก็เถอะ แต่พอหยิบมาอ่านซ้ำมันก็ยังทำให้เรายิ้มได้อยู่ดี

 

ทีแรกผมคิดว่าจะนอนอ่านแชทไปเรื่อย ๆ แต่ด้วยความที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ผมเลยต้องลุกออกจากเตียงไปหาอะไรกินสักหน่อย แค่เดินเข้าไปในครัวก็ได้กลิ่นหอมของวานิลลาอบอวลไปทั่ว 

 

“น้องเซล วันนี้พี่อบขนมเค้กด้วยนะ ลองชิมมั้ย”

 

พี่มะตอยวางเค้กที่เพิ่งเอาออกมาจากตู้อบลงบนโต๊ะ จะบอกว่าฝีมือของพี่สาวผมนี่ไม่เป็นรองร้านดัง ๆ เลยนะ

 

เมื่อก่อนนี้พี่มะตอยเคยอยู่บ้านเด็กกำพร้ามาก่อน จนกระทั่งวันนึงพ่อผมกลัวว่าลูกคนเดียวอย่างผมจะเหงาเลยไปขอรับมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ถ้าจะว่ากันตามตรงพ่อคงหวังให้พี่มะตอยมาช่วยกันดูแลผมมากกว่า

 

“วันนี้ว่างเหรอครับ”

 

“ใช่ไง ไม่ว่างไม่ทำหรอก นี่ ๆ ถึงจะเสร็จแล้วแต่ยังกินไม่ได้นะ อยากลองมาตีวิปครีมดูมั้ยล่ะ วันนี้น้องเซลว่างนี่”

 

“ผมจะมาหาข้าวกินเฉย ๆ เดี๋ยวจะไปหาหนังในห้องพ่อมาดูด้วย พี่ตอยทำไปเถอะ”

 

“ขี้เกียจก็บอกมา ลองทำอะไรนอกจากถ่ายภาพบ้างสิ อย่างทำอาหารหรือไม่ก็ทำขนมเป็นไง จะได้ดูเป็นผู้ชายอบอุ่น ๆ โรแมนติกดีด้วย”

 

“เกี่ยวเหรอ”

 

“เกี่ยวสิ มันแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่มีต่อคนที่เรารักเลยนะ”

 

“ยังไงอ่ะ”

 

“อ้าว ก็เขาจะได้รู้ไงว่าเราอยากให้เขากินของดี ๆ อร่อย ๆ”

 

พี่มะตอยเป็นสาวอวบที่น่ารักมาก ฉลาด และมักจะใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นเสมอ ๆ มีหลายครั้งที่ผมเจอปัญหาและไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร ก็ได้พี่มะตอยนี่แหละเป็นที่ปรึกษาชั้นดี ผมไม่เคยมองว่าพี่มะตอยเป็นแค่พี่สาวร่วมบ้านเพราะเธอเป็นพี่สาว และเป็นคนในครอบครัวเดียวกันจริง ๆ

 

ทุกวันนี้หน้าที่รับผิดชอบความเป็นอยู่ภายในบ้านทั้งหมดจะตกอยู่ในความดูแลของพี่มะตอย ทั้งเรื่องงานบ้านงานเรือน การหุงหาอาหาร แม้กระทั่งเสื้อผ้าที่ผมใส่อยู่พี่มะตอยก็ดูแลจัดการให้ ผมไม่ขัดเพราะรู้ดีว่ามันเป็นความสุขเล็ก ๆ ของพี่ที่ได้ทำเพื่อตอบแทนบุญคุณของพ่อที่รับเลี้ยงเธอมาแต่เด็ก

 

“มีห่อหมกกับปลาสลิดทอดอยู่ในตู้น่ะ เอาออกมากินเลย”

 

ผมเดินไปหยิบกับข้าวมาวางไว้ที่โต๊ะกินข้าวกลางห้องครัวก่อนจะคดข้าวในหม้อใส่จาน เสียงตะกร้อเหล็กตีวิปครีมกระทบกับกะละมังสแตนเลสจนเกิดเสียงดังขึ้นถี่ ๆ

 

“พี่ตอย...” ปลาสลิดยังไม่ทันเข้าปาก ผมก็นึกเรื่องที่สงสัยขึ้นมาได้

 

“จ๋า...”

 

“ทำไมไม่ไปเรียนทำขนมจริง ๆ จัง ๆ ไปเลยล่ะ”

 

“ทำไมอ่ะ นี่จะไล่พี่ออกจากบ้านเหรอ”

 

“ไม่ใช่อย่างนั้น” ปากก็เคี้ยวข้าวไป ตาก็มองพี่สาวแก้มยุ้ยที่กำลังมุ่ยหน้าแกล้งทำเป็นงอน “ผมเห็นพี่ทำนั่นทำนี่ขายได้ตั้งเยอะ ถ้าไปเรียนก็น่าจะต่อยอดได้ จะได้ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างเขาที่ร้านอีก”

 

“ก็ค่าเรียนมันแพงนี่ แค่เป็นผู้ช่วยร้านเค้กมันไม่พอหรอก แล้วกว่าจะเปิดร้านเองได้พี่ก็ต้องมีเงินเก็บด้วยนะ”

 

“เดี๋ยวผมส่งเสียค่าเรียนให้”

 

“หว่ายยยยย... อย่างงั้นพี่ยิ่งไม่เอาใหญ่เลย เก็บเงินของเราเอาไว้สร้างตัวในอนาคตเถอะจ้ะ เผื่ออยากจะเป็นโสดไปชั่วชีวิต” พี่มะตอยพูดล้อเลียนผม แต่คิดเหรอว่าคนอย่างผมจะสนใจ

 

ทำไมคนในบ้านจะไม่รู้ว่าผมน่ะโลกส่วนตัวสูงขนาดไหน ผมไม่เคยพาใครเข้าบ้าน และเรื่องรัก ๆ ใคร ๆ ก็ไม่เคยอยู่ในหัวผมมาก่อน วัน ๆ ผมขลุกอยู่กับกล้องถ่ายรูปกับสตูดิโอแถว ๆ มหาลัย นี่ได้กลับมากินข้าวบ้าน ได้มานั่งคุยกับคนในบ้านก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว

 

ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนเข้ามาจีบผมนะ เรื่องพวกนี้มันก็มีเข้ามาเรื่อย ๆ นั่นแหละ บางคนก็ทักมาทางเฟซบุ๊กบ้างรึทางเพจบ้าง บางคนก็ทักมาทางไลน์ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเธอไปหามาจากไหน แต่ผมก็ไม่ได้สนใจเท่าไร นาน ๆ ครั้งถึงจะเข้าไปอ่านและตอบบ้าง แล้วพอผมไม่ตอบ ไม่ค่อยคุย พวกเธอก็เป็นฝ่ายหายไปเอง

 

“แต่น้องเซลกลับมารอบนี้ดูเปลี่ยนไปนะจ๊ะ” พี่มะตอยพูดแค่นั้นแล้วก็หันหลังไปตีวิปครีมต่อ

 

“หมายความว่าไงอ่ะครับ”

 

“ว้ายตาเถร !” พี่มะตอยสะดุ้งจนเกือบทำตะกร้อหลุดมือ 

 

จะไม่ตกใจได้ยังไง ก็ผมแกล้งกระโจนจากโต๊ะกินข้าวไปยืนถามใกล้ ๆ เลย

 

“ที่ว่าเปลี่ยนไปก็เพราะแบบนี้ไง”

 

“อะไรอ่ะ”

 

“ไม่รู้ตัวเลยเหรอ”

 

“ใครจะไปรู้ล่ะครับ”

 

“ก็เดี๋ยวนี้น้องเซลพูดเก่งขึ้นเยอะเลย ไม่รู้ตัวเหรอครับ”

 

เห็นพี่มะตอยยิ้มกรุ้มกริ่มแบบนี้แล้วเสียวหลังชะมัด

 

“น้องเซลเปลี่ยนไปเพราะใครเหรอออออ”

 

นั่นไง... ว่าละเชียว “เดี๋ยวผมไปหาหนังดูก่อนนะ”

 

“เดี๊ยววว !!!” พี่มะตอยทิ้งกะละมังครีมแล้วดึงแขนผมไว้อย่างแรง “คบกันหรือยัง ถ้าคบกันแล้วอย่าลืมพามาให้พี่กับพ่อรู้จักกันด้วยนะ”

 

“เลอะเทอะน่า”

 

“ว๊ายยย เขินก็บอก”

 

เรื่องอะไรจะบอก มะตอยรู้  พ่อรู้ ฉายานี้ไม่ได้ได้มาเล่น ๆ นะครับ

 

 

ห้องนอนของผมกับพ่อต่างกันโดยสิ้นเชิง ห้องของผมจะมีแต่หนังสือที่เกี่ยวกับกล้องและเทคนิคการถ่ายรูป และอัลบั้มรูปเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยความที่พ่อชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ  ในห้องของพ่อเลยจะเต็มไปด้วยแผ่นหนังทั้งไทยและเทศเยอะแยะเต็มไปหมด เวลาที่กลับบ้านพ่อเลยจะไม่ค่อยล็อกห้องเพราะรู้ดีว่าผมชอบเข้ามาหาแผ่นหนังไปดูคลายเครียด

 

อย่างครั้งนี้ก็เช่นกัน เห็นพ่อบอกว่ามีหนังสนุก ๆ อยู่ในตู้ ถ้าอยากดูก็มาเลือกเอาไปได้ แต่พอเข้ามาเห็นกับตาก็ถึงกับเลือกไม่ถูกเลยแฮะ มันเยอะไปหมด เรื่องนั้นก็ดี เรื่องนี้ก็น่าดู แต่จะให้เอาไปดูทั้งหมดก็กระไรอยู่เพราะแค่เรื่องเดียวก็ปาไปสองชั่วโมงแล้ว

 

แกร๊ง !

 

ชิบหายละ ผมตั้งใจจะหยิบแผ่นหนังออกมาจากชั้น แต่มือดันพลาดไปโดนกล่องดีวีดีลิมิเต็ดของพ่อหล่นลงพื้นแทน  ชุดนี้เป็นของรักของหวงของพ่อด้วยสิ

 

 

เอ๋...

 

ผมจะไม่แปลกเท่าไรถ้าของที่หล่นกระจายบนพื้นจะเป็นตลับดีวีดีใส ๆ แต่นี่มันกลับเป็นกองรูปถ่าย ทั้งรูปจากกล้องโพลาลอยด์และรูปที่อัดล้างปกติ และยังมีกระดาษที่ยับยู่ยี่อยู่อีกหลายแผ่น ของทุกอย่างอยู่ในสภาพที่ผ่านการหยิบจับมามากพอสมควร

 

ผมยิ้มให้กับรูปแรกที่หยิบขึ้นมา มันเป็นรูปเด็กผู้ชายตัวป้อม ๆ กำลังคลานและยิ้มแฉ่งโชว์ฟันที่ยังขึ้นไม่เต็มปาก  เท่าที่จำความได้ผมไม่เคยเห็นรูปนี้มาก่อนเลย ผมวางรูปนั้นลงในกล่องก่อนจะหยิบกระดาษเอสี่ที่อยู่ในสภาพใกล้จะขาดตามรอยพับขึ้นมาดู

 

 

ถึงดีเซลลูกรัก...

 

หือ ? นี่มันจดหมายจากใคร พ่อหรือแม่ ?

 

 

เดี๋ยวนะ... นี่มัน !!

 

 

เมื่อคลี่กระดาษและอ่านหน้าแรกได้คร่าว ๆ ผมถึงกับตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ นี่มัน...

 

“น้องเซล ! พี่ตู้โทร.มา เห็นบอกว่ามีธุระด่วนเลย”

 

ด้วยความลนลานเมื่อเห็นพี่มะตอยเดินเข้ามาพร้อมโทรศัพท์ ผมจึงกวาดทุกอย่างที่อยู่บนพื้นใส่ลงไปในกล่องให้หมด

 

“พี่ตู้เหรอ” ผมถามพี่มะตอยที่ยืนรออยู่หน้าห้องนอนพ่อ

 

“ใช่ บอกว่าถ้าไม่คุยตอนนี้จะบุกมาถึงบ้านเลยแหละ”

 

“อะไรพี่ตอย ! ธุระด่วนน่ะเข้าใจมั้ย”

 

ผมส่ายหัวให้กับความใจร้อนของพี่ตู้ที่ไม่เคยได้รับการปรับปรุง ก่อนจะรับโทรศัพท์มาแล้วปิดเสียงลำโพง

 

“ว่าไงครับ”

 

“ไอ้เซล นี่อยู่กรุงเทพใช่มั้ย”

 

“ครับ ทำไมเหรอครับ” ผมเดินกลับมานั่งคุยที่โซฟาในห้องพ่อ

 

“เปล่า นึกว่าติดรับงานที่ไหนอีก เออช่วยมาประชุมที่ห้องชมรมหน่อยดิ เรื่องจัดคนถ่ายรูปงานกีฬามหาลัยอ่ะ”

 

“ทำไมไม่บอกผมก่อนหน้านี้ล่ะ”

 

“โทษทีว่ะ  แต่มันเป็นงานด่วนไงเลยต้องไป”

 

“อืม ๆ กี่โมงอ่ะ”

 

“ไม่เกินบ่ายสองนะ  อย่าเลทนะเว้ย”

 

“เข้าใจแล้วพี่”

 

ตอนนี้ก็เลยเที่ยงมานิด ๆ ละ ถ้าดูหนังก่อนคงไปไม่ทันแน่ เลยตัดใจเอาแผ่นหนังแอคชั่นมันส์ระห่ำของพ่อไปวางไว้ที่เดิม รวมถึงกล่องปริศนาใบนั้นด้วย

 

ผมหันไปมองมันอีกครั้งก่อนจะออกจากห้อง สักวัน... ผมจะกลับมาอ่านมันอีกครั้งให้ได้

 

 

 

 

“โอเค งั้นสรุปตามนี้นะว่าใครจะไปอยู่โซนไหนบ้าง” 

 

เมื่อได้มติเป็นเอกฉันท์พี่ตู้ก็เขียนรายชื่อสมาชิกชมรมทั้งหมด และหน้าที่ที่แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบดูแลในวันงานบนกระดานไวท์บอร์ดติดผนัง ครั้งนี้ผมต้องไปถ่ายขบวนพาเหรดและบรรยากาศงานโดยรอบซึ่งก็เป็นงานที่ถนัดอยู่แล้ว

 

“เซล ๆ” พี่ตู้รับไหว้เด็ก ๆ ที่เดินออกไป แต่กวักมือเป็นเชิงบอกให้ผมอยู่ต่อ

 

“งานยุ่งเหรอพี่”

 

เหมือนว่าช่วงนี้พี่ตู้จะยุ่งกว่าปกติ หนวดเคราเฟิ้ม ผมก็เริ่มยาว แต่ดูจะเป็นหนุ่มเซอร์ ๆ มากกว่าคนสกปรก

 

“เออดิ แล้วตกลงว่ารูปโปรโมทมหาลัยเสร็จยังวะ กูโดนทวงงานละเนี่ย”

 

“ใกล้แล้วแหละ”

 

“ถ่ายเสร็จแล้วใช่มั้ย”

 

“อืม เหลือแต่งนิด ๆ หน่อย ๆ”

 

“เย็นนี้ทันมั้ยวะ”

 

“เร่งอีกแล้วนะ”

 

“โอ้ยมึงช่วยกูหน่อยเถอะ กูก็โดนเขาเร่งมาอีกต่อเหมือนกัน ถ้ามึงจะด่ามึงไปด่าเบื้องบนโน่น”

 

ผมถอนหายใจอย่างแรงเพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว “งั้นผมกลับก่อนหอนะ ว่าจะกลับบ้านคงไม่ได้กลับละ”

 

“อย่าแซะสิโว้ย ก็บอกแล้วว่าเบื้องบนเขาเพิ่งบอก”

 

“เดี๋ยวจะรีบกลับไปทำให้ละกันนะพี่ ขอตัวละ”

 

 

หลังจากที่ออกมาจากห้องชมรมก็ตั้งใจว่าจะไปซื้อเสบียงที่เซเว่นหน้าหอมาตุนไว้ระหว่างทำงานให้พี่ตู้ทันส่งเบื้องบน 

 

หืม... นั่นมันเพื่อนเคิร์ดที่ไปมีเรื่องกะไอ้ซินนี่หว่า

 

“อ้าว นายนี่เอง หวัดดี”

 

“อะ... อืม...  สวัสดี”

 

ตอนแรกตั้งใจว่าจะเลี้ยวไปอีกทาง แต่อีกฝ่ายที่กำลังยืนรอขนมโตเกียวที่ร้านรถเข็นหน้าเซเว่นดันหันมาเจอเสียก่อน

 

“อยู่หอแถวนี้เหรอ”

 

“อืม”

 

ผมพยักหน้าและตอบไปสั้น ๆ เพราะเราไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว รู้แค่ว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทเคิร์ดก็เท่านั้น ส่วนเขาเองก็ไม่ได้เซ้าซี้จะคุยอะไรกับผมเช่นกัน เหมือนแค่ต้องการทักทายตามมารยาทมากกว่า

 

“ดีเซล... แป๊บนึงสิ”

 

เบสรีบก้าวขายาว ๆ มาทางผม “ถ่ายงานกับไอ้เคิร์ดเป็นไงบ้างเหรอ”

 

“ก็ดีนะ”

 

“แล้วมันเล่นเป็นธรรมชาติมั้ยอ่ะ คือผมเป็นห่วงมันน่ะกลัวว่าจะทำงานพัง”

 

ได้ยินแบบนั้นผมก็อดขำไม่ได้ คนอย่างเคิร์ดเนี่ยนะจะทำงานพัง ตั้งแต่ร่วมงานกันมาเขายังไม่เคยทำให้เพื่อนรู้สึกผิดหวังเลย แถมยังเล่นได้เป็นธรรมชาติกว่าผมอีก

 

“เป็นห่วงเหรอ”

 

“อืม ปกติถ้ามันไม่ชอบอะไรมันก็ไม่ทำ นี่ดีแค่ไหนแล้วที่ยอมถ่ายโปรโมทคณะให้ แต่ไอ้เคิร์ดมันก็ไม่ได้ทำให้นายลำบากใช่มั้ย”

 

“ไม่หนิ”

 

อยากจะตอบว่าเราทำงานเข้ากันได้ดีมากด้วยซ้ำไป แต่ก็ได้แค่คิด

 

“โอเค ได้ยินอย่างนี้ค่อยหายห่วงหน่อย”

 

“ทำไมต้องเป็นห่วงขนาดนั้นด้วยล่ะ”

 

“ก็นิสัยมันอ่ะ หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย ขี้ใจร้อน เลยกลัวมันจะทำงานกับคนอื่นเขาไม่รอด”

 

ไม่จริงมั้ง ผมว่าคนตรงหน้านี่น่าจะขี้โมโหจนน่าเป็นห่วงกว่าอีก อย่างเวลาที่เคิร์ดโมโห ผมจะแค่รู้สึกว่าเขาเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงเมื่อไม่ได้ดั่งใจ แต่ว่าคนตรงหน้าถ้าถึงขั้นที่ไปมีเรื่องกับไอ้ซินได้ ก็คงใจร้อนง่ายพอตัว

 

“ที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ แต่เคิร์ดดูเหมือนจะไม่ใช่คนแบบนั้นเลย”

 

“อืม ไอ้เคิร์ดน่ะเหรอ” เบสนิ่งไปสักพัก ก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยต่อ “เคิร์ดมันนิสัยดีนะ บางทีก็อาจจะทำให้ใครรำคาญไปบ้างแต่มันก็ทำเพราะความเป็นห่วงทั้งนั้นแหละ”

 

“มิน่าล่ะ” พอพูดไปอย่างนั้นคนฟังถึงกับหรี่ตามอง “เอ่อผมกลับก่อนนะ พอดีต้องรีบไปส่งรูปให้เคิร์ด”

 

“อ่อโอเค แล้วเจอกัน”

 

ผมไม่ได้หันกลับไปดูว่าเพื่อนของเคิร์ดเดินไปทางไหน เขาอาจจะอยู่แถวนี้และคงเป็นห่วงเคิร์ดมากไปหน่อยเลยตั้งใจเดินเข้ามาชวนคุย หรือไม่ก็อาจจะอยากผูกมิตรเอาไว้ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ถ้าหากมันเป็นอย่างแรกจริง ๆ

 

 

...เขาก็คงห่วงกันในฐานะเพื่อนสนิทล่ะมั้ง

  



 

 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 277 ครั้ง

440 ความคิดเห็น

  1. #423 - WiSH - (@gxnasama) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 22:06
    นั่นไง!!! ว่าแล้วว่าเบสต้องชอบเคิร์ด!!!
    #423
    0
  2. #389 1997.08th.23 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 20:00

    โลเคชั่นคุ้นๆเเหะ 5555

    มหาลัยที่มีรภไฟผ่ากลาง ซอย 4

    #389
    0
  3. #354 Aon Meyjforever (@aon_meyj4ever) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 17:10
    นั่น! เบสชอบเคิร์ดนี่เอง
    #354
    0
  4. #300 $iviα✻ (@rosetea) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 16:38
    ว่าแล้วเชียว....ทำไมเราซื้อหวยไม่มีแววถูกแบบนี้บ้างนะ 55555555
    #300
    0
  5. #261 paechpeach♡、 (@inspirit-yeol) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 00:19
    แน่นอนอ่ะแน่นอน นี่ไงงงงงงงง
    #261
    0
  6. #197 6002thecey (@pikipinocchio) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 กันยายน 2560 / 03:50
    นั้นไงงงงง ถึงว่าขึ้นง่ายเหลือเกินตอนเพื่อนรักโดนด่า
    #197
    0
  7. #174 Mistyblack (@Mistyblack) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 18:47
    น่านไง ว่าแบ้ววว
    #174
    0
  8. #96 Jelo Punyanuch (@sheilolovemom) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 16:48
    ว่าแล้ว
    #96
    0
  9. #19 PJ_20446 (@2JP_2550) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2559 / 22:57
    หักมุม....เบสชอบเคิร์ดเหรอ -0-
    #19
    0