รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 21 : ตอนพิเศษ ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,095
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 88 ครั้ง
    15 ต.ค. 59










ตอนพิเศษ ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป

 

 

วันที่ 13 ตุลาคม 2559

 

ในวันที่ทั้งประเทศไทยมีแต่น้ำตาแห่งความโศกเศร้านองอยู่เต็มผืนแผ่นดิน หากเทียบกับหนึ่งชีวิตของคนไทยแล้วคงจะไม่มีวันไหนที่คนไทยจะเสียน้ำตาได้มากถึงเพียงนี้ เสียงร้องไห้ระงมไปทั่วโรงพยาบาลและทั่วทั้งแผ่นดินไทยและอีกหลายๆประเทศที่ต่างทราบข่าวการสวรรคตของพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของคนในชาติผ่านทางสื่อต่างๆ

 

รวมถึง...

 

“เนล...”

 

เฌอแตม เจ้าหน้าที่ตำรวจสาวที่อยู่เวรตอนกลางคืนพร้อมกับ โนเวล หรือ เนล เจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษแฟนหนุ่มของเธอ ก่อนที่จะยื่นโทรศัพท์ที่เธอเพิ่งเช็คข่าวสารจากทางโซเชี่ยลให้แฟนหนุ่มดูด้วยสีหน้าและดวงตาแสดงถึงอาการช็อกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

“.........”

 

“ทำไมล่ะ...”

 

ชายหนุ่มร่างสูง เมื่อรับรู้ข่าวก็ไม่ได้มีอาการที่แตกต่างกันเลย อีกใจอาจจะคิดว่าเป็นเพียงข่าวลือที่แชร์ออกมาให้คนตกใจเล่นเหมือนครั้งก่อนๆ แต่พอมองลงไปที่เพจที่แจ้งข่าวสารนี้ว่าเป็นเพจของสำนักข่าวที่เขาดูอยู่ทุกวัน และยิ่งมองใบหน้าของหญิงสาวที่มีน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างด้วยแล้ว ชายหนุ่มก็แทบทรุดเมื่อรู้ว่าข่าวนี้ไม่ใช่ของที่ทำปลอมขึ้นมา...

 

หยาดน้ำตาที่ไม่เคยไหลออกมาจากดวงตาคู่นี้มานานแล้ว หยดลงบนหน้าจอโทรศัพท์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะยากเหลือเกินที่จะทำใจและยากเหลือเกินที่จะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

 

“ไอ้เนล เฌอแตม...รู้ข่าวหรือยังว่...” ไม่ทันที่จะได้ปาดน้ำตา เพื่อนร่วมรุ่นจากโรงเรียนตำรวจของโนเวล อย่างภาคย์ ที่อยู่ต่างหน่วยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเพื่อนเพื่อที่จะแจ้งข่าวที่ตัวเองได้รับมาสดๆร้อนๆเมื่อครู่นี้ให้กับเพื่อนทั้งสอง

 

แต่คงไม่ทันเสียแล้ว...ภาพที่ภาคย์เห็นคงบอกได้ดีที่สุดว่าสองคนนี้และคนอื่นๆที่อยู่ในห้องรับรู้ข่าวนี้กันหรือยัง

 

“กูจะมาถามมึงนะไอ้เนลว่าจริงหรือเปล่า”

 

“............”

 

ไม่มีใครตอบอะไร นอกเสียจากเสียงสะอึกสะอื้นของเฌอแตม กับชายหนุ่มที่ยกหลังมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่มันเอ่อล้นจนมองอะไรไม่เห็น นั่นรวมถึงปฏิกิริยาของทุกคนที่ไม่ได้แตกต่างไปจากสองคนนี้เลย

 

“เรียกประชุมทุกหน่วยงานด่วนครับ!

 

เหมือนทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ทั้งข่าวสารที่รุ่นพี่ในหน่วยพิเศษช่วยกันตรวจสอบจากในโทรศัพท์ ทุกโซเชียลต่างๆ ทั้งจากสื่อโทรทัศน์ทุกสำนักข่าวที่ไม่ว่าจะเปิดไปช่องไหนก็เป็นตัวยืนยันว่าข่าวที่เฌอแตมให้ดูไม่ใช่ของปลอม ไหนจะการเรียกประชุมทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำใจอะไรทั้งนั้น เรียกได้ว่าน้ำตายังไม่ทันไหลก็ต้องทำงานรับใช้ให้ถึงวินาทีสุดท้าย

 

ความโศกเศร้าไม่ได้อยู่เพียงแค่สำนักงานของราชการเพียงเท่านั้น สถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนอย่างเช่นมหาวิทยาลัยเองก็เช่นกัน นักศึกษามากมายที่มาจากต่างจังหวัดต้องอยู่หอพักทั้งหอในและหอนอก บางหอก็มีโทรทัศน์ กลับจากเลิกเรียนก็ไปเปิดดูได้ แต่สำหรับบางคนที่ยังใช้โทรศัพท์มือถือในการรับรู้ข่าวสารอย่างเช่น ชีตาห์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่กำลังซ้อมสแตนด์เชียร์ให้กับน้องๆปี 1 ที่จะต้องเข้าแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยในอีกไม่กี่วันที่จะถึงก็ต้องหยุดการซ้อมทุกอย่างลง เมื่อได้ยินรุ่นพี่ปี 3 วิ่งมาบอกว่ามีประกาศจากทางมหาวิทยาลัยให้ยกเลิกหรือเลื่อนกิจกรรมทุกอย่างในช่วงนี้

 

“ทำไมอ่ะพี่” เอาแต่อยู่กับน้องๆ มัวแต่ซ้อมร้องเพลง ซ้อมท่า รวมถึงเพลงพระราชนิพนธ์ เลยไม่ได้มีเวลาจับโทรศัพท์เลยสักนาทีเดียว

 

“น้องต้ายังไม่รู้เหรอ”

 

“ครับ ทำไมอ่ะ”

 

อยากจะถามอีกสักหลายๆรอบเพราะนิสัยกวนๆของตัวเอง แต่พอเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของรุ่นพี่ผู้หญิงที่วิ่งขึ้นมาชีตาห์ก็ไม่กล้าที่จะเล่นอะไรอีกเลย

 

ไม่นาน...น้ำตาที่ไม่รู้มาจากไหนนักหนาก็เอ่อล้นดวงตาของรุ่นพี่คนนี้ มือของเธอที่กุมโทรศัพท์อยู่สั่นไหวไปหมด แต่ชีตาห์ก็ใช่ว่าจะไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เมื่อเห็นท่าทีของรุ่นพี่ที่พยายามยื่นโทรศัพท์มาให้เขาแล้ว ชีตาห์ก็ไม่รอช้าที่จะรับโทรศัพท์นั้นมาดูสิ่งที่ทำให้รุ่นพี่ของเขาเป็นแบบนี้ได้

 

“เฮ้ยมึง...”

 

ยังไม่ทันที่จะได้ปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ด้วยซ้ำ น้องปี 1 ที่นั่งกันเต็มสแตนด์ก็พูดขึ้นมา ด้วยน้ำเสียงที่เบาและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้อ่านไป

 

เพียงแค่ประโยคสั้นๆที่พาดหัวข่าว กลับทำให้น้องๆนักศึกษาที่อยู่ในบริเวณนั้นเกิดอาการช็อกไปตามๆกัน และไม่เพียงแสตนด์เชียร์ แต่นักศึกษาและบุคลากรที่อยู่ในสนามกีฬาต่างทราบข่าวนี้ และแน่นอน ปฏิกิริยาของทุกคน ย่อมไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก

 

“ทำไมต้องยกเลิกเพราะเหตุผลนี้ด้วย...” ฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย สารพัดเหตุผลอย่างอื่นเอามาให้หมด ชีตาห์ เฮดสแตนด์ยังไม่รู้สึกเสียใจถึงขนาดนี้เลย ไม่ได้เสียใจกับการซ้อมที่ตรากตรำมาร่วมเดือน แต่เสียใจ...กับเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น

 

เหตุการณ์ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ไปชั่วนิรันดร์

 

 

 

 

14 ตุลาคม 2559

 

บนผืนแผ่นดินไทยน้ำตาอาจจะหลั่งรินไม่เพียงพอ ยังรวมไปถึงคนไทยที่อยู่ในต่างแดนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จะทำงาน เที่ยว เรียน ข่าวสารที่สื่อต่างประโคมกันไปทั่วโลกได้เข้าหูคนไทยที่อยู่ตามประเทศต่างๆของโลกแล้ว รวมถึงนักศึกษาปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นอย่าง กันต์ มาเรียนด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากทุกๆวัน ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนหลายคนเห็นข่าวนี้ก็ต้องมีอาการเป็นห่วงเพื่อนคนไทยกันบ้าง

 

“กันต์ นายโอเคมั้ยเนี่ย”

 

“อืม”

 

“จริงเหรอ”

 

“อืม...”

 

ปากบอกอืม ใบหน้าพยักตามน้ำเสียงที่สื่อออกไป แต่สีหน้าที่เริ่มแย่ ดวงตาที่เริ่มแดงกร่ำ ทำให้เพื่อนหลายคนเริ่มรู้สึกไม่ดีและรู้สึกไม่แน่ใจแล้วว่าต่อไปนี้จะต้องทำหน้ายังไงเวลาเจอคนไทยอยู่ตามที่ต่างๆในญี่ปุ่น ควรหรือไม่ที่จะพูดเรื่องที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ออกไป

 

“ฉันเคยอ่านประวัติพระมหากษัตริย์ประเทศนายแบบคร่าวๆนะ แต่อ่านแค่ไม่กี่หน้าก็ตกใจแล้วอ่ะ” เพื่อนต่างชาติจากประเทศเกาหลีคนหนึ่งเริ่มเรื่องขึ้นมาในขณะที่กำลังเดินเข้าห้องเรียน

 

“ใช่ๆ ฉันก็เคยอ่าน ฉันว่าเขาเป็นคนที่วิเศษมากเลยนะ คนไทยทุกคนเรียกเขาว่าพ่อด้วยนี่ ทำไมถึงเรียกแบบนั้นเหรอ”

 

เพื่อนชาวญี่ปุ่นต่างคณะคนแรกที่รู้จักกับกันต์หันไปคุยกับเพื่อนเกาหลีคนเมื่อครู่ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือการส่ายหน้าเนื่องจากเจ้าตัวรู้จักประวัติเพียงแค่คร่าวๆ  

 

“อืม พระองค์เป็นพ่อของคนไทยทุกคนไง” พอได้ยินคำถามที่ชวนให้คนต่างชาติสงสัยแล้ว กันต์เลยขอยิ้มอย่างภาคภูมิใจที่จะได้เล่าเรื่องพ่อของตนให้คนอื่นได้รับฟัง

 

“เอ๋?”

 

“ก็...ประเทศไทยก็เหมือนกับบ้านหลังหนึ่ง มีลูกๆอยู่ร่วมกัน 70กว่าล้านคน แล้วหัวหน้าครอบครัวที่ดูแลทุกคนในบ้านก็ต้องเป็นพ่อใช่ไหม...ซึ่งพ่อคนนี้ดูแลทุกคนดีมาก ลูกคนไหนเดือดร้อนหรือมีปัญหาพ่อไม่เคยทอดทิ้งให้ลูกต้องอยู่ลำบากแบบนั้นเลย คิดดูนะ พ่อเคยไปทุกที่ที่มีลูกๆอยู่ด้วย”

 

“เฮ้ย...ตอนนี้นายกำลังหมายถึงประเทศอยู่ใช่ไหม บ้านน่ะ? แล้ว...จะเคยไปทุกที่ได้ยังไง ประเทศนายก็ไม่ได้เล็กขนาดนั้นนะ”

 

ได้ยินแบบนั้น จากรอยยิ้มบางๆที่ปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่มหน้าหวานก็กลายเป็นเสียงหัวเราะเบาๆ แต่เสียงหัวเราะนั้นมันกลับแฝงไว้ด้วยความอึดอัดที่อยากจะระเบิดออกไปเสียให้ได้

 

“เคยสิ พ่อทำงานมาตลอด 70 ปีแล้วนะ ไม่เคยเกษียณด้วย ต่อให้ที่เล็กแค่ไหนแต่ถ้ามีคนไทยอาศัยอยู่...แล้วต่อให้ต้องลุยน้ำหรือฝ่าฝนไป...พ่อก็ต้องไปให้ได้”

 

จนถึงตอนนี้ภาพจากสารคดีที่เคยดู ภาพเก่าๆของพระเจ้าอยู่หัวที่เคยเห็นมาตั้งแต่เด็กๆได้หลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างไม่หยุดยั้ง ภาพหยาดเหงื่อที่พระองค์ต้องทรงงานหนักเพื่อคนไทยทุกคนเป็นร้อยภาพพันภาพที่กันต์เองก็เชื่อว่าคนไทยทุกคนไม่มีวันลืมเลือน ทำให้เขาต้องเผลอปล่อยน้ำตาให้ไหลอยู่ตรงนั้นโดยมีเพื่อนทั้งสองคนคอยอยู่ข้างๆ

 

“เราอยากกลับบ้านว่ะ”

 

กลับไปหาคนที่บ้าน กลับไปอยู่กับครอบครัว ถึงแม้ว่าตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้จะไม่เคยได้เห็นพระพักตร์เลยสักครั้งก็ตามก็อยากจะกลับไปเพื่อรอส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังดี

 

“ฉันหวังว่าคนไทยจะกลับมายิ้มได้เหมือนเดิมอีกครั้งนะกันต์...”

 

 

 

 

คนไทยเองก็คิดเฉกเช่นกับคนต่างชาติ ว่าเมื่อไรกันที่ประเทศไทยจะกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้มเหมือนเดิม เมื่อไรกันที่น้ำตาแห่งความโศกเศร้านี้จะจางหายไป แต่ก็มีบางคนที่พยายามทำใจยอมรับกับเรื่องแบบนี้ถึงแม้ว่าความจริงแล้วยังรู้สึกถึงความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ทุกนาทีที่คิดถึง แต่เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตให้เดินหน้าต่อไป ในวินาทีนี้ถ้าหากไม่เข้มแข็งแล้วล่ะก็...คนไทยจะยืนหยัดด้วยตัวเองได้อย่างไร

 

อย่างเช่น ไม้ ชายหนุ่มอาชีพล่ามโรงงานที่ขอหยุดงานหนึ่งวันเพื่อที่จะไปรอเฝ้าขบวนพระศพอย่างเช่นคนไทยอีกหลายๆคน แต่หากจะไปเพียงแค่รออย่างเดียวก็ดูจะไม่ใช่ไม้เสียเท่าไร เพราะคนที่แอคทีฟอยู่ตลอดเวลามีความคิดที่จะใช้เงินเก็บที่เขามีอยู่ตอนนี้ในการซื้อของมาทำกับข้าวใส่กล่องไปแจกให้กับคนที่รอเฝ้า อาจจะไม่ได้เป็นจำนวนที่มากมายจนเพียงพอกับทุกคนแต่ก็ทำให้หลายๆคนอิ่มไปอีกหนึ่งมื้ออย่างแน่นอน

 

“ฮัลโหลชีตาห์...อ้าว วันนี้เขาประกาศว่าเป็นวันหยุดนะ”

 

ผมเพิ่งเห็นเมื่อตอนเช้านี่เอง อาจารย์ก็เข้าแล้วด้วย”

 

“อ่อ...ไม่เป็นไรๆ” อุตส่าห์ตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืดทำกับข้าวแพ็คใส่กล่องกับพ่อสองคน แต่กลับไม่รู้ว่าจะขนข้าวกล่องร่วมร้อยกล่องยังไงดี แท็กซี่เหรอ ไม่พอแน่ๆ เพราะลังน้ำแก้วอีกตั้งกี่ลัง แถมไม้กับพ่อสองคนก็ดูจะเกินกำลังเกินไป แล้วไหนชีตาห์ก็ยังมีเรียนไปกับเขาไม่ได้อีก

 

เออพี่ไม้! ให้ไอ้เซลมันไปส่งมั้ย วันนี้มันบอกว่าอาจารย์ไม่เข้าสอน”

 

“เขาอยู่หอรึเปล่า ไกลนะ”

 

“มันกลับบ้าน เดี๋ยวผมโทร.หาให้นะ”

 

“เดี๋ย...”

 

ตรู๊ดๆๆๆๆ

 

ไม่ค่อยจะฟังอะไรหรอก อยากจะบอกว่าเกรงใจก็เกรงใจอยู่ ขนาดถ่ายรูปรับปริญญายังคิดซะถูกกว่าเจ้าอื่นตั้งครึ่งหนึ่ง นี่ยังจะให้มารับอีกเหรอ

 

แต่ก็นั่นแหละ ไม่ถึงยี่สิบนาที รถกระบะสี่ประตูสีขาวก็มาจอดเทียบอยู่หน้าคลินิก พร้อมด้วยคนขับรถที่เดินลงมาจากรถก่อนจะเข้ามาในคลินิกทักทายทั้งพ่อทั้งไม้ที่ยืนอยู่ท่ามกลางถุงข้าวกล่องจำนวนมากที่วางไว้จนบริเวณที่นั่งรอของผู้ป่วยดูแคบลงไปโดยปริยาย

 

“ไม่มีเรียนเหรอดีเซล”

 

“ไม่มีครับ”

 

พูดเสร็จก็ไม่รีรออะไรทั้งนั้น ยกถุงพลาสติกที่บรรจุกล่องข้าวเอาไว้จนเต็มขึ้นหลังรถ รวมถึงแพ็คน้ำที่ต้องเอาไว้ตรงแค็บ และเมื่อขนของกันเสร็จ ไม้ก็จะชวนพ่อตัวเองให้ปิดคลินิกแล้วไปด้วยกัน

 

“ไม่ไปจริงๆเหรอพ่อ”

 

“ไปเถอะ ถ้ามีคนไข้มาจะทำยังไง”

 

“ถึงยังไงพ่อก็ไม่ทิ้งงานตัวเองใช่ไหม”

 

“อย่าเรียกว่าทิ้งสิ ให้เรียกว่าทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พ่อจะถวายให้เป็นพระราชกุศลน่ะ”

 

“โอเคครับ งั้นผมไปก่อนนะ”

 

อย่าว่าแต่พ่อไม้เลย ตัวไม้เองก็เช่นกันที่คิดจะทำอะไรแล้วเขาก็ต้องทำให้ถึงที่สุด นี่โชคดีแค่ไหนแล้วที่มีดีเซลขับรถมาส่งให้ถึงที่ จึงได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

 

แต่ในระหว่างที่กำลังก้มๆเงยๆแจกทั้งข้าวแจกทั้งน้ำให้กับผู้คนที่มารอกันเต็มโรงพยาบาล ก็ได้มีกลุ่มคนอีกหลายกลุ่มที่มาคอยดูแลผู้คนที่มารออยู่ที่โรงพยาบาลนี้ ทั้งคนที่คอยแจกน้ำเย็น ผ้าเย็น หรือแม้กระทั่งลูกอม ที่เห็นแล้วเป็นที่น่าปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก จนไม้อดไม่ได้ที่จะต้องลอบถอนหายใจเป็นการพยายามกลั้นน้ำตานี้ไว้ ก่อนที่หางตาจะหันไปเห็นกลุ่มคนบางกลุ่มที่นั่งรถกระบะสีดำกันมาเต็มคันรถ ทั้งด้านใน ทั้งกระบะหลัง เห็นทีแรกก็ยิ้มๆให้กับความใจดีของคนไทยด้วยกันเอง แต่พอมองหน้าคนขับที่ลดกระจกลงจนเห็นใบหน้าทั้งหมดแล้ว ไม้ก็อดไม่ได้ที่จะทักสักหน่อย

 

“แซม!

 

“อ้าว! ไม้เหรอ...”

 

“กันต์กลับมาไม่ได้เหรอ”

 

“อืม...เมื่อวานก็โทร.มาร้องไห้ว่าอยากกลับ” พอนึกถึงน้ำเสียงของแฟนตัวเองที่อยู่ต่างประเทศก็อดสงสารไม่ได้ว่าเหตุการณ์แบบนี้เป็นใครใครก็ไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว

 

“อ่อ...น่าสงสารเหมือนกันนะ เออแล้วนี่...มาคนเดียวเหรอ”

 

“เปล่าหรอก มีอีก 5 คันน่ะ”

 

พูดยังไม่ทันขาดคำ สารพัดรถยนต์ ทั้งรถกระบะ รถเก๋ง หรือแม้กระทั่งรถครอบครัว 7 ที่นั่ง ได้เคลื่อนตัวเข้ามายังบริเวณนี้ก็จอดส่งผู้คนที่ต่างกล่าวขอบคุณบ้างก็ให้ของเล็กๆน้อยๆเป็นการตอบแทนคนขับรถที่ไม้เองก็คุ้นหน้าคุ้นตาไม่แพ้กัน

 

ทั้งเอเธนส์ กัปตันทีมฟุตบอลที่ได้รับความนิยมในช่วงนั้น ทั้งมีน เพื่อนสาวที่มาส่งด้วยรถเก๋งคันเล็กที่ถึงเล็กก็อัดกันมาได้ตั้ง7 คน แล้วไหนจะ...

 

“เคิร์ด...” ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเรียกหรอก แต่พอดีฝ่ายนั้นเปิดกระจกทักทายก่อนเองต่างหาก ดีเซลเลยเผลอเรียกชื่อออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว “ไม่มีเรียนเหรอ”

 

“มี แต่โดดมา เวลานี้ใครจะอยากเรียนวะ...เฮ้ย! เดี๋ยวฉันไปรอรับคนก่อนนะ”

 

“อืมๆ”

 

เห็นแล้วก็อดตื้นตันใจไม่ได้ ที่เวลานี้ไม่ว่าจะเป็นคนภาคไหนมาจากจังหวัดอะไรทุกคนต่างมารวมตัวกันที่นี่ มาแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของคนไทยทุกคน ซึ่งภาพที่คนไทยจะมาแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นภาพที่คุ้นชินมาตั้งแต่สมัยไหนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวันเฉลิมฉลองหรือวันพ่อในปีไหนๆก็ตามคนไทยก็จะมารวมตัวพร้อมเปล่งเสียงเป็นคำว่า ทรงพระเจริญออกมาให้ดังกึกก้อง แต่วันนี้การรวมตัวของคนไทยนั้นเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งสีเสื้อที่ควรจะเป็นสีเหลืองหรือสีชมพู กลับกลายมาเป็นสีดำ ทั้งสีหน้าของคนไทยที่จะต้องมีแต่รอยยิ้มเวลาที่มารับเสด็จ เวลานี้กลับกลายมาเป็นร่องรอยของน้ำตาที่ไม่รู้ว่าจะเหือดแห้งไปเมื่อไร แล้วไหนจะคำว่า ทรงพระเจริญที่ตอนนี้ไม่มีออกมาจากปากคนไทยเลยสักคน มีเพียงภาพที่น่าเศร้า ภาพที่น่าหดหู่สำหรับคนไทยด้วยกันเองหรือแม้กระทั่งสื่อข่าวต่างประเทศที่ต้องมาทำข่าวที่นี่

 

 

 

 

เป็นเวลายาวนานเหลือเกินที่พ่อหลวงของเราทำงานหนักเพื่อคนไทยมาตลอด เคยมีสักวันบ้างไหมที่ท่านจะได้พักผ่อน เคยมีสักครั้งบ้างไหมที่ท่านจะได้มีชีวิตส่วนตัวของท่านบ้าง ต่อให้ร่างกายไม่ไหวหรือต้องนอนโรงพยาบาล ท่านก็ยังเป็นห่วงประชาชนคนไทยทุกคน แล้วเคยมีสักวินาทีหนึ่งไหมที่ท่านจะหยุดนึกถึงเรื่องของคนไทย

 

70 ปี ไม่ใช่ระยะเวลาสั้นๆเลย ยาวนานเท่ากับอายุของคนหนึ่งคนเลยก็ว่าได้ ท่านเหนื่อยมามากพอแล้ว แล้วคงถึงเวลาที่ท่านต้องได้พักผ่อนเสียที ได้กลับไปอยู่ในที่ที่ท่านจากมา ได้กลับไปอยู่กับครอบครัวที่จากกันมานาน ถึงเวลาแล้วนะที่คนไทยจะต้องยืนหยัดด้วยหลักคำสอนที่ท่านให้ไว้ด้วยตัวเอง และต่อไปนี้อาจจะไม่มีพระมหากษัตริย์ที่เป็นพลังของแผ่นดินได้เทียบเท่ากับพระองค์อีกแล้ว ไม่มีเพลงสรรเสริญพระบารมีในงานพิธีต่างๆ ไม่มีแม้กระทั่งในโรงหนังที่เราต้องยืนเคารพกันทุกครั้ง ไม่มีแล้วพระบรมฉายาลักษณ์ที่คุ้นตา

 

แต่ถึงพระวรกายจะไม่อยู่แล้ว ชื่อและความยิ่งใหญ่ของพระองค์จะยังคงสถิตอยู่ในใจของปวงชนชาวไทยตลอดไป

 




 

#ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป

#ฉันเกิดในรัชกาลที่๙

 

 

 

 

 

 

..............................................................................................................................................

 

 

ตอนพิเศษตอนนี้เขียนขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศโดยใช้ตัวละครที่สร้างขึ้นจากนิยายเรื่องก่อนๆของผู้เขียน หากระดับภาษาที่ใช้หรือเนื้อหามีความไม่เหมาะสม ทางผู้เขียน ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

 

  

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 88 ครั้ง

440 ความคิดเห็น

  1. #220 Noom Plearnwan (@noomplearnwan) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 กันยายน 2560 / 19:52
    #ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป
    #220
    0
  2. #178 Mistyblack (@Mistyblack) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 19:57
    #ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9
    #178
    0
  3. #149 Nhangkai-sama (@Nhangkai-sama) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 19:26
    //ร้องไห้
    #149
    0
  4. #36 Pople (@chaokaew) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2559 / 01:30
    ขอบคุณสำหรับนิยายตอนนี้

    #ฉันเกิดในรัชกาลที่9
    #ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป
    #36
    0
  5. #35 แมวน้อยวนิลา (@Snow_Windy) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 01:01
    อ่านแล้วน้ำตาไหล
    #35
    0
  6. #34 lee nijinki (@exon) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 00:48
    #ซึ้งกินใจ
    #34
    0
  7. #32 FahSida (@himeji) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 00:24
    เรากะจะไม่ร้องไห้ให้พระองค์ต้องเป็นห่วงชาวไทยตัวน้อยๆอย่างเราอีกเจอตอนนี้น้ำตาเราไหลพรากเลย
    #32
    0