รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 27 : สีที่ 25 : คืบหน้า...หรือเปล่านะ (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,844
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 297 ครั้ง
    24 ก.ย. 60



สีที่ 25


เย้ ๆ ในที่สุดก็ถ่ายเสร็จแล้ว...

 

ไม่เสร็จยังไงไหวล่ะครับคุณผู้ชม นี่มันบ่ายสี่โมงแล้วนี่ ถ่ายมาตั้งแต่ก่อนเที่ยง ก็ไม่คิดว่าที่พี่มะตอยบอกว่าอาจจะต้องใช้เวลาทั้งวันนั้นมันจะเป็นเรื่องจริง 

 

อย่างที่รู้กันว่าช่วงแรกผมถ่ายชุดเสื้อยืดธรรมดา ๆ ชิลล์ ๆ สักพักก็เริ่มมีออปชั่นเสริมนิด ๆ หน่อย ๆ เช่น เสื้อแจ็คเก็ตยีน และเครื่องประดับที่เข้าชุดกัน แต่ความลำบากมันอยู่ตรงที่ต้องเปลี่ยนทรงผมใหม่เป็นรอบ ๆ ไปนี่แหละ เปลี่ยนจนจำไม่ได้แล้วว่าวันนี้ทำไปกี่ทรงและโดนอะไรประโคมลงหัวบ้าง

 

และหลังจากที่ถ่ายบนดาดฟ้ากันเสร็จแล้ว เราก็ย้ายลงมาถ่ายที่ห้องที่ใช้นัดพบกันครั้งแรก ซึ่งภาพแรกของผมก็เป็นที่ประทับใจของช่างภาพมากครับ  ไม่อยากจะชมตัวเองเลยว่า ภาพที่ผมนั่งพิงอยู่ตรงขอบหน้าต่างแล้วหันหน้ามายิ้มหล่อ ๆ ใส่กล้อง ...ผมโคตรดูดีเลย จัดว่าเป็นผลงานชิ้นเอกเลยก็ว่าได้ ก็บอกแล้วไงว่าเดี๋ยวนี้พัฒนาการด้านการถ่ายรูปของผมมันก้าวกระโดดมาก คนที่ทำอะไรไม่เป็นเลย คิดท่าอะไรก็ไม่ออก ...ผู้ชายคนนั้นน่ะกลายเป็นเคิร์ดคนเก่าไปแล้ว

 

ภายในห้องนั้นถูกจัดวางทุกอย่างไว้ดีมากเลยครับ อย่างกับเป็นห้องตัวอย่างมากกว่าจะห้องที่มีคนอยู่อาศัยเสียอีก  เราต้องถ่ายแทบทุกที่จนผมเริ่มสงสัยว่านี่มาถ่ายแบบชุดให้ห้องเสื้อ หรือมาถ่ายโฆษณาให้คอนโดกันแน่  เริ่มกันตั้งแต่ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ระเบียง โต๊ะกินข้าว คือเรียกได้ว่าใช้พื้นที่จนคุ้มเลย

 

อ้อ...มีถ่ายคู่กับดีเซลด้วยนะ ตอนนั้นได้โจทย์มาว่าให้เน้นที่ความเป็นเพื่อนสนิท มิตรภาพของลูกผู้ชาย และความเป็นธรรมชาติ  ชุดนี้เราต้องใส่เสื้อผ้าที่มันคุมโทนหน่อย จะหล่อก็หล่อด้วยกัน จะลุยก็ลุยด้วยกัน คือมันไม่ใช่เสื้อคู่ แต่ใส่แล้วก็รู้ว่ามาด้วยกันอะไรแบบนี้อ่ะ ซึ่งพอได้เห็นรูปจากกล้องแล้ว ผมไม่อยากจะพูดเลยว่าภาพบางภาพที่ถ่ายออกมา มันดูจะเกินเลยความว่า มิตรภาพลูกผู้ชายไปสักหน่อย โดยเฉพาะเซ็ตที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกันเนี่ย...

 

“รูปนี้สวยว่ะ แต่แม่งดูเกย์ชิบหายเลย” พี่ตากล้องหันไปพูดกับทีมงานของเขา ซึ่งผมกับดีเซลที่ยืนดูภาพจากหน้าจอโน้ตบุ๊กก็สะดุ้งไปตาม ๆ กัน

 

เอ๊ะ...หรือเป็นผมคนเดียวหรือเปล่าที่สะดุ้ง

 

“โห...น้องดีเซล น้องโคตรแซ่บเลยอ่ะ”

 

อ้าวพี่ คนนี้ผมจองแล้วนะ พี่จะพูดแบบนี้ไม่ได้นะ

 

คือพี่ช่างแต่งหน้าน่ะครับ เขาเดินเข้ามาข้างหลังพวกเราตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้  แล้วมาได้จังหวะที่รูปคู่มันเปลี่ยนเป็นรูปเดี่ยวของดีเซลพอดีก็เลยทักขึ้น  ผมนี่ยืนอยู่ข้างหน้าแท้ ๆ ยังดูไม่ทันเลย แต่พี่แกอยู่ด้านหลังดันเห็นก่อนอ่ะ คิดแล้วเซ็ง

 

ใจเย็นครับพี่ เช็ดน้ำลายก่อนอย่าเพิ่งเลียปาก ทำไมน่ากลัวอย่างนี้เนี่ย...

 

พอหันไปดูบนจอ “โอ้โห...” ผมอุทานเองนี่แหละไม่ใช่พี่ช่างแล้ว ภาพชุดแรกของดีเซลคือโคตรของความเพอร์เฟกต์เลยครับ ตอนนั้นยังจำได้อยู่เลยว่าดีเซลทำท่าเงอะงะ ๆ แขนขาดูเก้ ๆ กัง ๆ ไปหมด

 

แล้วนี่อะไรครับ...อย่าว่าแต่พี่ช่างแต่งหน้าเลย ผมเองก็กำลังตกหลุมพรางแห่งความดูดี ความสุขุม และความเป็นผู้ใหญ่ของเขาเข้าให้แล้วเหมือนกัน ท่าโพสเท่ ๆ บวกกับหน้านิ่ง ๆ อ่ะหือ... แค่เห็นก็ใจเต้นแรงจนมือสั่นแล้วเนี่ย

 

“ดีเซล ไหนตอนแรกทำไม่ได้ไง”

 

แม่งถ่ายออกมาดูดีกว่าผมอีกอ่ะ อย่างนี้ยอมได้ที่ไหน

 

“ก็เคิร์ดมาไง ผมเลยทำได้”

 

“อุ๊ย !” เปล่าครับไม่ใช่เสียงผม ผมยังอ้าปากค้างอยู่เลย

 

“เอ่อ...คือ...” เจอแบบนี้ก็ไปต่อไม่เป็นเหมือนกันนะครับ

 

ดีเซลอมยิ้มหลังจากที่พูดจาเสี่ยว ๆ ใส่ผม  แต่ผมเขินนนนน...เขินมากด้วยแบบว่ามึงจะพูดจาแบบนี้กับกูเมื่อไรก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่เวลาที่มีคนอื่นอยู่ด้วยสิเว้ย

 

“นี่พี่อกหักเหรอคะน้องดีเซล” พี่ช่างแต่งหน้าเอามือทาบอก แล้วมองหน้าผมสองคนสลับกันไปมา

 

แต่ถามว่าดีเซลแคร์มั้ย?  โนววว.....โนสน โนแคร์ทั้งนั้น

 

นอกจากจะไม่พูดอะไรแล้วยังเอาแต่ยิ้ม แล้วก็ถือวิสาสะเลื่อนรูปในโน้ตบุ๊กเองด้วย แล้วแต่ละรูปนะยังกับนายแบบมืออาชีพที่หลุดมาจากหนังสือนิตยสารแฟชั่นยังไงยังงั้นเลย คนอะไรใส่ชุดไหนก็ดูดีไปหมด ขนาดเสื้อยืดธรรมดากับกางเกงยีนขาด ๆ ก็ยังดูดี ...ชักจะน่าอิจฉาเกินไปแล้ว ยิ่งรูปที่ถ่ายริมระเบียงนั่นอีก

 

 

...แผ่นหลังกว้างถูกปกคลุมด้วยเสื้อยืดสีขาวที่เปียกจนมองเห็นลายกล้ามเนื้อด้านหลังได้ลาง ๆ และใบหน้าด้านข้างที่หันกลับมามอง ทำให้เห็นแค่เสี้ยวหน้าด้านขวา แววตาดุดันที่เห็นแค่ข้างเดียวกำลังมองมาที่กล้อง พอมองไล่ลงมาก็เจอจมูกที่รับกันกับโครงหน้า และ...ริมฝีปาก

 

 

เอื้อก...มันดูเซ็กซี่จนผมต้องแอบกลืนน้ำลาย และกัดปากตัวเองตามเลย

 

 

“กรี๊ดดดดดด !!!”

 

เฮ้ย ! พี่จะกรี๊ดทำห่านอะไรครับ วันนี้ผมสะดุ้งหลายรอบแล้วนะ

 

ถ้าเป็นสาวน้อยเสียงมันคงจะน่าฟังกว่านี้เยอะ  แบบเสียงเวลาเขาไปกรี้ดอปป้าอ่ะ แต่เสียงพี่ช่างแต่งหน้านี่แบบ...โคตรห้าวอ่ะ

 

“น้องดีเซล ! พี่จะเอาค่ะ พี่จะเอาเซ็ตนี้ !” เสียงสูงปรี๊ดเลยครับ ดีนะที่บอกว่าจะเอารูปเซ็ตนี้  ถ้าบอกว่าเอาคนนี้ รับรองว่ามีวางมวยกันแน่

 

จะว่าไปก็ดีเหมือนกันนะที่พี่แกกรี๊ดขึ้นมาก่อน ไม่งั้นคนที่ต้องขายหน้าอาจจะเป็นผมเองก็ได้  ตอนที่เห็นรูปชุดสุดท้ายผมนี่เกือบหลุดกรี๊ดออกมาแล้วเหมือนกันนะ แต่พอได้ยินเสียงพี่เขาเท่านั้นล่ะ ผมนี่กลืนเสียงตัวเองลงคอไปเลย

 

แต่รูปสุดท้ายนี่มันสุดยอดจริง ๆ นะ รูปเมื่อกี้ว่าเซ็กซี่แล้ว พอเจอรูปนี้เข้าไปต้องร้องขอทิชชู่เลยอ่ะ  อย่าคิดลึกครับ อย่าคิดลึก... เอามาเช็ดเลือดกำเดา

 

จะไม่ให้ไหลได้ยังไงละครับ ก็เล่นเปลือยกายท่อนบนเหลือไว้แค่กางเกงยีนตัวเดียว โอ้ยย...เห็นซิกแพ็คเป็นลอน ๆ แล้วใจหวิว คือไม่ได้ลอนใหญ่โตเหมือนคนที่ชอบเข้าฟิตเนสนะ แต่ทำไมมันดูเซ็กซี่เสียจนอยากจะเข้าไปขย้ำหน้าจอเลยอ่ะ แถมยังโพสท่าพ่นควันบุหรี่ โดยใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางปิดปากเอาไว้บางส่วนนั่นอีก

 

แม่งงง....โคตรแบด !

 

“นายนี่มัน...ไม่เห็นเหมือนที่พูดเลย” ผมหันไปแขวะคนข้าง ๆ

 

ไม่ใช่อะไร แค่ทนดูนานกว่านี้ไม่ได้ มันดีเกินไป เดี๋ยวใจแตก

 

“อะไรเหรอ”

 

“ก็ทำได้ดีไม่ใช่เหรอ”

 

“เหรอ...จริง ๆ ก็เขินเหมือนกันนะ ผมไม่เคยถอดเสื้อให้ใครเห็นเลยนอกจากพี่มะตอย” ดู ๆ ดูทำหน้าเข้า ตอนนี้หน้าขาว ๆ ของเขากำลังขึ้นสีเลย

 

“แล้วเคิร์ดชอบป้ะ” ดีเซลยกมือลูบท้ายทอยตัวเองเบา ๆ

 

“ฮะ...ทำไมฉันต้องชอบ” ถึงความจริงมันจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ

 

“ก็...เห็นมองใหญ่เลย”

 

“บ้ารึไง !” ผมเผลอตวาดเสียงดังลั่นพร้อมผลักไหล่เขาจนเซ จนคนอื่นหันมามองด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้เราสองคน

 

“อุ๊ยตาย...ผู้ชายจีบกัน งั้นพี่ไม่อยู่แล้วก็ได้ ฮือออ ! ตุ๊ดอกหัก”

 

พี่ช่างแต่งหน้านี่ก็จริง ๆ เลย เห็นผมกับดีเซลเล่นกันแบบนี้ก็คงคิดอะไรไปเลยเถิด ถึงมันจะจริงกับความรู้สึกผมก็เถอะ แต่มันก็ยังอยู่ในสายตาผู้ใหญ่ไม่ใช่เหรอ แล้วลุงชัยก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้นด้วย ถ้าเขาเห็นภาพอะไรแปลก ๆ แล้วเกิดรู้สึกไม่สบายใจ บางทีเรื่องนี้อาจจะไปถึงหูพ่อดีเซลในเร็ววันก็ได้ แล้วคนเป็นพ่อส่วนใหญ่มักจะรับไม่ได้เรื่องที่ลูกชายตัวเองต้องเปลี่ยนรสนิยมไม่ใช่ด้วย แบบนี้ไม่เท่ากับว่าที่ทำมามันสูญเปล่าเหรอ

 

แต่จะว่า...บ้านผมก็ยังไม่มีใครรู้เลยนะว่าผมชอบผู้ชายด้วยกัน ถ้าเขารู้เขาจะเข้าใจผมมั้ยเนี่ย อันนี้ก็น่าห่วงอยู่ไม่น้อย

 

“โอเค วันนี้เสร็จสิ้นไปได้ด้วยดีนะครับ พี่ ๆ ต้องขอบคุณน้องทั้งสองคนมากนะ หลังจากนี้ไม่มีอะไรก็กลับได้เลยนะครับ” พี่ทีมงานคนหนึ่งกล่าวขึ้น

 

“กลับได้เลยเหรอครับ” คือกะว่าจะขอเซฟรูปสักหน่อย คงไม่ได้แล้วสินะ

 

“ครับ เรียบร้อยแล้ว ส่วนรูปเดี๋ยวพี่จะส่งให้ในเมล์นะ”

 

“อ๋อครับ ขอบคุณครับ”

 

“เอ้อดีเซล...เคิร์ด” ก่อนที่พวกผมจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับบ้าน ลุงชัยก็เรียกชื่อขึ้นมา “เอานี่ค่าจ้าง”

 

“ไม่เป็นไรครับลุง” ดีเซลปฏิเสธพลางส่ายหน้าให้ลุงชัยที่ยื่นซองมาให้

 

“เฮ้ยได้ยังไงเล่า ลุงขอให้เราสองคนช่วย ถือว่าเป็นค่าเสียเวลาแล้วกันนะ”

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ พวกผมก็อยู่ว่าง ๆ กันพอดี นี่ก็ได้เสื้อผ้าจากคุณลุงมาตั้งเยอะแล้ว”

 

ก็แหงล่ะครับ เสื้อผ้าที่ใส่จนเหงื่อออกลุงชัยแกคงไม่เอาไปซักแล้วขายต่อแน่นอน ผมเลยพลอยได้อานิสงค์เสื้อใหม่ไปกับเขาด้วย

 

“ไม่ได้ ๆ ให้ก็คือให้ ค่าจ้างก็คือค่าจ้าง ปฏิเสธผู้ใหญ่นิสัยไม่ดีเลย”

 

“แต่ลุงไม่ได้บอกผมแต่แรกนี่ครับ ว่าจะมีค่าจ้างให้ด้วย” ไม่ว่าจะยังไงดีเซลก็ยังไม่ยอมรับซองค่าจ้างอยู่ดี

 

“ใช่ครับ ดีซะอีกที่ได้มีโอกาสทำอะไรแบบนี้กับเขาบ้าง” ประโยคนี้ผมตั้งใจแซะคนบางคนแบบไม่ให้รู้ตัว แต่แหม...คนฉลาดย่อมรู้ทัน นี่หันมาเหล่ตาใส่ผมทีหนึ่งด้วยนะ ฮ่า...

 

ถึงซองค่าจ้างจะดูหนาขนาดไหน ผมก็รับไว้ไม่ได้อยู่ดี แหม...ดูเป็นคนดีใช่มั้ยล่ะ แต่เปล่าเลย...แค่พวกเสื้อผ้าที่ได้ไป ก็ปาไปหลักหมื่นแล้ว ผมไม่กล้ารับเงินอีกหรอก

 

“ดื้อจริง ๆ อย่างนี้ลุงจะฟ้องพ่อเรา”

 

แล้วลุงชัยก็สู้เสียงข้างมากของเราสองคนไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องยอมเก็บซองนั้นไว้ และเปลี่ยนเป็นให้ทิปพี่มะตอยกับทีมงานคนอื่น ๆ แทน

 

“เคิร์ดกลับเลยมั้ย” ระหว่างที่เดินลงมาที่จอดรถกับดีเซล เขาก็เอ่ยถามขึ้น

 

“ก็คงกลับเลย แล้วนายล่ะ”

 

“ผมหิวอ่ะ...ไปกินข้าวกันมั้ย”

 

“อ้าว นี่นายไม่ได้กินข้าวกลางวันเหรอ” วันนี้เขาแจกข้าวกล่องเป็นอาหารกลางวันด้วยนะ

 

“ผมกลัวว่าเซ็ตสุดท้ายจะออกมาไม่ดี เลยไม่กล้ากินน่ะ”

 

พรื้ดด !

 

“ฮะ..ฮ่า...ฮ่า ๆ ” ชุดสุดท้ายที่ว่าคือชุดที่ต้องเปลือยท่อนบนสินะ พอได้ยินแบบนี้ผมนี่หลุดขำออกมาเลย

 

“อย่าขำสิ”

 

“โอเค ๆ อยากไปกินไหนล่ะ วันนี้ฉันเอารถมา ออกไปด้วยกันเลยก็ได้”

 

“ผมก็เอามา งั้นทิ้งรถไว้นี่มั้ยล่ะเวลานี้น่าจะรถติด ไปรถไฟฟ้าดีกว่าแค่สถานีเดียวเอง”

 

“อ่า...เอาอย่างนั้นก็ได้”

 

 

แล้วคนที่บอกว่า เอาอย่างนั้นก็ได้อย่างผมก็เรียกร้องจะกินอาหารญี่ปุ่นในห้างใกล้ ๆ นี่ให้ได้ และดีเซลก็ตามใจด้วย

 

 “ลูกค้าต้องจองคิวก่อนนะคะ ขออภัยในความไม่สะดวกด้วยค่ะ” ตอนนี้เรายืนอยู่ที่หน้าร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่งที่คนโคตรเยอะ

 

“เอาไงดี” ผมหันไปหาถาม เพราะตอนนี้ดีเซลน่าจะหิวจนทนไม่ไหวแล้ว

 

“ชั้นบนน่าจะมีร้านอาหารญี่ปุ่นอีกนะ”

 

“ตอนนี้ฉันกินอะไรก็ได้แล้ว แล้วแต่นายเลยก็แล้วกัน”

 

“ไม่เป็นไร ผมให้เคิร์ดเลือกเลย” จะบอกว่าโยนหน้าที่มาให้ผมล่ะสิ แต่เอาจริง ๆ ตอนนี้อะไรก็ได้หมดแหละ ขอให้ไม่ต้องรอคิวก็โอเคละ

 

“งั้นไปกินราเม็งกัน”

 

“อืม” เขาพยักหน้าให้ แล้วบอกให้ผมเดินนำไป

 

ไม่รู้ว่าดีเซลจะตามใจผมไปถึงไหน วันนี้ทั้งวันเขายังไม่ขัดใจผมเลยสักครั้ง จนถึงตอนนี้เขาก็ยังเดินตามโดยไม่ปริปาก มีแค่สีหน้าเท่านั้นที่ดูจะนิ่งกว่าเดิม ไม่รู้ว่าเพราะหิวจัดหรือว่ายังไงแต่เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ก่อนที่เขาจะกินผมแทนข้าว ผมเลยต้องรีบหาอะไรปิดปากเขาก่อน

 

“นี่ไง ๆ มีที่นั่งด้วย” ว่าแล้วก็ลากดีเซลเข้าไปในร้านด้วยกันนี่แหละ

 

ร้านนี้เป็นร้านราเม็งที่ดังมากในญี่ปุ่นเลยนะ ผมกับที่บ้านชอบมากินที่นี่ประจำ แต่เรื่องของผมน่ะช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้อยากให้โฟกัสไปที่คนหล่อของผมมากกว่า ตั้งแต่หย่อนก้นแตะที่นั่งปุ้บเขาก็เริ่มสั่งอาหารทันที ไม่ใช่สั่งแบบธรรมดานะ แต่สั่งเร็วและเยอะมากกกกก... สั่งจนน้องพนักงานที่มารับออร์เดอร์จดแทบไม่ทัน เห็นแบบนี้แล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ ดีเซลภาคโมโหหิวเป็นอย่างนี้นี่เอง

 

“รอสักครู่นะคะ”

 

“ครับ”

 

พนักงานเสิร์ฟน่ารักจนผมอดใจไม่ไหว และเผลอส่งยิ้มให้เธอจนตาหยี

 

ถ้าเป็นตัวผมสมัยก่อนคงจะหยอดมุกไปสักดอกสองดอกแล้วเนียนขอเบอร์โทร แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ไง ต่อให้มีคนน่ารัก สวย หรือเซ็กซี่ขนาดไหนมายืนต่อหน้า ผมก็กลัวว่าตัวเองจะไม่รู้สึกอะไรแล้ว

 

“น่ารักเนอะ” เดี๋ยว ๆ คำนี้ผมไม่ได้พูดนะ ดีเซลที่ต่างหากล่ะที่พูด

 

“น้องคนนั้นน่ะเหรอ...เนอะ”

 

“เปล่า ผมหมายถึงเคิร์ด”

 

“...”

 

เอาอีกละ อะไรเข้าสิงเขาวะเนี่ย วันนี้ผมโดนหยอดทั้งวันจนรู้สึกไม่ชินเลย นี่เขามีฝาแฝดที่ผมไม่เคยเจอมั้ยอ่ะ เผื่อคนที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นฝาแฝดคนนั้น และในขณะที่ผมเขินแทบแย่ เขากลับทำหน้านิ่ง ๆ ราวกับว่าไอ้คำที่พูดออกมา มันคือประโยคทักทายธรรมดา ๆ เสียอย่างนั้นน่ะ โอเค...ในเมื่อเขาสามารถเอาชนะทุกอย่างด้วยความนิ่งของเขาได้ งั้นเดี๋ยวผมจะลองนิ่งดูบ้าง

 

ผมกลอกตาไปมาเหมือนไม่ได้สนใจที่เขาพูดสักไร ทั้งที่ความจริงนี่ดีใจจนเนื้อเต้นอ่ะ

 

“เนี่ยเหรอ ที่บอกว่าจะทำให้ฉันเห็นว่านายคิดยังไงกับฉัน”

 

“เปล่า”

 

“แล้วพูดทำไมเนี่ย !”

 

“ทำไมอ่ะ” กูถามครับ ไม่ใช่ให้มาถามตอบ “ผมก็แค่รู้สึกว่าไม่เห็นเคิร์ดยิ้มแบบนี้มานานแล้วแค่นั้นเอง”

 

ก็ใช่น่ะสิ...ตั้งแต่วันที่ผมห้าวจูบเขากลางกองถ่ายวันนั้น อย่าว่ายิ้มให้เลยแม้แต่พูดจาดี ๆ กับเขาก็ยังไม่ทำ เอาแต่ตะคอกตะคั้นใส่ แถมยังไม่ยอมไปไหนมาไหนด้วยกันอีก ฉะนั้นนับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องมา วันนี้จึงเป็นวันแรกที่เราได้เจอกัน

 

แบบนี้ต้องขอบคุณลุงชัยสินะ ที่ทำให้เรากลับมาคุยกันได้แบบเมื่อก่อน

 

“ถ้านายยังไม่ได้คิดอะไรกับฉัน แล้วต่อ ๆ ไปความคิดนายจะเปลี่ยนไปได้จริง ๆ เหรอ คนเรามันไม่ได้หันเหง่ายขนาดนั้นนะ”

 

มันคงถึงเวลาที่ผมจะต้องหันหน้าคุยกับเขาอย่างจริงจังเสียที เพราะที่ผ่านมาผมเอาแต่งี่เง่ามาตลอด เอาแต่ความรู้สึกตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่เคยคิดจะฟังเหตุผลจริง ๆ ของเขาเลยสักครั้ง

 

“แล้วอีกอย่าง...อย่าลืมนะว่าฉันเป็นผู้ชาย”

 

“ผมก็ไม่เคยคิดหนิว่าเคิร์ดเป็นผู้หญิง ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าถ้าใครทำให้ผมมีความสุขได้ อยู่ด้วยแล้วสบายใจ จะเพศอะไรผมก็ไม่ถือ”

 

“แล้วถ้าเราทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แต่นายดันค้นพบว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้คิดอะไรกับฉันเลยล่ะ” ผมจ้องตาเพื่อหาคำตอบในแววตานั้น “ฉันก็ต้องกลับมาเสียใจอีกงั้นเหรอ” ผมไม่อยากให้อะไร ๆ มันจมลึกไปมากกว่านี้แล้ว  

 

ณ ตอนนี้มันยังไม่สายเกินไป ถ้าจะถอนตัว ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่เจ็บมาก และในอนาคตเราก็ยังมองหน้ากันติด ยังเป็นเพื่อนกันได้อยู่เหมือนเดิม ผมจึงอยากให้เขาคิดให้ดี ๆ แต่ถ้าปล่อยให้มันผ่านไปนานมากกว่านี้โดยที่ไม่รู้ใจตัวเองสักที ก็จะเหลือแค่ผมคนเดียวที่ต้องเสียใจ...

 

“ยังไงผมก็ไม่ปล่อยให้เคิร์ดต้องเสียใจอยู่แล้ว...อย่าห่วงเลย”

 

“ทำไมมั่นใจจัง ตอนนี้นายอาจจะยังไม่คิดอะไร แต่ถ้านายรู้ตัวเองขึ้นมาว่าสุดท้ายเราก็เป็นได้แค่เพื่อ...”

 

“แล้วเคิร์ดมั่นใจได้ยังไง ว่าผมไม่ได้คิดเหมือนกับที่เคิร์ดคิด” เขาพูดแทรกขึ้นมาทันที

 

“ก็...” แววตาเขาดูจริงจัง และจ้องกลับจนผมพูดอะไรไม่ออก

 

ความไม่แน่นอนในจิตใจของผมตอนนี้ ทำให้ผมต้องยอมหลบสายตาเขาเอง แม้แต่จะหายใจแรงก็ยังไม่กล้าเลย

 

“ไม่ต้องห่วงนะ ถึงเวลาเคิร์ดก็รู้เอง”

 

ให้ตายเถอะ แล้วไอ้เวลาที่เขาบอกเนี่ย มันเมื่อไรกันล่ะ หรือผมต้องรอไปจนแก่เลยมั้ย

 

“กินหมดด้วยอ่ะ” ผมขำเบา ๆ ให้กับความกินเก่งของเราสองคน

 

อาหารที่มาเสริฟเต็มโต๊ะหมดเกลี้ยงภายในเวลาอันรวดเร็ว สำหรับคนตัวสูงกว่าน่ะจะกินหมดก็ไม่แปลก เพราะเขาหิวมาตั้งแต่ที่คอนโดแล้ว แต่ผมเนี่ยสิ...

 

อา...รู้สึกอยากของหวานอีกแล้ว

 

“กินไรต่อมั้ย”

 

“ชวนอย่างนี้แสดงว่าอยากเหมือนกันล่ะสิ”

 

“ผมแค่อยากกินอะไรเปรี้ยว ๆ”

 

“ท้องเหรอ”

 

“มุกนี้เล่นไปแล้วนี่”

 

โอเค เหมือนเขาจะไม่ได้สนใจมุกฝืด ๆ ของผมสักเท่าไร นอกเสียจากจะหันซ้ายหันขวาเหมือนหาอะไรสักอย่าง ก่อนจะสะกิดให้ผมดูร้านขนมร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้านที่อยู่ตามข้างเสาใหญ่ ๆ ของห้าง ไม่ใช่ร้านนั่งกินที่พร้อมรับลูกค้าได้ทีละมาก ๆ เหมือนร้านทั่วไป

 

“มีโยเกิร์ตมั้ยครับ” คนอย่างผมมันต้องมองหาเมนูโปรดที่ทำมาจากนมอยู่แล้ว และร้านนี้นะสวรรค์ชัด ๆ

 

“ตอนนี้มีโปรโมชั่นอยู่นะคะคุณลูกค้า ซื้อเฟรปเป้รสไหนก็ได้สองแก้วแถมฟรีคุ้กกี้คริสมาสต์นะคะ”

 

ขายของเก่งจังเลย แต่แหม...คุ้กกี้คริสมาสต์เหรอ ก็น่าสนใจนะ

 

“เอาป้ะ” ผมนี่ถึงกับหันไปสะกิดคนข้าง ๆ ที่ถึงกับเปลี่ยนสีหน้าขึ้นมาทันที

 

“ผมอยากกินมะนาวโซดา”

 

“เฮ้ยมาร้านนมทั้งทียังจะกินโซดาอีก ไว้ว่าง ๆ เดี๋ยวฉันทำให้กินก็ได้ นะๆ” แค่ใส่ ๆ คน ๆ ง่ายจะตาย

 

“ผมไม่ค่อยชอบนมแปรรูป”

 

“เอ่อ...มีรสอะไรบ้างเหรอครับ”

 

ผมไม่สนใจละ คือจะเอาคุ้กกี้ไปฝากพ่อให้กินกับกาแฟ และผมต้องได้ !

 

“มีทั้งหมด 3 รสค่ะ ชีสเค้กสตรอว์เบอร์รี่ ชาเขียว แล้วก็ช็อกโกแลตค่ะ”

 

ขอเหมาได้มะ เลือกไม่ถูกเลย

 

“ผมเอาสตรอว์เบอร์รี่ครับ นายเอาไร” มาถึงจุดนี้แล้ว ปฏิเสธไม่ทันแล้วเว้ย

 

“อยากได้คุ้กกี้เหรอ เดี๋ยวผมไปบอกพี่มะตอยให้ทำให้ก็ได้ เขาทำได้ทุกแบบแหละ”

 

“ไม่ ๆ ฉันชอบแพ็กเกจแบบนี้ มันเอาไปเป็นของขวัญให้ที่บ้านได้ ว่าแต่นายเถอะ กินแต่โซดากระดูกจะพรุนนะรู้รึเปล่า หัดกินนมบ้าง”

 

อ่า... นี่ผมเป็นห่วงจริง ๆ นะ อย่าตีความเป็นอย่างอื่นสิ

 

“อืม ผมเอาชาเขียวครับ ขอหวานน้อยนะครับ”

 

ฮ่า ๆ สุดท้ายก็ต้องตามใจผมอยู่ดี

 

มันอาจจะดูเอาแต่ใจไปสักนิด แต่ถ้าดีเซลอยากจะใช้เวลาอยู่กับผมจริง ๆ ผมก็จะขอกอบโกยช่วงเวลาแห่งความสุขนี้เอาไว้ ก็นะ...โอกาสดี ๆ ไม่ได้มีมาบ่อย แล้วอีกอย่างเขาจะได้รู้ด้วยว่าผมชอบอะไร เป็นอยู่ยังไง ลองมากินอาหารที่ผมชอบ ลองไปที่ ๆ ผมชอบ แล้วครั้งหน้าผมก็จะตามใจเขาบ้าง ต่างคนต่างเรียนรู้กันไป

 

อย่างว่าแหละ ถึงปากจะบอกว่าอยากให้เขาถอนตัวก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายไป แต่ในใจก็ยังแอบตั้งความหวังไว้อยู่ดี  อยากให้เขาอยู่ด้วยกันนาน ๆ และสานสัมพันธ์ไปให้ไกลกว่าคำว่าเพื่อน

 

เราใช้เวลาเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่ในห้างได้เกือบชั่วโมง น้ำสตรอว์เบอร์รี่ของตัวเองอ่ะหมดแล้ว อร่อยด้วย แต่เหมือนอีกคนจะไม่คิดแบบนั้น

 

“ไม่อร่อยเหรอ”

 

“มันเลี่ยน”

 

“อย่างนี้แหละ หัดลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง อีกเดี๋ยวก็ชินไปเอง”

 

“เหมือนเราจะคุยกันคนละเรื่องนะ”

 

ได้ยินแบบนั้นผมก็ส่ายหัวก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ให้กับท่าทีของเขาไม่ได้ หน้าตาดีเซลตอนโดนบังคับให้กินอะไรที่ไม่ชอบมันก็ดูแปลกดีเหมือนกัน

 

“กลับกัน” พอเดินมาถึงประชุมทางเชื่อมรถไฟฟ้า ผมก็ชวนอีกคนกลับบ้าน

 

“รถไฟฟ้าต้องคนเยอะแน่เลย”

 

“เอารถยนต์มาก็ติดอยู่ดี ดีแล้วทีตัดสินใจมารถไฟฟ้าน่ะ”

 

พูดยังไม่ทันขาดคำ ตรงเครื่องขายตั๋วกับช่องซื้อตั๋วกับพนักงานคนนี่แทบจะทะลัก คิดอยู่ว่าจะแทรกร่างไปซื้อตั๋วยังไงให้มีชีวิตรอดไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ นี่ขนาดไม่ใช่ชานชาลานะ ถ้าขึ้นไปนี่อย่าหวังเลยครับ ปลากระป๋องดี ๆ นี่แหละ

 

“รอมั้ย” ดีเซลหันมาถามผมเมื่อรถรอบต่อไปเคลื่อนตัวมา แต่ดูด้านในสิครับ ! แทบจะแทรกตัวเข้าไปไม่ได้เลย

 

“เรารอมาสองขบวนแล้วนะ”

 

“งั้นก็ขึ้น...ไหวนะ”

 

“สบ๊ายยย...” เสียงสูงแบบนี้คือไม่ไหวก็ต้องไหว ไม่งั้นก็ไม่ได้กลับบ้าน

 

ดีเซลให้ผมขึ้นก่อนโดยที่เขายืนอยู่ริมประตูเป๊ะ ที่จับอะไรก็เอื้อมไม่ถึงกับเขาหรอกโดนคนอื่นบังมิดหมด แล้วก็ดันอยู่ตรงกลางที่รอบด้านหลังมีแต่ฝรั่งตัวใหญ่ ๆ ยืนจับราวกันสบายเหลือเกิน เลยได้แต่หันหน้าเข้าหาดีเซล มือไม้ก็ไม่รู้จะวางไว้ไหน มันอึดอัดไปหมด จะหาช่องหายใจยังยากเลย

 

ส่วนดีเซลที่ตัวสูงอยู่แล้วเลยไม่ลำบากอะไร ยังเอื้อมมือไปจับราวด้านบนได้ จริง ๆ ไม่ต้องจับก็ได้นะ คนอัดแน่นขนาดนี้เบรคยังไงก็ไม่มีที่ให้ไหลแน่นอน

 

ครึ่ก !

 

เฮ้ยยย...ไรวะ อยู่ดี ๆ รถไฟฟ้าก็เบรคกะทันหันจนจนผมเกือบเอนตัวไปทับคนข้างหน้า ดีที่ดีเซลคว้าผมไว้ทัน ไม่งั้นคงไปชนกับฝรั่งตัวโต ๆ แน่นอน

 

โธ่เอ๊ย...เมื่อกี้ยังบอกอยู่เลยว่าไม่มีที่ให้ล้ม ที่ไหนได้เกือบล้มเหมือนกันนะ

 

“ระวังล้ม” ดีเซลยื่นหน้าเข้ามาพูดใกล้ ๆ หู

 

จริง ๆ อย่าเรียกว่ายื่นหน้าเลยครับ เพราะสถานการณ์มันพาไปต่างหากถึงต้องยืนชิดกัน จนเกือบจะหายใจรดหน้ากันอย่างนี้ ผมพยักหน้ารับคำที่เขาบอกและปล่อยให้เขาจับแขนตัวเองไปโดยไม่ท้วง ดีเสียอีก จะได้มีที่ยึดหลักส่วนตัวแบบที่ใครก็หาไม่ได้

 

แต่เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างกลับเป็นปกติ รถไฟออกตัวด้วยความเร็วคงที่และผมเองก็พอจะพยุงร่างกายตัวเองได้แล้ว แต่คนข้างหน้านี่สิไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยแขนผมเลย ขนาดมองหน้าเป็นสัญญาณให้เขาปล่อยได้แล้วนะ ยังลอยหน้าลอยตาไม่มองหน้าผมอีกต่างหาก  ตรงกันข้าม...มือเขากลับเลื่อนต่ำลงมาเรื่อย ๆ ก่อนจะกระชับที่มือของผม จนแทบเรียกได้ว่า กุมมือ กันได้แล้ว

 

อย่าให้เขารู้เชียวนะว่าตอนนี้ใจผมเต้นแรงขนาดไหน มันเต้นแรงขนาดที่ว่ากลัวว่าเขาจะได้ยิน เต้นแรงเสียจนผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมองเขาตรง ๆ  ได้แต่ปรายตามองด้านข้างเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าชักสายตากลับมาข้างหน้าแล้วล่ะก็...ผมจะต้องมาเจอรอยยิ้มที่อบอุ่นของเขาแน่ ๆ

 

 

บ้าเอ๊ย...กับคน ๆ นี้ไม่ว่าจะนิ่งหรือจะยิ้ม ผมก็ไม่เคยชนะเขาเลยสักครั้ง

 

 


 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 297 ครั้ง

440 ความคิดเห็น

  1. #429 - WiSH - (@gxnasama) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 01:14
    หูยยย "คนหล่อของผม" 55555555 ดีเซลอย่าทำให้เคิร์ดเสียใจนะเว้ย!
    #429
    0
  2. #368 020540 (@020540) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 21:10
    อันนี้คือการกระทำของคนที่บอกว่า "แค่เพื่อน" หมั่นใส่--
    #368
    0
  3. #329 AdiOzTHELF (@AdiOzTHELF) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:13
    ปากบอกขอเวลา ไม่ได้คิด แต่ที่ทำไม่ใช่นะคะขุ่นดีเซล
    #329
    0
  4. #275 paechpeach♡、 (@inspirit-yeol) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 01:57
    กรี๊ดดดดดดด อย่าว่าแต่เคิร์ดเลย นี่ก็ใจบ่ดีคือกัน
    #275
    0
  5. #211 Gottomon (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 กันยายน 2560 / 23:40
    ดีเซลไม่ชัดเจนเลย แต่รุกหนักมาก ถ้าเคิร์ดเฮิร์ทนี่ คงหนักเลย
    #211
    0
  6. #185 Mistyblack (@Mistyblack) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 5 กันยายน 2560 / 21:09
    ดีเซลแม่งอ่อย
    #185
    0
  7. #61 lxw_ (@fasai12) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 09:12
    ทำอย่างนี้เคิร์ดก็แย่สิดีเซลลลล5555555
    #61
    0
  8. #60 lee nijinki (@exon) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 02:39
    เอาแล้วๆ ดีเซลโคตรอ่อยอ่า ทำดี ทำต่อไป 555555
    #60
    0
  9. #59 FahSida (@himeji) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 02:34
    เขินอ่ะ ทั้งเขิน ทั้งอยากเกาะติด
    #59
    0
  10. #58 Priyapond (@Priyapond) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2559 / 21:08
    เขิลลแทนเคิร์ดด
    #58
    0