รักคนละสี YAOI (ตีพิมพ์สนพ.ฟีลฮาร์โมนิคบุ๊คส์)

ตอนที่ 34 : สีที่ 32 : วาเลนไทน์นี้ ฉันยอม (Rewrite)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,037
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 297 ครั้ง
    25 ก.ย. 60





สีที่ 32


“เฮ้ย เดี๋ยวกูกลับก่อนนะ”

 

“เดี๋ยววว...นี่เพิ่งเที่ยง มึงกลับไวจังวะ”

 

เดี๋ยวนี้ไอ้เบสทำตัวแปลกมากครับ เลิกเรียนปุ้บกลับหอปั้บ แล้ววันนี้ก็เรียนแค่ภาคเช้า ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นคนประเภทติดหอขนาดนั้นด้วย และที่สำคัญ...เรื่องของพี่เบนซินก็ยังไม่ได้เคลียร์กันเลย

 

“กูมีนัด”

 

“นัดกับใคร”

 

“...”

 

“พี่เบนซินเรอะ”

 

หึ ๆ ดูทำหน้าทำตาเข้า ตาโตยิ่งกว่าไข่ห่านอีก ผมนี่ชอบจังเวลาจับผิดเพื่อนได้เนี่ย...ตอนนี้ไอ้เบสมันเลยไม่กล้าเดินหนีไปไหน รวมทั้งไอ้กายที่มองหน้าผมเลิ่กลั่กเหมือนกัน

 

“ไหนมึงบอกกูว่ามึงกับพี่เบนซินไม่มีทางไปด้วยกันได้ไง ทำไมวันนั้นกูเห็นมึงอยู่กับเขาได้วะ” คือถ้าเพื่อนจะไปญาติดีกับคนที่เคยเกลียดขี้หน้าด้วยผมก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่ผมกลัวว่าไอ้สิ่งที่เขาพูด ๆ กันมันจะทำให้เพื่อนเสียใจต่างหาก

 

“อะไรของมึงเนี่ย”

 

“มานง มาเนี่ยอะไร ทีแรกกูจะถามมึงตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วละเว้ย แต่มึงดูรีบกลับจัง วันนี้พอมีเวลา ก็ขอให้กูได้สัมภาษณ์หน่อยดิวะ”

 

“ก็ไม่มีอะไรป้ะ”

 

“แล้วนัดอะไรกับพี่เขาอ่ะ”

 

“ก็...”

 

“วันนี้วันวาเลนไทน์ไง”

 

ไม่ใช่เสียงไอ้เบสนะครับ แต่เป็นเสียงไอ้กายที่พูดแทรกขึ้นมา ก่อนหน้านี้มันทำท่าจะเก็บกระเป๋าแล้วชิ่งเหมือนกัน แต่พอเข้าเรื่องนี้ปุ๊บแม่งหย่อนตูดนั่งที่เดิมเลย

 

“เชี่ยกาย !”

 

“ไม่ต้องไปแยกเขี้ยวใส่มัน” ผมแกะกระเป๋าเป้ออกจากหลังไอ้เบสด้วยความละมุนละม่อม ก่อนจะดันตัวให้มันนั่งลงไปอีกรอบ “ตอบกูก่อนเร้ว”

 

“ตอบอะไรอ่ะ”

 

“กับพี่ซิน...มึงไปถึงขั้นไหนกันแล้ว วันนี้วันวาเลนไทน์ด้วยนะ”

 

“วาเลนไทน์ก็วาเลนไทน์ดิ มันก็เป็นวันเสียสละชีวิตของนักบวชคนหนึ่งนะ”

 

“กูไม่อยากได้วิกิพีเดียตอนนี้ มึงตอบกูมาก่อนว่าเป็นไงมาไงถึงได้ไปไหนมาไหนกับเขาได้”

 

แล้วกว่าไอ้เพื่อนหน้าหล่อของผมจะตอบได้ มันพยายามเลี่ยงเกือบสิบนาที แต่ขอโทษครับ ถึงผมจะไม่ได้เป็นคนอยากรู้อะไรขนาดนั้นแต่เรื่องนี้มันพีคเกินกว่าที่จะให้เพื่อนเก็บไว้คนเดียวนะ

 

สุดท้ายเมื่อไอ้เบสจนมุม มันก็ยอมเอ่ยปากเล่าให้ผมกับกายฟังทุกอย่าง ทั้งตอนที่ผมอยู่กับมันและตอนที่ผมไม่ได้อยู่กับมัน แน่นอนล่ะว่าตอนที่ผมไม่อยู่มันมีเรื่องเด็ด ๆ มากมายแบบที่ไม่คิดว่าเพื่อนจะเปลี่ยนใจง่ายอะไรขนาดนั้น และยังมีเรื่องที่พีคชิบหายวัวตายควายล้มตรงที่ว่าสองคนนี้ไปเจอกันที่เลยตอนปิดเทอมโดยบังเอิญอีก อ้อ...แถมยังไปเที่ยวตลาดตอนกลางคืนกันสองคนด้วยนะ

 

นี่ถ้าถามว่า...มึงสองคนได้กันยัง เพื่อนจะโกรธมั้ยครับ

 

“ดูทำหน้า” ผมเองแหละที่ทำหน้าแบบไม่อยากเชื่อว่าเรื่องที่เพื่อนเล่ามันจะสนุกขนาดนี้

 

“เรื่องของมึงกูเก็ทละ แต่มึงอ่ะไอ้กาย รู้เรื่องทั้งหมดก็เสือกเงียบไว้อีก”

 

“เอ๊า ! เกิดเล่าไปแล้วพี่ซินแดกหัวกูขึ้นมาจะทำไงล่ะ”

 

ใช่สิ...ไอ้สองคนนี้แม่งรู้เห็นเป็นใจกัน โดยเฉพาะไอ้กายนะ เป็นสะพานดี ๆ นี่เอง แต่ผมก็เพิ่งรู้เมื่อกี้ว่าเบสเองก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าไอ้กายเป็นคนคอยช่วยเหลือพี่เบนซินมาตลอด

 

“ว่าแต่มึงเหอะไอ้เคิร์ด ด่าว่ากูไม่เล่าอะไรให้ฟัง แล้วเรื่องมึงกับดีเซลอ่ะไปถึงไหนแล้ว”

 

“ฮะ?” นี่คือเสียงไอ้กาย จะร้องให้ลั่นห้องไปเลยมั้ยล่ะเพื่อน “เชี่ยเคิร์ด...นี่เท่ากับมึงประกาศศึกกับเพื่อนตัวเองเลยนะเว้ย”

 

“ฟายยย ศึกป้ามึงสิ” ก็จริงอยู่ที่ว่าดีเซลกับพี่เบนซินไม่ถูกกัน แล้วไอ้เบสดันไปได้สวยกับพี่เบนซินอีก ก็บันเทิงเลยทีนี้ “กูก็ว่าจะบอกอยู่แหละ แต่กะจะรอให้ถึงเวลางาม ๆ ก่อน”

 

“ตอแหลละไอ้เชี่ย...”

 

“อ้าว ด่ากูทำไมอ่ะ”

 

“ไม่ถามก็ไม่ตอบหรอกมึงอ่ะ ซินบอกกูว่ามึงกับดีเซลไปถึงไหนต่อไหนละ....ว่าแต่มึงถึงไหนกันแล้วอ่ะ”

 

เชี่ยยยย พี่เบนซินแม่งขี้เม้าสัส แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น...ประเด็นมันอยู่ที่ไอ้เบสไม่เรียกพี่เบนซินว่าไอ้แล้วเว้ย

 

“เฮ้ย...เดี๋ยว ๆ ดีเซลแม่งมีความรู้สึกแบบนั้นด้วยเหรอวะ” ไอ้กายผลักไหล่ผมเบา ๆ ก่อนจะจ้องหน้าจนตาแทบถลนออกนอกเบ้า “เชรี่ย...พวกมึงแม่งทิ้งกู”

 

“ทิ้งไรวะ”

 

“ก็พวกมึงมีผัวกันหมดเลย”

 

“เฮ้ยยยยยย !”

 

ผมกับเบสนี่ประสานเสียงกันแทบไม่ทัน ที่แหกปากพยายามกลบเสียงกายน่ะไม่ใช่อะไรเพราะในห้องยังมีคนนั่งอยู่ แล้วดูตอนนี้ด้วย...แม่งหันมามองพวกผมแบบ...

 

เอ่อ...พวกมึงแดกกันเองเหรอ อะไรประมาณนั้น

 

“เออ ๆ อย่าร้องไปพวก วันนี้กูไม่มีนัดอะไร จะไปกับกูมั้ยล่ะ”

 

ใช่ครับ ตั้งแต่เมื่อวานดีเซลก็ไม่ได้ทักมาชวนไปไหน ผมเองก็ไม่ได้ทักไปเพราะเห็นเขาบอกว่ามีสัมมนาอะไรสักอย่าง กลัวว่าจะไปรบกวนเลยอยู่เฉย ๆ ดีกว่า

 

“ไม่อ่ะ กูมีนัดกับพี่ในทีม”

 

“อ้าว ไอ้สัส”

 

“ฮ่า ๆ โทษทีนะมึง...แล้วทำไมไม่กลับบ้านอ่ะ”

 

“พ่อกับแม่กูบอกว่าวันนี้ไม่ต้องรีบกลับนะ จะเดทกันสองคน”

 

“ฮ่า ๆ” ดูไอ้เพื่อนชั่วนี่หัวเราะเยาะเย้ยผมสิ

 

ทำไงได้ ชีวิตผมมันน่าสงสารเอง แต่จะบอกว่าให้ไปไหนมาไหนสองคนกับดีเซลก็ดูจะยังไง ๆ อยู่ เพราะผมกับเขายังไม่ได้เป็นอะไรกันถูกมั้ย

 

เอาเหอะ ตอนนี้ก็คงจะเรียกว่า โสดได้อยู่หรอกมั้ง

 

สุดท้ายผม เบส กาย ก็ต้องแยกย้ายไปกันคนละทาง โดยที่เบสนัดพี่เบนซินไว้ที่วิศวะ ไอ้กายก็นัดพี่ในทีมไว้หน้าคณะเพราะว่าจะนั่งรถไปหาอะไรกินกันตอนบ่าย ๆ ส่วนผม...ครับ โดดเดี่ยวผู้น่ารักคนนี้ก็ต้องเดินไปหาแอร์เย็น ๆ ที่หอสมุดแล้วหลับสักงีบสองงีบ พอตกเย็นค่อยแวะไปคาเฟ่หน้ามหาลัยสักหน่อย จะไปตอนนี้ก็ร้อนหูดับ รอแดดร่มกว่านี้หน่อยแล้วค่อยออกแล้วกัน

 

 

 

 

 

 

 

Diesel' s Part

 

ผมนั่งหาวหวอด ๆ อยู่ในห้องสัมมนาของคณะ วันนี้อาจารย์จัดสัมมนาให้กับคณะวิศวะโดยแบ่งเป็นรอบ ๆ รอบละกี่ภาคกี่สาขาก็ว่าไป แต่ดูเหมือนว่าการสัมมนาครั้งนี้จะน่าเบื่อเกินไปจึงทำให้คนข้าง ๆ รวมทั้งผมแทบจะลาไปเฝ้าพระ-อินทร์กันหมด ส่วนเพื่อนผู้หญิงที่นั่งแถวถัดไปก็เอาแต่นั่งจิ้มโทรศัพท์ถ่ายสตอรี่ลงอินสตาแกรมสนุกสนานเลย

 

เอาเวลาไปเรียนเหมือนเดิมยังไม่น่าเบื่อขนาดนี้เลยให้ตายสิ ถ้าไม่ติดว่าต้องเช็กชื่อ ก็คงจะโดดไปแล้ว พอรู้ตัวว่าเบื่อๆ ขึ้นมาผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไลน์หาใครบางคน

 

 

 

 (สติกเกอร์ร้องไห้)

 

เคิร์ด : ว้อทททท

 

เบื่อ

 

 

คุยไปคุยมาก็หายง่วงไปบ้าง และทำให้นึกถึงคำพูดของพี่ตู้ที่เคยพูดไว้เมื่อไม่นานมานี้ได้

 

“รอเหี้ยไรล่ะไอ้น้อง อยากโดนคนอื่นคาบไปแดกเหรอ”

 

ผมไม่ได้อยากรอให้คนอื่นวิ่งมาฉกสิ่งที่เรียกว่าหัวใจไปต่อหน้าต่อตาหรอก แต่การที่ต้องเริ่มพูดอะไรแบบที่ไม่เคยพูดมาก่อน มันก็มีเขินมีอายกันบ้างแหละ โดยเฉพาะคำขอคบเนี่ยที่ทำให้หนักใจที่สุด

 

อย่างที่รู้ ๆ กันว่าผมเป็นคนพูดไม่เก่ง และไม่ใช่คนที่ดีแต่พูด แต่ผมถนัดด้านการแสดงความรู้สึกออกมามากกว่า จะบอกว่าโรแมนติกหรือเปล่า ก็ไม่ใช่อีก เพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่านิยามของคำว่าโรแมนติกคืออะไร โดยเฉพาะเรื่องเซอร์ไพรส์นี่ตัดทิ้งไปจากสมองได้เลย

 

“เฮ้อออ..” ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างกลัดกลุ้ม ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เบา ๆ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าเสื้อช็อปอีกรอบ

 

“เฮ้ยมึง วันนี้วาเลนไทน์ใช่ป้ะ เขาจะมีแจกดอกไม้มั้ยอ่ะ” จู่ ๆ สาว ๆ กลุ่มนั้นก็คุยกันเสียงดังขึ้นมา

 

“เออว่ะ ตรงพาวเวอร์นี่ ไปเดิน ๆ ผ่านได้มั้ย เผื่อได้ดอกไม้บ้าง”

 

เป็นปกติและเป็นธรรมเนียมของวิศวกรรมไฟฟ้าที่พอถึงวาเลนไทน์ปุ๊บ พี่ ๆ ก็จะเกณฑ์น้องปี 1 ที่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนักให้มายืนแจกดอกกุหลาบอยู่หน้าตึกภาค ถูกใจคนไหนก็ขอไลน์ขออะไรกันตรงนั้นไปเลย แล้วถึงแม้จะอยู่ปี 2 กันแล้ว สาว ๆ ก็ยังจะดูกรี๊ดกร๊าดกับกิจกรรมนี้ของภาคอื่นมาก

 

พอได้ยินแบบนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ แต่ก็ได้แค่วูบเดียวแล้วก็ต้องดับความคิดนั้นไป เพราะกลัวว่ามันจะน้ำเน่าเกินไปและกลัวว่าคนจะมองเคิร์ดแปลก ๆ ด้วย

 

อ่า...อยากรู้กันใช่มั้ยว่าผมคิดอะไร ผมก็แค่คิดว่าจะไปแทรกตัวอยู่กับเด็กพาวเวอร์ แล้วรอให้เคิร์ดเดินผ่านมาหลังจากนั้นก็จะมอบดอกไม้ให้...แต่ก็ได้แค่คิดเท่านั้นแหละครับ เพราะถ้าทำจริง ๆ เรื่องของเราต้องดังไปทั่วมหาลัยแน่ ๆ

 

โอ้ยยย...สถานการณ์ตอนนี้มันยิ่งกว่ามืดแปดด้านอีกนะ ผมไม่รู้เลยว่าควรจะทำยังไงให้มันเป็นวันที่น่าจดจำ  จะให้เกียร์อย่างที่พี่ ๆ เคยพูดไว้ก็ไม่ได้ เพราะผมไม่ได้เข้าเชียร์ ด้วยรู้สึกว่ากิจกรรมบางอย่างมันไม่เหมาะสม แล้วยังปล่อยดึกอีก ผมก็เลยไม่มีทั้งเกียร์ภาคและเกียร์รุ่น

 

เลิกเรียนแล้วเหรอ

 

เคิร์ด : เยส ละนี่เลิกสัมมนากี่โมง

 

สี่โมงแหละ

 

เคิร์ด : โห...เย็น ๆ ไปกินอะไรที่คาเฟ่หน้าม.กันมั้ย

 

เคิร์ด : มันเปิดใหม่อ่ะ อยากลอง

 

อ่อ ไปสิ

 

แต่ต้องรอหน่อยนะ นี่ยังไม่เสร็จเลย

 

เคิร์ด : ได้ ๆ เสร็จตอนไหน ไลน์มานะ

 

กะว่าจะพาไปที่เงียบ ๆ สักหน่อย เผื่อสบโอกาสก็จะได้พูดออกมาเลย แต่ถ้าเจ้าตัวอยากไปร้าน ก็ตามใจเขาดีกว่า

 

 

Close

 

เหมือนถูกฟ้าผ่าลงมากลางอก เมื่อมาถึงร้านแล้วแต่เจอป้าย ปิดร้านเพราะเห็นว่าเป็นร้านเปิดใหม่จึงอยากมาลองกินดูสักครั้ง แต่เจอแบบนี้เข้าไปก็ได้แต่ตบไหล่ปลอบใจคนข้างกายเบา ๆ

 

“โธ่เอ๊ย...รู้งี้เช็กวันในเฟสก่อนซะก็ดีหรอก”

 

“ผมเช็กแล้ว”

 

“แล้วไมนายไม่บอกอ่ะ”

 

“มันไม่มีเฟส”

 

พอเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนอยากจะลงไปดิ้นตายก็อดสงสารไม่ได้ เห็นว่า อุตส่าห์รอตั้งแต่บ่ายยันสี่โมงกว่า ๆ สุดท้ายก็ผิดหวัง

 

“ไปหาไรกินแถวหอผมมั้ยล่ะ เคิร์ดอยากกินไร” เห็นอีกคนทำหน้ามุ่ยก็ทนไม่ไหวอยากจะเอื้อมมือไปขยี้ แต่ก็ต้องเกรงใจที่สาธารณะกันนิดนึงด้วย

 

“ก็ดีนะ แต่...ฉันอยากกินชาบูอ่ะ”

 

“ฮะ?

 

“หิวไง เลยอยากกินอะไรที่เป็นบุฟเฟต์”

 

“แถวหอไม่มีร้านแบบนี้นะ”

 

“อ้าว...”

 

“แต่ถ้าจะไปทำกินบนห้องผม...ก็ได้นะ” พอเห็นอีกคนทำหน้าเป็นหมาหงอยก็อดใจอ่อนไม่ได้

 

ว่าแต่ทำไมเคิร์ดต้องเงียบด้วยอ่ะ แถมมองกลับมาแบบไม่ไว้ใจด้วย นี่เขาคงไม่คิดว่าผมจะหลอกขึ้นห้องเพื่อไปทำมิดีมิร้ายในวันวาเลนไทน์หรอกนะ

 

“จะดีเหรอ” นั่นไง...ว่าแล้วเชียว

 

“อืม ดีสิ”

 

“เมทนายไม่ว่าเหรอ”

 

“มันไปเที่ยวกับแฟน”

 

“จริงดิ”

 

“อืม”

 

“งั้นไปซื้อของมาทำกินกัน”

 

เฮ้อ...พอได้ยินแบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย ผมยิ้มให้อีกคนที่เหมือนจะกำลังทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าเขินที่ถูกชวนไปห้อง หรืออายที่ตัวเองไม่ได้ปฏิเสธผมกันแน่

 

ระหว่างทางที่เดินไปซื้อของ ผมเผลอขยับเข้าไปใกล้ ๆ เคิร์ดจนแขนทั้งสองข้างของเราสองคนสัมผัสกัน รวมไปถึงนิ้วชี้ของผมที่ยื่นไปเกี่ยวกับนิ้วก้อยของเคิร์ดด้วย

 

เสียงสาววายที่เดินตามมาด้านหลังกรี๊ดขึ้นเบา ๆ หรืออาจจะไม่เบาแต่ผมได้ยินแค่นั้นก็ไม่รู้ เพราะตอนนี้หัวใจผมมันเต้นดังมาก ดังเสียจนจะกลบเสียงรอบข้างได้หมดแล้ว

 

ไม่นานเราก็มาถึงซุปเปอร์มาเก็ต ผมเดินนำอีกคนไปยังแผนกของสดเพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบไว้ทำชาบูกินกันก่อนจะกลับห้อง โชคดีที่ชีตาห์ทิ้งหม้อสุกี้ไว้ให้ใช้ ไม่งั้นคงได้ใช้หมอหุงข้าวแทนแน่

 

“ห้องนายนี่มากี่ครั้ง ๆ ก็เหมือนเดิมเลยนะ”

 

เมื่อเข้ามาในห้องเคิร์ดก็จัดการล้างไม้ล้างมือ เพราะเราตกลงกันแล้วว่าจะให้เคิร์ดเป็นฝ่ายเตรียมของสดอย่างหมู ไก่ และผัก ส่วนผมจะคอยเป็นลูกมือให้อย่างเดียว อ้อ...เตรียมของให้ด้วย

 

“ทำไมอ่ะ”

 

“ห้องดูเป็นระเบียบไง โต๊ะนายนี่เหมือนไม่มีอะไรเลยอ่ะ”

 

“ก็ไม่รู้จะวางอะไรนี่ แค่หนังสืออย่างเดียวก็รกแล้ว”

 

“เหอ ๆ สู้ห้องฉันไม่ได้หรอก หนังสือเหรอ เรื่องเล็ก รูปถ่ายสิเรื่องใหญ่”

 

“พูดซะอยากเห็นเลย”

 

“เดี๋ยวถ่ายรูปมาให้ดูนะวันหลัง”

 

“ไม่เอา”

 

“อย่าเรื่องมากสิ”

 

“อยากไปเลยมากกว่า”

 

ผมไม่รู้ว่าไอ้การที่ทำแบบนี้มันเรียกว่าอ่อยมั้ย แต่มันเป็นไปตามธรรมชาติเหมือนอยากพูดอะไรก็พูดไป ทำนองนั้น แต่ดูเหมือนเคิร์ดเขาจะชอบให้ผมเป็นแบบนี้ ดูสิ...ยิ้มใหญ่เลย

 

“ทำหน้าแบบนี้ อยากให้ไปอ่ะดิ”

 

“คิดเองเออเองว่ะ”

 

“หรือไม่จริง?

 

“ก็จริง”

 

“ก็แค่นั้น”

 

“ดีเซล...”

 

จู่ ๆ คนที่กำลังยุ่งอยู่กับกองถุงพลาสติกที่ใส่พวกเนื้อสัตว์ที่ซื้อมาก็เรียกผมไว้ขณะที่กำลังจะถอดช็อปตัวนอกออกไปแขวนที่ระเบียง “ไปเอานิสัยแบบนี้มาจากไหนเนี่ย”

 

“แบบไหนเหรอ”

 

“ขี้อ่อยอ่ะ รู้ตัวบ้างป้ะว่าเดี๋ยวนี้นายเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ”

 

ผมยืนนิ่งแต่ก็ใช่ว่าจะไม่คิดตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นผมยืนยันได้ว่าทำไปด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่การถูกบังคับ ที่ผมเปลี่ยนไปเพราะได้อยู่กับเคิร์ดต่างหาก

 

“ผมก็ปกติดีนะ”

 

“ไม่อ่ะ เมื่อก่อนนายไม่เห็นทำเลย ตอนที่ฉันรู้จักนายแรก ๆ ตอนนั้นนายยังถามคำตอบคำชอบทำหน้านิ่ง ๆ ใส่ฉันอยู่เลย”

 

“คนเรามันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกันบ้าง”

 

“โห...เปลี่ยนขนาดนี้ก็ตามไม่ทันป้ะวะ”

 

“ก็เคิร์ดไม่ใช่เหรอที่ทำให้ผมเปลี่ยนน่ะ”

 

พูดจบผมก็เดินไปช่วยเคิร์ดอีกแรงโดยที่ไม่ลืมคลี่ยิ้มอันอบอุ่นให้ เชื่อสิไม่ว่าใครมาเห็นก็ต้องละลายอยู่แถวนี้แน่นอน โดยเฉพาะเคิร์ด...

 

“ผมยังนึกภาพไม่ออกเลย ว่าถ้าวันนั้นไม่ได้รู้จักกับเคิร์ด วันนี้ตัวผมจะเป็นยังไงกันนะ” ผมพูดพลางหยิบซอสปรุงรสขวดเล็ก ๆ ต่าง ๆ ออกมาวางกองไว้ “เหมือนผมได้ทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ”

 

“...”

 

“หลาย ๆ คนชอบคิดว่าผมหน้าตาดีอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าได้เป็นแฟนกับคนนั้นต้องเหมาะสมกันแน่ ๆ...คำพูดเหล่านั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนความรู้สึกตัวเองกำลังถูกขัง... ก็เคยคิดเหมือนกันนะ ว่าถ้าได้รู้สึกรักใครขึ้นมาจริง ๆ แล้ว คนพวกนั้นเขาจะคิดยังไง ถ้าหากว่าคนคนนั้นไม่ใช่คนที่พวกเขาหวังไว้ เขาจะมองผมแบบไหนกัน”

 

“คนที่ใคร ๆ เขาก็ว่าเหมาะกับนายนี่ใครเหรอ”

 

“อยากรู้เหรอ”

 

“อืม” มาถึงจุดนี้ก็ไม่ควรจะมีอะไรต้องปิดบังกันแล้วใช่มั้ย

 

“ไอติม”

 

“...”

 

“ไม่ใช่แค่พี่ตู้นะที่พูด ทั้งเพื่อน ทั้งไอ้เอฟ ทุกคนต่างชอบพูดว่าผมกับไอติมเข้ากันดี ไปไหนก็ไปด้วยกัน...แต่ผมไม่ได้คิดอะไรกับเขาไง จะเหมาะหรือไม่เหมาะ ก็ผมเองไม่ใช่เหรอที่จะเป็นคนเลือก”

 

“แต่ไอติมเขาชอบนาย”

 

“ไอติมเป็นเพื่อนผม ผมไม่อยากเสียเพื่อนคนนึงไป...และถึงเธอจะไม่ใช่เพื่อน ผมก็ไม่คิดอะไรกับเธออยู่ดี”

 

“ทำไม”

 

“...”

 

มีแต่ความเงียบที่ปกคลุมห้องนี้เอาไว้ กับสายตาคู่นั้นของเคิร์ดที่ดูคาดหวังในคำตอบของผมมาก...ทำไมผมจะไม่รู้

 

“ตอบสิดีเซล”

 

“ยังจะถามอีกเหรอ”

 

“แล้วตอบไม่ไ...”

 

เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก ไวยิ่งกว่าฉากที่ถูกคัต คำพูดที่อีกฝ่ายตั้งใจพูดออกมาเพื่อหวังจะฟังคำตอบถูกกลืนหายเข้าไปในลำคออีกครั้ง เมื่อผมจู่โจมเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

ยังไม่ทันที่เคิร์ดจะได้ยกมือขึ้นห้าม หรือว่าถอยหลังหลบทัน ริมฝีปากบางของเราก็แนบชิดกันพอดี ...ผมเคยบอกแล้วผมเป็นคนชอบแสดงออกเพราะว่าพูดไม่เก่ง ฉะนั้นให้ความรู้สึกของผมพูดแทนสิ่งที่เคิร์ดต้องการรับรู้จะดีที่สุด...

 

ผมบรรจงจูบอย่างแผ่วเบา มันไม่ใช่จูบที่ดูดดื่ม ไม่ใช่จูบที่ทำให้อีกคนเคลิ้มได้จนสั่นสะท้าน แต่เป็นจูบที่ผมเป็นคนมอบให้ก่อนเป็นครั้งแรกและใส่ความรู้สึกทั้งหมดที่มีลงไป

 

“คนอื่นก็คือคนอื่น ผมไม่อยากให้เคิร์ดเก็บมาใส่ใจ”

 

“...” แค่นี้ก็ทำให้เคิร์ดพูดอะไรไม่ออกแล้ว

 

“แต่เคิร์ดยังไงก็เป็นเคิร์ด” ผมยิ้มให้ และลูบแก้มอีกคนอย่างแผ่วเบา “ที่ผมเป็นแบบนี้ก็เพราะเคิร์ดนะ”

 

“...”

 

“คบกันนะเคิร์ด”

 

แทบจะต้องรวบรวมพละกำลัง และความกล้าทั้งหมดที่มีออกมาเป็นคำพูดคำนี้ มือที่วางแปะอยู่บนหน้าของอีกคนค่อย ๆ ไล้ไปตามกรอบหน้า และเลื่อนลงมายังริมฝีปากสีชมพูสดที่เพิ่งจะแสดงความเป็นเจ้าของไปเมื่อกี้

 

“นะ...” ผมออดอ้อนเคิร์ดเพราะรู้ว่าเขากำลังแพ้ทาง

 

“แล้ว...ถ้าเกิดคบกัน เราจะไปได้ดีมั้ย”

 

“ผมอยากให้เคิร์ดคิดแค่เรื่องในปัจจุบัน”

 

“แต่...”

 

“แต่ถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้นมาจริง ๆ ผมจะไม่ทิ้งเคิร์ด”

 

ไม่ใช่แค่เคิร์ดคนเดียวที่กังวล ผมเองก็กังวลไม่แพ้กัน ทั้งครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่คนใกล้ชิด หากมีใครสักคนไม่ยอมรับขึ้นมาพวกเราจะเป็นอย่างไร แต่ว่าผมก็อยากให้เขาเชื่อใจ ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรผมก็ไม่ปล่อยมือเขาแน่นอน

 

“เชื่อผมนะ”

 

ไม่มีคำตอบใด ๆ ออกมาจากปากคนตรงหน้า มีเพียงอ้อมกอดของที่โผมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะซุกหน้าลงบนต้นคอของผม

 

“จริงนะ?

 

“จริง...”

 

“งื้อออออออออ...”

 

“อะไร ๆ” ถึงกับต้องผละอีกคนออกจากอ้อมกอดนั้นทันที หุบยิ้มไม่ลงเลยจริง ๆ เวลาที่เห็นเคิร์ดหน้าแดงระเรื่อขนาดนี้ “ตกลงยังไงครับ อยากได้คำตอบ”

 

“อื้อ”

 

“หือ?

 

“เออ...อยากคบก็คบสิ”

 

“พูดแล้วนะ”

 

“อื้อ...”

 

ผมลดมือทั้งสองข้างลงมารวบเอวอีกคนเอาไว้ ก่อนที่จะยื่นหน้าเข้าไปจนจมูกโด่ง ๆ สัมผัสกันอีกที ด้วยความที่เคิร์ดยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยเผลอถอยหลังจนตัวติดกับชั้นวางของและหนีไปไหนไม่ได้

 

“อย่ามาทำแบบนี้นะ คิดว่าคบแล้วจะทำอะไรก็ได้เหรอ  นายนี่มัน...”

 

“มันทำไมครับ? คบไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวเคิร์ดก็รู้ ว่าจริง ๆ แล้วผมเป็นได้มากกว่าที่เคิร์ดเห็นอีกนะ”

 

พูดจบปุ้บ ผมก็ไม่ปล่อยให้เวลาต้องเสียเปล่า...คำว่ารีรอหรือชักช้าไม่ได้อยู่ในสารระบบของผมอีกต่อไป เคยบอกไปแล้วว่าผมไม่ใช่คนที่เอาแต่คำพูดมาเป็นตัวตัดสินทุกอย่าง การกระทำเท่านั้นที่จะเป็นตัวพิสูจน์

 

ผมไม่เปิดโอกาสให้อีกคนได้ถามเพราะใช้ปากของตัวเองปิดปากเขาไปแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าริมฝีปากที่ผสานกันจนแทบจะเป็นเนื้อเดียว จะสร้างความร้อนระอุได้มากมายขนาดนี้ จะบอกว่าเพราะมีประสบการณ์ก็คงจะไม่ใช่ แต่เพราะเราทำมันจากใจมากกว่า

 

ผมประกบปากให้แน่นขึ้นไปจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่านได้ จนเมื่อเคิร์ดตีที่ไหล่เบา ๆ นั่นแหละ ผมถึงค่อย ๆ อ้าปากขึ้นให้เขาสูดลมหายใจ แต่ก็เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ก่อนจะงับไปที่ริมฝีปากล่างของเขาอีกครั้งและดูดดึงอย่างอ่อนโยน มือข้างหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ได้รวบเอวอีกฝ่ายเอาไว้ เปลี่ยนมาเป็นลูบไล้ไปตามแขนของเจ้าของร่างและเริ่มล้วงลึกเข้าไปใต้เสื้อ

 

จนเมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มจะเกินเลย ผมถึงค่อย ๆ ลืมตา และถอนริมฝีปากออกมา

 

“พอ ๆ พอก่อนดีเซล” เขารีบห้ามทันทีที่เห็นผมทำท่าจะก้มลงไปหาอีก “จะกินมั้ยเนี่ยข้าวน่ะ หิวแล้วนะ”

 

“หิว...” ผมตอบ “แต่อยากกินอย่างอื่นมากกว่า

 

“เฮ้ย เดี๋ยวก่อนสิ...นายจะมาซุกคอฉันแบบนี้ไม่ได้นะ”

 

ผมไม่ฟังและยังฟัดคนน่าแกล้งต่อไป

 

“ดีเซล !!! ถ้าไม่หยุดจะโกรธแล้วนะ !

 

“ก็ได้...” พอถูกทำหน้างอน ๆ เข้าหน่อย ผมก็เลยต้องยอมแต่โดยดี และขยับมานั่งข้าง ๆ แทน

 

“เคิร์ด...” อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เงยหน้าจากหม้อที่กำลังต้มน้ำซุปด้วยสีหน้าสงสัย

 

“ขอบคุณนะ” ผมยิ้มให้ในแบบที่เขาชอบ ซึ่งก็ทำให้อีกฝ่ายหน้าขึ้นสีจาง ๆ

 

“อื้ม...” เคิร์ดก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำ “วาเลนไทน์ปีหน้า เรามากินด้วยกันอีกนะ”

 

“ครับ ทุก ๆ ปีเลยนะ”

 

นี่แหละน้า...วาเลนไทน์ที่เราต่างรอมานาน

 

 



 

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 297 ครั้ง

440 ความคิดเห็น

  1. #435 - WiSH - (@gxnasama) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 02:47
    โอ้ยยยยยไม่ไหวแล้วววว ขี้อ่อนขี้อ้อนอะไรขนาดนี้เนี่ยเซล!!!! ฮืออออ ทำแบบนี้จะไม่ให้เคิร์ดเขินได้ไงเล่าาาา พ่อคนเจ้าเล่ห์เอ้ย
    #435
    0
  2. #344 filmfilm12123 (@filmfilm12123) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 22:27
    เซลใจเย็น
    #344
    0
  3. #332 AdiOzTHELF (@AdiOzTHELF) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:52
    นี่คือไม่เคยหรอเซลลลล ที่เชี่ยวชนาดนี้มันพรสวรรค์กับสัญชาตญาณล้วนๆสินะๆ -.,-
    #332
    0
  4. #322 Choi_Jina_ (@Choi_Jina_) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 21:58
    ละลายแล้วจ้า กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    #322
    0
  5. #293 Yanapat. (@Mumu_story) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 16:35
    ในที่สุดพวกเขาก็คบกันนนน
    #293
    0
  6. #282 paechpeach♡、 (@inspirit-yeol) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 03:17
    โอยดีเซลโตเป็นหนุ่มแล้วจริงๆ แพรวพราวขึ้นเยอะเลยวุ้ย คนๆนี้ไม่ธรรมดา
    #282
    0
  7. #215 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 กันยายน 2560 / 21:42
    วีดวิ้วววว ในที่สุด !!
    #215
    0
  8. #192 Mistyblack (@Mistyblack) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 00:34
    ได้กินกันเอง
    #192
    0
  9. #138 kanchai renofes (@renofes1995) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 12:17
    น่ารักอะไรท์ จัดหนักๆเลย 555
    #138
    0
  10. #134 R_T_K07 (@R_T_K_07) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 21:40
    โอ้ืยยยเขินฮือออคู่นี้เค้าน่ารักมาก><
    #134
    0
  11. #113 sirinhim (@sirinhim) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 15:02
    เขินนนน
    #113
    0
  12. #91 aommyjung2521 (@aommyjung2521) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 12:25
    ดีเซลหวานก้อเป็นนะ
    #91
    0
  13. #87 unloveable_m (@unloveable_m) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:11
    หวานแบบนิ่งๆอ่ะ.. เออ มันน่ารักดีแฮะ
    #87
    0
  14. #86 Stop_boy (@Stop_boy) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:34
    ดีเซลโซฮอตตตตต ร้อนแรงและรวดเร็ด5555
    #86
    0
  15. #85 TNK03 (@tanakarn03) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:24
    ใกล้ได้กินเคิร์ด?
    #85
    0
  16. #84 lxw_ (@fasai12) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 / 06:22
    ดีเซลใจเย็นๆนะ นี่พึ่งจะได้เป็นแฟนกันเอง55555555
    #84
    0
  17. #83 noonpanchanok (@noonpanchanok) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:07
    เยิฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ 
    #83
    0