Undead War

ตอนที่ 17 : เสียงกระซิบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 100
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    15 ก.ย. 62

             การเลี้ยงลูกแมวนั้นไม่ได้ยากเท่าไหร่ แต่โชคดีที่ฮีซุยเป็นคนรักแมว จึงเอาใจใส่มันมากกว่าผม ในความเป็นจริงผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบแมวมาก แต่ไม่มีเวลาเลี้ยง เนื่องด้วยพ่อกับแม่นั้นไม่ชอบสัตว์เลี้ยงเอามาก ๆ จึงไม่มีโอกาสได้เลี้ยงสักที ผมเทนมแพะให้ลูกแมวน้อยกินทุกเช้า ๆ และจะเล่นกับมันเพื่อรอให้ฮีซุยทำอาหารเสร็จ นี่ผ่านมาได้หนึ่งอาทิตย์หลังจากที่ผมกับเธอตกลงคบกัน เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน เธอสามารถทำได้หมด แม้กระทั่งออกไปหาอาหารและข้าวของเครื่องใช้คู่กับผม โดยฝีมือการยิงปืนของเธอนั้นพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกิ้บแปลกใจ ส่วนลูกแมวที่ฮีซุยไปเจอนั้นเราตั้งชื่อว่า “เนโกะ” ที่แปลว่าแมวเหมียวและดูเหมือนว่ามันจะชอบชื่อใหม่มันมาก ๆ เลยทีเดียว ผมนั่งมองเนโกะที่กำลังกินนมในชามอย่างเอร็ดอร่อย จู่ ๆ กลิ่นหอม ๆ ก็รอยมาจากในครัว

            ผมเดินเข้าไปในครัวเห็นแฟนสาวของตัวเองกำลังหันหลังทำอาหารในผ้ากันเปื้อน ซึ่งทำให้ผมรู้สึกคึกคักอย่างบอกไม่ถูก ผู้หญิงอะไรทั้งเซ็กซี่และมีเสน่ห์ขนาดนี้ทั้ง ๆ ที่ใส่เพียงเสื้อยืดกางเกงยีนเท่านั้น ผมไม่ได้สนใจว่าเธอกำลังทำเมนูอะไรให้ผมทาน สิ่งที่มันยั่วยวนที่สุดก็น่าจะเป็นหุ่นที่ผอมเพรียวมีน้ำมีนวลเล็กน้อย ส่วนที่น่าจะเป็นไฮไลค์ที่สุดก็คือบั้นท้ายอันกลมสวยได้รูปของเธอนั่นแหละ มันโยกย้ายไปมาเหมือนอยากจะเชื้อเชิญใครก็ตามเข้ามาสำรวจมัน ซึ่งเหยื่อนั่นก็คงจะเป็นผมแล้วสินะ

            “ทำอะไรอยู่เหรอคะ? เหมียว” เป็นคำเรียกน่ารัก ๆ ที่ต่างคนต่างคิดขึ้นมาให้กับคนที่เรารัก ซึ่งผมรู้สึกดีที่ได้เรียกเธอว่า เหมียว เพราะว่าใบหน้าของเธอทั้งน่ารักและน่าเอ็นดูเหมือนแมว จึงเรียกแบบนั้น

            ผมเข้าไปสวมกอดเธอจากด้านหลังพร้อมหอมแก้มไปฟอดใหญ่

            “ไอ้หมีบ้า!! จู่ ๆ ก็เข้ามาด้านหลังแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ตกใจหมด!” ชื่อเรียกแทนผมก็คือ หมี เธอให้เหตุผลว่า ออร่าของผมที่เธอเห็นเหมือนตุ๊กตาหมีน่ากอด อีกทั้งร่างกายของผมก็ใช่ว่าจะอุดมไปด้วยมัดกล้าม ส่วนใหญ่จะเป็นไขมันมากกว่า แต่รูปร่างทั้งหมดก็ยังอยู่ในภายใต้คำว่าอวบอย่างเดียว

            “เห็นแฟนตัวเองทำอาหารและเผยบั้นท้ายเซ็กซี่ ๆ แบบนี้ใครมันจะไปอดใจไหว หืม!?” จากนั้นผมก็จุมพิศที่ลำคอของเธอโดยที่ไม่ให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว ซึ่งนั้นส่งผลให้เธอถึงกับขนลุกและเสียวในเวลาเดียวกัน เธอครางออกมาเล็กน้อยซึ่งเสียงนั้นยิ่งทำให้ผมอยากขึ้นไปอีก

            “เดี้ยวเถอะอีหมี!!” เธอร้องออกมาพร้อมกับใบหน้าที่เริ่มแดง

            “เหมียวน่ารักแบบนี้จะให้เค้าทำยังไงล่ะ?” ผมยิ้ม “มื้อเช้าเดี้ยวไว้ก่อนเถอะ กลับไปนอนกันเหมือนเดิมมั้ย? เค้ายังง่วงอยู่เลย เค้าก็รู้ว่าเหมียวยังไม่ตื่นง่าย ๆ แบบนี้หรอก”

            “เดี้ยวทำมื้อเช้าให้เสร็จก่อนสิ เนี่ยเดี้ยวจะเสร็จแล้ว” เธอพูด

            เธอเอาไข่เจียวขึ้นจานเสร็จ จากนั้นก็หันมาจุมพิศที่ริมฝีปากของผมทันที โดยที่ไม่ให้ผมได้ตั้งตัวแม้แต่น้อย ริมฝีปากของเธอนุ่มนวลและยังชุ่มชื้นเกินกว่าจะบรรยาย เมื่อเธอโจมตีกลับมาแบบนี้มีเหรอที่ผมจะไม่โต้กลับ ผมสอดลิ้นเข้าไปทักทายริมฝีปากของเธอก่อนที่จะดันมันเข้าไปในปากและเล่นกับลิ้นที่แสนอ่อนนุ่มของเธอ จากนั้นเราจูบกันอย่างดูดดื่ม อย่างกับว่ามันเป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ด้วยกัน

            “เค้าทนไม่ไหวแล้วอ่ะหมี” หญิงสาวดึงริมฝีปากออกมาพร้อมน้ำลายสีใสยืดออกมา พร้อมกับมองด้วยสายตาที่เคลิ้บเคลิ้ม

            “ไม่หิวแล้วเหรอที่รัก?” ผมแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายทั้ง ๆ ที่ยังหน้าแดงอยู่

            “หิวอย่างอื่นมากกว่า” เธอผละออกจากผมก่อนที่จะจูงมือผมไปที่ห้องนอน

            ก่อนหน้านี้ห้องนี้เต็มไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด ผมจึงจัดการทำความสะอาดจนสามารถอยู่อาศัยได้ แต่ส่วนที่เหลือผมแทบไม่ได้ทำความสะอาดเลย ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่นหรือห้องครัว พอฮีซุยมา เธอไม่สามารถอยู่ในห้องแบบนี้ได้ จึงช่วยกันจัดการทำความสะอาดจนเหมือนห้องใหม่โดยใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน เราสองคนเป็นคู่ใหม่ปลามัน ไม่ต่างจากสามีภรรยาที่เพิ่งจะแต่งงานใหม่กันเลยทีเดียว ความสัมพันธ์ของเราสองคนนั้นถือว่าไปกันด้วยดี เธอซาบซึ้งที่ผมได้ช่วยเธออกมาจากจุดนั้น แถมยังรู้ว่าผมเป็นคนดูแลเธอในขณะที่เธอไม่ได้สติ แม้ว่าฟางจะดูแลมากกว่าก็ตาม แต่คนที่เอาใจใส่มากที่สุดก็เป็นผมนั่นเอง

            “เอ็น!!” เสียงนิวเคาะประตู

            เสียงเคาะนั้นดังขึ้นในขณะที่ผมเพิ่งโยนร่างของแฟนสาวขึ้นเตียงพร้อมที่จะขย้ำเธอเป็นชิ้น ๆ นั่นทำให้อารมณ์ความต้องการของสัตว์ป่านั้นมลายหายไปสิ้น ผมหัวเราะกับเธอเล็กน้อยและจูบเธอหนึ่งทีก่อนที่จะลุกออกไปเปิดประตูให้ชายหนุ่มที่เพิ่งบังอาจมาขัดจังหวะกันแบบนี้

            “ว่าไง?” ผมถามอย่างรีบร้อน

            “วันนี้เป็นเวรของนายที่จะต้องไปค้นหาเสบียงแล้วนะ” เขาพูดอย่างเลือดเย็นโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่า เกิดอะไรขึ้นภายในห้องบ้างแถมเจ้าตัวก็ยังไม่รู้ว่าเพิ่งขัดจังหวะการขึ้นสวรรค์ของผมและฮีซุย

            “ก็ก็รู้สิ เดี้ยวจะออกไปแล้วนี่ไง” คำพูดที่เปล่งออกไปนั้นมีมูลอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นชุดนอนที่กำลังใส่อยู่ ใบหน้าที่แดงก่ำทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นไข้แม้แต่อย่างใด และอย่างสุดท้ายที่ไม่บอกก็รู้ เพราะว่าน้องชายของผมนั้นแข็งตัวจนสามารถเห็นเป็นแท่งเอ็นทะลุกางเกงผ้าออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งนิวมีเหตุผลพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างรวมถึงการวิเคราะห์สภาพร่างกายของผมในเวลาที่ถูกเรียกตัวอย่างกระทันหันแบบนี้

            “เอาเถอะ เวลาของพวกนายคือเวลาสิบโมงเช้า ปกติพวกนายจะต้องออกมาเตรียมตัวเสร็จตั้งแต่เก้าโมงครึ่งแล้ว แต่ก็นะ วันนี้สายได้ละกัน” จากนั้นเขาก็เดินกลับเข้าห้องตัวเองไปและปล่อยให้ผมยืนอึ้ง ๆ อยู่พักใหญ่

 

            การค้นหาเสบียงอาหารนั้นส่วนมากจะเป็นหน้าที่ของผมกับฮีซุย เนื่องจากการเคลื่อนไหวของเราทั้งสองนั้นรวดเร็วแต่เงียบสงัดดั่งเงา จนตอนนี้ผมกับแฟนสาวได้ฉายาว่า “คู่เงา” เราเคลื่อนไหวโดยไม่มีเสียงซึ่งเป็นเทคนิคที่น่าจะมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด เป็นเพราะว่าการร่วมงานครั้งแรกของเรานั้นมันผ่านไปได้ด้วยดีและไม่ถูกซอมบี้เจอตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนใหญ่จะเจอเพราะเสียงคำรามของพวกมันบางตัวที่จะเรียกตัวอื่นเข้ามาตามเสียงที่ได้ยิน พวกมันไม่มีภาษาที่จะสื่อสารกัน เพราะผมเคยจับพวกมันมาหันหน้าชนกัน พวกมันไม่กัดกันเองแต่มันมีประสาทรับกลิ่นที่ดีกว่ามนุษย์ ดวงตาของพวกมันมืดบอด ต่อให้มีดมีดมาจ่อที่ดวงตาของพวกมันห่างประมาณหนึ่งมิลลิเมตร พวกมันยังไม่รู้สึกหวาดกลัวเท่าไหร่ พวกมันไร้ความรู้สึก ไม่การเจ็บปวด ถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือ ส่วนที่เป็นมนุษย์ของพวกมันได้ตายลงไปแล้ว พวกมันไม่รู้ว่าตัวเองเคยเป็นใคร พวกมันไร้ความต้องการยกเว้นเพียงสิ่งเดียว คือการได้ลิ้มลองเนื้อมนุษย์และได้ดื่มไวน์เลือดอันแสนเลือดรสพวกนั้น

            การหาเสียงนั้นจะออกไปเป็นคู่ ซึ่งมีกันอยู่สามคู่ คู่แรกจะเป็น นิวและฟาง คู่ที่สองจะเป็นนัทและกิ้บ ตอนนี้นัทเริ่มจะใช้ปืนเป็นแล้วจากที่ไม่เคยใช้มาก่อน แต่ก็ต้องให้กิ้บเป็นคนนำมากกว่า และคู่สุดท้ายก็คือ ผมและฮีซุย

            ผมสะพายดาบคู่ไว้ที่หลัง ซึ่งตอนนี้ผมสามารถเหวี่ยงมันไปมาไม่ต่างจากส่วนหนึ่งของร่างกาย พละกำลังของผมแข็งแกร่งขึ้นหลังจากที่ต้องไปเผชิญหน้ากับพวกซอมบี้ทุกครั้งที่ออกไปหาเสบียง เราไม่เจอมนุษย์อยู่เลย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ผมเรียนรู้มาก็คือ เราไม่ควรที่จะใช้อาวุธระยะประชิดเพียงอย่างเดียว อาวุธระยะไกลก็เป็นอีกกุญแจที่สามารถทำให้มีชัยในทุกการต่อสู้ ผมมักจะเตรียมปืนพกไปสองกระบอก กระสุนแม็คสำรองประมาณสองแม็คและปืนนไรเฟิลเอ็มสิบหกของนิวและกระสุนประมาณห้าแม็ค ซึ่งแม้ว่าจะเยอะ แต่ก็ยังดีกว่าขาด ส่วนฮีซุยจะใช้เพียงปืนพกคู่อย่างเดียว เพราะเธอไม่มีแรงพอที่จะถือไรเฟิลเดินไปเดินมาทั้งวันได้ แถมเธอเองเป็นเพียงหญิงสาวร่างเล็กที่ดูอ่อนแออีกต่างหาก นั่นทำให้เธอต้องฝึกการต่อสู้ระยะประชิดจากนิวและหัดยิงปืนกับกิ้บ การฝึกยิงปืนนั้นเป็นอะไรที่เสี่ยงมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเสียงปืนนั้นจะนำพาพวกซอมบี้และพวกมนุษย์เข้ามาใกล้ ๆ พื้นที่ของเราอย่างแน่นอน เราฝึกกันที่ดาดฟ้าและให้ฟางใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูทั่วบริเวณว่ามีใครซ่อนตัวอยู่ตรงไหนบ้าง ในกลุ่มนับว่าฟางมีความสามารถในการมองเห็นระยะไกลได้ดี รวมทั้งยังใช้กล้องส่องทางไกลยิ่งมีโอกาสที่จะจ๊ะเอ๋กับมนุษย์ไม่กลุ่มใดก็กลุ่มหนึ่ง

            “เหมียวเตรียมตัวเสร็จยัง?” ผมถามแฟนสาวที่กำลังแต่งตัวอยู่

            “ยังค่ะ” เธอตอบกลับ “วันนี้ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ”

            ผมเดินเข้าไปด้านหลังเธอ เพราะรู้ว่าเธอไม่สามารถดึงซิปด้านหลังของเสื้อเกราะได้ เมื่อเธอเห็นผมในกระจก จากใบหน้าที่ดูทุกข์ทรมานก็เปลี่ยนไปเป็นใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

            “หมีรูดซิปให้เค้าหน่อยสิ” หญิงสาวทำเสียงหวานพร้อมกับเอนตัวมาพิงที่อกของผม ความสูงของเธอเพียงคางของผมเท่านั้นเอง ทำให้เธอยิ่งดูน่ารักน่าเอ็นดูไม่ต่างจากลูกแมวเท่าไหร่เลย ยิ่งนิสัยของเธอเป็นคนขี้อ้อนแบบนี้ยิ่งทำให้ผมหลงรักเข้าไปใหญ่

            “ไม่ต้องมาฝากเนื้อฝากตัวเลย” ผมค่อยรูดซิปขึ้นให้เธอก่อนที่จะกระซิบไปที่หูของเธอ “กลับถึงห้องเมื่อไหร่จะขโมยให้หมดเลย นังเหมียว

            ผมหัวเราะ หึหึ ก่อนที่จะหยิบปืนไรเฟิลคู่ใจมาประคองไว้ที่แขนทั้งสองข้าง

            เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ผมจะลงบันไดไปชั้นใต้ดินเพื่อไปยังลานจอดรถ รถคันโปรดของผมก็ยังจะเป็นรถแลมโบกีนีติดตั้งเกราะรอบคันซึ่งผมและนัทช่วยกันติดเกราะให้มันเอง แม้ว่าจะไม่มีความรู้ในเรื่องของทำเสริมรถยนต์เท่าไหร่ แต่ด้วยความพยายามของนัทที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลายก็สามารถติดเกราะรถได้สำเร็จหมดทุกคัน

            พอขึ้นรถกันแล้ว ฮีซุยจะเปิดหน้าต่างแง้มเอาไว้เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ เพราะว่าแอร์ทุกตัวในรถทุกคันเสียหมดเลย ซึ่งถ้าไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงก็ไม่สามารถรู้ถึงสาเหตุได้อย่างแน่นอน ผมสตาร์ทรถและเหยียบคันเร่งทะยานออกไปจากลานจอดรถชั้นใต้ดินไปยังชั้นพื้นดินทันที แม้ว่าเครื่องยนต์จะดังและเรียกพวกซอมบี้เข้ามาหามากก็ตาม แต่ก็มีฟางคอยสกัดให้อยู่แล้วจากดาดฟ้าและกิ้บที่เป็นคนคุ้มกันประตูรั้วของที่นี่ เธอเปิดประตูบานใหญ่ให้เราออกไปจากนั้นก็ปิดลงอย่างรวดเร็ว

            เป้าหมายของเราก็คือห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดเท่าไหร่ จำนวนของซอมบี้ไม่ได้ลดลงจนสามารถเห็นความแตกต่างได้มากนัก แต่ทุกครั้งที่ออกมาเราไม่จำเป็นต้องฆ่ามันทุกตัว เผื่อจะมีศัตรูบุกรุกอาณาเขตของเราจะได้มีไม้กันหมาไว้ก่อน แต่ในทางกลับกัน เราก็จะลำบากอีกเพราะพวกซอมบี้นั้นก็จ้องจะเข้ามากินเราด้วยเช่นกัน ผมขับไปถึงห้างสรรพสินค้าใช้เวลาไม่ถึงห้านาที ซึ่งผมจะจอดรถแอบไว้ห่างจากตัวห้างประมาณสิบเมตรแล้วให้พวกเราวิ่งเข้าไป ผมรู้ว่าการทำแบบนี้โดยมีกันแค่สองคนนั้นเป็นเรื่องที่เสี่ยงตายเอามาก ๆ แต่วิธีนี้เป็นวิธีการที่ดีที่สุดเท่าที่จะคิดได้

            ห้างนี้เตรียมไปด้วยศพมากมาย ทั้งตายและยังไม่ตาย ผมชักดาบออกมาหนึ่งเล่มคอยสะกิดพวกมันบางตัวที่คิดจะซุ่มโจมตีตอนเผลอ จู่ ๆ ผมจิ้มไปโดนตัวนึงและมันพุ่งเข้ามาหมายจะกัดผมให้จมเขี้ยว แต่ฮีซุยเร็วกว่า เธอฝังลูกตะกั่วในหัวสมองของพวกมันก่อนที่จะเข้ามาถึงตัวผมเสียอีก แต่การกระทำนั้นมันทำให้ซอมบี้ที่อยู่ในระแวกนั้นโดยกรูเข้ามาหา

            “เค้าขอโทษที่ใช้ปืนนะหมี” เธอขอโทษและชักปืนอีกกระบอกออกมา

            “ไม่เป็นไร” ผมชักดาบอีกเล่มออกมา “ไม่ว่ายังไงก็ต้องจัดการพวกมันอยู่แล้ว”

            พวกเรามีกฎในการล่าเสบียงไว้ชัดเจนว่า หลีกเลี่ยงการต่อสู้กับซอมบี้ให้ได้มากที่สุด ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องสู้ แต่ตอนนี้นับว่าเราจำเป็นต้องต่อสู้กับพวกมันจริง ๆ ผมกับฮีซุยทำงานเข้าขากันได้ดี เธอจะเป็นคนยิงพวกมันในระยะไกลและผมจะเป็นคนจัดการกับพวกมันในระยะประชิดซึ่งผมจะดาหน้าเข้าไปบวกกับมันโดยตรงเลย บางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นและโอกาสตายอยู่สูงมาก แต่ด้วยการที่นิวฝึกให้ผมสามารถต่อสู้กับพวกมันได้เป็นฝูงจึงสามารถลืมจุดนั้นได้เลย

            ใบมีดอันคมกริบลอยผ่านคอพวกมัน บางใบมีดตัดกะโหลกศีรษะของผมหลุด พวกมันล้มลงไปทีละตัว ๆ จนตอนนี้จำนวนของมันเริ่มลดลง มีบางตัวที่เข้ามาประชิดผมมาก ๆ แต่ก็ได้แฟนสาวช่วยไว้ เธอมักจะยืนอยู่กับที่และคอยยิงพวกมันที่จะเข้ามาในแต่ละทิศทางอย่างคล่องแคล่ว จากสถิติที่เธอทำมานั้นความคลาดเคลื่อนของวิถีกระสุนที่จะไปถูกเป้าหมายนั้นแทบไม่มี แม้ว่าพวกมันจะไม่ได้มาเป็นกองทัพ แค่เป็นกลุ่มย่อย ๆ ไม่ถึงยี่สิบตัว จึงสามารถชนะพวกมันได้อย่างไม่ยากนัก แต่สิ่งที่น่าจะเป็นห่วงก็น่าจะมีแค่กำลังของตัวเองมากกว่าว่าจะตัวเราจะหมดแรงเมื่อไหร่ ยามที่ใบมีดตวัดไปกลางอากาศ ฟันคอของพวกมันหลุดจากบ่าตัวแล้วตัวเล่า เหมือนจะมีอยู่ตัวนึงที่พูดอะไรบางอย่างกับผมด้วยเสียงกระซิบ

              “แกเป็นพวกเราแล้ว

            ก่อนใบมีดผมจะฟันผ่านลำคอของมันไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทำให้มันรู้ตัวเลยว่าโลกมันหมุนเร็วแค่ไหน ตอนนี้ร่างกายของผมโชกไปด้วยเลือดของพวกมัน ซึ่งมันเป็นปกติที่การฆ่าพวกมันจะมีเลือดที่ยังไม่แข็งตัวกระฉูดออกมาจากปากแผล

            แต่กลับกลายเป็นว่า เสียงคำพูดของซอมบี้ตัวนั้นมันดันฝังอยู่ในหูของผมแล้ว เมื่อซอมบี้ตัวสุดท้ายกำลังจะเข้ามาทำร้ายผมที่กำลังจิตหลุด จู่ ๆ กระสุนจากไหนก็ไม่รู้พุ่งเข้ามาเจาะกบาลของซอมบี้ตัวนั้นทะลุท้ายทอย จากนั้นศพเดินได้ตัวนั้นก็ล้มลงกับพื้นไม่ต่างจากกระสอบทราย ฮีซุยตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะว่ากระสุนนัดนั้นไม่ได้มาจากเธอ แต่มาจากทิศใดทิศหนึ่ง

            ปัง!!

            กระสุนนัดนึงลอยเข้ามาเจาะที่หน้าท้องของผมจัง ๆ

            เลือดกระฉุดเป็นท่อประปาแตก

            ร่างกายของผมจู่ ๆ ก็เอน และล้มลงในที่สุด

            เกิดอะไรขึ้นกันแน่วะ…?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #7 一锅玄哥 (@---Nam-and-Ya---) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 กันยายน 2562 / 09:41
    ตายมั้ย....ไม่ตายหรอกมั้ง

    ถามเองตอบเองเฉลยเลย555+

    รีบมาลงต่อนะคนเขียนนนน!
    #7
    0