Undead War

ตอนที่ 21 : เสียงประสานกลางสายฝน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 113
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    5 ต.ค. 62

                 แรงโน้มถ่วงของโลกนี้มันเท่าไหร่กันแน่ อันนี้ผมไม่รู้จะให้คำตอบกับตัวเองยังไงดี

            ใช่ผมกำลังล่วงสู่ที่ต่ำจากที่สูง ตอนนี้ภาพทุกอย่างได้ถูกทำให้ช้าลงด้วยเทคนิคอะไรบางอย่าง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันเกิดขึ้นในสมองของผมเท่านั้น มันเป็นภาพสุดท้ายที่เห็น ก็คือความว่างเปล่า ท้องฟ้าที่มีแต่เมฆมีดำปกคลุมจนไม่เหลือแม้แต่แสงสุดท้าย ไม่ต่างจากชีวิตของคนเราที่กำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์และดิ่งลงพสุธา อย่างน้อยผมก็ไม่ได้จะดิ่งลงอย่างเดียวดาย ยังมีเศษหิน เศษดินที่คอยดิ่งเป็นเพื่อนผม แม้ว่าจะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่มันรู้สึกยาวนานกว่าที่มันจะเป็น พื้นข้างล่างมีเหล่าซอมบี้อยู่เต็มไปหมด แต่ก็เอาน่ะ การที่ผมกลายร่างเป็นซอมบี้อยู่แบบนี้มันก็คงคิดว่าเป็นพวกเดียวกันนั่นแหละ จู่ ๆ ก็มีหยดน้ำเล็ก ๆ เย็น ๆ หยดลงมาบนแก้ม

            ฝนเหรอ?

            เมื่อหนึ่งหยด ก็จะมีต่อสองหยด สี่หยด แปดหยด เต็มทวีคูณจำนวนของหยดน้ำฝนเท่านั้นเรื่อย ๆ จนกลางเป็นห่าฝนที่ฝนกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง ในระหว่างนั้นเป็นเวลาที่ร่างกายของผมได้ตกลงสู่พื้น เสียงกระดูกสักหลังที่หักเป็นเสี่ยง ๆ กระดูกกว่าร้อยชิ้นตามร่างกายหักเป็นกิ่งไม้แห้ง ความเจ็บปวดทั่วร่างกายประจันเข้าเล่นงานผมอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว เลือดกระฉอกจากปากล็อตใหญ่ ผมอยากจะร้องออกไปให้รู้แล้วรู้รอดนะว่าความเจ็บปวดอย่างทรมานแบบนี้มันเป็นยังไง แต่น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถตะเบ็งเสียงได้ น่าจะเกิดอะไรบางอย่างกับเส้นเสียงของผมอย่างแน่นอน สิ่งที่ออกมาจากปากก็มีเพียงแค่ลมเท่านั้น

            โชคดีที่พลังซอมบี้ยังไม่หมด กระดูกสันหลังและกระดูกทุกชิ้นที่แตกหักไม่ต่างจากแก้ว รวมถึงอวัยวะภายในที่เสียหายได้ถูกเยียวยาจนกลับมาเป็นปกติ เป็นดั่งปาฏิหาริย์และคำสาปที่ส่งตรงมาจากพระเจ้า นี่เป็นสาเหตุที่ผมอยากที่จะเลิกเชื่อในพระเจ้าและหันเข้าหาความเชื่อในข้อเท็จจริงที่กำลังจะเผชิญดีกว่า เมื่อก่อนผมเป็นคนที่เชื่อในพระเจ้านะ แต่ก็ไม่เคยที่จะได้แสดงออกเลย ก่อนที่จะเกิดกลียุค ผมเชื่อในตัวท่านมาเสมอ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้น ผมคิดว่ามันคือคำสาปจากคนที่บูชาท่านอยู่ทุกวัน  มันทำให้ผมหมดศรัทธาทันที

            เมื่อทุกส่วนของร่างกายถูกเยียวยาจนหมด จู่ ๆ พลังของผมก็หายไป ผิวที่ซีดก็กลับมาเป็นสีเนื้อมนุษย์ปกติ รวมถึงเส้นเลือดที่ผุดขึ้นมาตามแขนก็หดตัวกลับ แต่สิ่งที่เหลืออย่างเดียวก็คือร่างกายที่กำยำขึ้น ไม่มีไขมันปกคลุมเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งนี้อาจจะเป็นพรจากฟ้าอีกข้อหนึ่ง แต่พลังซอมบี้ที่ผมได้มาก็ไม่ต่างจากคำสาปที่จะตายก็ไม่ได้ จะอยู่ก็อยู่อย่างทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ แม้ว่าผมจะอยู่แบบนี้มาทั้งชีวิต ในทางกลับกันผมก็ยังไม่ชินกับจุดนี้สักเท่าไหร่ ผมนอนอยู่อย่างนั้นแม้ว่าจะถูกลายล้อมไปด้วยฝูงซอมบี้นับพัน พวกมันจะยังไม่เข้ามาทำร้ายผม ถ้าไม่ส่งเสียงหรือขยับตัว สิ่งที่ทำให้คิดอยู่ก็คือ ผมจะทำยังไงถึงจะรอดไปจากที่นี่? จะทำยังไงที่จะกลายร่างเป็นซอมบี้แบบนั้นอีกที? ต้องถูกกัดอีกเหรอ? ไม่เอาหรอกนะ วิธีนี้มันเจ็บจนแทบอยากจะตายจริง ๆ ถ้าวิธีมันได้ผลก็คงจะต้องเลี้ยงซอมบี้ไว้เป็นตัวกระตุ้นพลังสินะ แต่มันน่าแปลกใจที่อยู่ ๆ ผมก็มีพลังซอมบี้ขึ้นมาเอง ถ้าจะเป็นพรหรือคำสาปของเบื้องบนก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ผมต้องการคำอธิบายที่มันอยู่ในหลักของวิทยาศาสตร์ต่างหาก ส่วนพวกศาสนาก็เอาไว้ตอนที่เข้าตาจนก็เอาไว้หลอกตัวเองได้ว่า ทั้งหมดมันเป็นความผิดของพระเจ้าหรือคนบนฟ้าอะไรก็ว่าไป แต่ตอนนี้เราต้องอยู่ในความเป็นจริงที่เป็นทั้งความทุกข์ทรมานและเต็มไปด้วยปริศนาร้อยแปดพันเก้า

            เสียงลมหายใจของพวกมันดังประสานกันอย่างไพเราะไม่ต่างจากวงประสานเสียงของคริสตจักร ไม่ว่าจะเป็นเบส เทนเนอร์ ออโต้ และโซปราโน ล้วนแล้วประสานกันอย่างไพเราะจนไม่คิดว่ามันน่าสะพรึงกลัว แต่ในทางกลับกัน ทำไมผมถึงต้องมานั่งฟังพวกซอมบี้ประสานเพลงกันอยู่ด้วยล่ะเนี่ย…?

            ตอนนี้พละกำลังของตัวเองเริ่มฟื้นฟูเป็นที่เรียบร้อยรวมถึงแผลทุกส่วนที่สมานกันเป็นปกติจนไม่เหลือรอยขีดข่วนอะไรเลย ความรู้สึกของผมในตอนนี้คือหนาวจนใจจะขาด เสียงฝนทุกหยดดังกระทบกับพื้นเบื้องล่างก้องตัวในหัวตลอด ซึ่งนั่นมันก็ยังฟังดูไพเราะกว่าเสียงประสานเสียงลมหายใจของพวกซอมบี้เป็นหลายสิบเท่า แต่ก็ช่างมันเถอะ ตั้งแต่เหตุการณ์พวกนี้มันเกิดขึ้น ผมผ่านเหตุการณ์เสี่ยงตายมาเกือบนับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่แปลกใจที่ครั้งนี้ผมจะสามารถยืนขึ้นและฆ่าพวกซอมบี้ไปให้หมดทั้งบริเวณได้ด้วยตัวคนเดียว

            ความคิดเมื่อกี้ส่งผลให้อะดรีนาลีนในร่างกายสูบฉีดอีกครั้ง แรงฮึดที่ไม่รู้ว่าไปขุดออกมาจากไหนได้กลายเป็นแรงกายและแรงใจเพื่อให้ตัวเองลุกขึ้นมา ผมค่อย ๆ ชันตัวเองให้ลุกขึ้นพร้อมกับหยิบดาบคาตานะที่หล่นลงมาพร้อมกับผมขึ้นมาถือ ตอนนี้พวกมันยังไม่ได้กลิ่นผมเพราะมีกลิ่นน้ำฝนที่ทำให้ประสาทรับกลิ่นเพี้ยน ผมใช้มือที่ว่างนั้นปาดเส้นผมที่เปียกโชกของตัวเองไปด้านหลังพร้อมกำดาบในมือแน่น

            “เข้ามาสิวะ” ผมพูดขึ้น “กูจะฆ่าแม่งให้หมดเลย!!

            ผมพุ่งเข้ามาฟันคอของซอมบี้หนึ่งตัวขาด นั่นทำให้พวกซอมบี้ที่เหลือกรูกันเข้ามาหาผม ตอนนี้ไม่เหลือพลังซอมบี้แล้ว ผมทำได้เพียงใช้เท้าถีบพวกมันด้วยแรงเท่าที่มี แต่ก็ยังไม่มาพอที่จะมีแรงส่งขนาดนั้น จู่ ๆ มีซอมบี้ตัวหนึ่งคว้าแขนผมได้และกัดอย่างไม่รีรอ จากนั้นผมก็รู้สึกว่าพลังซอมบี้นั้นกลับมาอีกแล้ว ในตอนนั้นผมรู้ได้ทันทีว่า พิษซอมบี้ที่ทำปฏิกิริยากับเซลล์ในร่างกายของผมนั้นทำให้เซลล์ของผมกลายพันธุ์ไปชั่วขณะ เพราะว่าผมเคยโดนข่วนที่ใบหน้าและพิษของซอมบี้เข้าสู่ร่างกายของผมในปริมาณที่น้อยมาก ๆ จนเซลล์ในร่างกายสามารถชนะพิษตัวนี้ได้และสร้างภูมิคุ้มกันและสามารถปรับตัวเข้ามาพิษของซอมบี้จนสามารถทำให้เซลล์ในร่างกายกลายพันธุ์และมอบพลังซอมบี้ให้กับผมนั่นเอง!

            เพียงเสี้ยววินาทีนั้น ทำให้ผมรู้และเห็นสิ่งเหล่านั้นได้มากขึ้น พละกำลังของซอมบี้ได้กลับมาแล้ว จับหัวซอมบี้ขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าไปกัดที่คอของมันก่อนเลือดสีดำพุ่งกระจายไปทั่วบริเวณ เลือดของพวกมันขมได้ใจ ต่างจากเลือดของมนุษย์ที่ออกไปในทางเค็มเล็กน้อยและมีกลิ่นคาวบาง ๆ แต่เลือดสีดำเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกว่าพลังของตัวเองพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น

            ให้ตายสิ! เลือดของซอมบี้ก็มีพิษที่ทำให้ผมกลายร่างได้นี่!!

            ผิวของผมกลับมาซีดอีกครั้ง เส้นเลือดทั่วร่างกายผุดขึ้นมา ขอบตาของผมดำขึ้น นัยน์ตาออกแดงเล็กน้อย เมื่อพละกำละงกลับมาจนครบ ผมจึงเหวี่ยงร่างของมันกระเด็นไปไกล ซึ่งมันปลิวออกไปไม่ต่างจากกระดาษ จากนั้นใบมีดอันคมกริบได้ฟันทะลุร่างทะลุคอของพวกซอมบี้จนหมด ในระหว่างที่ผมกำลังตะลุมบอนกับพวกมัน จู่ ๆ ผมก็นึกไม่ออกว่าตัวเองกำลังทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ในเวลานี้คนส่วนใหญ่มักจะยอมให้พวกซอมบี้ฆ่ายังจะง่ายกว่าดิ้นรนเอาตัวรอด เกิดคำถามมากมายอยู่ในหัว ไม่ว่าจะเป็น ทำไม? เพื่ออะไร? แล้วตัวเองจะเป็นยังไงในอนาคต?

            แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมนึกขึ้นได้ ว่าผมยังมีเพื่อนที่ผมไว้ใจอยู่ และพวกนั้นอาจจะถูกวินเล่นงานอยู่ก็ได้ ตอนนี้ผมได้พลังใหม่มาและมากพอที่จะฆ่าพวกมันให้หมดได้ในเวลาอันสั้น ผมยอมกลายเป็นปีศาจเพื่อจะปกป้องคนที่ผมรัก แต่คงไม่ใช่ฮีซุย ใช่เธอคือคนที่ผมเคยรัก แต่ในทางกลับกัน หรืออาจเป็นเพราะว่าตัวเองเหงาหรือเปล่า แต่การใช้ชีวิตอยู่กับเธอเท่าที่ผ่านมามันก็มีความสุขอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เราได้ใช้เวลาร่วมกันบนเตียง ได้ทำกิจกรรมร่วมกันรวมถึงออกไปล่าอาหารและข้าวของร่วมกัน

            ผมเริ่มชักไม่แน่ใจแล้วว่าความรู้สึกแบบนั้นมันคืออะไรกัน…?

            ในขณะที่ผมคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ร่างกายของผมนั้นได้ตอบสนองต่อสัญชาตญาณได้อย่างดีเยี่ยม ผมตวัดใบมีดไปกลางอากาศฟันพวกมันตายไปหลายสิบศพ ทั้งเนื้อทั้งตัวของผมในตอนนี้เปื้อนเลือดสีดำของพวกมัน แต่ก็ยังโชคดีที่ยังมีน้ำฝนคอยชำระสิ่งที่เปื้อนอยู่ออก จู่ ๆ มืออีกข้างของผมไปคว้าดาบคาตะนะของผมอีกเล่มราวกับว่ามันเป็นปาฏิหาริย์ที่ดาบคู่ใจทั้งสองเล่มกลับมาอยู่ในมือของผมอีกครั้ง แม้ว่าผมไม่เคยเรียนวิชาดาบคู่มาก่อน แต่มันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่ ผมพึ่งพละกำลังของตัวเองเหวี่ยงดาบฟันคอของซอมบี้ขาดทีละตัว ๆ

            ผมเห็นปืนไรเฟิลอยู่ไม่ไกลจากตัวเอง

            เมื่อพุ่งเข้าไปถึงปืน โชคดีมากที่ยังไม่พัง ผมคว้ามันขึ้นมาโดยที่ต้องทิ้งดาบไปหนึ่งเล่มและเสียบดาบไว้ที่กางเกง แม้ว่ามันจะเฉือนเนื้อของผมไปบ้าง แต่ไม่มีเวลาให้มานั่งเจ็บปวดอยู่อีกแล้ว ผมปลดเซฟตี้ปืนและเปิดฉากกราดยิงพวกซอมบี้อย่างเอาเป็นเอาตาย

            หนึ่งนัดต่อหนึ่งตัว เป็นคติประจำใจของผมเพื่อประหยัดกระสุนปืน จำนวนของพวกมันลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะประสาทสัมผัสและสัญชาตญาณที่เฉียบคมมากขึ้น จึงทำให้ผมสามารถฆ่าพวกมันได้เยอะ ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ทั้งโลกจะเป็นยังไง แต่ประเทศไทยเรามีประชากรอยู่เจ็ดสิบถึงแปดสิบล้านคน อย่างน้อยที่สุดผมจะต้องฆ่าคนไทยที่กลายเป็นซอมบี้ด้วยกันเองถึงสิบล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมาก ๆ ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง ผมอาจจะกลายเป็นฆาตกรที่มีค่าหัวอันดับหนึ่งของโลกที่รัฐบาลโลกต้องการตัวเป็นอันดับหนึ่งก็เป็นได้

            แต่ในทางกลับกัน รัฐบาลโลกหรืออะไรนั่นมันไม่มีแล้วในโลกที่เน่าเฟะและไร้กฎเกณฑ์แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามล้วนแล้วทำเพื่อเอาชีวิตรอดของตัวเองทั้งสิ้น โลกใบนี้มีแต่มนุษย์ที่เห็นแก่ตัว

            หรือไม่จริง…?

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

11 ความคิดเห็น