Undead War

ตอนที่ 3 : มีอะไรให้คิดอีกเยอะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    4 มิ.ย. 62

            การเบียดอยู่ในรถไฟฟ้าถึงว่าเป็นนรกและสวรรค์รวมกัน ในกรณีที่คุณเป็นผู้ชายและคุณเบียดกับผู้หญิงสวย ๆ 
ตรงสเป็กของคุณทุกอย่างหรือยืนอยู่ใกล้กับเด็กมัธยมน่ารัก ๆ (คุกซะแล้วตรู) และยืนอยู่ท่ามกลางแอร์เย็น ๆ นั่นคือสวรรค์

            แต่ถ้าเป็นนรกล่ะมันเป็นยังไง…?

            มึงต้องยืนเบียดกับพนักงานบริษัทอ้วน ๆ ที่ไหนก็ไม่รู้ ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวคับ ๆ ที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเหม็น ๆ ซึ่งกูกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างอะไรกับตกนรก แม้ว่าผมจะสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร แต่มือก็ยังสามารถเอื้อมถึงด้ามจับในรถไฟฟ้าได้ แต่ทุกครั้งที่รถไฟมันเบรกกะทันหันแม้ว่ามันจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น มันก็ทำให้ใบหน้าของผมจุ่มเข้าไปที่หน้าอกแก่ ๆ ย้อย ๆ เปื้อนเหงื่อเหม็น ๆ นั้นจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ใบหน้าอันอวบอ้วนของเขานั้นก็ไม่ได้แคร์อะไรผมเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมเจอมาตลอดเวลาเดินอยู่ในเมือง สายตาของเขาสื่อถึงความเห็นแก่ตัวของตัวเองที่ปล่อยให้ตัวเองอ้วนแล้วมาเดือดร้อยผู้อื่นในรถไฟฟ้าทั้ง ๆ ที่พื้นที่ตรงนั้นสามารถมีคนไปยืนได้ถึงสี่คนเลยทีเดียว

            สถานีต่อไปสยาม” เสียงผู้ประกาศพูดออกลำโพงหลังเสียงสัญญาณ นั่นหมายความว่ามันถึงสถานีที่ผมจะต้องลง รถไฟฟ้าเริ่มชะลอเพื่อไปจอดเทียบที่ชานชาลา ผู้โดยสารแต่ละคนที่กำลังจะลงที่สถานีนี้เริ่มมีปฏิกิริยาอย่างหนึ่งที่ทุก ๆ เช้าก่อนไปโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ทุก ๆ คนจะอยู่ในท่าที่พร้อมพุ่งตัวออกไปกันอย่างพร้อมเพรียง เมื่อประตูเปิดเพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ยืนรออยู่ที่ชานชาลาเสียมารยาทพุ่งสวนทางเข้ามา คนข้างในก็ต้องถือโอกาสพุ่งสอนไปก่อนและผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องแหวกกองทัพมนุษย์เหงื่อออกมา

            ในที่สุดก็มาถึงซะที ผมเดินไปที่วินมอเตอไซด์บอกให้เขาพาไปที่มหาวิทยาลัย ซึ่งพี่วินคนนี้ก็รู้จักผมเป็นอย่างดี เพราะผมใช้บริการเขาตั้งแต่สมัย ม.ปลาย เขาแต่งตัวเหมือนกับทุก ๆ วันด้วยเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินซีดแขนสั้นมีเสื้อกั๊กสีส้มสวมทับเพื่อให้รู้ว่ากูคือวินมอเตอไซด์นะ

            “ไปมอครับพี่เบียร์” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อย ๆ

            “ว่าไงไอ้น้องชาย วันนี้ไปเรียนเหรอ?” พี่เบียร์ถามด้วยเสียงสดใส พลางขยับรถจักรยนตร์มาให้ผมขึ้นขี่

            “ใช่พี่” ผมยิ้มแหยะ ๆ พร้อมวาดขาขึ้นขี่รถจักรยนตร์เหมือนทุกครั้ง

            “วันนี้ได้ข่าวว่าบีทีเอสคนเยอะมากเลยนี่” พี่เบียร์สตาร์ทเครื่อง

            “เห มีคนมาบอกเหรอ” ผมถาม

            “ก็ลูกค้าพี่หลายคนเข้ามาก็บ่นใส่อย่างเดียวเลย” พี่เบียร์เร่งเครื่องทะยานออกไปบนถนน “พี่ก็ไม่รู้จะพูดยังไง ก็ทำได้แต่ทำหน้าที่ตัวเองและรับฟัง แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร ก็แค่รับฟังพอถึงที่หมายก็รับเงินแล้วก็กลับมาที่นี่ ก็จบ”

            “ฟังดูง่ายดีนะพี่” ผมกรอกตามองบน

            “ชีวิตที่คิดมาก อยู่ไปก็เครียดเปล่า ๆ”

            “มันก็จริง

            ใช่มันก็จริงปกติผมเป็นคนที่คิดอะไรมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่มันก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความคิดอยู่แล้ว จะไปห้ามให้ไม่คิดเลยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าคิดแล้วไม่พูดออกมามันก็อีกเรื่องแล้วเอาไประบายที่อื่นเมื่อตัวผมที่กำลังระบายอยู่ ณ ตอนนี้ หมายถึงพิมพ์ในมือถือ เพราะบางทีการพูดอะไรที่เราคิดออกไปมันก็สามารถทำร้ายคนได้ แต่ในทางกลับกันมันก็สามารถกลายเป็นดาบสองคมที่จะย้อนมาทำร้ายเราในภายหลังได้เหมือนกัน

            การใช้บริการวินมอเตอไซด์มันมีข้อดีอยู่อย่างตรงที่ว่า เราไม่ต้องมารถติดให้เสียอารมณ์ แต่ข้อเสียก็คือผมเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดเนื่องจากควันที่ออกมาจากท้อไอเสียของรถที่ลอยขึ้นมามันก็สามารถทำอันตรายให้ได้เหมือนกัน ซึ่งทุกครั้งที่ผมใช้บริการวินมอเตอไซด์ผมก็ต้องเอามือปิดปากปิดจมูกตลอดเวลา ซึ่งผมก็ใช้บริการพี่เบียร์มาตั้งแต่สมัย ม.ปลาย สงสัยเชื้อมะเร็งคงเริ่มต่อตัวแล้วล่ะมั้ง

            ผมมาถึงมหาวิทยาลัยในไม่กี่อึดใจเพราะพี่เบียร์แกเป็นเซียนขับมอเตอไซด์แถวย่านพระรามสี่แห่งนี้ ซึ่งทำให้แกรู้ทุกซอกทุกมุม เปรียบดั่งพี่แกได้เขมือบแผนที่ไปหมดทั้งเขต เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน พี่เบียร์แกก็พาไปได้ทุกที่โดยไม่ถามสักคำว่าต้องผ่านทางไหน เนื่องจากพี่แกรู้เส้นทางที่สามารถใช้เป็นทางลัดได้หมดทุกเส้น นี่แหละเขาเรียกว่า ไม่เอาเปรียบลูกค้า แม้ลูกค้าจะเอาเปรียบเรา!

            หลังจากที่จ่ายเงินพี่เบียร์ไปสามสิบบาท ผมมองนาฬิกาตัวเองกฎว่าตอนนี้เวลาสิบโมงครึ่ง นั่นก็หมายความว่าผมเข้าเรียนสายอีกแล้ว แต่ตามกฎงี่เง่าของมหาวิทยาลัยที่ต้องเข้าเรียนให้ตรงเวลาและถ้ามาช้าเกินสิบห้านาที อาจารย์ก็จะเช็คชื่อให้ เลท ไป ส่วนถ้ามาหลังจากนั้นก็กลายเป็นขาดทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกำลังโดนอยู่ ณ ตอนนี้ แต่ก็นะพื้นที่ในมหาวิทยาลัยออกจะกว้าง จะเดินไปไหนมาไหนก็ได้้ไม่มีใครว่า ผมเห็นผู้คนที่เดินไปเดินมา ฟันธงได้เลยว่าส่วนน้อย ๆ ส่วนนั้นอาจจะเดินไปอย่างไม่มีจุดหมาย แต่ผมเหรอ

            ผมเดินไปเซเว่นดีกว่า

           

            ยิ่งเข็มสั้นของนาฬิกาเข้าใกล้เลขสิบสองเมื่อไหร่ อากาศก็ยิ่งร้อนมากเท่านั้น แดดเริ่มแผดเผาพื้นปูนจนร้อน แต่ก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้เพราะใส่รองเท้า แต่ทว่าแดดมันสามารถแผดเผาทั้งร่างกายได้อย่างช้า ๆ มันจะพยายามทรมานเราให้ละลายอย่างช้า ๆ จนไม่เหลือแม้แต่กระดูกบ้าไปกันใหญ่แล้ว ก็เดินในที่ร่มสิ มันจะไปยากอะไร ผมเดินออกมาจากเซเว่นพร้อมกับถุงพลาสติกที่ใส่ของกินสำหรับมื้อเที่ยง ซึ่งผมก็ซื้อมาเยอะอยู่เหมือนกัน ถ้าหากคิดว่าผมไม่มีที่ที่จะไปอยู่ก็คิดผิด เพราะว่าตึกคณะของผมนั้นมีห้องหนึ่งที่สามารถให้นักศึกษาเข้าไปนั่งเล่นได้ แม้ว่าผมจะอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือนแต่ก็อย่าดูถูกความสามารถในการหลงนะครับ

            ตึกคณะนิเทศน์ศาสตร์แตกต่างจากตึกคณะอื่นตรงที่ว่าคณะของผมนั้นไม่เน้นความหรูหราอะไรมาก แต่จะเน้นเอางานของนักศึกษามาตั้งโชว์เพื่อแสดงว่าเป็นเอกลักษณ์ของทางคณะและเป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องรุ่นต่อ ๆ ไป ซึ่งก็คือรุ่นของผมนั่นเอง แม้ว่าผมจะอยู่คณะนิเทศก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีความสามารถในด้านสื่อเลยแม้แต่นิดเดียว ที่ผมยอมมาอยู่คณะนี้เป็นเพราะว่าผมอยากจะเรียนจบให้ไวที่สุดแล้วหางานทำเป็นตัวเป็นตนเพื่อเลี้ยงที่บ้าน ผมเดินตรงไปยังลิฟต์แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็คือ ภาพนักศึกษาที่กำลังยืนต่อแถวเพื่อขึ้นลิฟต์ยาวเหยียดรวมถึงอาจารย์ที่กำลังจะขึ้นไปสอนก็เดือดร้อนไปตาม ๆ กัน

            “คือเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ” ผมถามหญิงสาวร่างบางที่อยู่ด้านหน้าของผม

            “เห็นบอกว่าลิฟต์เสียน่ะค่ะ คงจะไปเรียนไม่ได้สักชั่วโมง” เธอตอบพร้อมกับหันหน้ามาหาผม เชื่อเถอะว่าตอนนั้น เวลารอบตัวผมถูกเปลี่ยนให้ช้าลงกว่าปกติหลายเท่า นั่นฟางเธอเป็นดาวคณะ ให้ตายสิ ผมได้คุยกับดาวคณะ!! แต่ก็นะ เธอเป็นคนที่เฟรนลี่มีคนคุยตั้งหลายคน เพื่อนก็เยอะ โด่งดังที่สุดในคณะ ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น แถมยังเป็นดาราอีกด้วย ชีวิตของผมมาถึงจุดนี้ได้ยังไง!! แต่ก็นะ มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว นางสูงน้อยกว่าผมนิดหน่อย ร่างกายผอมบางจนไม่กล้าจะแตะต้องเพราะกลัวว่าเธอจะแหลกสลาย ใบหน้าอันเรียวงามของเธอ ดวงตาที่เป็นประกาย จมูกเป็นสันโค้งที่รู้ว่าเธอไปทำมาแน่ ๆ และริมฝีปากที่อมชมพูนั่นและผิวพรรณที่ขาวเปล่งประกายจนไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยาย เอาเป็นว่าเธอสวยก็แล้วกัน

            “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” เธอเอียงศีรษะไปทางขวาเล็กน้อยอย่างงง ๆ

            “อ๊ะ! เปล่า ๆ ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่คิดอะไรหน่อยเท่านั้นเองครับ” ผมยิ้มแหยะ ๆ

            “เอ๋…? รู้สึกเขินที่ได้คุยกับฉันงั้นเหรอ…?

            ….

            เอ๋…?

            นางอ่านใจได้งั้นเหรอ…?

            สักพักนางก็หัวเราะคิก ๆ ให้ตายสิ น่ารักชะมัด

            “ขอโทษทีนะ พอดีเราเป็นคนมีความสามารถในเรื่องของการอ่านใจน่ะ หวังว่าฉันคงไม่ได้ไปอ่านอะไรที่เป็นความลับของคุณหรอกนะคะ” เธอทำสีหน้าเศร้าเล็กน้อย

            “นั่นเป็นคำพูดของผมมากกว่า แต่เดี้ยวนะ…?” ผมชะงักไปครู่หนึ่ง “อ่านใจงั้นเหรอ?

            “ใช่แล้ว

            ติ้งงง!! ลิฟต์ทำงานแล้ว นักศึกษาที่อยู่ ณ บริเวณนั้นต่างพากันดีใจ เพียงหนึ่งวินาทีก่อนที่จะถาถมเบียดกันเข้าไปในลิฟต์โดยไม่ปรานีใครทั้งนั้น ฟางที่หันมองก็เริ่มลุกลี้ลุกลน

            “โอ้ย! ขอโทษนะคะ แต่ฉันรีบจริง ๆ น่ะค่ะ แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ยังอยากจะคุยต่อน่ะค่ะ รบกวนขอไลน์ได้ไหมคะ?” ผมได้ยินดังนั้นจึงรีบควักมือถือขึ้นมา แต่กลับหล่นลงพื้น โชคดีที่ไม่เป็นอะไร ผมยื่นมือถือให้เธอ ฟางแอดไลน์ของเธอแล้วส่งมือถือมาให้ผมอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็รีบวิ่งตรงเข้าไปในลิฟต์ทันที ปล่อยให้ผมยืนนิ่งหน้าแดงอยู่ตรงนั้น

            ในขณะที่ประตูลิฟต์กำลังจะปิด ผมลองเธอผ่านช่องว่างที่แคบลงเรื่อย ๆ และเชื่อหรือไม่ว่า เธอยิ้มและโบกมือให้ผมก่อนที่ประตูลิฟต์เหล็กกล้านั้นจะปิดลง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

11 ความคิดเห็น