Undead War

ตอนที่ 6 : เข้าสู่กลียุค

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 275
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    25 มิ.ย. 62

             “พวกเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปใช่มั้ย!?” เสียงคาโอริน หญิงสาวชาวลูกครึ่งญี่ปุ่นจับมือ ธัน สาวแว่นร่างเล็กชาวไทยวิ่งหนีซอมบี้มาด้วยกันสองคน พวกเธอจับมือแน่นราวกับว่าทั้งสองรวมกันเป็นหนึ่งที่ไม่อาจจะพลัดพลาดจากกันได้ ทั้งสองคนเป็นคู่รักเลสเบี้ยนที่คบหาดูใจกันมากว่าสองปี แต่ยังไม่ได้คบกันเป็นแฟน ทั้งคู่เป็นนักศึกษาปีสี่ซึ่งกำลังจะจบการศึกษาในปีนี้และหากทั้งคู่เรียนจบ พวกนางได้วางแผนว่าจะย้ายไปอยู่ที่ประเทศอเมริกาเพื่อแต่งงาน ซึ่งมันเป็นที่รู้ดีอยู่แล้วว่า การแต่งงานในประเทศไทยไม่สามารถแต่งงานกับเพศเดียวกันได้ มันอาจจะเป็นเรื่องบัดสีบัดเถลิง แม้ว่าพวกเธอจะจะเป็นคู่เลสเบี้ยนคนดังของโรงเรียนก็ตาม นั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกเธอดีใจอยู่ลึก ๆ หรอก จริง ๆ แล้วพวกเธอมีความรู้สึกผิดต่างหากที่รักเพศเดียวกัน โดยเฉพาะคาโอรินที่มีผู้ชายที่ชอบอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถรู้สึกรักได้แม้แต่น้อย นั่นเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกับตัวเอง ชอบแต่ไม่ได้รัก ไม่ต่างจากที่ตัวเองถูกตัวเองขังอยู่ในห้วงความขัดแย้งที่ไร้สิ้นสุดและไร้ทางออก

            พวกเธอวิ่งไปตามทางเดินพร้อมกับส่งเสียงหอบจนซอมบี้ที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเสียงและวิ่งไล่ตามมาติด ๆ แต่ทั้งสองก็ยังวิ่งไปเรื่อย ๆ แต่ไม่คิดจะปล่อยมือจากกัน

            “ใช่!! พวกเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป ตลอดไปเลยนะ” ธันตอบกลับอย่างเศร้า ๆ เพราะคำว่า เพื่อน มันทำให้เธอรู้สึกแย่ แม้ว่าทั้งสองจะมีความรักให้กัน แต่ก็ยังไม่ได้ขึ้นสถานะว่าเป็นแฟน เพราะเหตุผลบ้างอย่างที่มันกระทบกระเทือนถึงชื่อเสียงของเธอที่มีต่อมหาวิทยาลัย เธอเป็นถึงมือซ้ายของอาจารย์โต๋งและเธอไม่อยากจะหลุดออกจากตำแหน่งนั้นเพราะว่าไปคบกับผู้หญิงคนเดียว คนเดียวที่เธอรักหมดหัวใจ แต่มีแค่เส้นบาง ๆ กั้นอยู่แค่ว่า มันจะเป็นการรักเพศเดียวกัน ซึ่งอาจารย์โต๋งจะต้องตัดเธอออกจากตำแหน่งนี้อย่างแน่นอน

            “โอ๊ย! ช่วยด้วย!!” เสียงธันร้องขึ้นมาจากด้านหลังของคาโอริน “คาโอริน!!

            เมื่อหญิงสาวหันไปหาธันปรากฏว่าเข้าตัวกำลังโดนซอมบี้ตัวนึงกัดเข้าที่แขนจนทำให้ความเร็วในการวิ่งตกไประดับนึง คาโอรินหยุดวิ่ง แต่นั่นเป็นความคิดที่แย่เอามาก ๆ เป็นเพราะว่า ธันกำลังจะตายและจะทำให้ตัวของคาโอรินตายอย่างแน่นอน

            “ช่วยฉันด้วยที่รัก” ธันเริ่มร้องให้ จู่ ๆ ก็มีซอมบี้อีกสองสามตัวพุ่งเข้าหากัดร่างกายของเธอจนเลือดกระฉูดไปทั่วบริเวณ พวกมันคงคิดว่าผู้หญิงคนนั้น ช่างเป็นอาหารกลางวันที่แสนอันโอชะเสียจริง ๆ  คาโอรินมองคนที่ตัวเองรักด้วยความหวาดกลัว ตอนนี้ความขัดแย้งในตัวก็เพิ่มขึ้น ถ้าช่วยเธอมันก็มีความเสี่ยงที่เธอจะโดนกัดเสียเอง หรือว่าจะหนีและทิ้งคนรักเอาไว้แบบนัั้น แต่ถ้าทิ้งเธอไป มันก็ไม่ได้เป็นการพิสูจน์รักแท้ที่คาโอรินที่่มีต่อธัน

            จะเอายังไงดี

            “ช่วยฉันด้วย เจ็บเหลือเกิน” ธันดิ้นไปมาทั้ง ๆ ที่มือซ้ายของเธอกำลังบีบรัดมือของคาโอรินจนเลือดไม่มีจะเลี้ยง ซึ่งเธอก็ไม่ได้คิดถึงตรงั้นสักเท่าไหร่

            “ปล่อยมือฉัน” คาโอรินพูด อยู่ดี ๆ น้ำตาของเธอก็ไหลลงมาตามใบหน้า แววตาของเธอไม่ได้บ่งบอกถึงความอาลัยอาวอนเลยสักนิด แต่เป็นแววตาของซาตานที่เต็มไปด้วยความเย็นชา หญิงสาวสะบัดแขนของคนที่เคยรักหลุดเพียงการสะบัดเพียงครั้งเดียว ธันตกใจเป็นอย่างมาก แต่ใจสลายด้วยในเวลาเดียวกัน

            “คาโอริน!!

            “จะให้กูกับมึงเป็นรักต้องห้ามไปตลอด ชีวิตกูก็ล่มสลายกันพอดี!!” คาโอรินตะคอกใส่เหมือนกับว่าสิ่งที่อัดอั้นในใจนั้นได้ถูกปล่อยออกมา “ตาย ๆ ไปซะเถอะมึง!!

            ว่าแล้วคาโอรินก็จัดการใส่เท้าถีบร่างของอดีตคนรักล้มหงายหลังไปหาพวกซอมบี้และพวกมันก็จัดการรุมกินโต๊ะอย่างบ้าคลั่งราวกับว่ามันเป็นอาหารมื้อโอชะเลยก็ว่าได้ เสียงฉีกเนื้อทำให้คาโอรินถึงกับสำรอกออกมาเพราะมันไม่ต่างอะไรที่ตัวเองฆ่าเอง เธอฆ่าอดีตคนรักของตัวเอง แต่ซอมบี้เป็นคนลงมือปลิดชีพ เธอวิ่งออกไปพร้อมกับปาดน้ำตา ฉันจะต้องรอด เธอพูดกับตัวเอง ความรักจะหาต่อไปข้างหน้าก็มีอยู่เยอะแยะ!!’

           

            พวกเรากำลังวิ่งหนีพวกซอมบี้ที่กำลังไล่กวดอยู่ นิวใช้กำลังแขนอันมหาศาลของเขาดันตู้เหล็กที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ ทางล้มลงเพื่อสกัดพวกมัน แต่ก็สกัดไม่ได้นาน พวกมันก็สามารถปีนผ่านมาได้อย่างง่ายดาย พวกมันมีการเรียนรู้ที่รวดเร็ว พวกมันสามารถแก้ปัญหาได้บางอย่างเพื่อเป้าหมายที่เหมือนกันอยู่เป้าหมายเดียวก็คือ เลือดเนื้อและสมองของพวกเรานั่นเอง ผมหวดพวกมันสองตัวที่จู่ ๆ ก็พุ่งเข้ามาหมายจะแหวกหน้าท้องและได้ชิมเลือด ขอโทษทีที่จะให้ทำแบบนั้นได้ยาก ผมหวดพวกมันติดกับกำแพงหนึ่งตัวและอีกตัวผมหมุนตัวหลบกรงเล็บของมันและใช้หัวกระบองสวนทิ่มขึ้นที่คาง พริบตาเดียวที่ผมเห็นนิววิ่งเข้ามา ผมก็ก้มหมอบลงกับพื้น ส่วนนิววิ่งเข้ามากระโดดถีบซอมบี้ตัวที่ผมเสยคางไปและใช้กระบองฟาดเข้าที่ศีรษะของมันจนสมองแบะอยู่กับพื้น เราไม่มีเวลาที่จะชื่นชมคอมโบที่เพิ่งทำไปเมื่อกี้ สิ่งสำคัญอย่างหลักเลยก็คือเราต้องออกจากที่นี่ให้ได้ พวกเราอยู่ชั้นสอง และเราไม่สามารถลงไปชั้นหนึ่งได้ เพราะบันไดหนีไฟมันสุดแค่ชั้นนี้ พอถึงจุดนี้มันทำให้ผมรู้สึกเกลียดสถาปนิกที่ไม่ออกแบบให้บันไดหนีไฟลงไปให้ถึงชั้นหนึ่ง ผมกับนิวหันหลังชนกัน

            “เอ็น ตรงหน้าชั้นมีอีกตัว”

            “ข้างหลังชั้นก็มี”

            นิวหยิบเศษเหล็กที่อยู่ตรงเท้าของเขาและปาไปเสียบทะลุกะโหลกศีรษะของซอมบี้ตรงหน้าเขาด้วยแรงเหวี่ยงอันมหาศาล ปกติแล้วนิวเป็นคนมีพละกำลังที่เกินมนุษย์แล้ว เขาเคยเล่าให้ฟังก่อนที่จะเกิดเรื่องราวกลียุคนี้ว่า เขาเป็นคนออกกำลังกายที่ใช้แรงเกินกำลังมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว จนพละกำลังของเขาสามารถยกรถได้คันนึงเลยทีเดียว อันนี้เขาไม่ได้พูดเล่น แต่เขาเคยยกรถของตัวเองให้ดูแล้ว ซึ่งเขาทำได้จริง ๆ!!

            “ให้ช่วยมั้ย?” นิวถาม

            “ไม่ต้อง”

            ผมไม่ยอมให้เขามาช่วยเพียงฝ่ายเดียวหรอก พริบตานั้น ในที่สุดผมก็ยอมใช้ทักษะการใช้อาวุธที่ถูกพ่อบังคับให้ฝึกฝนมานาน ควงกระบองเป็นวงก่อนจะฟาดไปที่หัวมันสิบทีด้วยความเร็วที่เหนือแรง มันเป็นทักษะที่ผมฝึกอยู่ประมาณสองปี ต้องมีกำลังแขนที่แกร่งพอที่จะทำได้ เมื่อก่อนพ่อบังคับให้ผมฝึกเคนโด กระบองและปืน จนทำให้ผมมีทักษะติดตัว ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมจะสามารถเอาทักษะพวกนี้ไปปกป้องคนที่เรารักได้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ใช้มันเร็วขนาดนี้ ยุคสมัยกลียุค ทักษะการต่อสู้เป็นทักษะที่สำคัญมากในการเอาชีวิตรอด

            จากนั้นซอมบี้ที่ปืนพ้นตู้มาได้ก็เริ่มวิ่งเข้ามาประจันหน้า ส่วนซอมบี้อีกฝั่งนึงก็วิ่งเข้ามาประจันเหมือนกัน

            “มันเริ่มเข้ามาเยอะเกินไปแล้ว ต่อให้เป็นพลังของชั้นกับทักษะของนายก็ไม่มีทางเอาชีวิตรอดได้หรอก” นิวบอก

            “แล้วเราจะทำยังไงดี?  ผมถาม

            “โดดลงจากหน้าต่าง” ไม่พูดเปล่า นิวพุ่งเข้าไปกระแทกกับหน้าต่างบานใหญ่จนกระจกแตก ร่างกายของเขาดิ่งลงพสุธาอย่างรวดเร็ว เขาหมุนตัวจากที่แผ่นหลังของเขาจะถึงพื้น เปลี่ยนให้เป็นฝ่าเท้าของเขาแทน เมื่อเท้าของเขาถึงฟื้นเขาสั่งให้ผมกระโดดลงมา

            “ลงมาเลย!!

            “จะบ้าเหรอ!! กูจะกระโดดได้ยังไงมันสูงนะเว้ย!!” ผมเหงื่อตก “กูก็ไม่ได้มีพละกำลังที่แข็งแกร่งเทียบเท่าซุปเปอร์แมนอย่างนายสักหน่อย”

            “เดี้ยวจะรอรับให้ ไม่โดดก็เรื่องของนาย จะตายที่นี่ก็ไม่มีใครว่าหรอก” เมื่อเขาเห็นซอมบี้ตัวนึงที่จะวิ่งเข้าใส่ เขาจับมันแล้วหักคอจนศีรษะหลุดออกมาจากบ่า และร่างกายของมันก็ล้มลงกับพื้น

            ในขณะที่ยังสองจิตสองใจว่าจะทำยังไงต่อไป ถ้าผมยังอยู่ตรงนี้ยังไงก็ต้องตาย ถ้าโดดลงไป โอกาสตายก็จะลดน้อยลง แต่จะไว้ใจนิวให้รับเข้าทันได้หรือเปล่า ผมฆ่าซอมบี้ไปได้สองสามตัวในระหว่างคิดว่าผมจะเอายังไงดี ในชีวิตจริงพวกมันไม่เคยรอให้เราคิดเสร็จหรอก มันจะคอยวิ่งพุ่งเข้าสู่เป้าหมายของมันโดยที่ไม่ได้สนใจว่าเป้าหมายกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เชื่อเถอะว่า พวกมันย่อมไม่มีความปราณีต่อเป้าหมายอยู่แล้ว จู่ ๆ มีหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งหนีลงมาจากบันไดหนีไฟคนละฝั่งที่ผมวิ่งมา เธอหลบการโจมตีของซอมบี้อย่างรวดเร็วแต่เธอก็ส่งเสียงออกมาด้วยความหวาดกลัว ด้วยร่างกายที่มันขยับไปเอง ผมวิ่งเข้าไปช่วยเธอโดยที่ในหัวนั้นไม่ได้มีข้อมูลความคิดแบบนั้นอยู่ด้วยซ้ำ

            กระบองถูกหวดไปที่กลางหน้าผากของซอมบี้ตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้หญิงสาวคนนั้นมากที่สุด ผมดึงเสื้อของอีกตัวเข้ามาหาตัวแล้วดีดกระบอกฟาดกลางกระหม่อมจนมันสิ้นฤทธิ์ไป  

            “ไม่เป็นอะไรนะ?” ผมถาม

            “ไม่เป็นไรค่ะ” คาโอรินตอบ “แต่รีบหนีกันดีกว่านะคะ”

            “บันใดหนีไฟก็มีถึงแค่ชั้นนี้ ส่วนลิฟต์ก็พังไปแล้ว”

            “งั้นกระโดดลงทางหน้าต่างกันเถอะค่ะ เมื่อกี้ชั้นเห็นคนกระโดดลงไปแล้วไม่เป็นอะไรเลย ชั้นคิดว่าถ้าเรากระโดดลงไปก็ไม่เป็นอะไรแน่นอนค่ะ” คาโอรินพูดด้วยความมั่นใจที่มาพร้อมกับแววตา

            “มันเสี่ยงมากเลยนะ ถ้ากระโดดลงไปผิดท่าแล้วเกิดขาหักขึ้นมาจะทำยังไง”

            “ไม่มีเวลาคิดแล้วค่ะ” เธอคว้ามือของผมและวิ่งออกไป ส่งผลให้ตัวเองถูกกระซากตามไปด้วย พละกำลังที่เกินกำลังผู้หญิงนี่มันคืออะไรกัน

            เธอแบกผมด้วยพละกำลังของเธอและกระโดดลงไปทางหน้าต่าง พวกซอมบี้ที่วิ่งไล่กวดเข้ามาต่างก็ตกลงไปทางหน้าต่างจนร่างกายพวกมันแหลกเหลวจนไม่สามารถใช้งานได้ นิวที่ยืนรออยู่ตรงนั้นพลางจัดการฆ่าพวกซอมบี้ที่วิ่งเข้ามาหมายจะลิ้มลองเลือดอันหอมหวานของเขาที่ไม่มีซอมบี้ตัวไหนเคยลิ้มลองมาก่อนถึงกับอึ้ง เมื่อร่างของคาโอรินถึงพื้น เธอเหวี่ยงผมลงจากบ่า ใบหน้าของนิวดูประหลาดใจเมื่อได้เห็นคาโอริน

            “ผู้หญิงอะไรวะเนี่ย แกร่งเกินไปแล้ว” ผมครวญ

            “นี่นิวมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย” คาโอรินถาม

            “กะก็ไม่อยากถูกพวกซอมบี้ฆ่าก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดเป็นเรื่องธรรมดา” นิวตอบ “ว่าแต่เธอแหละ มาอยู่นี่ได้ยังไง”

            “พอ ๆ ไม่ต้องมาถามอะไรมากมาย ตอนนี้เอาชีวิตให้รอดก่อนดีมั้ย!?” ผมไม่รู้นะว่าสองคนนั้นเคยมีความสัมพันธ์อะไรมาก่อน ถึงได้พูดจาเหมือนเคยสนิทสนมกันมาก่อน แต่ตอนนี้มันใช่เวลาที่ต้องมาตอบคำถามนี้กันแล้ว ผมคว้ากระบองของตัวเองที่ตกอยู่ที่พื้นแล้วลากทั้งสองคนออกจากพื้นที่บริเวณนั้น

            “เราต้องไปที่ตึกจอดรถก่อน ถ้าขับรถออกไปได้เราก็จะมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น” นิวบอก

            “นายมีกุญแจรถใช่มั้ย” ผมถาม

            “ชั้นเสียบคาไว้บนรถตลอดเวลา ไม่มีทางที่จะไม่หาย” เขาพูด

            “แบบนั้นอะยิ่งโดนขโมยเข้าไปใหญ่เลยไม่ใช่เหรอ!?

            “ก็ไม่เคยโดนขโมยสักครั้งเลยนี่”

            พวกเราวิ่งไปตามทางเดินที่ทอดยาวไปถึงตึกเรียนต่าง ๆ ในระหว่างทางนั้นก็เจอซอมบี้หลายตัว ตัวไหนที่สามารถหลบได้ ผมจะหลบแล้วให้นิวจัดการ ส่วนตัวไหนที่ผมจัดการได้ ผมก็ลงมือ ณ ตอนนั้นเลย ส่วนผู้หญิงที่ผมข้างหลัง เหมือนจะชื่อ คาโอริน หรืออะไรสักอย่าง เพราะผมเคยเจอเธออยู่ไม่กี่ครั้งที่มหาวิทยาลัย แถมยังเป็นรุ่นพี่ของผมอีกด้วย เธอวิ่งตามพวกเราติด ๆ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะวิ่งมาอยู่ฝั่งผมมากกว่าที่จะไปอยู่ฝั่งนิว เรื่องนี้ผมไม่เข้าใจ หรือจะเป็นเพราะว่าเธอไม่ได้รู้จัก
นิวมากก่อนเลยไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ แต่ผมที่ถูกเธอแบก และยังถูกเหวี่ยงลงพื้นก็คงไว้ใจได้สักส่วนนึงล่ะมั้ง

            เมื่อถึงตึกจอดนิวเพิ่มความเร็วที่ฝีเท้าของตัวเองแล้ววิ่งขึ้นบันไดไปแทนที่จะใช้ลิฟต์

            “นายจอดไว้ชั้นไหน?” ผมถาม

            “ชั้นสองนี้เอง”

            “นายใช้เส้นสายยังไงถึงสามารถจอดรถไว้ชั้นสองได้กันล่ะเนี่ย” ที่ผมพูดแบบนี้เป็นเพราะว่า ผมเคยขับรถมาจอดที่ตึกนี้มาก่อน และตึกจอดรถนี้สูงสุดอยู่ที่ชั้นที่สิบ การที่เราจะมาจอดที่ชั้นสองนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้นอกจากว่าจะมาเช้าจริง ๆ ผมว่านิวคงจะต้องมาถึงเช้ามาก ๆ ถึงจะได้จอดเพียงชั้นสอง ส่วนชั้นหนึ่งนี่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เพราะมันเป็นของคณะอาจารย์ฝ่ายบริหารเท่านั้นถึงจะจอดได้

            “ชั้นไม่มีเส้นสายอะไรทั้งนั้นเว้ย!” เขาชะโงกหน้ามาแล้วพูด “ทุกอย่างที่ชั้นได้มานั้น ไม่เคยได้มาจากเส้นสายของชั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว”

            ดูท่าเขาจะเกลียดการใช้เส้นสายเข้าไส้เลยแหะ ไม่งั้นเขาคงไม่พูดถึงขนาดนี้หรอก

            ผมกับคาโอรินวิ่งขึ้นวิ่งขึ้นบันไดไป

            “เดี้ยวนาย นายชื่ออะไร” คาโอรินถาม “ฉันชื่อ คาโอริน”

            “เอ็น” ผมตอบ “ยินดีที่ได้รู้จักนะ แต่เดี้ยวค่อยคุยต่อกันบนรถ”

            เมื่อถึงรถของนิว ผมไม่เห็นเขาขึ้นไปนั่งบนรถและสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมออกไปจากที่นี่เมื่อสมาชิกครบทีม แต่กลับเห็นเขายืนเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชายจำนวนห้าคน แต่ละคนมีไม้เบสบอลเป็นอาวุธประจำกาย แต่งตัวนักศึกษาแต่ใส่หมวกคลุมหน้าเหลือแต่เพียงดวงตาที่โผล่พ้นมาให้เห็น ผมหยุดอยู่ตรงหัวบันไดเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ เท่าที่ผมเห็นในตอนนี้ก็คือ นิวกำลังเผชิญหน้ากับโจทย์เก่าของเขาอยู่ที่เคยมีเรื่องกันเมื่อนานมาแล้ว แต่เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเรื่องกับใคร จะไปมีศีตรูที่ไหนกัน

            “ว่าไงไอ้นิว ทำอะไรหายงั้นเหรอ?” ชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงกลางถามด้วยน้ำเสียงที่กวนสารท นิวไม่ตอบ ซึ่งเขาก็รู้ปฏิกิริยาของนิวดี จึงชูกุญแจรถของนิวขึ้นมาพร้อมกับมองมันเสมือนเพชรที่เพิ่งถูกขุดออกมาจากโคลนตม ให้ตายสิ เขาโดนขโมยกุญแจรถงั้นเหรอ มันจะโทษใครไม่ได้นอกจากจะต้องโทษตัวเองที่สะเพร่าได้ถึงขนาดนี้ ผมยืนมองสถานการณ์ได้สักครู่ก่อนที่จะเข้าไปยืนข้าง ๆ

            “โฮ่! เดี้ยวนี้แกมีเพื่อนแล้วเหรอ?” มันพูดออกมาด้วยความแปลกใจและเยาะเย้ย “คนที่โลกส่วนตัวสูงอย่างแกมีเพื่อนกับเขาด้วยเหรอวะ? อ่ะ! ไหน ๆ ก็จะตายกันหมดอยู่แล้ว ก็ตายเฉพาะแค่พวกแกเลยละกัน”

            ผมจำได้แล้ว! พวกนี้เป็นนักเลงที่ชอบปลอมตัวมาเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยผมและคอยหลอกหาผู้หญิงไปฟันแล้วทิ้ง ส่วนผู้ชาย ถ้าไม่จับไปเป็นทาสรับใช้ก็จะกลายเป็นกระเป๋าเงินให้มันแทน แม้จะไม่ใช่แก็งค์ใหญ่อะไร แต่โดยเฉพาะหัวหน้าหนุ่มที่กำลังยืนเผชิญหน้าอยู่นี้ชื่อ กันต์ พ่อเป็นถึงนายกรัฐมนตรีที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถแตะต้องตัวเขาคนนี้ได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขายิ่งใหญ่ที่สุดในมหาวิทยาลัย เพราะถูกเลี้ยงมาโดยมีพ่อของตัวเองหนุนหลังมาอยู่ตลอด ผมจำข่าวนึงได้เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา เมื่อนายกชนะการเลือกตั้ง เขาได้ประกาศว่าเขาจะแต่งตั้งลูกชายของเขาเป็นนายกคนต่อไปหากหมดวาระ นั่นกลายเป็นข่าวดังเพียงชั่วข้ามคืน

            แต่วันนี้ มันไม่มีอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนายกหรือผู้มีอิทธิพลทั้งหลายที่คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ในประเทศ พอโลกของเราถึงคราวกลียุค คนพวกนี้ก็ไม่ต่างจากก้อนอาหารชุ่มเลือดอันโอชะที่ให้ซอมบี้มันไล่ล่าเพื่อความสนุกก่อนที่จะกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย มนุษย์เรานี่ก็แปลก บางคนเชื่อว่าผีน่ากลัวกว่าคน เพราะมันสามารถหลอกคนและทำอะไรที่มันเหนือธรรมชาติได้ แต่หารู้ไม่ว่าบางทีมนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละเป็นสัตว์ที่เดินสองขาที่น่ากลัวที่สุดบนโลกใบนี้ แม้ว่าพวกซอมบี้จะน่ากลัวก็จริง แต่ยังไงความน่ากลัวอันเป็นที่หนึ่งมันก็ตกเป็นของมนุษย์ธรรมดาตามเคย พวกเราวิ่งหนีอย่างหวาดกลัวจากพวกซอมบี้ แต่ก็ไม่น่ากลัวเท่ามายืนประจันหน้ากับมนุษย์ที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร ผมมองว่าตามจิตวิทยา คนเราจะกลัวในสิ่งที่เราไม่รู้ ซึ่งมันก็จริง แต่กับพวกซอมบี้ เรารู้ว่ามันจะเข้ามากัดกินเรา และเราไม่อยากโดนมันกัดเพราะหากโดนกัดก็จะตาย ถึงกลัวและวิ่งหนีไปให้ไกล

            ผมไม่ได้ขยับตัวเข้าให้มากกว่าเพราะเกรงว่าจะเป็นตัวถ่วงให้นิวมากกว่า แต่น่าเสียดายที่พวกผมถูกจับได้ทันที ซึ่งมันทำให้ผมคิดว่า แค่ยืนแอบอยู่เฉย ๆ มันเป็นความคิดที่ดีที่สุด แต่ในความจริงนั้น มันเป็นความคิดที่แย่พอ ๆ กับพุ่งออกไปเผชิญหน้ากับพวกมันโดยที่เบื้องหน้าไม่ได้มีความหวาดกลัว

            “เดี้ยวนี้มีเพื่อนมาสมทบด้วยงั้นเหรอ?” กันต์พูดอย่างเหยียดหยาม “แกโซโล่มาตลอดเลยนี่ แล้วทำไมตอนนี้ถึงเข้าหาพวกแล้วล่ะ หืม?

            นิวไม่ตอบ ท่าทางของเขาเหมือนทำท่าจะยอมแพ้

            ผมไม่ได้รู้จักเขาถึงขนาดว่าท่าทางของเขากำลังจะทำอะไร แต่รู้สึกสังหรณ์ใจว่า จะเกิดอะไรบางอย่างขึ้น

            จู่ ๆ ก็มีซอมบี้วิ่งขึ้นมาทางบันได!

            และมันกำลังพุ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ให้พวกผมได้ตั้งตัว

            อีกนิดเดียว

            อีกนิดเดียว เล็บของมันกำลังจะได้ลิ้มลองเลือดของผมแล้ว!!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

11 ความคิดเห็น