Undead War

ตอนที่ 7 : นาทีหลบหนี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    4 ก.ค. 62

               จู่ ๆ ก็มีมือเข้ามาคว้าข้อมือของซอมบี้ นั่นมือของนิวนั่นเอง เพียงพริบตาเดียว เข้าสามารถวิ่งเข้ามาถึงผมที่ห่างกันถึงสามเมตร!? สายตาของเขาเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาจัดการหักข้อศอกด้วยมือข้างที่ว่างและใช้พละกำลังกายเหวี่ยงร่างของมันเข้าไปสกัดกับฝูงของมันที่กำลังจะเข้ามาใกล้ เชื่อเถอะว่าคุณไม่อยากรู้จำนวนของพวกมันที่พยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาหาถุงเสบียงแน่ ๆ

            “ไปแย่งกุญแจรถกูมา! เอ็น! ส่วนพวกซอมบี้เดี้ยวสกัดไว้ให้เอง!” นิวสั่ง “เร็วเข้า!! ไม่มีเวลาแล้ว!

            ผมทำตามคำสั่งแต่โดยดี แต่ละก้าวที่ผมขยับ แต่ละก้าวที่ผมซอยเท้าออกมักจะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่อยู่ใต้เท้าจนความรู้สึกลึก ๆ แล้วผมไม่อยากจะก้าวเท้าออกไปแม้แต่ก้าวเดียว ผมไม่รู้ว่าจะกลัวอะไร ระหว่างพวกซอมบี้และพวกมนุษย์นักเลง แม้ขาของผมกำลังเริ่มชา สมองของผมเริ่มสั่งงานช้าลง ไม่สิ นี่อาจจะเป็นช่วงที่เวลากำลังหมุนช้าลงก็ได้ ใช่ มันกำลังให้ผมคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดี ผมยังสามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้ตามปกติ สมองยังคิดได้ แต่เส้นประสาทนั้นกำลังรับรู้อะไรต่ออะไรได้ช้าลง เสียงของนิวที่ตะโกนมาหาผมมันกำลังดังอยู่ในหัว มันวนลูปแบบไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกำลังเป็นสัญญาณให้ผมต้องตื่นจากภวังค์บ้า ๆ นี้ได้แล้ว คาโอรินที่กำลังตกใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีวันจบก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สมองเธอในตอนนี้คงจะแฮงค์ไปแล้ว มันเป็นข้อมูลที่เราไม่ได้มีประสบการณ์และไม่ได้มีการฝึกฝนมาก่อน จึงไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากว่าเธอจะยืนอยู่และให้ซอมบี้พวกนั้นฉีกเนื้อเธอออกมาเป็นชิ้น ๆ เสียงของโหยโหนของพวกมันทำให้เลือดเนื้อของชาไปหมด แม้เวลาตัวเองจะเคยอยู่หนังซอมบี้มามากมายขนาดไหน ก็ยังกลัวเสียงพวกมันที่เจาะเข้าไปทำให้เลือดผมอุณหภูมิต่ำลง

            มือของผมไขว่คว้ากุญแจรถที่มีพวงกุญแจเป็นพุชชีนแคทจากมือของกันต์ กำลังแขนของผมนั้นไม่ได้มีมากมาย จึงใช้โอกาสที่มันกำลังตกใจกลัวนี้ให้เป็นประโยชน์ ผมเหยียดแขนออกจนสุด ถ้าแขนยืดออกมาเป็นแขนลูฟี่ได้ก็ตงจะดี แต่ขอโทษที่ว่านี่เป็นโลกแห่งความจริงจึงต้องดึงไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพียงเสี้ยววินาที ผมคว้ากุญแจรถมาจากมือของมันได้ พอนักเลงหนุ่มรู้ตัวจึงใช้มืออีกข้างชกเข้าที่ซี่โครงเข้าอย่างจัง แรงหมัดนั้นได้ผ่านการฝึกซ้อมและผ่านประสบการณ์มานักต่อนัก จึงส่งผลให้กระดูกซี่โครงของผมเริ่มร้าว กระบองที่เป็นอาวุธคู่กายนั้นหลุดจากมือ ผมรู้สึกถึงมันได้ เสียงร้าวเบา ๆ ครวญครางออกมาจากร่างกายของผม ความรู้สึกที่เจ็บแปลบมันขยายวงกว้างขนาดรู้สึกเจ็บถึงเส้นผม มันมองมาที่ผมพร้อมกับกระซากกุญแจรถไปจากมือและแสยะยิ้มอย่างสยดสยอง นี่มันไม่เหมือนรอยยิ้มของมนุษย์ทั่วไปเลย

            “อยู่ดี ๆ ร่ายกายของการปะทะว่ะ” กันต์พูดพร้อมเหวี่ยงเข้าพุ่งเข้ามากระแทกเข้าที่ท้องเต็ม ๆ จึงส่งผลให้ร่างกายชาขึ้นไปอีก แขนขาจากที่แรงน้อยอยู่แล้วกลับไม่มีแรงแม้จะลุกขึ้นยืน สมองของผมนั้นว่างเปล่า แต่ก็มีแวบเดียวเท่านั้นที่ภาพนั้นได้ผุดขึ้นมาให้หัว มันเป็นรูปของพ่อแม่ที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในบ้าน พ่อใช้แรงทั้งหมดขนเฟอร์นิเจอร์มาขวางประตูเพื่อไม่ให้พวกซอมบี้พังเข้ามาได้ ส่วนแม่ที่กำลังสติแตกกับเรื่องที่เกิดขึ้นกำลังวิ่งไปรอบบ้านและทำลายข้าวของอย่างไร้เหตุผล ส่วนพ่อที่ยังตั้งสติได้ก็เข้าไปล็อกตัวแม่เพื่อให้ตั้งสติให้ดี เพราะเขามั่นใจว่าเขามีเวลามากพอที่จะทำให้ภรรยากลับมามีสติอีกครั้งและสามารถหาวิธีที่จะมีชีวิตรอดต่อไปหรือจะหนีย้ายไปอยู่ที่อื่น

            ภาพนั้นหายไปพร้อมกับผมสำรอกออกมาเป็นเลือดสีแดงเข้ม นิวที่กำลังสู้กับซอมบี้อย่างยากลำบากได้ตัดสินใจโยนสมุนของกันต์ทั้งหมดไปให้พวกซอมบี้กินเพื่อเป็นนกต่อ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเป็นแบบสโลว์โมชั่น นิววิ่งเข้ามาโดยการที่เขาเหวี่ยวตัวเองเข้ามาเพื่อให้ถึงตัวผมให้ไวที่สุด ก่อนที่ฝ่าเท้าของกันต์จะประทับลงบนศีรษะของผมในไม่กี่วินาทีนี้ ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาของผมเริ่มจะเลอะเลือนแล้ว หูของผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงลมเบา ๆ แทนที่จะเป็นเสียงของนิวที่พยายามแหกปากตะโกนจนปากแทบจะฉีกจนถึงใบหู

            “เอ็น! หลบไป! เอ็น!!” ครับผมไม่ได้ยิน

            เขาเข้ามาถึงตัวนักเลงหนุ่มทันเวลาและคว้าร่างของกันต์แล้วเหวี่ยงไปหาพวกซอมบี้ทันที ซอมบี้บางตัวที่กินเนื้อของเหยื่อที่เข้ามาก่อนหน้าก็พุ่งไปลิ้มลองเนื้อของเหยื่อรายใหม่ทันที จากสีหน้าอันไร้ชีวิตชีวาของพวกมันพอจะบอกได้ว่ามันรู้รู้อย่างไรเมื่อได้ลิ้มลองเหยื่อรายใหม่นี้

            แต่ผมกลับลืมอะไรบางอย่าง

            …..

            กุญแจรถ….

            มันยังอยู่ในมือของกันต์

            กันต์กำลังโดนพวกมันกันกินเลือดเนื้ออยู่

            ผมหันไปมองนิวที่กำลังแบกคาโอรินที่สภาพร่างกายและจิตใจไม่พร้อมที่จะวิ่ง เขาให้เธอขึ้นหลังและวิ่งผ่านร่างของผมไปโดยที่ไม่ได้ถามถึงกุญแจเลยแม้แต่น้อย อะไรกันกุญแจรถหายไปแล้ว ถ้าจะให้ไปสตาร์ทรถโดยการใช้วิธีเชื่อมสายไฟอย่างที่เห็นในหนังล่ะก็ผมทำไม่ได้หรอก ต่อให้เป็นนิวก็คงไม่ได้ อีกประมานครึ่งนาทีเพื่อรอให้พวกซอมบี้สนุกกับมื้อกลางวันของมันจนหมดแล้วมันจะหันมาสนใจของหวานอย่างพวกเราโดยไม่ต้องสงสัย ตอนนี้ทำได้เพียงรอ เพราะต่อให้วิ่งต่อไปก็วิ่งต่อไปไม่ไหวอยู่ดี ต่อให้วิ่งไหวก็ไม่รู้ว่าเราจะไปเจออะไรต่อไปอีก ร่างกายของผมเพิ่งโดนปะทะมาอย่างสาหัส ลมหายใจผมขาดช่วง จังหวะการเต้นของหัวใจไม่โดยจะปกติเท่าไหร่

            จบเห่แล้ว

            “จะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานมั้ย?” เสียงนิวดังมาจากด้านหลัง

            ผมได้พบความจริงเมื่อหันหลังไป เขาวางร่างของคาโอรินที่สุดท้ายก็หมดสติที่เบาะหลังก่อนที่จะปิดประตูรถ ดวงตาของเขาไม่ได้บ่งบอกถึงความกระวนกระวายในตัวเขาเลย

            “กุญแจรถละก็อยู่นี่” เขาชูกุญแจรถขึ้น

            เป็นไปได้ยังไง…?

            “ทีนี้รีบขึ้นรถได้หรือยัง ก่อนที่พวกมันจะกินอาหารออเดิร์ฟหมดก่อน”

            ผมนั่งคุกเข่าอยู่ไม่นาน แต่นั่นก็ไม่ได้ปล่อยให้นิวยืนรออย่างใจเย็น เวลาตอนนี้แสนจะมีค่ายิ่งกว่าเงินตรา เขาตัดสินพุ่งตัวเข้ามาคว้าร่างกายของผมและเหวี่ยงขึ้นบ่าเหมือนกระสอบข้าวอย่างง่ายดาย ผมสังเกตุว่าสีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่นิดเดียว เขาจับให้ผมนั่งข้างคนขับก่อนที่ตัวเองจะวิ่งขึ้นไปนั่งอีกฝั่งหนึ่ง จู่ ๆ ก็มีสองคนขึ้นมาบนรถโดยนั่งเบาะหลัง ปรากฏว่าเป็นนัทกับกิ๊บ ทั้งสองดูเหนื่อยและใจหายกับเรื่องที่เกิดขึ้น กิ๊บยกร่างของคาโอรินให้นั่งเพื่อให้มีพื้นที่พอสำหรับนั่งสามคน

            “พวกมึงก็หนีมาทันงั้นเหรอ?” นิวถามโดยมองผ่านทางกระจกหลัง

            “ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดอะไรมาก รีบซิ่งหนีกันก่อนดีกว่า” นัทเอามือมาวางบนไหล่ของนิว “กูอยากให้มึงเหยียบให้มิด ขอให้หนีกลับไปได้ก็พอ”

            “จัดไป” นิวแสยะยิ้ม

            นิวจัดการเข้าเกียร์ เท้าขวาเหยียบคันเร่ง ยานพาหนะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผมแทบจะคว้าเข็มขัดนิรภัยมาคาดแทบไม่ทัน แรงกระชากของรถทำให้แผ่นหลังติดกับพนักพิงอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งสองคนที่ยังมีสติมีสภาพไม่ต่างจากผมสักเท่าไหร่ เพิ่มเติมก็คือพวกเขาไม่ค่อยรู้สึกถึงวิธีการขับรถของนิวเลยแม้แต่น้อย

            “ชั้นรู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่” นัทยิ้ม “พวกเราชินแล้ว”

            นิวเหวี่ยงรถตัวเองให้ชนกับพวกซอมบี้ที่บังอาจมาขวางทางจนเลือดสีแดงเข้มกระฉอกมาโดนรถจนเปื้อนไปรอบคันและยังไม่รวมถึงพวกเครื่องในเอย ไขสมองของพวกมันเอย แต่นั่นมันไม่ใช่ปัญหาในตอนนี้ แม้ว่าสิ่งปฏิกูลจะเปื้อนรอบคัน แต่ก็มีอยู่สองอย่างที่ยังทำความสะอาดได้แม้แต่เวลานี้ นั่นก็คือที่ปัดน้ำฝนทั้งหน้าและหลัง แต่ดูเหมือนว่าจะต้องเพิ่งน้ำล้างกระจกหน้าเพื่อล้างเลือดออกให้หมด เมื่อถึงทางลงไปสู่ชั้นสอง ซึ่งเป็นการวน นิวก็ยังไม่ชะลอความเร็ว แต่กลับเพิ่มความเร็วขึ้นอีก ดวงตาของเขาบ่งบอกถึงความกระหายเลือดในตัวอย่างมาก ทั้งรอยยิ้มที่แม้แต่ตัวเองที่นั่งข้างนิวทุกชั่วโมงเรียนก็ยังไม่เคยเห็นและพนันได้เลยว่าแม้แต่นัทกับกิ๊บก็ไม่เคยได้เห็น

            เพราะอะไรกันล่ะ

            นิวไม่ใช่คนที่จะไปหาเรื่องใครก่อนอยู่แล้ว เขาค่อนข้างจะเก็บตัว เมื่อเรียนจบ น้อยครั้งมาก ๆ ต่อเทอมที่จะยอมออกไปกินข้างกลางวันหรือไปสถานบันเทิงต่าง ๆ ตามประสาเด็กนักศึกษามหาวิทยาลัย แถมตัวสถาบันก็ตั้งอยู่ ณ ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานครจึงเหมาะแก่การ ไหลไปไหนต่อไหนเรื่อยเปื่อยอยู่แล้ว จากที่สังเกตคือ เขาตรงกลับบ้านอย่างเดียว ผมไม่รู้ว่าทำไม ถ้ามองในมุมมองของคนทั่วไปอาจจะคิดว่า จะทำอะไรก็เรื่องของเขา ไม่ได้เกี่ยวข้องกงการอะไรกับชีวิตของเราอยู่แล้ว สนุกกับการเป็นตัวของตัวเองนั่นแหละ ดีที่สุด ใช่ ผมควรคิดแบบนั้น แต่ผมก็ไม่รู้อย่างแน่ชัดหรอกว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนยังไง ใช้ชีวิตแบบไหน เพราะการเรียนของเขานั้นไม่ตกเลย แม้ผมจะอยู่ปีหนึ่งแต่ก็ได้ยินเรื่องราวของเขามาจากรุ่นพี่ปีสี่หลายต่อหลายคน

            “เปิดเพลงฟังกันสักหน่อยมะ?” ทันทีที่ผ่านทางลงมาได้ เขาก็เสนอจะเปิดเพลงโดยที่ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

            “จะบ้าเหรอ!” ผมพุ่ง “ขับไปเลย!!

            แน่ล่ะเขาไม่ฟัง ใบหน้าของคู่รักทั้งสองที่นั่งอยู่ข้างหลังเปลี่ยนสี ส่วนยัยคาโอรินที่ยังไม่ได้สติก็ยังไม่ได้สติอยู่แบบนั้น ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้อีกในจังหวะนี้ นิวปล่อยมือจากพวงมาลัย ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงและเปิดบลูทูธอย่างกับว่าเขากำลังทำในขณะที่รถยังจอดอยู่ สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจก็คือ เขาเชื่อมต่อกับบลูทูธของรถนี้โดยใช้เวลาไม่ถึงสองวินาที เมื่อเชื่อมต่อเสร็จมือทั้งสองข้างของเขาก็กลับไปจับพวงมาลัยอย่างเดิม

            ให้ตายสิ ทำได้ยังไงกัน

            “ขอเพลงอะไรก็ได้หน่อย” นิวทัก

            “พะเพลง…?” ผมหน้าตึง

            “ช่าย เพลง อะไรก็ได้ นี่ฟังได้หมดอะ”

            “แบบนี้ก็ได้เหรอ…?

            “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ โลกนี้มันเป็นไปได้ทุกอย่างแหละ เพียงแค่คนเรามันไม่กล้าที่จะทำ ถึงได้พูดได้ไงว่า แบบนี้ก็ได้เหรอ ชั้นก็เลยตอบกลับไปว่า ได้” นิวยิ้ม “ไม่เห็นจะยาก หากเราทำ”

            เขาปล่อยมือซ้ายจากพวงมาลัยไปจิ้มที่ขมับของตัวเอง

            “คนเรามันคิดไม่เหมือนกันหรอกจริงมั้ย ปรัชญาของแต่ละคนก็ยิ่งไม่เหมือนกัน นายที่เทอมนี้เรียนวิชาปรัชญาเบื้องต้นก็น่าจะเข้าใจอยู่แล้วนี่”

            ผมพยักหน้าแบบส่ง ๆ ไป เพราะวิชาที่เขาหมายถึง ผมไม่ได้คิดจะตั้งใจเรียนแม้แต่นิดเดียว เรียนก็เพื่อให้ผ่าน แต่ในความเป็นจริงลึก ๆ แล้วผมรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังพลาดอะไรไปบางอย่าง ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นจิ้กซอว์ที่มีชิ้นส่วนไม่ครบ ชิ้นส่วนที่มันขาดหายไป ยังไม่มีวี่แววว่าจะสามารถหาได้จากไหนได้อีก ผมไม่ได้รู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เลิกกับคนรักเมื่อหกเดือนที่แล้ว เธอชื่อ เอ็มมา เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดที่ผมคบมา เราคบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้นและรู้สึกว่าเราคือจิ้กซอว์ชิ้นสุดท้ายของกันและกัน แต่ปรากฏว่า จิ้กซอว์ชิ้นนั้น รูปร่างมันไม่เหมาะสมที่จะทำให้จิ้กซอว์สมบูรณ์ได้ เราจึงจูนทุกอย่างเข้าหากัน แต่สุดท้ายก็เข้ากันไม่ได้เลยสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคิด วิถีชีวิต การกินและทุกอย่าง เราไม่สามารถจูนกันติดแม้ว่าต่างฝ่ายจะรักกันสุดหัวใจขนาดไหน เมื่อสุดท้ายแล้วถ้าไปกันไม่ได้ก็ต้องแยกทางกันตรงนั้น แต่ผมดันโง่ที่ฝืนเดินต่อไป แม้ว่าฝ่าเท้าของผมจะเต็มไปได้แผล หัวใจของผมโดนเธอกรีดหลายแผล เธอก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำร้ายผมหรอก แต่ในเมื่อผมไม่ปล่อยเธอไป ฝ่ามือและหัวใจของผมก็ยังเจ็บและเป็นแผลอยู่แบบนั้นต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหาย แต่มารู้อีกทีว่าเธอมีคนใหม่ หลังจากที่ต่างคนต่างเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยได้แล้ว เธอเรียนที่เดียวกันกับผม แต่ไม่รู้ว่าในสถานการณ์ตอนนี้ชะตาชีวิตของเธอจะเป็นยังไงต่อไป ในความเป็นจริงผมควรห่วงตัวเองเป็นหลัก

            จู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจมากกว่าซี่โครง ดูเหมือนว่าแผลเป็นที่ผมใช้เวลาร่วมครึ่งปีเพื่อจะรักษาให้หายเริ่มปริออก

            “เป็นอะไรหรือเปล่าวะ? หน้าเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” นิวถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

            ผมสะดุ้งเล็กน้อย พยายามเปลี่ยนสีหน้า

            “มะไม่เป็นอะไรหรอก” ผมพยายามหาคำแก้ตัว แต่ดูเหมือนวันนี้สมองจะไม่ค่อยแล่นเอาเสียเลย

            “จะโกหกชั้นก็ไม่ว่านะ แต่อย่าโกหกใจตัวเองดีกว่า” นิวพูดเหมือนอ่านใจผมออก “แม้ชั้นจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อน แต่ก็ไม่เคยที่ไม่เจ็บเรื่องของคนรัก”

            “นายรู้ได้ไง?” ผมถาม “สถานการณ์แบบนี้ทำไมถึงได้อ่านการออกอีก ไม่คิดเหรอว่า อาจจะกำลังสิ้นหวังกับช่วงเวลาที่เรากำลังยืนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้”

            “ใบหน้าของนายดูเหมือนคนที่เคยช้ำรักมาแล้วครั้งนึง แต่ไม่ได้รู้สึกจะยอมรับมันเท่าไหร่” เขาตอบแบบเรียบ ๆ

            “ทำไมถึงรู้?

            “ชั้นเคยมีใบหน้าความรู้สึกแบบนายก่อนที่จะเป็นแบบนี้ยังไงล่ะ” เขาตอบ “แผลในใจมันเจ็บก็จริง นายยังขาดการเรียนรู้เข้าใจมัน พร้อมที่จะอยู่และรับมือกับความเจ็บปวดเหล่านั้นให้ได้ แม้ตอนนี้นายจะยังไม่ยอมรับ กาลเวลามันจะเยียวยาจิตใจนายได้”

            “มันก็ผ่านมาตั้งหกเดือนแล้วนะความเจ็บลึก ๆ นั้นก็ยังไม่หายเลย” ผมก้มหน้ามองพื้น ตอนนี้ไม่ได้สนความเร็วของรถที่นิวขับแล้ว เพราะความรู้สึกบ้า ๆ พวกนั้นมันทำลายทุกอย่าง ผมอยากจะเปิดประตูและกระโดดลงไปให้พวกซอมบี้รุมโทรมจังเลยจะได้ตาย ๆ หายไปจากโลกนี้ หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาณพวกนี้เสียที แม้ว่าวันสิ้นโลกมาถึงได้ไม่นาน ผมก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจเท่าเฝ้าวันวานที่มีความสุขเหล่านั้นที่มีให้กับ เธอ คนนั้น ผมเฝ้าบอกตัวเองเรื่อยมาว่าให้เดินหน้าต่อไปและยังหลอกตัวเองมาตลอดว่าเราเดินออกมาจากตรงนั้นได้เยอะมาก ๆ แล้วนะ แต่ในความเป็นจริงผมก็ยังย่ำอยู่ที่เดิมอยู่ดี

            “อะไรที่มึงคิดอยู่ตอนนี้ให้เลิกคิดไปก่อนดีกว่า” นัทยื่นมือมาแตะที่บ่า “กูไม่รู้นะว่าในรายละเอียดยิบย่อยพวกนั้นมึงคิดอะไรอยู่ แต่กูรู้ว่าสิ่งที่คิดรู้สึกลึก ๆ แล้วมันไม่ได้ต่างจากนิวเท่าไหร่”

            ผมมองที่นิว

            “มันเองก็ผ่านสมรภูมิหัวใจมาเยอะ” เขาบอก “ลืมแนะนำตัวเลย กูชื่อ นัทนะ”

            “ส่วนนี่ชื่อกิ๊บนะ ยินดีที่ได้รู้จัก” กิ๊บพูดออกมา

            ผมพยักหน้า

            “เราชื่อเอ็น ยินดีที่ได้รู้จักทั้งสองคนนะ” ผมยิ้มออก

            “เรานั่งใกล้ ๆ กันวิชาอาจารย์โต๋งแต่ก็แทบไม่มีโอกาสได้พูดคุยอะไรกันเลยแหะ” นัทบอก

            “มันก็จริง เรามันพวกเก็บตัวนิดหน่อยน่ะ”

            “ก็เหมือน ๆ กับนิวอะแหละ วัน ๆ อยู่แต่ในห้อง จะออกจากห้องก็แค่ ไปเรียน ไปเดินห้าง ไปกินข้าวด้วยกัน ไม่ก็ไปดูหนังด้วยกันไรงี้ มันเป็นพวกที่เพื่อนน้อย แถมยังอย่างที่บอก” ผมทำหน้างง

            “สมรภูมิหัวใจ” กิ๊บเสริม

            “อยากเพิ่งพูดเรื่องนั้นเลยดีกว่า ตอนนี้ต้องหาทางกลับบ้านเราให้ได้ก่อน” นิวขัดขึ้น

            “บ้านพวกนายอยู่ที่ไหนกันเนี่ย” ผมถาม

            “เป็นบ้านแถวบางกะปินี่แหละ” นิวตอบ

            “ตอนนี้เราต้องเข้าไปหลบอยู่ที่ไหนสักที่ก่อน หาอาวุธ เสบียง น้ำ ยา ของแต่ละคนเพื่อให้อยู่รอด” นัทพูดขึ้น “เหมือนเรากำลังอยู่ในเกมเอาชีวิตรอดในโลกของซอมบี้เลยแหะ”

            สถานการณ์ข้างนอกตอนนี้ เราได้ออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อย สิ่งที่เราเห็นนั่นก็คือ ซอมบี้ที่มีอยู่ทุกที่ พวกมันมีเป็นกองทัพ ศพที่นอนนิ่งจมกองเลือดมีอยู่ทั่วบริเวณ ไฟที่ลุกไหม้จากร้านอาหาร จากสภาพแล้วดูเหมือนว่าจะเกิดการระเบิดเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ซอมบี้แต่ละตัวเดินกันเกะกะถนน บางตัวไม่มีท่อนร่างแต่ก็ยังพยายามเคลื่อนที่โดยใช้มือคลานไปตามพื้นถนนและรอยเลือดที่ค่อย ๆ ไหลออกจากเครื่องในของพวกมันทำให้ย้อมถนนบางส่วนกลายเป็นสีแดงเข้ม ทุกคนในกรุงเทพได้กลายเป็นซอมบี้กันหมดแล้ว พวกมันบางตัวก็วิ่งเข้ามากระแทกกับรถเราจะโงนเงน บางตัวกระโดดเข้ามาบน
กระโปรงรถและพยายามจะทุบกระจกรถให้แตก

            “หนีสิ! หนี!” นัทตะโกน

            “ขอโทษนะลูกนะ” นิวเข้าเกียร์จากออโต้เป็นเกียร์สปอร์ต เขาเร่งเครื่องออกไปและชนพวกมันจนล้ม บางตัวกระเด็นไปบนอากาศก่อนที่จะตกลงบนหลังคารถ ด้วยแรงขับเคลื่อนของรถที่ไปด้านหน้าเต็มกำลัง ส่งผลให้มันกลิ้งหล่นลงไปนอนที่พื้น แต่ด้วยความที่สมองมันยังอยู่ดี มันจึงลุกขึ้นมาอย่างไร้ความเจ็บปวด สารทที่รับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้นตายไปหมดแล้ว สิ่งที่มันยังคงหลงเหลืออยู่ในตอนนี้ก็คือ สมองที่สั่งการร่างกายให้ขยับไปตามนั้นเพื่อเป้าหมายเดียว เนื้อมนุษย์

            “ไม่ได้การ ถ้าชนมากกว่านี้ รถคงไปได้ไม่ไกลไปจากนี้มากแล้ว” นิวพึมพำอยู่ในลำคอ เขารู้รถของตัวเองดี แม้ว่ารถของเขาจะหุ้มเกราะบาง ๆ มาเพื่อกันรถชนก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้จะปกป้องได้ขนาดนั้น แต่การที่เขาชนซอมบี้ที่มันไม่ต่างอะไรกับชนมนุษย์ด้วยกันเองไปสิบกว่าศพก็ไม่ต่างจากที่ต้องไปชนถุงข้าวสารที่หนักเกินหกสิบกิโลกรัมหรอก  

            มันเป็นไปไม่ได้ที่จะออกไปจากเมืองแน่นอน!

            “กิ้บ! นัท! เอาอาวุธที่อยู่ท้ายรถมา!” นิวตะโกนสั่งแล้วแสยะยิ้ม “ที่เสียเงินไปเป็นหมื่นเพื่อรอวันพิพากษาโลกนี้ช่างคุ้มเสียจริง ๆ”

            “เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ!?” ผมถามอย่างไม่เชื่อคำพูดที่เขาเพิ่งพูดออกมา ผมได้ยืนชัดเจนสองรูหู แต่อยากให้แน่ใจว่าเขากำลังจะสื่อความหมายเดียวกับสิ่งที่ผมคิดหรือเปล่า ผมพนันแบบทุ่มหมดตัวเลยว่าเขาหมายความว่าแบบนั้น

            “กิ๊บ! ช่วยรับที!” สิ่งที่เขาหยิบส่งให้กิ๊บก็คือ ดาบคาตะนะสองเล่ม มีดสั้นจำนวนมาก ปืนพกหลายกระบอกพร้อมกระสุน และ กระเป๋าบรรจุปืน ในชีวิตจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะซ่อนอาวุธมากมายขนาดนั้นไว้บนรถได้ แถมเขาอยู่ตั้งปีสาม ซึ่งมันยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ที่จะซ่อนอาวุธได้ตั้งสามปีตลอดที่เขาเข้าเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย ให้ตายสิ รู้สึกไม่ดีเลยเมื่อเห็นอาวุธมากมายอยู่ตรงหน้า แม้ว่ามันจะไม่ใช่อาวุธสงคราม แต่ละอย่างมันก็ขึ้นชื่อว่า มัจจุราช ที่สามารถพรากชีวิตคนได้อย่างง่าย ๆ

            “นายเอาดาบไปเอ็น” นิวบอก “นายเคยบอกในห้องเรียนว่านายเคยเรียนเคนโดมาด้วย ฉันเชื่อใจในฝีมือดาบของนาย”

            “ชั้นยังไม่เคยจับดายจริงมากก่อนเลยนะ” ผมท้วง

            เขาเร่งเครื่องพร้อมกับชนเขากับซอมบี้อีกหลายสิบตัว เหมือนจะพยายามให้รถตัวเองพังเต็มแก่ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกระหายเลือดที่มีอย่างไม่มีหมด นั่นทำให้ผมรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ความรู้สึกเจ็บแปลบที่อยู่ตรงซี่โครงก็กำเริบขึ้นอีกครั้ง ผมไม่ได้อยากจะเหวี่ยงดาบหนัก ๆ ทั้ง ๆ ที่อยู่ในสภาพแบบนี้หรอกนะ

            “รถกำลังจะไปไม่รอดในอีกหนึ่งนาที เอ็น นายต้องเลือกแล้วล่ะ” นิวเริ่มกดดัน “บางทีลูกนกไม่จำเป็นต้องสอนก็บินเองได้ โดยการถูกผลักออกจากรัง”

            ผมมองนิวตาไม่กระพริบ

            คำถามที่ควรจะมีหลายคำถามในหัว แต่กลับมาเพียงคำถามเดียว

            แค่คำตอบที่ผมจะตัดสินใจตอบไป จะเปลี่ยนชีวิตของผมไปตลอดกาล

            จะหยิบดาบขึ้นสู้

            หรือยอมตายเป็นหมาซอมบี้ข้างถนนอยู่นี่แบบไร้ค่า

            จะตัดสินใจยังไงดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

11 ความคิดเห็น