[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,287 Views

  • 359 Comments

  • 1,106 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    70

    Overall
    19,287

ตอนที่ 1 : [Re-Write] "เลสธีราห์... กลับมาแล้วขอรับ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2922
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    18 ต.ค. 59

มหาทวีปกอนด์วานาเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด

แต่มันก็เป็นแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายอย่างที่สุดเช่นกัน ด้วยเหตุผลของความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์ซึ่งมีทั้งมนุษย์ ภูตไม้ นางพราย และเซนทอร์ ซึ่งแต่ละเผ่าพันธุ์ก็มีวิถีชีวิต และความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป เป็นต้นว่าเซนทอร์ไม่ชอบให้ใครขี่ม้าให้พวกเขาเห็น ในขณะเดียวกันพวกภูตไม้ก็ไม่ล่าสัตว์จำพวกนก หรือแม้กระทั่งเหล่านางพรายที่มักจะไม่พอใจเมื่อเห็นสตรีเดินทางโดยสารอยู่บนเรือ ดังนั้นการที่ทุกเผ่าจะอยู่ร่วมกันได้  พวกเขาจึงต้องเคารพ และยอมรับในวัฒนธรรมความแตกต่างของเผ่าอื่น

ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่ในตอนนี้มหาทวีปกอนด์วานาปราศจากปัญหาความขัดแย้งทางเผ่าพันธุ์

แต่สิ่งที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายครั้งนี้คือผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว

เมื่ออาณาจักรมนุษย์ที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่สุดอย่างธีสธรัลเกิดความผันผวนจากสงครามภายใน และผลัดบัลลังก์กษัตริย์ให้กับราชินีไวลด์ การค้าขายระหว่างอาณาจักรจึงเกิดความสั่นคลอน เนื่องด้วยองค์ราชินีผู้นี้ไม่เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือสักเท่าใดในสายตาของพ่อค้าชาวเอลฟ์แห่งแผ่นดินตะวันออก จึงเป็นงานท้าทายสำหรับราชินีองค์ใหม่ที่จะกอบกู้ความสัมพันธ์ และความน่าเชื่อถือจากชาวเอลฟ์เพื่อชักจูงให้พวกเขาไว้วางใจที่จะกลับมาค้าขายกับธีสธรัลอีกครั้งหนึ่ง

ทุกอย่างคงเป็นไปได้ด้วยดี หากธีสธรัลไม่ใช่อาณาจักรที่ตั้งอยู่บนเกาะ...

เมื่อมหาอำนาจเพลี่ยงพล้ำ อาณาจักรคัสนาห์-อาเดรียซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่และมีชื่อเสียงในด้านการเดินเรือจึงเกิดความคิดที่จะแข็งข้อต่อสู้ หลังจากตกเป็นเบี้ยล่างของมหาอำนาจมาหลายสิบปี โดยท่านหญิงซินญอร่าผู้ปกครองอาณาจักรคัสนาห์บังคับให้ท่านชายซินญอร์ผู้ปกครองอาณาจักรอาเดรียตัดสินใจตัดขาดการติดต่อค้าขายกับอาณาจักรธีสธรัล และปิดอ่าวอาเดรียเพื่อบีบบังคับให้ราชินีไวลด์ผู้ตกที่นั่งลำบากยอมเดินทางมาเจรจาที่แผ่นดินใหญ่ ด้วยความมั่นใจว่าราชินีผู้นี้ไม่สามารถรับมือสงครามทางเศรษฐกิจจากทั้งสองฝั่งได้พร้อมกัน

ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังไม่สามารถวางใจได้ว่าตนจะมีชัยในการเจรจา เพราะต่อให้คัสนาห์-อาเดรียจะได้รับสมญาว่าประตูสู่มหาทวีป แต่ก็ยังมีอีกอาณาจักรหนึ่งซึ่งมีความสามารถในการเดินเรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อีกทั้งยังมีท่าเรือขนาดใหญ่นับร้อยเรียงรายอยู่ในอ่าวทางเหนือของอาเดรีย จึงนับเป็นคู่แข่งสำคัญที่ธีสธรัลอาจเบนเบี่ยงไปสมาคมด้วย

...นั่นคือ แอสทารอธ อาณาจักรแห่งดวงดาว



 

คลื่นลมในวันนี้เป็นใจให้นักล่า...

แสงอาทิตย์แรงกล้า และท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆทำให้อากาศร้อนกว่าที่เคย แต่นั่นก็ทำให้เกิดกระแสลมแรงที่ใกล้พื้นแผ่นดินและผิวน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่านักเดินเรือพอใจอย่างที่สุด เพราะเป้าหมายของกลุ่มคนที่อยู่บนเรือเดินสมุทรซึ่งลอยลำกลางทะเลอยู่โดดเดี่ยวมาหลายวันนี้ คือปลาวาฬตัวเขื่องที่กำลังกระเสือกกระสนดิ้นรนหนีอย่างสุดกำลังโดยที่มีเชือกหลายเส้นพันธนาการอยู่รอบตัว

สำหรับกลุ่มคนที่มีเพียงธนูไม้ และหอกยาวเป็นอาวุธดูจะยากเกินไปสำหรับการล่าวาฬ แต่วาฬตัวนี้จะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการปรุงอาหารเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งหมายถึงการเป็นหน้าตาของอาณาจักร

"แทงที่ด้านหน้า! ดึงหางมันขึ้นมา! อย่าให้มันลากเรือเราลงน้ำ!!"

กัปตันเรือร้องบอกกลุ่มคนที่เอนเอียงแออัดไปข้างหนึ่งของลำเรือ และพยายามจะใช้อาวุธทำให้สัตว์ใหญ่ศิโรราบ มันสะบัดหางมหึมาฟาดผิวน้ำอย่างรุนแรงด้วยความอึดอัดและเจ็บปวด เพราะบริเวณส่วนหัวนั้นมีหอกสองเล่มใหญ่ปักอยู่ น้ำทะเลถูกย้อมเป็นสีแดงจากเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผล แต่สัตว์ยักษ์ก็ยังไม่สิ้นแรง ดังนั้นนักล่าจึงยังไม่สามารถลากร่างมหึมานั้นขึ้นฝั่งได้

เดิมทีพวกเขาควรจะใช้เรือเล็กสำรองในการล่าวาฬ เพื่อป้องกันความเสียที่อาจเกิดขึ้นกับเรือใหญ่หากวาฬมีพละกำลังมากพอที่จะต่อสู้ แต่ภารกิจล่าวาฬครั้งนี้ต้องการความรวดเร็ว ดังนั้นกองทัพเรือจึงอนุญาตให้นำเรือเร็วติดฉมวกออกมาใช้งานได้ เรือล่าวาฬทั่วไปนั้นมีขนาดใหญ่กว่านี้มาก เนื่องจากพวกเขาต้องการพื้นที่ห้องเสบียงจำนวนมากในการเก็บสำรองน้ำและอาหารเพื่อยังชีพลูกเรือหลายคนเป็นเวลาหลายเดือน

แต่เรือเร็วนี้สามารถลอยลำอยู่กลางทะเลได้เพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

"แบบนี้ข้าคงต้องรอไปอีกทั้งวันกว่ามันจะสิ้นลม"

ชายหนุ่มร่างโปร่งก้าวออกมาจากกลุ่มลูกเรือที่ส่งเสียงโหวกเหวก เขาพุ่งตรงไปหากัปตันเรือร่างสูง และเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาสีน้ำเงินทะเลลึกเป็นเชิงออกคำสั่ง "กดมันให้จมน้ำ... ไม่กี่อึดใจหรอก สัตว์พวกนี้ต้องการอากาศ กดให้มันจมน้ำตาย!" แม้น้ำเสียงของผู้พูดจะไม่ทรงพลังอย่างกัปตันเรือ แต่มันก็เด็ดขาดพอที่จะทำให้ลูกเรือทั้งหมดต้องเงียบเสียง และมองผู้นำของตนเป็นตาเดียว

ลูกเรือต้องฟังคำสั่งกัปตันเท่านั้น ...ดังนั้นกัปตันจึงต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

แต่กัปตันเรือล่าวาฬธรรมดาหรือจะกล้าชัดคำสั่ง เลสธีราห์ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพเรือ

"กดให้มันจมน้ำ... จะกดด้วยน้ำหนักตัวของพวกเจ้าหรืออะไรก็ได้ ทำให้มันจมน้ำ!!"  วาฬเป็นสัตว์ที่หายใจด้วยปอด พวกมันยังต้องการอากาศ และต้องหายใจเป็นระยะ ดังนั้นหากพวกเขากดหัวให้มันจมน้ำเสีย อย่างไรสัตว์ใหญ่ก็ต้องสิ้นใจอยู่ดี แม้ว่ามันจะกลั้นใจได้นานแค่ไหนก็ตาม

ชายฉกรรจ์หลายคนกระโดดลงไปในทะเลและใช้น้ำหนักตัวเองในการกดทับให้ 'จมูก' ของปลาวาฬซึ่งอยู่บนหลังของมันจมลงไปใต้น้ำเพื่อปิดกั้นไม่ให้มันมีโอกาสหายใจ แม้ว่ามันจะดิ้นรนต่อสู้ก็ตาม

เลสธีราห์ก้มมองสัตว์ใหญ่ที่หมดแรงไปทีละน้อยด้วยสีหน้าที่ระบุไม่ได้ว่าสงสารหรือสมเพช ชายหนุ่มวางมือลงบนกาบเรือก่อนจะหลับตาลงและถอนใจ "การฆ่าสัตว์ใหญ่แบบนี้เป็นเรื่องลำบากใจข้าที่สุด" เขาพูดกับกัปตันเรือที่ยืนอยู่ข้างกัน "แต่เรา..."

"ท่านเลสธีราห์..."

ยังไม่ทันพูดจบ กัปตันเรือก็อุทานขึ้นด้วยความตกใจ เช่นเดียวกับที่ลูกเรือคนอื่นที่ยังอยู่บนเรือพากันเงียบและมองไปยังเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งนั่นก็คือเรืออีกลำหนึ่งซึ่งมีตราประจำเมืองปรากฎอยู่บนธงยอดเสา... อันเป็นสัญลักษณ์ว่าเรืออีกลำนี้ไม่ใช่พวกเดียวกับพวกเขา

"เตรียมอาวุธ... พร้อมรับการปะทะ!"

เป็นอีกครั้งที่เลสธีราห์ออกคำสั่ง และในครั้งนี้ลูกเรือไม่รอคำสั่งจากกัปตัน พวกเขาพุ่งกลับเข้าไปใต้ท้องเรืออย่างรู้งาน และลำเลียงอาวุธทุกชนิดที่มีอยู่ออกมา

ทว่าเรือที่ผ่านมากลับดูไม่สนใจพวกเขาเลย...

"ท่านเลสธีราห์ จะให้ข้าสั่งเปิดประตูปืนหรือไม่"

นัยน์ตาสีน้ำเงินของเลสธีราห์เหลือบมองท้องฟ้าสักครู่หนึ่งและยกมือขึ้นปรามทุกคนทั้งลำเรือ ชายหนุ่มเพ่งมองไปที่ธงยอดเสา และใบเรือทุกใบที่กางอยู่ ก่อนจะละกลับมามองปลาวาฬตัวเขื่องที่ยังดิ้นพราดๆ อยู่เคียงข้างลำเรือของตน "ถอนคำสั่ง..." ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ "พวกมันลักลอบเข้ามาในอาณาเขตของเราแปลว่าเส้นทางเดินเรือหลักไม่สามารถใช้งานได้"

เมื่อถอนคำสั่งแล้ว เลสธีราห์ก็ละความสนใจจากปลาวาฬ เขาเดินนำกัปตันเข้าไปในห้องพักที่มีแผนที่ทางทะเลกางอยู่บนโต๊ะกว้าง และลากนิ้วไปตามแนวอาณาเขตที่เป็นของพวกเขา "ธงนั่น... เป็นพวกอาเดรียไม่ผิดเพี้ยน แต่อาเดรียที่มีเส้นทางเดินเรือและอาณาเขตในทะเลมากกว่าเราจะลักลอบเข้ามาในเขตเราทำไมกัน" ร่างโปร่งชี้นิ้วไปที่แนวหินโสโครกในแผนที่อันเป็นเขตน้ำตื้นที่แบ่งคั่นอาณาเขต "พวกมันกำลังหนีอะไรอยู่

"ท่านเลสธีราห์..."

"กัปตัน..." เลสธีราห์กล่าวเด็ดขาด แม้เขาจะสูงเพียงแค่ระดับสายตาของกัปตันเรือ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามดูน้อยลงไปเลย "เราต้องเร่งกลับแอสทารอธ!"




แอสทารอธ...

อาณาจักรแห่งเซนทอร์ซึ่งเป็นหนึ่งในสามมหาอำนาจทางทะเล ปกครองโดยเหนือหัวดาเรียสผู้แข็งแกร่ง มีอาณาเขตกว้างไกลครอบครองป่าเพลีเวธาร์ทางตอนใต้ทั้งหมด อีกทั้งอ่าวมารินาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเทเทสอีกด้วย พื้นที่บริเวณกว้างเช่นนี้เองทำให้แอสทารอธมีอำนาจต่อรองมากกว่าเมืองอื่นๆหลายเท่าตัว และกลายเป็นศูนย์กลางการค้าไปโดยปริยาย

แต่อัธยาศัยของชาวแอสทารอธเทียบไม่ได้กับเมืองคู่แข่งอย่างอาเดรีย

อาเดรียเป็นอาณาจักรอยู่ทางตอนใต้ที่มีชายแดนติดกับแอสทารอธ และเป็นถิ่นอาศัยของมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าช่างเจรจาที่สุดในบรรดามนุษย์ด้วยกัน อีกทั้งยังฉลาด หลักแหลม มีไหวพริบ และมีความสามารถในการค้าขายมากเสียจนแอสทารอธไม่สามารถเอาชนะได้

เซนทอร์เกิดมาเพื่อเป็นนักรบ ...หาใช่พ่อค้า

แต่ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรเป็นเรื่องสำคัญ เซนทอร์ก็จำต้องปรับตัวเพื่อให้ตนเองอยู่รอดต่อไป ความคิดเช่นนี้เองจึงเป็นที่มาของประวัติศาสตร์ความสูญเสียครั้งใหญ่ของเมืองเซนทอร์นี้ ซึ่งมันอาจเป็นประวัติศาสตร์ที่ตอกย้ำให้คนครึ่งม้ายิ่งเพลี่ยงพล้ำในการทำการ ค้าขายเนื่องจากมันทำให้พวกเขาไม่ไว้ใจกลุ่มคนกลุ่มใดง่ายๆ อีกต่อไป

...หากไม่ใช่เพราะอดีตเจ็บปวดที่ฝังใจนี้ แอสทารอธก็คงจะเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองที่สุด

เมื่อครั้งที่ครึ่งม้าไม่มีวิธีที่ใดที่จะเดินทางออกไปยังท้องทะเล พ่อค้าเอลฟ์จากแผ่นดินตะวันออกได้เดินทางเข้ามาขอซื้อไม้จากป่าของพวกเขาโดยใช้ความเจริญรุ่งเรืองมาเป็นตัวหลอกล่อ เซนทอร์ตกลงยินยอมในทันทีด้วยเกรงว่าเมืองอื่นจะฉกฉวยโอกาสนี้ไปต่อหน้าต่อตา โดยหารู้ไม่ว่าการเจรจาซื้อไม้เป็นเพียงเรื่องบังหน้า จุดประสงค์ที่แท้จริงของชาวเอลฟ์คือฝูงปลาในน่านน้ำของแอสทารอธที่มีมากมายมหาศาล พวกเขาจึงยอมซื้อไม้จากเซนทอร์ สอนพวกครึ่งม้าต่อเรือ และเคลื่อนขบวนเรือกลับแผ่นดินตะวันออกพร้อมกับปลาในทะเลที่ลักลอบจับขึ้นมา

...พวกครึ่งม้าที่ไม่รู้จักมหาสมุทรจะทำอะไรได้

นานนับสิบปีกว่าแอสทารอธจะได้สติ และพยายามขับไล่ชาวเอลฟ์ออกไปจากอาณาเขตของตนในทุกวิถีทาง แต่ก็เป็นผลยากเนื่องจากเอลฟ์เองก็เริ่มรู้จักน่านน้ำมากขึ้น และรู้จักหลบซ่อนต่อกรเก่งกาจขึ้น มหานครแอสทารอธจึงเพลี่ยงพล้ำ สิ้นหวัง และสูญเสีย... ราวกับพวกเขากำลังถูกปล้นโดยที่ตนไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเฝ้ามอง

ดังนั้นพวกเซนทอร์จึงไม่เคยไว้ใจใครอีกเลย...




...ฮูม!

แตรเมืองแห่งอาเดรียส่งเสียงอู้อี้ประกาศถึงการกลับมาของเจ้าเมืองหลังเดินทางไปเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดูจะไม่สำเร็จ เนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายในของคู่เจรจา แต่ก็อาจส่งผลดีอยู่บ้างเนื่องจากสงครามการเมืองที่ว่านี้ทำให้เกิดการล้มล้างราชบัลลังก์ และเปลี่ยนกษัตริย์ใหม่ คัสนาห์และอาเดรียจึงได้รับอิสรภาพหลังจากตกเป็นเมืองในอาณานิคมนับสิบปี

"ซินญอร์อยู่ที่ไหน..."

ท่านหญิงซินญอร่า ผู้นำอาณาจักรคัสนาห์ก้าวลงจากม้าขาวของนางในสภาพที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมม นางรีบบึ่งตรงมาที่มหาคฤหาสน์อันเป็นที่พักของผู้นำแทบจะในทันทีที่เรือลำใหญ่เทียบท่า เจ้าเมืองหญิงรวบผมยาวรุงรังที่เกราะกรังไปด้วยเศษฝุ่นขึ้นให้พ้นคอเพื่อระบายความร้อน และมองหาน้องชายซึ่งเป็นเจ้าเมือง "ไปตามเขามาพบข้า"

"ท่านพี่... เหตุใดจึงรีบเดินทางกลับ"

น้องชายฝาแฝดของท่านหญิงก้าวออกมาจากที่พัก ก่อนจะก้มหัวลงน้อยเพื่อแสดงความเคารพและต้อนรับญาติคนสนิท "ข้าได้รับแจ้งว่าท่านจะเดินทางกลับในอีกสามวัน" รูปหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันขมวดมุ่นคิ้วด้วยความฉงน แต่ท่านชายซินญอร์ก็ดูจะได้คำตอบเมื่อเห็นพี่สาวของตนพยักหน้า "พวกธีสธรัลผลัดบัลลังก์แล้วสินะ"

ท่านหญิงถอนใจยาวหนึ่งครั้งและพยักหน้ารับก่อนจะเดินนำเข้าไปด้านในคฤหาสน์ด้วยตนเอง "เรามีเรื่องจะต้องเร่งหารือกัน จริงอยู่ว่าการผลัดบัลลังก์ของธีสธรัลจะทำให้เราเป็นอิสระจากพวกมัน แต่จะมีใครรับรองได้ว่าผู้นำคนใหม่จะไม่ยกกองทัพกลับมาตีเมืองแห่งนี้อีกครั้ง คิดว่าธีสธรัลจะยอมเสียเมืองในอาณานิคมไปทั้งหมดหรือ"

ธีสธรัลเป็นชื่อเมืองซึ่งเคยเป็นเมืองที่ทั้งคัสนาห์และอาเดรียต้องยำเกรง

แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว...

"ซินญอร์ เราจะต้องลงมือก่อนที่ธีสธรัลจะไหวตัวทัน" ผู้เป็นพี่สาวกล่าวแน่วแน่ "เราจะต้องเป็นอิสระจากการครอบงำของพวกมัน และวิธีที่จะได้มาซึ่งอิสระนี้ เราจะต้องร่วมมือกับแอสทารอธ"

เมื่อครั้งที่ผู้นำทั้งสองยังเยาว์วัย ข้าศึกจากธีสธรัลได้บุกประชิดตัวเมืองและส่งคนเข้ามาลอบสังหารองค์กษัตริย์เป็นผลสำเร็จ แต่ด้วยความเมตตาที่หลงเหลืออยู่ในจิตใจ ทำให้ผู้ชนะยอมลดมือและไว้ชีวิตสองพี่น้องผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อผู้นำ ท่านหญิงซินญอร่าและท่านชายซินญอร์จึงมีชีวิตรอดและได้เป็นเจ้าเมืองสืบมาภายใต้ธงเครือจักรภพ

คัสนาห์เมืองพี่ไม่มีสิ่งใดโดดเด่นเป็นที่ต้องการของข้าศึก

แต่เมืองน้องอาเดรียนั้นเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในมหาทวีป

หากเป็นอดีต ซินญอร่ายอมรับว่านางกลัวความตายหากคิดจะแข็งข้อ แต่ในตอนนี้นางคิดว่าตนพร้อมแล้วที่จะต่อสู้ เพื่อแย่งชิงสิ่งที่พวกเขาควรจะมีกลับมา ...คัสนาห์และอาเดรียคือเมืองท่าที่ควรจะแข็งแกร่งที่สุด และรุ่งเรืองที่สุดในมหาทวีป

และความแข็งแกร่งนั้นจะต้องเริ่มสร้างในตอนนี้...

"เราจะต้องปิดท่าเรืออาเดรีย... และเจรจาขอความร่วมมือจากพวกเซนทอร์!"




วาฬยักษ์สิ้นลมในระหว่างการเดินทางกลับที่ใช้เวลาเกือบครึ่งวันหลังจากถูกเรือใหญ่ลากมาด้วยทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหัววันทำให้ผู้บัญชาการกองทัพเรือไม่อาจนิ่งนอนใจรอต่อไปได้ เขาจะต้องรีบกลับมายังเมืองหลวงเพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นให้สภาขุนนางรับรู้ในการประชุมที่มีจะมีขึ้นในรุ่งเช้าของอีกวันหนึ่ง และด้วยความที่แอสทารอธเป็นอาณาจักรที่มีอาณาเขตกว้างไกลครอบคลุมทั้งป่า ภูเขา และทะเล ทำให้การเดินทางจากกลางทะเลกลับไปยังเมืองหลวงนั้นใช้เวลามากพอสมควร

เรือล่าวาฬแล่นกลับเข้ามาในเขตอ่าวมารินา และมุ่งเข้าสู่ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของแอสทารอธ ลูกเรือที่เหนื่อยล้าจากการออกล่าสัตว์เริ่มขยับตัวยืดเส้นยืดสายอีกครั้งเพื่อทำงานใหญ่ชิ้นต่อไป ซึ่งนั่นก็คือการนำซากวาฬขึ้นฝั่ง อ่าวมารินามีท่าเรือเล็กๆ นับร้อยรอบอ่าว ซึ่งยังแบ่งออกเป็นหลายสัดส่วน ทั้งท่าเทียบเรือประมง ท่าเทียบเรือพาณิชย์ ท่าเทียบเรือรบ และท่าเทียบเรือที่ออกแบบมาเพื่อการนำซากวาฬขึ้นฝั่งโดยเฉพาะ โดยเรือล่าวาฬจะจอดเทียบท่าที่ยื่นออกไปนอกแผ่นดินมากเป็นพิเศษ ก่อนที่จะใช้กำลังคนลากซากสัตว์จากเรือไปที่ท่าที่อยู่ติดกันซึ่งมีลักษณะเป็นพื้นลาดเอียงลงไปในทะเล "เอ้า! อีกอึดใจเดียว... ตื่นตัวกันหน่อย" กัปตันเรือหัวเราะลงคอด้วยความขบขันเมื่อเห็นท่าทางอ่อนเปลี้ยของคนใต้บัญชา ชายฉกรรจ์ที่มีกำลังค่อยๆ เดินลงไปทีละคน ก่อนจะคืนร่างเป็นครึ่งม้า และออกแรงร่วมกันลากซากสัตว์ขึ้นฝั่ง

เลสธีราห์... ผู้บัญชาการสูงสุดกอดอกมองสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่พูดอะไร

เขากำลังมองขนาดของสัตว์ที่จับได้ และเริ่มคิดไปว่าจะสามารถเลี้ยงอาคันตุกะจากต่างแดนได้สักกี่มื้ออาหาร ตอนนี้แอสทารอธกำลังจะให้การต้อนรับคณะทูตจากดินแดนตะวันออกซึ่งมาเพื่อเจรจาการค้าในฤดูหนาวอันใกล้ อันเรียกได้ว่าอาจจะเป็นฤดูค้าขายที่สำคัญที่สุดของเซนทอร์ก็เป็นได้ เพราะชาวเอลฟ์ที่แผ่นดินตะวันออกกำลังจะประสบกับความหนาวเย็น ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร และต้องสั่งซื้อวัตถุดิบจำนวนมากจากตะวันตกที่มีอากาศอบอุ่นกว่า และอยู่ในช่วงเพาะปลูก

เซนทอร์ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ดังนั้นเนื้อสัตว์จึงเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของเมืองนี้ ซึ่งแม้จะฟังดูประหลาดไปสักหน่อย แต่อมนุษย์ครึ่งอาชาทุกคนเกิดมาเป็นนักรบ ดังนั้นจึงไม่ยากเลยที่พวกเขาจะมีความสามารถพิเศษในการล่าสัตว์

ทว่าด้วยนิสัยของม้าที่ยังหลงเหลืออยู่ทำให้อมนุษย์เผ่านี้เป็นมังสวิรัติ

พวกเซนทอร์ช่วยกันลากวาฬทั้งตัวขึ้นไปอยู่บนลานหินที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ชำแหละสัตว์ใหญ่ เลือดสีแดงฉานไหลออกมาจากบาดแผลบนตัวสัตว์จนเจิ่งนองไปทั่วบริเวณเช่นเดียวกับกลิ่นคาวที่เริ่มเหม็นคลุ้ง พวกเขาจะต้องรีบชำแหละซากสัตว์นี้ให้เร็วที่สุดก่อนที่ฟ้าจะมืด เพื่อให้มันคงความสดใหม่เอาไว้ดังเดิมเมื่อไปถึงห้องเตรียมอาหารในพระราชวัง

"ท่านเลสธีราห์ เราควรจะวู่วามแจ้งข่าวนี้กับเหนือหัวจริงหรือขอรับ"

เลสธีราห์ละสายตาจากภาพนั้นแล้วจึงหันไปหากัปตันเรือที่ยืนอยู่ใกล้ๆ อีกฝ่ายตั้งคำถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้ จริงอยู่ว่าเลสธีราห์เป็นถึงผู้บัญชาการสูงสุด และกัปตันเรือธรรมดาก็คงจะไม่มีสิทธิ์ไปเปลี่ยนความคิดหรือการตัดสินใจของผู้นำ แต่อย่างไรกัปตันหนุ่มก็คิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเรือจากเมืองอืนสักลำแล่นล้ำเข้ามาในเขตของตน เพราะอย่างไรอาณาเขตทางทะเลก็แบ่งกั้นได้ยากอยู่แล้ว ดังนั้นการล่วงเข้ามาในเขตของกันและกันจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

"ขออภัย... แต่ข้าไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น"

หากเป็นเซนทอร์ตนอื่น ความเข้มขวด และความเคารพอย่างแรงกล้าในตัวผู้นำคงจะทำให้กัปตันหนุ่มได้รับบทลงโทษบ้างที่กล้าถามเช่นนี้ แต่นั่นไม่ใช่อุปนิสัยของผู้บัญชาการอย่างเลสธีราห์ แม้ว่าใบหน้าอ่อนเยาว์ของชายหนุ่มจะไม่ปรากฎรอยยิ้ม แต่ทุกคนรู้ดีว่าเลสธีราห์เป็นคนที่มีจิตใจดี อ่อนโยน และมีเมตตาเสมอ

"ถ้าเป็นเรือประมงธรรมดาของพวกชาวบ้านอาเดรียที่ชอบลักลอบเข้ามาในน่านน้ำของเรา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือข้าก็คงดูไม่ออกในครั้งแรกว่านั่นเป็นเรือของอาเดรีย แต่ในเมื่อเราเห็นธงอาณาจักรของพวกมันเด่นชัดปานนั้น จะเป็นใครอื่นใดอีกที่โดยสารมาในเรือ" ร่างโปร่งตอบเสียงเรียบ และนุ่มนวลใจเย็นเกินกว่าใครจะเชื่อว่านี่คือชายหนุ่มที่มีอายุเพียงยี่สิบสองปี

แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เลสธีราห์ได้รับตำแหน่งนี้

...ความเยือกเย็นของเขา

"มหาอำนาจทางทะเลเทเทสมีสามอาณาจักรใหญ่คือแอสทารอธ อาเดรีย และธีสธรัล แต่อาเดรียถูกธีสธรัลครอบครองไปเป็นหนึ่งในเมืองอาณานิคม ทำให้ถูกถอดเขี้ยวเล็บไปสักระยะหนึ่ง แต่ข้าไม่เชื่อหรอกว่าอาเดรียจะทำใจยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ได้" ร่างโปร่งหยุดพูดเพื่อสูดลมหายใจเข้าน้อยๆ "ข้าได้ยินว่าธีสธรัลเกิดการปฏิวัติจนถึงขั้นล้มกษัตริย์เดิม และผลัดบัลลังก์ใหม่ นี่เป็นช่วงเวลาประจวบเหมาะที่สุดที่อาเดรียจะเคลื่อนไหวเพื่ออิสรภาพของตัวเอง"

"เช่นนั้น... บนเรือนั่นคงเป็นท่านชายซินญอร์ ผู้นำของอาเดรีย"

"ข้าคิดว่าเป็นท่านหญิงซินญอร่า พี่สาวของเขามากกว่า" เลสธีราห์ว่า "อาเดรียเป็นเมืองท่าที่ร่ำรวย ไม่ว่าเมืองใดก็อยากได้เป็นอาณานิคมหรือพันธมิตรทั้งนั้น ดังนั้นต่อให้เป็นการเจรจาที่สำคัญแค่ไหน ข้าเชื่อว่าท่านชายซินญอร์ไม่กล้าทิ้งอาเดรียไปหรอก" ร่างโปร่งกอดอกเล็กน้อยขณะพยายามคิดต่อไป "แล้วอาเดรียจะทำอะไรธีสธรัลได้กันเล่า ขนาดกำแพงเมืองที่ว่าแข็งแกร่งที่สุดก็ยังเคยถูกตีแตกด้วยฝีมือของธีสธรัลมาแล้วเลยนี่"

"ข้าเห็นด้วยว่าเรื่องนี้คงต้องรายงานสภาขุนนางจริงๆ ขออภัยที่บังอาจตั้งคำถามเช่นนี้"

ถึงเลสธีราห์จะเป็นผู้นำที่ไม่ใคร่จะถือสา แต่เขาก็ไม่ได้ใจดีตอบรับคำขอโทษด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มก้าวลงจากเรือ มุ่งหน้าไปยังทางเดินทางจะทอดยาวไปสู่เมืองหลวง และพระราชวังอันเป็นที่พักของเหนือหัวผู้นำ เขาจะต้องรีบรายงานสิ่งที่เห็นให้อีกฝ่ายทราบเพื่อหาทางรับมือต่อไป

"ส่งคนไปตามรีดาห์... บอกให้ไปสมทบกับข้าที่พระราชวัง"




เมืองหลวงของแอสทารอธคือ เลาน์เรน

เลาน์เรนอยู่ในป่าเพลีเวธาร์ทางตอนใต้และเป็นเมืองหลวงที่ดูจะเงียบเหงาที่สุดถ้าเทียบกับเมืองหลวงของอาณาจักรอื่นๆ เพราะคำว่าเมืองหลวงสำหรับเซนทอร์นั้นไม่ใช่เมืองที่ผู้คนอาศัยอยู่มากที่สุด แต่มันหมายถึงเมืองอันเป็นที่ตั้งของพระราชวังที่พำนักของเหนือหัว และเป็นสถานที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง

และการเดินทางจากเมืองท่ามารินามาถึงเมืองหลวงเลาน์เรนก็ใช้เวลาประมาณครึ่งวันสำหรับการวิ่งเต็มแรงซึ่งนั่นเป็นการขนส่งที่พวกเซนทอร์นิยมมากที่สุด พวกเขาใช้ขาของตัวเองวิ่งไปทุกที่ และเทียมตัวเองกับรถเพื่อขนส่งทุกอย่าง ดังนั้นอาณาจักรแห่งนี้จึงไม่เลี้ยงม้า แต่หากเหนือหัวผู้ปกครองอาณาจักรต้องการจะไปที่ใด การวิ่งด้วยตนเองอาจจะเป็นภาพที่ไม่น่ามองสักเท่าไหร่ ดังนั้นเหล่าขุนนางแห่งสภาขุนนางทุกคนจึงได้อภิสิทธิ์ในการเดินทางที่สามารถด้วยรถลากที่ถูกเทียมด้วยกระทิงป่า

รวมทั้งผู้บัญชาการกองเรือรบอย่างเลสธีราห์ด้วยเช่นกัน...

แต่แน่นอนว่าขุนนางอายุน้อยย่อมต้องรู้จักสำรวม ดังนั้นเลสธีราห์จึงไม่เคยเรียกหารถลาก สำหรับเซนทอร์หนุ่มแล้ว การที่มีโอกาสได้นั่งตำแหน่งขุนนางในสภาขุนนางทั้งที่เพิ่งมีอายุได้แค่ยี่สิบสองนับเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แม้ว่าทั้งสภาขุนนางจะไม่ได้มีเขาเพียงคนเดียวที่อ่อนวัยที่สุดก็ตาม

เลสธีราห์มาถึงพระราชวังอัสเธียร์ในตอนเช้าตรู่

สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักขององค์เหนือหัวแห่งแอสทารอธ มันก่อสร้างด้วยหินทั้งหมด ค้ำยันด้วยเสาหินสูงชะลูดเกินยอดไม้ แม้เดิมทีเซนทอร์จะไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา การมาเยือนของชาวเอลฟ์จากแผ่นดินตะวันออกก็นำพาความเจริญมากมายมาสู่เมืองแห่งนี้ ภาพวาดบนฝาผนังที่แต่งแต้มด้วยสีสันจึงล้วนเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของชาวเอลฟ์กับเผ่าคนครึ่งม้า

ลมอ่อนๆ ยามเช้าพัดผ่านเข้ามาทางประตูบานใหญ่ที่เปิดกว้าง ขุนนางหลายฝ่ายเดินทางมาถึงพระราชวังและยืนพูดคุยกันอยู่ที่มุมหนึ่งของท้องพระโรงใหญ่เพื่อรอการปรากฎตัวขององค์เหนือหัวดาเรียส ผู้นำแห่งแอสทารอธ ฝีเท้าขององค์เหนือหัวเป็นที่จดจำของคนใต้ปกครอง เมื่อกีบเท้าก้าวขึ้นเหยียบขั้นบันไดผ่านรูปม้าสลักหินอ่อนขึ้นไปบนแท่นเบื้องหน้าท้องพระโรง เสียงเซ็งเซ่ทั้งหมดก็เงียบลง และสายตาทุกคนหันมามองผู้นำสูงสุด และราชเลขาคนสนิทที่ยืนเยื้องอยู่เบื้องหลังเพื่อคอยรับใช้และให้คำปรึกษา

ผมยาวของเซนทอร์หนุ่มเป็นสีดำสนิท เช่นเดียวกับดวงตาลุ่มลึกน่าเกรงขาม ลำตัวช่วงบนที่เป็นมนุษย์สวมเกราะหนังสีน้ำตาลเข้ม เช่นเดียวกับขาทั้งสี่ที่ตึงแน่นไปด้วยมัดกล้ามซึ่งปกคลุมด้วยขนสีดำ

บัลลังก์แห่งแอสทารอธเป็นเสมือนเบาะนอน แต่ก็เป็นแท่นหินอ่อนที่ดูสง่างาม ยิ่งเมื่อกายแกร่งค่อยๆ ทอดร่างอาชาลงทว่ายังยืดหยัดกายมนุษย์เบื้องบนเอาไว้ แม้จะไม่มีมงกุฎหรือสิ่งใดบ่งบอกถึงตำแหน่งสูงศักดิ์ แต่ก็ไม่มีเซนทอร์ตนใดจะสง่างามผ่าเผยเท่ากับผู้ที่อยู่บนบัลลังก์นี้อีกแล้ว

"วันนี้อาคันตุกะจากเธสซาลีย์จะเดินทางมาถึง เพื่อติดต่อเรื่องการค้าขายในช่วงฤดูหนาว"

เสียงของผู้นำกล่าวเรียบ ทว่าทรงพลังดังก้องไปทั่วทั้งโถงประชุม "ข้าได้ยินจากราชเลขาว่าปีนี้การค้าขายของเราเราค่อนข้างจะติดขัดในเรื่องการล่าสัตว์" สายตาดุดันเฉียบคมของเหนือหัวจับจ้องไปที่ขุนนางระดับสูงคนซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องดังกล่าว "ภาวะสงครามของอาณาจักรอื่นทำให้พวกเขาเข้ามาล่าสัตว์ในป่าเพลีเวธาร์จนสังเกตเห็นได้ชัดว่าฝูงสัตว์อย่างน้อยหนึ่งฝูงใหญ่หายไป"

พวกขุนนางเซนทอร์ยืนประชุม ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่จะต้องพูด หนึ่งในนั้นจึงก้าวออกมาจากแถวโดยไม่มีทางอิดออดว่าจะถูกตำหนิหรือติเตียน "กวางป่าเป็นสัตว์ที่ล่าง่ายและมีจำนวนมาก ดังนั้นจึงตกเป็นเป้าหมายของพวกมนุษย์ และพวกภูตไม้ จากเดิมทีที่พวกเขาจะล่าเพียงเดือนละสี่ถึงห้าตัว แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ภาวะสงครามทำให้ต่างฝ่ายต่างสะสมเสบียง และฝูงสัตว์ที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาอย่างกวางป่าก็ถูกไล่ล่าถึงเดือนละหลายสิบตัว" พวกเขาอยู่ในป่าเพลีเวธาร์ทางตอนใต้ ร่วมกับพวกภูตไม้ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือ ดังนั้นเหนือหัวดาเรียสจึงไม่อาจตำหนิเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจห้ามฝูงสัตว์อพยพได้อยู่ดี

"สิ่งที่เราพบเป็นปัญหาไม่ใช่ปริมาณของกวางที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเรื่องลูกกวางจำนวนมากที่ยังไม่เติบโต ตัวหนึ่งก็เล็กจนเกินไปไม่สามารถนำมาทำประโยชน์ได้"

เหนือหัวผ่อนลมหายใจยาวอย่างครุ่นคิด เหตุผลหนึ่งที่เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาที่ยากจะคาดเดาวิธีแก้นั่นก็เพราะเซนทอร์ทุกตนล้วนเป็นมังสวิรัติ พวกเขาล่าสัตว์เพื่อการค้าเท่านั้น และเนื้อกวางก็เป็นเนื้อที่มีราคาดีและราคาสูงซึ่งคุ้มค่าต่อการล่าแต่ละครั้ง แต่ในเมื่อพวกเขาต้องพบเจอปัญหาเช่นนี้ เผ่าพันธุ์ที่ไม่เคยลิ้มรสชาติของเนื้อสัตว์เลยจึงไม่สามารถคิดวิธีแก้ปัญหาได้

"ท่านมาร์แซลจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับตลาดเนื้อสัตว์ในตอนนี้ด้วยการล่าวัวป่าค่ะ"

ราชเลขาคนสนิทเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนเป็นเอกลักษณ์ของนาง สตรีเซนทอร์ผู้นี้คือท่านหญิงลีอาห์ ผู้ได้ชื่อว่าอาจจะเป็นหญิงที่มีอำนาจมากที่สุดในแอสทารอธ "แต่วัวป่ามีขนาดใหญ่กว่ากวางมาก อีกทั้งยังเป็นอันตราย แม้ว่าเนื้อจะมากกว่าและในบางครั้งก็ราคาดีกว่า แต่นี่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาระยะยาวเลย"

เมื่อขุนนางอยากออกความคิดเห็น พวกเขาจะใช้วิธีเคาะกีบเท้ากับพื้นเป็นเชิงขออนุญาต ก่อนจะก้าวออกมาจากแถว และเจ้าของเสียงเคาะฝีเท้าเมื่อครู่ก็ก้าวออกมายืนเบื้องหน้าเหนือหัว ร่างเพรียวของอาชาสีขาวสะอาดที่รับกับท่อนบนซึ่งดูบอบบางสมเป็นสตรี และผมยาวสีขาวโพลนที่ดูสวยสง่าเป็นเอกลักษณ์ของเซนทอร์หญิงอีกตนหนึ่งซึ่งมีนามว่า โมนา

"ท่านหญิงโมนามีความเห็นหรือ" ราชเลขาทอดยิ้มละมุน

ต่างจากเซนทอร์หญิงเบื้องบนซึ่งยืนอยู่เคียงข้างบัลลังก์ โมนานั้นเยาว์วัยกว่าทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความดุดันของนักรบ "ท่านมาร์แซลคอยควบคุมดูแลหน่วยล่าสัตว์และพวกพรานมาตลอดก็จริงอยู่ แต่พวกเราก็เคยออกล่าเพียงกวางเท่านั้น ข้าจึงเห็นกว่าการเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นพวกวัวป่าดูเป็นเรื่องไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่ จริงอยู่ว่ากวางที่เราเคยล่าก็มีตั้งแต่ขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดมหึมา แต่ลักษณะนิสัยของกวางไม่ดุดันเท่าพวกวัว" วาจาของหญิงสาวฉะฉาน อีกทั้งท่าทางก็ยังดุดัน "ข้าควบคุมดูแลพวกทหารหน่วยลาดตระเวนและหน่วยจู่โจมมาตลอด มีหรือจะไม่เคยปะทะกับฝูงสัตว์อย่างพวกวัว"

เซนทอร์หญิงเคลื่อนสายตาไปมองขุนนางมาร์แซลที่บัดนี้รู้สึกขนลุกขึ้นมาดื้อๆ

ในแอสทารอธแห่งนี้ ไม่มีสตรีคนไหนอีกแล้วที่จะเด็ดขาดเท่าโมนา

...และนางก็ชื่อว่าเป็นขุนพลหญิงที่ดุร้ายป่าเถื่อนที่สุดในเผ่าพันธุ์เสียด้วย

"ข้ายังไม่อยากได้ยินข่าวคราวจากหน่วยล่าสัตว์ว่ามีพี่น้องของเราได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับวัวป่าโดยที่ข้ายังไม่ได้ลงมือทำอะไร ดังนั้นข้าจึงอยากอาสาผนวกกำลังกับหน่วยล่าสัตว์เพื่อแก้ไขปัญญาเฉพาะหน้าไปก่อน" แม้ว่าโมนาจะเป็นสตรีที่ดูน่ากลัวในสายตาของใครหลายคน แต่โดยจิตใจของความเป็นเซนทอร์แล้ว นางได้ชื่อว่าจงรักภักดีต่อเผ่าพันธุ์ของตัวเองไม่แพ้ใครเลย

"เรื่องชายแดนเรียบร้อยดีใช่หรือไม่ ท่านหญิงโมนา" เหนือหัวดาเรียสทอดเสียงถาม

"ชายแดนที่น่าเป็นห่วงของเราไม่ใช่ด้านที่อยู่ติดกับพวกภูตป่า แต่เป็นด้านที่ติดกับพวกมนุษย์จากอาเดรีย และข้าก็ได้ยินว่าเขตแดนทางทะเลก็มีปัญหาเช่นกัน" สายตาเฉียบคมของนางตวัดไปมองขุนนางอีกคนหนึ่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านนี้เพื่อส่งต่อบทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะก้าวถอยกลับไปยืนในจุดที่นางยืนอยู่เมื่อครู่นี้

หากเสียงกีบเท้าของท่านหญิงโมนาดังก้องไปทั่วท้องพระโรง เสียงกีบเท้าที่ดังในครั้งนี้ก็อาจทำให้ทั้งพระราชวังรับรู้ เพราะท่อนขาทรงพลังที่มีขนาดใหญ่กว่าใครกระแทกเท้ากับพื้นสามครั้ง และร่างกายสูงใหญ่ก็ก้าวออกมาจากแถวเป็นสัญญาณขออนุญาตออกความเห็นจากขุนนางที่ดูแลความเรียบร้อยในทะเล "เหนือหัวดาเรียส..." ร่างสูงค้อมหัวลงแสดงความเคารพอย่างจริงใจ เขาเป็นเซนทอร์ที่มีขนสีด่างดำสลับขาว เช่นเดียวกับผมยาวที่มีสีขาวสลับดำ ดวงตาสีเข้มหนักแน่นและลุ่มลึกสะท้อนอุปนิสัยจริงจังและเข้มงวด เซนทอร์ตนนี้คือ ซาฮาล ผู้บัญชาการกองเรือพาณิชย์ 'กราเทียร์' แห่งแอสทารอธ

แม้เรื่องการรุกล้ำชายแดนทางทะเลจะไม่ใช่ความผิดชอบของซาฮาลโดยตรง แต่ในเมื่อผู้รับผิดชอบโดยตรงยังไม่ปรากฎตัว อย่างไรเขาก็คงจะต้องพูดออกไปก่อนเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน "เรื่องชายแดนทางทะเลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากเขตแดนที่ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าทะเลส่วนใดเป็นของฝ่ายใด  ดังนั้นจุดที่เป็นปัญหามากที่สุดจึงเป็นฝั่งรอยต่อของอ่าวมารินาและแหลม..."

ทว่าเหนือหัวดาเรียสกลับยกมือขึ้นปรามการพูดของซาฮาล

"เจ้ามีหน้าที่ดูแลการขนส่งสินค้าไปทางตะวันออก และข้าก็เชื่อว่าเจ้ามีรายงานเรื่องการขนส่งอยู่ในหัว เหตุใดจึงมาชี้แจงเรื่องเขตแดนระหว่างเรากับอาเดรียได้" นัยน์ตาสีดำของเหนือเหลือบไปมองราชเลขาข้างกาย "ท่านหญิงลีอาห์... เลสธีราห์ยังไม่มาหรือ" เมื่อเหนือหัวถามออกมาเช่นนั้น สภาขุนนางก็เริ่มพูดคุยและคาดเดาเหตุผลว่าเหตุใดขุนนางอายุน้อยผู้นั้นจึงกล้าขาดประชุมในสภาขุนนาง ทั้งที่นี่เป็นการประชุมสำคัญ

และเหตุผลที่เหนือหัวต้องถามราชเลขา...

นั่นก็เพราะขุนนางเลสธีราห์ ผู้บัญชาการกองเรือรบนั้นเป็นบุตรชายของนางนั่นเอง

"ข้าได้ยินว่าเขาออกทะเลไปล่าวาฬเมื่อสองอาทิตย์ก่อน" ซาฮาลกล่าว "การจะหาวาฬสักตัวในมหาสมุทรไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่เขาจะยังไม่กลับมา" เมื่อพูดถึงการล่าวาฬ สภาขุนนางก็เงียบเสียงลง ด้วยทุกคนรู้ดีว่านั่นเป็นภารกิจสำคัญ คณะทูตจากเธสซาลีย์เป็นชาวเอลฟ์ และชาวเอลฟ์ค่อนข้างจะโปรดปรานเนื้อวาฬ ดังนั้นการที่ผู้บัญชาการกองเรือรบต้องออกทะเลไปด้วยตนเองนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

ในอาณาจักรแอสทารอธแห่งนี้ ไม่มีใครรู้จักท้องทะเลดีไปกว่าเลสธีราห์

"คณะทูตแจ้งข่าวการมาเยือนตั้งแต่สองเดือนที่แล้ว เหตุใดจึงเพิ่งออกล่าวาฬเมื่อไม่สองอาทิตย์ก่อน การประชุมเดือนที่แล้วก็ไม่มีภารกิจใดติดขัดขนาดทำให้เลสธีราห์ออกลทะเลไม่ได้ไม่ใช่รึ" เหนือหัวมุ่นคิ้ว "และต่อให้เขามีความเชี่ยวชาญในทะเลแค่ไหน แต่นี่ก็แสดงถึงความบกพร่องในการปฏิบัติภารกิจอยู่ดี" ท่านหญิงลีอาห์ไม่กล่าวแก้ตัวแทนบุตรชาย นางเพียงค้อมหัวลงยอมรับคำตำหนิของเหนือหัวเพื่อไปสั่งสอนต่อเมื่อเขามาถึง

ผู้นำแห่งแอสทารอธถอนใจยาวครั้งหนึ่งและเคลื่อนสายตากลับไปมองซาฮาลอีกครั้ง

"เช่นนั้นก็รายงานเรื่องของเจ้ามาจะดีกว่า เมื่อเลสธีราห์กลับมา ข้าจะให้เขารายงานด้วยตนเอง"

แม้จะตัดสินความได้ดังนั้น แต่ร่างเงาสูงโปร่งในร่างของมนุษย์ก็ปรากฎขึ้นที่ประตูทางเข้า ผมยาวสีอ่อนเปียกลู่บ่งบอกได้ว่าการเดินทางของอีกฝ่ายอาจจะฝ่าเม็ดฝนมา ร่างกายท่อนบนที่ปราศจากอาภรณ์ยังคงเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อและหยดน้ำ ชายชุดยาวที่ตัดเย็บจากเส้นหนังสีดำปลิวสะบัดตามแรงลมที่พุ่งเข้ามาปะทะร่างกาย รองเท้าเหล็กก้าวเดินเป็นจังหวะตรงเข้ามาในที่ประชุมทำให้เกิดเสียงก้องดังไปทั่ว เจ้าของร่างเงยมององค์เหนือหัวที่ค่อยๆ ทอดยิ้มมองเขาด้วยสายตาเอ็นดูก่อนจะค้อมหัวลงต่ำ

"เลสธีราห์... กลับมาแล้วขอรับ"




*เกร็ดความรู้*

วาฬที่เลสธีราห์ไล่ล่าคือวาฬหัวทุย (SPERM WHALE) ขนาดโตเต็มวัยมีความยาวประมาณ 15-20 เมตร เป็นวาฬชนิดมีฟันที่ใหญ่ที่สุด โดยลักษณะของมันจะมีขนาดหัวที่ใหญ่มากและเต็มไปด้วยไขมันที่สามารถนำมาทำประโยชน์ได้หลากหลาย


ซาฮาล(Sahale) เป็นภาษาพื้นเมืองของอเมริกาแปลว่า เหยี่ยว เขาเป็นลูกหลานของตระกูลอัศวินเซนทอร์ที่เก่าแก่ที่สุดตระกูลหนึ่งในแอสทารอธ ทั้งตระกูลนี้จะมีลักษณะสูงใหญ่กำยำ โดยอ้างลักษณะกายภาพจากม้า Gypsy Vanner ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในม้าที่สวยที่สุด


ดาเรียส(Darius) เป็นภาษาลาตินแปลว่า ผู้ปกครองที่ดี เป็นผู้นำที่มาจากตระกูลอัศวินเซนทอร์อีกตระกูลหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มเซนทอร์สีดำโดยอ้างลักษณะกายภาพจากม้า Andalusians ซึ่งเป็นม้าศึกที่เก่าที่สุดสายพันธุ์หนึ่ง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #359 J.lasa (@jjackfruit) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 11:32
    เพิ่งไปอ่านเรื่องคีธมา เจอตอนแรกล่าวาฬเลยปวดใจจัง
    ตอนแรกชื่อมาเต็มมาก ยังมึนๆ อยู่ ตามอ่านต่อไปปป
    #359
    0
  2. #357 'ZinE zene 's (@-v-fin-v-) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 22:08
    โห นอกจากเนื้อเรื่องจัดเต็มละยังมีประวัติที่ไปที่มาของชื่อด้วยค่ะ ชอบมากเลยค่า
    #357
    0
  3. #330 shin ai2 (@konekoshinai2) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 00:59
    อ่านฉากล่าวาฬแล้วนึกถึงคาดันอ้ะ นี่อ่านเลอาฟร์จบไปหลายปี เพิ่งอ่านไครานจบแล้วมาต่อนี่
    #330
    0
  4. #231 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2559 / 14:31

    โอ๋นะ ... ตอนแรกว่าจะดองไว้ก่อนเพราะกลัวค้าง----

     

    สตั๊นกับความยาว ...

    แต่ชอบมากกกกกกก รีไรท์แล้วดีงามมมม ดูเข้มข้น ... แค่นี้ก่อน มันเพิ่งตอนหนึ่ง เม้นไม่ถูก 55555

    #231
    0
  5. #230 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 20:26
    ตอนเห็นว่ารีไรท์อีกครั้งนี่แทบกรี๊ดเลยค่ะ แงงงงงงง รอเรื่องนี้แบบรอร้อรอมานานแล้วค่ะะะะะ
    รีไรท์ใหม่รายละเอียดเยอะจุใจมากค่ะ แต่อ่านลื่นมากเลย
    ชอบซาฮาลกับเหนือหัวมากค่ะ เขาหล่--- แค่ก
    ยังรอต่อไปนะคะ!
    #230
    0
  6. #149 MadCat (@rambo-nat) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2557 / 20:45
    บรรยายได้ดีแล้วค่ะ หนูไม่เคยอ่าน REVERSED แต่ก็พอจะเข้าใจ อาจจะงงๆ ตรงประวัติศาสตร์ของเซนธอร์นิดหน่อย แต่ก็เก็ทว่า สถานกาณ์ตอนนี้มีสงครามระหว่างมนุษย์กะภูตอยู่นะ แล้วมนุษย์ก็คิดจะขอความช่วยเหลือจากเซนธอร์(อันนี้ไม่ชัวร์) ประมาณนั้น
    #149
    0
  7. #96 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 กันยายน 2557 / 18:46
    โห้ยยยย โครตมึนเลยค่ะที่รัก555555 แต่สนุกดี ชอบแนวนี้อ่ะฮุฮิ-///- ดีที่ตัวละครไม่เยอะเท่าไหร่ ดีที่มีแค่คู่เดียว ไม่วั้นคงมึนตาย55555
    #96
    0
  8. วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 20:14
    ว่าแล้วต้องไม่ใช่คนธรรมดา เซนทอร์จริงๆด้วย
    #33
    0
  9. #15 Janinosuka (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2557 / 00:25
    จ๊ะเอ๋ ตามมาหลอกหลอน ฮ่าๆๆ /ไม่ใช่! เค้าเรียกติดตามหรอกเนอะอัลอัล (นางหลงม้าอีกแล้ว)

    เปิดเรื่องใหม่เค้าทายผิดอ่า นึกว่าพระเอกจะเป็นครึ่งม้าซะอีก เห็นว่าดุน่ะจิบิ



    ข้อสังเกต : มีแต่เรื่องทหารแม่ทัพ ไม่เขียนตัวเอกเป็นเจ้าชายบ้างอ่ะคะ? คิดถึงอ่าา T^T
    #15
    0
  10. #5 meiarchan (@meiar) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 08:21
    อัลธอร์แลดูบางกว่าไชร์หลายเท่าเลย 555

    แอบฮาพระเอกถูกเมินเพราะนายเอกสนใจแต่ม้า โฮะๆๆๆ

    คุณท่านไรเตอร์เป็นสายเคต้องเข้าใจ(พยักหน้าหงึกหงัก) แต่โดยส่วนตัวรูห์ยมันเคะที่สุดจริงๆน่ะแหละ ถึงจะสูงกว่าเราแต่เราเชื่อว่าเราก็รังแกรูห์ยได้ เอิ่ม...เริ่มออกทะเล

    ตอนหน้ามาไวๆนะ แอบกดดัน
    #5
    0
  11. #4 เจนกิ้นส์ (@hohojojo) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 / 00:25
    บทนำไหลลื่นดีค่ะ พอได้ๆ ตอกแรกเผลอนึกว่าเลสธีราห์เป็นญาติคูแลนซะอีก เดาผิดไปไกลลิบๆ
    #4
    0
  12. #3 meiarchan (@meiar) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 / 22:56
    เข้ามาทักทายก่อนเพราะแอบไปคอมเม้นต์หลังไมค์มาละ 555

    เอเดรียนมันดูเหมือนเพลย์บอยที่โนสาวเมินเลย กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #3
    0
  13. #2 ศศิวิมาน (@sasiviman) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 / 00:03
    ติดตามค่ะ ชอบภาษาจัง อ่านแล้วเห็นภาพ ^^ 

    แต่ตอนที่เลสธีราห์บอกเอเดียนให้พาม้ากลับไปรู้สึกจะใช้ประโยคความหมายซ้ำติดต่อกัน ไม่แน่ใจว่าคนเขียนตั้งใจหรือเปล่า?
    #2
    0
  14. วันที่ 24 พฤษภาคม 2557 / 19:09
    เจอกันตั้งแต่ตอนแรกเลย อรั๊ยยยยย ><
    ธีราห์จังไม่น่าเป็นญาติคูแรนน์ นิสัยดูดีกว่าเยอะ // อ่าว??
    #1
    0