[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,283 Views

  • 359 Comments

  • 1,106 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    66

    Overall
    19,283

ตอนที่ 10 : [Re-Write] "เป็นของข้าไม่ได้เหรอ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 852
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    13 พ.ย. 59

การล่าวาฬเรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่งของเมืองที่มีเขตติดทะเล อันเนื่องมาจากความต้องการน้ำมันวาฬเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง การล่าวาฬครั้งหนึ่งอาจได้น้ำมันวาฬในปริมาณมากพอที่จะนำมาใช้ได้นานแรมปี และเนื้อจำนวนมากที่สามารถเลี้ยงผู้คนได้ทั้งเมือง

แต่สำหรับแอสทารอธ เมืองแห่งเซนทอร์ผู้เป็นมังสวิรัติแล้ว... การล่าวาฬเป็นเรื่องของความท้าทาย

ในการคัดเลือกครั้งสุดท้ายเพื่อค้นหาผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์ การล่าวาฬถูกเลือกให้เป็นภารกิจสำคัญที่จะตัดสินผล เรือรบทั้งสี่ลำอันหมายถึงผู้ที่มีสิทธิ์สี่คนจะต้องออกเรือไปในทะเลพร้อมกับลูกเรือลำละยี่สิบคน เพื่อล่าวาฬให้ได้น้ำมันในปริมาณที่กำหนดในเวลารวดเร็วที่สุด บุคคลแรกที่กลับมาจะเป็นฝ่ายชนะ และได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองเรือรบเซเลสต์ กองเรือในตำนานแห่งแอสทารอธ

ตัวเต็งของการแข่งขันไม่ใช่เลสธีราห์ แต่เป็นซาฮาล เซนทอร์หนุ่มผู้มาจากตระกูลอัศวินชั้นสูงที่เก่าแก่ ซาฮาลมีขนาดและพละกำลังที่ได้เปรียบผู้ร่วมแข่งขันทุกคน และเขาสามารถทำคะแนนได้ดีมาตลอดในภารกิจที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การแก้ปัญหา และนี่คือภารกิจสุดท้ายที่เป็นด่านสำคัญที่สุด และมีน้ำหนักคะแนนมากที่สุด นั่นคือความสามารถเชิงปฏิบัติในการควบคุมเรือ และอ่านทิศทางในทะเล

ผู้นำที่มีความรู้ทว่าไม่มีความสามารถนั้นไม่มีประโยชน์สำหรับกองทัพเรือ

ดังนั้นภารกิจล่าวาฬจึงท้าทายความสามารถที่สุด...

ซาฮาลมั่นใจว่าตนอ่านทิศทางจากดวงดาวได้จึงไม่รู้สึกหวั่นเกรงที่จะหลงทาง แต่แท้จริงแล้วความน่ากลัวของการเดินเรือไม่ใช่การคลาดจากชายฝั่งแต่เป็นความอ้างว้างของท้องทะเล เซนทอร์หนุ่มออกเรือไปจากแอสทารอธเป็นแรมเดือน ไกลเสียจนมองไม่เห็นคู่แข่งของตนอยู่บนเส้นขอบฟ้าอีกต่อไป และเช่นเดียวกันที่มองไม่เห็นหรือได้ยินเสียง 'ลมหายใจ' ของวาฬสักตัว แม้ซาลฮาลพูดคุยกับชาวประมงมามาก และรวบรวมความรู้เกี่ยวกับพวกมัน ทั้งอุปนิสัย พฤติกรรมที่แสดงออก และสถานที่ที่เคยพบมาอย่างดีแล้วก็ตาม

แต่สิ่งที่เลสธีราห์มีเหนือซาฮาลคือประสบการณ์

เขามีความทรงจำเกี่ยวกับบิดาไม่มาก แต่สิ่งที่ท่านทูตธีโอแดร์ทิ้งเอาไว้ให้คือความรู้ที่นำเขาไปสู่ความจริง เลสธีราห์อ่านหนังสือที่เขียนขึ้นโดยชาวเอลฟ์ผู้ได้รับสมญาว่าเป็นนักเดินเรือที่มีความสามารถมากที่สุดคนหนึ่งแห่งเธซาลีย์ และก่อนที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกผู้บัญชาการนี้ เลสธีราห์ก็เป็นกัปตันเรือของหน่วยลาดตระเวนที่มีอายุน้อยที่สุด ในขณะที่ซาฮาลเป็นขุนนางที่อายุน้อยที่สุดที่มีสิทธิ์เข้าประชุมในสภาสูง

เซนทอร์ให้ความเคารพผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ผู้มีอายุน้อยจะเป็นใหญ่ได้

"แต่เดิมการสังเกตวาฬคือการมองหา 'ลมหายใจ' ของมัน" เลสธีราห์ในวัยสิบหกกล่าวกับลูกเรือที่ล้วนแล้วมีอายุมากกว่า และมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าเขา "ซึ่งในบางครั้งทัศนวิสัยก็ทำให้เราไ่ม่สามารถมองเห็น" จริงอยู่ว่าเลสธีราห์เป็นกัปตันเรือลาดตระเวน แต่วาฬเป็นสัตว์ที่เคลื่อนที่ตลอดเวลาและไม่อาศัยอยู่ที่ใดเป็นหลักแหล่งทำให้ยากแก่การตามหา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องพึ่งพาโชคชะตาเพียงอย่างเดียว "ดังนั้นข้าจึงไม่เคยมองหาวาฬ..."

เลสธีราห์ก้าวลงไปในทะเล และ 'ฟัง' เสียงปลา...

ในความสงบและความเงียบของผืนน้ำ เสียงของวาฬดังก้องกังวานเสมอ บทเพลงของพวกมันเนิบช้าและชวนหลงใหล วาฬหลังค่อมร้องเรียกหาคู่ในระยะทางไกล ขานตอบซึ่งกันและกันอยู่เป็นระยะ แต่เสียงที่เลสธีราห์รอคอยนั้นเป็นเพียงเสียง 'คลิก' ที่ระรัว ส่งข่าวเรื่องอาหารและร้องเตือนให้ทั้งฝูงเกาะกลุ่มกันเอาไว้ เซนทอร์หนุ่มสั่งออกเรือในทันทีที่ได้ยินสัญญาณนั้น และเร่งตามฝูงวาฬหัวทุยจนกระทั่งเจอพวกมันทั้งหมดในที่สุด

เลสธีราห์กลับมายังแอสทารอธพร้อมกับน้ำมันวาฬตามที่กำหนดภายในสองสัปดาห์

 


  

ราชเลขาแห่งแอสทารอธเลือกจะพบอาคันตุกะของนางอีกครั้งในช่วงบ่าย ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่การสนทนาเป็นทางการ ทำให้สถานที่นัดพบเป็นด้านหลังพระราชวังอัสเธียร์แทนที่จะเป็นโถงประชุมกลาง โดยเฟลิเซียเป็นฝ่ายเดินนำไปบนทางเดินภายในพระราชวังอัสเธียร์ที่ทอดยาวไปสู่ด้านหลังซึ่งติดกับแม่น้ำสายหลักของแอสทารอธ และในไม่กี่อึดใจ พวกเขาก็ไปถึงส่วนของคลังหลวงที่ใหญ่ที่สุดของพระราชวังซึ่งเป็นที่เก็บเรือรบในตำนานของแอสทารอธ

เรือเซเลสต์...

เลสธีราห์จำได้ว่าเขาเคยบังคับเรือลำนี้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นในสงครามย่อยที่เขาไม่ได้จดจำ เซเลสต์เป็นเรือรบขนาดใหญ่ที่มีดาดฟ้าเรือสองชั้น และเสาเรือใหญ่สามต้น ซึ่งต้องใช้ลูกเรือนับร้อยคนในการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อน ทั้งปืนใหญ่ร่วมเจ็ดสิบกระบอกที่รายเรียงตลอดความยาวเรือ ทำให้มันเป็นเรือที่บังคับยากเป็นลำดับต้นๆของกองทัพ

ความสามารถของผู้บัญชาการกองทัพเรือควรเป็นความสามารถในการอ่านทิศทางลมและดวงดาว เพื่อการบังคับเรือขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยพลังของธรรมชาติช่วย แต่เลสธีราห์เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการฟังเสียงปลาซึ่งเป็นความสามารถที่หาได้ยากยิ่งกว่า ดังนั้นการต่อสู้ของเขาและซาฮาลเพื่อแย่งชิงตำแหน่งเมื่อสองปีที่แล้วจึงมีผลแพ้ชนะเป็นเอกฉันท์

แม้ว่าซาฮาลจะเป็นเซนทอร์ที่เพียบพร้อมทั้งความสามารถและชาติตระกูล อีกทั้งยังมีนิสัยเข้มงวดและมีระเบียบที่น่ายกย่องเป็นเซนทอร์ตัวอย่าง แต่ความสามารถของเขาก็ไม่อาจเทียบได้กับพรสวรรค์ของเลสธีราห์ คนที่มีระเบียบวินัยที่สุดจึงต้องประจำการอยู่ในฐานะผู้นำกองเรือพาณิชย์ที่ต้องการระเบียบ และผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าจึงได้รับตำแหน่งผู้นำเซเลสต์ในที่สุด แม้ว่าในสายตาของซาฮาลแล้วนี่ไม่ใช่การตัดสินที่ยุติธรรมเลยก็ตาม

เพราะเขาคิดว่าเลสธีราห์ยังมีความเป็นเด็กมากเกินไปที่จะเป็นถึงผู้บัญชาการกองเรือรบ

เอเดรียนหยุดก้าวกะทันหันทำให้เลสธีราห์ต้องพลอยหยุดไปด้วย เช่นเดียวกับเฟลิเซียที่หันมามองด้วยความสงสัยหลังจากพาพวกเขามาถึงที่หมาย แม่ทัพอาเดรียกลั้นใจเมื่อเขาได้เห็นเรือรบของแอสทารอธเป็นครั้งแรก และเผลอเคลื่อนมือเย็นเฉียบของตนมาคว้าแขนของเลสธีราห์เอาไว้ด้วยความตื่นเต้น เฟลิเซียที่เห็นการกระทำนั้นหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปหาท่านหญิงลีอาห์ซึ่งยืนอยู่ที่ทางเดินหินอ่อน

"ท่านราชเลขา..."

เสียงฝีเท้าของเฟลิเซียเป็นสัญญาณการมาถึง และคำเรียกนั้นก็เทียบได้กับการรายงานตัว ราชเลขาแห่งแอสทารอธค่อยๆหันมาหาอาคันตุกะของนางด้วยใบหน้าสงบนิ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้เซนทอร์หญิงถอยออกไป เช่นเดียวกับเอเดรียนที่ค่อยๆปล่อยมือจากคนข้างกาย เซนทอร์หญิงก้าวตรงเข้ามาหาคู่สนทนาที่นางเรียกมาพบ "ข้าจำได้ว่าขอพบเพียงท่านทูตเอเดรียน... เหตุใดจึงมีผู้ติดตามมาด้วย" นัยน์ตาสีน้ำตาลกลมโตของนางคาดคั้น

"หากข้าเดาไม่ผิดแล้ว... นั่นคือผู้ติดตามคนเดียวกันกับที่ทำให้ซาฮาลหัวเสียกลับมาไม่ใช่หรือ"

เอเดรียนเหลือบมองคนข้างตัวก่อนจะยกมือขึ้นบังร่างโปร่งเอาไว้ และค้อมหัวลงด้วยท่าทางนอบน้อม "ข้าต้องขออภัยแทนคนของข้าด้วย ท่านหญิงได้โปรดเมตตา" แม่ทัพใหญ่ไม่แก้ต่าง แต่ก็พยายามก้าวเข้ามาขวางระหว่างเซนทอร์หญิงกับเลสธีราห์ให้มากที่สุด

"เจ้าไม่ควรเลี้ยงคนเช่นนี้ไว้... อาเดรียจะเสียประโยชน์เพราะเขา"

"..." เลสธีราห์เบิกตาขึ้นเมื่อได้ยินแบบนั้น การเจรจาเมื่อเช้าที่ผ่านมาอาจเป็นเพราะพวกเขาพูดคุยกับซาฮาล ซึ่งเป็นคนที่เลสธีราห์ไม่ชอบหน้าเป็นทุนเดิม ดังนั้นเจ้าตัวจึงพลั้งเผลอต่อปากต่อคำกับอีกฝ่ายและทำให้เอเดรียนเสียโอกาสในการเจรจา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เลสธีราห์คิดว่าเอเดรียนควรจะลงโทษเขาให้หนักกว่าการตบปากเพียงครั้งเดียวด้วยซ้ำ

แต่จู่ๆคนพูดเรื่องนี้ขึ้นมากลับเป็นมารดาของตนเอง ทำให้เซนทอร์หนุ่มอดกลั้นใจไม่ได้

"ได้โปรด... ท่านหญิง" เอเดรียนค้อมหัวอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับมาหาผู้ติดตาม "เลสธีราห์ เจ้าถอยไปก่อน" แม้ว่าอยากจะแย้งสักแค่ไหน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะต้องปฏิบัติตนเป็น 'ลูกน้อง' ที่ดีบ้าง ดังนั้นเลสธีราห์จึงยอมก้มหัว และถอยเท้าออกไปจากบริเวณนั้นในที่สุด

"ข้าขออภัยอีกครั้ง ท่านราชเลขา" เอเดรียนว่า "ข้าขอน้อมรับคำตำหนิเอาไว้เพียงผู้เดียว"

"เอาเถิด อย่างไรนั่นก็เป็นการบริหารของเจ้า" ราชเลขากล่าว แล้วจึงหันไปมองเรือรบขนาดใหญ่ที่จอดลอยลำอยู่ "ข้าเรียกให้เจ้ามาพบที่คลังหลวงเก็บเรือเซเลสต์... เรือรบในตำนานของแอสทารอธ"

"เป็นเกียรติสำหรับข้าอย่างยิ่งแล้วที่มีโอกาสได้เห็น"

"ท่านทูต... เหตุผลที่ข้าเรียกเจ้ามาพบตามลำพังเพราะเจ้าไม่ใช่คนที่มีคารมเยินยอน่ารำคาญอย่างทูตคนอื่น" ท่านหญิงว่า "ได้โปรดอย่าทำให้ข้าผิดหวังในความประทับใจนั่น" เซนทอร์ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นเผ่าที่เถรตรงมากที่สุด ไม่เว้นกระทั่งฝ่ายทูตที่ควรจะประนีประนอม แต่นี่ก็อาจจะเถรตรงมากไปสักหน่อยจนเอเดรียนเริ่มสงสัยว่าครึ่งม้าเหล่านี้สามารถผูกมิตรกับชาวเอลฟ์ที่เอาใจยากได้อย่างไร

สำหรับเขาแล้ว พวกเซนทอร์เอาใจยากกว่าพวกเอลฟ์ด้วยซ้ำ

"เมื่อวานนี้ข้าได้รับสารจากธีสธรัล ราชินีของพวกเขาจะขอส่งคนเข้ามาพบข้าเพื่อเจรจาชักชวนให้แอสทารอธร่วมมือในการไล่ต้อนอาเดรีย" นัยน์ตาสีน้ำตาลของนางมองสบกับชายหนุ่มที่เบิกตาขึ้นด้วยความตระหนกเมื่อได้ยินเช่นนั้น แม้จะสงสัยใคร่รู้ แต่เอเดรียนมีมารยาทพอจะไม่ถามถึงคำตอบ

"ข้ายังมิได้ตอบรับว่าจะยินยอมให้พวกเขาเข้ามาหรือไม่ จักต้องหารือกับเหนือหัวเสียก่อน"

เอเดรียนพอจะคาดเดาได้ว่าแอสทารอธอาจไม่ต้องลงทุนลงแรงอะเลยด้วยซ้ำในการเข้าร่วมกับธีสธรัล อาณาจักรมนุษย์แห่งนั้นมีกองเรือรบที่สามารถถล่มอ่าวอาเดรียให้ราบเป็นหน้ากลองได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่ราชินีไวลด์ต้องการให้แอสทารอธร่วมมือ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เมืองเซนทอร์ไปเข้าร่วมกับอาเดรียเท่านั้น "ธีสธรัลเองก็มีข้อเสนอในเรื่องของเรือจักรไอน้ำเช่นกัน" นัยน์ตาสีน้ำตาลของนางหรี่ลงอย่างมีเลศนัยเพื่อสังเกตอาการของคู่สนทนาว่าจะมีท่าทางอย่างไร แน่นอนว่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายชะงักและกระอักกระอ่วน ราชเลขาแอสทารอธก็ยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้นยิ้มอย่างพึงใจ

"ข้ามีคำถามหนึ่งแทน... ท่านทูตเอเดรียน"

"ท่านหญิงประสงค์จะถามสิ่งใด"

ลีอาห์ก็ไม่คิดว่าพวกเขาควรจะยืนพูดคุยอยู่ทื่อๆที่เดิม ดังนั้นหญิงสาวจึงเริ่มออกเดิน โดยยั้งฝีเท้าไม่ให้เร็วจนเกินไปจนมนุษย์ธรรมดาอย่างเอเดรียนก้าวตามไม่ทัน "ในฐานะนักปกครอง พวกเรารู้ดีว่าสงครามควรเป็นตัวเลือกสุดท้าย แต่อาเดรียกลับหยิบมันขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรกทั้งที่ตนเองไม่มีความพร้อมในการทำศึก เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นได้"

เอเดรียนรู้ว่าเหตุใดผู้นำทั้งสองของคัสนาห์และอาเดรียจึงไม่ใช่วิธีทางการทูตแต่แรก

...ทว่านั่นก็เป็นปัญหาภายในของเขา

"จากสงครามที่ผ่านมาของมนุษย์และภูตทำให้ธีสธรัลบอบช้ำไปมาก ทั้งกำลังพลและกองทัพ สินค้าราคาแพงขึ้นและหาได้ยากยิ่งขึ้น ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูบ้านเมืองและเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงกษัตริย์ที่นำพาความไม่แน่นอนและความไม่มั่นใจมาให้ประชาชน หากต้องการเป็นผู้ได้เปรียบทางการต่อรองอาเดรียจะต้องใช้วิธีที่แข็งกร้าวที่สุด เพื่อทำให้ประชาชนของธีสธรัลเกิดความเดือดร้อนโดยทั่วถึงกัน และหากราชินีแห่งธีสธรัลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ประชาชนก็จะตัดสินว่านางเป็นผู้นำที่ไร้ความสามารถ ดังนั้นนี่จึงเป็นการบีบให้ธีสธรัลตกเป็นเบี้ยรองในการเจรจากับอาเดรีย"

เซนทอร์หญิงทอดยิ้มเย็นโดยไม่กล่าวอะไรตอบ และดูเหมือนว่านางจะพอใจกับคำตอบที่ได้

"แล้วประชาชนอาเดรียไม่เดือดร้อนหรืออย่างไรในการตัดสินใจเช่นนี้ ได้ยินมาว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่ประกอบการค้า นี่ไม่ใช่การบีบคั้นเพียงแค่คนอื่นแต่ก็เป็นการฆ่าตัวเองไปด้วยช้าๆหรอกหรือ" ลีอาห์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "แล้วหากอาเดรียมีความคิดที่จะบีบคั้นธีสธรัลจริงๆ เหตุใดจึงต้องขอยืมคำกำลังพลจากแอสทารอธเล่า ในเมื่อท่านทูตมั่นใจนักหนาว่าธีสธรัลจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มสงคราม"

เอเดรียนหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะค้อมหัวลงเป็นเชิงขออนุญาตให้คำตอบ

"เพราะสิ่งที่ข้าเสนอต่อท่านหญิงนั้นมีค่ามากเทียบเท่ากับกองทัพเรือเซเลสต์แห่งแอสทารอธ" แม่ทัพหนุ่มยังคงค้อมหัวอยู่เช่นนั้นด้วยความนอบน้อม และด้วยความไม่มั่นใจว่าคำตอบของตนจะทำให้ราชเลขาเกิดความไม่พอใจหรือไม่ "หากจะเรียกร้องสิ่งอื่นใดก็เกรงว่าจะไม่สมน้ำสมเนื้อกัน" แต่แน่นอนว่าผู้เป็นถึงทูตใหญ่ของอาณาจักรย่อมสามารถควบคุมอารมณ์และสีหน้าได้ดีกว่าผู้อื่น เอเดรียนค่อยๆยืดตัวขึ้นอีกครั้ง แต่เขากลับไม่สามารถอ่านอารมณ์ของคู่สนทนาได้เลย

"ช่างเป็นข้อเสนอที่สูงค่า" ราชเลขากล่าวเสียงเรียบ "เรือย่อมแลกด้วยเรือ จึงมีค่าเท่าเทียมกัน"

เอเดรียนลอบกลั้นหายใจเมื่อพบว่าเซนทอร์หญิงยื่นข้อแลกเปลี่ยน

"ในเมื่อท่านทูตเสนอศาสตร์ของเรือจักรไอน้ำให้แอสทารอธ แอสทารอธก็จะเสนอเรือรบในกองเรือเซเลสต์ให้เป็นข้อแลกเปลี่ยน" นางหยุดไปครู่หนึ่งเพื่อสังเกตสีหน้าของคู่สนทนา และพบว่าอีกฝ่ายเพียงนิ่งฟังอย่างสงบ "แต่อาเดรียจักต้องใช้กำลังทหารของตนเองในการต่อสู้ ไม่ใช่ของแอสทารอธ"

ท่านหญิงลีอาห์เหยียดมุมปากขึ้นยิ้มอย่างรู้ทัน "หากท่านทูตต้องการกำลังคนก็จักต้องแลกด้วยกำลังคน"

แม่ทัพหนุ่มมุ่นคิ้วเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยต่อเป็นเชิงถามเจตนารมณ์ของนาง "แรงงานคน..."

เซนทอร์ขึ้นชื่อว่าเป็นเผ่าที่มีประชากรน้อยมากเมื่อเทียบกับเผ่าอื่น อันเนื่องจากอุปนิสัยที่รักอิสระ ดุดันแข็งกร้าว และ 'บ้างาน' ทำให้เซนทอร์ไม่ใคร่จะมีคู่ แต่งงานมีลูกกันมากนัก แม้กระทั่งเหนือหัวดาเรียสแห่งแอสทารอธก็ยังไม่มีเวลาว่างมากพอจะเลือกชายา ทำให้เมืองเซนทอร์แห่งนี้ขาดแคลนกำลังคน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน เมื่อคนครึ่งม้าล้วนแล้วแต่มีความต้องการเป็นนักรบ ทำให้พวกเขาต้องพึ่งพาการจ้างแรงงานจากเผ่าพันธุ์อื่น

แต่ก็ด้วยกฎระเบียบที่เคร่งครัด แม้จะจ่ายค่าจ้างได้สูงเพียงใดก็ไม่ใคร่จะมีใครอยากทำงานด้วยนัก

"เช่นนั้นข้าจะขอเวลาหนึ่งเดือน เพื่อนำศาสตร์การต่อเรือจักรไอน้ำของชาวเอลฟ์มาให้แอสทารอธดังที่เสนอ" คู่สนทนาค้อมหัวลงอย่างนอบน้อมต่ออีกฝ่าย "ส่วนในเรื่องของแรงงานคน อาเดรียจะต้องหารือกับขุนนางหลายฝ่าย ภายในเวลาหนึ่งเดือน เราจะกลับมาพร้อมกับคำตอบ"

"ได้... เราจะให้เวลาพวกเจ้าเดือนหนึ่ง หากอาเดรียสามารถอดทนต่อวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการสร้างกำแพงขึ้นด้วยตนเองได้ เราก็ยินดีจะรอ" ราชเลขาเคาะกีบเท้ากับพื้นสามครั้งเป็นการให้สัญญาณเรียกรีดาห์ที่รออยู่ด้านนอกห้องให้เข้ามา "ในระหว่างนี้ แอสทารอธไม่เลือกข้าง ไม่เข้าร่วมกับอาณาจักรใดสักระยะหนึ่งเพื่อรอคำตอบนั้น"

"เป็นความเมตตาของท่านหญิงแล้ว"

"นำศาสตร์การต่อเรือมา" ลีอาห์ยิ้ม "แล้วเหนือหัวแห่งแอสทารอธจะยินดีส่งเรือรบออกศึก!"

  


 

คณะทูตจากอาเดรียตัดสินใจเดินทางกลับหลังจากการพบปะเสร็จสิ้น

อัลธอร์ดูลิงโลดเมื่อได้กลับมารับใช้เจ้านาย แม้ว่ามันจะทำปากขมุบขมิบเสมือนไม่เคยชินกับการใส่เหล็กปากก็ตาม พวกเซนทอร์ไม่ใส่เครื่องพันธนาการให้ม้า อีกทั้งยังเลี้ยงดูด้วยหญ้าอ่อนอย่างดีและให้ที่พักจนม้าบางตัวลืมความลำบากไปชั่วขณะ ซึ่งอัลธอร์อาจเป็นหนึ่งในนั้น แต่มันก็ยังดูอุ่นใจกว่าเมื่อเอเดรียนอยู่บนหลังของมัน สังเกตได้จากแววตาเป็นประกายยามที่ได้อยู่ใกล้ชิดเจ้านาย

...ลูเซียของเลสธีราห์ที่มีอายุมากกว่าดูจะมีความสุขุมกว่า

อีกทั้งคนที่อยู่บนหลังของมันก็หาใช่เจ้านายธรรมดา แต่เป็นเผ่าอาชาชั้นสูง ม้าที่สงบเสงี่ยมเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงได้เรียบร้อยมากขึ้นจนสังเกตได้ "คิ้วเจ้าจะชนกันอยู่แล้ว..." เลสธีราห์พยายามจะชวนแม่ทัพคุย "อะไรกัน แอสทารอธก็ไม่ได้ปฏิเสธเจ้าสักหน่อย" นัยน์ตาสีเข้มของเอเดรียนเหลือบมองเขาครู่หนึ่งก่อนจะเบือนกลับไปมองเส้นทางตรงหน้าตามเดิม

"ปล่อยให้ข้าเครียดเถอะ เลส..." อีกฝ่ายว่า "แม้ว่าผลการเจรจาจะน่าพอใจ แต่ก็ใช่ว่ามันสำเร็จลุล่วง"

เมื่อได้ยินอย่างนั้น เลสธีราห์ก็ไม่รู้จะกล่าวอย่างไรต่อ จริงอยู่ว่าเขาไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนกับผลการเจรจา เนื่องด้วยเขาไม่ใช่ชาวอาเดรีย และไม่เคยรับรู้ความลำบากของผู้คนที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เขาพยายามจะเข้าใจความรู้สึกของแม่ทัพใหญ่ในวันนี้ อีกฝ่ายจำเป็นต้องช่วยคลายความเดือดร้อนให้ผู้คนเหล่านั้น จึงต้องยื่นข้อเสนอที่มีราคาแพงให้กับแอสทารอธ

แม้ว่าเลสธีราห์อยากจะเปิดโปงทุกอย่างใจแทบขาด แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้าของเอเดรียนแล้ว

...เซนทอร์หนุ่มก็คิดว่าเขาควรให้เวลาอีกฝ่าย

เอเดรียนมีความจำเป็นจะต้องทำแบบนี้ และเขาก็มีความมุ่งมั่นที่จะหาสิ่งตอบแทนมาให้แอสทารอธตามที่ลั่นวาจา และเหตุผลที่อีกฝ่ายมีสีหน้าบึ้งตึงตลอดเวลาเช่นนี้ ก็คงเป็นเพราะกำลังคิดหาวิธีที่จะเดินทางไปยังธีสธรัลเพื่อนำศาสตร์แห่งเรือจักรไอน้ำกลับมาให้แอสทารอธนั่นเอง "ก็ใช่ว่าเจ้าคิดออกตอนนี้ แล้วจะไปเสียตอนนี้ได้" ร่างโปร่งพยายามพูด "ไหนจะต้องกลับไปรายงานผลการเจรจาอีก"

เอเดรียนพยักหน้าเบาเป็นเชิงเห็นด้วยกับสิ่งที่เลสธีราห์พูด แต่เขาก็ยังไม่สามารถยิ้มออกได้ทันทีอยู่ดี "หลายครั้งที่เจ้าพูดจาตรงไปตรงมาไม่น่าฟังเอาเสียเลย แต่มันก็คือความจริงที่เจ้ามอง" เซนทอร์หนุ่มมุ่นคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่เข้าใจว่าประโยคของเอเดรียนนั้นเป็นคำติหรือว่าคำชม

"ข้าชอบที่เจ้าเป็นแบบนี้" เขาจรดยิ้มที่มุมปากด้วยความรู้สึกที่ไม่แน่ใจว่าเป็นความเอ็นดูหรืออื่นใด

"อย่างกับว่าเจ้าพูดความจริงกับข้า" ร่างโปร่งอดไม่ได้ที่จะสวนกลับบ้าน "เจ้าเองก็หลอกข้าว่าเป็นขุนนางธรรมดา แต่จู่ๆก็มาบอกว่าเป็นแบบนี้" เขาหันไปมองคนแม่ทัพใหญ่ที่ถอยม้าออกห่างไป และพยายามจะรั้งเขาเอาไว้ที่ท้ายขบวน และลดเสียงลงเล็กน้อยเพื่อให้การพูดคุยมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

"ข้าไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นขุนนางฝ่ายใด หากเจ้าทบทวนดีๆแล้ว"

"อย่ามาเล่นคำกับข้านะ" แม้ว่าจะอยากตะโกนใส่อีกฝ่ายสักแค่ไหน แต่ด้วยความที่รอบตัวพวกเขามีเพียงป่าที่อาจมีเสือหรือผู้สอดแนมอื่นใดแอบเฝ้ามองอยู่ และทั้งคู่ก็อยู่ในคณะเดินทางซึ่งไม่มีความเป็นส่วนตัวมากพอที่จะมาหยอกล้อกันตอนนี้ ทำให้เซนทอร์หนุ่มต้องยอมเงียบไปเองด้วยรู้ดีว่าหากตนเสียงดังไปจะมีแต่ผลเสียตามมา

เอเดรียยิ้มจางกับกิริยานั้น "ข้าจะไม่โกหกเจ้า... หากเจ้าสัญญาว่าจะทำแบบนั้นเช่นกัน"

"นี่ใช่เวลามาถามหาเรื่องนั้นจากข้าที่ไหน" เซนทอร์บ่นอุบ "หากเลิกคิดเรื่องธีสธรัลได้ เจ้าควรจะคิดหาคำพูดดีๆไปอธิบายให้เจ้าเมืองอาเดรียฟังมากกว่า" เอเดรียนกลับไปมุ่นคิ้วดังเดิมเมื่อได้ยินดังนั้น จึงทำให้เลสธีราห์กระอักกระอ่วนขึ้นมาในทันทีด้วยคิดว่าเป็นเพราะตนที่ทำให้แม่ทัพใหญ่ลำบาก "ข้าหมายถึง... เหตุใดเจ้าเมืองจึงส่งเจ้าไปเจรจาทั้งที่อาเดรียไม่มีสิ่งใดไปแลกเปลี่ยนเลย จนเจ้าต้องหา... เรือจักรไอน้ำอะไรนั่นไปเสนอแทน ซึ่งมันเป็นข้อเสนอที่รัดคอตัวเองชัดๆ"

"เลสธีราห์..." เอเดรียนปรามให้อีกฝ่ายลดเสียงลง

"แล้วพวกเจ้าไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะเอาไปต่อรองได้เลยหรือไง" ร่างโปร่งเบาเสียงลงตามที่อีกฝ่ายเอ็ด แต่ก็ยังไม่เลิกราการตั้งคำถาม เพราะมันเป็นเรื่องที่เขาต้องการรู้มากที่สุดก็เป็นได้ ว่านอกจากเรือจักรไอน้ำซึ่งเป็นของธีสธรัลแล้ว ตัวเมืองอาเดรียเองไม่มีสิ่งใดที่เป็นของตัวเอง และเป็นประโยชน์กับแอสทารอธเลยจริงๆหรือ

เอเดรียนถอนใจเบาแล้วจึงดึงบังเหียนรั้งให้อัลธอร์ชะลอฝีเท้าลง เช่นเดียวกับลูเซียที่หันหัวกลับมา "พวกเจ้าล่วงหน้าไปก่อน" ร่างสูงพยักหน้าบอกคนของตน แล้วจึงหันกลับมาหาคู่สนทนา "เลสธีราห์... ข้าบอกเจ้าตอนนี้ไม่ได้"

เซนทอร์หนุ่มมุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ "เหตุใดจึงบอกไม่ได้ เพราะข้าเป็นคนนอกที่เพิ่งเข้ามาร่วมกลุ่มกับเจ้าหรือ เจ้าบอกว่าข้ามีประโยชน์กับเจ้าจึงได้ชวนมา แต่ข้าก็ยังไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์เลยสักนิด" นัยน์ตาสีฟ้าทะเลของเจ้าตัวช้อนมองแม่ทัพใหญ่ "ท่านหญิงเองยังแนะนำให้เจ้าขับไล่ข้าออกไป"

"นี่เป็นวิธีการบริหารของข้า เจ้าอย่าได้ใส่ใจคำแนะนำของท่านหญิงเลย"

"แต่นางก็เป็นถึงราชเลขาแห่งแอสทารอธ..." ร่างโปร่งมุ่นคิ้ว "เจ้าปกป้องข้าไว้ทำไม เอเดรียน เจ้าให้ข้าอยู่ที่นี่ทำไม ในเมื่อเจ้าไม่คิดจะบอกอะไรหรือใช้ประโยชน์อะไรจากข้าเลย" เลสธีราห์กำมือแน่นพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น "ทำไมเจ้าถึงบอกข้าว่าเจ้าเป็นใคร แต่กลับไม่บอกว่าเจ้ากำลังจะทำอะไร"

เอเดรียนถอนใจเมื่อเห็นดังนั้น เขาค่อยๆดึงม้าเข้าไปใกล้ลูเซียแล้วจึงยกมือขึ้นลูบหัวคู่สนทนาเบาๆอย่างอ่อนโยน "เหตุผลที่ข้าอยากให้เจ้าอยู่ใกล้ๆ ไม่ใช่เพราะเจ้ามีประโยชน์กับข้าในเรื่องการเมืองพวกนี้" ร่างโปร่งค่อยๆเหลือบขึ้นมองคนพูดด้วยความไม่แน่ใจ และกลั้นใจโดยไม่รู้ตัว "แต่เจ้าทำให้ข้าสบายใจ และอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก นั่นคือเหตุผลที่ข้าปกป้องเจ้า และยังรั้งเจ้าเอาไว้ เลสธีราห์..."

เอเดรียนค่อยๆลดมือลง และกอบกุมบังเหียนของตนดังเดิม

"กลับอาเดรียกันเถอะ..."

เซนทอร์หนุ่มที่รู้สึกร้อนใบหน้าขึ้นมาดื้อๆค่อยๆดึงม้าเดินตามไป และพยายามจะรวบรวมสมาธิที่ค่อนข้างจะกระจัดกระจายไปแล้วกลับมา "ประหลาดคน... อยากให้อยู่ข้างๆแต่ก็ไม่เคยไว้ใจ" เขาบ่นอุบ "ถ้าข้าเป็นศัตรูขึ้นมา ป่านนี้เจ้าคงตายไปแล้ว!"

เอเดรียนหัวเราะร่วน และดึงม้าเดินนำหน้าตามขบวนไป "ข้าถึงเชื่อว่าเจ้าไม่ใช่คนร้าย..."

"อย่าทำเป็นรู้ทันข้าหน่อยเลย เอเดรียน" ร่างโปร่งเอ็ด

"ข้ารู้ทันเจ้า... จริงๆ" แม่ทัพยิ้มอ่อนใจกับนิสัยเอาชนะของอีกฝ่าย "แต่คงต้องขอเวลาสักพักกว่าจะเชื่อเจ้าได้สนิทใจ" เอเดรียนหันกลับมาพูดอีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนทั้งที่มันไม่ได้เข้ากับรูปแบบคำตอบเชิงปฏิเสธของเขาเลย "เจ้ารอได้ไหม อมนุษย์..."

"...แต่ข้าให้เวลาหนึ่งเดือนเท่ากับท่านราชเลขานะ!"

"แล้วถ้าเกินหนึ่งเดือนเล่า"

"ข้าจะลาออกแล้วกลับไปล่ากวางขายเหมือนเดิมน่ะสิ"

แม่ทัพใหญ่หัวเราะเบาอย่างเอ็นดู "เช่นนั้น... ข้าจะไปรอเจ้าที่เดิมทุกวันก็แล้วกัน"

  


 

ท่านหญิงลีอาห์ค้อมหัวลงนิ่งหลังจากรายงานผลการเจรจาให้เหนือหัวแห่งแอสทารอธรับรู้

"เพราะสิ่งที่เสนอมามันมีค่าเทียบเท่ากองเรือเซเลสต์รึ" ดาเรียสหัวเราะร่วนในลำคอ "ช่างเข้าใจพูดนัก ทูตอาเดรียผู้นี้" แม้ว่าอาเดรียจะร้องขอสิ่งที่มีมูลค่ามากอยู่สักหน่อย แต่ในเมื่อผู้เจรจาด้วยคือท่านหญิงลีอาห์ แน่นอนว่าแอสทารอธจะไม่ต้องสูญเสียอะไรไปมากมายเลย "ท่านเองก็มีความหลักแหลมที่ต่อรองกลับไปเช่นนั้น อย่างไรทั้งอาเดรียทั้งธีสธรัลก็ต้องหันหน้ามาหาเรา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกฝ่ายใดก็เท่านั้น"

"เช่นนั้นแล้ว เหนือหัว... จะอนุญาตให้ทูตจากธีสธรัลเข้าพบหรือไม่"

ดาเรียสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ข้าคิดว่าท่านหญิงให้คำสัตย์กับอาเดรียไปแล้วว่าจะไม่เอนเอียงเข้าข้างผู้ใดเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน" ผู้นำอาณาจักรเอนกายพิงหมอนอิงข้างตัวเล็กน้อย "หรือท่านหญิงจะกล่าวว่า การไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายจะ ก็ใช่ว่าจะรับฟังข้อเสนอจากเมืองอื่นไม่ได้"

ลีอาห์ยิ้มรับเมื่ออีกฝ่ายอ่านใจเธอได้ "ใครว่าเหนือหัวดาเรียสไม่มีความสามารถในการเจรจาหนอ"

"ทั้งหมดนี้ ข้าก็เรียนรู้มาจากท่านนี่ล่ะ ท่านหญิงลีอาห์"

"เช่นนั้นข้าจะตอบรับการมาเยือนของทูตแห่งธีสธรัล แต่จะปฏิเสธของกำนัลและบรรณาการทั้งปวงเพื่อยืนยันคำสัตย์ที่เรามีต่ออาเดรีย" แม้ว่าธีสธรัลจะมีอำนาจการต่อรองมากกว่า และครอบครองสิ่งที่แอสทารอธต้องการนั่นคือเรื่องจักรไอน้ำ แต่ราชเลขาแห่งแอสทารอธกลับมั่นใจว่าบุตรชายของนางที่แฝงตัวอยู่ในอาเดรียจะสามารถทำให้แอสทารอธได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

"แม้ว่าข้าจะอยากเอนเอียงเข้าธีสธรัลมากกว่า แต่ในเมื่อเขาเป็นพันธมิตรที่ดีของพวกอัสคาห์..."

"จริงอยู่ว่าธีสธรัลพยายามส่งทูตมาเจรจา แต่หากเปรียบกันแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรจากแอสทารอธเลย อาจจะต้องการเพียงแค่ไม่ให้เราไปเข้ากับอาเดรียก็เท่านั้น หากเลือกธีสธรัลไป ข้าเองไม่เห็นผลประโยชน์ระยะยาว" ท่านหญิงว่า "ในขณะที่อาเดรียต้องพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อไม่ให้เราไปเข้ากับธีสธรัล พวกเขาจึงยอมทุ่มเทแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่มีค่า นั่นก็คือศาสตร์การต่อเรือจักรไอน้ำที่ยังไม่มีเมืองใดในแผ่นดินตะวันตกนี้มีโอกาสเรียนรู้อาเดรียครอบครองศาสตร์นั้นอยู่ก็จริง แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจของบ้านเมืองแล้วไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะต่อเรือจักรไอน้ำ โดยเฉพาะภาวะหลังสงครามที่ทุกอาณาจักรที่ต้องการเวลาเพื่อฟื้นฟูตัวเอง"

โดยไม่นำเรื่องบาดหมางในอดีตมาพูดต่อ ท่านหญิงลีอาห์อธิบายที่มาของผลการเจรจาให้เหนือหัวฟังโดยละเอียด "แต่ถึงอย่างนั้น ข้าเองก็ยังอยากได้ยินข้อเสนอของธีสธรัลว่าพวกเขาต้องการอะไร และแลกเปลี่ยนกับอะไร" แม้ว่าในตอนนี้แอสทารอธจะเป็นอาณาจักรที่ 'เนื้อหอม' ที่ทั้งอาเดรียและธีสธรัลต้องการจะเข้าหา และดึงเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตร แต่แอสทารอธเองก็ต้องตัดสินใจให้ดีว่าต้องการจะร่วมมือกับฝ่ายใดเพื่อให้เกิดผลประโยชน์มากที่สุดในระยะยาว แม้ว่าการเข้าร่วมกับธีสธรัลจะเป็นตัวเลือกที่ฟังดูดีกว่า เนื่องจากสถานภาพบ้านเมืองที่มั่นคงและแข็งแกร่ง อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรกับไอย์ชวลซึ่งเป็นเมืองภูตขนาดใหญ่ทางเหนือของแอสทารอธอีกด้วย แต่ด้วยความที่มั่นคงมากเกินไปนั้นเองที่ทำให้ราชเลขาแห่งแอสทารอธไม่มั่นใจว่าเซนทอร์จะได้รับผลตอบแทนที่แท้จริงในระยะยาวหรือไม่

แต่หากเข้าร่วมกับอาเดรียที่เป็นเมืองเล็กๆ เซนทอร์อาจมีอำนาจต่อรองในเรื่องอื่นๆเพิ่มเติมได้บ้าง

"เหนือหัวยังสนใจ... ป่าเวทมนตร์อยู่หรือไม่คะ"

เมื่อคนสนิทถาม ผู้นำแห่งแอสทารอธก็สูดหายใจเข้าลึกๆครั้งหนึ่งระหว่างใคร่ครวญคำตอบ "เราอาจต้องการความก้าวหน้ามากกว่าถอยหลังกลับไปหาป่าเวทมนตร์อันเป็นอดีตที่พึงระลึกถึง แต่ว่า... การที่จะให้เซนทอร์ลืมเผ่าอาชาชั้นสูงอย่างยูนิคอร์นนั้นเป็นเรื่องยากเหลือเกิน"

ป่าเวทมนตร์เป็นดินแดนที่อยู่ในเขตของอาณาจักรคัสนาห์ และถูกโอบล้อมด้วยหมู่บ้านและเมืองเล็กเมืองน้อยของพวกมนุษย์ ดังนั้นมันจึงกลายเป็นสมบัติของมนุษย์ไปโดยปริยาย ป่าเวทมนตร์นั้นเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่มีความพิเศษ เช่นต้นไม้ที่มีเปลือกซึ่งสามารถนำไปทำยารักษาโรคได้อย่างดี หรือยางไม้ที่สามารถสมานบาดแผลได้ มนุษย์ในอดีตนั้นเรียนรู้ที่จะใช้สิ่งเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ แต่หลังจากที่คัสนาห์ถูกยึดอำนาจ มนุษย์ผู้มีความสามารถเหล่านั้นก็ถูกกำจัดไป และทิ้งให้ป่าเวทมนตร์เป็นเพียงป่ารกที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปเท่านั้น

แต่เซนทอร์ยังมีความต้องการจะเดินทางเข้าไปสักครั้ง โดยหวังว่าจะได้พบกับเผ่าอาชาชั้นสูงอย่างยูนิคอร์น

พวกเขาอาจไม่มีความคิดที่จะฆ่ายูนิคอร์นเพื่อเขาวิเศษ หรือเลือดเนื้อที่เต็มไปด้วยพลัง แต่การได้พบยูนิคอร์นสักครั้งก็เรียกได้ว่าคุ้มค่าที่ได้เกิดมาเป็นเซนทอร์ "อีกทั้งสิ่งที่อยู่ในป่าเวทมนตร์นั้นก็มีมูลค่ามหาศาล หากต้องการจะเข้าไปในป่าเวทมนตร์ เราคงต้องได้ครอบครองคัสนาห์" เหนือหัวถอนใจ "ซึ่งนั่นเป็นเรื่องยาก และสูญเปล่า ท่านหญิง... ข้าอยากให้ท่านสนใจวิทยาการใหม่ๆเสียมากกว่า"

"เช่นนั้นข้าจะไม่พูดถึงมันอีก" ราชเลขาค้อมหัวลง "ข้าเข้ามารบกวนเวลาพักผ่อนของเหนือหัวมากแล้ว ต้องขอตัว"

  


 

เอเดรียนเฝ้ามองมหาคฤหาสน์จากต่างห้องพักของตนในคฤหาสน์ราห์โมนา และพยายามบอกตัวเองให้รักษาความสุขุมเอาไว้ให้สมกับที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นผู้นำสูงสุดของกองทัพอาเดรียก็เกิดความรู้สึกหวั่นเกรงได้เหมือนกันเมื่อคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้น ท่านชายซินญอร์คงจะโมโหมาก หากรู้ว่าเขายื่นข้อเสนอแบบนี้ให้แอสทารอธ แม้ว่าอีกฝ่ายจะตัดใจยกป่าเวทมนตร์ให้เซนทอร์แล้วก็ตาม แต่เอเดรียนคิดว่ามันอาจไม่มีค่ามากพอที่จะทำให้คนครึ่งม้าสนใจ

"ป่านนี้แล้วยังไม่พักผ่อนอีก..."

แม่ทัพหนุ่มสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงนั้น เรียกเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอของผู้มาเยือนได้ เลสธีราห์ปิดประตูช้าๆแล้วเดินมานั่งเก้าอี้ข้างๆอีกฝ่าย "คิดเรื่องของพรุ่งนี้อยู่หรือไร" ร่างโปร่งเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดเครื่องแบบทหารที่เอเดรียนมอบให้เป็นชุดที่เขาชอบใส่เป็นประจำ นั่นก็คือกระโปรงหนังวาฬตัวยาว

"ข้าเชื่อว่าเจ้ามีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เหตุใดจะต้องใคร่ครวญให้มากความ"

เอเดรียนถอนใจยาวแล้วจึงหันไปหยิบขวดแก้วข้างตัวเพื่อรินเครื่องดื่มที่มีกลิ่นแรงใส่แก้วของตนและเลสธีราห์

"ข้าไม่ดื่มเหล้า" เซนทอร์หนุ่มรีบปฏิเสธเมื่ออีกฝ่ายส่งแก้วให้ แต่ก็ยอมรับมาถือไว้และมองคู่สนทนาที่ดื่มหมดทั้งแก้ว "มันอร่อยหรืออย่างไร เหตุใดจึงชอบดื่มกันนัก" เซนทอร์หนุ่มย่นจมูกครั้งหนึ่งแล้วจึงวางแก้วไว้บนโต๊ะเล็กตรงหน้าตามเดิม เขาพอจะรู้ฤทธิ์และรสชาติของมัน เซนทอร์หนุ่มจึงตัดสินว่ามันเป็นเครื่องดื่มรสชาติแย่ และไม่ให้ประโยชน์ใดๆ

"เอเดรียน..."

คนถูกเรียกวางแก้วเปล่าลงก่อนจะหลับตาด้วยความรู้สึกมึนงงจากฤทธิ์สุรา "ถึงเจ้าจะพูดอย่างนั้น แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือความไม่แน่นอน แม้ว่าแอสทารอธจะตอบรับข้อเสนอของเรา แต่ผลตอบแทนที่ข้าเสนอไปคือสิ่งที่อาเดรียไม่มี แต่ข้าจะต้องเป็นคนไปหามันมา" อีกฝ่ายลืมตาขึ้นอีกครั้งก่อนจะมองกลับมาที่คนฟังที่นั่งอยู่ข้างตัว "มันคือการแบกอาณาจักรเอาไว้บนบ่า เจ้าคิดว่าข้าจะสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจหรือ"

เลสธีราห์ถอนใจเบา ก่อนจะยกมือขึ้นปิดตาอีกฝ่าย "อย่างไรเจ้าก็ต้องไปธีสธรัล นั่นคือความจริง"

เขารู้สึกได้ถึงลมหายใจที่เจือกลิ่นเหล้า และความว้าวุ่นในจิตใจของคู่สนทนา เลสธีราห์เชื่อว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลว่าทำไมจึงหยิบยื่นข้อเสนอแบบนั้น แต่เอเดรียนก็เป็นคนพูดเองว่าเขายังเป็นนอกมากเกินไปที่จะบอกความลับภายในของอาเดรีย ดังนั้นเซนทอร์หนุ่มจึงยอมเลิกราไม่รบเร้าคำตอบ "เจ้าสนใจเพียงความจริงข้อนั้นก็เพียงพอ แล้วจงรอดกลับมาเพื่ออาณาจักรของเจ้าให้ได้ คิดแบบนี้ไม่สบายใจกว่าหรือไร"

เอเดรียนดึงมือเรียวออกจากตนแล้วถอนใจยาวอีกครั้ง "แต่ว่า..."

"หากคิดวนเวียนไปมาเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากการพายเรือวนอยู่ในสระแคบๆแทนที่จะล่องไปตามแม่น้ำแล้วพบทะเลที่แท้จริง" คนพูดกลืนน้ำลายเล็กน้อยแล้วสูดหายใจเข้าลึก "ในเมื่อเจ้าต้องไปธีสธรัล ข้าก็จะไปกับเจ้าด้วย" เพื่อศาสตร์การต่อเรือจักรไอน้ำให้แอสทารอธ เลสธีราห์คิดว่าการที่เขาเดินทางไปด้วยคงไม่เป็นการเสียแรงเปล่า "เจ้าเสียดายชีวิตคนของเจ้า ทั้งโจฮาลล์ ทั้งจาเร็ตต์ แต่อย่าเสียดายชีวิตข้า..."

"เจ้าไม่รู้ว่าธีสธรัลเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ" อีกฝ่ายคงเริ่มมึนพอสมควร สังเกตได้จากน้ำเสียงต่ำกว่าทุกที

"แต่ถ้าเจ้าไปเพียงลำพัง เจ้าจะไม่มีทางได้กลับมา" ดวงตาสีฟ้าจ้องมองคู่สนทนาเป็นเชิงบังคับขู่เข็ญ "เจ้าแบกอาเดรียทั้งอาณาจักรเอาไว้ไม่ได้หรอก" ในฐานะแม่ทัพที่ต้องรับผิดชอบหลายเรื่องวุ่นวายภายในอาณาจักร เลสธีราห์คิดว่าอีกฝ่ายอาจจะรู้สึกประหลาดอยู่บ้างที่คนนอกเช่นเขานึกอยากเสี่ยงชีวิตเข้าไปในธีสธรัล ทั้งที่อุปนิสัยที่แสดงออกดูเป็นคนที่ไม่ชอบความวุ่นวายของเบื้องบน "เจ้าชวนข้ามาร่วมคณะเพราะคิดว่าข้าช่วยเจ้าได้ แต่จนตอนนี้ข้ายังไม่ได้ช่วยอะไรเจ้าด้วยซ้ำ..."

"ให้ข้าทำประโยชน์บ้างเถอะ... เจ้าเป็นคนเดียวที่เห็นคุณค่าของมัน"

แม้มันจะเป็นคำพูดที่จงใจโน้มน้าวให้อีกฝ่ายเชื่อ แต่เลสธีราห์กลับจุกในอกที่พูดแบบนั้น ราวกับว่าเขากำลังหลอกให้อีกฝ่ายเชื่อ เพื่อตักตวงผลประโยชน์ และสุดท้ายก็จะตีห่างจากไปเมื่อได้รับผลตอบแทน แม้ว่ามันเป็นสิ่งที่เขาควรจะทำ ควรจะตายจากเอเดรียนไปเมื่อตนได้รับประโยชน์ แต่นั่นก็เป็นการกระทำที่แสนโหดร้าย และหากวันใดที่เขาต้องพบกับเอเดรียนอีกครั้ง เลสธีราห์คิดว่าความรู้สึกดีๆในตอนนี้มันอาจไม่เหมือนเดิม

เขาใจอ่อนอย่างนั้นหรือ... เขาไม่ควรรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่รึไร

"เลสธีราห์" เอเดรียนเอ่ยเรียกเสียงแหบ "ข้า... เชื่อเจ้าได้ใช่ไหม เลสธีราห์"

ร่างโปร่งจนด้วยคำพูดไปชั่วขณะ ไม่รู้สึกตัวจนกระทั่งได้กลิ่นสุราจากลมหายใจของีกฝ่ายที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ เอเดรียนอิงแนบหน้าผากของตนกับร่างโปร่งก่อนจะหลับตาลงคล้ายกับกำลังพยายามปลอบตัวเองให้รู้สึกสงบ เซนทอร์หนุ่มไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้กับคนสนิททุกคนหรือไม่ แต่เขาก็ไม่เคยเห็นเอเดรียนอยู่ใกล้ใครมากเกินควรกระทั่งกับจาเร็ตต์ที่เป็นถึงเลขาส่วนตัว นี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าเขาสามารถเข้าใกล้และสนิทสนมกับเอเดรียนได้มากกว่าเดิม

แต่ว่า...

"ไม่... เจ้าเชื่อไม่ได้หรอก"

เลสธีราห์เม้มปากอย่างอับจนและยอมรับว่าเขากำลังใจอ่อน "แต่เจ้าไม่สามารถไปธีสธรัลเพียงลำพังได้" อย่างไรเขาก็ต้องไปกับอีกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ของอาณาจักร แต่จะให้เขาหลอกเอเดรียนไปมากกว่านี้นั้นช่างเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า "คิดเสียว่าข้าเป็นทหารเลวคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไร อย่าเสียดายชีวิตข้า..."

"รับปากได้รึเปล่า..." จู่ๆคนเมาก็พูดขึ้น เซนทอร์หนุ่มจึงหยุดฟัง "ว่าจะไม่ทรยศข้า"

"ไม่... ข้ารับปากไม่ได้" คิ้วเรียวขมวดมุ่น เปลือกตาบางปิดลง และพึมพำเบาๆเหมือนพูดกับตัวเอง "แต่ข้าก็ไม่อยากจะทำร้ายเจ้า... " เขาอยากได้แค่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายใคร ไม่ได้มีเจตนาจะหักหาญจิตใจใคร แม้ว่ามันเป็นสิ่งที่เขาจะต้องทำในอนาคตก็ตาม "เจ้าคิดอย่างไรจึงอนุญาตให้ข้าเข้าหาแบบนี้" แต่แค่คิดว่าจะต้องไปจากอีกฝ่ายเมื่อตนได้รับประโยชน์ เลสธีราห์ก็ไม่ต้องการให้เอเดรียนมีเยื่อใยต่อตนมากไปกว่านี้

"ทำไมถึงสะเพร่าแบบนี้"

ร่างโปร่งรู้สึกได้ว่าปลายจมูกของอีกฝ่ายแตะสัมผัสกับตนลมหายใจอุ่นร้อนเจือไปด้วยกลิ่นของสุราเป่ารดรวยรินเนิบช้า ก่อนที่ริมฝีปากจะเคลื่อนเข้ามาแนบจูบ "...!..." นัยน์ตาสีฟ้าเบิกโพลง และทั้งร่างเกร็งเขม็งขึ้นมาอย่างไม่คุ้นเคย เซนทอร์ส่งเสียงท้วงในลำคอ จุมพิตของร่างสูงไม่อาจเรียกได้ว่าไร้สติ เพราะมันอ่อนโยนนุ่มนวลเสมอเหมือนทุกสัมผัสของเจ้าตัวที่มีต่อเขา มือหยาบกร้านค่อยๆขยับรั้งท้ายทอย และเคลื่อนไปบนแผ่นหลังเปลือย ก่อนจะโอบเอวคอดและกอดเข้ามาแนบกาย "อ... เอเดรียน...!" กลิ่นสุราจากลมหายใจของอีกฝ่ายทำให้เซนทอร์หนุ่มรู้สึกเวียนหัว เขาผละตัวออกเล็กน้อยเพื่อสูดอากาศ แต่กลับถูกแขนแกร่งกอดรั้งเอาไว้

"เจ้าเอง... ก็ไม่ได้ระวังตัวเลย" น้ำเสียงของเอเดรียนต่ำกว่าปกติมาก บ่งบอกได้ถึงสติสัมปชัญญะที่ใกล้จะเลือนหาย

...แต่คำพูดนั้นกลับทำให้เลสธีราห์ต้องขนลุกไปทั้งร่าง

นัยน์ตาสีครามสบกับดวงตาคมเข้ม ในขณะที่ในหัวคิดหาคำพูดเพื่อปฏิเสธอีกฝ่าย แม้ว่ามันจะน่าแปลกที่เขาไม่นึกรังเกียจสัมผัสนั้น อีกฝ่ายแนบจูบอีกครั้ง และผลักร่างโปร่งให้นอนลงกับโซฟา ก่อนจะขยับตัวขึ้นมาอยู่เหนือร่างตนได้โดยสมบูรณ์

ใบหน้าของเอเดรียนถูกปิดบังด้วยผมสีเข้ม ขณะที่ก้มลงแนบจูบซ้ำ น้ำหนักของอีกฝ่ายกดแนบลงมาบนร่าง มือหยาบกร้านค่อยๆเคลื่อนเข้ามากอบกุมมือของร่างเบื้องใต้ แล้วจึงกดวางลงบนเบาะเหนือร่าง พันธนาการเอาไว้ด้วยสัมผัสอุ่นร้อนที่แนบจรดริมฝีปาก

"อะ...!!"

ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับเขา... เลสธีราห์หลับตาแน่นด้วยความสับสน แม้จะล่วงรู้ถึงความคิดของคนตรงหน้า แต่กลับแปลกใจตัวเองมากกว่าที่ไม่คิดจะผลักไส สัมผัสของเนื้อผ้าที่เสียดสีกับผิวเปล่านำความรู้สึกประหลาดที่ทำให้ร่างโปร่งขยับตอบสนอง มือใหญ่ค่อยๆคลายแรงและปล่อยร่างเบื้องใต้ให้เป็นอิสระ แล้วจึงเคลื่อนลงมาตามสรีระร่างช่วงบนอันไร้สิ่งปกปิดใดๆ โอบรอบเอวคอดและดันร่างของตนแนบชิดจนไม่มีที่ว่างห่างจากกัน

สันจมูกโด่งกดแนบกับลำคอ สัมผัสกลิ่นอายที่ไม่ใช่ของมนุษย์ ฟันคมขับเม้มเนินเนื้อขาวหมั่นเขี้ยวเรียกเสียงอุทานจากเจ้าของร่าง "อื้อ...!" เลสธีราห์รู้สึกได้ว่าใบหน้าของตนแดงซ่านไปถึงใบหู ในใจยังเต็มไปด้วยความสับสน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

...เขาไม่ใช่สตรี และเขาก็เชื่อว่าเอเดรียนไม่เคยเห็นเขาเป็นเช่นนั้น

"...อือ!!" ฝ่ามืออุ่นเคลื่อนไปสัมผัสอย่างอ่อนโยนแผ่วเบาทว่ารุกล้ำ นำความรู้สึกแปลกที่ไม่เคยได้รับรู้ไปยังร่างเบื้องใต้ ดวงตาสีน้ำเบิกขึ้นพร้อมกับใบหน้าเรียวหงายแหงนอย่างตระหนก เลสธีราห์คว้ามือของคนตรงหน้าเอาไว้ด้วยความไม่แน่ใจ และพยายามปฏิเสธร่างที่กดกอดเขาอยู่เบื้องบน "อ... เอเดรียน..."

มันไม่มากไปหรือ...

ชายหนุ่มไม่ได้ถามมันออกไป แต่คำตอบที่ได้รับคือริมฝีปากที่แนบจูบอย่างมัวเมา และกำลังแรงที่ดันขาของเขายกขึ้นช้าๆ "ถึงเจ้า... จะพูดอย่างนั้น..." ลมหายใจหอบถี่กระซิบตอบขาดห้วงแนบริมฝีปาก "แต่ข้า... ก็ยังอยากครอบครองเจ้าไว้เพียงคนเดียว... อยู่ดี"

"เป็นของข้าไม่ได้เหรอ เลสธีราห์"



 

*เกร็ดความรู้*

ต้นแบบเรือเซเลสต์แห่งแอสทารอธ คือ เรือ VASA ของประเทศสวีเดนซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 17 ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1628 เป็นเรือรบประเภทสองดาดฟ้า (two-decked warship) มีความยาว 49 เมตร ปืนใหญ่ทั้งลำเรือ 64 กระบอก จำนวนลูกเรือ 145 คน และบรรทุกพลทหารได้ 300 นาย (Brian Lavery, smithsonian SHIP the epic story of maritime adventure, Dorling Kindersley, 2010, p.106)


  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #337 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:58
    เครียดอยู่ดีๆกลายเป็นสวีทไปเลยค่ะ เขินมาก ฮือออ
    #337
    0
  2. #323 chawagan (@cshpuy94) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 04:18
    โอ้ววววววว เอเดรียนนนนนนน
    #323
    0
  3. #272 ChardraBlood (@ChardraBlood) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 18:55
    ประโยคเด็ด เป็นของข้าไม่ได้เหรอ # กรี๊ดดด! ฟินตายค้า
    #272
    0
  4. #265 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 / 21:36
    เลสนี่เชี่ยวเรือมาแต่แรกสินะ  ส่วนซาฮาลมาแนวสายบุ๋น(ที่ดูจะบู๊เก่งเหมือนกัน 5555)
     
    พามายลเรือล่ะะะะะะ  อวดความอลังการ 555555
    ม๊าแกล้งเลสว่ะ  อย่าแกล้งเยอะ  เดี๋ยวนางนอยนะ 5555  ...  ก็จัดว่าเอเดรียนมีทักษะการพูดอยู่บ้างอ่ะนะ  ตอนโดนถามว่าทำไมถึงเลือกสงครามที่ควรเป็นตัวเลือกสุดท้ายขึ้นมา  ก็ถือว่าเลี่ยงคำถามได้ดี  จะบอกว่าผู้ปกครองเมืองโง่ก็ดูจะ ... ตรงไปหน่อย 555555  ดึงมาเรื่องข้อเสนอแทนว่าเพราะเสนอของสูงค่า สมควรแล้วที่จะได้ของที่มีคุณค่าเท่าเทียมเพื่อแลกเปลี่ยน
    ม๊าก็ใจเด็ดไปให้เขาแต่เรือได้  เรือเปล่าๆมันจะไปทำอะไรได้  จะให้อาเดรียหาคนมาบังคับเรือที่ไม่คุ้นเคย  มันจะไปรบชนะได้ไง ... เหมือนบังคับกลายๆว่าเมิงต้องไปหาอย่างอื่นมาแลกคนด้วย 555555
     
    แงงงงง ชอบการคุยเล่นกันตอนเดินทางกลับอ่ะ  มันดูละมุน  มันดูน่ารัก  ชอบบบ  เขินนนนน
    จะทำอะไรก็รีบทำเข้าเอเดรียน  เดี๋ยวพรานจะหนีกลับไปล่ากวางแล้ว 555555555
     
    ซีนสุดท้ายข้ามละกัน  บรรยายไม่ถูก  เอาเป็นว่าฟิน  -///////-
     
    ----------------------------
     
    *เกร็ดความรู้*
    มันสวยยยยย  แต่รูปนี้ไม่เหมือนใหญ่พอจุคน 145 + 300 ได้เลยอ่ะ หรือเพราะมุมกล้องมันเลยดูเล็ก 5555555555
     
    #265
    0
  5. #244 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2559 / 23:04
    คอนเซปต์ของคู่นี้นี่คือไม่ว่ายังไงเอเดรียนก็ต้องเมาใช่มั้ยคะ 55555555555555
    แต่ต่อให้เมา เอเดรียนก็ยังเมาได้ละมุนมากอยู่ดีค่ะ เอื้ออออออ คนอ่านแพ้จริงจังค่ะ U_U
    แอบขำนิดนึงที่ท่านหญิงลีอาห์แซะลูกตัวเอง สมบทบาทมากค่ะ ปรบมือออออ
    แต่นี่ถือว่าดีสินะคะที่เอเดรียนเลือกเอาเรือจักรไอน้ำมาต่อรองแทนที่จะใช้ป่าเวทมนตร์ ถือว่าอ่านขาดจริงๆ คนอะไรคะหล่อละมุนแล้วยังฉลาดอีก /ช่วงหลงพระเอกของคนอ่านเองค่ะ/
    ชอบตอนที่เอเดรียนกับเลสธีราห์คุยกันช่วงเดินทางกลับจังเลยค่ะ เลสนี่แบบ...ดูอินกับการเป็นพรานป่ามาก นี่ชอบงานอดิเรกมากกว่างานหลักอีกใช่มั้ยคะ 55555555555 อะไรคือการที่พ้นกำหนดเดือนนึงแล้วจะกลับไปล่ากวางขายคะ โอ๊ย ในความหน่วงก็ยังคงเฮฮาได้ค่ะ
    และคนอ่านก็ตายอีกรอบเมื่อเอเดรียนตอบว่าจะไปรอที่เดิมทุกวันค่ะ อะไรจะละมุนขนาดนี้คะะะ
    #244
    0
  6. #228 //shinon// (@Nike123) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2558 / 13:38
    อัพใหม่อีกเร็วๆนะ^_^.่
    #228
    0
  7. #221 aom (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2558 / 14:24
    เอออ ได้กันตอนไหนฟะ

    งง

    =+= นักเขียนเล่นงงเลย

    แต่แต่งได้น่ารักมากๆ
    #221
    0
  8. #114 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 13:03
    ฉันว่าแล้วว่าต้องเห็นกร๊ากกกกกกก เฮ้ยยย แล้วมันเป็นไงต่อฟร่ะอยากรู้ๆๆๆ
    #114
    0
  9. #53 Janinozuka (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2557 / 22:24
    สารภาพบาป สาบานว่าครั้งแรกอ่านชื่อปราสาทว่า มโนราห์ T^T ตาลายจริงๆ



    ไม่คิดเหมือนกันว่านางจะได้กันแล้ว =__= นึกว่าเลสเมาเหล้าธรรมดา ที่ไหนได้..

    แต่เขียน nc ฉากนี้ก็น่าสนนะคะ เลสกำลังซบ ๆ เอเดรียนก็ลูบ ๆ คลำ ๆ แล้วก็หวั่นไหว สับสน เคลิ้ม สุดท้ายได้กันอีกรอบเถอะ (นังนี่นิ หื่นตลอด)



    หึหึ เอเดรียนรู้ทุกอย่าง ทั้งแผนระดับล่างและอาการสามัญ บางที่ก็หมั่นใส้พระเอก ฉลาดไปนะ เหมือนอิป๋าล่อลองอิหนูเลยอ่ะ
    #53
    0
  10. วันที่ 6 สิงหาคม 2557 / 22:10
    โห ได้กันแล้วเหรอ ไม่รู้เลย 5555555555 ชอบรียาห์ นางตลกดี 
    #47
    0
  11. #46 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2557 / 23:00
    . . . อร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่ใช่แค่ไซร้แล้วววววววววววววววววววววว โอยยยๆๆๆๆ -.,-

    ตอนนี้แทบจะมรุ้งมริ้งทั้งตอน ฮ่าาาาาาาาาาาาา พร้อมสับสนไปกับเลส ฮ่าๆๆๆๆๆ

    ว่าแต่ 'เห็นแต่ไม่พูด'นี่ คือในใจคิดยังไงค้าาาาาาา  จะรู้มั้ยว่าตัวเองทำ คงไม่ถึงกะซื่อ(บื้อ)คิดว่าเลสได้จะคนอื่นใช่มั้ยยยยยยยย //อินี่ก็จินตนาการซะ -_-;;
    #46
    0
  12. #45 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2557 / 22:36
    ทำไมเรารู้ว่าเค้าได้กันอะ // เราหื่นไปใช่มั้ย? =.,=

    #45
    0