[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,286 Views

  • 359 Comments

  • 1,106 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    69

    Overall
    19,286

ตอนที่ 11 : [Re-Write] "จนกว่าเจ้าจะให้คำตอบ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 684
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    16 พ.ย. 59

งานหลักของผู้บัญชาการกองเรือรบคือการดูแลความเรียบร้อยของน่านน้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเรือของอาณาจักรอื่นใดลักลอบเข้ามาทำการประมงในเขตของพวกเขา โดยอาณาเขตของแอสทารอธคือบริเวณอ่าวมารินาทั้งหมดไปจนถึงทางใต้และสิ้นสุดที่เขตแดนที่หมู่เกาะร้างซึ่งเต็มไปด้วยหินโสโครก

แต่ในบริเวณเกาะร้างนี่เองที่มักถูกล่วงล้ำอาณาเขต

เนื่องจากเซนทอร์ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่กินเนื้อปลาด้วยเช่นกัน อีกทั้งเนื้อปลานั้นยังเก็บรักษายาก เน่าเสียได้ง่าย ดังนั้นจึงไม่ใช่สินค้าส่งออกที่ดีนัก นั่นทำให้ทะเลของแอสทารอธเต็มไปด้วยปลามากมาย เนื่องจากพวกมันแทบไม่เคยถูกจับเลย

นี่จึงเป็นสิ่งที่ชาวประมงจากอาเดรียสนใจนักหนา และมันก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง

"ท่านเลสธีราห์ หากเรามุ่งลงใต้ต่อไป อาจล่วงล้ำเข้าไปในเขตของอาณาจักรอาเดรียได้ เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องดีนัก" แม้ว่าเลสธีราห์จะกลายเป็นกัปตันเรือเซเลสต์ทันทีที่เขาได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถนำเรือรบในตำนานออกมาใช้งานได้ตามอำเภอใจ ดังนั้น ผู้บัญชาการใหญ่จึงต้องอาศัยลงเรือลาดตระเวนขนาดเล็กมาแทน

"เจ้านำเรือไปทอดสมออยู่ด้านหลังแหลมราห์ซิน ข้าจะนำเรือบดลงไปยังหมู่เกาะนั่น"

"ท่านเลสธีราห์..." ผู้บัญชาการหนุ่มไม่ทวนคำสั่ง เขาหยิบคันธนูคู่กายที่ขึ้นพาดบ่า แล้วจึงเดินไปที่กราบเรือเพื่อจัดการนำเรือบดลงน้ำ เหล่าลูกเรือเห็นดังนั้นจึงรีบกุลีกุจอมาช่วยเหลือ แม้จะยังไม่มีใครทราบว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไรก็ตาม

เรือลาดตระเวนตัดสินหันหลังกลับ และอ้อมไปหลบอยู่ด้านหลังแหลมราห์ซินที่เป็นบริเวณน้ำตื้น และทิ้งสมอลงตามคำสั่งผู้บัยชาการ โดยที่ผู้คนบนเรือเฝ้ามองผู้นำของตนพายเรือบดไปยังหมู่เกาะเล็กๆที่อยู่ไม่ไกล โดยทะเลเบื้องหน้าของพวกเขาปรากฎเรือประมงของอาเดรียสามลำที่ลำลอบเข้ามาจับสัตว์น้ำ

ต่อให้เรือลาดตระเวนจะมีปืนใหญ่ แต่มันก็ดูจะสิ้นเปลืองเกินไปที่จะใช้ขับไล่เรือสามลำ

เลสธีราห์ลากเรือบดขึ้นฝั่งอันเป็นหาดทรายขาวของเกาะด้านหน้าสุดและมองเรือประมงของอาเดรียอย่างครุ่นคิด "หากจะฆ่าให้ตายเสียหมดก็คงต้องฆ่าไปเรื่อยๆอีกมากมาย" มือเรียวคว้าคันธนูของตนขึ้นมาถือเอาไว้ก่อนจะยกขึ้นเล็งไปที่เรือที่ลำใหญ่ที่สุดจากทั้งหมด "เพียงแค่ลำเดียวก็คงพอกระมัง"

นิ้วยาวจับสายที่ขึงตึงก่อนจะง้างออกช้าๆ ทันใดนั้นนำทะเลเบื้องหน้าก็สั่นคลอน ค่อยๆแยกตัวแหวกทะเลออกเป็นสองฝั่งฟาก นัยน์ตาสีน้ำเงินเหลือบมองไปที่เรือลำนั้นแล้วจึงออกแรงง้างจนสุดแขน แหวกน้ำออกเป็นเส้นตรงอย่างรวดเร็วไปจนถึงเป้าหมาย พวกเซนทอร์ได้ยินเสียงร้องระงมของพวกมนุษย์บนเรือที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ขณะที่เรือใหญ่หล่นร่วงลงเมื่อไม่มีน้ำทะเลรองรับและตกลงสู่พื้นทรายด้านล่างที่เคยเป็นก้นทะเล

ตูม!!

เลสธีราห์ปล่อยสายธนู และทันใดนั้น น้ำทะเลทั้งหมดก็ถ่าโถมกลับคืนและทับกลบเรือประมงจมหายไปท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว

และนั่นคือวันแรกที่มนุษย์ได้รู้จักอำนาจของแอควาเรียร์... ธนูแหวกสมุทร



 

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เลสธีราห์คิดว่าแสงอาทิตย์ในยามเช้าดูเหมือนจะสว่างเกินไป แต่ร่างโปร่งก็ฝืนใจลุกขึ้นมาในทันทีที่รู้สึกตัว และกลับมายังห้องพักของตนด้วยใบหน้าที่ค่อนข้างเผือดซีด และทิ้งให้แม่ทัพอาเดรียนอนหลับอยู่ในห้องพักของตนตามลำพังอย่างที่ควรจะเป็น

เซนทอร์หนุ่มตรงไปยังเตียงของตนในทันทีที่ปิดประตูห้องและทรุดตัวลงนอนคว่ำหน้านิ่งๆสักพักเพื่อให้ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ยังหลงเหลืออยู่หายไป คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันในขณะที่ยังก้มหน้าอยู่กับฟูกเตียง

"อูย..."

เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบากและพยายามจะพลิกตัวนอนตะแคงเพื่อให้รู้สึกสบายขึ้นบ้าง เลสธีราห์ยังจำเสียงลมหายใจกระชั้นของอีกฝ่ายได้ติดหู และสัมผัสจากฝ่ามือแข็งด้านที่กดเฟ้นหยาบโลนไปทั่วร่าง ทั้งจังหวะเคลื่อนไหวดุดันไม่ออมแรง และเสียงของตัวเองที่ยังติดหูจนถึงตอนนี้ ชายหนุ่มหลับตาลงและพยายามส่ายหัวไล่ความทรงจำเหล่านั้นออกไป เขากลัวที่จะนึกถึงมัน... สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันมากกว่าที่คาดเอาไว้เกินไป

แต่ก็เป็นตัวเขาเองก็เลือกจะไม่ต่อต้าน ...เพราะเหตุใดกัน

เหตุใดเขาจึงไม่นึกอยากต่อต้านเอเดรียนตั้งแต่เริ่มสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไรกับตน ทำไมเขาจึงยอมให้อีกฝ่ายสัมผัสและรุกล้ำเข้ามา เขาควรจะถามเอเดรียนหรือถามตัวเองมากกว่ากันหนอควรถามตัวเองว่าเหตุใดจึงไม่ต่อต้าน หรือถามเอเดรียนว่าเหตุใดจึงทำเช่นนั้น

'แต่ข้า... ก็ยังอยากครอบครองเจ้าไว้เพียงคนเดียว... อยู่ดี'

แม้ไม่ต้องการคิดเข้าข้างตนเองสักเท่าไหร่ แต่คำพูดที่บ่งบอกเจตนาเด่นชัดนั้นทำให้เลสธีราห์ว่าคิดว่าได้เข้ามาพัวพันกันเรื่องที่หนักหนากว่าความสนิมสนมฉันมิตรสหายเสียแล้ว แต่เพียงเพราะคำนั้นหรือที่ทำให้เขาใจอ่อน และยอมอยู่ใต้ร่างผู้ชายอีกคนหนึ่งโดยไม่ขัดขืนหรือต่อต้าน เพียงเพราะคำพูดที่ดูหว่านล้อมคำนั้นจริงๆหรือ

เอเดรียนอาจมัวเมาด้วยฤทธิ์สุรา แต่เลสธีราห์ก็รู้สึกได้ว่าเจ้าตัวไม่ได้ขาดสติถึงเพียงนั้น

ถ้าหากว่าอีกฝ่ายจดจำไม่ได้ว่าทำอะไรลงไปบ้าง เขาควรจะทำอย่างไรต่อไป ควรจะทำเสมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ เพื่อให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนรวมงานดำเนินต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น แต่ถ้าหากเอเดรียนเกิดจำเหตุการณ์เหล่านั้นได้ขึ้นมา เขาจะทำอย่างไรต่อไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาควรจะเป็นอย่างไรในอนาคต มันจะมิเป็นการยากขึ้นหรอกหรือ หากเขาต้องการยุติเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด

เอเดรียนควรจะลืมเรื่องนี้ไปเสีย และตัวเขาเองก็เช่นกัน...

...เพราะความรักไม่มีทางเกิดขึ้นได้ระหว่างผู้ชายสองคน




ดาวแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เลือนหายไปจากท้องฟ้าแล้ว...

แม้ว่าเซนทอร์ทุกตนจะมีความสามารถในการอ่านอนาคตจากดวงดาว แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตีความเป็นการส่วนตัว บ้างอาจคิดว่าความพยายามในการเจรจาของท่านหญิงจะไม่สำเร็จ บ้างก็คิดว่าแอสทารอธจะไม่ได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมสงครามเย็นนี้ แต่สำหรับราชเลขาลีอาห์แล้ว นางเป็นห่วงชีวิตของบุตรชายเสียยิ่งกว่าอะไร

"มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าอาเดรียเสนอสิ่งที่ใหญ่เกินตัวจนเกินไป จึงยอมล้มการเจรจา"

เหนือหัวดาเรียสเองก็ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าเมื่อคืนที่ผ่านมาแล้ว และด้วยความเป็นห่วงต่อความรู้สึกของราชเลขา เขาจึงเรียกนางเข้าพบในตอนเช้า "แต่ในเมื่อเลสธีราห์ไม่พูดอะไรออกมา เช่นนั้นก็แปลว่าไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต" จริงอยู่ว่าศาสตร์การต่อเรือจักรไอน้ำจะเป็นความรู้สูงค่าหายาก และเป็นสิ่งที่เซนทอร์ต้องการ แต่เหนือหัวดาเรียสก็ไม่คิดว่าพวกมนุษย์จะหาญกล้าหลอกลวงเพื่อให้เซนทอร์ยอมร่วมมือ ในเมื่อท่านหญิงลีอาห์เองก็ได้กล่าวดักทางเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าแอสทารอธจะได้ต้องได้รับสิ่งตอบแทนก่อนเท่านั้น กองเรือเซเลสต์จึงจะยอมออกรบ

...และจะออกรบด้วยกำลังพลของกองทัพอาเดรียเท่านั้น

"หากเป็นเช่นนั้น เลสธีราห์ก็คงจะเตือนพวกเราตั้งแต่แรกว่าอาเดรียหลอกลวง" ท่านหญิงเองก็มุ่นคิ้วครุ่นคิด สิ่งที่บุตรชายของนางพูด กับสิ่งที่ดวงดาวบอกนั้นช่างขัดแย้งกันเหลือเกิน "และถ้าหากว่าอาเดรียมีการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โตและกระทบถึงแอสทารอธจริง เลสธีราห์คงไม่รอช้า และรีบเดินทงกลับมายังเลาน์เรนแล้ว" ท่านหญิงพึมพำ แต่เมื่อนางได้พูดออกมาแล้ว เซนทอร์หญิงก็นึกถึงคำหนึ่งที่บุตรชายเคยบอกในยามที่พบกันครั้งสุดท้าย

'เขาชวนข้าไปพักที่คฤหาสน์... มันเป็นอุบายที่จะไม่ให้ข้าไปไกลจากสายตาของเขา'

ลีอาห์กลั้นใจก่อนจะเหลือบตาสายขึ้นมององค์เหนือหัวของนางที่กำลังมองอากัปกิริยาของราชเลขาอยู่เช่นกัน "เอเดรียนผู้นั้นมีไหวพริบ และฉลาดหลักแหลม ลางของดวงดาวในครั้งนี้อาจไม่ได้หมายถึงการเจรจาเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงความปลอดภัยของผู้เจรจาด้วย" คนพูดเม้มปากครู่หนึ่งด้วยความลังเลก่อนจะพูดออกมา "ข้าเกรงว่าเลสธีราห์อาจมีภัย จึงอยากขออนุญาตเหนือหัว..."

ผู้นำแห่งแอสทารอธยกมือขึ้นปรามคนสนิทเมื่อเห็นว่านางเริ่มตระหนก "ข้าส่งเฟรดาไปอาเดรียแล้ว อาจจะช่วยได้บ้าง"

การกระทำอย่างลับๆของเหนือหัวทำให้ราชเลขาอ้าปากทักท้วงว่าเหตุใดจึงไม่บอกเรื่องนี้กับนางแต่เนิ่น แต่ก็พลันได้ว่าตนเป็นเพียงราชเลขาคนสนิทนั้น หากเหนือหัวต้องการจะทำอะไร อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องบอกนางเลยสักคำก็ย่อมได้ "ท่านหญิง... เลสธีราห์มีความสามารถในการเดินเรือและการอ่านทางทะเลก็จริง แต่นี่เป็นเรื่องของไหวพริบและการเอาตัวรอด ข้าเกรงว่าการส่งเขาไปเพียงลำพังจะนำพาอันตรายมาสู่เขา จึงได้ให้เฟรดาคอยสอดส่องดูแลอีกทางหนึ่ง"

เหนือหัวดาเรียสทอดยิ้มละมุน "แต่ข้าก็ไม่ได้สั่งให้เฟรดายุ่งย่ามกับภารกิจของเลสธีราห์หรอก"

"การตีความจากดวงดาวนั้นช่างหลากหลาย ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าควรปักใจเขื่อกับสิ่งใด ควรจะพะวงกับเรื่องผลประโยชน์ของแอสทารอธ และหันหน้าไปตกลงยอมรับข้อเสนอของธีสธรัลดีหรือไม่ หรือว่าควรเชื่อลมปากของพวกมนุษย์อาเดรีย ทว่าเป็นห่วงชีวิตของบุตรชายแทนดี" ราชเลขาถอนใจ "ข้าเองไม่น่าอนุญาตให้เลสธีราห์มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ อันเป็นเรื่องที่เขาไม่ถนัดเอาเสียเลย"

"เลสธีราห์ต้องการจุดยืนในเผ่าพันธุ์เซนทอร์ ท่านหญิงเองก็ห้ามไม่ได้หรอก"

เหนือหัวดาเรียสถอนใจ "ทั้งวิชาฟังเสียงปลาและธนูแอควาเรียร์ก็ล้วนแล้วแต่มรดกจากบิดา ท่านทูตธีโอเดร ทำให้เลสธีราห์คิดว่าตนเองไม่มีความสามารถใดโดดเด่นเป็นพิเศษ อีกทั้งแรงกดดันจากสภาขุนนางชั้นสูงซึ่งเขาเปรียบเทียบระหว่างเขากับซาฮาลที่มีอายุไล่เลี่ยกันยิ่งทำให้เขาหมดความศรัทธาในตนเอง และจำเป็นต้องใช้วิธีนี้เท่านั้นเพื่อจะพิสูจน์คุณค่าในตนเอง" ผู้นำเซนทอร์กล่าว "ไม่แปลกใจที่เขาซึ่งเกิดมาในร่างที่แตกต่างจากเซนทอร์จะรู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากพวกพ้องไปด้วย แม้ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะยังเป็นบุตรของเจ้าอยู่ดีก็ตาม"

ราชเลขาไม่ได้รู้สึกเบาใจขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่อย่างน้อยนางก็ยินดีที่เหนือหัวเขาอกเข้าใจบุตรของนาง

"ข้าเกรงว่า... หากเอเดรียนผู้นั้นสืบรู้ว่าเลสธีราห์เป็นเซนทอร์ เขาอาจจะหาประโยชน์จากลูกข้า"

"เจ้าก็รู้ว่าเลสธีราห์มีความเด็ดเดี่ยวจึงได้เลือกวิธีการพิสูจน์ตนเองแบบนี้" ดาเรียสตอบ "แม้ว่าเหตุการณ์นั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นจริงอยู่บ้าง แต่ข้าเชื่อว่าเลสธีราห์ไม่ยอมให้ใครหาประโยชน์จากตน หากเขาไม่เต็มใจ" เหนือหัวหยุดไปเล็กน้อยด้วยไม่แน่ใจว่าเขาควรจะพูดต่อไปหรือไม่... เพราะสิ่งที่เขาสัมผัสได้จากดวงดาวในครั้งนี้ คือความอ่อนไหว

หากเลสธีราห์อ่อนไหว... นั่นหมายถึงความเพลี่ยงพล้ำของแอสทารอธ

"แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ข้าจะไม่ยอมให้อาณาจักรเราเสียประโยชน์เป็นอันขาด"

ราชเลขาค้อมหัวลงยอมรับการตัดสินใจผู้นำ และได้แต่ภาวนาอยู่ในใจไม่ให้เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง เพราท่านหญิงลีอาห์ก็คิดว่านั่นเป็นทางออกที่ถูกต้องเหมาะสม ในฐานะของเซนทอร์ตนหนึ่ง ในฐานะของอัศวิน... การเสียสละตนเพื่อส่วนรวมคือกฎขั้นพื้นฐาน และถ้าหากเลสธีราห์เป็นคนที่นำพาความเดือดร้อนมาให้แอสทารอธ...

ทางออกของนักรบนั้นย่อมหมายถึงความตาย...




แม่ทัพแห่งอาเดรียลืมตาขึ้นมาเพราะแสงแดดส่องหน้าจนรู้สึกร้อน และความรู้สึกปวดหัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "...อูย" ร่างสูงยันกายขึ้นนั่งแต่ก็พบว่ามีน้ำหนักตัวของใครบางคนเกยทับอยู่บนร่างจนแขนข้างหนึ่งด้านชาไร้ความรู้สึก "เจ้า...!!" เอเดรียนอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่ามีสตรีผมยาวผิวเข้มนางหนึ่งอิงแอบอยู่ข้างกาย

"อา ตื่นแล้วหรือคะ นายท่าน!"

หญิงสาวยิ้มตอบก่อนยืดตัวขึ้นอย่างรู้งาน แสงแดดที่ส่องเข้ามากระทบเสื้อผ้าทำให้เอเดรียนเริ่มรู้สึกคุ้นตาว่านางสวมใส่เครื่องแบบของหญิงรับใช้ประจำคฤหาสน์ "เจ้าเป็นใคร..." แต่ถึงกระนั้นเขาก็จดจำใบหน้าของคนรับใช้ทุกคนไม่ได้อยู่ดี และที่น่าแปลกใจกว่าการมีตัวตนของนางในห้องนอนของเขา นั่นคือการมีตัวตนของนางบนเตียงของเขา และบนตัวของเขา

เอเดรียนเป็นคนที่เมาแล้วไม่ค่อยได้สตินัก แต่เขาก็จำได้ไม่เคยทำรุ่มร่ามกับหญิงรับใช้มาก่อน

เหตุการณ์แรกในเช้าวันนี้จึงทำให้แม่ทัพอาเดรียกระอักกระอ่วนพูดไม่ออก

"ท่านจำไม่ได้หรอกหรือคะนี่ แต่ไม่เป็นไรหรอก ขุนนางระดับสูงไม่จำเป็นต้องจดจำหญิงรับใช้ระดับล่างหรอก แต่หากพอใจล่ะก็สามารถเรียกหาเฟรดาได้เสมอนะคะ" รอยยิ้มสดใสของนางนึกทำให้เอเดรียนสงสัยนักว่าเขาได้ทำอะไรลงไปบ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เอเดรียนควรสนใจสักเท่าไหร่ เขาเพียงแค่สงสัยว่าบุคคลอีกคนที่เข้ามาในห้องของเขาหายไปไหนเสียแล้ว และเหตุใดจึงไม่ห้ามที่เขาในการทำอะไรสักอย่างที่ทำให้หญิงผู้นี้ปรากฎตัวอยู่ในห้อง

...ทั้งชีวิตของเอเดรียนไม่เคยมีเหตุการณ์นี้เลยจริงๆ

"เจ้าเห็น... เลสธีราห์หรือไม่ เฟรดา"

"พ่อหนุ่มสูงโปร่ง ผมทองแต่งตัวประหลาดผู้นั้นน่ะหรือคะ" เลสธีราห์เพิ่งเข้ามาพักในคฤหาสน์ไม่นาน ไม่แปลกใจที่เขาจะยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่เหล่าข้ารับใช้ก็พอจะคาดเดาได้กลายๆว่าบุคคลผู้นี้ค่อนข้างจะเป็น 'คนโปรด' ของแม่ทัพเอเดรียนเลยทีเดียว ทีแรกหญิงรับใช้ตั้งใจจะพองแก้มด้วยความไม่พอใจอยู่บ้างที่เอเดรียนถามหาคนอื่น แต่เมื่อขุนนางระดับสูงยอมเรียกชื่อนาง หญิงสาวก็ยิ้มร่าตอบคำถามอารมณ์ดี "ก็ท่านกอดเอวข้าเสียแน่น แล้วยังไล่เขากลับไปอีก เขาก็เลยกลับไปแล้วน่ะค่ะ" เฟรดาแลบลิ้นเล็กน้อยแทนการบอกว่านี่เป็นเรื่องช่วยไม่ได้

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เลสธีราห์เป็นคนขอให้นางมาช่วยเล่นละครบทนี้

ด้วยสีหน้าของชายสูงโปร่งผู้นั้น... เฟรดาพอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งท่าทางเหนื่อยอ่อนไร้เรี่ยวแรง และการพยุงตนเองเดินไปตามทาง บ่งบอกได้ดีว่าเลสธีราห์กำลังอ่อนล้า และบาดเจ็บ หญิงสาวไม่ได้ไถ่ถามให้มากความเนื่องจากอีกฝ่ายดูจะรีบร้อน เขายื่นเหรียญเงินให้นางพร้อมกับรายละเอียดงาน และรีบปลีกตัวออกไป "ท่านเอเดรียนดูสนิทสนมกับเขาจังนะคะ" ด้วยความอยากรู้ เฟรดาจึงเอ่ยเป็นเชิงถาม

"อืม... ก็อยากสนิทอยู่หรอก" เอเดรียนตอบเบา ก่อนจะส่ายหัวยิ้มๆ "เอาเถอะนะ"

หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "หิวหรือไม่คะ ข้าจะไปยกอาหารเช้ามาให้ ได้ยินว่าวันนี้มีซุปมะเขือเทศสูตรพิเศษนะคะ!"

"ไม่เป็นไร" แม่ทัพหนุ่มตัดบท "เจ้าไปเถอะ ข้าควรจะลงไปที่โถงด้านล่างเอง"

เมื่อออกปากไล่นางแล้ว แม่ทัพหนุ่มก็นึกขึ้นได้ "ถุงเงินอยู่บนโต๊ะนั่น เจ้าเอาไปก็แล้วกัน" ต่อให้ไม่เคยพาใครขึ้นห้องมาก่อน อีกทั้งยังจำไม่ได้ด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เอเดรียนก็รู้ว่านี่เป็นมารยาทที่เขาจะต้องจ่ายค่าตัวนางบ้าง แม้ว่านางจะแค่เป็นหญิงรับใช้ก็ตาม เฟรดาห่อปากคล้ายจะไม่พอใจครั้งหนึ่งแต่ก็ตัดสินใจกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงง้องอน "หากข้าต้องการแค่เงิน ข้าก็คงฉกฉวยเอาไปตอนที่ท่านไม่ได้สติแล้ว นี่ข้าพยายามสร้างความประทับใจอยู่นะคะ!"

"ข้าก็ประทับใจแล้วนี่ไง คนสวย..."

เพียงคำนั้น หญิงรับใช้ธรรมดาก็ร้อนหน้าขึ้นมาในชั่วอึดใจ เธอรีบถอยออกห่างแม่ทัพใหญ่ก่อนจะค้อมหัวแล้วเดินออกไปจากห้องด้วยใบหน้าร้อนผ่าวโดยไม่แตะต้องถุงเงินสักปลายนิ้ว "ยังไงก็เรียกหาเฟรดาได้เสมอนะคะ!"




โดยทั่วไปแล้ว สามัญชนของอาเดรียจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านด้านนอกปราการหลวงซึ่งไม่เสียภาษี โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีกำแพงเป็นเขตรั้วของตัวเองหรือไม่ก็ได้ และพวกเขาจะเดินทางเข้ามาในเขตปราการชั้นที่สามซึ่งเป็นปราการหลวงชั้นนอกสุดก็ต่อเมื่อต้องการซื้อขายสินค้าเท่านั้น และสามัญชนมักจะไม่มีสิทธิ์ผ่านเข้าไปในปราการชั้นที่สองซึ่งเป็นย่านพักอาศัยของขุนนาง และพ่อค้าอีกระดับที่ติดต่อซื้อขายกับต่างเมืองซึ่งจะเสียภาษีมากกว่า

ดังนั้น สามัญชนหญิงคนหนึ่งจึงได้แต่ยืนมองคฤหาสน์ราห์โมนาจากด้านนอกปราการหลวงที่นางไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ จนกระทั่งคนที่นางต้องการพบเดินออกมาจากด้านใน และหลบซ่อนใบหน้าอยู่ใต้คลุมผ้าใหญ่ "ลางบอกเหตุที่ผ่านมาทำให้ข้ากังวลใจ และเชื่อว่าเจ้าเองก็คงรู้สึกเช่นนั้นไม่ต่างจากข้า เฟรดา..." น้ำเสียงของผู้รอคอยทุ่มต่ำและเรียบเฉย นางพิจารณาคู่สนทนาที่ค่อยๆเลิกผ้าคลุมขึ้นช้าๆ เผยใบหน้าอ่อนเยาว์สดใส

"เจ้าผิดเวลานัดไปมาก..." ผู้รอคอยคาดคั้น "ติดนิสัยพวกมนุษย์แล้วหรืออย่างไร"

"ท่านพี่..." คู่สนทนาลากเสียงประท้วง "ข้าใช้เวลาเพียงเท่านี้ในการเข้าไปเป็นหญิงรับใช้ในคฤหาสน์นั่นได้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว ต่อให้พวกมนุษย์จะสะเพร่ากว่าพวกเรามากแต่พวกเขาก็คัดคนอย่างเข้มงวดในระดับหนึ่งเลยทีเดียว" คนเป็นน้องกอดอก และพองแก้มเล็กน้อยบ่งบอกถึงอาการ 'งอน' พี่สาว 

"หึ เข้มงวดรึ... เจ้าอย่าพูดคำนั้นกับข้าเสียจะดีกว่า กับมาตรการรักษาความปลอดภัยหละหลวมเช่นนี้" ผู้เป็นพี่ตอบเสียงแข็ง นางกวาดสายตามองรอบตัวเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดติดตามน้องสาวของนางมา "ช่างหละหลวม..." นางวิพากย์ไปถึงกระบวนการรับคนเข้าทำงานด้วย ในฐานะที่อาเดรียมีศัตรูรอบด้านเช่นนี้ กระรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แม้กระทั่งหญิงรับใช้ชั้นต่ำก็ยังต้องระวังระแวง แต่ก็ยังปลดปล่อยให้เซนทอร์ปลอมตัวเข้าไปทำงานได้ อีกทั้งยังเป็นคฤหาสน์ราห์โมนา... สถานที่พักของทูตระดับสูงของอาเดรียอีกด้วย

"ข้าได้รับหน้าที่เป็นคนล้างจานเท่านั้นแหละ ท่านพี่... ปวดแขนจะแย่อยู่แล้ว"

คนเป็นน้องบ่นอุบและยกแขนขึ้นเล็กน้อยเพื่อบิดไล่ความเมื่อยขบ "ข้าไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปถึงชั้นบนหรอก เพียงแต่..." หญิงสาวลดเสียงลงเล็กน้อยและค่อยๆขยับเข้าไปใกล้พี่สาวเพราะกระซิบต่อ "ข้าบังเอิญพบเลสธีราห์เมื่อเช้านี้ ระหว่างลำเลียงจานไปยังห้องโถง" นางหยุดครู่หนึ่งเพื่อเรียบเรียงเหตุการณ์และเล่าให้พี่สาวฟัง "เขา... จ้างข้าให้ไปนอนกับมนุษย์หัวดำนั่น"

"...ว่าอย่างไรนะ!!"

ผู้เป็นพี่เสียงแข็งขึ้นมาทันทีและคำกร้าวของนางก็ทำให้คนบริเวณนั้นหันมาสนใจทั้งคู่ เฟรดาจึงคว้าข้อมือพี่สาวและดึงออกไปให้พ้นจากการเป็นจุดสนใจ "อย่าเพิ่งโวยวายจนกว่าข้าจะเล่าให้จบไม่ได้หรือ โมนา!!" เมื่อถูกน้องสาวเอ็ดบ้าง โมนาก็ชะงักและยอมเงียบเสียงลง แม้ว่านางจะรู้สึกขุ่นเคืองจนอารมณ์เสียแล้วก็ตาม เฟรดามีผิวสีเข้มต่างจากพี่สาวที่ดูขาวจนเกือบสว่าง นั่นเพราะพวกนางเป็นพี่น้องต่างมารดากัน แต่ถึงอย่างนั้นเซนทอร์ก็ไม่เคยแบ่งแยก และอีกเหตุผลก็คือทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกัน และพึ่งพาอาศัยกันมาตลอด สำหรับกองทัพและโลกใบนี้แล้ว โมนาอาจเป็นแม่ทัพหญิงที่โหดเหี้ยมและดุดัน แต่สำหรับเฟรดาแล้ว นางเห็นคนตรงหน้าเป็นเพียงพี่สาวใจร้อน

"มันไม่ใช่การ 'นอน' อย่างที่ท่านคิด หยุดจิตไม่บริสุทธิ์ของพี่ได้แล้ว!"

"นี่เจ้าว่าข้าหมกมุ่นรึ!!" โมนาอ้าปากค้าง "เช่นนั้นก็รีบๆเล่ามา แล้วอย่าใช้คำว่า 'นอน' พร่ำเพรื่อแบบนั้นอีก!"

เฟรดาสูดหายใจลึกๆอีกครั้งแล้วจึงเล่าตามความรู้สึกของตนโดยไม่ลำดับเหตุการณ์ "ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ แต่เลสธีราห์กล่าวว่า 'แม่ทัพเอเดรียน' ต้องการให้ใครสักคนอยู่เคียงข้าง ซึ่งเขาคงทำหน้าที่นั้นไม่ได้ รบกวนข้าไปอยู่ข้างๆชายคนนั้นสักพักจนกว่าเขาจะตื่นขึ้นมา" ท่านหญิงโมหามุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจกับคำว่า 'แม่ทัพเอเดรียน' และยิ่งมุ่นคิ้วไม่เข้าใจยิ่งกว่าเมื่อได้ยินคำว่า 'คงทำหน้าที่นั้นไม่ได้'

"ชายคนนั้นไม่ใช่ทูตของอาเดรียหรอกหรือ"

"ข้าเองก็ได้ยินว่าคฤหาสน์ราห์โมนาเป็นที่พักของขุนนางที่จัดการดูแลความเรียบร้อยภายในอาณาจักร ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง่าเขาจะเป็นแม่ทัพนะ" เฟรดาพยักหน้าเบา "ท่านพี่บอกว่าเขาเป็นขุนนางฝ่ายทูต เพราะเขาเป็นผู้นำคณะทูตไปเจรจาที่แอสทารอธ แต่ข้ากลับคิดว่า... เพราะเขาเป็นแม่ทัพของอาเดรียมากกว่า ผู้นำของเมืองนี้จึงได้ส่งเขาไปเจรจาแทน อีกทั้งยังเป็นการเจรจาที่ขอยืมกำลังพลจากแอสทารอธด้วย จึงใช้ทูตธรรมดาไม่ได้"

โมนากัดริมฝีปากของตนเองเบาๆด้วยความกังวล "แล้วเหตุใดเลสธีราห์จึงกล่าวเช่นนั้น..."

"ข้าคิดว่าเลสธีราห์คงเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยากบางอย่างเสียแล้ว ไม่ว่าเจ้าตัวจะได้อ่านลางจากดวงดาวเมื่อคืนนี้หรือไม่ก็ตาม แต่เพียงครู่เดียวที่ข้าพบเขา ข้าสัมผัสได้" เฟรดาพึมพำ "พวกมนุษย์อาจไม่รู้ว่าเขาคือเซนทอร์ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการถูกเปิดโปงความลับนั่น นั่นคือการที่เลสธีราห์เลือกจะเผยความลับนั่นด้วยตนเอง"

"เซนทอร์มีใจเด็ดเดี่ยว แม้ว่าเลสธีราห์จะเป็นเซนทอร์เพียงครึ่งเดียวก็ตาม..."

"ท่านพี่..." เฟรดาเอ่ยเรียก "คนที่มีใจเด็ดเดี่ยว... จะไม่อ่อนข้อให้กับใครง่ายๆหรอกนะ โดยเฉพาะเมื่อคนผู้นั้นอาจต้องกลายเป็นศัตรูในอนาคต" น้องสาวจับมือพี่ของตนแน่น "ลางบอกเหตุเมื่อคืนนี้... กำลังเตือนว่าเราอาจสูญเสียเลสธีราห์ให้แม่ทัพเอเดรียนผู้นั้น ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของแอสทารอธต่ออาเดรีย"

โมนามุ่นคิ้ว "เจ้าหมายความว่าอะไร"

"ข้าคิดว่าพวกเขามีใจให้กัน เพียงแต่พยายามปกปิดเอาไว้..."




เลสธีราห์ไม่รู้ตัวเลยว่าหลับไปนานเต็มวันหลังจากกลับถึงห้องพักของตน

เมื่อสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่ามีทั้งหมอและผู้ช่วยอยู่ในห้องของเขา รวมทั้งเอเดรียนด้วย แม่ทัพใหญ่กำลังหารือกับหมอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่เมื่อเห็นว่าคนป่วยฟื้นแล้ว ร่างสูงก็ทอดยิ้มจางอย่างอ่อนโยนและตรงเข้ามาหา "อะไรกัน... เมาค้างได้ขนาดนี้เชียวหรือ เจ้าน่ะ" เอเดรียนยกมือขึ้นปัดไล่คนอื่นออกไปจากห้องก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียง "นึกว่าเป็นอะไรไปเสียอีก"

น้ำเสียงของเอเดรียนฟังดูโล่งใจ เขาหยิบเหยือกน้ำมารินใส่แก้วให้คนป่วย "ดื่มเสีย เจ้าคงคอแห้ง"

เลสธีราห์ยันแขนขึ้นลุก และกล้ามเนื้อที่ผ่านการใช้งานมากอย่างหนักเมื่อคืนที่ผ่านมาก็อ่อนแรงจนไม่สามารถขยับได้รวดเร็วดังใจ "ข้าจะเป็นอะไรไปได้ล่ะ" ด้วยความปากไว้ ร่างโปร่งจึงตอบไปอย่างนั้น ก่อนจะรับแก้วน้ำมาจากเอเดรียนแล้วจึงยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด

"คนปกติที่ไหนเขาจะนอนหลับสลบไสลทั้งวันแบบนี้เล่า เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่นซะด้วย"

เลสธีราห์เหลือบมองคนพูดเล็กน้อยและคิดว่าอีกฝ่ายคงจำอะไรไม่ได้จริงๆ เมื่อนึกขึ้นได้ดังนั้น มือเรียวก็ยกขึ้นปิดคอของตนที่เคยปรากฎรอยฟันของอีกฝ่ายเป็นจ้ำ เลสธีราห์มองหากระจกเงาเพื่อจะส่องดูให้แน่ว่ารอยนั้นยังอยู่หรือไม่ ในระหว่างที่เขาหลับไปมีใครเห็นมันหรือเปล่า และร่องรอยที่หลงเหลือตามเนื้อตัวของเขามีใครสังเกตเห็นหรือไม่

เซนทอร์หนุ่มเพิ่งสังเกตว่าตนสวมเสื้อนอนสีอ่อนอยู่ คาดว่านี่คงเป็นชุดที่หญิงรับใช้จัดหามาให้

"ข้าไม่เป็นไร" เลสธีราห์ยืนยัน "อาจจะเพลียมากไป..."

"ไม่เป็นไรได้อย่างไร ไข้ก็ไม่มี ตัวก็ไม่ร้อน แต่หลับสนิทอย่างกับไปอดหลับอดนอนมาจากไหน ข้าป้อนยาขนานแรงแค่ไหนให้ก็ไม่รู้สึกตัว ต้องเรียกหมอหลวงมาจากมหาคฤหาสน์เพื่อจะยืนยันว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่" ใจความยืดยาวเหล่านั้นทำให้เลสธีราห์ประหลาดใจอยู่หลายอย่าง แม้เอเดรียนอาจจะบ่นเหมือนตนเองเป็นบิดาก็ไม่ปาน

"ให้คนอื่นทำก็ได้นี่..."

ร่างโปร่งพึมพำพลางยกมือขึ้นแตะปากตัวเอง รสชาติขมเฝื่อนของยายังติดลิ้นของเขาอยู่ นั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่าเอเดรียนไม่ได้พูดเกินเลยความจริง แต่จู่ๆฝ่ายนั้นจะมานั่งป้อนยาให้เขาทำไม ทั้งที่เขาเป็นแค่ลูกน้องแท้ๆ คนเป็นแม่ทัพมีเวลาว่างมากพอจะมานั่งดูแลลูกน้องปลายแถวด้วยหรือไร หรือเอเดรียนจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงได้พยายามไถ่โทษ "แล้วเจ้า... สร่างเมาแล้วหรือ" ร่างโปร่งถามอ้อมค้อม เขาไม่แน่ใจว่าเอเดรียนจะจำเรื่องที่เกิดขึ้นได้รึเปล่า หากจำได้อีกฝ่ายก็คงจะพูดออกมา แต่หากจำไม่ได้เขาก็ไม่ควรบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนเองทำอะไรลงไป

...มันเป็นแค่ความพึงพอใจที่เขาเลือกเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดของเอเดรียนแม้แต่น้อย

"แค่ตอนเช้าก็หายแล้ว..." แม่ทัพใหญ่ตอบ "ข้าไล่เจ้ากลับหรือ เห็นเฟรดาว่าอย่างนั้น"

ผู้หญิงคนนั้นชื่อ เฟรดา หรอกหรือ... เลสธีราห์ไม่ทันได้ไถ่ถามกระทั่งชื่อของผู้หญิงที่เขาว่าจ้างให้ขึ้นไปดูแลเอเดรียน เขาเพียงแค่ชอบความมีน้ำใจของนางที่พยายามจะช่วยดูแลเขา จึงได้ออกปากว่าจ้างให้นางขึ้นไปช่วยเฝ้าแม่ทัพใหญ่สักพัก และเล่นละครสักเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความจริงอันไม่น่าจดจำ

กายแกร่งที่ล่วงล้ำเข้ามาภายในไม่ยั้งแรงทิ้งความเจ็บปวดเอาไว้ในความทรงจำจนถึงตอนนี้

เลสธีราห์ผละตนเองออกมาทันทีหลังจากได้รับอิสระ ...นี่เป็นสิ่งที่เอเดรียนไม่สมควรจะรับรู้อย่างที่สุด นี่เป็นทางเลือกของเขา และเป็นการตัดสินใจของเขาทั้งหมด เอเดรียนไม่มีความผิดเลยแม้แต่น้อย เพราะอีกฝ่ายไม่ได้สติ และจมอยู่กับความผิดหวังที่อ้างว้างโดดเดี่ยวที่น่าเวทนา

"อืม ก็ไล่..." เซนทอร์หนุ่มตอบ "ข้าไม่อยากขัดคอ ก็เลยปล่อยให้นางรับช่วงต่อไปแทน" เขาพูดต่อราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้ก็ตามที "นางดูแลเจ้าดีไหม" ร่างโปร่งถามต่อ แต่คู่สนทนาก็ไม่ตอบคำ เขากลับเอื้อมมือมาลูบเส้นผมสีอ่อนที่แผ่กระจายอยู่บนหมอนแทน

"ข้าไม่ควรดื่มเหล้าอีกกระมัง" เอเดรียนโคลงหัวน้อยๆ "ข้ามักจำอะไรไม่ได้ตอนเมา"

เลสธีราห์ไม่ปัดมือออกอย่างเคย แต่กลับหลับตาลงแทน "ถ้ามันช่วยให้เจ้ารู้สึกดีขึ้นก็ดื่มไปเถอะ"

"ไม่หรอก ที่ทำให้ข้ารู้สึกดีในตอนนี้คงเป็นเจ้ามากกว่า..."

นัยน์ตาสีฟ้าเหลือบขึ้นมองคนพูดทันทีแต่เซนทอร์หนุ่มก็ยังไม่พูดอะไร เขาอาจจะต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม แต่อีกใจหนึ่งแล้วเลสธีราห์ก็ยังไม่พร้อมจะฟังความสับสนในจิตใจของใคร เพราะตัวเขาเองในตอนนี้ก็จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกมากพออยู่แล้ว "พูดจาแปลกๆ"

เอเดรียนกัดริมฝีปากตัวเองเล็กน้อยก่อนจะตอบ "ถ้าเป็นไปได้... ข้าอยากให้เจ้าเป็นสหายจริงๆ"

"ระดับแม่ทัพแล้วยังจะมาตัดพ้อเรื่องนี้อีก" คนฟังทอดยิ้มตอบจางๆ

เซนทอร์หนุ่มรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว เขาไม่ครั่นเนื้อครั่นตัวและไม่รู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงอย่างเมื่อเช้า แต่หากลุกขึ้นยืนในตอนนี้ก็อาจจะโซเซเสียศูนย์อยู่บ้าง "ค่ำแล้ว เจ้าควรจะพักผ่อนต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเจ้าเองไม่เป็นอะไรจริงๆ" แม่ทัพหนุ่มดันบ่าคู่สนทนาให้นอนลงเมื่อรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายมีความคิดที่จะขยับตัว "ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง"

"เห็นข้าเปราะบางขนาดนั้นเชียว..."

ร่างโปร่งยอกย้อน แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่ออีกฝ่ายก้มลงมาจรดริมฝีปากจูบที่กลางหน้าผาก "เด็กดื้อ ฟังเสียบ้าง ที่เจ้าสลบไปนานขนาดนี้เพราะเจ้าฝืนกำลังตัวเองมากเกินไป ข้าควจะเข้มงวดเรื่องเวลาพักผ่อนของเจ้ามากขึ้น... ลูกน้องแบบนี้ข้าคงหาที่ไหนไม่ได้แล้วกระมัง"

"พูดเหมือนข้าเคยร่วมรบแล้วช่วยชีวิตเจ้าไว้อย่างนั้น"

"เลสธีราห์..." เอเดรียนเรียกชื่อคนตรงหน้าเป็นการปราม "จะไม่เถียงสักคำไม่ได้เชียวหรือ"

คนที่นอนอยู่หัวเราะในลำคอเบาๆและเป็นฝ่ายยอมแพ้ในที่สุด แต่ด้วยความที่ไม่รู้สึกง่วง เซนทอร์หนุ่มจึงมองคนตรงหน้าที่เคลื่อนมือขึ้นมาลูบผมของเขาแทนราวกับกล่อมให้นอน เอเดรียนเองก็รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ยอมหลับ เขาจึงก้มลงมองคนบนเตียงก่อนจะยิ้มด้วยความขบขัน "เจ้านี่ดื้อเหมือนเด็กไม่มีผิด"

"ข้านอนมาทั้งวันแล้วต่างหาก..." อีกทั้งยังเถียงคำไม่ตกฟากเหมือนเด็กจริงๆ

"เช่นนั้น... ลุกขึ้นมานั่งเฝ้าข้าแทนดีหรือไม่ เพราะข้าเหนื่อยมากแล้วในวันนี้" ร่างสูงแหย่ขณะที่ยังลูบผมยาวสีอ่อนเพลินมือ "ถ้าเจ้าอยู่เพื่อนสักพัก ก็คงจะไม่รู้สึกเหงาก็เป็นได้" เอเดรียนมองออกไปด้านนอกหน้าต่างอย่างที่ไม่ค่อยทำเวลาสนทนากับผู้อื่น ทว่าเลสธีราห์นั้นนอนค่อนขอดอยู่ในใจว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาก็เพราะเขาอยู่เป็นเพื่อนอีกฝ่ายนี่เองจึงได้เจอเรื่องอย่างไรเล่า

"ไม่กลัวจะถูกข้าทำร้ายในภายหลังจริงๆเหรอ"

เอเดรียนทอดยิ้มจางแทนคำตอบ เขาเองก็กำลังทบทวนกับตัวเองอยู่ว่าคำตอบที่เขาควรจะให้คืออะไร เลสธีราห์ต้องการฟังคำพูดแบบใดจากเขา ฝ่ายนั้นอยากได้คำตอบที่น่าเลื่อมใสของแม่ทัพ หรือคำตอบธรรมดาของมนุษย์คนหนึ่ง

"กลัวสิ..." เอเดรียนตอบในที่สุด แต่ก็ยังลูบผมคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยน "กลัวจะซ้ำรอยแทบตาย"

เซนทอร์เอียงหน้าซุกกับหมอนนุ่ม ก่อนจะหลับตาลงพร้อมกับฟังเสียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นอย่างผิดจังหวะของตน เขาพอจะรู้ว่าเอเดรียนมีอดีตที่ไม่ดีกับอดีตคนรักที่สุดท้ายแล้วก็เป็นสายสืบจากธีสธรัล ผู้หญิงคนนั้นหักหลังเอเดรียน และนำพาเขาไปสู่ความตายแต่ทว่าหนีรอดมาได้

"แต่สิ่งที่ข้ากลัวยิ่งกว่าความจริงที่ว่าเจ้าอาจเป็นศัตรู... คือการต้องลงมือกับเจ้า"

ร่างโปร่งมุ่นคิ้วเล็กน้อย ทว่าไม่ได้กล่าวอะไรตอบ เพราะตอนนี้ในใจของเลสธีราห์เองก็กำลังสั่นคลอนกับคำพูดของคู่สนทนา ไม่มีเหตุผลอะไรที่เอเดรียนจะต้องเชื่อเขา เลสธีราห์ไม่ได้สร้างผลงานใหญ่หลวงอะไร อีกทั้งยังเป็นคนโผงผางและทำเสียเรื่องอีกด้วย แต่อีกฝ่ายกลับเอ็นดูและให้อภัยเสมอ

เอเดรียนไม่ควรจะไว้ใจเขาเลย

และถ้าวันหนึ่ง แม่ทัพอาเดรียจะต้องรู้ความจริงว่าเลสธีราห์เป็นใคร รอยยิ้มที่อบอุ่นของผู้ชายคนนี้จะหายไปด้วยหรือไม่ ที่ผ่านมาเลสธีราห์พยายามทำให้เอเดรียนเชื่อใจเขา แต่เมื่ออีกฝ่ายเริ่มเชื่อขึ้นมาจริงๆ เซนทอร์หนุ่มก็เป็นฝ่ายอยากถอยห่างออกมาเสียเอง เพระความความรู้สึกที่เขามีต่อเอเดรียนมันมีค่าเกินว่าที่เขาจะทำลายได้

"เจ้าอาจจะหวังร้ายต่อข้าจึงได้พยายามเข้าหา... แต่ข้าก็จะเปลี่ยนให้เจ้ามายืนข้างข้า เขาให้เจ้าเท่าไหร่ ข้าจะให้มากกว่า... เขาจะตอบแทนเจ้าเท่าไหร่ ข้าจะตอบแทนให้มากกว่า... จะทำให้เจ้ารู้สึกว่าการอยู่กับข้าดีกว่าอยู่กับใคร..."

เลสธีราห์หลับตาลงพร้อมกับมุ่นคิ้วแน่น เอนเอียงหน้าไปอิงฝ่ามือที่เล่นผมของตนอยู่ช้าๆ

...สิ่งที่ซื้อข้าอยู่ หาใช่เงินทองหรือยศศักดิ์ แต่คือจุดยืนในสังคมที่ข้าควรจะอยู่

เอเดรียนเกลี่ยนิ้วกับเสี้ยวหน้าเนียนที่อิงแอบฝ่ามือ เขารู้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้เข้ามาด้วยบริสุทธิ์ใจ แต่แทนที่จะขับไล่ไสส่ง แม่ทัพอาเดรียกลับต้องการจะดึงอีกฝ่ายมายืนอยู่เคียงข้างตนแทน "แต่จนตอนนี้... ข้าก็ยังซื้อใจเจ้าไม่ได้ใช่ไหม อมนุษย์"

ใจของคนฟังเจ็บแปลบราวกับถูกแทงด้วยมีดที่มองไม่เห็น "ยังมีอะไรที่ข้าให้เจ้าไม่ได้อีกหรือ"

...พอเถอะ เอเดรียน

เลสธีราห์พลิกตัวและพยายามจะซุกหน้ากับหมอนเพื่อหลบซ่อนความรู้สึกที่แสดงอยู่บนใบหน้าร้อนผ่าว ความอึดอัดนี้คืออะไรกันแน่ ความสับสน และไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่างประดังประเดเข้ามาพร้อมกันจนเซนทอร์หนุ่มเริ่มปวดหัว เขาไม่รู้ว่าควรจะคิดเรื่องใดก่อน และควรจะตัดสินใจเรื่องใดต่อ ไม่แน่ใจกระทั่งว่าตอนนี้ตนเองควรจะทำอะไร ควรจะนอนพักผ่อนเป็นคนป่วยที่ดีหรือว่าหนีกลับแอสทารอธไปให้รู้แล้วรู้รอด

เขาแทบจะทนความรู้สึกผิดต่อเอเดรียนไม่ได้แล้ว

"ไม่เป็นไร" เอเดรียนไม่รู้เลยว่าในใจของร่างโปร่งกำลังคิดอะไร แต่เขารู้สึกถึงความอึดอัดในลมหายใจของอีกฝ่าย และเขาก็คงทำได้เพียงแค่ปลอบอยู่ห่างๆเท่านั้น "ไม่เป็นไร... ข้าจะอยู่ข้างๆ จนกว่าเจ้าจะให้คำตอบ"

เลสธีราห์ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดบังใบหน้าของตน...

อย่าทำให้ข้าหวั่นไหวมากไปกว่านี้ได้ไหม มนุษย์!



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #338 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:15
    เฟรดามาแป๊บเดียวรู้เรื่องเร็วกว่าที่เราอ่านมาทั้งเรื่องอีกค่ะ เราเพิ่งมั่นใจไปไม่กี่ตอนเองว่าสองคนเค้ารักกันแล้ว555
    #338
    0
  2. #324 chawagan (@cshpuy94) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 04:49
    สงสารเลสจังเหมือนทำอะไรไม่ได้สักอย่างแล้วยังสับสนอีก
    #324
    0
  3. #266 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 / 21:44
    เฮ้ยยยยยยยยยยยยย แอควาเรียร์โคตรเททททททททททท่ //รู้สึกตื่นตาเป็นเพื่อนชาวประมง
    จริงๆแอสทารอธออกสัมปทานจับปลาเลยมะ  หารายได้ 5555555555555
     
    -//////////////////- //เขิลลลลลล
    จะถามตัวเองหรือถามเอเดรียน  คิดว่าคำตอบคงไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอกลูก ฮาาาา
    “… เพราะความรักไม่มีทางเกิดขึ้นได้ระหว่างผู้ชายสองคน”  ... ทำไมหักดิบเราอย่างงี้  //ร้องไห้  5555555555
     
    “ดาวแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เลือนหายไปจากท้องฟ้าแล้ว ...”  … เพราะเลสโดนกินไปแล้------------ 555555
    เหนือหัว ... ไปเอาความเชื่อแบบนั้นมาจากไหนคะ ... เสียใจที่ต้องบอกว่า  มันหลอกอ่ะถูกแล้วค่ะ ....... ท่านหญิงเลยเฉดหัวมันไปหามาให้ก่อนนี่ไง------------ กร๊ากกกกกกกก
    //โอ๋ม๊า//  ห่วงลูกสินะ  เหนือหัวส่งคนไปละ  คนนี้ก็เอ็นดูเค้าเหมือนน้อง  ก็คงห่วงไม่ต่างกัน ... ไม่เป็นไรนะม๊า  เอเดรียนมันหลงลูกม๊าจะตาย ... ไว้มีอะไรจริงๆม๊าค่อยฆ่ามันทิ้งก็ด้าย......... อืมมมมม อย่างเลสก็คงยอมตายจริงๆอ่ะนะ ;w;
     
    เฟรดาดูอ้อย  ความยั่วนี้  55555555  ดูเป็นสาวน้อย  ดูไม่น่าจะเป็นน้องโมนาได้ ฮาาาาา
    เราสงสัย ... ว่าเลสไม่รู้จักเฟรดาเรอะ  เหมือนไม่รู้เลยว่าเฟรดาเป็นเซนทอร์
     
    ก็ไปอดหลับอดนอนมาจริงๆหนิอิเดรียน =_=+  ... อ่า .. เจ็บสินะเลส  เจ็บตัวแล้วยังเหมือนจะเจ็บใจด้วย โอ๋ๆ //ลูบๆ
    ... โมเม้นท์ผู้ใหญ่ดุเด็กนี่มันอัลไลลลลล -.,-  ... เลสก็อ้อนน่าร้ากกกกกก  ... ในความน่ารักมีความหน่วง ... นี่คอนเซ็ปเรื่องนี้เรอะ!!! TOT
     
    #266
    0
  4. #245 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 18:07
    เอเดรียนนนนนนนนน นั่นจำไม่ได้จริงๆ เหรอคะ จำไม่ได้ทำไมถึงยังจูบหน้าผากแบบสุดจะละมุนละไมแบบนั้น คือนั่นมันเกินเขตเอ็นดูไปนิดนะคะ จำได้หรือทำไก๋ก็พูดมา ละมุนขนาดนี้คนอ่านจะตายแล้วค่าาาา /แต่ที่จริงก็ชอบนะคะ (?)/
    ชอบความรู้สึกหน่วงๆ ของเลสธีราห์จังค่ะ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมานิดนึง เหมือนต้องแบกรับอะไรไว้คนเดียว
    แต่ที่จริงก็อยากให้เอเดรียนรู้เหมือนกันนะคะ งือออออ
    ต้นตอนเอเดรียนตื่นมาเจอเฟรดาว่าช็อกแล้ว ตอนเฟรดานัดเจอคนบางคนนี่...ตอนแรกก็เดาเล่นๆ นะคะว่าหรือจะเป็นท่านแม่ทัพโมนา (เพราะเซนทอร์หญิงก็มีท่านหญิงลีอาห์ เฟลิเซียแล้วก็ท่านแม่ทัพแค่นี้เองเลยเดาเล่นค่ะ) พอถูกขึ้นมาจริงๆ เลยช็อกอีกรอบค่ะ ทำไมเฟรดาถึงดูเป็นสาวสดใสขนาดนั้น ขัดกับสีผิวมากค่ะ แล้วหันกลับไปมองพี่สาวนะคะ 55555555555
    ในด้านของอารมณ์เรื่องนี้เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ ปัญหาของเลสธีราห์จะไปสิ้นสุดตรงไหนหนอออออออ
    #245
    0
  5. #54 Janinozuka (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2557 / 22:54
    ความจริงที่องค์เหนือหัวไม่แต่งงานคือท่านชอบป้อจาย เจื้อเฮาเต๊อะ ^o^ ไม่ใช่ล่ะ ๆ

    เอเลสนัวเนีย(?)กันอีกแล้ว กุ๊กกิ๊กมึนอึนกันเหมือนเดิม อารายของแก

    ยังมีแผนจะไปเปรี้ยวที่ป่าชาวบ้านอีก เดี๋ยวได้เจอเพื่อนเก่าหรอก เพื่อนมีปีกกับเพื่อนมีกีบนี่คงต้อนรับอย่างดีเลยเนอะ
    #54
    0
  6. วันที่ 13 สิงหาคม 2557 / 18:13
    อ่าาาาาา แล้วมันจะลงเอยยังไงไอการต่อรองกันเนี่ย ไม่มีอะไรดีจริงๆเหรอไม่เชื่อหรอกน่า แล้วแบบเอเดรียนจำไม่ได้เลยเหรอว่าตัวเองทำไรไว้อะ5555555555
    #51
    0
  7. #50 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 22:43
    ข้าจะซื้อใจเจ้าให้ได้ อร๊ายยยยยยยยยยยยยยยยย
    สินสอดละจ๊ะสินสอดดดดดดด // อย่ามโนค่ะ555
    #50
    0
  8. #48 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 13:59
    ตื่นมาอ่านแบบอึนๆ เอ๋อๆ เบลอๆ ตาเปิดได้ครึ่งเดียว ฮ่าๆๆๆๆๆ (<<ความดันต่ำ) //บ่ายละเพิ่งจะตื่น
     
    ตอนหน้าน่าลุ้นมาก ทั้งฝั่งแอสทารอททั้งฝั่งเลสเลย *0*
     
    พันธุ์ม้าเลสเหมาะจัง สูง โปร่ง เพรียว 'อึด'ด้วยสินะ -.,- #ผิด  ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
     
    ยังไงก็สู้ๆค่าาาา รอน้าาาาาาา -0-b
    #48
    0