[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,287 Views

  • 359 Comments

  • 1,106 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    70

    Overall
    19,287

ตอนที่ 12 : [Re-Write] "ในฐานะคนธรรมดา"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 599
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    4 พ.ย. 59

เอเดรียนจำไม่ได้ว่าเขาถูกขังอยู่ในเรือนจำหลวงของธีสธรัลในข้อหากบฎนานเท่าไหร่ เพราะเกือบจะลืมเลือนความมีชีวิตไปแล้ว หลังจากถูกจับได้ว่าเป็นผู้นำที่สั่งสมกำลังพลจำนวนมากเพื่อการกบฎแย่งชิงอิสรภาพของอาเดรีย

และผู้เปิดเผยความลับที่เขารักษาเอาไว้เหล่านั้นคือ เวห์เซีย... คนรักของเขาเอง

หลังจากถูกลงแส้ไปร่วมยี่สิบครั้งจนสลบ ผู้คุมคุกก็ยังใช้น้ำเกลือสาดที่บาดแผลเหล่านั้นเพื่อให้เขาตื่นขึ้นมารับรู้ถึงความเจ็บปวดอีกยี่สิบครั้ง สุดท้าย ขุนนางระดับสูงของอาเดรียก็ถูกทิ้งเอาไว้ให้ห้องขังเล็กแคบที่เหม็นอับของธีสธรัล แผ่นหลังที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดไม่ได้รับการเยียวยารักษาจนอักเสบปวดแสบปวดร้อนไปหมด และในอีกไม่อีกวัน เขาก็จะถูกลากตัวไปประหารด้วยการสู้กับกิ้งก่ายักษ์ที่ดุร้ายของธีสธรัลด้วยมือเปล่า... เพื่อเป็นความบันเทิงครั้งสุดท้ายให้กับเหล่าทหารบ้าเลือด

ในตอนนั้นเอเดรียนไม่นึกถึงอิสรภาพของอาเดรียอีกแล้ว แต่เขาคิดถึงอิสรภาพของตนเอง

ไม่มีใครจากบ้านเกิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เพราะแม้แต่ตระกูลของเขาที่ค่อนข้างมีอิทธิพลในตลาดการค้าก็ยังไม่สูงส่งและมีอำนาจพอจะอ้อนวอนธีสธรัลผู้เป็นมหาอำนาจได้

ชะตากรรมของชายหนุ่มจึงมีแต่ความตายรออยู่

...แต่กลางลานประหารที่แสนกดดันนั้นเอง เรื่องวุ่นก็เกิดขึ้นในธีสธรัล ท่านหญิงโซเฟียแห่งทัพเวหาไอย์ชวลนำกำลังบุกโจมตีปราสาทฝั่งตะวันออกเนื่องจากความบาดหมางของธีสธรัลกับไอย์ชวลก่อนหน้านี้ ทำให้ผู้คนแตกตื่นและไม่สนใจการต่อสู้อีก เอเดรียนจึงได้จังหวะนั้นหลบหนีออกมา และได้รับการช่วยเหลือให้กลับบ้านเกิดอีกครั้งด้วยมือของท่านชายซินญอร์ผู้เป็นเจ้าเมืองอาเดรีย

แต่ก่อนที่จะหนีหัวซุกหัวซุนกลับบ้านเกิด... เอเดรียนก็ได้ฝากคมดาบเอาไว้กับเวห์เซีย

...ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงกลายเป็นคนที่เลือดเย็นที่สุดที่สังหารคนรักของตัวเอง

...

แต่จนถึงตอนนี้ เอเดรียนก็ยังคิดถึงนาง...

และใคร่ครวญกับตนเองอยู่วันว่าเหตุใดผู้หญิงคนนั้นจึงหันหลังให้ตนได้ลงคอ

 



การปกครองของแอสทารอธคล้ายจะเป็นระบอบกษัตริย์ แต่แท้จริงแล้วก็แทบไม่มีความเกี่ยวข้อง

ผู้นำสูงสุดของพวกเขาคือองค์เหนือหัวที่คัดเลือกด้วยวิธีประลองพละกำลัง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่เซนทอร์เท่านั้นที่จะได้รับตำแหน่งผู้นำคนต่อไป โดยปกติแล้วเหนือหัวองค์ปัจจุบันจะต้องจัดการประลอง 'วาร์ดา' ขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงในปีที่เขามีอายุครบสี่สิบห้าปี และหากไม่มีใครสามารถเอาชนะการประลองได้ ในอีกปีต่อไปก็จะต้องมีการประลองขึ้นอีกจนกว่าจะมีผู้ชนะ และเหนือองค์ปัจจุบันก็จะนั่งในตำแหน่งไปจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม จึงจะส่งมอบมงกฏผู้นำแห่งเซนทอร์ต่อไป

และในปีนี้เองที่เหนือหัวดาเรียสมีอายุครบสี่สิบห้าปี...

เขาไม่ได้เสกสมรสกับหญิงใดเนื่องด้วยทั้งชีวิตอุทิศให้กับการพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนใต้ปกครอง หากเปรียบเทียบวิถีชีวิตของเซนทอร์ในช่วงหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมานี้ ในยุคที่เหนือหัวดาเรียสเป็นผู้นำสูงสุดนับว่าแอสทารอธมีความเจริญก้าวหน้ามากที่สุด

...ชื่อเสียงของกองเรือรบเซเลสต์ก็ถูกสร้างขึ้นในยุคของดาเรียสนี้เอง

และด้วยความที่ไม่มีทายาทโดยสายเลือดนี้เองที่ทำให้ตัวเต็งของการต่อสู้ครั้งนี้กลับกลายเป็นปุถุชนธรรมดาที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่คนผู้นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นซาฮาลผู้บัญชาการกองเรือพาณิชย์ ทายาทตระกูลอัศวินชั้นสูงของแอสทารอธนั่นเอง

การประลองวาร์ดาจึงมีกำหนดจัดขึ้นในวันแรกของฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งก็นั่นคือในอีกสิบวันนับจากนี้ ในตอนนี้จึงเป็นช่วงเวลาของการลงชื่อเข้าร่วมประเพณีที่สำคัญที่สุดของอาณาจักร ไม่ว่าใครก็สามารถท้าชิงกับเหนือหัวดาเรียสได้ หากมีความมั่นใจในกำลังของตนมากพอ แต่เมื่อได้เห็นชื่อว่าซาฮาลได้เข้าร่วมการประลองด้วย ก็ทำให้ผู้ตั้งใจร่วมการต่อสู้หลายคนรู้สึกใจฝ่อไปบ้างตามๆกัน

ซาฮาลขึ้นชื่อว่าเป็นเซนทอร์รูปร่างดีโดยสายเลือด ร่างกายของเขามีลักษณะเด่นของอัศวินทุกประการอีกทั้งยังสมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ ทั้งร่างกายส่วนมนุษย์ที่ดูแข็งแกร่งน่าเกรงขาม ท่อนขาของม้ากำยำแน่นไปด้วยมัดกล้าม กีบเท้าใหญ่แข็งแรง กระดูกหนาอันเป็นรากฐานที่มั่นคง อีกทั้งหางยาวพวงหนาที่ดูสง่างาม ...ผู้นำกองเรือกราเทียร์นับว่าเป็นคู่แข่งที่น่าจะสูสีกับเหนือหัวดาเรียสที่สุด

และเซนทอร์ทุกคนก็ล้วนยินดีที่จะก้มหัวให้กับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด

...แต่อาจยกเว้นท่านหญิงลีอาห์ที่ใจคอไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

"ซาฮาลเอาชนะท่านได้ ด้วยกำลังของเขา ทักษะของเขา ข้าเห็นได้จากความมุ่งมั่นของเขาว่าเขาจะเป็นเหนือหัวแห่งแอสทารอธต่อไป" ราชเลขากล่าวกับเหนือหัวดาเรียส "ข้ายินดีที่จะก้มหัวให้ผู้แข็งแกร่ง แต่ก็มีบางสิ่งที่รบกวนจิตใจข้าเกี่ยวกับเรื่องของซาฮาล" ลีอาห์พูดตรงไม่อ้อมค้อม และนั่นก็ทำให้คนฟังทอดยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน

"เรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่ใคร่จะลงรอยกันนักของเลสธีราห์กับซาฮาลรึ"

"ลูกข้าเป็นผู้นำแห่งเซเลสต์ และแน่นอนว่าเขาจะอายุยืนกว่าข้าหรือท่าน การที่ทั้งสองคนนี้ไม่กินเส้นกันสักเท่าไหร่ทำให้ข้ารู้สึกเป็นห่วงนัก ซาฮาลเองก็ใช่คนยอมใคร เลสธีราห์เองก็ดื้อแพ่งไม่ต่าง แล้วมันสมควรหรือที่ผู้นำแห่งเซเลสต์จะตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับเหนือหัวเสียเอง"

"ท่านกำลังแช่งให้ข้าแพ้ตั้งแต่วันแรกหรือเปล่า ท่านหญิงลีอาห์" ดาเรียสหัวเราะ "ท่านไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะไม่ว่าข้าจะพ่ายแพ้แก่ผู้ใด... ก็คงยังไม่สละบัลลังก์ในตอนนี้หรอก" นัยน์ตาสีเข้มของผู้นำแห่งแอสทารอธมองออกไปด้านนอกพระราชวังและได้เห็นอาณาจักรทั้งหมดของอยู่ในสายตา "และเมื่อถึงเวลาที่ข้าจะต้องสละ เลสธีราห์ก็คงแข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดด้วยตนเองได้แล้ว"

ราชเลขาหญิงพยักหน้ายอมรับแม้จะยังมีความกังวลอยู่

บุตรชายของนางเป็นเด็กดื้อ แต่ในความหัวรั้นของเขาก็มีความปรารถนาแรงกล้าอยู่ และอีกฝ่ายคงไม่เลิกล้มความตั้งใจง่ายๆจนกว่าจะทำให้ความต้องการนั้นเป็นจริง ลีอาห์จึงได้แต่หวังให้เลสธีราห์บรรลุจุดประสงค์ เพราะนั่นอาจหมายถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นก็เป็นได้

"ท่านหญิง... แล้วราชทูตจากธีสธรัลว่าอย่างไรเล่า"

เซนทอร์หญิงสะดุ้งเล็กน้อย เพราะคำถามที่ดาเรียสโพล่งขึ้นมาคือสิ่งที่ลีอาห์ไม่ต้องการจะตอบมากที่สุดในตอนนี้ "พวกเขามายื่นข้อเสนอให้เรา..." นางกล่าว "เป็นข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธเหลือเกิน" ราชเลขามองตามสายตาของเหนือหัวแห่งตนไปและหยุดที่แม่น้ำธีนาที่ไม่ห่างจากพระราชวังอัสเธียร์นัก

"ธีสธรัลเสนอยกเรือจักรไอน้ำให้เราสิบลำ แลกกับการที่เราไม่ตกลงเข้าเป็นพันธมิตรกับอาเดรีย"

ข้อเสนอของธีสธรัลแตกต่างจากอาเดรีย แม้ว่าจะมุ่งเป้าไปที่เรือจักรไอน้ำเหมือนกัน แต่สิ่งที่อาเดรียเสนอมาคือการยกศาสตร์การต่อเรือจักรไอน้ำให้แอสทารอธ ในขณะที่ธีสธรัลยกเรือให้ทั้งลำ "จริงอยู่ว่าธีสธรัลเป็นเจ้าของศาสตร์การต่อเรือจักรไอน้ำ แต่การยกเรือให้เปล่าๆนั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า ช่างต่อเรือจะสามารถทำความเข้าใจโครงสร้างของมันได้ละเอียดถี่ถ้วนพอจนสามารถสร้างเรือจักรไอน้ำของเราเองได้หรือไม่ แต่ในขณะที่อาเดรียเสนอยกบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้กับเราซึ่งนั่นแปลว่าเราสามารถต่อเรือได้เองโดยไม่ต้องทดลองทำความเข้าใจ" ดาเรียสวิเคราะห์

"เรือแค่สิบลำ... จะสมราคากับที่เรียกร้องให้เราวางตัวเฉยรึ ท่านหญิง"

หากเปรียบเทียบกันแล้ว แอสทารอธควรจะยอมเหนื่อยศึกษาโครงสร้างของเรือเองมากกว่าส่งเรือรบออกไปทำสงครามเพื่อแลกบันทึกเล่มเดียว "แต่เราก็ควรจะปรึกษารีดาห์ การถอดโครงสร้างเรือลำหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และเรือที่ธีสธรัลเสนอให้เราก็ไม่ใช่เรือพายธรรมดาเสียด้วย" ลีอาห์ว่า

"แต่การรอต่อไปเรื่อยแบบนี้ไม่ก่อให้เกิดผลดีต่แอสทารอธไม่ใช่หรือ"

ราชเลขาเงยหน้าขึ้นมองเหนือหัวของตนเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ายอมรับว่าตัวนางเองก็คิดเช่นนั้น "ข้าคิดจะตอบรับข้อเสนอของธีสธรัล ในเมื่ออาเดรียขอเวลาพวกเราเดือนหนึ่ง ก็จักกลายเป็นว่าเราไม่เข้าร่วมกับอาเดรียเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งคุ้มค่ากับเรือจักรไอน้ำสิบลำของธีสธรัล" ผู้นำเซนทอร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยรู้สึกแปลกใจในสีหน้าอึดอัดของราชเลขา

"แต่นั่นไม่ใช่วิสัยของเซนทอร์..." คนสนิทถอนใจ "ข้าไม่สามารถตลบแตลงเช่นนั้นได้"

เซนทอร์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความซื่อตรงและซื่อสัตย์ แม้ว่าจะเห็นประโยชน์ของอาณาจักรอยู่ตรงหน้า และตนเองก็สามารถหาหนทางเพื่อให้ได้ประโยชน์นั้นมาได้ แต่มันกลับไม่ใช่หนทางของอัศวิน "ขออภัยด้วย องค์เหนือหัว... ข้าไม่อาจยื่นข้อเสนอแบบนี้ออกไปได้จริงๆ แม้ว่าจะอยากตอบตกลงมากสักเท่าไหร่ก็ตาม"

"เช่นนั้นก็แปลกที่ท่านหญิงกระวนกระวายถึงเพียงนี้แต่กลับไม่รีบรายงานข้าสักคำ"

ราชเลขาเงียบไปกับคำตำหนิของเหนือหัว และโดยไม่ต้องสบตา ผู้นำแห่งแอสทารอธก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ "แต่ท่านไม่อยากให้ข้าเอนเอียงเข้าธีสธรัลมากเจอเกินไป เพราะยังอยากให้โอกาสเลสธีราห์อยู่ใช่หรือไม่" หากเทียบความน่าเชื่อถือแล้ว แน่นอนว่าธีสธรัลมีความน่าเชื่อถือมากกว่าอาเดรีย และไม่แน่ว่าทั้งอาณาจักรอาจเห็นดีเห็นงามกับเมืองมนุษย์บนเกาะนั่นจนลืมไปว่าขุนนางระดับสูงอีกคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่เพื่อให้ได้มากซึ่งสิ่งที่สูงค่ากว่า

นางยังอยากให้บุตรชายได้ทำภารกิจต่อ...

หากแอสทารอธตกลงร่วมกับธีสธรัล แน่นอนว่าพวกเขาต้องตัดความสัมพันธ์ทุกอย่างกับอาเดรีย รวมทั้งเรียกให้เลสธีราห์กลับมานั่งตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์ด้วย และความต้องการที่จะพิสูจน์ตัวเองของชายหนุ่มก็คงยังเป็นความฝันต่อไป "จริงอยู่ว่าการเข้าร่วมกับอาเดรียซึ่งเป็น 'เพื่อนบ้าน' จะเข้าท่ากว่าการไปร่วมมือกับอาณาจักรอยู่บนเกาะโพ้นทะเล แต่ถ้าอาเดรียจะไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์กับเราเลย เรายังต้องยืนยันในอุดมการณ์ของเซนทอร์ต่อไปหรือ ท่านหญิง"

"ข้าเข้าข้างลูกมากไปหรือเปล่า ...เหนือหัว"

คำตอบของดาเรียสคือการพยักหน้าเบาๆ "ท่านหญิงมองการณ์ไกล... ทั้งเรื่องแรงงานที่เซนทอร์ขาดแคลน จำเป็นต้องพึ่งพาต่างเมือง และศาสตร์การต่อเรือจักรไอน้ำที่เป็นนวัตกรรมใหม่ แต่ท่านอย่าลืมว่า อาเดรียเพียงแค่ใช้ลมปากเท่านั้น เขาไม่ได้นำสิ่งใดมาเป็นหลักค้ำประกันแม้แต่น้อย หากฝ่ายนั้นโป้ปด เรามิต้องสูญเสียโอกาสมากมายหรือ"

ราชเลขาก้มหน้านิ่งยอมรับคำตำหนิ และเริ่มคิดว่าเธอคงจะต้องเรียกตัวบุตรชายกลับมาเสียแล้ว

"แม้มันจะกลับกลอกตลบแตลง" ดาเรียสสูดลมหายใจเข้า "แต่ท่านจงบอกทูตแห่งธีสธรัลแบบนั้น หากเราไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาเดรียเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน ก็ขอให้ธีสธรัลส่งมอบเรือจักรไอน้ำมาสิบลำได้เลย... เพราะมูลค่าของมันซื้อเวลาพวกเราได้เท่านี้"

 



เลสธีราห์ไม่รู้สึกปวดเมื่อยส่วนใดของร่างกายแล้วหลังจากได้นอนพักผ่อนอีกคืนหนึ่ง และเมื่อลุกขึ้นยืนได้ สิ่งแรกที่ชายหนุ่มทำก็คือการถอดเสื้อผ้าของมนุษย์ออกและเริ่มสำรวจตัวเองว่ามีร่องรอยผิดปกติหลงเหลืออยู่เหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่รอยฟันและรอยช้ำที่เคยปรากฎได้จางหายไปจนเกือบหมดแล้ว

แต่คำถามต่อมาก็คือ เอเดรียนได้เห็นสิ่งเหล่านั้นหรือไม่

...นานแค่ไหนกว่าอีกฝ่ายเข้ามาพบเขานอนหลับเป็นตายอยู่ในห้องพักของตัวเอง

ต่อให้ขาดสติเพราะสุรา แต่คนที่ไม่ได้คิดอะไรจริงๆจะหันมาสนอกสนใจคนข้างกายที่เป็นเพศเดียวกันได้หรือไร แต่แม้ในหัวของเขาจะเต็มไปด้วยคำถาม เซนทอร์หนุ่มก็ไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องราวเหล่านั้นขึ้นมาด้วยตนเองอยู่ดี เพราะเกรงว่าคำตอบของคำถามจะนำพาเขาไปสู่เรื่องที่ยุ่งยากมากขึ้น

"เลสธีราห์..."

เสียงของจาเร็ตต์ดังขึ้นที่หน้าประตู และสักครู่เดียว ชายผมแดงก็เปิดเข้ามาในห้องโดยไม่รอคำตอบ จาเร็ตต์ถือตะกร้าผลไม้เข้ามาด้วย มีทั้งองุ่นเขียว เบอร์รี่ และลูกพลับ "เอเดรียนขอให้ข้าเอามาเยี่ยมเจ้า เห็นว่าเจ้าชอบกินพวกผัก ก็น่าจะชอบผลไม้..." ฝ่ายนั้นหยุดชะงักไปเมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ในห้องไม่ได้สวมเสื้อ

"ข... ขออภัยด้วย..."

เลสธีราห์โคลงหัวไม่ทุกข์ร้อน แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้สำรวจแผ่นหลังของตัวเอง ชายหนุ่มก็รีบสวมเสื้อคลุมทับ "จู่ๆก็ป่วยทรุดไม่มีสาเหตุแบบนั้น คนอื่นเขาก็เป็นห่วงแทบแย่" จาเร็ตวางตะกร้าใหญ่ลงบนโต๊ะ เลสธีราห์มองตามลูกพลับสีสดในตะกร้า... ด้วยความที่มันเป็นผลไม้ที่เขาชอบที่สุด

"ขนาดเอเดรียนมานั่งเฝ้าเจ้าด้วยตัวเองเลยเชียว"

คนฟังหน้าถอดสีเล็กน้อย ด้วยความกลัวว่าเอเดรียนจะจดจำอะไรได้ขึ้นมา

"แล้วเอเดรียนไปไหนเสีย..."

จาเร็ตต์พ่นลมหายใจเบาๆก่อนตอบ "ท่านชายซินญอร์เรียกพบ แม้ว่าการเจรจากับแอสทารอธจะเรียกได้ว่าประสบผลสำเร็จ แต่เราก็เหลือเวลาหนึ่งเดือนในการนำสิ่งตอบแทนไปมอบให้เซนทอร์ ดังนั้นจึงต้องรีบวางแผน และระดมความคิดจากขุนนางทุกฝ่าย เพื่อกำหนดแผนการโดยเร็วที่สุด" เลสธีราห์ประชดประชันอยู่ในใจหลังได้ยินคำตอบจากจาเร็ตต์ เพราะพวกขุนนางอาเดรียน่ะหรือกล้าใช้คำว่าระดมความคิด ในตอนที่ลีอาห์เปิดช่องให้พูดก็เห็นแต่ละคนอึกอักไม่มีใครเสนออะไรทั้งนั้น มีแต่เอเดรียนที่กล้าต่อรอง ในเวลาหารือเช่นนี้ก็เช่นกัน คงไม่พ้นแม่ทัพใหญ่ที่ต้องออกความเห็นเพื่อให้คนอื่นนำไปปฏิบัติ

...นี่ใช่หน้าที่ของแม่ทัพอย่างนั้นหรือ

"แล้วเจ้าไม่ไปเฝ้าท่านชายบ้างเหรอ" เลสธีราห์ถาม "หรือปกติแล้วเขาเรียกหาแต่เอเดรียน"

จาเร็ตต์พยักหน้าช้าๆแล้วหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะขยายความคำตอบ "เอเดรียนมีความชำนาญพิเศษในการคาดเดาและอ่านใจคน ในภาวะที่อาณาจักรจะต้องใช้ไหวพริบและใช้ความระมัดระวังในการเคลื่อนไหวเพื่อเอาตัวรอดในฐานะเมืองใต้อาณานิคม ความชำนาญในด้านนี้ของเอเดรียนจึงมีความจำเป็น ไม่แปลกที่เขาจะเป็นคนโปรดของท่านชายซินญอร์ อาเดรียอยู่รอดปลอดภัยมาจนทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเพราะความสามารถของเอเดรียน"

ตั้งแต่พูดคุยกับอีกฝ่ายมา เลสธีราห์ไม่เคยคิดว่าเอเดรียนมีความสามารถมากขนาดนั้นเลย

แต่เมื่อนึกถึงครั้งที่เขาเจรจากับราชเลขาแห่งแอสทารอธ และใช้คำพูดเฉียบคมในการเอาชนะนาง เซนทอร์หนุ่มก็เริ่มเชื่อขึ้นมาบ้างว่าเอเดรียนเป็นคนที่มีความสามารถในด้านการอ่านใจคนจริงๆ "กระทั่งรู้วิธีการชนะใจราชเลขาแห่งแอสทารอธ ก็ไม่น่าใช่คนธรรมดาหรอก" ร่างโปร่งพึมพำ ก่อนจะเด็ดองุ่นเม็ดหนุ่มแล้วโยนใส่ปากตัวเอง

"แต่ถึงจะสามารถอ่านใจคนได้มากมาย แต่เอเดรียนก็เคยอ่านพลาดมาแล้ว"

เลสธีราห์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแต่ด้วยความที่คำพูดนั้นค่อนข้างจะแทงใจเขาอยู่บ้าง ร่างโปร่งจึงไม่ถามต่อ และรอให้จาเร็ตต์เป็นฝ่ายเล่าเอง "เวห์เซีย... หญิงงามแดนใต้" คนสนิทแม่ทัพแค่นหัวเราะ "นางมาจากคัสนาห์ พวกเราจึงไม่คิดเอะใจ"

จาเร็ตต์หยุดพักครู่หนึ่งราวกับชั่งใจว่าเขาควรจะเล่าต่อไปหรือไม่ "เอเดรียนรักความสดใสของนาง"

ด้วยตำแหน่งของแม่ทัพใหญ่ที่ต้องหลบซ่อนและมีศัตรูรอบตัว ทำให้ชีวิตของเอเดรียนไม่ได้สัมผัสกับความสุขสบายอย่างคนธรรมดาทั่วไปสักเท่าไหร่ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เขาหลงรักบุคคลที่มีอิสระแทนเขา และเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไป "แต่กลับกลายเป็นว่า นางคือผู้ที่ถูกส่งมามาสอดแนมอาณาจักรของเรา เปิดโปงการมีตัวตนของเอเดรียน และจับเขากลับไปยังธีสธรัลเพื่อสำเร็จโทษคือการประหารชีวิต"

คนฟังกลั้นใจตามก่อนจะช้อนขึ้นมองคู่สนทนาเล็กน้อย "แล้วเกิดอะไรขึ้น"

"ท่านชายซินญอร์ตามไปช่วยเอเดรียน... ประจวบเหมาะกับเกิดความวุ่นวายในธีสธรัล ทำให้เอเดรียนสามารถหลบหนีออกมาได้ แต่ก่อนที่จะจากมา เอเดรียนก็เป็นคนสังหารเวห์เซียด้วยตัวเอง" แม่ทัพแห่งอาเดรียไม่เคยได้รับอิสระ อีกทั้งยังต้องใช้ชีวิตอยู่บนความกดดันและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ จึงจำต้องสังหารใจของตนเองเพื่อความอยู่รอด

...ใจของเอเดรียนอ่อนแอเพลี่ยงพล้ำ แต่กายของเขายังต้องลุกขึ้นสู้เพื่อบ้านเมือง

ไม่แปลกเลยที่ชายหนุ่มต้องการใครสักคนมาเยียวยาบาดแผลบอบช้ำเหล่านั้น

"ข้าไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก" จาเร็ตต์มุ่นคิ้วใส่คนตรงหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นจับคือตัวเองราวกับส่งสัญญาณเตือนบุคคลตรงหน้า "ถ้าเจ้าสามารถทำให้เอเดรียนมีความสุขได้ก็คงดี แต่หากเจ้านำความทุกข์มาให้เขาภายหลัง..." เลสธีราห์ยกมือขึ้นจับลำคอของตัวเองบ้างและตระหนักได้ว่ายังหลงเหลือความรู้สึกเจ็บอยู่บนผิวเนื้อ มันอาจเป็นรอยฟันที่ยังหลงเหลืออยู่

"...ข้าจะลงมือด้วยตัวเอง"




เหนือหัวดาเรียสเดินทางมายังเมืองท่าเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยด้วยตนเอง อันเนื่องจากการเริ่มต้นของฤดูค้าขายที่ชาวเอลฟ์จากแผ่นดินตะวันออกจะเดินทางเข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้กับเสบียงอาหารซึ่งเป็นสินค้าหลักในการส่งออกของแอสทารอธ ดังนั้นในช่วงนี้อ่าวมารินาจึงคึกคักไปด้วยผู้คนมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้ผู้นำอาณาจักรสนใจและต้องเดินทางออกจากพระราชวังมาด้วยตนเองนั้นไม่ใช่การแลกเปลี่ยนสินค้าธรรมดา แต่เป็นเพราะคำเชิญจากซาฮาล ผู้บัญชาการกองเรือพาณิชย์กราเทียร์ ผู้ควบคุมดูแลการแลกเปลี่ยนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

"นี่คือ... เกือกร้อนรูปไข่ขอรับ"

ซาฮาลส่งเกือกม้ารูปวงรีเต็มรอบให้กับผู้นำอาณาจักร ก่อนจะค้อมหัวช้าๆเพื่อเป็นคำขออนุญาตในการพูดต่อ "ที่ผ่านมาเราสวมใส่สิ่งที่เรียกว่าเกือกเย็นมาโดยตลอด ซึ่งมีความทนทานมากกว่า อีกทั้งยังง่ายต่อการขึ้นรูป แต่ปัญหาของเกือกเย็นก็คือขนาดของเกือกที่ไม่สามารถปรับให้รับกับกีบเท้าของแต่ละตนได้ ดังนั้นจึงต้องยอมสวมเกือกที่มีขนาดใหญ่กว่าก่อนจะนำเชือกมัดรอบอุ้งเท้าซึ่งยิ่งทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก"

"เช่นนั้นแล้ว เกือกร้อนนี่สามารถปรับขนาดให้พอดีกับกีบเท้าของเราได้อย่างนั้นรึ" เหนือหัวเลิกคิ้ว

"การใช้เกือกร้อนนั้นต้องนำไปเผาไฟให้เหล็กอ่อนตัวลงเสียก่อนแล้วจึงนับไปทาบกับกีบเท้าของเราแล้วจึงใช้หมุดตอกเข้าไปยึด และลักษณะรูปไข่นี้จะช่วยกระจายน้ำหนักที่เรากดลงไปบนกีบให้สม่ำเสมอมากกว่าเกือกแบบเดิมจึงทำให้รู้สึกสบายกว่า อีกทั้งยังปกป้อง 'กีบบัว' ได้อีกด้วย" แม้ว่าสิ่งที่ซาฮาลนำเสนอนั้นจะเป็นความก้าวหน้าของเกือกม้า แต่เมื่อเขาพูดถึงการ 'ตอกหมุด' ผู้ที่รับฟังอยู่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเหนือหัวซาฮาล ท่านหญิงลีอาห์ หรือท่านหญิงโมนาก็ล้วนแล้วแต่กลั้นหายใจและเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกหวาดเสียว

"แม้ว่าการใช้เชือกหนังผูกจะทำให้เราเคลื่อนไหวไม่สะดวกก็เถอะนะ แต่หากจะต้องเปลี่ยนเป็นใช้หมุดตอกแล้วล่ะก็..."

ซาฮาลค้อมหัวให้คนพูดก่อนจะผายมือไปยังแท่นวางเท้าที่มีช่างเกือกยืนอยู่ใกล้ๆ "ท่านหญิงโมนาสามารถทดสอบได้ด้วยตนเอง เกือกร้อนนี้พวกภูตไอย์ชวลนำมาเสนอแลกเปลี่ยน อีกทั้งยังสาธิตการใช้งานให้ดู และทดลองกับช่างเกือกที่ดีที่สุดของแอสทารอธแล้ว ข้ารับรองว่าการตอกหมุดนั้นไม่สร้างความเจ็บปวดใดๆตามที่เราเข้าใจเลย" ในยามปกติแล้ว ท่านหญิงโมนาเป็นสตรีที่พูดจาฉะฉานและตรงไปตรงมาอย่างที่สุด แต่เมื่อได้ยินดังนั้น เซนทอร์สีขาวได้แต่ส่ายหัวระรัว

"ไม่จะดีกว่า... ข้าเองเพิ่งเปลี่ยนเกือกเมื่อไม่กี่วันมานี้ การใช้เชือกผูกนั้นไม่ได้สร้างความลำบากมากมายสักเท่าไหร่"

เหนือหัวดาเรียสหันไปมองเลขาคนสนิทของตนก่อนจะโคลงหัว "ท่านหญิงลีอาห์..."

"ไม่จะดีกว่าค่ะ" ราชเลขาตอบสั้นและค้อมหัวลงอย่างนอบน้อม "ข้ามีความเห็นว่าซาฮาลเองควรจะเป็นผู้สาธิตให้พวกเราดูจึงจะเหมาะสม เพราะข้าได้ยินว่าตัวผู้บัญชาการเองมีปัญหาในเรื่องเกือกบ่อยครั้ง อันเนื่องมาจากขนาดกีบเท้าที่ใหญ่กว่าผู้อื่น หากเกือกร้อนนี้สามารถปรับขนาดได้จริง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเขามากที่สุด" เซนทอร์หญิงโยนภาระกลับมาให้ซาฮาลอย่างแนบเนียน และลอบส่งยิ้มหยอกเย้าให้เขาเล็กน้อย

ซาฮาลกลั้นใจเมื่อพบว่าตนอาจไม่สามารถโยนภาระต่อไปให้ใครได้อีกนอกเหนือจากเหนือหัวดาเรียส

แต่แล้วเสียงวิ่งเหยาะๆของใครบางคนก็เข้ามาใกล้โรงเกือกม้า พร้อมกับเสียงหอบเบาๆ "นายช่าง... พวกเอลฟ์ส่งทั่งตีเกือกแบบใหม่มาให้แล้วพร้อมกับอุปกรณ์เกือกม้าชุดใหม่ทั้งหมด แต่เรือพาณิชย์อื่นจอดเทียบเต็มไปหมดจึงต้องเข้าเทียบท่าฝั่งเรือรบ ข้าอยากให้ท่านส่งลูกน้องไปสักสามสี่คน..." รีดาห์หยุดชะงักเมื่อพบว่าขุนนางระดับสูงและผู้นำอาณาจักรอยู่กันพร้อมหน้าในโรงเกือกม้า

"ข... ขออภัยที่เสียมารยาทขอรับ"

ร่างโปร่งค้อมหัวลงแสดงความเคารพ แต่อึดใจต่อมาเขาก็พบว่าถูกซาฮาลคว้าแขนเอาไว้ "รีดาห์ เจ้ามาก็ดีแล้ว ข้าต้องการให้เจ้าทดสอบเกือกม้าชนิดใหม่ที่ไอย์ชวลส่งมาเสียหน่อย" ราวกับได้ยินเสียงถอนใจด้วยความโล่งอกของขุนนางระดับสูง ในขณะที่รองผู้บัญชาการเซเลสต์ถูกพาไปยังแท่นรองเกือก และยกขาหลังข้างหนึ่งขึ้นวางบนเบาะนุ่ม "อย่าดีดนายช่างเสียล่ะ"

"ห....หา...!"

โดยที่ยังไม่ได้ไถ่ถามอะไรเพิ่ม นายช่างก็หัวเราะเบาๆในคอแล้วจึงจับอุ้งเท้าข้างนั้นขึ้นมาเพื่อทำความสะอาดเสียก่อน "ท่านรีดาห์วิ่งบนพื้นไม้ของท่าเรือบ่อยกว่าพื้นดิน ดังนั้นจึงอาจเป็นผู้ที่เหมาะสมจะสวมใส่เกือกแบบใหม่นี้" ซาฮาลพยักหน้าอย่างเห็นด้วย อีกทั้งยังลอบหัวเราะอยู่ในใจว่ารีดาห์ชอบลื่นเกือกตัวเองล้มเสียด้วย "เกือกแบบใหม่มีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย และคล่องตัวกว่าแบบเดิมมาก แต่อาจต้องหักล้างกับความเชื่อเดิมๆของพวกเราว่าการ 'ตอกหมุด' คือความเจ็บปวด แท้จริงแล้วไม่ใช่เลยขอรับ"

"ต...ตอกหมุดเหรอ...!" รีดาห์อ้าปากค้าง และเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงความเย็นของ 'เหล็กแคะกีบ' เซนทอร์หนุ่มก็เริ่มหลับตาแน่นด้วยความหวาดเสียว แม้ว่านายช่างของโรงเกือกแห่งนี้จะได้ชื่อว่าเป็นช่างเกือกที่มือเบาที่สุด และดีที่สุดในอาณาจักรแล้วก็ตาม "ไหนว่ามันเป็นวิธีการทรมานม้าอย่างไรเล่า..."

"เราเข้าใจมาเช่นนั้นขอรับ แต่ความจริงแล้วกระตอกหมุดไม่ได้เจ็บอย่างที่เข้าใจเลย"

ร่างโปร่งพยายามกลั้นใจ มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นในขณะที่นายช่างตะไบขอบกีบให้เสมอเท่ากันก่อนจะทดลองวางเกือกลงไปเพื่อตรวจสอบว่ามันพอดีหรือไม่ ก่อนจะนำเกือกชิ้นนั้นไปเผาไฟในเตาะที่อยู่ไม่ไกลกัน "รีดาห์ เจ้าเจ็บหรือ" เหนือหัวดาเรียสสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอยู่ตลอด ด้วยความี่เขาเองก็ไม่แน่ใจว่านวัตกรรมที่ซาฮาลกล่าวมานั้นจะได้ผลดีจริงหรือไม่ เพราะอย่างไรการนำหมุดซึ่งเป็นเหล็กไปตอกเข้ากับส่วนหนึ่งของร่างกายดูจะไม่น่าเชื่อสักเท่าไหร่ว่ามันไม่เจ็บ

"ป... เปล่าขอรับ... ยัง... ข้าแค่หวาดเสียว"

ความรู้สึกต่อมาคือความอุ่นร้อนที่ไม่ได้มากมายเกินทน วางแนบกับกีบเท้า ควันและกลิ่นของเหล็กเผาไฟอบอวนไปทั่วโรงเกือก และนายช่างก็เริ่มวางหมุดตัวแรกลงบนช่องสำหรับตอก ใจของรีดาห์สั่นจนรู้สึกได้ กระทั่งมือที่เคยอุ่นก็เย็นขึ้นมาจนแทบจะไร้ความรู้สึก ร่างโปร่งกุมมือเข้าหากันแน่นและกลั้นใจเมื่อเสียงตอกหมุดแว่วมาเข้าหูของตน พร้อมกับการเบือนหน้าหนีด้วยความหวาดเสียวของขุนนางระดับสูงแะผู้นำอาณาจักร

"...ไม่เจ็บใช่ไหม" แต่จู่ๆเสียงทุ้มต่ำของซาฮาลก็ดังขึ้นใกล้ๆตัว รีดาห์ลืมตาขึ้นเล็กน้อยหมายจะมองหาที่มาของต้นเสียงและตวาดสักเบาๆสักครั้งที่อีกฝ่ายโยนเรื่องนี้มาให้เขา แต่จู่ๆมือใหญ่ของอีกฝ่ายก็วางลงบนมือที่กุมกันเองของรีดาห์ ความอบอุ่นจากมันทำให้เขาเบาใจขึ้นแทบจะในทันที และเมื่อเงยหน้าขึ้น ร่างโปร่งก็พบว่าคู่สนทนายืนอยู่ใกล้จนแทบจะชิดกัน "มือเย็นเชียว"

"ก็เพราะเจ้าคนเดียวนั่นแหละ!" เซนทอร์หนุ่มมุ่นคิ้ว "เหตุใดจึงไม่ลองเองเล่า ตอกหมุดเนี่ย!"

ซาฮาลบีบมือคู่นั้นเบาๆแล้วหัวเราะกับตัวเอง "เพราะถ้าข้าอาจอยู่ในสภาพเดียวกับเจ้า และมันคงจะน่าขันไม่น้อยเลย"

"เรียบร้อยแล้วขอรับ!" นายช่างร้องบอก และนั่นก็ทำให้ทุกคนหันมาสนใจเกือกแบบใหม่อีกครั้ง ผู้บัญชาการกองเรือกถอยออกไปเล็กน้อยและเดินกลับไปชื่นชมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของพวกภูต "การตอกหมุดจะต้องตอกให้ทะลุออกมาจากกีบแล้วจึงตัดปลายออก เพื่อป้องกันไม่ให้ปลายแหลมเหล่านั้นแทงเข้าไปในในส่วนเนื้อ ดังนั้นจึงปลอดภัย อีกทั้งยังแน่นหนากว่าเกือกแบบผูกเชือกแบบเดิมด้วยขอรับ" ทุกคนชะโงกหน้ามาดูเกือกรูปไข่แบบใหม่ที่เป็นสีเงินประกายวิบวับ

"ไม่เจ็บจริงหรือไม่ รีดาห์..." เหนือหัวเอ่ยถาม "ข้าเห็นเจ้าหลับตาเสียแน่น"

"ม... ไม่เจ็บขอรับ เพียงแค่หวาดเสียวกับเสียงหมุด" รีดาห์มองไม่เห็นเท้าหลังของตน ดังนั้นเขาจึงตอบไม่ได้ว่ามันสวยงามหรือไม่ แต่สิ่งที่รู้สึกได้ก็คือความเบาของเกือก และความคล่องตัวหลังจากยกขาข้างนั้นวางบนพื้น "แต่เบาและกระชับกว่าแบบเดิมจริงๆ" เมื่อเหนือหัวได้ยินดังนั้น เขาจึงหันไปพนักหน้าให้กับซาฮาลและช่างเกือก

"อีกข้างด้วยสิ นายช่าง... ทั้งสี่เท้าเลยนะ"

"เอ่อ... เดี๋ยวก่อน นายช่าง" ร่างโปร่งร้อง "ข้าขอเวลาสักครู่" ร่างโปร่งเอี้ยวหลังกลับเล็กน้อยและพบว่าเหนือหัวแห่งแอสทารอธถอยกลับไปยืนที่เดิมแล้ว เหลือแต่นายช่างและซาฮาลที่ยังอยู่ใกล้ เมื่อได้ยินดังนั้น นายช่างจึงถอยออกไปเล็กน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยิดเส้นยืดสาย แต่แล้วรีดาห์ก็ยกขาข้างที่เพิ่งเปลี่ยนเกือก ดีดใส่ซาฮาลเต็มแรง

"โอ้ย!!"

"ข้อหาที่ลากข้ามาตอกหมุด!!"




ดวงจันทร์กลมโตคล้อยฟ้าไปแล้วในตอนที่แม่ทัพอาเดรียกลับมายังราห์โมนา เจ้าตัวจูงอัลธอร์กลับไปที่โรงม้า และปลดผ้าคลุมบ่าออกพาดแขนด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน แต่แทนที่จะรีบกลับไปยังห้องพักของตน ชายหนุ่มกลับสะดุดกับบุคคลที่นั่งอยู่ด้านหน้าประตูราวกับกำลังรอการกลับมาของเขา

ฝ่ายนั้นถือไปป์ยาวในมือและพ่นควันเอื่อยๆออกมาอย่างใจเย็น "นึกว่าจะกลับเสียพรุ่งนี้เลย"

เอเดรียนไม่แน่ใจว่านั่นเป็นการประชดหรือไม่ แต่ตอนนี้แม่ทัพหนุ่มเหนื่อยเกินกว่าจะต่อปากต่อคำกับใคร โดยเฉพาะกับคนปากจัดอย่างเลสธีราห์ "ข้าเหนื่อยแล้ว อย่าเพิ่งสนทนาตอนนี้เลย เจ้าเองก็เพิ่งฟื้นจากอาการป่วย ยังจะมาอดหลับอดนอนอีก"

...ข้าป่วยเพราะเจ้าไม่ใช่หรือไร

เลสธีราห์กลอกตาทีหนึ่งแล้วจึงตรงเข้าไปคว้าเสื้อคลุมของอีกฝ่ายมาถือเอาไว้เอง "ถ้าจะมาไล่ข้าไปนอนทั้งที่ข้านั่งรอมาค่อนคืนล่ะก็ คงต้องแสดงความเสียใจด้วย" เซนทอร์หนุ่มเดินนำขึ้นบันไดและมุ่งหน้าไปที่ห้องของเอเดรียนโดยไม่หันมามองว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธหรือไม่

"แล้วผลไม้ที่ข้าให้จาเร็ตต์เอาไปให้เป็นอย่างไรบ้าง สู้ไปหามาจากตลาดทางเหนือเชียว"

"หมดแล้ว" ร่างโปร่งพึมพำ "ลูกพลับอร่อย" เขาก้าวเข้าไปในห้องพักของเอเดรียน ซึ่งเต็มไปด้วยชั้นหนังสือจนเหมือนหอหนังสือมากกว่าจะเป็นห้องนอน โต๊ะไม้เรียบๆตั้งอยู่ในมุมที่แสงอาทิตย์ส่องถึง เอกสารจำนวนมากกองอยู่บนนั้นจนแทบมองไม่เห็นขวดหมึก และใกล้ๆกันเป็นมุมพักผ่อนซึ่งก็คือโซฟาและโต๊ะเล็กที่สามารถมองออกไปนอกหน้าต่างจนเห็นมหาคฤหาสน์ได้นั่นเอง

"ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบลูกพลับมาก แต่ต้นโปรดของเจ้าก็ดูจะไกลเกินไป ข้าคงไปเก็บไม่ทัน"

เซนทอร์หนุ่มชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความทึ่ง "ไม่เห็นจะต้องลำบากขนาดนั้น..."

"ถ้ารู้ว่าคนป่วยเข็งแรงจนลุกขึ้นมานั่งสูบยาได้แล้วก็คงไม่ต้องลำบากกระมัง" เมื่อถูกแดกดัน เลสธีราห์ก็มุ่ยหน้าตอบ "แล้วไปทำอะไรมา... ทำไมจู่ๆถึงนอนไม่ได้สติขนาดนั้น" คำถามนั้นทำให้คนฟังต้องกลืนน้ำลายกระอักกระอ่วน เพราะเขาไม่แน่ใจว่าตนรู้สึกดีใจหรือเสียใจที่เอเดรียนลืมหรือเรื่องที่เกิดขึ้น และลังเลว่าเขาควรจะบอกอีกฝ่ายตามความจริงหรือไม่

เขาไม่ควรรื้อฟื้นเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์แบบนั้น

แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าถ้าเอเดรียนจดจำเหตุการณ์ทั้งหมดได้ อีกฝ่ายจะแก้ตัวว่าอย่างไร

แขนแกร่งทั้งสองเท้ายันกับเบาะโซฟา ในขณะที่ร่างรองรับพยายามขยับแอ่นขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายเคลื่อนไหวได้สะดวกยิ่งขึ้น เสียงหอบสะท้อนก้องไปทั่วห้องปะปนไปกับเสียงขยับกายเสียดสีกระแทกกระทั้น

"อึก...!"

มือเรียวสั่นระริกพยายามเหนี่ยวรั้งท่อนแขนของอีกฝ่าย จับยึดเอาไว้ด้วยเรี่ยวแรงที่เหือดหาย "อ... เอเดรียน..." น้ำเสียงสั่นเครือพยายามร้องเรียกหมายจะอ้อนวอนให้อีกฝ่ายอ่อนโยนขึ้นบ้าง "อา..." เลสธีราห์ไม่มีสติพอที่จะพูดต่อ เขาได้แต่เรียกชื่ออีกฝ่าย ความรู้สึกอึดอัดทางกายปะปนไปกับแรงอารมณ์ที่ไม่ได้ระบายออก ได้แต่ผ่อนลมหายใจถี่รัวด้วยความทรมาน

แต่ดูเหมือนว่าผู้รุกล้ำจะไม่ได้ยินเสียงของเขาเลย

พละกำลังของอีกฝ่ายบดขยี้ความรู้สึกนึกคิดให้แตกสลายจนภายในหัวมีแต่ความว่างเปล่า นัยน์ตาสีฟ้าเบิกกว้าง ทั้งร่างขยับเกร็งในจังหวะที่เบื้องบนล่วงลึกเข้ามา "อื้อ...!" แม้สิ่งที่ได้รับจะเรียกว่าเป็นความเจ็บปวด แต่ในความเป็นนักรบ เลสธีราห์ก็ไม่เคยถูกสอนให้โอดครวญ ดังนั้นจึงมีเพียงลมหายใจหอบสะท้านและเสียงอุทานครางเครือเท่านั้นที่หลุดรอดออกมา

คนปกติที่ไหนจึงมีอารมณ์กับคนเพศเดียวกันได้ หากอยู่ในอาการมึนเมา อีกฝ่ายก็ลงไม้ลงมือกับคนข้างกายได้ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงอย่างนั้นหรือ แล้วคำพูดของเอเดรียนนั้นหมายความว่าอะไร คำพูดที่ตัดพ้อเหนี่ยวรั้งเลสธีราห์เอาไว้... แม้ว่าจะไม่สามารถเชื่อใจได้ แต่ก็ยังอยากครอบครองเอาไว้อยู่ดี

มันหมายความว่าอย่างไรกัน เอเดรียน

"ข้าอาจจะแค่กินอะไรผิดสำแดง" ร่างโปร่งตัดสินใจโกหก เพราะเขารู้ดีว่าหากพูดความจริงออกไปจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดตามมา อีกทั้งอาจจะเป็นเรื่องราววุ่นวายใจต่อไปอีกก็เป็นได้ "ว่าแต่เจ้าเถอะ วันนี้ไปพบท่านชายมา เป็นอย่างไรบ้าง" เลสธีราห์พาดเสื้อคลุมของอีกฝ่ายไว้บนเสาใกล้โต๊ะทำงาน และพยายามมองหาที่นั่งที่อื่นซึ่งไม่ใช่โซฟาใหญ่ที่ทำให้เขานึกถึงเรื่องราวเมื่อคืนก่อนขึ้นมา

"นั่งลงก่อนเถอะ ข้าอยากจะอาบน้ำสักหน่อย ประเดี๋ยวค่อยพูดธุระกัน"

ร่างสูงเริ่มถอดเสื้อตัวนอกออกขณะเดินตรงไปที่ห้องอาบน้ำซึ่งมีถังน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ แผ่นหลังกว้างชื้นเหงื่อเต็มไปด้วยร่องรอยแผลเป็นมากมายกระจายทั่ว แต่มีอยู่รอยหนึ่งที่ปรากฎเด่นชัดเป็นรอยใหม่

...มันคือรอยเล็บของเขาเอง

"...!.."

เซนทอร์สะดุ้งเมื่อเห็นดังนั้น เขาเบือนหน้าหนีกลับมาก่อนจะนั่งลงช้าๆ และรอคอยจนกว่าอีกฝ่ายจะเสร็จกิจ เขาเพียงแค่อยากรู้ผลการหารือ อาเดรียคิดจะทำอย่างไรต่อไป และแอสทารอธจะได้รับประโยชน์จริงหรือไม่ หากรู้แนวทางการเคลื่อนไหวของอาเดรียมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะเป็นผลดีต่อแอสทารอธมากขึ้นเท่านั้น

เพื่อผลประโยชน์ของอาณาจักร...

เลสธีราห์หลับตาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆครึ่งหนึ่ง แต่ความรู้สึกต่อมาก็คือน้ำหนักของเอเดรียนที่นั่งลงบนโซฟาข้างกายในตำแหน่งเดียวกับเมื่อคืนก่อน "...!..." ร่างโปร่งสะดุ้งและขยับหนีตามสัญชาติญาณ ทำให้ความรู้สึกเจ็บแปลบที่สะโพกแล่นปราดขึ้นมาอีกครั้ง "อืม...!"

"เป็นอะไรรึเปล่า..."

แม่ทัพอาเดรียโคลงหัวด้วยความแปลกใจ "สีหน้าเจ้าไม่ค่อยสู้ดี ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรจริงๆรึ"

ร่างโปร่งส่ายหัวเบาๆแทนคำตอบ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อรวบรวมสมาธิ "ข้าแค่อยากรู้ว่าเจ้าได้ความอะไรบ้างจากการหารือ จาเร็ตต์บอกว่าท่านชายเรียกเจ้าไปพบเพื่อวางแผนการ" นั่นอาจเป็นสิ่งที่เลสธีราห์อยากรู้ที่สุด แต่เมื่อไตร่ตรองดูอีกครั้งแล้ว คำพูดของเอเดรียนก็ผุดขึ้นมาในหัว และตอกย้ำสถานะ 'คนนอก' ของเขาจนทำให้ชายหนุ่มคิดว่าตนคงไม่ได้รับคำตอบ

"แต่ข้า... ไม่มีสิทธิ์รู้เรื่องพวกนี้ใช่ไหม"

เอเดรียนลูบหัวคนพูดเบาๆเป็นเชิงปลอบก่อนจะพยักหน้าน้อยๆครั้งหนึ่ง "ต่อให้ข้าไม่อยากทำให้เจ้าคิดว่าตัวเองด้อยค่า แต่ข้าจะไม่โกหกเจ้าหรอกนะ เลสธีราห์" ใบหน้าคมทอดยิ้ม "เจ้าอาจไม่มีสิทธิ์รู้ แต่ข้าจะพาเจ้าไปด้วยแน่นอน" แม่ทัพใหญ่ลดมือลง และพิจารณาสีหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชาสักพักก่อนจะทอดยิ้ม

"หากเจ้ายังต้องการจะไปกับข้า... ข้าก็จะอยู่ข้างๆเจ้า ตกลงไหม"

เลสธีราห์มุ่นคิ้วด้วยไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการคำตอบแบบใดจากเขา "ข้าอยากเป็นกำลังให้เจ้า แต่หาก... เจ้าไม่บอกอะไรข้าเลยแบบนี้ จะให้ข้าวางใจติดตามเจ้าไปได้อย่างไร" แม้จะหวั่นไหวกับคำพูดของอีกฝ่าย แต่อย่างไรเขาก็จะไม่ลืมจุดประสงค์ที่ตนมาอยู่ที่นี่ในตอนนี้ "ต่อให้ข้าสามารถสละชีวิตให้เจ้าได้จริง ข้าจะ... วางใจได้อย่างไรว่าข้าค้นพบ... บุคคลที่มีค่าพอที่จะตายแทนได้"

แต่ยิ่งพูด... เซนทอร์หนุ่มก็ยิ่งจุกขึ้นมาในอก

เขาอาจจะพร้อมตายเพื่อแอสทารอธ แต่คำพูดของเขาในตอนนี้... มันคือการถามใจของเอเดรียน

แม่ทัพใหญ่ระบายลมหายใจช้าๆ และเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนาด้วยแววตาสงบนิ่ง "ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าตาย" เสียงของอีกฝ่ายนุ่มนวลทว่ามั่นคงหนักแน่นเสมอ "หากต้องตาย ข้าจะล่วงไปก่อน... หรือตายตกไปพร้อมกัน" มือของคนพูดกำหมัดแน่นและยกขึ้นช้าๆราวกับให้สัญญา

"ข้าไม่มีเกียรติของอัศวินแบบเจ้า แต่ข้าสัญญาในฐานะ... คนธรรมดาคนหนึ่ง"

จู่ๆหัวใจของคนฟังก็อุ่นวาบอย่างที่ไม่ควรรู้สึกในยามนี้ เขาไม่ได้รับรู้อะไรเลย ไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไรเลย แต่แค่ได้ยินคำสัญญาในฐานะคนธรรมดา เลสธีราห์กลับรู้สึกเหมือนได้รับคำตอบบางอย่าง แม้ว่ามันจะเป็นคำตอบของคำถามในจินตนาการของเขาก็ตาม

.

...แต่เจ้ารักเขาไม่ได้ เลสธีราห์


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #339 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:08
    โอ้ย สงสารเลสสสส
    #339
    0
  2. #267 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 20:08
    เหนือหัวสี่ห้าเหรอ ... กำลังน่าเคี้ยว--------  แค่ก แค่ก  อะแฮ่ม!!  ...  เหนือหัวนี่ก็ห่วงเลสดีจัง  มองเลยไปถึงวันที่ตัวเองจะเกษียณละ...  คิดดี ทำดี รักนะ <3 <3
    … เอาว่ะ จริงๆมันก็ได้แหละนะ  เพราะแอสทารอธแค่สัญญาว่าจะให้เวลาหนึ่งเดือน  อาเดรียไม่ได้มีอะไรมาตอบแทนเพื่อ  ‘ซื้อ’ เวลาหนึ่งเดือนนี้เลย  อีกอย่างสัญญาคือบอกว่า ‘ไม่เลือกข้าง ไม่เข้าร่วมกับใคร’ การรับข้อเสนอของธีสธรัลนี้ ก็ไม่ใช่การเลือกเข้าร่วมกับธีสธรัล .. อาเดรียคงไม่มีสิทธิ์โวยอะไร  ...  ส่วนธีสธรัล  อืมมมม จะดูหลอกลวงกะฝั่งนี้มากกว่า  เพราะ  ‘การไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาเดรียหนึ่งเดือน’  เป็นเรื่องที่ยังไงก็ต้องเกิดอยู่แล้วแม้ว่าธีสธรัลจะไม่เสนออะไรมาก็ตาม ... เกิดในรูปแบบของคำเรียกอื่นอย่าง ‘การให้เวลา’ ไม่ใช่ ‘การไม่ยุ่งเกี่ยว’ อ่ะนะ  พอธีสธรัลเสนอมาก็  เออ  เหมือนได้ฟรี ของดีด้วย 555555  ………….  เบื่อความตลบตะแลงการพลิกลิ้นไปมาในวงการเมืองพวกนี้จัง //นอนตาย//  ...  ป่าว จริงๆชอบนะ ... ดูเล่นแง่กันดี 555555
     
    มันคิดไงลูก มันคิดดดดดด เหล้าแค่ทำให้มันใจกล้าจะกด----------------
    จาเร็ตต์ก็ช่างสังเกตจัง ........ รู้หมดเลยยยยย  ...  แต่ฟิล ณ จุดนี้คือ เลสไม่มีเวลามาอายละ  มีแต่ความวิตก โถ ... 555555
     
    เอาตรงๆเรายังรู้สึกเสียวเลย  ขนาดไม่ได้โดนตอกเอง  ...  ตอนอ่านฉากนี้คือ ... เปิดยูทูปเลยอ่ะ  //นั่งดู//  แงงงงงง  มันก็ดูไม่เจ็บแหละ(แต่เสียว) ...  เหมือนถ้าใส่แล้วก็ต้องใส่ไปตลอด  จะเปลี่ยนกลับมาใส่อย่างเดิมก็ไม่ได้ปะ?  ทั้งเหลา  ทั้งเอาเหล็กแนบ 55555555
    ซาฮาลก็เกือบได้รับกรรมที่ตัวเองก่อแล้ว  ถ้าไม่เพราะ ... มีคนมาซวยแทน 5555555
    ในขณะที่คู่หลักเข้าโหมดสับสน ... คู่ซาฮาลรีดาห์นี่มาโหมดบันเทิงมาก น่ารักกก ... และน่าหัวเราะ  55555555555555555555555555
     
    เหล้า เพราะเหล้าแท้ๆ ... เอเดรียน แกอ่อนโยนหน่อยยยย ............
    อืมมม  อืมมมมม  อืมมมมมม  เจ็บและชินไปเอง................  คู่หลักก็มาหน่วงเป็นพักๆ เริ่มชินละ-------  555555555555 
     
    #267
    0
  3. #246 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 18:41
    ที่จริงแล้วควรจะพูดถึงเอเดรียนก่อน แต่ด้วยความลำเอียงแล้ว จะขอสครีมคู่รองก่อนค่ะ (?)
    ได้เห็นความคืบหน้าของซาฮาลกับรีดาห์นี่มันชุ่มชื้นหัวใจจริงๆ ค่ะ อา
    เซนทอร์เป็นเผ่าตลก คู่เซนทอร์เลยตลกตามไปด้วยใช่มั้ยคะ 55555555555 คราวหลังซาฮาลคงต้องบอกว่าอย่าดีดข้าซะล่ะแทนนะคะ นายช่างก็รอดไป
    แต่หูย ซาฮาลนี่ก็มีมุมละมุนเหมือนกันนะคะเนี่ย มีการปลอบเล็กๆ ด้วย
    /คู่หลักกับคู่รองนี่เหมือนกันอย่างคือให้อารมณ์ผู้ใหญ่กับเด็กค่ะ แต่คู่หลักนั่นเอเดรียนแก่จริง 5555555555/
    ขำการที่พวกระดับสูงเขาหาทางเลี่ยงการตอกหมุดจังเลยค่ะ รีดาห์ก็เข้ามาถูกจังหวะพอดี ถูกหวยไปนะคะ (?)

    มาค่ะ กลับมาที่คู่หลักกัน
    คู่นี้หลังจากได้กันเรียบร้อยแล้วก็หน่วงขึ้นเรื่อยๆ นะคะ มีจาเร็ตต์มาร่วมด้วยช่วยกดดันอีกคนอีก แหม่
    คำสัญญาแบบคนธรรมดาของเอเดรียนก็ละมุนชวนให้อบอุ่นหัวใจจริงๆ ค่ะ <3 แต่ยิ่งเป็นแบบนี้เลสธีราห์คงยิ่งลำบากใจ สงสารเลยค่ะฮืออออออ
    ยิ่งปิดท้ายตอนนี่อื้อหือ ทำไมคะทำไมทำไมทำไมทำไมจะรักไม่ได้คะะะะ โฮ ;______________;
    แต่ก็นะ ถ้ารักไปแล้วต่อไปคงจะลำบาก แต่ตอนนี้ไม่เรียกรักตรงไหนน่ะเลสธีราาาาาาาาาห์ /หวั่นไหวนี่ก็ลงหลุมรักไปครึ่งนึงแล้ว ยอมเขาไปแล้วก็ลงไปอีกครึ่งของครึ่ง อยู่ในหลุมรักไปสามส่วนสี่ตัวแล้วนะคะนั่นนนนนน/

    หมดตอนที่รีไรท์ไว้ซะแล้ว
    รออ่านตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อเลยนะคะ! <3
    #246
    0
  4. #235 ayu... (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 23:24
    รอรีไรท์อยู่นะคะ
    #235
    0
  5. #117 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 17:18
    ย้ากกกกกกกกกพบดรากสดวหา่กทดืสดวดสดส ไม่ทนไม่ท๊นไม่ทน
    #117
    0
  6. #116 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 17:18
    ย้ากกกกกกกกกพบดรากสดวหา่กทดืสดวดสดส ไม่ทนไม่ท๊นไม่ทน
    #116
    0
  7. #60 super.girl (@Konthicha) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2557 / 10:03
    ดราม่าแน่ๆเลย //ต้มมาม่ารอ
    #60
    0
  8. #59 Janinozuka (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2557 / 21:31
    นั่นไงไปเปรี้ยวแต่เช้า โดนรับน้องเแต่เช้าด้วยเลยมั้ย หรือจะเปลี่ยนเป็นคืนสุ่เหย้าดี พี่น้องเจอกันฉันคิดถึงเธอ เหอ ๆ

    สนุกล่ะงานนี้..



    คูแรนน์แกใช้ธนูท่านโซเฟียได้ด้วยหรอ ไปลบอาคมออกแล้วบ้อ?

    คิดภาพเลสโกรธไม่ค่อยออกแฮะ คือแบบถ้าจะให้เลสเท่มันขัดความรู้สึกอ่ะ

    อิคูแรนน์นี่มันหมีป่านะแถมยังอยู่บนไคลอีก เลสมันจะไปเท่กว่าได้ไงอ่า

    รึเพราะหนุเป็นม้าหรอลูก พอกลายร่างแล้วถึกว่าอิคูแรนน์ =__= น่ากลัวจริง



    #59
    0
  9. วันที่ 19 สิงหาคม 2557 / 17:48
    ไรท์เต้อ!!!! อ๊ากกกกกกกกกก โคต ร!!!!!! โคต รๆๆๆค้าง ทำไมใจร้ายอย่างนี้ล่ะคะไรท์ TT แล้วเลสกลับร่างแบบนี้เอเดรียนจะว่าจะใดแล้วรู้ด้วยว่าเลสเป็นใคร เอิ่ม จบเลย ตอนต่อไปจะเป็นไงเนี่ย
    #58
    0
  10. #57 Blue magic (@bloody-war) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2557 / 13:55
    ค้างงง T_T

    ถูกต้องเเล้วค่า  ณ  จุดๆนี้  ไม่ต้องการความเท่ห์เเต่ต้องการความเคลียร์  แง!

    ตอนหน้าดราม่าเเหงๆ  เหมือนเห็นกาน้ำต้มใกล้เดือดลอยมาเเต่ไกล T{}T

    #57
    0
  11. #56 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2557 / 00:26
    กราบงามๆขออภัยไรท์เตอร์ก่อน กับบรรทัดถัดไป
     
    คือตอนอ่านจบนี่หลุดตะโกนดังๆเลยว่า 'อิเชี่ยยยยยยยยยยยยยยยย ค้างงงงงงงงงงงงงงงงง'
     
    ฮือๆๆๆๆ ไรท์เตอร์ทำร้ายมากมาย เราจะเปิดเทอมไปเรียนได้อย่างเป็นสุขมั้ยหนิ สงสัยมีคร่ำครวญระหว่างเรียนแหงๆ แงงงงงงงง
     
    มาต่อเถอะนะ แบบด่วนๆ พลีสสสสสสส T ^ T !!!!!!!
     
    ตอนนี้เรารู้สึกเหมือนจะกินมาม่า แต่รอต้มน้ำไม่เดือดสักที เลย - -;; //คือเราชอบอ่านดราม่าอ้ะ มันเลยค้างแบบแทบจะลงแดงตาย โฮๆๆๆๆๆ
     
    ปล.แอบสะกิดใจตรง อานกับบังเหียน ของลูซีธาโน อ้าาาาาาาาาาาา เอาแค่ หลังม้ากะแผงคอ ได้มั้ย เพราะแรกๆเลสก็ไม่ใส่ให้อยู่แล้ว ก็อย่าใส่เลยทั้งเรื่องดีกว่าน้า -.,- //มันดูไม่เหมือนคนอื่นดี ฮ่าาาาาาาา
     
    #56
    0
  12. #55 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2557 / 23:16
    อ้าว ทำไมคูแรนน์ใช้อัลซาโตเกียร์ได้ล่ะคะ? โซเฟียใช้ได้คนเดียวไม่ใช่หรอ??

    ความลับแตกกระจายแล้วสินะ...
    #55
    0