[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,278 Views

  • 359 Comments

  • 1,106 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    61

    Overall
    19,278

ตอนที่ 19 : [Re-Write] "หมายถึงเอเดรียน"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 497
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    19 พ.ย. 59

ตึง!

ด้ามหอกแข็งกระแทกลงกับพื้นทราย เช่นเดียวกับกีบเท้าขนาดใหญ่ที่ไถลไปบนพื้นจนฝุ่นตลบ ผู้ท้าชิงเป็นฝ่ายเสียหลัก และเขาใช้อาวุธค้ำยันกายเอาไว้เพื่อไม่ให้ล้ม แผงอกกำยำที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อหอบสะท้าน แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้คู่ต่อสู้ที่เป็นถึงผู้นำแห่งแอสทารอธ

กฎการประลองวาร์ดาไม่มีอะไรซับซ้อน... ฝ่ายใดล้มลงกับพื้นจะเป็นผู้แพ้

เพื่อไม่ให้ผู้ท้าชิงพลั้งมือสังหารองค์เหนือหัว พวกเขาจึงตั้งกฎนี้ขึ้นมา และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือเซนทอร์เป็นอมนุษย์ครึ่งม้าที่มีถึงสี่ขา ดังนั้นผู้ชนะจึงสมควรที่จะยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งโดยไม่พลาดพลั้งสักเพียงครั้ง พวกเขาลุกขึ้นยืนได้ช้ากว่าเผ่าอื่น ดังนั้นการล้มของเซนทอร์อันตรายมากพอที่จะเปิดทางให้ศัตรูลงมือ

...และเหนือหัวแห่งแอสทารอธจะต้องไม่ล้มในสมรภูมิ

ซาฮาลยันขาแข็งแรงขึ้นตนเพื่อตั้งหลักอีกครั้ง และยกโล่ขึ้นในระดับที่สามารถป้องกันตัวได้ มัดกล้ามแข็งตึงเกร็งขึ้นรูปเมื่อเขาออกแรงยกหอกเล่มยาวในมือขึ้นและเล็งไปทางเหนือหัวดาเรียส แรงกระแทกจากโล่ของอีกฝ่ายทำให้เซนทอร์หนุ่มมึนงงไปชั่วครู่ ผู้นำกราเทียร์มั่นใจว่าหากคนตั้งรับไม่ใช่เขา แรงปะทะเมื่อครู่ก็คงจะทำให้ล้มกระเด็นไปได้แล้ว

เหนือหัวดาเรียสสามารถเอาชนะการประลองวาร์ดาได้ตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปี นับประสาอะไรกับอีกฝ่ายในวัยสี่สิบห้า กับเขาที่มีอายุถึงยี่สิบสาม ซึ่งนับว่าแก่มากไปเสียด้วยซ้ำ "เจ้าเป็นตัวเต็งของการประลองนี้ อย่าทำให้ข้าผิดหวังกับการปะทะเพียงเล็กน้อยถึงกับทำให้เจ้าเซได้สิ ซาฮาล..."

ผู้ท้าชิงสูงกว่าผู้นำของตน เนื่องด้วยชายหนุ่มได้รับลักษณะดีมาจากทั้งบิดาและมารดา แต่นั่นก็เป็นเพียงเปลือกนอก ร่างกายกำยำสมส่วนไม่ได้บ่งบอกถึงความชำนาญในการใช้อาวุธและการต่อสู้ ต่างจากเหนือหัวดาเรียสที่มีทั้งทักษะและพละกำลังอย่างนักรบที่หมั่นฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ

เซนทอร์หนุ่มสะบัดพวงหางยาวปัดไล่ฝุ่นทรายที่กระจายอยู่โดยรอบ กีบเท้าที่สวมเกือกแบบใหม่เคาะกับพื้นช้าๆเมื่อเจ้าของร่างเริ่มใช้ความคิดว่าต้นต้องโจมตีที่ใด "หากข้าเอาชนะเหนือหัวดาเรียสได้โดยง่าย คงจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับยอดนักรบน่าดูขอรับ"

"เหนือหัวคนต่อไปของแอสทารอธ... จะต้องล้มข้าได้อย่างไม่ยากเย็นต่างหาก"

โครม!

ซาฮาลเหวี่ยงหอกเข้าใส่คู่ต่อสู้ จังหวะเดียวกันกับที่เขายกโล่ขึ้นป้องกันอย่างอ่านทางได้ มืออีกข้างเหวี่ยงอาวุธกลับบ้าง พร้อมทั้งก้าวเข้าหาเพื่อเพิ่มความรุนแรงในการโจมตี และเมื่อซาฮาลก้าวถอย ดาเรียสก็ยกขาหน้าทั้งสองขึ้นในกาอาศ พร้อมกับกดปลายหอกปะทะกับโล่อย่างดุดัน

เหนือหัวดาเรียสเด่นในเรื่องของพละกำลัง ดังนั้นการจะปราบเขาด้วยกำลังจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

และทุกครั้งที่ผู้นำแห่งแอสทารอธยกขาขึ้น แรงปะทะจะเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า ทว่านั้นก็เป็นท่าทางที่เผยจุดอ่อนที่สุดของเซนทอร์ ซาฮาลถอยกลับไปตั้งหลักก่อนที่จะถูกดาเรียสกระแทกจนเข่าทรุด เขามุ่นคิ้วครุ่นคิดอยู่สักพักว่าจะต้องทำอย่างให้คู่ต่อสู้ล้มลงได้ สนับเข่าและเกราะทุกชิ้นของเหนือหัวถูกออกแบบมาอย่างดีทำให้เขากันกับรูปร่างของเขาจนแทบไม่รู้สึกอึดอัดเวลาสวมใส่ และข้อเท้าของดาเรียสก็ใหญ่กว่าเซนทอร์ทั่วไปเช่นกันเดียวกับซาฮาล

ไม่ง่ายเอาเสียเลย...

เซนทอร์ทั้งสองพุ่งเข้าโรมรันกันอีกครั้งโดยที่ซาฮาลไม่สามารถทำให้เหนือหัวดาเรียสเสียหลักได้เลยสักนิด เสียงอาวุธปะทะกันถูกกลบด้วยเสียงเชียร์ของผู้ร่วมชมการต่อสู้ ซาฮาลเป็นร่วมประลองคนที่ห้าของวัน และนับเป็นคนสุดท้าย หลังจากสี่คนแรกถูกโค่นล้มลงง่ายๆโดยแทบจะไม่ทำให้ผู้นำอาณาจักรรู้สึกเหนื่อยด้วยซ้ำ

ซาฮาบนับว่ามีฝีมือพอตัวที่ทำให้เหนือหัวดาเรียสเหงื่อออกได้

รีดาห์มองการประลองอยู่เงียบๆและมุ่นคิ้วอย่างครุ่นคิด จริงอยู่ว่าซาฮาลตัวใหญ่กว่า และลักษณะดีกว่าเหนือหัวแห่งแอสทารอธ แต่ด้วยความที่มีประสบการณ์น้อยกว่าทำให้อ่านการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ไม่ออก ขณะที่ผู้นำสามารถตอบโต้ได้ทุกการโจมตีอย่างรู้เท่าทัน ต่อให้ซาฮาลจะเป็นตัวเต็งของการประลองนี้ แต่หากอีกฝ่ายพลาดล้มขึ้นมา ก็เท่ากับแพ้การประลองอยู่ดี

"รีดาห์..."

น้ำเสียงเรียบเย็นเป็นเอกลักษณ์ของราชเลขาแห่งแอสทารอธดังขึ้นทำให้คนถูกเรียกสะดุ้งสุดตัว รองผู้บัญชาการแห่งเซเลสต์รีบค้อมหัวแสดงความเคารพต่อท่านหญิงลีอาห์ "ท่านราชเลขา... มาไม่ให้สุ้มเสียง" เมื่อได้เห็นราชเลขา ความลับที่รีดาห์พยายามปกปิดเอาไว้ก็ผุดขึ้นมาในหัว และทำให้เขาแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน

"การสนทนากับข้าทำให้เจ้ารู้สึกเกร็งขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่" เซนทอร์หญิงกล่าวอย่างรู้ทัน

ใบหน้าของท่านหญิงเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ แต่รีดาห์ก็สังเกตได้ว่านางพยายามรักษาความสุขุมเอาไว้ในน้ำเสียงที่ค่อนข้างสั่น "ข้ารู้เรื่องลูกชายแล้ว" คนฟังกลั้นใจเมื่ออีกฝ่ายพูดจบ เซนทอร์หนุ่มเหลือบมองรอบตัวที่คนรอบข้างดูจะสนใจการประลองมากกว่าพวกเขา ก่อนจะถามกลับ

"ท่านทราบได้อย่างไร"

"ข้าถามมาจากเฟรดา" หญิงสาวมองคู่สนทนา "พวกเจ้าควรจะบอกข้าแต่แรก เหตุใดจึงพยายามหลบหน้าและเก็บงำเรื่องนี้เอาไว้ ไม่คิดหรือว่ามันจะเป็นผลเสียต่อเลสธีราห์" ลีอาห์กล่าวตำหนิ "จริงอยู่ว่าเขามีความผิดที่ถูกจับได้ แต่เราจำเป็นจะต้องหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดให้เขา"

"แต่โทษทัณฑ์ของเลสธ๊ราห์อาจหมายถึงความตาย..."

"เจ้าควรจะบอกข้าที่เป็นแม่ของเขาตั้งแต่แรก!"

"ท่านหญิง เราอยู่ในช่วงของการประลองวาร์ดา และมันคงจะเลื่อนไปไม่ได้ หากแจ้งเรื่องนี้แก่ท่าน ไม่ช้าเหนือหัวดาเรียสก็ต้องรู้ และมันอาจกระทบกับอาณาจักรเรา..." ดวงตาเรียวเขม่นมองเป็นเชิงปรามให้ร่างโปร่งหยุดพูด ลีอาห์สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเบือนหน้าหนี

"ข้ารู้ว่าอะไรควรพูด รึไม่ควรพูด รีดาห์ เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดแทนข้า"

"ท่านหญิง..."

"อาเดรียกระทำการเสียมารยาทกับเราที่สุด ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขาหลุดมือไปเป็นแน่"

จริงอยู่ว่าเลสธีราห์แฝงตัวเข้าไปในอาเดรียเพื่อสืบข่าวคราวและความลับของเมืองมนุษย์ แต่ในเมื่ออาเดรียต้องการความช่วยเหลือจากแอสทารอธ พวกเขาก็ไม่ควรทำกับเซนทอร์เช่นนี้ ไม่ว่าเซนทอร์ตนนั้นจะเป็นแม่ทัพเรือ หรือว่าชาวบ้านธรรมดาก็ตาม "พวกมันจะส่งคนมาหลังจบการประลองวาร์ดาแน่นอน"

"ท่านหญิง เรื่องนี้ซาฮาลบอกว่าจะเป็นคนจัดการเอง"

"ไม่ว่าจะเป็นซาฮาล หรือเหนือหัวดาเรียสออกปากเช่นนี้ เจ้าคิดว่าข้าจะอยู่เฉยได้อย่างนั้นรึ" ต่อให้กฎของเซนทอร์จะเข้มงวดอย่างไร ลีอาห์ก็ไม่อาจหักใจใช้กฎระบียบนั้นกับลูกชายของตัวเองได้อยู่ดี "ข้าจะหาทางออกให้กับลูกเอง และเพื่อผลประโยชน์ของแอสทารอธ"

เสียงเฮที่ดังมากกว่าปกติทำให้คู่สนทนาทั้งคู่หันกลับไปมองสนามประลอง เหนือหัวดาเรียสยกสองขาขึ้นในอากาศ พร้อมกับทุ่มกำลังกดปลายหอกลงหาซาฮาลซึ่งยกขาขึ้นสองข้างเช่นกัน อาวุธของพวกเขาขัดกันกลางอากาศ และอึดใจต่อมา เซนทอร์หนุ่มก็ใช้ร่างกระโจนเข้าชนคู่ต่อสู้ และด้วยความยาวช่วงขาที่มีมากกว่า เหนือหัวดาเรียสก็ถูกกระแทกจนร่างลอย

พลั่ก...!

"ย้าก!"

 



ราชินีองค์ใหม่นอนไม่หลับทั้งคืนอันเนื่องมาจากความกังวลในการเจรจากับอาเดรีย ซึ่งนอกจากจะพักผ่อนไม่เต็มตาแล้ว พระนางยังเก็บข้อเสนอของแม่ทัพใหญ่ไปนอนฝันอีกด้วย "แย่จริงเลย..." แม้ว่าอาเดรียจะจัดที่พักรับรองเอาไว้ให้อาคันตุกะชั้นสูง แต่ราชินีแห่งธีสธรัลก็เลือกจะเดินทางกลับมานอนบนเรือรบหลวงคาร์เธียร์เพื่อความปลอดภัย ดังนั้นนอกจากอาการนอนไม่หลับแล้ว พระนางยังมีอาการเมาคลื่นอยู่บ้างอีกด้วย

"ไม่ว่าข้อเสนอใดของแม่ทัพผู้นั้นก็ล้วนแล้วแต่ตกลงไม่ได้" ฟลินกอร์น คนสนิทของพระนางกล่าว

"แต่อย่างน้อยแอสทารอธก็ให้คำมั่นกับเราว่าในหนึ่งเดือนนี้จะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออาเดรีย ข้าคิดว่านี่เป็นสัญญาที่ทำให้เบาใจไปเปราะหนึ่ง ระยะเวลาหนึ่งเดือนไม่ได้มากมายนัก แต่สำหรับเรื่องปกท้องแล้วมันก็เป็นเวลาที่มากพอที่จะบีบให้อาเดรียยอมตกลงเรื่องใดกับเราสักเรื่องหนึ่ง" ราชินีตอบ "แต่จะเลือกสัญญายี่สิบแปดปีนั่น หรือการมอบเรือจักรไอน้ำให้อาเดรียก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ธีสธรัลเสียผลประโยนช์ทั้งนั้น"

"นายหญิง เราจะไม่มอบศาสตร์การต่อเรือให้อาเดรียเป็นอันขาด นั่นเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามหาศาล และมีน้ำหนักเทียบเท่ากับอิสรภาพของอาณาจักรอาเดรียเท่านั้นตามที่พระนางได้ยื่นคำขาดไปก่อนหน้านี้"

หญิงสาวมุ่นคิ้วเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสีหน้าของแม่ทัพใหญ่ในเวลานั้น "เอเดรียนผู้นั้น... มีค่ายิ่งกว่าชีวิตของผู้นำอาณาจักร"

"นายหญิง..."

"ไม่ใช่ท่านชายซินญอร์ หรือท่านหญิงซินญอร่าที่ทำให้เราตกที่นั่งลำบากแบบนี้ แต่เป็นแม่ทัพเอเดรียนที่มีความสามารถทั้งในด้านเจรจาและด้านการทำศึก" หากพระนางได้สนทนากับท่านชายซินญอร์ก็คงจะตกลงกันได้ไม่ยากเย็นนัก หรืออาจจะตัดสินใจได้ในทันทีว่าควรยกกองทัพเรือมาบุกอ่าวออโรราหรือไม่ แต่เมื่อได้พูดคุยกับแม่ทัพเอเดรียน ราชินีก็คิดว่าความหลักแหลมของอีกฝ่ายยังเป็นสิ่งที่ควรรักษาเอาไว้ หรือดึงเขามาเป็นพวกพ้องน่าจะมีประโยชน์กว่า

ฟลินกอร์นพยักหน้ารับ "เขาเป็นคนที่มีความสามารถพอจะเป็นผู้นำของอาเดรียได้"

พระนางไวลด์เห็นด้วย "และถ้าข้าได้ใจเขา... อาเดรียจะตกเป็นของเรา" วิธีการเช่นนี้อาจง่ายที่จะพูด แต่เมื่อคิดถึงการทำให้สิ่งที่พูดกลายเป็นความจริงแล้ว ราชินีก็คิดว่าพระนางคงไม่สามารถทำได้ การทำให้ใครสักคนตัดสินใจหันหลังให้สิ่งที่เขายึดเหนี่ยวมาตลอดชีวิตนั้นเป็นเรื่องยากกว่าการทำศึกสงครามเสียอีก "ระหว่างท่านชายซินญอร์กับอาณาจักรอาเดรีย... เจ้าคิดว่าเขารักอะไรมากกว่ากัน"

"ย่อมเป็นอาณาจักรอาเดรียขอรับ"

ผู้นำหญิงจรดยิ้มที่มุมปากของนางช้าๆ พระนางตัดสินใจได้แล้ว แม้ว่ามันจะเป็นการกระทำที่เสี่ยงแต่ในเมื่อผู้นำอาณาจักรเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตนเอง อย่างน้อยก็ต้องทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยเหลือประชาชน "ในเมื่อเราจะไม่มอบศาสตร์การต่อเรือให้อาเดรีย ก็จำต้องกลับไปพิจารณาสัญญายี่สิบแปดปีซึ่งมีมูลค่ามหาศาลและแน่นอนว่าจะทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจ แต่แน่นอนว่าธีสธรัลจะไม่เป็นฝ่ายอ่อนข้อให้แต่เพียงฝ่ายเดียวแน่นอน"

ฟลินกอร์นค้อมหัวลงช้าๆ ยอมรับในการตัดสินใจของผู้นำอาณาจักร "ข้าจะตามผู้แทนขุนนางฝ่ายคลังมาพบท่าน"

"...รวมทั้งแม่ทัพเรือด้วย" ราชินีว่า "ในครามที่ผ่านมาเราสูญเสียกำลังพลทหารบกไปมาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีทหารเรือไม่ใช่หรือ" แม้ว่าการทำสงครามจะเป็นหนทางสุดท้ายที่เลวร้าย แต่การแสดงแสงยานุภาพของกองเรือรบเวเรนเซียก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะเน้นย้ำทำให้ทุกอาณาจักรจดจำได้ว่าผู้ใดคือมหาอำนาจทั้งทางบกและทางทะเล "เพราะไม่มีกองเรือใดจะยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งเทียบเท่ากองเรือเวเรนเซียแห่งธีสธรัล"

...เว้นเสียแต่กองเรือรบเซเลสต์แห่งแอสทารอธ

 



แม่ทัพเอเดรียนเดินทางมาพบอาคันตุกะถึงลำเรือที่พักในยามสาย โดยไม่รอให้อีกฝ่ายเดินทางเข้าไปที่มหาคฤหาสน์อีก ซึ่งนั่นก็ทำให้ราชินีธีสธรัลรู้สึกพอใจขึ้นมาบ้าง "อย่างน้อยอาเดรียก็ยังมีมารยาทต่อข้าที่เป็นถึงราชินีอยู่บ้าง"

ผู้นำอาณาจักรเหน็บแนมด้วยสีหน้าเรียบเฉยขณะที่แม่ทัพใหญ่เดินขึ้นมาบนลำเรือคาร์เธียร์ นางเองนั่งอยู่หน้าโต๊ะน้ำชาบนดาดฟ้าเรือ และส่งยิ้มที่ปั้นแต่งขึ้นให้ผู้มาเยือนอย่างเย็นชา แต่ก็ยอมให้อีกฝ่ายช้อนมือเรียวขึ้นมาจรดที่มุมปากเป็นการทักทายตามมารยาท "การที่พระนางปฏิเสธที่พักในมหาคฤหาสน์ก็บ่งบอกถึงความไม่พอใจอยู่แล้ว เหตุใดข้าจะต้องยั่วโทสะให้ธีสธรัลโกรธเคืองมากขึ้นไปอีก ทั้งที่ในตอนนี้ความประนีประนอมอาจเป็นสิ่งที่พวกเราต้องการมากที่สุด"

"มารยาทก็ไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างเรียบร้อยหรอก ท่านแม่ทัพ" หญิงสาวตอบเสียงเรียบ

"พระนาง..." เอเดรียนค้อมหัวลง "ข้าคงย้อนอดีตไปแก้ไขมารยาทให้ท่านไม่ได้ ได้แต่หวังว่าในปัจจุบันจะน่าประทับใจพอ" คู่สนทนาผายมือให้เขานั่งตรงข้ามกับนาง ขณะที่หญิงรับใช้รีบเข้ามาจัดแจงเสิร์ฟน้ำชาและของว่างต้อนรับผู้มาเยือน

"ความประทับใจของข้าอาจหมายถึงความสำเร็จในการเจรจาก็เป็นได้"

"เช่นนั้นเรายิ่งต้องเร่งหารือกัน" เอเดรียนยิ้มรับ

ราชินีวางถ้วยชาลงแล้วจึงยกมือขึ้นกอดอก "ข้าจำเป็นต้องดูแลผลประโยชน์ของอาณาจักรข้า"

"ข้าเองก็ต้องดูแลประโยชน์ของอาเดรีย พระนางไวลด์... หากเรามัวแต่ไว้เชิงใส่กันแบบนี้ การเจรจานี้อย่างไรก็ไม่ได้ความ และประชาชนของเราทั้งสองอาณาจักรต่างก็เดือดร้อน อาเดรียไม่สามารถค้าขายได้ตามปกติ กระทั่งธีสธรัลก็เริ่มขาดแคลนเสบียงอาหาร ต่อให้ท่านเป็นพันธมิตรกับพวกภูต แต่พวกท่านจะขนส่งกันได้อย่างไร หากอาเดรียที่เป็นเมืองท่ายังปิดอยู่เช่นนี้" ไวลด์ไม่เถียงว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริง แต่สิ่งที่นางไม่แน่ใจก็คือหากนางยอมเสียผลประโยชน์ในเรื่องนี้ มันจะสามารถสั่นคลอนอำนาจของธีสธรัลในอนาคตได้หรือไม่ พวกเขาจะยังเป็นมหาอำนาจ และมหานครที่เจริญที่สุดในหมู่มวลมนุษย์หรือไม่ หากยอมตกลงข้อเสนอนี้

พวกเขาเป็นเมืองเกาะที่เคยยากจนข้นแค้น กว่าจะยิ่งใหญ่ได้อย่างปัจจุบันนี้ก็ใช้เวลานานหลายสิบปี

และไวลด์เองก็ไม่ต้องการให้ยุคทองของอาณาจักรมาจบลงในยุคของนาง

"เกรงว่าสิ่งที่เจ้าขอดูจะมากเกินไป แม่ทัพอาเดรีย" แต่คนที่พูดขึ้นกลับเป็นกัปตันเรือรบคาร์เธียร์ที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังผู้นำอาณาจักร เขาพยักหน้าให้ราชินีของตนครั้งหนึ่งแทนคำขออนุญาตออกความเห็น "ในความเป็นจริง เราควรจะยกกองเรือมาบุกโจมตีที่นี่ด้วยซ้ำไป อาเดรียเป็นเมืองขึ้นของเรา รวมทั้งคัสนาห์... เจ้าอย่าได้ไถ่ถามความเมตตาจากพระนางด้วยความที่นางเป็นสตรี เราคงไม่อาจใจดีปล่อยให้เมืองใดเมืองหนึ่งเป็นอิสระจากเราได้โดยง่าย ซ้ำยังมาหาผลประโยชน์กับเราอีกด้วย หากทำเช่นนั้นแล้ว... อัสเซเดธที่เป็นเมืองขึ้นของเราอีกเมืองหนึ่งก็จะเอาใจออกห่างเช่นกัน"

ธีสธรัลเป็นเมืองแม่ โดยมีเมืองขึ้นทั้งหมดสามเมือง นั่นคือ คัสนาห์ อาเดรีย และอัสเซเดธ

"พระนางมีเมตตามากแล้วที่เดินทางมาเจรจาถึงที่นี่โดยไม่นำกำลังรือรบมาด้วย เจ้าอย่าได้ทวงถามความเมตตาจากพระนาง สิ่งที่เจ้าควรทำตอนนี้คือการรีบขอขมาในความโอหังที่เจ้าสำแดงเอาไว้ก่อนหน้า แล้ว..." เอเดรียนลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับกัปตันเรือคาร์เธียร์ และด้วยความสูงที่มากกว่าทำให้อีกฝ่ายเอื้อมมือไปจับด้ามดาบของตนเป็นเชิงเตือน

"พอแล้ว ทั้งคู่..." ราชินีสั่งเสียงเย็น "จริงอยู่ว่าพวกเราเอาเปรียบเขามากในเรื่องของค่าธรรมเนียมท่าเรือ แต่ข้าก็ปฏิเสธที่จะจ่ายเต็มจำนวนดังที่เจ้าว่า ข้าก็ต้องดูแลคนของตัวเองด้วย ดังนั้นจำนวนตัวเลขที่เราพุดคุยกันไปเมื่อวานมานี้จึงถือเป็นโมฆะ"

นัยน์ตาสีฟ้าของผู้นำอาณาจักรเหลือบขึ้นมองประสานกับแม่ทัพใหญ่

"ข้าเสนอ... ให้คลังหลวงธีสธรัลเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมแบบเหมาทั้งปี เพื่อแบกรับภาระแทนประชาชน" หญิงสาวพูดเสียงเรียบก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย "แลกกับ... การที่เจ้าขึ้นเป็นผู้นำของอาเดรีย" ประโยคแรกของราชินีทำให้เอเดรียนคิดว่านางมีเมตตา แต่ประโยคต่อมากลับทำให้เขาคิดว่านางกำลังจะฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น

"สองพี่น้องนั่นเลี้ยงไม่เชื่องอีกต่อไปแล้ว ในอนาคตก็คงจะหาเรื่องปวดหัวมาให้ข้า และประชาชนของข้าอีก ดังนั้น... ถ้าเจ้าไม่ต้องการให้ข้ายกกองเรือเวเรนเซียมาประจันหน้ากับปราการที่แสนมีค่าของเจ้า ก็จงยกตัวเองขึ้นเป็นผู้นำเสีย" ริมฝีปากบางจรดยิ้มร้ายลึก "ต้องเป็นเจ้าเท่านั้น... ที่เอาหัวมันมาให้ข้า"

"พระนาง..."

"ข้ายินดีร่างสัญญา หากลมปากข้ามันไม่น่าเชื่อถือ" พระนางเอนกายพิงพนักเก้าอี้ตัวหรูอย่างสบายใจ "ขึ้นอยู่กับว่าเจ้ากล้าจะลงนามหรือไม่ เอเดรียน" ไวลด์เหลือบมองคนสนิทของนางแล้วพยักหน้าให้นำแผ่นหนังกับแท่นหมึกมาให้ "ถ้าไม่อยากทำสงครามกับธีสธรัล ซ้ำยังได้ค่าตอบแทนเรื่องค่าธรรมเนียมท่าเรืออีกด้วย... เจ้าก็เพียงแค่ลงนาม"

มือของหญิงสาวจับปากกาตวัดเขียนข้อความลงบนแผ่นหนังด้วยลายมือบรรจงสวยงามที่ดูอ่อนหวานสมกุลสตรี ทว่าเนื้อความที่พระนางร่างออกมากลับกล่าวถึงข้อแลกเปลี่ยนที่นางต้องการอย่างโหดเหี้ยม แลกกับความสงบสุขของอาเดรีย และค่าธรรมเนียมท่าเรือแบบรายปี ธีสธรัลร้องขอให้แม่ทัพเอเดรียนลุกขึ้นยึดอำนาจจากผู้นำคนปัจจุบัน ธีสธรัลให้โอกาสเอเดรียนมาก... แต่ใจของชายหนุ่มกลับเจ็บร้าวเสมือนถูกกรีดแทง ผู้นำหญิงคนนี้ต้องการให้เขากลายเป็นคนอกัตญญูหรืออย่างไร

หรือเพราะนางรู้ว่าเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ จึงได้ใช้สัญญาแบบนี้

"เจ้ามีความกล้าพอไหม เอเดรียน"

 



เอเรสลังเลที่จะเคาะประตูห้องพักของเลสธีราห์ด้วยไม่แน่ใจว่าควรจะเรียกอีกฝ่ายก่อนหรือว่าเปิดประตูเข้าไปเลยซึ่งมีความเป็นไปได้สูง่าเขาอาจจะพบบุคคลมากกว่าหนึ่งคนในห้องนั้น "..." ชายหนุ่มตัดสินใจว่าควรจะเรียกก่อนสักครั้งเพื่อความมีมารยาท แต่ก็เลือกไม่ได้ว่าควรเรียกอย่างไรระหว่างคำสามคำนั่นคือ 'เลสธีราห์' 'เซนทอร์' และ 'คนสวย'

มีความเป็นไปได้สูงว่าคำแรกและคำสุดท้ายอาจทำให้เขาถูกเซนทอร์ดีด

ก๊อก... ก๊อก...

ในเมื่อเลือกไม่ได้ว่าควรจะเรียกอย่างไร เอเรส ฟลินทรัสต์จึงตัดสินใจเคาะประตูและเปิดเข้าไปในห้องเลย ซึ่งในครั้งนี้นับว่าเป็นความโชคดีที่เซนทอร์ร่างโปร่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง "หึ..." ร่างสูงจรดยิ้มที่มุมปากเมื่อนึกถึงใครอีกคนที่น่าจะวนเวียนมาที่ห้องนี้บ่อยพอสมควรจนถึงขั้นลืมเสื้อนอกเอาไว้บนโซฟา "อรุณสวัสดิ์ คนสวย..." แม้ว่าจะเป็นคำที่เขาไม่ควรเลือกใช้ แต่อย่างไรมันก็ติดปากไปเสียแล้ว และนั่นทำให้เลสธีราห์ชำเลืองมองผู้มาเยือนด้วยหางตาโดยไม่หันมาต้อนรับผู้มาเยือน

"ข้ามาฟังผลการตัดสินใจของแอสทารอธ"

เอเรสไม่คาดหวังให้เซนทอร์หนุ่มพูดคุยเป็นกันเอง เพราะสิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่มิตรภาพระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่คือผลประโยชน์ที่เขาเสนอไปเมื่อวานนี้ "ให้เวลาเจ้าคิดมากพอสมควรเลยนะ" และโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเชื้อเชิญ ชายหนุ่มก็เดินไปนั่งที่โซฟาและยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยความคุ้นชิน โดยที่สายตาคมกริบตวัดมองไปยังเสื้อนอกสีเขียวน้ำทะเลที่พาดอยู่ใกล้กัน

เลสธีราห์เองก็เพิ่งสังเกตได้ว่าเอเดรียนลืมเสื้อเอาไว้จึงรีบเดินมาคว้าผ้าชิ้นนั้นออกไปจากสายตา

"เจ้าควรจะบอกรายละเอียดของตัวเองก่อนที่จะถามหาคำตอบจากข้า" เซนทอร์หนุ่มว่า "ข้าพบเจอกับสิ่งที่เรียกว่า 'ลมปาก' มามากพอแล้วเอเรส ฟลินทรัสต์" วิธีการตอบที่แสนจะเย่อหยิ่งทำให้เอเรสหัวเราะออกมาและลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเซนทอร์ตรงหน้า เลสธีราห์พบว่าอีกฝ่ายเป็นชายร่างสูงที่อาจจะสูงพอๆกับซาฮาลในร่างมนุษย์

...สูงกว่าเอเดรียนเสียอีก

"ข้าเดาว่าเจ้าคงถามหาปืนคาบศิลาอยู่" เอเรสก้าวไปหาคู่สนทนาและขยับถอยเล็กน้อยด้วยความไม่แน่ใจ ก่อนจะหยิบเอาปืนพกที่เหน็บอยู่กับบั้นเอวออกมาส่งให้ผู้ตั้งคำถาม "เจ้าคิดว่าข้านิสัยเหมือนท่านแม่ทัพเอเดรียนหรือ เซนทอร์... ที่ใช้เพียงคารมในการเจรจาระดับอาณาจักร" เมื่อเปลี่ยนวิธีการเรียกเอาดื้อๆ เลสธีราห์ก็สัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามของคนตรงหน้า มือเรียวทั้งสองเอื้อมไปประคองสิ่งที่เรีนกว่า 'ปืน' เอาไว้และรับรู้ถึงน้ำหนักของมันเป็นครั้งแรก

สิ่งนี้หรือ... คือปืนคาบศิลา

"ข้าไม่ได้ใส่ลูกปืนเอาไว้หรอกนะ ดังนั้น... อย่าคิดจะยิงล่ะ มันไม่มีประโยชน์หรอก" มองจากภายนอกแล้ว เลสธีราห์คิดว่ามันทำมาจากไม้ แต่เมื่อพิจารณาจากน้ำหนักแล้ว เขาก็คิดว่ามันทำมาจากเหล็กเสียมากกว่า ขนาดของปืนยาวประมาณท่อนแขน ซึ่งถ้าเทียบกับหน้าไม้แล้ว ปืนนี้อาจมีพลานุภาพมากกว่า และยากที่จะควบคุมมากกว่าอีกด้วย "ร่วมรบกับข้า... แล้วข้าจะมอบปืนคาบศิลาให้แอสทารอธ" วิธีการเจรจาของเอเรสแตกต่างจากเอเดรียน แทนที่จะเรียกร้องข้อเสนอจากเซนทอร์เป็นมูลค่าตามที่กำหนด แต่เอเรสกลับเป็นฝ่ายรอข้อเสนอจากแอสทารอธว่ามีสิ่งใดจะแลกเปลี่ยนบ้าง

นี่อาจเป็นบททดสอบความซื่อสัตย์ของเซนทอร์ ...แต่มนุษย์มีสิทธิ์อะไรมาคลางแคลงสงสัยเรื่องนี้หนอ

"หากข้าต้องการจะเป็นแม่ทัพแห่งอาเดรีย ด้วยกำลังของตัวเองเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ" เอเรสลดเสียงลงต่ำ จนดูคล้ายกับวิธีการพูดของแม่ทัพใหญ่ "อย่างไรข้าก็เป็นแค่โจรกระจอกที่มีกองทัพเรือเป็นของตนเอง" เอเรส ฟลินทรัสต์แนะนำตัวว่าเป็นราชาโจรสลัดแห่งเทเทส เขามีอำนาจและความสามารถในการควบคุมและดูแลโจรสลัดในน่านน้ำนี้ ซึ่งนี่อาจเป็นประโยชน์ต่อแอสทารอธในเรื่องการลดการถูกปล้นสะดมระหว่างการขนส่งสินค้า

แต่หากจะพลิกโจรสลัดขึ้นมาเป็นวีรบุรุษ... เอเรสยังมีอุปสรรคขวางหน้าอีกมาก

หนึ่งในนั้นคือเอเดรียน แม่ทัพใหญ่คนปัจจุบันของอาเดรีย "คิดอะไรมากมายขนาดนั้น ท่านแม่ทัพเรือ" คู่เจรจาเหยียดยิ้ม "ในเมื่อเราอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน เหตุใดจะเจรจากันบ่อยๆไม่ได้ เจ้าไม่ใช่นักเจรจาเหมือนมารดาของเจ้าสักหน่อย" เอเรสรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร และเป็นลูกหลานของใคร เขารู้พื้นเพทุกอย่างของเลสธีราห์ และรู้กระทั่งว่าน้ำเสียงแบบไหนจะทำให้เซนทอร์หนุ่มใจอ่อน "ข้าขอเพียงคำตอบว่าเจ้าจะตกลงหรือไม่ เพียงแค่ตัวเจ้าเท่านั้น เลสธีราห์"

กระทั่งวิธีการเรียกชื่อก็ยังเหมือนกันจนเกือบจะแยกไม่ออก...

เซนทอร์หนุ่มเบือนหน้าหนีและสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อตั้งสติ "อย่างไรก็เป็นเพียงลมปาก"

"ข้าจะยกกระบอกนั้นให้เจ้าเลยก็ได้" เอเรสหัวเราะร่วน "แต่ข้าจะไม่ให้ลูกปืนหรอกนะ จนกว่าเจ้าจะยอมตกลง และถ้าปราศจากลูกปืน สิ่งนี้ก็เป็นเพียงแค่ท่อนเหล็กเอาไว้ทุบหัวคนเท่านั้น" คู่สนทนาก้าวเข้าไปใกล้เซนทอร์อีกก้าว "ข้าจะส่งเจ้ากลับแอสทารอธ เจ้ามีหน้าที่พูดกับเหนือหัวดาเรียส และส่งคนมาช่วยข้า จะเรียกร้องปืนคาบศิลาจากข้าสักเท่าไหร่ข้าก็หามาให้ได้ทั้งนั้น แบบนี้เจ้าไม่สนใจเลยหรือ" แม้จะมีน้ำเสียงที่คล้ายคลึงกัน ใบหน้าที่ล้อมกรอบด้วยผมสีดำขลับเหมือนกัน และดวงตาสีน้ำตาลที่แทบไม่ได้แตกต่างกันเลย แต่ความรู้สึกเมื่อได้อยู่ใกล้นั้นกลับเปรียบกันไม่ได้ บรรยายกาศของเอเรสไม่อบอุ่นและอ่อนโยนแบบเอเดรียน แต่มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเจ้าเล่ห์ ที่ทำให้เซนทอร์หนุ่มต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าคนตรงหน้าไม่ใช่แม่ทัพใหญ่

"หรือเจ้าจะอยากนั่งๆนอนๆต่อไปเช่นนั้นโดยไม่รู้ว่าตัวเองจะได้ประโยชน์อะไรบ้างล่ะ"

เมื่อใช้วิธีหว่านล้อมไม่ได้ผล เอเรสก็เริ่มเปลี่ยนวิธีพูดมาเป็นการถามแทน "เพียงแค่คำเดียวเอง เลสธีราห์" อีกฝ่ายคะยั้นคะยอ "ข้าไม่ต้องการกองเรือของเจ้า แต่ข้าต้องการแค่... ความร่วมมือของเจ้าเท่านั้น มันยากกว่าการรอคอยเรือจักรไอน้ำหรือไร" นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองประสานเข้าไปในดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลราวกับต้องการอ่านความคิดและเก็บความรู้สึกของคู่สนทนาที่แสดงออกในแววตา

"เจ้าไว้ใจแม่ทัพเอเดรียนขนาดนั้นจริงหรือ เซนทอร์"

"หากข้าจะทำ... ข้าก็ไม่ได้ทำเพราะไม่ไว้เขา" เลสธีราห์กล่าวตอบเป็นครั้งแรกหลังจากนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน "และข้าไม่ได้ตัดสินใจจะทำ เพราะต้องการจะทำร้ายเขา" ร่างโปร่งสูดลมหายใจเข้าและมองจ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้ "ข้าจะทำเพราะข้ารักเขา..." เขาสามารถยืดอกพูดมันออกมาต่อหน้าเอเรสได้ แต่กลับไม่สามารถพูดมันออกมาในยามที่เผชิญหน้ากับเอเดรียน ฟังดูแล้วช่างเป็นความกล้าที่น่าสมเพช บุคคลที่ต้องการได้ยินกลับไม่ได้ฟัง แต่บุคคลที่อาจเห็นมันเป็นแค่เครื่องมือกลับรับรู้ชัดเจน

"ดังนั้น... ใช้ความสัมพันธ์ของเจ้าให้เป็นประโยชน์" เอเรสพูดเสียงต่ำลง "เพื่อแม่ทัพเอเดรียนของเจ้า"

เมื่อพิจารณาใกล้เพียงนี้แล้ว เอเรสก็คิดว่าเขาเข้าใจความหลงใหลของเอเดรียนที่มีต่อคนตรงหน้า เดิมทีเผ่าพันธุ์เซนทอร์นั้นเป็นอัศวินนักรบที่มีแต่ชื่อเสียงในด้านความโหดเหี้ยมทารุณ แต่เซนทอร์ตรงหน้าเขานี้กลับมีใบหน้าเรียวสวย แพขนตาสีทองอ่อนที่รับกับดวงตากลมสีฟ้าน้ำทะเลอันเป็นลักษณะที่หาได้ยากทั้งในเผ่าเซนทอร์และมนุษย์ จมูกที่โด่งเป็นสันและริมฝีปากบางที่น่าสัมผัส

"เจ้าช่างเป็นเซนทอร์ที่สง่างาม"

เลสธีราห์เงยหน้าขึ้นมองคนพูดด้วยท่าทางตกใจมากกว่าจะขุ่นเคือง เนื่องด้วยวิธีการพูดและน้ำเสียงของเอเรสช่างละม้ายคล้ายคลึง และทำให้เขานึกถึงเอเดรียนเหลือเกิน "เจ้าทำหน้าแบบนั้นทำคนอื่นเห็นไปทั่วเลยหรือ" และโดยไม่คาดคิด เอเรสก็ค่อยๆเอื้อมมือไปจับปอยผมสีอ่อนที่ตกลงมาปรกใบหน้าขึ้นทัดหูเรียวแหลมของคู่สนทนา "หรือเจ้านึกถึงเขาขึ้นมา แต่อย่าลืมล่ะว่าข้าไม่ใช่แม่ทัพเอเดรียน"

เลสธีราห์ยกมือขึ้นปัดมือคนตรงหน้าออกพร้อมกับสูดหายใจลึกๆเพื่อดึงตัวเองกลับมาจากภวังค์

"อย่าแตะต้องข้า"

นัยน์ตาสีฟ้าตวัดขึ้นมองนิ่ง ทำให้คนพูดต้องถอยมือกลับไป "นี่สิ ค่อยสมเป็นคนสวย..." เอเรสยิ้มเล่นหัว "ถือว่าเรามีข้อตกลงกันแล้วนะ" มือใหญ่ดึงถุงหนังที่ผูกเอาไว้กับเข็มขัดออกมาและยื่นให้เลสธีราห์ "นี่เป็นลูกปืน และดินปืน... และถ้าเจ้าใช้ปืนใหญ่เป็น ข้าคิดว่าคงไม่ต้องสอนเจ้าใช้สิ่งนี้กระมัง" เซนทอร์หนุ่มเปิดถุงหนังดูและพบลูกปืนหลายลูกกับขวดดินปืนในลักษณะพร้อมใช้งาน เขาปิดถุงนั้นและเงยหน้าขึ้นมองเอเรสอีกครั้งและดูท่าทีว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ

"เจ้านี่ไม่ค่อยพูดเอาเสียเลยนะ"

เลสธีราห์หลับตา และถอยเท้าออกมาห่างจากอีกฝ่าย "เมื่อหมดธุระแล้วเจ้าก็ควรออกไป"

"อะไรกัน ไล่ข้าเสียแล้ว" เอเรสหัวเราะ "นี่เจ้าทำแบบนี้กับเอเดรียนด้วยหรือเปล่า 'คนรัก' ของเจ้าน่ะ" เลสธีราห์รู้สึกว่าอีกฝ่ายเริ่มจะกลั่นแกล้งเขา หลังคลายบรรยากาศการสนทนาจากความตึงเครียด และเขาพอจะรู้ว่าเอเรส ฟลินทรัสต์มีนิสัยชอบกลั่นแกล้งและยั่วเย้าผู้อื่นเพื่อความสนุกของตัวเอง แม้ว่าจะเป็นการหยอกล้อที่แทงใจเขาอยู่มากก็ตามที

"ถ้าเขามาเห็นเจ้า... เขาจะโกรธเคืองข้า" เลสธีราห์ยังคงกำเสื้อนอกของอีกฝ่ายเอาไว้ "ออกไป"

"เขาจะฆ่าข้าแทนต่างหาก" เอเรสหัวเราะ "เขาหลงเจ้าขนาดนี้ จะไปโกรธเคืองอะไรเจ้าได้ เลสธีราห์ บลังค์..." ชายหนุ่มยักไหล่ครั้งหนึ่งและตัดสินใจออกไปจากห้องตามที่คู่สนทนาแนะนำ "และเพราะความหลงใหล หลงรักนี่น่ะ... ที่จะทำให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่เคยมีพลังในการทำมาก่อน"

"ข้ารู้ว่าพี่ชายเป็นคนยังไงน่า... หมายถึงเอเดรียน ฟลินทรัสต์น่ะนะ"

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #346 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 04:01
    น..น้องชายหรอคะ...... โอยย แอบด่าน้องพระเอกในใจไปหลายรอบแล้วค่ะ พี่ขอโทษค่ะน้องเอเรสสสสส55555
    #346
    0
  2. #313 moony+lilac (@Pinocchio-fate) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 / 17:00
    วั่ยตั่ยแร่ว เราขอโทดพ่อน้องชาย ต้องโทษที่นายดูเล้วเลวแม้กระทั่งน้ำเสียงนะ 555555555
    #313
    0
  3. #280 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 / 20:01
    โอ้โห ...   เม้นท์ไม่ถูกเลยอ่ะ  55555555555
    ไม่รู้จะหืออือหรือเข้าข้างฝั่งไหน ฮ่าๆๆๆๆๆ
    ข้ามมาที่เอเรสเลยได้มั้ย  ไม่รู้จะว่าหมั่นไส้หรือหมั่นเขี้ยววววว อยากหยิกอยากดึงงงงง
    ความเจ้าเล่ห์นี้  ความปากดีนี้  นี่ยังมาอ่อยอีก  ทำตัวเหมือนเอเดรียน ตีๆๆ ... เลิกแกล้งพี่สะใภ้ได้แล้วววว สงสารเลสส 55555555555555
     
    เราขอโทษ .......................... ที่เห็นเอเรสสำคัญกว่าการประลองวาร์ดาและการเจรจาของราชินี 5555555555555555
    มันเป็นฉากที่เหมือนนั่งดูข้างสนามให้เขาประลองกันไป ...... อ้าๆ แต่ตรงเจรจานี่  ข้อเสนอคือถ้าเอเดรียนยอมขึ้น ธีสธรัลจะจ่ายจากคลังแทนปชช.สินะ  แต่กับเอลฟ์ก็จะไม่เก็บค่าเทียบเรือเหมือนเดิมเพื่อดึงดูด? ... งั้นถ้าเงินคลังจ่ายไปเรื่อยๆเจ๊ไวลด์คงต้องหาทางแก้ตรงนี้อีก -.- 
     
    #280
    0
  4. #271 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 / 21:38
    ตอนนี้ขอกรี๊ดเอเรสก่อนซาฮาลเถอะค่ะ โอ๊ยยยยยยย เอเรสสสสสสสสสสสสส ทำไมเป็นคนอะไรที่ก๊าวใจขนาดนี้คะะะะะะะ /ยิ้มแบบนั้นรู้มั้ยคะว่าคนอ่านลงไปกองกับพื้นเรียบร้อยแล้ว/
    บรรยากาศไม่เหมือนพี่ชายสักกะติ๊ด แต่พลังทำลายล้างนี่เทียบเทียมกันได้เลยค่ะ เอื้ออออออออ
    นี่ถ้าไม่เคยอ่านเวอร์ชันก่อนรีไรท์มาก่อนจะนึกว่าเอเรสโผล่มาแอบชอบเลสธีราห์อีกคนนะคะ 555555555 แต่ก็อารมณ์แกล้งพี่สะใภ้มากกว่า แถมปิดท้ายนี่ก็สุดยอดมากค่ะโอยยยย
    ชอบเลสธีราห์แบบหยิ่งๆ จังค่ะ ดีแล้ว ละมุนแค่กับเอเดรียนพอ
    คิดถึงความตรงไปตรงมาของเซนทอร์แบบนี้จังเลยค่ะ ประเภทที่ว่ารักก็บอกว่ารักเนี่ย (?)

    ไหนๆ ก็พูดถึงช่วงจากท้ายตอนแล้ว ไล่ขึ้นมาถึงธีสธรัลก็ได้ค่ะ โอย ท็อปฟอร์มมากๆ คุ้นๆ ว่าเป็นข้อเสนอเดียวกับเวอร์ชันก่อนรีไรท์แต่อ่านแล้วรู้สึกยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างกว่าเดิมมากค่ะ
    แอบชอบหญิงไวลด์ด้วย ดูเป็นคนประเภทหญิงๆ แต่อย่ามาแหยมมากค่ะ (?)
    เอเดรียนจะตัดสินใจยังไงเล่าหนออออออ

    ไล่มาถึงเกือบต้นตอน พูดถึงท่านหญิงลีอาห์กับรีดาห์ก่อนดีกว่าค่ะ ท่านหญิงลีอาห์นี่ก็ดูแม่มากๆ ก็สมควรโกรธนั่นแหละค่ะ พวกนี้อะไรรู้แล้วแต่ไม่มาบอกคนที่ควรรู้ห๊ะะะะะะ
    เป็นตอนที่รู้สึกว่าท่านหญิงเป็นเซนทอร์ดุเป็นตอนแรกเลยค่ะ

    สุดท้ายนี้
    ซาฮาลสู้ตายค่า!
    จะชนะแล้วใช่มั้ยคะ ชนะเถอะ ชนะนะคะ สู้ๆ ค่ะ! คำบรรยายฉากบู๊นี่อื้อหือ ขายกล้ามอย่างกะหนังเรื่องสามร้อย อันนี้ชมนะคะ คนอ่านชอบค่----

    รอตอนต่อไปนะคะ!
    /เห็นในทวิตว่าคนเขียนจบโทแล้ว ยินดีด้วยนะคะ!/
    #271
    0
  5. #141 อิงอิง (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2557 / 02:57
    ทั้งเครียด ทั้งลังเล จับกดเมียแก้เครียดสิคะรับรองหายเครียดตั้งสติได้ -,.-b #ไม่ค่อยเล้ยยยยยย
    #141
    0
  6. #140 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2557 / 18:28
    แหมะ ไม่เคยรู้สึกอยากตบพระเอกแบบนี้เลยอ่ะ อ่านไปเรื่อยๆชักรู้สึกว่าเลสจะแมนกว่าแล้ว// เอ๊ะ! =_=
    #140
    0
  7. #139 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 19:47
    55555555ยังไงก็เกลียดเอเดรียนอยู่ดีแหละ อ่านแล้วอึดอัดโน้ะ แต่ละคนก็มีภาระกดอยู่บนบ่า เอเดรียนจะทำไงอ่ะ เดี๊ยวๆซาฮาลทำไรว่ะ เง่อะ...
    #139
    0
  8. #138 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2557 / 00:07
    ตอนนี้เกือบโนคอมเม้นท์ ไม่รู้จะเม้นอะไร ฮ่าาาาาาาา หรือเพราะเรามาอ่านแบบเบลอๆเองไม่รู้ เลยมึนๆ
     
    เราไม่ได้เกลียดเอเดรียนน้าาาาาาาาาา จริงจริ๊งงงงงงงงงงงงงง
     
    แต่นิสัยเอเดรียนมันแบบ งึ่มๆๆๆ เป็นเมะที่ห่วยแตกที่สุดจากทุกเรื่องของไรท์เตอร์เลยรึเปล่าน้าาาา 😂😂😂😂😂😂
    สู้เวลคีนยังไม่ได้อ่ะ เผลอๆสู้เวเรเซียโนไม่ได้ด้วยซ้ำ อนาถไปและพระเอกชั้น 😂😂😂 (จริงๆเริ่มเลือนๆนิสัยสองคนนู้นไปละไม่ได้อ่านนาน แต่รู้สึกว่าไม่มีใครโลเลเท่าเอเดรียนอีกละ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)
     
    นี่เพิ่งมาเห็นว่าลงตั้งแต่ 6 โมง
    ดึกๆ แสตนบายรอเพดัลสินะๆๆๆๆๆคะ 😆😆😆😆
    #138
    0
  9. #137 meiarchan (@meiar) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 23:06
    เรารู้สึกดีที่เอเดรียนไม่ตอบตกลงนะ ถึงคนมันจะน่าตบยังไงแต่บุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้มันมีอยู่นะไม่ว่าจะมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ก็ตาม เราให้คะแนนความจงรักภักดีเพิ่มนะ



    ส่วนสกิลอ้อนภรรเมียนี่+100ไปเลย แบบว่าเราชอบผู้ชายที่อ้อนแบบนี้นะ 555(อันนี้รสนิยมส่วนตัว)



    ว่าแต่เขียนให้เคะเล่นตัวมาสองเรื่องแล้ว ให้เรื่องนี้ไม่เล่นตัวบ้างเถอะ เอาจริงๆเราสงสารเอเดรียนนะ ใครๆก็รังแกกดขี่ข่มเหงแถมเมียเป็นใหญ่อีก โถๆๆ พ่อคนดี



    ปัจจุบันเรายังคงรอคู่ซาฮาลกับรีดาห์อยู่นะ หึๆๆ
    #137
    0