[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,276 Views

  • 359 Comments

  • 1,104 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    59

    Overall
    19,276

ตอนที่ 2 : [Re-Write] "เรารออะไรไม่ได้อีกแล้ว"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1250
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    3 ก.ย. 59

การประชุมของสภาขุนนางในท้องพระโรงจะมีเหนือหัวดาเรียสนั่งอยู่บนบัลลังก์หินที่ประดับตกแต่งด้วยรูปปั้นม้า และเหล่าขุนนางจะยืนเรียงเป็นสองแถวหันหน้าเข้าหากันโดยเว้นพื้นที่ทางเดินตรงกลางเอาไว้เพื่อให้ขุนนางได้ก้าวออกมาชี้แจงเรื่องของตน

ซาฮาล... ผู้บัญชาการกองเรือพาณิชย์อยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ในจังหวะที่เลสธีราห์กลับมา

ร่างโปร่งที่สูงได้เพียงเอวของซาฮาลในร่างของเซนทอร์ก้าวเข้ามายืนเคียงข้างอีกฝ่ายเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้นำแห่งแอสทารอธ "ขออภัยในความบกพร่องทางวินัย ข้าขอรับบทลงโทษตามที่เหนือหัวเห็นสมควร" ท่านหญิงลีอาห์ที่ยืนอยู่เบื้องหลังส่งยิ้มให้บุตรชายอย่างพอใจครู่หนึ่งก่อนจะวางสีหน้านิ่งดังเดิม

"ได้ยินว่าเจ้าเพิ่งออกเรือไปเมื่อสองสัดาห์ก่อน แม้จะกลับมาทันการประชุมในสภาขุนนาง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าตำหนิอยู่ดีที่เพิ่งมาคิดจะทำงาน" เลสธีราห์ไม่แก้ตัวใดๆ เขายังยืนอยู่ที่ด้านหน้าบัลลังก์ และเตรียมจะถอยกลับไปในจุดที่เขาควรจะยืน "แอบไปเตร็ดเตร่ท่องเที่ยวที่ไหนหรือไร พ่อหนุ่ม..."

ดาเรียสรักอีกฝ่ายเสมือนน้องชาย ...ดังนั้นการหยอกล้อกลางท้องพระโรงแบบนี้จึงเกิดขึ้นบ่อย

"ข้าอาจจะเตร็ดเตร่บ้างตามประสาคนหนุ่ม... แต่ก็ไม่ได้เสียการงานหรอก" ร่างโปร่งยิ้มตอบ ก่อนจะถอยกลับไปยืนในตำแหน่งของตน เซนทอร์ทุกคนมีความสูงมากกว่าม้า ดังนั้นเลสธีราห์ที่รักจะอยู่ในร่างมนุษย์ตลอดเวลาจึงดูหายตัวไปท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น "ขอให้ท่านขุนนางซาฮาลได้กล่าวรายงานก่อนเถอะ"

ซาฮาลเหลือบมองคนที่ตัวเล็กกว่าตนมากด้วยสายตาเรียบเฉยครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดเรื่องของตน

"การขนส่งโดยภาพรวมยังราบรื่นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่น่าห่วงในระยะยาวก็คือเทคโนโลยีของพวกมนุษย์บนเกาะธีสธรัลที่ดูจะก้าวหน้าไปมาก" ซาฮาลเริ่ม "พวกธีสธรัลสมาคมกับพวกอัสคาห์ซึ่งเป็นอริกับเรามาแต่เดิม ดังนั้นแอสทารอธกับธีสธรัลจึงไม่ได้ข้องแวะด้วยกันมากนัก แม้ว่าในช่วงสองสามปีมานี้ธีสธรัลจะส่งทูตมาเจริญความสัมพันธ์และติดต่อค้าขายกับเราบ่อยขึ้นก็ตาม"

ในประวัติศาสตร์ของแอสทารอธ อัสคาห์เป็นกลุ่มคนที่สอนพวกเขาต่อเรือ และเป็นเมืองเดียวกับที่ปล้นทรัพยากรทั้งทางบกและทางทะเลไปจากพวกเขาอย่างเห็นแก่ได้ ดังนั้นแอสาทารอธจึงไม่เคยนิยมชมชอบพวกอัสคาห์แม้แต่น้อย แต่ข้อดีอย่างหนึ่งของพวกอัสคาห์นั่นก็คือ พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ

"พวกมันสร้างเรือที่ใช้เทคโนโลยีที่เราเรียกว่า 'เรือจักรไอน้ำ' ขอรับ"

สภาพขุนนางเริ่มส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อซาฮาลเอ่ยชื่อสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของชาวเอลฟ์ขึ้นมา "มันเป็นการขับเคลื่อนเรือที่ให้ความเร็วมากกว่าเรือที่พวกเราใช้อยู่มาก อีกทั้งยังมีขนาดใหญ่โตจนสามารถขนสินค้าทีละมากๆ ได้ในเรือลำเดียว ไม่จำเป็นต้องจ้างเรือขนส่งสองสามลำต่อการขนส่งสินค้าหนึ่งครั้งอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้"

แม้จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับขุนนางทุกคน แต่เหนือหัวดาเรียสก็ถอนใจอย่างไม่สบอารมณ์นัก "เหตุใดเราจะต้องก้าวตามอัสคาห์ด้วย... เจ้าก็รู้ว่าพวกมันทำอะไรกับแอสทารอธบ้างในอดีต" แม้แต่ตัวเหนือหัวเองก็ยังรู้สึกสนใจในสิ่งที่ซาลฮาลพูด แต่ด้วยความเป็นเซนทอร์แล้ว ไม่ว่าใครก็รู้สึกระอักกระอ่วนทั้งนั้นที่จะต้องยอมรับว่าพวกเขาล้าหลังกว่าชาวเอลฟ์พวกนั้น และอาจจะต้องหันกลับไปพึ่งพาพวกมันเพื่อยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลง

"เหนือหัว... เรื่องของเรือจักรไอน้ำเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับการพาณิชย์ ถึงเราจะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเธสซาลีย์ แต่ก็ยังมีชาวเอลฟ์อีกหลายเมืองที่เช่าเหมาลำเรือพาณิชย์ของเรา แต่ถ้าหากเรายังไม่ปรับปรุงตามเรือจักรไอน้ำพวกนั้น เราอาจสูญเสียช่องทางการค้าขายในอนาคตไปได้ อย่างไรการจ้างเรือจักรไอน้ำสักหนึ่งลำในราคาที่สูงกว่า ก็ดูจะมั่นใจและปลอดภัยกว่ากองเรือสามเสาสักสี่ห้าลำอยู่ดี"

นี่เป็นความคิดที่ยากจะยอมรับได้ในหมู่เซนทอร์ ความเกลียดชังที่พวกเขามีแต่อาณาจักรอัสคาห์ทำให้คนครึ่งม้ายอมล้าหลังไปหลายสิบปี แต่นั่นก็ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลยกับคุณภาพชีวิตที่พวกเขาควรจะมีในตอนนี้ ดังนั้นหลังจากสงครามขับไล่อาณาจักรอัสคาห์ออกไปจากทะเลอันเป็นน่านน้ำของแอสทารอธ เมืองเซนทอร์จึงเริ่มคิดจะปรับเปลี่ยน โดยเริ่มต้นด้วยการยอมติดต่อค้าขายกับเมืองเธสซาลีย์ ซึ่งเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองนักปราชญ์ที่มีคุณธรรมมากกว่า นำมาซึ่งวิชาความรู้ใหม่ๆมากมายที่คนครึ่งม้าไม่เคยรู้มาก่อน

เพื่อเรียนรู้ที่จะสร้างที่อยู่อาศัย เรียนรู้ที่จะสร้างอาวุธ และกองกำลัง

และการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนี้ก็คือการมีตัวตนของเลสธีราห์

...การมีเซนทอร์ครึ่งเอลฟ์ตนแรกที่สามารถแปลงเป็นมนุษย์ได้

แน่นอนว่าท่านหญิงลีอาห์ผู้เป็นมารดาควรจะถูกเรียกว่าเป็นเซนทอร์ตนแรกที่เรียนรู้การใช้พลังแปลงตนให้เป็นมนุษย์ แต่แน่นอนว่าสายเลือดครึ่งม้าที่เข้มข้นของนางก็ทำให้นางเลือกจะอยู่ในร่างของเซนทอร์มากกว่า และปล่อยให้บุตรชายเดินไปทั่วอาณาจักรในร่างมนุษย์แทน ...เว้นเสียแต่ต่อหน้าสามีของนางที่นานๆ จะมาเยือนสักครั้งหนึ่ง ท่านหญิงลีอาห์จึงจะยอมกลายเป็นหญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนมนุษย์โดยทั่วไป

...

เหนือหัวดาเรียสถอนใจอีกครั้งและยกมือขึ้นกุมขมับอย่างคิดไม่ตก

"เช่นนั้น ซาฮาล... เจ้าไปศึกษาเรื่องของ 'เรือจักรไอน้ำ' แล้วนำมารายงานข้า ว่าเราจะต้องปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง" ถึงจะออกคำสั่งไปแบบนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะปิดปัญหาของกองเรือพาณิชย์ได้ เพราะซาฮาลกล่าวต่ออย่างหนักแน่นอย่างผู้ที่ลงมือศึกษาข้อมูลแล้ว

"เทคโนโลยีที่ข้าว่านี้เพิ่งทดลองใช้ในอาณาจักรอัสคาห์เท่านั้น ข้าส่งหน่วยสอดแนมไปในน่านน้ำของธีสธรัล และพบว่าพวกธีสธรัลเองก็มีเพียงผังการสร้างเรือจักรไอน้ำ ทว่าไม่มีทรัพยากรพอที่จะทำได้"

ทว่าเหนือหัวดาเรียสมุ่นคิ้วเล็กน้อยกับประโยคนั้น "เราจะต้องต่อเรือใหม่อย่างนั้นรึ"

"ข้าเคยเห็นเรือจักรไอน้ำลำหนึ่งของอัสคาห์..." ซาฮาลว่า ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก "เป็นเรือที่สร้างจากเหล็กขอรับ" ดังมารยาทในที่ระชุมสภาขุนนาง หากใครต้องการจะพูดจะต้องเคาะกีบเท้ากับพื้นสามครั้งก่อนแล้วจึงก้าวออกมาได้ ทว่าเลสธีราห์ผู้ไม่ได้อยู่ในร่างเซนทอร์สามารถทำได้แค่กระแทกส้นเท้ากับพื้นเท่านั้น และก้าวออกมาจากกลุ่มขุนนางด้วยส่วนสูงที่ดูเตี้ยจนเหนือหัวดาเรียสยังเกือบจะมองข้ามไป

"เหนือหัว... ก่อนที่พวกเราจะสนใจเรื่องของเรือจักรไอน้ำ ข้าเชื่อว่าที่สิ่งข้าเพิ่งพบเจอมาก็เป็นเรื่องด่วนไม่แพ้กันอย่างแน่นอน" ร่างโปร่งเอ่ยขึ้นกลบเสียงพูดคุยเซ็งเซ่ของสภา "และสิ่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องของท่านซาฮาลด้วยก็เป็นได้" เซนทอร์ร่างสูงดูจะไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ แต่ในเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้นำอาณาจักร เขาก็ทำได้แค่เก็บซ่อนสีหน้าเอาไว้

"พวกภูตไอย์ชวลที่ป่าทางเหนือเพิ่งได้รับชัยชนะในสงคราม และสามารถดึงเอาธีสธรัลเข้ามาเป็นเมืองพี่เมืองน้องได้สำเร็จ" เลสธีราห์ว่า "สงครามที่ทำให้กวางในป่าเพลีเวธาร์ถูกฆ่าอย่างต่อเนื่องเพื่อไปสะสมเป็นสเบียงยามสงคราม และส่งผลกระทบทำให้หน่วยพรานของเราต้องล่าวัวป่าแทนซึ่งเสี่ยงอันตรายยิ่งกว่า"

...เหนือหัวดาเรียสดูแปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายรู้เรื่องนี้ทั้งที่เขามาประชุมสาย

"ในเมื่อไอย์ชวลกับธีสธรัลเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว เมืองแรกที่จะต้องตื่นตัวนั่นก็คืออาเดรียซึ่งมีชายแดนติดกับเรา เพราะอาเดรียเป็นเมืองที่ขวางอยู่ตรงหลางระหว่างธีสธรัลกับไอย์ชวล พวกเขาจะต้องเลือกว่าจะโอนอ่อนตามธีสธรัลหรือว่าขัดขวาง ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อแอสทารอธในทั้งสองทางเลือก หากพวกเรายังอยู่เฉย" นัยน์ตาสีฟ้าครามน้ำทะเลของเซนทอร์หนุ่มเคลื่อนขึ้นมองผู้นำของตน

"ปัญหาของเราในตอนนี้อาจไม่ใช่เรือจักรไอน้ำ... แต่อยู่ที่ว่าเราจะสามารถยืนอยู่ในจุดเดิมได้อย่างไรในเมื่อรอบข้างของพวกเรากำลังจะก้าวไปสู่สงครามรูปแบบใหม่ซึ่งถ้าพวกเราไม่เข้าร่วมก็จะกลายเป็นผู้ที่ล้าหลังในทันที" เลสธีราห์กล่าว "เมื่อวานนี้ข้าได้พบกับเรือลำหนึ่งซึ่งมีธงสัญลักษณ์ของอาเดรีย แล่นเข้ามาในน่านน้ำของเรา โดยไม่สนใจเรือรบของเราที่ลอยลำอยู่ไม่ห่างกัน"

ทุกคนดูจะตื่นตกใจกับข่าวนั้น เพราะโดยตำแหน่งแล้ว เลสธีราห์คือผู้นำกองเรือรบซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาอาณาเขตทางทะเล การมีเรือสักลำเคลื่อนเข้ามาในน่านน้ำจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่จะต้องนำมากล่าวรายงานต่อสภาขุนนาง เลสธีราห์สามารถออกคำสั่งลงมือได้ทันทีโดยไม่ต้องไตร่ตรอง

"ข้าคิดว่าน่าจะเป็นเรือของท่านหญิงซินญอร่า... จึงไม่ได้จัดการอย่างที่เคยทำ"

ท่านหญิงซินญอร่าคือผู้นำอาณาจักรคัสนาห์ซึ่งเป็นเมืองพี่ของอาณาจักรอาเดรีย การจะลงไม้ลงมือกับผู้นำนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และแอสทารอธเองก็ไม่ต้องการมีเรื่องบาดหมางกับอาณาจักรข้างเคียงเช่นกัน "พวกเขาดูรีบเร่ง และรีบร่อน และเรือลำนั้นก็เพิ่งเดินทางมาจากทิศตะวันออกซึ่งหมายถึงเกาะธีสธรัลที่ซึ่งพวกเราได้ข่าวว่าพวกเขาเพิ่งผลัดบัลลังก์และเปลี่ยนแปลงกษัตริย์ผู้นำเป็นราชินีไวลด์

ราชินีไวลด์เป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งภูต... และเป็นลูกพี่ลูกน้องของกษัตริย์องค์ก่อน

นางเพิ่งได้รับชัยชนะหลังจากต่อสู้กับพี่ชายของตนเองเพื่อแย่งบัลลังก์มาเนิ่นนาน

"ข้าคิดว่านี่เป็นสัญญาณความเคลื่อนไหวของอาเดรียซึ่งเป็นเมืองท่าเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับสมญาว่าประตูสู่มหาทวีป" เลสธีราห์วิเคราะห์ "หากพวกเขาเข้าร่วมกับธีสธรัลและไอย์ชวล แอสทารอธจะเป็นเมืองที่ถูกทอดทิ้ง จริงอยู่ว่าพวกเรามีความชำนาญในการล่าสัตว์ แต่อย่าได้ลืมว่าพวกภูตเองก็ใช่จะน้อยหน้า เพียงแค่ที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้ค้าขายกับตะวันออกก็เท่านั้น ส่วนธีสธรัลที่เป็นเมืองศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนอยู่แล้วก็ยังจะยิ่งเพิ่มอำนาจการต่อรองมากขึ้นหากสามารถเป็นพันธมิตรกับอาเดรียได้"

เหนือหัวดาเรียสเข้าใจในตอนนั้น และพยักหน้ารับช้าๆ "หากเราไม่เคลื่อนไหว แอสทารอธจะไม่มีอะไรเลย... และอาจจะไม่เหลืออะไรเลย" พวกเซนทอร์ยอมรับว่าเผ่าของตนไม่ใคร่จะมีมนุษยสัมพันธ์ แต่อย่างไรก็ยังไม่ยอมแพ้ในการติดต่อกับอาณาจักรอื่น แต่หากสามอาณาจักรดังกล่าวผนวกกำลังกันขึ้นมา อย่างไรแอสทารอธก็ต้องอับจนอยู่ดี

ทว่าซาลฮาลกลับไม่เห็นด้วยในแนวคิดนั้นสักเท่าไหร่

"แล้วเจ้าอยากให้เราทำอะไรเล่า เลสธีราห์... ปรี่เข้าไปหาพวกธีสธรัลหรือไม่ก็อาเดรียอย่างนั้นรึ พวกมนุษย์บนเกาะนั่นก็ไม่ต่างจากพวกเอลฟ์อัสคาห์ หากเห็นเราประนีประนอมด้วยสักหน่อยก็จะหาปัญหามาให้พวกเราในอนาคตอยู่ดี ข้ายอมรับในสายตาที่มองการณ์ไกลของเจ้าก็จริงอยู่ แต่ในเมื่อไม่มีความคิดที่เป็นรูปธรรม แล้วจะโน้มน้าวให้แซนทอร์ทั้งอาณาจักรยอมรับความคิดนี้ได้อย่างไร"

"ซาฮาล..." เหนือหัวดาเรียสปราม "พวกธีสธรัลใกล้ชิดอัสคาห์มากเกินไป แต่จะให้เราเข้าทางไอย์ชวลข้าก็ไม่สันทัดกับพวกภูตไม้เหล่านั้น" ผู้นำอาณาจักรเหลือบมองราชเลขาคนสนิท "ท่านหญิงลีอาห์... ท่านสามารถพูดคุยกับพวกภูตได้หรือไม่ ข้าคิดว่าอมนุษย์ด้วยกันคงจะสนทนากันเข้าใจมากกว่า"

เซนทอร์หญิงยิ้มจางและค้อมตัวลงรับคำสั่ง "ข้าจะต้องพบกับทูตของไอย์ชวลอยู่แล้ว จะถือโอกาสนั้นสอบถามความเห็นจากท่านทูตเสียเลยก็ย่อมได้ค่ะ" ใบหน้าสงบนิ่งภูมิฐาน และน้ำเสียงละมุนละไมอ่อนโยนของนางทำให้ปัญหาที่ดูจะใหญ่โตคลี่คลายลงในทางที่ดีไปครึ่งหนึ่ง

แต่ถึงกระนั้นเหนือหัวก็ยังมอบหมายภารกิจต่อไป

"เลสธีราห์... ถ้าข้ามอบหมายภารกิจสอดแนมให้เจ้าจะว่าอย่างไร ไปสืบมาสิว่าอาเดรียคิดจะแก้ปัญหานี้อย่างไร และเราควรแสดงออกในทิศทางไหนบ้าง" เหนือหัวออกคำสั่ง "ข้าอยากรู้ท่าทีของอาเดรีย แต่การเป็นฝ่ายสูงทูตไปก่อนดูจะไม่ใช่วิถีเราสักเท่าไหร่ และขุนนางระดับสูงก็ดูจะมีคนเดียวที่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ ดังนั้นข้าจะฝากเรื่องนี้ไว้ที่เจ้าก็แล้วกัน"

ทว่าซาฮาลกลับไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น "เหนือหัว ข้าต้องการ..."

"ซาฮาล" ผู้นำปรามอีกครั้ง และพยักหน้าให้เขาถอยกลับไปยืนในที่ของตนเอง "ข้ารู้ว่าเจ้าอยากช่วยเลสธีราห์ แต่ข้าไม่สามารถส่งผู้บัญชาการกองเรือออกไปทำภารกิจได้ทั้งสองคนพร้อมกัน เจ้าควรอยู่ดูแลที่มารินา นี่ก็ใกล้ฤดูหนาวของพวกเอลฟ์แล้ว การเดินเรือจะวุ่นวายและการค้าขายจะสะพัด เจ้าต้องดูแลให้ราบรื่น ในส่วนหน้าที่ของเลสธีราห์ เจ้าไปมอบหมายต่อให้คนที่เจ้าไว้ใจเองก็แล้วกัน"

 


  

การยืนประชุมตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับม้า แต่สำหรับคนที่อยู่ในร่างมนุษย์อย่างเลสธีราห์ก็ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยเอาดื้อๆ ที่ต้องยืนนิ่งๆ นานถึงครึ่งค่อนวัน "อูย..." ร่างโปร่งทรุดตัวลงนั่งกับขั้นบันไดด้านหน้าพระราชวังและยืดขาเรียวให้ตึงเพื่อไล่ความเมื่อยขบ

"จะให้ข้าช่วยเหยียบดีหรือไม่ หากเมื่อยขนาดนั้น"

ฝีเท้าร่าเริงของเซนทอร์อีกตัววิ่งเข้ามาใกล้ และด้วยความที่เลสธีราห์ยังนั่งอยู่ที่พื้น ทำให้เขาต้องแหงนหน้าจนเกือบบจะขนานกับพื้นดินเพื่อมองสหายที่พุ่งเข้ามาทักทาย "ข้าเกรงว่าสันหลังของข้าอาจมีปัญหา หากให้เจ้าช่วยเหยียบ... อาจจะหักไปเลยก็เป็นได้" ร่างที่นั่งอยู่หัวเราะตอบ "ข้อดีในร่างม้าก็เป็นการที่ไม่เมื่อยนี่ล่ะกระมัง"

"ใครเขาห้ามเจ้าเป็นเซนทอร์เล่า" สหายหนุ่มบ่นอุบ "แต่ก็นั่นล่ะ... นี่หากไม่ใช่เลสธีราห์ การแปลงเป็นมนุษย์แล้วเดินไปเดินมาในเลาน์เรนเช่นนี้จะต้องถูกรังเกียจเป็นแน่" ชาวเอลฟ์กล่าวว่าเซนทอร์ทุกตนมีอำนาจซ่อนอยู่ พวกเขาสามารถแปลงตนเป็นมนุษย์ได้ หากเรียนรู้ที่จะควบคุมพลัง และหลังจากที่พวกเอลฟ์เข้ามาที่นี่ เซนทอร์หลายตนก็เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในร่างมนุษย์

ท่านหญิงลีอาห์ซึ่งเป็นทูตในขณะนั้นสามารถทำได้เป็นตนแรก...

แม้ว่าในตอนนี้จะมีการสนับสนุนให้เซนทอร์เด็กเรียนรู้ที่จะใช้พลังเหล่านั้น แต่อย่างไรการอยู่ในร่างมนุษย์ตลอดเวลาก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ...พวกเขามีศักดิ์ศรี และศักดิ์ศรีของพวกเขาก็อยู่เหนือสัตว์สองขาอย่างมนุษย์ เลสธีราห์เป็นเซนทอร์คนเดียวที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในร่างสัตว์สองขาได้โดยไม่รู้สึกแปลก เพราะเขาเกิดมาด้วยร่างกายเช่นนั้น

ชายหนุ่มเกิดมาในร่างกายที่เหมือนมนุษย์ และเพิ่งเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนร่างตัวเองเมื่อไม่นานมานี้

ในเมืองหลวงเลาน์เรนแห่งนี้มีเพียงเลสธีราห์ที่กล้าใช้ร่างของมนุษย์เดินไปเดินมา แต่หากจะว่ากันถึงเมืองท่ามารินาแล้วละก็ เซนทอร์แทบทุกคนจะอยู่ในร่างมนุษย์ เนื่องจากการไปไหนมาไหนด้วยสองขาดูจะสะดวกมากกว่าสี่ขา

เพราะการลื่นล้มบนเรือไม้ดูจะไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับอมนุษย์อย่างเซนทอร์

"เอาไว้ข้าวิ่ง... แล้วค่อยแปลงก็ได้ ข้ายังชอบใช้สองขาเดินอยู่" ผู้นำกองเรือตอบ "อีกอย่าง กองเรือของข้าก็ต้องการคนมีเท้ามากกว่าคนมีกีบ" ร่างโปร่งยืดตัวขึ้นยืนก่อนจะก้าวลงบันไดพระราชวังมุ่งตรงไปยังถนนดินที่จะพาเขาไปที่ลานฝึกซ้อมของพวกเซนทอร์ที่กำลังเรียนรู้

สหายสนิทวิ่งตามลงมาพร้อมกับเสียงกึกกักของกีบเท้าทั้งสี่

"โกรธอะไรอีกล่ะ หัวหน้า... เจ้ายืนจนเมื่อยนี่ไม่ใช่ความผิดข้าเลยนะ ข้าเพียงแค่แนะนำให้เจ้าใช้ร่างเซนทอร์ตอนประชุมบ้าง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ร่างนั้นเดินบนเรือนี่ ใครก็รู้ว่ากีบเท้าไม่เหมาะกับพื้นไม้ ลื่นล้มกันตั้งกี่คนแล้ว..." ขณะพูดมาก เซนทอร์ร่างสูงก็ค่อยๆเปลี่ยนร่างตนเองกลับมาเป็นมนุษย์และเดินพูดอยู่ข้างๆผู้นำกองเรือที่ในตอนนี้สูงกว่าคนพูดเสียอย่างนั้น

"ฟังข้าอยู่รึเปล่า เลสธีราห์..!"

"ข้าก็ไม่ได้โกรธอะไรเสียหน่อย" เจ้าของชื่อหยุดเดินพลางหันมากอดอก "ข้าจะไปดูลานฝึก เจ้ามีธุระอะไรก็ไปทำเสียสิ รองผู้บัญชาการ" การเกร็งแขนเพียงเล็กน้อยช่วยขับกล้ามเนื้อให้เห็นเป็นรูปร่างเด่นชัดขึ้น บ่งบอกคู่สนทนาได้ว่าหากพูดจาไม่รู้เรื่องขึ้นมา เอลฟ์ครึ่งเซนทอร์ผู้นี้ก็อาจจะอัดหมัดหนักๆใส่ได้ "เรือพาณิชย์ที่ไปรับจ้างกลับมาหมดแล้วหรือยัง ได้ตรวจสภาพเรือหรือไม่ ข้าไม่อยู่สามวันเจ้าอู้งานไปถึงไหนแล้ว รีดาห์!"

"นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบข้าเสียหน่อย!" เจ้าของชื่อรีดาร์ปฏิเสธ "เรือพาณิชย์ก็ส่วนเรือพาณิชย์ ข้าเป็นรองผู้บัญชาการกองเรือรบ เหตุใดจะต้องไปตรวจเรือพาณิชย์ ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการกองเรือพาณิชย์สิ"

"เจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องโครงสร้างเรือไม่ใช่รึ นี่คิดจะโยนความรับผิดชอบให้ซาฮาลอย่างนั้นรึ!"

ซาฮาลคือผู้บัญชาการกองเรือพาณิชย์...

กองเรือพาณิชย์ไม่มีกฎเข้มงวดมากเท่ากองเรือรบ เพราะเรือพาณิชย์นั้นเน้นที่ความเร็ว และความคล่องตัว โดยส่วนมากจะใช้ขนสินค้าจากแผ่นดินตะวันตกไปตะวันออก และจากแผ่นดินตะวันออกกลับมายังตะวันตก กองเรือพาณิชย์มีจำนวนลำเรือมากกว่ากองเรือรบถึงสี่เท่า แต่หากถูกโจรสลัดโจมตีก็ไม่สามารถป้องกันตนเองได้ มีแต่ต้องใช้ความเร็วอันเป็นเอกลักษณ์หนีเอาตัวรอดไปให้ถึงแผ่นดินใหญ่เท่านั้น ต่างจากเรือของกองเรือรบที่ทุกลำติดตั้งปืนใหญ่จำนวนมาก และหน้าที่ของกองเรือรบนี้ก็คือการลาดตระเวนในน่านน้ำของตนไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาโดยพลการ

รีดาร์ยังคงปฏิเสธเป็นพัลวันและเริ่มพูดยาวไปถึงภาระหน้าที่ในขอบข่ายของตน

"อย่างกับว่ามีใครพูดถึงข้าอย่างนั้น"

ร่างเงาสูงใหญ่ขยับเข้ามาทาบทับคู่สนทนาทั้งสองที่คนหนึ่งยังคงเถียงข้างๆ คูๆ ไม่หยุดปาก "ซาฮาล..." นัยน์ตาสีฟ้าเหลือบไปมองผู้มาใหม่ด้วยหางตาก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับผู้บัญชาการกองเรือกราเทียร์ หรือกองเรือพาณิชย์ที่ทุกคนรู้จักกัน "มีธุระอะไร"

"เลสธีราห์..." ร่างสูงยังอยู่ในร่างเซนทอร์โดยไม่มีความคิดจะเปลี่ยนมาเป็นมนุษย์เพื่อสนทนา

รีดาร์เห็นท่าทางไม่ดีจึงเปลี่ยนกลับเป็นม้าอีกครั้ง เขารู้ดีว่าซาฮาลไม่ชอบร่างมนุษย์ แม้เจ้าตัวจะสามารถเปลี่ยนได้ก็ตาม "อาจจะมาพูดคุยตามประสาคนร่วมงานกันก็เป็นได้" ชายหนุ่มมีผมสีดำคลับโดยที่ส่วนปลายของมันเป็นสีขาว เช่นเดียวกับร่างกายท่อนล่างที่ปกคลุมด้วยขนสลับสีแบบเดียวกัน ท่อนขาที่หนากว่าม้าทั่วไปบ่งบอกได้ว่าซาฮาลได้รับความแข็งแกร่งมาจากบรรพบุรุษ

ขนาดของกระดูกท่อนขาบ่งบอกได้ถึงชาติตระกูล องค์เหนือหัวดาเรียสเองก็มีท่อนขาแบบนี้

ในขณะที่เลสธีราห์และรีดาร์มีขาเล็กเรียวแบบม้าโดยทั่วไป

"กำลังจะไปลานฝึกหรือไง ไปดูพวกเด็กๆ ที่ถูกส่งมาเรียนแปลงเป็นร่างมนุษย์รึ" เลสธีราห์พยักหน้ารับ แต่เขาก็เปลี่ยนความคิดจะไปเยือนที่นั่นเมื่อครู่นี้เนื่องจากความไม่เป็นส่วนตัว "ไหนว่าเรื่องของอาเดรียนั้นเร่งหนักหนาเสียจนต้องพูดแทรกขึ้นมาในที่ประชุมเลยทีเดียว... นี่จะไปเที่ยวเตร่ตามประสาคนหนุ่มอีกหรือไร"

นั่นเป็นคำประชดของผู้บัญชาการกราเทียร์

...หากเลสธีราห์เป็นหนึ่งในขุนนางที่อายุน้อยที่สุดในสภา ซาฮาลก็คือขุนนางอีกคนหนึ่งที่มีอายุน้อยที่สุด ซึ่งนั่นก็คือยี่สิบสองเท่ากับเลสธีราห์ "ทำตัวอย่างกับเด็กเรียกร้องความสนใจ ทั้งที่ปัญหาของทั้งเจ้าและข้าต่างก็ใหญ่มากพอกัน"

"ซาฮาล" เลสธีราห์มุ่นคิ้ว "เจ้าน่าจะเข้าใจว่าเราไม่มีเวลาไปไล่ตามเรื่องเรือจักรไอน้ำ ตราบใดที่เมืองเพื่อนบ้านยังตีกันเป็นพัลวันเช่นนี้" คู่สนทนาผิวปากเบาเป็นเชิงล้อเลียนกึ่งเหยียดหยาม และเดินวนไปรอบคู่สนทนาทั้งสองอย่างไม่สนใจสิ่งที่เลสธีราห์พยายามจะพูด

"เจ้าจะว่าเจ้ามองการณ์ไกลกว่าข้าอย่างนั้นหรือ"

"เจ้าอย่าเอาอารมณ์หงุดหงิดมาโยนใส่ข้าหน่อยเลย"

"ข้าคงจะไม่หงุดหงิดเพียงนี้หากเจ้ารู้จักมีมารยาทเสียบ้าง" เซนทอร์ร่างสูงตอบเสียงเข้ม "ข้าคงต้องไปดูแลกองเรือกราเทียร์ ตามคำสั่งของเหนือหัว ส่วนเจ้าก็ไปสอดแนมพวกอาเดรียในฐานะเซนทอร์หนึ่งเดียวที่แนบเนียนกับมนุษย์ที่สุดก็แล้วกัน" ชายหนุ่มยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้นยิ้ม "งานสอดแนมไม่ใช่งานคิดเองเออเองล่ะ ระวังตัวให้มากด้วย... ความใดที่เจ้าได้มาแล้วเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็ไม่ควรจะเก็บงำไว้เอาหน้าเพียงคนเดียว ถูกหรือไม่ เลสธีราห์ ปัญหาที่เจ้ามองอาจจะไม่ใช่ปัญหาที่ขุนนางผู้อื่นเห็นก็เป็นได้ เจ้าเป็นถึงผู้นำกองเรือรบเซเลสต์ อย่าคาดการณ์ผิดให้เสียชื่อแม่ทัพ"

"ชักจะมากไปแล้วนะ..." คิ้วเรียวกดมุ่นบ่งบอกถึงโทสะหลังจากคู่สนทนาสั่งสอนราวกับเป็นเด็ก

ซาฮาลยอมถอยเท้าออกไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สบอารมณ์ "เช่นนั้นต้องขออภัยด้วย ข้าควรจะขอตัวกลับไปที่มารินาก่อน คณะทูตจากตะวันออกจะเดินทางมาถึงในเย็นวันนี้ และช่างโชคดีที่แม่ทัพเลสธีราห์สามารถหาเนื้อวาฬชั้นดีมาต้อนรับได้ไม่เสียชื่อแอสทารอธ..." ว่าแล้วร่างสูงก็หมุนตัวเดินกลับขึ้นไปที่พระราชวังหินอ่อน โดยมีสายตารำคาญของเลสธีราห์มองตามไป

รีดาร์จับบ่ากว้างของสหายแทนการเตือนสติ "ซาฮาลมีประสบการณ์มากกว่าเจ้า อย่าถือเลยน่า"

"อย่าทำเหมือนข้าได้รับภารกิจนี้เพราะเป็นลูกครึ่งเอลฟ์หน่อยเลย" ร่างโปร่งกัดฟันกรอด "การที่ข้ารู้เรื่องชายแดนทางทะเลมากกว่าก็เพราะข้าเป็นผู้นำของเซเลสต์ ข้าต้องคาดการณ์ได้กว้างกว่าผู้นำที่วันๆวุ่นวายแต่กับเรื่องขนส่ง และจัดระเบียบลำเรืออยู่แล้ว"

"ไม่เอาน่า..." รีดาร์พยายามปลอบ "ตกลงเจ้าเรียกข้าให้วิ่งตามมาจากมารินาทำไม"

...เมื่อถามอีกครั้ง เลสธีราห์ก็นึกขึ้นได้ว้าเขาบอกให้กัปตันเรือลำนั้นส่งคนไปตามรีดาห์ให้มาสมทบกับเขาที่เลาสน์เรน "ถ้าเจ้าเรียกมาแล้วไล่ข้ากลับไปตรวจสภาพเรือ... ข้าจะโกรธเจ้าจริงๆ และเจ้าจะต้องเลี้ยงเหล้าข้าสักถังหนึ่งแน่ๆ เลสธีราห์" รีดาห์เป็นฝ่ายกดเสียงเข้มและกอดอกบ้างอย่างเอาเรื่อง

"ข้าจะมอบหมายหน้าที่ของข้าให้เจ้าสักระยะ" เลสธีราห์ตอบ "เพราะข้าจะต้องไปสืบข่าวที่อาเดรีย"

"เรื่องแค่นี้ไม่ต้องให้ข้าวิ่งมาก็ได้กระมัง ผู้บัญชาการ!"

"เพราะข้าคงไม่กลับมารินาอีกหลายวันน่ะสิ" เลสธีราห์มุ่นคิ้ว "แล้วข้าก็ไม่มีเวลาหยุดเล่าเรื่องให้เจ้าฟังอีกด้วย ดังนั้นการเรียกให้เจ้ามาก็เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว" ร่างโปร่งยืดอกอย่างคนที่ไม่ได้ทำผิด แม้ว่าเขาจะรู้สึกผิดจริงๆที่เรียกให้อีกฝ่ายตามมาพบที่นี่ทั้งที่ไม่ได้มีเรื่องด่วนขนาดนั้น

เขาเรียกอีกฝ่ายมาทั้งที่ไม่แน่ใจตั้งแต่แรกว่าตนจะได้ไปสืบข่าวที่อาเดรียด้วยตนเองหรือไม่

"ระวังตัวด้วยล่ะ... ประเดี๋ยวจะถูกซาฮาลหาเรื่องเอาได้อีก เจ้ารู้ไม่ใช่หรือไงว่าเจ้านั่นไม่ชอบมนุษย์ แล้วการที่เจ้าชอบอยู่ในร่างมนุษย์ก็ดูจะขัดหูขัดตาเหลือเกิน" เลสธีราห์พ่นลมหายใจแรงๆอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วจึงกดอกเพื่อเก็บกลั้นโทสะเอาไว้

ซาฮาลไม่ได้เกลียดมนุษย์... แต่ผู้นำกองเรือกราเทียร์ต้องการแสดงอำนาจเหนือกว่าเขาก็เท่านั้น

รู้ไหม... ว่าข้าออกหน้าแทนเจ้ากี่ครั้งแล้ว เลสธีราห์ ในเรื่องที่กระทั่งมารดาของเจ้าก็ไม่สามารถแก้แทนได้... หากไม่มีข้าแล้วเจ้าจะได้มายืนอยู่ที่นี่หรือ

...

ใครกันแน่ที่ปกป้องเจ้ามาตลอดน่ะ!

"แล้วกลับมานี่ได้อาบน้ำหรือยัง" เสียงของรีดาห์ดังขึ้นทำลายความคิดของเลสธีราห์

จริงอยู่ว่าเมื่อคืนที่ผ่านมานั้นฝนตก และเซนทอร์หนุ่มก็วิ่งฝ่าฝนกลับมายังเมืองหลวง แต่แน่นอนว่าคนที่ออกเรือไปร่วมสองสัปดาห์นั้นย่อมไม่มีน้ำสะอาดให้อาบแน่นอน รีดาห์มองจ้องหน้าสหายของตนก่อนจะแกล้งทำจมูกย่นฟุดฟิด "ยังแน่ๆ!!"

"หุบปากน่า จะเสียงดังไปทำไมกันเล่า!" เลสธีราห์ไม่ปฏิเสธ แต่ก็อดหน้าง้ำไม่ได้เมื่อถูกแทงใจดำ

"เจ้าไปประชุมขุนนางในสภาพหัวฟูแบบนี้ก็แย่แล้ว ไปเลย! ไปกระโดดแม่น้ำ! ข้าจะไปขอสมุนไพรขัดผิวจากพวกนางวัง" นางวังในความหมายของรีดาห์ก็คือนางกำนัลผู้ทำงานในวังสำหรับอาณาจักรอื่นนั่นเอง "ใครยืนข้างเจ้าเมื่อครู่นี้ ซาฮาลหรือเปล่า หรือว่ารองผู้บัญชาการของซาฮาล เขาไม่บ่นบ้างหรือไร..."

"เงียบน่ะ" เลสธีราห์ถอนใจ แล้วจึงเปลี่ยนเป้าหมายจากลานฝึกเป็นเส้นทางสู่ประตูเมือง

"เลส เจ้าจะไปไหนน่ะ" รีดาร์ร้องเรียกผู้นำของตน "เจ้าเรียกให้ข้าวิ่งจากมารินามาถึงที่นี่ เพื่อจะบอกว่าเจ้ามอบหมายหน้าที่ให้ข้าดูแล แค่นี้น่ะหรือ แล้วรายละเอียดงานเล่า! เราจะต้องล่าวาฬอีกหรือเปล่า ลำพังข้าหาพวกมันไม่เจอในกลางทะเลหรอกนะ เจ้าเซนทอร์สองขา!" ร่างโปร่งชะงักไปเมื่อถูกเรียกเช่นนั้น เขาหันกลับไปมองผู้ใต้บัญชาก่อนให้คำตอบ

"ข้าจะไปอาเดรีย...!"



 

อาเดรียเป็นเพียงอาณาจักรเล็กๆ ที่ไม่มีเมืองหลวงหรือเมืองท่าให้วุ่นวายอย่างแอสทารอธ

ทุกสิ่งทุกอย่างของอาณาจักรที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่รุ่งเรืองที่สุดในแผ่นดินอยู่ในปราการเมืองสามชั้นและท่าเรือที่กินพื้นที่กว้างใหญ่ทั่วทั้งอ่าว โดยปราการชั้นที่สามจะเป็นย่านที่พักอาศัยของประชาชนและเป็นปราการชั้นนอกสุดซึ่งโอบล้อมด้วยกำแพงเมืองสูงชะลูดเกินกว่าที่ข้าศึกจะปีนข้ามได้ ส่วนปราการชั้นที่สองจะเป็นย่านการค้าและมีส่วนประตูเมืองที่เชื่อมต่อกับท่าเรือนับร้อยของอาเดรียซึ่งอยู่โดยรอบอ่าวออโรรา และปราการชั้นที่หนึ่งจะเป็นที่ตั้งของมหาคฤหาสน์อันเป็นสถานที่พำนักของผู้นำแห่งอาเดรีย

...หรือท่านชายซินญอร์

"เราจะต้องขอความช่วยเหลือจากแอสทารอธ..." ผู้นำแห่งอาเดรียพึมพำกับตนเองขณะใช้ปลายนิ้วลูบไปบนใบสีเขียวของต้นไม้เล็กๆที่อยู่บนโต๊ะทำงานของเขา "อย่างกับว่าเซนทอร์พวกนั้นญาติดีกับใครนอกเหนือจากเธสซาลีย์อย่างนั้น" ท่านชายซินญอร์ส่งเสียงขึ้นจมูกด้วยความรู้สึกสมเพชตนเองอยู่ลึกๆที่ไม่มีเหตุผลใดจะโต้แย้งพี่สาวของตนได้

เขาไม่คิดว่าสิ่งที่นางพูดจะเป็นเรื่องถูกต้อง

จริงอยู่ว่าอาเดรียไม่ต้องการอยู่ในการปกครองของธีสธรัลอีกต่อไปแล้ว แต่การปิดท่าเรือและตัดขาดการค้ากับธีสธรัลไปเสียเฉยๆก็ดูจะเป็นการหักหาญที่รุนแรงมากไปเสียหน่อยจนยากจะเจรจา หลังจากท่านหญิงซินญอร่าออกคำสั่งให้ปิดท่าเรือ เรือพาณิชย์ทุกลำที่เป็นของธีสธรัลก็ถูกขับไล่ออกไปจากอ่าวออโรรา จริงอยู่ว่าธีสธรัลเป็นเมืองเกาะที่ไม่น่าจะมีพิษภัยต่อเมืองที่เป็นถึง 'ประตูสู่มหาทวีป' อย่างอาเดรีย แต่สิ่งที่ทำให้ธีสธรัลมีชัยเหนือพวกเขามาโดยตลอด นั่นก็คือการขายตัวเองของพวกขุนนางที่เห็นแก่ได้ พวกขุนนางที่เห็นแก่เงินเล็กน้อยและความมั่งคั่งจอมปลอมที่ธีสธรัลเสนอให้เป็นค่าตอบแทนในการทรยศกษัตริย์แห่งอาเดรีย

แต่ตอนนี้ถึงจะกวาดล้างเหล่าขุนนางพวกนั้นออกไปแล้ว และขับไล่พลทหารของธีสธรัลกลับแผ่นดินเกิดแล้ว อีกทั้งยังตะเพิดพวกพ่อค้ากลับไปได้อีกด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอาเดรียได้รับชัยชนะในการประกาศตนเป็นอิสระจากธีสธรัล

ธีสธรัลในตอนนี้ไม่ได้เป็นแค่เมืองเกาะธรรมดา

...แต่พวกเขามีไอย์ชวลเป็นพันธมิตรด้วย

ไอย์ชวลคือเมืองของภูตป่า ผู้ครอบครองผืนป่าเพลีเวธาร์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในมหาทวีป พวกภูตเหล่านี้มีความชำนาญในการสู้รบอย่างมาก ทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ หากพวกเขายกกำลังพลเข้าบุกอาเดรียเมื่อใด ปราการในตำนานแห่งนี้ก็ยากที่จะทัดทานไหวเช่นกัน

แต่มันคือความขลาดเขลาที่ทำให้ท่านชายซินญอร์ไม่เคยลงมือทำอะไรเพื่อทำให้อาเดรียเป็นอิสระ

เขายอมอยู่ภายใต้การกดขี่ของธีสธรัลเพื่อให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ มากกว่าจะแข็งข้อและสูญเสียเลือดเนื้อของประชาชนากมายแลกกับคำว่าอิสรภาพที่อาจไม่มีอยู่จริง นับตั้งแต่กษัตริย์คนสุดท้ายของอาเดรียถูกสังหาร เมืองท่าแห่งนี้ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งกองทัพ แม่ทัพและขุนพลมากฝีมือถูกสังหารและกวาดล้างศาสตร์การต่อสู้ทุกอย่างออกไปจากแผ่นดิน

อาเดรียจึงไม่มีอะไรที่จะเป็นอาวุธต่อสู้เอาชนะได้

ยกเว้นกองกำลังส่วนตัวที่เรียกว่าเป็น 'หน่วยอารักขา' ของผู้นำอาณาจักรเท่านั้น

"ท่านชายซินญอร์... ขออนุญาตค่ะ" นั่นเป็นเสียงของสาวใช้หน้าห้อง และเมื่อนางพูดจบ ประตูห้องก็เปิดดออกพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างจะเคร่งเครียดหลังจากถูกตามตัวมาจากคฤหาสน์ที่พักของตน ผมสีเข้มที่ยาวประบ่าของอีกฝ่ายเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อทว่าเสื้อผ้ากลับดูสะอาดสะอ้านอย่างน่าประหลาด ผู้นำอาณาจักรจึงคิดว่าเขาอาจเรียกอีกฝ่ายออกมาในช่วงเวลาที่เขากำลังฝึกซ้อมร่างกายประจำวัน

นี่คือ เอเดรียน ผู้นำของหน่วยอารักขาที่ใกล้ชิดเขามากที่สุดตลอดเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา

หรืออีกตำแหน่งหนึ่งจะเรียกว่าเป็น แม่ทัพแห่งอาเดรีย ก็ย่อมได้

แน่นอนว่าการลักลอบซ่องสุมกำลังพลจะเป็นความคิดของท่านหญิงซินญอร่า แต่ในเรื่องนี้ท่านชายซินญอร์ก็เห็นด้วยอยู่มาก เนื่องจากการกวาดล้างของธีสธรัลในอดีตนั้นทำให้อาเดรียไม่เหลือนักรบเลยสักคนเดียว จนทำให้เมืองขาดความมั่นคงและสั่นคลอนจนแทบล่มสลาย แต่พวกเขาก็ถูกสั่งห้ามก่อตั้งกองทัพอยู่ดี ดังนั้นการแต่งตั้งใครสักคนขึ้นเป็นแม่ทัพจะต้องกระทำขึ้นเป็นความลับ และจะต้องเป็นบุคคลที่สองพี่น้องไว้ใจเท่านั้น และเอเดรียนผู้นี้ก็คือบุคคลคนนั้น

"ข้าได้ยินว่าท่านหญิงซินญอร่าสั่งปิดท่าเรือออโรรา และขับไล่พวกพ่อค้าจากธีสธรัลออกไปจนหมดเมือง" คิ้วเรียวสีเข้มขมวดมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ "เหตุใดจึงออกคำสั่งใช้กองทัพที่ข้าดูแลอยู่โดยพลการเช่นนี้" แม้จะเป็นประโยคที่ไม่สมควรพูดกับผู้ที่เป็นเจ้านาย แต่ท่านชายซินญอร์ก็ยอมรับว่าตนเป็นฝ่ายผิดที่ออกคำสั่งแทนแม่ทัพโดยไม่ปรึกษาใคร

"การเดินทางจากธีสธรัลมาถึงที่นี่ใช้เวลาเพียงคืนเดียว หากพรุ่งนี้เช้า กองเรือของพวกมันเข้ามาในอ่าวออโรราแล้วจะเป็นอย่างไรเล่า" แม่ทัพหนุ่มถอนใจ "ท่านชาย... เหตุใดจึงไม่ปรึกษาข้าบ้าง" ผู้นำสูงสุดของอาเดรียไม่ตอบคำ เขาค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้โซฟาตัวยาว ก่อนจะผายมือให้แม่ทัพคนสนิทนั่งที่เก้าอี้อีกตัวหนึ่ง

"ท่านหญิงซินญอร่าหลบหนีออกมาได้ในช่วงชุลมุนของการต่อสู้ภายในอาณาจักรธีสธรัล และผู้ชนะก็คือฝ่ายภูตไม้ นั่นแปลว่าธีสธรัลกำลังจะเปลี่ยนแปลงผู้นำ ดังนั้นพวกเขาไม่ผลีผลามส่งกองทัพเรือมาบุกเราในตอนนี้หรอก" สาวใช้เดินเข้ามาในห้องรับรองอีกครั้งพร้อมกับถ้วยชาและอาหารว่าง "แปลว่าตอนนี้ไอย์ชวลตอนนี้ได้ธีสธรัลเป็นพันธมิตรแล้ว แน่นอนว่าพวกมันย่อมได้เส้นทางเดินเรือในทะเลด้วย แต่หากเมืองท่าหนึ่งเดียวอย่างเราแข็งข้อ พวกมันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี"

"ท่านชาย แต่เหตุใดจะต้องวู่วามปิด... พวกพ่อค้าก็จะเดือดร้อนไม่ใช่หรือ"

ท่านชายซินญอร์เม้มปากกับคำถามที่คาดเอาไว้ว่าจะต้องตอบ "ไอย์ชวลยกทัพไปรบกับธีสธรัลทางอากาศ พวกเขาใช้ม้าศึกบินได้ทั้งหมดบินข้ามทะเลไป แต่หลังจากได้ชัยชนะแล้ว พวกม้าศึกก็อ่อนแรง กำลังพลก็อ่อนเปลี้ย ไม่อาจบินข้ามกลับมาได้ จะต้องใช้เรือเท่านั้น และแน่นอนว่าเมืองท่าบนแผ่นดินนี้ก็มีเพียงแค่สองเมือง นั่นคืออาเดรียกับแอสทารอธ พวกเซนทอร์เก็บค่าเรือแพงเกินตัวอยู่แล้ว ซึ่งข้าไม่คิดว่าพวกไอย์ชวลจะยอมจ่ายสักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงแน่นอนว่าพวกนั้นจะต้องหันมาพึ่งพาเรา ดังนั้นเราจะต้องใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส"

เอเดรียนคิดวิเคราะห์ที่เจ้าเมืองของตนพูด และยอมรับว่าเขามีเหตุผลอยู่มาก

"การปิดท่าเรือเป็นการแสดงออกถึงเจตนารมณ์ และถ้าผลการเจรจาไม่เป็นที่น่าพอใจ ท่าเรือก็จะไม่เปิด" แต่ต่อให้มันเป็นวิธีการที่ดีอย่างไร แต่เอเดรียนก็ไม่เห็นด้วยอยู่ดี เพราะอาเดรียเป็นเมืองที่ใช้ทะเลเป็นเส้นทางค้าขาย การสั่งปิดท่าเรือนี้จึงเป็นการสั่งห้ามชาวเมืองทำการค้าซึ่งนั่นกระทบต่อรายได้และปากท้องของพวกเขาอย่างแน่นอน

เว้นเสียแต่พวกที่ค้าขายกับชาวเอลฟ์ทางแผ่นดินตะวันออก

"แต่ทางธีสธรัลยังไม่ทราบเรื่องนี้ใช่ไหมขอรับ"

"เมื่อเรือพาณิชย์ของพวกมันที่เราขับไล่ออกไปกลับไปถึง พวกมันจะได้รู้เรื่องแน่... แต่ระหว่างนี้ ข้าต้องการให้เจ้าไปทำภารกิจสำคัญ เพราะถ้าเราต้องการเป็นมหาอำนาจทางทะเล เราไม่อาจทำเรื่องนี้ได้เพียงลำพัง"

"ท่านชาย..."

"ข้าจะส่งคณะทูตเดินทางไปยังแอสทารอธเพื่อยื่นข้อเสนอพันธมิตรแก่พวกเขา ขอให้เจ้าเดินทางร่วมไปด้วยเพื่อเจรจา จงจดจำเจตนารมณ์ของเราเอาไว้ เจรจาให้พวกนั้นเข้าร่วมกับเราให้ได้"

"ท่านชาย ข้าไม่ใช่ทูต อาจจะไม่ถนัด..."

"เจ้ารู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางมากมาย และข้าเชื่อว่าเจ้าอาจเป็นคนเดียวที่รักษาผลประโยชน์ของอาณาจักรเอาไว้ได้ดีที่สุด" ผู้นำตัดบท "หากเจรจาได้สำเร็จ ท่าเรือก็จะเปิดเร็วขึ้น เรื่องทุกอย่างก็จะเร็วขึ้น ตอนนี้เราจะต้องรีบลงมือ เราต้องเร็วกว่าพวกภูต เอเดรียน"

"แต่ว่า..."

"เรารออะไรไม่ได้อีกแล้ว" ผู้น้อยได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่งอยู่อย่างนั้น ชายหนุ่มถอนใจกับตัวเองเนือยๆและก้มหน้ารับคำสั่งอย่างไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร "อาเดรียไม่เคยส่งคณะทูตเข้าไปอย่างเป็นทางการมาก่อน ดังนั้นอาจจะใช้เวลาสามหรือสี่วันในการติดต่อ เจ้าถึงจะเดินทางเข้าไปที่แอสทารอธได้"



*เกร็ดความรู้*

เรือจักรไอน้ำ (STEAMBOAT-STEAMSHIP) ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และแพร่หลายในช่วงศตวรรษที่ 19 ในประเทศอเมริกา เรือจักรไอน้ำที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเรือ TITANIC จมลงในปีค.ศ. 1912 (ศตวรรษที่ 20) (Brian Lavery, smithsonian SHIP the epic story of maritime adventure, Dorling Kindersley, 2010)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 31 มกราคม 2560 / 18:39
    เอเดรียนอายุ34จริงหรอค่ะ ไม่เชื่อได้ไหมงะ
    #297
    0
  2. #236 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 17:03
    รีดาห์น่ารักจังเลยค่ะแงงงงง ดูแบบ... เซนทอร์คนอื่นเขาโหดๆ กัน รีดาห์นี่มาสไตล์เกรียนวุ่นวายมากค่ะ แต่ชอบนะคะ 555555555
    อารมณ์ซาฮาลนี่ก็แหม่ ถ้าเรื่องนี้ไม่บังเอิญมีพระเอกบางคนอยู่ตรงนั้นก็น่าจะได้เป็นพระเอกแล้วนะคะ (?) โถ น่าสงสารจังเลยค่ะ #สงสารจริงจริ๊งนะคะ
    ว่าไปแล้วก่อนมาอ่านตอนนี้เราไปติดตามเรื่องรัสเซียจะส่งเรือไปซีเรีย ขอจอดพักที่สเปน แต่สเปนถูกนาโต้กดดันจนให้รัสเซียจอดพักไม่ได้มาค่ะ มันก็คล้ายๆ กับกรณีคัสนาห์ (ท่านหญิงซินญอร่า) จู่ๆ ก็มาสั่งอาเดรียปิดท่าเลยนะคะเนี่ย (คนเขียนเห็นอนาคตรึเปล่าค--- #ผิด)
    #236
    0
  3. #232 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2559 / 19:08

    อาการเดินล้อมหน้าล้อมหลังของซาฮาลช่างดู ... อันธพาลละเกิน

    เป็นผู้ชายที่ค่อนข้างจะปากคอเราะร้าย 55555555

     

    ว่าแต่ ... เลส!!!  ก่อนไปอาเดียก็มาอาบน้ำก๊อนนนนนนนนน

    .

    .

    .

    ว่ากันตามจริง เรื่องนี้เกิดเพราะซินญอร่าโดยแท้

    จะว่าเป็นเมืองพี่น้องแต่ก็ดูนางจะก้าวก่ายเกินไปหน่อย เพราะเมืองตัวเองไม่มีอะไรเด่นรึเปล่------ 555555

    #232
    0
  4. #219 Ms.Blueberry (@sleeplessman) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 เมษายน 2558 / 15:14
    ชอบตรง "เตี้ยนะ แต่เด่น" นี่แหละ  แหม... 5555+
    #219
    0
  5. #98 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2557 / 18:59
    เฮ้ยยยยยย คู่สามเลยยยโว่ยยย ซาฮาล เลส เอเดรียนเลยโว่ยยยย ไม่งั้นเค้าไม่ยอมมมมมมม
    #98
    0
  6. #97 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2557 / 18:56
    เฮ้ยใจเย็นๆๆๆๆๆ ตัวละครเยอะสมองน้อยๆของเค้าตามไม่ทันนรน555555
    #97
    0
  7. วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 20:33
    เลสผู้ไม่ธรรมดา ยิ่งกว่าไม่ธรรมดา 555555555 สงสารเอเดรียน โดนหลอก แล้วก็นะ ซาฮาลชอบเลสเหรอ???? ปล. ไรท์talkตลกดี ชอบๆๆๆ 555555
    #34
    0
  8. #12 meiarchan (@meiar) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 22:22
    ซาฮาลมันต้องมีซัมติงอันลึกซึ้งกับเลสอย่างแน่นอน ฟันธง!



    พวกชอบแขวะนี่แหละบทจะเยอะเป็นพิเศษ โฮะๆๆ



    ไหนบอกพระเอกจะไม่จืดจางงาย แค่ตอนสองก็ก็ล่องจุ๊นหายไปแล้วนา 555
    #12
    0
  9. #11 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 23:28
    อย่าบอกนะว่าเรื่องนี้ซาฮาลxรีดาร์!!!

    ม่อยยยยยยยยยย!!! 5555
    #11
    0
  10. #10 ควอเรีย (@ferin-feriona) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 23:07
    จริงๆลงคอมเม้นแล้วแต่ลงผิดค่ะแฮะๆ
    #10
    0
  11. #9 Allanas (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 23:03
    หย่ะ!กำลังงงว่าเรื่องนี้พระนางคือใคร แปป!

    ตัวนาง : เลสธีราห์

    ตัวพระ : เอเดรียน

    ใช่มั้ยอ่ะ?

    สนุกมากค่ะ แต่แอบลุ้นนะเนี่ยว่าซาฮาลคู่ใครนะ???
    #9
    0
  12. #8 Allanas (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2557 / 23:02
    หย่ะ!กำลังงงว่าเรื่องนี้พระนางคือใคร แปป!

    ตัวนาง : เลสธีราห์

    ตัวพระ : เอเดรียน

    ใช่มั้ยอ่ะ?

    สนุกมากค่ะ แต่แอบลุ้นนะเนี่ยว่าซาฮาลคู่ใครนะ???
    #8
    0