[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,276 Views

  • 359 Comments

  • 1,105 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    59

    Overall
    19,276

ตอนที่ 22 : [Re-Write] "มีแค่ข้ากับเจ้าเท่านั้น"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 527
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    11 พ.ค. 60

 

ถ้าเจ้ายอมร่วมมือ... ข้าจะล้างประวัติให้กองทัพโจรสลัดของเจ้า

เอเรสนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ของเขา โดยยกขาขึ้นพาดบนโต๊ะไม้ตัวสวยด้วยความเคยชิน อีกทั้งยังยกแขนขึ้นเท้าคางและเหม่อมองเอกสารที่เขียนด้วยลายมือของผู้นำอาณาจักรอาเดรียพร้อมทั้งลงนามประทับตราครบถ้วนด้วยความรู้สึกที่ไม่ใคร่จะสบายใจ

เป็นเรื่องประหลาดสำหรับเอเรส ฟลินทรัสต์ที่เขาจะรู้สึกไม่สบายใจ

โจรอย่างไรก็เป็นโจร ท่านชายอย่าได้พยายามกลับดำเป็นขาวเลย มันไม่มีประโยชน์...

ร่างสูงหลับตาลงแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเก็บเอกสารนั้นเอาไว้ในลิ้นชักโต๊ะตามเดิม จังหวะเดียวกับที่พ่อบ้านผู้ดูแลเคาะประตูห้องเป็นเชิงขออนุญาตเข้ามา "คุณชายครับ..." ผู้นำตระกูลรีบยกขาลงและหยิบผ้าเช็ดโต๊ะส่วนตัวที่เขาแอบเอาไว้ขึ้นมาเช็ดคราบสกปรกที่เกิดจากรองเท้าของตนออกอย่างรวดเร็วก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อต้อนรับการมาเยือนของชราชายที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก

เอเรสจะถูกดุหากโดนจับได้ว่ายกขาขึ้นวางบนโต๊ะด้วยความเคยชิน

"คุณชายเอเดรียนกลับมาครับ"

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเบิกขึ้นด้วยความตื่นเต้น และอึดใจต่อมา ผู้เป็นน้องโดยสายเลือดก็รีบรุดออกไปจากห้องทำงานของตน มุ่งหน้าลงบันไดไม้ที่สลับซับซ้อนที่จะนำเขาลงจากชั้นสามของบ้านไปสู่โถงบันไดอันเงียบเหงาทว่ามีบุคคลผู้หนึ่งที่เอเรสปรารถนาจะพบอีกครั้งยืนรออยู่

"เอเดรียน...!"

บันไดกลางอาจสูงถึงห้าสิบขั้น แต่เอเรสกลับพุ่งลงมาตามราวจับในระยะเวลาไม่ถึงอึดใจ "พี่กลับบ้านแล้วรึ!" น้องชายกระโดดลงยืนตรงหน้าผู้มาเยือน และพบว่าตัวเองสูงกว่าคู่สนทนาอยู่มากกว่าที่จินตนาการเอาไว้ "เกือบสามสิบปี... ที่พี่ทิ้งตระกูลไปอย่างไม่ใยดี" เอเรสมองใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับตนทว่ามีอายุกว่า ทว่าการแต่งตัวกลับแปลกตาซึ่งบอกได้ดีว่าพี่ชายของตนอยู่ในสังคมที่ต่างออกไป ทว่าในวันนี้... เอเดรียน ฟลินทรัสต์กลับบ้านแล้ว

"แค่ยี่สิบสี่ปี... เอเรส ไปเอามาจากไหนว่าสามสิบ"

"ข้าสิอายุสามสิบ! แล้วพี่ก็หายไปตอนข้าหกขวบ... หกขวบ!" แม้ว่าคนพูดจะมีอายุอานามถึงสามสิบปี แต่วิธีการพูดของเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าพี่ชายกลับดูเหมือนเด็กไม่มีผิด "การอยู่ตัวคนเดียวในบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้มันยากขนาดไหน พี่รู้บ้างไหม" แต่เมื่อเอเรสพูดแบบนี้ เอเดรียนก็ได้แต่ยิ้มอย่างอ่อนใจ และยกมือขึ้นลูบผมสีเข้มด้วยความเอ็นดู และเพียงเท่านั้นคนตรงหน้าก็ก้มหน้าลงพร้อมทั้งหลับตา ราวกับรอคอยช่วงเวลานี้มาแสนนาน

ตระกูลฟลินทรัสต์ประกอบกิจการค้าอาวุธและเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในท่าเรือทิศใต้ แต่อย่างไรสงครามการค้าขายก็ไม่เคยจบสิ้น ยังมีกลุ่มอิทธิพลอีกหลายกลุ่มในย่านนี้ทำให้เกิดการช่วงชิงอำนาจทางการตลาด คุณหญิงแห่งตระกูลฟลินทรัสต์เสียชีวิตจากการให้กำเนิดบุตรชายคนที่สอง ดังนั้นจึงเหลือเพียงคุณชายใหญ่และพี่น้องที่คอยช่วยเหลือกัน แต่เมื่อยี่สิบสี่ปีก่อนนั่นเองที่ตระกูลอิทธิพลได้ตกต่ำลงเนื่องจากการสูญเสียผู้นำสูงสุด

บิดาของเอเดรียนและเอเรส... ถูกยิงตาย

เอเดรียนมีอายุเพียงสิบขวบในตอนนั้น และการสูญเสียบิดาไปต่อหน้าต่อตาทำให้เด็กชายคิดว่าตนคงไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ได้ เขาจึงหันหลังให้กับตระกูล ทอดทิ้งทรัพย์สมบัติและอำนาจแห่งฟลินทรัสต์ทั้งหมดเพื่อหันหน้าไปสู่ความยุติธรรมในสังคมขุนนางแห่งอาเดรียด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะสามารถทำให้ผู้คนในตระกูลฟลินทรัสต์ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขและปลอดภัยได้

ทว่าเอเรส ฟลินทรัสต์... กลับมีความคิดที่ต่างออกไป

การที่ฟลินทรัสต์เพลี่ยงพล้ำเกิดมาจากความสูญเสีย ความสูญเสียที่ไม่ได้มีความหมายแค่ทางใจ แต่พวกเขาสูญเสียบุคคลที่มีอำนาจ ความรู้ และประสบการณ์ไป อีกทั้งไม่มีผู้ใดมีความหลักแหลมเท่าเทียมคุณชายใหญ่แห่งฟลินทรัสต์ ทำให้พวกเขาเกิดความระส่ำระส่าย แตกแยก ตกต่ำล่มจม และถูกคนอื่นเหยียบย่ำ ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาของเอเรสคือการต่อสู้โดยไม่หวังพึ่งอำนาจของผู้อื่น แต่เป็นการผลักดันตัวเองให้มีอำนาจเหนือผู้ใด

และเขาก็พิสูจน์ได้แล้ว... ด้วยสมญาของ 'ราชาโจรสลัดแห่งเทเทส'

"ใครว่าข้าไม่ใยน้องชายตัวเอง" เอเดรียนหัวเราะเบาๆ แม้ว่าเขาจะมีเรื่องเร่งด่วนรีบร้อน แต่ในเมื่อคนตรงหน้าเป็นถึงน้องชายร่วมสายเลือด ใครบ้างจะสามารถวางท่าเย็นชาต่อไปได้ แม่ทัพใหญ่ค่อยๆดึงคนตรงหน้ามากอด และลูบหลังกว้างช้าๆเป็นเชิงปลอบอยู่อย่างนั้น "คิดว่าการที่เจ้าเป็นจอมโจรแล้วรอดชีวิตมาถึงทุกวันนี้เป็นเพราะ 'ฟลินทรัสต์' รึ ...เอเรส"

"ถ้าพี่ไม่่ช่วยข้าก็ให้มันรู้ไปสิ!"

"เช่นนั้นครั้งนี้คงต้องยืมคำพูดของเจ้าบ้างแล้ว... หากเจ้าไม่ช่วยพี่ก็ให้มันรู้ไปเถอะ"

เอเรสสูดหายใจเข้าแล้วผละออกจากอ้อมกอดของพี่ชาย เขายืดอกขึ้นด้วยมาดของผู้นำ "ข้ารอเวลานี้มาตลอด" คนตรงหน้าแสยะยิ้มที่เกิดจากทั้งความดีใจและความสาแก่ใจ "เวลาที่พี่จะกลับบ้าน และมาขอความช่วยเหลือจากข้า" ร่างสูงยิ้มกว้าง "เวลาที่... เราจะร่วมมือกันอีกครั้ง ข้ารอมาตลอด ยี่สิบ... กว่าปี"

"ยี่สิบสี่..." เอเดรียนต่อประโยคให้จบ "ยิ่งโต... เจ้ายิ่งหน้าเหมือนพ่อ"

"ข้าหน้าเหมือนพี่!"

"เอ้า พี่ก็ได้..."

เอเดรียนถอนใจก่อนจะปลดผ้าคลุมไหล่ออกพาดแขนแล้วเดินขึ้นบันไดกลางไปยังห้องทำงานที่เคยเป็นของบิดา แม้จะไม่ได้กลับบ้านมาเป็นเวลานานขนาดนี้ แต่เขากลับจดจำทุกอย่างที่นี่ได้ อีกทั้งเอเรสก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรภายในบ้านอีกด้วย ตามทางเดินภายในยังมีภาพวาดของผู้นำตระกูลแต่ละคน และอาวุธประจำกายที่เคยใช้ เอเดรียนเดินผ่านไปยังภาพวาดของบิดาและหยุดมองมันสักครู่หนึ่งราวกับระลึกถึงใบหน้าที่เขาเกือบจะลืมไป อาวุธคู่ใจของฝ่ายนั้นคือปืนไฟกระบอกยาวซึ่งวางอยู่บนแท่นแขวนติดผนัง แต่ภาพต่อมากลับเป็นกรอบเปล่าที่ไม่มีรูปของผู้ใดอีกทั้งแท่นวางอาวุธที่ว่างเอาไว้เหมือนรอผู้นำตระกูลคนต่อไป

"เจ้าไม่ชอบเวลามีหน้าตัวเองอยู่บนผนังหรือ" แม่ทัพหนุ่มเลิกคิ้ว

"เอารูปใครขึ้นผนังไม่เห็นจะอายุยืนสักคน" เอเรสตอบ "อีกอย่าง... พี่ในตอนนั้นก็ยังเกินจะวาด"

เอเดรียนมุ่นคิ้วเมื่อได้ยินดังนั้น "เจ้าเป็นผู้นำตระกูลฟลินทรัสต์ เอเรส... ไม่ใช่ข้า" ไม่ใช่คนที่ทอดทิ้งตระกูลไปยี่สิบกว่าปีเพียงเพราะคิดว่าสังคมภายนอกจะดีกว่า แต่สุดท้ายแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ "แต่ถ้าเจ้าคิดว่าถ้าวาดรูปแล้วจะอายุสั้นก็เอาเถอะ" แม่ทัพใหญ่เดินไปถึงห้องทำงาน ตรงไปที่ผ้าม่านที่รวบเอาไว้ข้างหน้าต่างบานใหญ่ ดึงเชือกเส้นใหญ่ที่แอบซ่อนเอาไว้ เพื่อดึงแผนที่ขนาดมหึมาลงมาจากกระบอกเก็บด้านบน ซึ่งแสดงรายละเอียดภูมิศาสตร์ และเขตแดนทางตะวันออกของมหาทวีปทั้งหมด

"เจ้าแผ่ขยายเมืองออกไปทางทิศใต้มากเกินไปแล้ว"

แผนที่นั้นถูกต่อเติมและเพิ่มรายละเอียดให้มีความเป็นปัจจุบันมากที่สุด โดยสังเกตได้จากสีที่ไม่สม่ำเสมอกันในแต่ละที่ ซึ่งส่วนต่อเติมมักจะมีสีที่สดกว่า และสิ่งที่เอเดรียนกำลังสนใจนั่นก็คือสัญลักษณ์ของเมืองและท่าเรือที่แผ่ขยายออกไปทางใต้เรียบชายฝั่งซึ่งมีส่วนติดกับป่าเวทมนตร์ และล่วงล้ำเข้าไปเขตของคัสนาห์ นี่คือแผนที่แสดงอำนาจของตระกูลฟลินทรัสต์ เป็นสมบัติตกทอดของตระกูลผู้มีอิทธิพลทางการค้า

"เราจะต้องรบกับธีสธรัล..." ผู้เป็นพี่ไม่อ้อมค้อม "เจ้าคงจะเห็นการมาถึงของราชินีไวลด์แล้ว"

เอเรสจรดยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย "ได้ชื่อว่าเป็นราชาโจรสลัด มีเรื่องเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ข้าจะไม่รู้"

"ข้าเสนอให้ธีสธรัลจ่ายค่าธรรมเนียมจอดเรือให้เราตามที่ควรจะเป็น แต่พระนางลังเลเพราะเกรงว่าการตกลงยอมความจะทำให้ประชาชนของนางเกิดความไม่พอใจ" แม้จะได้ชื่อว่ารู้ทุกเรื่อง แต่เรื่องการเจรจานี้ เอเรสยอมรับว่าเขาเพิ่งได้ยินจากปากพี่ชาย "นางจึงปรับเปลี่ยนข้อเสนอเป็นการเหมาจ่ายค่าธรรมเนียมแบบรายปี โดยคลังหลวงธีสธรัลจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้เอง"

เอเรสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเริ่มคาดเดาได้ว่าราชินียื่นข้อเสนอใดกลับมา

"...แต่ข้าจะต้องสังหารท่านชายซินญอร์ และเป็นผู้นำอาเดรียเสียเอง" เอเดรียนกำหมัดแน่นครั้งหนึ่งด้วยความอึดอัด "พระนางร่างสัญญาข้อตกลงนี้ขึ้นมา เหลือเพียงการลงนามของข้า ปัญหาบาดหมางระหว่างเรากับธีสธรัลก็จะจบลง" ผู้เป็นน้องพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่ตอบโต้ "แต่ราชินีก็แล่นเรือออกไปจากอ่าวออโรราแล้ว หลังจากรู้ข่าวการมาเยือนของท่านราชเลขาแห่งทารอธ"

"นางคงคิดว่าพี่ร่วมมือกับแอสทารอธแล้ว" เอเรสพึมพำ

"ท่านราชเลขามาเพื่อประกาศบทลงโทษในความผิดของผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์ที่ถูกคุมตัวอยู่ที่มหาคฤหาสน์" เมื่อพูดถึงเลสธีราห์ เอเดรียนก็คิดว่าตัวเองแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้ามากจนเกินไป ชายหนุ่มเบือนหน้าหนีและเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างสักพักก่อนจะหันกลับมา "เหนือหัวดาเรียสให้โอกาสเขาแก้ตัวอีกครั้งด้วยการออกรบด้วยเรือเพียงลำเดียว"

เอเรสมุ่นคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจต่อคำสั่งของเหนือหัว...

นี่ต้องไม่ใช่คำสั่งธรรมดาตามความหมายของมันแน่นอน

เอเดรียนสูดหายใจเขาลึกๆครั้งหนึ่งแล้วค่อยๆผ่อนออกมา "เจ้ารู้เรื่องเลสธีราห์ด้วยใช่ไหม เอเรส" แม้จะพยายามเลี่ยงไม่พูดถึงแล้ว แต่เอเดรียนรู้สึกได้ว่าน้องชายรู้ความเคลื่อนไหวของตนตลอดเวลา จนแทบจะเรียกได้ว่าจับตามองอยู่เลยก็ว่าได้ "เจ้ารู้ว่าผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์คือใครใช่ไหม"

"ธนูแหวกสมุทรแอควาเรียร์เป็นสิ่งที่นักเดินเรือทุกคนหวาดกลัว"

เอเรสยักไหล่ และพยายามหักห้ามไม่ให้ตัวเองเอ่ยแซวพี่ชาย "และผู้ที่สามารถใช้อำนาจของมันได้จะต้องผ่านการฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในวิชา 'ฟังเสียงมหาสมุทร' ซึ่งนั่นจะทำให้เขาเข้าถึงจิตวิญญาณของท้องทะเลได้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของมัน" นัยน์ตาสีน้ำตาลเคลื่อนขึ้นมองสบกับพี่ชาย "แต่เมื่ออยู่บนบกแล้ว บุคคลผู้นั้นก็อาจเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง... ที่อาจจะดูสวย" ต่อให้พยายามห้ามใจสักแค่ไหน แต่เอเรสก็พบว่าตัวเองอดปากไม่ได้อยู่ดีซึ่งนั่นทำให้เอเดรียนหันมามองนิ่งๆเป็นเชิงเอ็ด ชายหนุ่มจึงพยายามบ่ายเบี่ยงด้วยการเดินตรงไปที่แผนที่และไล่นิ้วไปตามท่าเรือใหม่ที่เกิดขึ้นในทางใต้แทน

"ฤดูค้าขายกำลังจะเริ่มต้น ดังนั้นพวกเขาจะกลับมาชุมนุมกันที่ท่าเรือเพื่อทำข้อตกลง"

เอเดรียนลืมสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาก่อนหน้าเสียจนเกือบหมด เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยในสิ่งที่เอเรสกำลังจะพูดต่อไป "ถ้าธีสธรัลจะทำสงคราม ข้าก็มีกำลังพลในมืออย่างน้อยห้าสิบลำ" ชายหนุ่มยิ้ม "อุ่นใจขึ้นมาบ้างหรือเปล่า" และก็อดทึ่งไม่ได้ที่อีกฝ่ายคาดเดาความคิดของเขาได้ถูกต้อง

"ข้าต้องการแค่... ช่วยเลสธีราห์" เอเดรียนพูดออกมา "ดูแลให้เขาปลอดภัย"

"แล้วพี่จะไปไหนเล่า"

"ข้าอาจจะต้องเลือกภักดีต่ออาเดรีย... มากกว่าท่านชาย" แม่ทัพใหญ่เลี่ยงตอบ "ความภักดีที่ข้ามี มันช่วยเหลืออาณาจักรได้จริงหรือ" เลสธีราห์เคยถามเช่นนี้กับเขา และชายหนุ่มก็เก็บมันมาพิจารณาอยู่ตลอด แม้จะรู้คำตอบตั้งแต่แรกว่ามันเป็นเพียงความกตัญญูที่ผิดพลาด แต่เอเดรียนก็ไม่เคยหักใจยอมรับได้ว่าบุคคลที่เขาเคารพนับถือมาตลอดชีวิตจะเป็นผู้นำที่ไม่เอาไหน

เอเรสอ้าปากน้อยๆก่อนจะยิ้มออกมา "แล้วพี่... ลงชื่อในสัญญาของธีสธรัลหรือยังล่ะ"

 



เฟรดากลับมาที่เมืองหลวงหลังจากการดูแลพี่สาวที่ได้รับบาดเจ็บจากการประลอง และทำหน้าที่ในส่วนของผู้นำหน่วยลาดตระเวนชายแดนตะวันตกต่อหลังจากเหนือหัวดาเรียสมีคำสั่งให้สายลับเซนทอร์ทุกตนที่อยู่ในอาเดรียกลับมา แต่สิ่งที่นางคิดไม่ถึงมาก่อนนั่นคือการขาดการติดต่อกับเมื่อหลวงเพียงหนึ่งสัปดาห์จะทำให้เรื่องบานปลายไปถึงขนาดนี้

"ข้าเป็นสายอยู่ในคฤหาสน์ราห์โมนา... เหตุใดจึงไม่ไถ่ถามข้าสักคำ!"

แน่นอนว่าการตัดสินใจของขุนนางถือเป็นที่สุด แต่เฟรดาก็อดประท้วงไม่ได้อยู่ดี และบุคคลเดียวที่นางจะโวยวายด้วยได้ในตอนนี้ก็คือรีดาห์ รองผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์ "จริงอยู่ว่ามันคงเป็นวาระเร่งด่วน แต่อย่างน้อยก็ควรจะถามความเห็นจากสายสืบบ้าง แบบนี้จะส่งข้าไปเพื่ออะไร"

รีดาห์ถอนใจ "แต่ซาฮาลก็อยากจะช่วยเลสธีราห์... ให้เขาได้กลับมา..."

"เจ้าก็เข้าข้างหมอนั่น!" แม้ซาฮาลจะเป็นถึงว่าที่เหนือหัวแกห่งแอสทารอธ แต่สำหรับเฟรดาแล้ว ในตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังเป็นแค่ 'ว่าที่' อยู่ดี "เดินเชิดเหลือเกิน... คิดว่าความคิดของตัวเองถูกต้องและดีไปเสียหมด นี่ขนาดยังไม่ได้ขึ้นเป็นเหนือหัว หากได้ขึ้นปกครองแล้วจะมีใครบ้างที่ห้ามหมอนั่นได้บ้าง ความเป็นเซนทอร์เต็มเปี่ยมเสียขนาดนี้"

"แต่ข้าก็เห็นเขาว่าหวังดีจริงๆนี่นา" รีดาห์แก้ต่าง แม้จะไม่ค่อยเข้าใจตัวเองว่าจะช่วยอีกฝ่ายทำไม

"รีดาห์" เฟรดาถอนใจ "พวกผู้ชายนี่มันไม่ละเอียดอ่อนเอาซะเลย!"

"หา... แล้วเหตุใดเจ้าจึงมาว่าข้าแบบนั้น" เซนทอร์หนุ่มอ้าปากค้างเมื่อถูกหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนแลบลิ้นใส่ "เจ้าก็น่าจะรู้ว่าเลสธีราห์อยู่ในภาวะกดดันมาตลอดชีวิต เขาต้องการพิสูจน์ตัวเองก็เท่านั้น ซาฮาลหวังดีก็เลยยื่นโอกาสนี้ให้ แม้ว่ามันจะดูโหดร้ายไปบ้างก็ตามที"

"เจ้าเคยถามไหมว่าจริงๆแล้วเลสธีราห์อยากพิสูจน์ตัวเองไปทำไม" เซนทอร์หญิงเลิกคิ้ว

"เพราะให้ได้รับการยอมรับในฐานะอัศวิน"

หญิงสาวส่ายหัวช้าๆ "เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากคนรอบตัวว่าเขามีตัวตนของตัวเองต่างหาก" เฟรดาถอนใจก่อนจะมองไปทางทิศใต้ซึ่งหมายถึงอาณาจักรอาเดรีย "ไม่ว่าจะในฐานะเซนทอร์หรืออะไรก็ตาม เขาแค่อยากได้รับการยอมรับว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของมัน"

"เช่นนั้น..."

"เจ้าเป็นเพื่อนสนิทของเขา เหตุใดจึงไม่แปลกใจบ้างว่า ทำไมคนที่ชอบอยู่ในร่างมนุษย์อย่างเลสธีราห์ถึงถูกจับในร่างเซนทอร์ได้" รีดาห์มุ่นคิ้วเล็กน้อย และชะงักนิ่งไปสักพักเพราะเห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่าย "ข้าอยู่ที่ราห์โมนา... รีดาห์... นี่คือเหตุผลที่ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่มีใครถามความเห็นข้าเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่ข้ารู้ว่าเลสธีราห์ทำสิ่งนั้นไปเพื่อใคร "

"ใครกัน"

"แม่ทัพเอเดรียน... คนที่ซาฮาลเสนอให้เลสธีราห์ฆ่าเขาเพื่อกลับมายังแอสทารอธ"

รีดาห์เบิกตาขึ้นพร้อมกับอ้าปากค้าง "เช่นนั้น..." รองผู้บัญชาการนิ่งอึ้ง เนื่องด้วยรู้จักนิสัยใจคอของเลสธีราห์ดี "เฟรดา! เจ้าต้องไปหยุดคนนำสารของแอสทารอธ เขาถือข้อตกลงของแอสทารอธกับธีสธรัลที่ลงนามพร้อมประทับตราของเหนือหัวดาเรียส ถ้าเลสธีราห์คิดจะขัดคำสั่งขึ้นมา แอสทารอธจะต้องไม่เสียหน้าจากกระดาษแผ่นเดียว ส่วนข้าจะไปเปลี่ยนผังติดตั้งปืนใหญ่ของเรือเซเลสต์" เซนทอร์ทั้งสองมองหน้ากันครั้งหนึ่ง แล้วจึงออกวิ่งไปด้วยกันโดยมีเป้าหมายคือเมืองท่ามารินา

เพราะเลสธีราห์...ไม่มีทางหันอาวุธใส่คนที่ตัวเองรักได้...

 



'เราจะเข้าร่วมกับธีสธรัล การทำศึกครั้งนี้ขอให้เจ้าทำลายอาเดรีย'

เหนือหัวดาเรียสไม่เคยเดินทางออกแอสทารอธไม่ว่าด้วยเหตุผลใด แต่กลับมาถึงที่นี่ด้วยตนเองทำให้ปัญหาของเลสธีราห์เป็นเรื่องใหญ่ที่เซนทอร์ทุกตนจับตามอง และแน่นอนว่าคำสั่งที่ปรากฎอยู่ในประกาศฉบับนั้นคือผลของการระดมความคิดและกลั่นกรองอย่างถี่ถ้วนแล้วของขุนนางระดับสูงทั้งหมด และนับเป็นคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด

นี่คือการปกครองของเซนทอร์...

'ธีสธรัลจะต้องระดมกำลังพลมาที่อ่าวออโรราอย่างแน่นอน และนั่นคือกำลังสนับสนุนของเจ้า'

หากเขาสามารถทำตามความประสงค์ของสภาขุนนางได้ แอสทารอธจะสามารถยื่นข้อเสนอให้กับธีสธรัลได้ อันทำให้ได้มาซึ่งเรือจักรไอน้ำสิบลำที่จะทำให้กองเรือพาณิชย์ก้าวหน้าไปอีกขั้น และพัฒนาการค้าขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย อีกทั้งเลสธีราห์ก็จะมีความดีความชอบมากพอที่จะกลับไปนั่งในตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือรบเซเลสต์ ตลอดจนได้รับการยอมรับจากเซนทอร์ตนอื่นว่าเขามีความสามารถพอ หาใช่เพราะเส้นสายและความสนิทสนมส่วนตัวของราชเลขาและเหนือหัว ดั่งคำครหาที่ชายหนุ่มพบเจอมาตลอดชีวิต

แต่เลสธีราห์กลับไม่รู้สึกดีใจที่ได้รับโอกาสครั้งนี้เลย

ภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงแค่ต้องหันหลังให้กับเอเดรียน แต่มันคือการย้อนกลับมาทำลายอีกฝ่ายด้วย ต่อให้คำสั่งของเหนือหัวดาเรียสถือเป็นคำขาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่มันก็เป็นคำสั่งที่เลสธีราห์ไม่คิดจะปฏิบัติตามเลยแม้แต่น้อย

ร่างโปร่งกำหมัดแน่น ขณะเดินกลับมายังคฤหาสน์ราห์โมนาอันเป็นที่พักของแม่ทัพใหญ่ หลังจากขออนุญาตมารดาและเหนือหัวปลีกตัวออกมาสักพัก ทางอาเดรียจัดเตรียมที่พักรับรองอย่างดีเอาไว้ให้ราชเลขา แต่นางก็ปฏิเสธน้ำใจอย่างนิ่มนวล ด้วยไม่ต้องการทิ้งเหนือหัวของตนเอาไว้ตามลำพังที่ราชรถ เพราะผู้นำเซนทอร์ไม่เดินออกไปไหน ดังนั้นราชเลขาจึงมีหน้าที่ดูแลอยู่ใกล้ๆในฐานะคนสนิท

แน่นอนว่าด้วยความเป็นสตรี ลีอาห์อาจต้องออกมายืนหลับอยู่ข้างราชรถเพื่อความบริสุทธิ์ใจ

ซึ่งการยืนหลับนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเซนทอร์เลย

องครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าคฤหาสน์จำเลสธีราห์ได้จากลักษณะการแต่งตัวและรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างจากคนอื่น และพวกเขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเซนทอร์ ดังนั้นการจะปล่อยให้เขาเดินเข้าไปด้านในง่ายๆคงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ "ขออภัย ท่านเลสธีราห์... แต่ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่มีคำสั่งให้ท่านเข้าพบ" เลสธีราห์สูดหายใจช้าๆและหยุดนิ่งอยู่ที่ประตูรั้วของคฤหาสน์อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร

"แล้วท่านแม่ทัพอยู่ไหนกัน"

"เขาไม่ได้กลับมาที่นี่หลายวันแล้ว..." เซนทอร์หนุ่มเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น และหันกลับไปมองมหาคฤหาสน์ที่อยู่ตั้งเด่นอยู่ในเขตปราการชั้นในซึ่งเป็นใจกลางของอาณาจักรอาเดรีย "ไม่มีใครอยู่ที่นี่ ท่านเลสธีราห์ ทั้งท่านโจฮาล และท่านจาเร็ตต์ก็ออกไปหมด เราจึงไม่อาจปล่อยให้ท่านเข้าไปด้านในได้" เลสธีราห์แค่นหัวเราะสั้นๆและคิดว่าเขาควรจะกลับไปที่มหาคฤหาสน์คงจะดีกว่า เอเดรียนอาจจะวุ่นวายกับการเตรียมกองทัพเพื่อออกรบจนไม่มีเวลาว่างมาสนทนากับเขาก็เป็นได้

แม้ว่ามันอาจจะเป็นการสนทนาครั้งสุดท้ายก็ตาม...

แต่เสียงกีบเท้าของม้าที่วิ่งมาจากไกลๆก็ทำให้เซนทอร์หันไปมอง เขาจำได้ว่ามันเป็นวิธีการวิ่งของม้าศึกคู่ใจของจาเร็ตต์ "เลสธีราห์...!" แต่คนที่ควบขี่มันมากลับเป็นแม่ทัพใหญ่ เขากระโดดลงจากหลังม้าพร้อมกับอาการหอบ บอกได้ว่าอีกฝ่ายรีบกลับมาที่นี่ทันทีที่รู้ว่าเลสธีราห์ไม่อยู่ที่มหาคฤหาสน์อีกต่อไป เอเดรียนส่งเชือกจูงม้าให้กับองครักษ์ยาม ก่อนจะหันมาหาคนข้างกาย

"เจ้ามาที่นี่..."

"ข้าคิดว่าเจ้าจะกลับมาที่นี่"

เซนทอร์หนุ่มพึมพำ "พรุ่งนี้ข้าต้องกลับแอสทารอธแล้ว คงจะ..." เขาพูดต่อไม่ได้ เลสธีราห์คิดไม่ออกว่าตนควรจะพูดอะไร หรือพูดอย่างไรกับเอเดรียน เขาจะต้องกลับไปหาพวกพ้องของเขา กลับไปอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นของตน และคงจะกลับมาพบกับเอเดรียนด้วยความรู้สึกเดิมไม่ได้อีก

"คงจะไม่ได้กลับมา..."

ต่อให้เอเดรียนจะเคยพูดไว้ว่าจะรอเขาอยู่ที่จุดนัดพบเดิมทุกวัน แต่หากเลสธีราห์ได้กลับไปแอสทารอธจริงๆ เอเดรียนอาจไม่มีชีวิตอยู่เพื่อทำแบบนั้นอีกแล้ว "ข้าอยากพบเจ้า" น้ำเสียงของเซนทอร์สั่นไหว เอเดรียนที่สัมผัสถึงความกดดันของอีกฝ่ายได้ดีจึงคว้าแขนคู่สนทนาพาเดินเข้าไปในคฤหาสน์ ตรงไปยังห้องพักของเขาเพื่อความเป็นส่วนตัว และหลบเลี่ยงสายตาสอดรู้สอดเห็นของคนอื่นๆ

ผิวของเลสธีราห์เย็นจากการที่เดินตากลม เอเดรียนจึงถอดผ้าคลุมไหล่ของตนออกคลุมให้

"เดินกลับมาถึงนี่โดยไม่มีเสื้อสักตัว ประเดี๋ยวจะป่วยเอา" เอเดรียนแตะมือกับลำคอของคนตรงหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายสบายดี แต่เพียงเท่านั้น ลมหายใจของเซนทอร์หนุ่มก็ติดขัดราวกับสะกดกลั้นความรู้สึกเอาไว้สุดกำลัง เลสธีราห์ยกมือขึ้นวางบนมือใหญ่ และกอบกุมเอาไว้อย่างนั้น

เอเดรียนจับมือตอบพร้อมกับทอดยิ้มจาง แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ก็ตาม

"แค่เจ้าอยากพบข้า... ก็ดีใจมากแล้ว"

"เจ้าไม่เข้าใจ" เซนทอร์พึมพำ อีกฝ่ายไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเขาถึงอยากพบอีกสักครั้ง หรืออยากสนทนาด้วยอีกสักคำ เอเดรียนไม่เข้าใจว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันด้วยความรู้สึกที่ยังเหมือนเดิม "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ข้าจะไม่ทำแบบนี้" เลสธีราห์หลับตา ซบหน้าลงกับบ่ากว้างอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน สองมือเรียวค่อยๆเคลื่อนขึ้นโอบกอดรอลำคอหนาเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว

"จะไม่ตอบรับคำชวนของเจ้าตั้งแต่แรก... เพื่อจะมาถึงวันนี้"

เขาจะไม่สนิทสนมใกล้ชิดกับอีกฝ่ายจนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ตัดขาดจากกันไม่ได้แบบนี้ เขาจะเป็นพรานป่าลึกลับต่อไปและเฝ้ามองเอเดรียนโดยที่ไม่มีเยื่อใยต่อกันแบบนี้ "แต่หากย้อนเวลาได้ ข้าก็จะทำเหมือนเดิม" ทว่าเอเดรียนกลับคิดต่างออกไป เพราะเขามีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิด และรู้สึกสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นต่อให้เขาเลือกได้อีกสักกี่ครั้ง เอเดรียนคิดว่าตนคงจะทำเหมือนเดิม

"สิ่งเดียวข้าอยากแก้ไข คือการไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงแต่แรกที่ทุ่งแห่งนั้น"

มืออีกข้างของชายหนุ่มเอื้อมขึ้นมาลูบผมสีอ่อนแผ่วเบา และจับปอยเล็กๆขึ้นทัดหูเพื่อให้เห็นใบหน้าของคู่สนทนาชัดขึ้น "ข้าจะได้อยู่กับเจ้านานขึ้นอีกสักนิด" ต่อให้อยากจะย้อนกลับไปว่าเอเดรียนช่างปากหวานจนเลี่ยน แต่เลสธีราห์ก็ทำได้แค่หัวเราะออกมาสั้นๆด้วยความยินดีที่ได้ยิน "ต่อให้ไม่อยากปล่อยมือ... แต่ถ้าจากกันด้วยดีข้าก็คิดว่ามันคงจะดีกว่า"

ร่างโปร่งเงยหน้าขึ้นมองคนพูด ก่อนจะหลบสายตา

"ข้าอยากให้เจ้ากลับไป" ร่างสูงว่า "เจ้าควรจะมีชีวิตอยู่ในที่ที่เป็นของเจ้า" น้ำเสียงของเอเดรียนอ่อนโยน และขณะที่อีกฝ่ายพูดก็ยังคงมีรอยยิ้มที่อบอุ่นอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้เหมือน "เหนือหัวมีความเมตตา เขาจึงให้โอกาสนี้กับเจ้า เจ้าจึงควรกลับไป เลสธีราห์"

"แต่เจ้า..." เลสธีราห์กัดฟัน "แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป"

"ข้าจะกลับไปหาเจ้า" เอเดรียนยิ้มจาง "เมื่อข้ามีเกียรติมากพอที่ทำให้เจ้าภูมิใจ" เพียงแค่คิด เลสธีราห์ก็รู้สึกเจ็บในอกจนแทบทนไม่ได้ เขาหลับตาและก้มลงซบหน้ากับแผ่นอกกว้าง และนิ่งฟังหัวใจของอีกฝ่ายเต้นซึ่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับไม่รู้ชะตากรรมตนเอง อีกทั้งยังลูบผมสีอ่อนปลอบประโลมอีกด้วย  "ไม่ว่าเจ้าจะกลัวอะไร ข้ายังอยู่ข้างเจ้าเสมอ" เสียงทุ้มกระซิบบอก และจรดริมฝีปากจูบข้างขมับช้าๆ ความคิดฟุ้งซ่านและวุ่นวายที่อยู่ในหัวของเลสธีราห์ก่อนหน้านี้เลือนหายไปจนหมด เหลือแต่ความรู้สึกอบอุ่นที่คุ้นเคยทว่าไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน ทั้งที่ไม่ได้ห่างหายจากกันไปเป็นเดือนเป็นปี

"ข้ารักเจ้า... เลสธีราห์"

เลสธีราห์ยอมรับคำสารภาพเอาไว้ ก่อนจะซุกหน้ากับอกกว้างด้วยความเต็มใจ ทั้งที่ใจหนึ่งของเขากำลังตะโกนบอกเตือนสติตัวเองอยู่ว่าเอเดรียนเป็นมนุษย์ และไม่สามารถทิ้งหน้าที่มาเพื่อเขาได้ เช่นเดียวกับที่เขาไม่สามารถทิ้งภาระของตนลงเพื่อไปหาอีกฝ่ายได้เช่นกัน แต่ใจที่หนักแน่นกว่ากลับเมินเฉยเสียงเล็กๆน่ารำคาญ เลสธีราห์เพียงแค่ต้องการสิ่งนี้... เขาแค่ต้องการวงแขนที่อบอุ่นและแข็งแกร่งพอมาโอบกอดเขาไว้

ไม่ใช่ชื่อเสียงและเกียรติยศนอกกายที่ต้องแลกด้วยใจอันเจ็บปวด

...เขาต้องการเพียงแค่เอเดรียนเท่านั้น

หากเขาเลือกเอเดรียนได้ เขาก็คงไม่ลังเล แต่สิ่งที่ชายหนุ่มเป็นในตอนนี้คือคนที่เลือกอะไรไม่ได้ เพราะทุกอย่างถูปูทางเอาไว้หมดแล้ว เขามีหน้าที่เพียงแค่เดินตามเท่านั้น เพื่อผลประโยชน์ของอาณาจักร อันเป็นเกียรติที่เซนทอร์ตนหนึ่งควรจะภูมิใจ

แต่การมีชีวิตเพื่อผู้อื่นแบบนี้มันมีความสุขจริงหรือ...

มือเรียวยกขึ้นแตะเสี้ยวหน้าของคนพูด "เอเดรียน..." ร่างโปร่งรั้งอีกฝ่ายเข้ามาหาจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจของทั้งคู่ ก่อนที่ริมฝีปากบางแตะแนบอีกฝ่ายและกดจูบช้าๆอ้อยอิ่ง แขนเรียวเคลื่อนขึ้นไปโอบกอดรอบลำคอแกร่งและเหนี่ยวรั้งให้รับจุมพิตที่รุนแรงขึ้นด้วยความปรารถนา ลิ้นอุ่นร้อนแลกรสชาติกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับหิวกระหาย ขณะที่ร่างกายพยายามเบียดเข้าแนบชิดจนแทบจะไม่มีช่องว่างระหว่างกัน ลมหายที่ไม่ค่อยเป็นจังหวะบ่งบอกได้ถึงความปรารถนาที่ก่อตัวขึ้นมาในสถานการณ์ไม่ค่อยเหมาะสม ที่นี่คือห้องพักของแม่ทัพใหญ่ และบรรยากาศทั้งหมดทั้งปวงก็ไม่เอื้ออำนวยให้คู่รัก

"เลสธีราห์..."

เอเดรียนดึงตัวเองกลับมาจากภวังค์ ทว่าลมหายใจสั่นพร่าก็ยังยากจะควบคุม เขาพยายามจะคลายวงแขนจากเอวคอด แต่อีกฝ่ายกลับรั้งมันเอาไว้โดยที่ไม่ยอมมองสบตา ราวกับชั่งใจว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป "ถ้าเจ้าไม่ห้ามข้า..." เอเดรียนแนบหน้าผากของตนเองกับอีกฝ่าย "ข้าก็ห้ามตัวเองไม่ได้หรอกนะ"

"ลืมสักพักได้ไหมว่าเราเป็นใคร" ร่างโปร่งกล่าวตอบ "เป็นแค่เจ้ากับข้าได้ไหม ในตอนนี้"

พวกเขาแนบริมฝีปากหากันอย่างโหยหา รุนแรงขึ้นอย่างไม่คิดจะหักห้ามตัวเองอีกต่อไป ผ้าคลุมไหล่สีเข้มถูกปลดออกอย่างรวดเร็ว และเคลื่อนไปแหวกสาบเสื้อออก ขณะที่ตัวเองถูกดันให้ก้าวถอยไปถึงโต๊ะทำงานด้านหลัง แผ่นหลังโปร่งนอนแนบลงกับเนื้อไม้ ริมฝีปากยังไม่แยกห่างจากรสจูบที่ดูดดึง อิงแอบ แนบชิดคลอเคลียกันไม่ห่าง



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #349 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 05:19
    น้ำตานองหน้าอ่ะตอนนี้ เจ็บปวดมาก สงสารเลส
    #349
    0
  2. #283 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 / 19:16
    ในที่สุด!!! ยินดีกับเอเรสด้วยครับ ... ได้เจอพี่สักที //ตบมือแปะๆ
    24 ปี ก็ไม่ใช่ ’แค่’ นะเอเดรียน อีกนิด ... อีก 1 ปี ... ถ้า 25 ตามทฤษฎีการปัดเศษ มันก็จะ 30 อย่างที่เอเรสว่าแล้ว  55555
    โอ้โห ........ โคตรหมา เห็นหางกระดิก ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
    เอเรส ... ท่านพ่อบนสวรรค์ต้องร่ำไห้แน่ๆ ... หน้าเหมือนพ่อไม่ได้เหรอ ... พี่แกก็เหมือนพ่อไง 55555555555
     
    .............. ปวดหัวเป็นเพื่อนเฟรดา เอ้า  วิ่งเข้าทั้งสองคน 
     
    อร๊าาาาาาาาาาาาา   เลสชวน!!!!  งื้อออๆๆๆ  //เกาคีย์บอร์ด
    ดูมีความรัก(ก็มันรักกัน ....)  ภายใต้ความหวาน  ......  ต่อด้วยการบอกลา
    อารมณ์เช้าวันพรุ่งขึ้นน่าจะหักดิบเรามาก .................... ดีว่าตัดไว้คนละตอน 555555555555
     
    #283
    0
  3. #162 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2557 / 19:40
    โอ้ยเบื่อเอเดรียน อวดดีหรืออะไรวะไม่สนใจกฏอ้างว่ารีบแล้วขี่ม้าไปในเมื่องเซนทอร์ โอเคเว่ยยยย ขอโทศที่เกลียดเอเดรียน ไม่ค่อยชอบรีดาห์ด้วย ไม่รู้สิ._.
    #162
    0
  4. #160 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2557 / 17:38
    อร๊ายยยยยยย เราชอบเซนเรสน้าาาาา นางสวยยย ฮ่าาาาาาาา  แต่เอเดรียนเมะไง เราลำเอียง หุหุหุ
     
    เลสจะกลับมาทันตอนตกลงกันมั้ยหว่า อยากรู้ผลสรุปข้อตกลงด้วย ฮ่าๆๆๆ 😆😆😆
     
    .
    .
    .
     
    วันก่อนเราเรียนเศรษฐกิจไทยสมัยก่อน แล้วพูดเรื่องเก็บภาษีท่าเรือ เกร็ดความรู้เรื่องนี้ลอยมาเลยจ้า 😂😂😂😂
     
    ช่วงนี้อัพเร็ว ดีจุง สู้ๆค่า ️️️️
    #160
    0
  5. #159 super.girl (@Konthicha) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2557 / 07:41
    อะไรหว๋าาา เอเดรียนบางทีก็มาฉลาดผิดเวลานะ เลสได้ยินต้องโกรธแหงแซะ คือเป็นนักรบต้องพิสูจน์ด้วยการออกไปรบป่ะแกรรร ธนูก็มีอีก กลัวไรรรร ขอพลธนูไปบังคับเรือดีกว่ามั้งงงงงง เชียร์.าฮาลดีมั้ยเนี่ยยย
    #159
    0
  6. #158 AnchanZz (@AnchanZz) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2557 / 00:33
    ในที่สุดเอเดรียนก็เริ่มทำอะไรสักอย่างกับเขาสักที ปลาบปลื้มน้ำตาจะไหล(...เอเดรียนร้องไห้ทำไม....) งานนี้คนห่วงใยเลสสองคนมาปะทะกัน เลือกไม่ถูก แต่แอบเข้าข้างซาฮาลนะอยากให้เลสพิสูจน์ตัวเอง แต่ส่งไปรบคนเดียวมันก็แอบโหดร้ายไม่น้อย
    #158
    0
  7. #157 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2557 / 22:00
    ขอเปลี่ยนชื่อตอนเป็น 'ศึกชิงนาง' ค่ะ!
    ปล. เอเดรียนทำดี ไปกินอะไรผิดสำแดงมาปะคะวันนี้ =..=
    #157
    0