[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,299 Views

  • 359 Comments

  • 1,106 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    82

    Overall
    19,299

ตอนที่ 24 : [Re-Write] "เจ้าคงไม่ต้องวุ่นวายอีก"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 534
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    19 ธ.ค. 59

แม้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเสียมารยาท และก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวมากไปสักนิด แต่ในฐานะเพื่อนสนิท รีดาห์คิดว่าเขามีสิทธิ์ที่จะถามคำถามนี้กับเลสธีราห์ได้โดยที่ไม่โดนอีกฝ่ายดีดด้วยขาหลัง "เจ้าชอบผู้ชายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน..." แน่นอนว่าความตรงไปตรงมาของสหายทำให้คนถูกถามชะงักปพักใหญ่ ทั้งเนื่องจากความทึ่งและความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

"ถึงเจ้าจะไม่เคยมองสาวที่ไหนก็เถอะนะ"

"เจ้าไปรู้เรื่องนั้นมาจากไหน..." แต่แทนที่จะตอบถาม เลสธีราห์ถามกลับด้วยเสียงแผ่วเบา

รีดาห์หันไปมองดวงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า หลังจากนั่งสนทนากับสหายสนิทข้ามคืน และจบด้วยการไม่ได้นอนจนต้องมานั่งดูอาทิตย์ขึ้นเป็นเพื่อนกัน "ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครรู้หรอก กระทั่งแม่ของเจ้า มีแต่ข้า... กับเฟรดาเท่านั้น" รีดาห์รู้ดีว่าอีกฝ่ายกังวลอะไร ซึ่งความผิดของเขาฐานถูกมนุษย์จับได้ก็มากมายสาหัสเพียงพอแล้ว หากสภาขุนนางรู้เหตุผลที่เขาถูกจับได้อีก เลสธีราห์คิดว่าอย่างไรตนก็ไม่ได้รับการอภัยให้กลับมายังแอสทารอธแน่นอน

แม้ว่าความรักจะไม่ใช่เรื่องเสียหายเลยก็ตามที

"ใครคือเฟรดา" เซนทอร์หนุ่มกระพริบตาถี่ ด้วยเขาไม่คุ้นชื่อเสียงเรียงนามนั้นมาก่อน "เฟรดา..." และจู่ๆความทรงจำที่ไม่ได้สลักเสลาสำคัญก็ผุดขึ้นมาในหัว เป็นภาพใบหน้าของหญิงรับใช้ผิวเข้มอัธยาศัยดีในคฤหาสน์ราห์โมนา "เฟรดาที่เป็น..."

รีดาห์เลิกคิ้วและนึกย้อนว่าเลสธีราห์รู้จักเฟรดาหรือไม่

คู่สนทนาเดาได้จากสีหน้างงงวยไม่ปิดบังของอีกฝ่ายว่าพวกเขาคงไม่เคยพบกันในแอสทารอธ "เฟรดา หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนเขตแดนตะวันตก... น้องสาวต่างมารดาของแม่ทัพโมนาไงเล่า" หากพูดว่าเป็นน้องสาวต่างมารดาของแม่ทัพโมนาแล้ว เลธีราห์ก็อ้าปากค้างและนึกออกแทบจะในทันที "นางเป็นหนึ่งในสายสืบที่แฝงตัวอยู่ในอาเดรีย และเป็นหญิงรับใช้มีหน้าที่ล้างจานอยู่ในคฤหาสน์ที่เจ้าไปพักไง"

เซนทอร์ครึ่งเอลฟ์ได้แต่อ้าปากค้างอย่างไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

"เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าเลย เลสธีราห์" สหายหนุ่มคาดคั้น "เจ้ารสนิยมเหมือนซาฮาลตั้งแต่เมื่อใด"

ไม่เป็นแค่เรื่องของเฟรดาเท่านั้นที่ทำให้แม่ทัพเรือตกตะลึง แต่คำพูดของรีดาห์ที่พาดพิงซาฮาลนั้นยิ่งทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่า จนไม่มีสมาธิจะคิดถึงคำตอบของตัวเอง "เจ้าว่ากระไร...  ซาฮาลน่ะรึ" เลสธีราห์คิดว่าเขาจากแอสทารอธไปไม่นาน แต่ก็ไม่เคยคิดว่าซาฮาลจะมีคนรักเป็นชาย และเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาในระยะเวลาเพียงเท่านี้

...แต่ในระยะเวลาเพียงเท่านี้เขากลับผูกพันธ์กับเอเดรียนได้มากขนาดนี้เช่นกัน

เมื่อคิดถึงบุคคลผู้นั้น แม่ทัพหนุ่มก็มีสีหน้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเขาจะไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังเหมือนเมื่อคืนที่ผ่านมาก็ตาม "ข้าไม่ได้เลือกรักผู้ชาย รีดาห์" ร่างโปร่งพึมพำ "เขาแค่ไม่ใช่ผู้หญิง" เลสธีราห์อยากจะพูดว่า 'ข้าแค่รักเขา' ด้วยซ้ำ ทว่ากลับรู้สึกกระดากที่จะเอ่ย แม้กับเพื่อนสนิทของตัวเอง

"เจ้าแค่รักเขา..." รีดาห์รู้ใจสหายเสมอ เมื่อจบแล้วเขาก็ยักไหล่เบา "ฟังดูหวานดีนะ"

รองผู้บัญชาการไม่เข้าใจความสัมพันธ์นี้ เพราะเขาเองไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้น แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะดูแคลนความรักของผู้ใด "เจ้าเลือกเพศของเขาไม่ได้นี่นะ เลสธีราห์" รีดาห์พึมพำ "และข้าเชื่อว่าเจ้าเองก็ไม่ได้อยากเกิดเป็นหญิงเพื่อให้ได้ครองคู่กับเขา" สหายสนิทยิ้มจาง "หากเขาตอบรับเจ้าก็เป็นเรื่องน่ายินดีมากแล้ว"

"เจ้าไม่คิดว่ามันไม่เหมาะสมหรือ" เลสธีราห์ถามเสียงเบา "เขาเป็นมนุษย์..."

"อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้ไปรักพวกเอลฟ์จากอัสคาห์"

"แต่เพราะข้า..." แม่ทัพหนุ่มกลืนน้ำลาย "เพราะข้าคิดถึงแต่เขา ถึงทำให้แอสทารอธต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย" แม้จะตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป แต่ความรู้สึกผิดก็ยังอยู่ในใจของเลสธีราห์อยู่ดี และมันคงจะไม่เลือนหายไปหากผู้ที่เอ่ยให้อภัยเขาไม่ใช่เหนือหัวดาเรียส

"ถ้าเจ้าทำให้ความสัมพันธ์ของเจ้ามีประโยชน์ต่อแอสทารอธได้ ข้าคิดว่าข้อกังขาเหล่านี้จะหมดไป" รีดาห์ว่า "เจ้าเป็นครึ่งเอลฟ์ครึ่งเซนทอร์ เลสธีราห์... แต่ไม่มีใครกังขาความรักของท่านหญิงลีอาห์กับท่านทูตเธโอเดร์ เพราะมันเป็นประโยชน์ต่ออาณาจักร"

"แต่พวกเขาก็ยอมรับในตัวข้า..."

"ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิดของเจ้า" รีดาห์หันไปมองสหายของตน "แต่เพราะสถานะของท่านหญิง" คนพูดหันกลับไปมองดวงอาทิตย์ที่โผล่ขึ้นมาจนเกือบพ้นขอบฟ้า "เจ้าจึงต้องพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง แม้ว่าเจ้าจะเคยพิสูจน์ไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนประลองชิงตำแหน่งผู้นำแห่งเซเลสต์" เลสธีราห์รู้ว่าตนควรจะทำอะไร แต่เขากลับไม่เคยรับรู้เลยว่าเอเรสผู้เป็นน้องชายเอเดรียนคิดจะทำอะไร อาจจะเพราะตัวเองมัวแต่จมอยู่กับคำสั่งของเหนือหัวดาเรียสที่ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังและหมดพลังที่จะต่อสู้หรือรับรู้เรื่องใดๆ

"เอเดรียนจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำแห่งอาเดรีย" เซนทอร์หนุ่มว่า "หากข้าช่วยดันให้เขาไปถึงจุดนั้น เราจะสามารถต่อรองกับอาเดรียได้" เลสธีราห์ผละจากที่นั่งซึ่งก็คือขอบหน้าต่าง และกลับไปยังแผนที่ขนาดใหญ่บนโต๊ะ "หากข้าช่วยเหลืออาเดรีย สิ่งแรกที่เราจะได้รับ... ก็คืออาวุธที่ไม่มีกองทัพใดในตะวันตกเคยใช้" ร่างโปร่งดึงปืนคาบศิลาอันเป็นของกำนัลจากเอเรสขึ้นมาวางบนโต๊ะใหญ่ พร้อมกับสมุดหนังเล่มหนึ่งซึ่งภายในเอกสารที่เขียนด้วยลายมือ และประทับตรานกไฟของผู้ทรงอิทธิพลแห่งท่าเรือใต้

"สัญญาของตระกูลฟลินทรัสต์..."

ในสัญญาไม่ได้ระบุว่าเซนทอร์จะสูญเสียอะไรหากไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่ระบุชัดเจนว่าแอสทารอธจะได้รับอะไรหากเลือกเข้าข้างอาเดรีย ซึ่งนอกจากปืนคาบศิลาแล้ว ยังมีข้อเสนออื่นอีกหนึ่งประการที่เลสธีราห์คิดว่าเหนือหัวดาเรียสคงไม่ปล่อยให้หลุดมือ "แม้เราจะไม่ได้ครอบครองศาสตร์การต่อเรือจักรไอน้ำในตอนนี้ แต่นี่ก็น่าจะค่ามากกว่าเรือจักรไอน้ำสิบลำของธีสธรัลกระมัง"

รีดาห์คว้าปืนคาบศิลาขึ้นมาดูด้วยความตื่นเต้น ด้วยรู้จักพลานุภาพของมันทว่าไม่เคยได้สัมผัส

"เราอาจไม่ต้องการทำสงคราม รีดาห์ แต่การได้ครอบครองมันเอาไว้จะเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับแอสทารอธ ไม่ว่าจะเจรจากับเมืองใด" เลสธีราห์ก้มลงมองแผนที่อีกครั้งและค่อยๆวางหมากสีน้ำเงินอันเป็นตัวแทนของธีสธรัลลงบนแผนที่ "แต่เหนือหัวดาเรียสกล่าวว่าธีสธรัลจะต้องยกกองทัพเวเรนเซียออกมาที่อ่าวออโรรา และนั่นคือทัพสนับสนุนของข้า นั่นหมายความว่าแอสทารอธตกลงเป็นพันธมิตรกับธีสธรัลแล้วอย่างนั้นรึ"

จริงอยู่ว่าเลสธีราห์สามารถทำให้ชีวิตของเอเดรียนมีประโยชน์กับแอสทารอธได้ แต่หากแอสทารอธตกลงเป็นพันธมิตรกับธีสธรัลแล้ว สิ่งที่เลสธีราห์คิดจะกระทำต่อไปก็เป็นการหักหน้าอาณาจักรตัวเองอย่างรุนแรง "ธีสธรัลยังไม่รู้ว่าเราเลือกเข้าข้างฝ่ายใดหรอก" รองผู้บัญชาการจรดยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะดึงซองหนังออกมาจากกระเป๋าข้างตัว "ข้ารู้ว่าเจ้าคงทำเราเสียหน้า หากปล่อยสัญญาพันธมิตรนี่หลุดไปถึงมือราชินีไวลด์"

"รีดาห์..." เลสธีราห์อ้าปากค้างน้อยๆ "พวกเราคงจะโดนทัณฑ์บนไม่น้อยเลยทีเดียว"

"นั่นขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่จะตามมาต่างหาก"

คำตอบนั้นทำให้คนฟังยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วก้มลงมองแผนที่ตรงหน้าต่อ "ในศึกครั้งที่แล้ว กษัตริย์แอชรอนเอาชนะอาเดรียได้ด้วยเรือรบห้าสิบลำ แต่ก็ด้วยความช่วยเหลือจากขุนนางทรยศของอาเดรีย แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนใน แต่ธีสธรัลก็กำลังบอบช้ำ และคงไม่สามารถระดมพลได้เกินร้อยลำ ดังนั้นศึกทางน้ำก็มีแค่ธีสธรัล"

"แต่เรามีเซเลสต์เพียงลำเดียว"

เลสธีราห์เหลือบตาขึ้นมองสหายครั้งหนึ่งก่อนจะเหยียดยิ้ม "เรามี... แอควาเรียร์"




จาเร็ตต์ย้ายมาพักที่คฤหาสน์ฟลินทรัสต์สักระยะหนึ่งระหว่างที่เขาคอยช่วยงานเอเรส

พ่อบ้านเฒ่าจัดห้องรับรองเอาไว้ให้อย่างดีอีกทั้งนำอาหารมาเสิร์ฟให้ถึงห้องเมื่อได้เวลา ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องเดินออกไปไหน เพื่อจะได้ทุ่มเทเวลาในการวางแผนการทำงานได้อย่างเต็มที่ เพียงแต่อุปสรรคของเลขาหนุ่มไม่ใช่เรื่องเวลาอาหาร แต่ปัญหาของเขาก็คือเอเรส ฟลินทรัสต์ไม่วางแผนใดๆเลยต่างหาก

"เรากำลังจะเผชิญหน้ากับ... กองเรือเวเรนเซีย เจ้าไม่เดือดร้อนอะไรหน่อยหรือไง"

เมื่อมีโอกาสได้พบหน้าเอเรส จาเร็ตต์ก็ไม่รีรอที่จะถามซ้ำ แม้ว่าการพบครั้งอีกครั้งในวันนี้จะเป็นการที่อีกฝ่ายเข้ามาถึงในห้องพักของเขาโดยไม่ระบุจุดประสงค์ก็ตาม "อะไรกัน ข้าหายไปทั้งวันนี่เจ้าไม่ถามสักคำเลยเหรอว่าเหนื่อยหรือเปล่า แต่เซ้าซี้ให้ข้าวางแผนรบอย่างนั้นรึ" ร่างสูงแกล้งโวยเสียงดัง "ช่างเป็นคนที่ไม่สวยซ้ำยังใจร้ายอีกต่างหาก"

คนถูกต่อว่าอ้าปากค้างน้อยๆเมื่อถูกเรียกว่า 'คนไม่สวยซ้ำยังใจร้าย' เพราะต่อให้เขาเคยเห็นเอเรสเรียกเลสธีราห์ว่า 'คนสวย' มาแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าเมื่อเจอกับตัวเองจะรู้สึกวังเวงได้ถึงเพียงนี้ "ข้าควรจะทำอย่างไร ถอดเสื้อนอกให้เจ้า คอยเดินตาม ถามว่าเรื่องราววันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เช่นนั้นรึ"

เอเรสพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม "ชวนไปอาบน้ำให้สบายตัวด้วย"

จาเร็ตต์ถอนใจยาวๆอีกครั้งเมื่อประเด็นที่เอเรสพยายามนำมาสนทนาเป็นเรื่องไร้สาระที่ไม่เข้ากับสถานการณ์บ้านเมือง "ข้าไม่ใช่เลขาของเจ้า เอเรส" เอเรสสูงกว่าเอเดรียน และมีใบหน้าที่ขึงขังกว่าพี่ชาย แต่กลับมีแววตาที่ดูสนุกสนานมากกว่า ดังนั้นจาเร็ตต์จึงรู้สึกเหมือนมีสุนัขตัวโตมาตามขออาหาร "แล้วถ้าหากเหนื่อยจริง เจ้าก็คงกลับไปพักที่ห้องของตัวเองแล้ว คงไม่เข้ามา..." เอเรสถือวิสาสะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้าง และกลิ้งเกลือกอยู่บนนั้นราวกับเป็นเจ้าของห้องเสียเอง แม้ว่าเขาจะเป็นถึงเจ้าของคฤหาสน์ก็ตาม

"นั่นเตียงข้า เนื้อตัวเจ้าสกปรกแบบนั้น ขึ้นไปนอนได้ยังไง"

เลขาแม่ทัพพยายามจะดึงแขนคู่สนทนาให้ลุกขึ้น แต่เอเรสก็ได้แต่คว้าหมอนใบโตเอากอดเอาไว้ "ถ้าเจ้าอนุญาตให้ข้านอนบนโซฟาแล้วคุยกับเจ้าทั้งคืน ข้าจะลุกจากเตียงก็ได้นะ" คนฟังมุ่นคิ้ว และหันไปมองโซฟาที่เอเรสพูดถึงโดยไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าเหตุใดอีกฝ่ายจะต้องยื่นข้อเสนอแบบนี้

"ข้าอยากพักผ่อน เอเรส... ออกไป!"

"วันนี้เจ้าไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ๆ เจ้าไม่ได้ทำอะไรเลยมาห้าวันแล้ว" เอเรสอ้าปากหาว เขารู้ดีกว่าอีกฝ่ายคอยติดตามข่าวสารของเอเดรียนอยู่โดยตลอด แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ข้างกายผู้เป็นนายก็ตาม และคอยส่งข่าวรายงานแม่ทัพใหญ่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเขาอยู่เป็นระยะเสมอ "ไม่ถามสักคำหรือว่าข้าหายไปไหนมา" แต่ด้วยความที่จาเร็ตต์เป็นคนที่พูดน้อยอย่างไม่น่าเชื่อว่าไม่ได้เป็นใบ้ เอเรสจึงต้องลองหยอกอีกฝ่ายไปเรื่อยๆจนกว่าจาเร็ตต์จะยอมสนทนาด้วย

"เจ้าหายไปไหนมา..."

"อย่างน้อยรูปประโยคก็นับว่าผ่านอยู่หรอก" เอเรสถอนใจ "ช่วยไม่ได้นี่ ข้าอยู่คนเดียวมาหลายสิบปี พอมีเพื่อนคุยสักคนก็อยากคุยอีกนี่" เด็กตัวโตตรงหน้ากอดหมอนแน่นเข้าและพยายามจะช้อนตามองคนที่มีอายุน้อยกว่าตัวเอง

"ถ้าเจ้าไม่มีความคืบหน้าอะไรเป็นพิเศษ ก็เลิกก่อกวนข้าเสียทีเถอะ"

เอเรส ฟลินทรัสต์ลุกขึ้นง่ายๆตามที่ถูกดุ แต่ก็คว้าหมอนไปด้วยก่อนจะโถมตัวลงนอนบนโซฟา จาเร็ตต์มองตามการกระทำนั้นก่อนจะพ่นลมหายใจไม่สบอารมณ์ "เอเรส หมอนข้า..." คนสนิทแม่ทัพกำหมัดแน่นและพยายามจะข่มความหงุดหงิดเอาไว้ แม้ว่าตอนนี้เขานึกอยากจะหาอะไรขว้างใส่คู่สนทนาแล้วก็ตาม

"เจ้าอยากได้แค่เตียงนี่ เจ้าไม่ได้บอกว่าจะเอาหมอนด้วย"

คนที่ดูจะไม่มีอารมณ์ร่วมกับการหยอกเย้าเดินมาที่โซฟาพร้อมกับดึงหมอนของตนกลับไป เอเรสยอมปล่อยมือแต่โดยดี และลืมตาขึ้นมองแผ่นหลังโปร่งที่เดินกลับไปยังเตียงของตน "ทำกับเจ้าของบ้านได้ลงคอเชียวนะ นี่ขนาดยังไม่มีอำนาจในคฤหาสน์นะนี่"

จาเร็ตต์เลิกคิ้วขึ้นขณะเหลือบมองอีกฝ่าย "ข้าไม่เป็นเลขาของเจ้าหรอก"

"ในอนาคต พี่ก็ยกเจ้าให้ข้าอยู่ดี" เอเรสยิ้มตอบ




เซเลสต์ยังถอนสมอไม่ได้ เนื่องจากการติดตั้งปืนใหญ่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์

รีดาห์เพิ่มจำนวนปืนใหญ่ที่ดาดฟ้าชั้นล่างตามหลักการทำศึกในระดับน้ำทะเล จากเดิมที่เขาคิดจะถอดปืนใหญ่ชั้นล่างออกทั้งหมดเพื่อความคล่องตัวในการเดินเรือ การติดตั้งปืนใหญ่ของเรือรบไม่ได้ใช้เวลาเพียงแค่วันหนึ่งหรือสองวัน แต่ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ดังนั้นเลสธีราห์จึงรู้สึกทึ่งที่รีดาห์รู้จักเขาดีมากเสียจนเดาใจแม่ทัพหนุ่มออกหมดจด

อีกฝ่ายรู้แต่แรกแล้วว่าเขาไม่สามารถทำตามคำสั่งของเหนือหัวได้

ทั้งยังฉลาดพอที่จะหยุดการนำสาส์นจากแอสทารอธไปยังธีสธรัลได้ทันเวลาอีกด้วย แม้ว่านี่จะเป็นการกระทำที่เป็นความลับและขัดกับคำสั่งของเหนือหัวสูงสุดก็ตาม "ลมทะเลตอนนี้พัดพาเอาความหนาวเย็นมาด้วย" รองผู้บัญชาการพึมพำ "นับตั้งแต่ตอกเกือกนั่นมา ยิ่งอากาศหนาว ข้าก็รู้สึกหนาวเท้าไปด้วย" รีดาห์พูดถึงเกือกรูปไข่อันเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่จากดินแดนตะวันออก

เลสธีราห์ก้มมองเกือกเงาวับของคนพูด "เดินถนัดขึ้นหรือเปล่า"

"อย่างน้อยก็ไม่ลื่นเกือกตัวเองแบบเมื่อก่อนแล้ว"

"แต่ข้าคิดว่ามันเสียงดังนะ" เลสธีราห์ไหวไหล่ "ยิ่งเจ้าที่เดินปัดเป๋ไม่ไพเราะเสนาะหูเอาเสียเลย"

รีดาห์มุ่นคิ้วด้วยความเคืองเล็กน้อยเมื่อถูกต่อว่า เพราะนั่นเป็นคำพูดเดียวกับที่ซาฮาลเคยกล่าวเอาไว้ "เจ้าก็ดูสมกับซาฮาลดีหรอกนะ! เรื่องค่อนแคะเหน็บแนมข้าน่ะ!" เลสธีราห์หัวเราะเบาๆในคอเมื่อรู้สึกได้ว่ากำลังโดนสหาย 'งอน' เข้าแล้ว

"ข้าอาจจะชอบค่อนแคะเจ้า แต่ข้าไม่เหมาะกับคนอย่างซาฮาลหรอก"

รีดาห์ไม่แน่ใจว่าเขาควรจะบอกเลสธีราห์เรื่องของซาฮาลหรือไม่ แต่เมื่อไตร่ตรองดูแล้ว เซนทอรืหนุ่มก็คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่น่าหยิบยกขึ้นมาพูดเอาเสียเลย เพราะต่อให้สาธยายความทุ่มเทและจริงใจของซาฮาลยาวยืดแค่ไหน เลสธีราห์ก็มีใจให้คนอื่นไปแล้ว "ข้าเห็นเจ้าห่มผ้านั่นกันหนาวแล้วก็อยากมีบ้างสักผืน" รีดาห์มุ่งเป้าไปที่ผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่ที่เลสธีราห์ถืออยู่แทน "แต่ก็คิดว่ามันคงไม่ใช่แค่ผ้าคลุมไหล่ทั่วๆไป จะไปขอเจ้าห่มบ้างก็ไม่น่าจะดีนัก"

เลสธีราห์หัวเราะสั้นๆ "อืม... ของเอเดรียน" เขาตอบได้แค่นั้น เพราะรีดาห์สมควรรับรู้เพียงเท่านี้

"เจ้ายิ้มแบบนั้นทุกครั้งที่พูดชื่อนั่นเลยนะ" รีดาห์ล้อเลียน

เลสธีราห์ปัดมือในอากาศเพื่อให้สหายเลิกหยอก "ข้าคิดว่าผู้หญิงก็ทำให้เจ้ายิ้มได้ ถ้าเจ้าชอบนาง" รีดาห์หัวเราะเบาขณะคิดในใจว่า เหตุใดซาฮาลจึงไม่เคยยิ้มแบบนั้นบ้างเมื่อคิดถึงเลสธีราห์ หรือว่าที่เหนือหัวเป็นผู้ชายแข็งกระด้างปราศจากความรักหวานซึ้งโดยสิ้นเชิงเล่า แล้วความรักที่อีกฝ่ายมีต่อเลสธีราห์เป็นความรักประเภทใดกัน ซาอาลต้องการจะเอาชนะเพื่อให้ได้ครอบครองมากกว่าการปกป้องดูแลซึ่งกันและกันอย่างที่เลสธีราห์คิดจะทำด้วยซ้ำ

แต่รีดาห์ก็ไม่แน่ใจว่าหากคนอย่างซาฮาลยิ้มอย่างอ่อนโยนแบบนั้นขึ้นมา

...ในวันหน้าโลกจะแตกหรือไม่

"มนุษย์นั่นมันมีอะไรดีกว่าข้าหรือไร เลสธีราห์..." ด้วยความที่มัวแต่สนใจคู่สนทนา ทั้งรีดาห์ และเลสธีราห์ไม่รู้สึกถึงฝีเท้าของซาฮาลเลยแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เซนทอร์ร่างสูงก็ก้าวเข้าประชิดตัวแม่ทัพแห่งเซเลสต์แล้ว "ข้าถามว่า... เจ้ามนุษย์นั่นมีอะไรดีกว่าข้า เจ้าถึงได้ยอมมันถึงขนาดนี้!"

"ซาฮาล!"

ขาหน้าทรงพลังยกขึ้นในอากาศและพุ่งกระแทกร่างคู่สนทนาด้วยความโกรธ แต่คนที่เข้ามารับแทนกลับเป็นรีดาห์ในร่างเซนทอร์ "ซาฮาล หยุด!" รีดาห์ยกมือขึ้นยันบ่ากว้าง ขาหลังที่ยืนหยัดไม่มั่นคงพยายามยันน้ำหนักของอีกฝ่ายกลับออกไป แต่ก็ทำได้เพียงต้านแรง "เลส... ถอยไป!" เลสธีราห์ถอยเท้าหนี เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับซาฮาลด้วยความตกใจ ร่างกายกำยำขยับกระแทกคนที่ขวางทางออกไปให้พ้นด้วยโทสะ จนเซนทอร์ที่ตัวเล็กกว่าเสียหลักตกลงไปในทะเล

ตูม!

"รีดาห์!" เขาอาจว่ายน้ำเก่งด้วยความที่สังกัดกองทัพเรือ แต่อย่างไรการถูกผลักตกเช่นนี้ก็ทำให้อีกฝ่ายสำลักน้ำเข้าไปมากพอสมควร ร่างโปร่งโผล่ขึ้นมาพร้อมกับคว้าเสาท่าเรือเอาไว้เป็นหลักพยุงก่อนจะไอโขลกออกมาด้วยความรู้สึกแสบคอ เลสธีราห์ก้มมองหาบันไดเพื่อจะให้อีกฝ่ายได้ขึ้นจากน้ำ แต่ดูเหมือนว่านี่จะเป็นท่าน้ำลึกที่ไม่มีบันได ดังนั้นทางเดียวที่ทำได้ก็คือการปีนขึ้นฝั่งที่อยู่ห่างออกไปไกลพอสมควร

"ซาฮาล..." นัยน์ตาสีฟ้าตวัดมองผู้มาเยือนด้วยโทสะ "เตรียมอธิบายเรื่องนี้กับเหนือหัวได้เลย!"

เลสธีราห์แยกเขี้ยวใส่คนก่อเรื่อง แต่ซาฮาลที่พยายามสงบอารมณ์ตัวเองไว้ก็คว้าเข้าที่แขนของร่างโปร่งก่อนกระชากเข้าหาตัว "ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่อง เลสธีราห์!" โดยปกติแล้วเลสธีราห์มักอยู่ในร่างมนุษย์ แต่เมื่อถูกแรงมหาศาลของอีกฝ่ายฉุดกระชาก ร่างโปร่งก็คืนร่างเป็นสัตว์สี่เท้าในทันที และยกขาคู่หน้าขึ้นขู่อีกฝ่ายพร้อมกับสะบัดแขนให้หลุดจากพันธนาการ

ร่างกายท่อนล่างปกคลุมด้วยขนสั้นสีอ่อนเลื่อมเงาสะท้อนแสงแดดดูโดดเด่นเสียจนทำให้ลูกเรือและเซนทอร์ในบริเวณนั้นหันมาสนใจ ด้วยรู้ว่าผู้บัญชาการของพวกเขามักไม่อยู่ในร่างเซนทอร์ ดังนั้นนี่จึงเป็นการทะเลาะวิวาทระหว่างเลสธีราห์และซาฮาลอย่างแน่นอน

ว่าที่เหนือหัวมีร่างกายกำยำสูงใหญ่ ดังนั้นเขาจึงขวางทางเดินจนเลสธีราห์ไม่สามารถเดินผ่านหนีไปได้ ซาฮาลก้าวเท้าเข้าไปหาคนตรงหน้าอีกก้าวและเริ่มใช้ความสูงของตนเข้าข่ม "นี่คือเหตุผลที่เจ้าถูกจับในอาเดรียสินะ เหตุผลที่เจ้าเปิดโปงความลับของแอสทารอธอย่างง่ายดาย อีกทั้งยังไม่พยายามจะเอาตัวรอดกลับมายังมาตุภูมิอีกด้วย เป็นเพราะมนุษย์ที่ชื่อเอเดรียนนั่นสินะ!"

"เจ้าพูดอะไรไม่รู้เรื่อง..."

เลสธีราห์ควรจะรู้ตัวเองว่าเขาเป็นคนโกหกไม่เก่งเอาเสียเลย และด้วยความไม่แนบเนียนที่ซาฮาลสัมผัสได้ ยิ่งทำให้ฝ่ายนั้นโมโหมากขึ้นกว่าเก่า "เจ้าคงจะไม่ฆ่ามันอีกด้วยใช่หรือไม่ เลสธีราห์... พูดออกมาเองเลยนี่ว่าหลงเจ้าสัตว์สองขานั่นมากแค่ไหน" ซาฮาลไล่ต้อน การก้าวเข้าหาทีละก้าวทำให้เลสธีราห์ต้องถอยเท้าหนี "ไม่สนใจว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรเลยใช่ไหม!"

"เจ้าดูถูกข้ามากไปแล้ว!" เลสธีราห์พยายามเสียงดังบ้าง "มันไม่ใช่เรื่องของเจ้าสักนิด"

เซนทอร์ไม่สวมเสื้อ ดังนั้นซาฮาลจึงคว้ามือเข้าที่ลำคอระหงของคนตรงหน้าแทนและกระชากเข้ามาหาตัวด้วยโทสะ "ข้าเป็นคนเสนอให้เหนือหัวดาเรียสละเว้นเจ้า... เป็นคนเสนอหนทางให้เจ้าได้กลับมาอย่างสมเกียรติอย่างที่เจ้าต้องการ แต่ตอนนี้เจ้าจะหักหน้าข้าด้วยการปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมนุษย์นั้นรึไง!"

เซนทอร์ที่ตัวเล็กกว่าต้องหยัดตัวขึ้นยืนบนขาหลังของตัวเองและกัดฟันกรอดด้วยความรู้สึกเจ็บ

เลสธีราห์จิกเล็บกับมือใหญ่และดึงออกอย่างไม่ยอมแพ้ "ข้าไม่เคยขอให้เจ้าช่วย ซาฮาล!"

"ป่านนี้เจ้าคงถูกขังลืมอยู่ในอาเดรียไปแล้วถ้าไม่มีข้า!"

เลสธีราห์ดีดตัวออกห่างจากคู่สนทนาที่กำลังโกรธจัด และยกสองขาหน้าขึ้นอย่างกราดเกรี้ยว "ถ้าเจ้าไม่แส่เข้ามายุ่ง ทุกอย่างคงจะไม่วุ่นวายถึงเพียงนี้หรอก!" ร่างโปร่งตะคอกกลับ และตวัดธนูคู่ใจที่สะพายเอาไว้บนหลังขึ้นมาถือ แตะปลายนิ้วกับเส้นเอ็นที่ขึงตึงก่อนจะง้างขึ้นเอาเรื่อง ทะเลที่อยู่เบื้องหลังขยับเคลื่อนและผงาดเกลียวคลื่นขึ้นเตรียมพร้อมจะถ่าโถมด้วยเวทมนตร์

"เจ้าส่งข้าไปรบกับธีสธรัลเพื่อความสาแก่ใจของตัวเอง และถ้าข้าแพ้ขึ้นมา อาเดรียก็ไม่มีอะไรเหลือ อีกทั้งต้องตกเป็นเมืองขึ้นอีก เจ้าได้ประโยชน์อะไรจากการทำแบบนี้ แอสทารอธจะได้อะไรจากแผนการนี้ของเจ้า! เพื่อเรือสิบลำเท่านั้นหรือ ซาฮาล!" เลสธีราห์กราดเกรี้ยว "เราแสวงหาความก้าวหน้า แต่ถ้าเราปล่อยให้อาเดรีย ธีสธรัล และไอย์ชวลเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เราจะยังมีบทบาทอะไรอีก!!"

"แล้วการที่เจ้าถูกขังอยู่อย่างนั้นทำให้แอสทารอธได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เลสธีราห์!!"

ซาฮาลย้อนบ้าง แม้เขาจะโกรธเสียจนตัวสั่นเทิ้ม แต่ด้วยความที่รู้ถึงอำนาจของธนูแหวกสมุทร ว่าที่เหนือหัวจึงได้ยั้งตัวเองเอาไว้ "ต้องการให้แอสทารอธทอดทิ้งเจ้าจริงๆอย่างนั้นรึ" คิ้วเข้มกดมุ่นขณะถามเสียงขุ่น "ข้าทำทุกอย่างเพื่อเจ้า... เพื่อความต้องการของเจ้า... นี่เป็นวิถีของเซนทอร์ที่จะช่วยเหลือเจ้าทั้งนั้น แล้วมาพูดแบบนี้กับข้ารึ เนรคุณ!!"

"แล้ววิถีของเซนทอร์มันเคยทำให้ข้ามีความสุขหรือไร!"

เลสธีราห์ยอมลดมือลงบ้าง ก่อนตัวเองจะเผลอปล่อยสายธนูและอัดคลื่นสูงเบื้องหลังใส่ซาฮาลสักทีหนึ่ง เขาตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายคือว่าที่เหนือหัว และการปองร้ายผู้นำสูงสุดก็มีค่าเท่ากับกบฏ "ข้าเคยมีความสุขกับวิถีเซนทอร์ที่พวกเจ้าภาคภูมิใจหรือเปล่า เพราะข้ามีเลือดเซนทอร์เพียงแค่ครึ่งเดียวแบบนี้ ข้าถึงต้องไล่ตามพวกเจ้ามาตลอดชีวิต" ร่างโปร่งสูดลมหายใจลึก "แอสทารอธจะทอดทิ้งข้าก็ได้... ในเมื่อข้ายังไม่มีอะไรดีพอที่จะเรียกตัวเองได้ว่าเซนทอร์ตนหนึ่ง" ผู้นำเซเลสต์ถอนใจ "ข้าจะกลับมาที่แอสทารอธก็ต่อเมื่อมีความภูมิใจอย่างเซนทอร์แล้วเท่านั้น"

นัยน์ตาสีฟ้าสดของอีกฝ่ายมองคู่สนทนาแน่วแน่ "ต่อให้มันต้องใช้เวลาทั้งชีวิต ข้าก็จะไม่พึ่งพาใคร"

"แล้วเกียรติของเจ้าคืออะไร เลสธีราห์ หากไม่ใช่การต่อสู้ในสงครามอย่างแม่ทัพ"

คนถูกถามสูดลมหายใจเข้าลึก โดยที่นิ้วยังแตะสายธนูเอาไว้ เขารู้ดีว่าสิ่งที่จะออกจากปากของตนไปย่อมทำให้ซาฮาลอารมณ์เสีย แต่อย่างน้อยฝ่ายนั้นก็ยังเกรงอำนาจของแอควาเรียร์อยู่ "การที่สามารถ... ปกป้องคนที่ตัวเองรักเอาไว้ได้ และปกป้องบ้านเมืองของตนเอาไว้ได้ นั่นคือเกียรติของข้า"

"..."

"ข้าไม่ละอายที่ตนเองมีใจให้มนุษย์... และข้าก็ไม่เคยกลัวที่จะถูกทอดทิ้ง ถ้ามันเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะปกป้องแอสทารอธ" เลสธีราห์เบี่ยงตัวเลี่ยงออกมาจากอีกฝ่ายพร้อมกับคำพูดทิ้งท้าย "ข้ามีคนที่ให้เกียรติข้าแล้ว ซาฮาล ...เจ้าไม่จำเป็นต้องหยิบยื่นมันให้ข้าอีก" เลสธีราห์ให้คำตอบราบเรียบ โดยไม่รู้เลยว่ามันเปรียบเสมือนคมดาบที่ฟาดฟันเข้าที่กลางอกของว่าที่ผู้นำแห่งแอสทารอธ




ประตูเมืองอาเดรียเปิดออกเพื่อต้อนรับกำลังพลสนับสนุนจากคัสนาห์ ผู้นำอาณาจักรอาเดรียกลับมาพร้อมกับกำลังเสริมที่ท่านหญิงซินญอร่าส่งมาช่วย แม้ว่าการที่เจ้าเมืองละทิ้งอำนาจเอาไว้ให้แม่ทัพจะเป็นโอกาสทองที่ไม่น่าปล่อยให้หลุดมือ แต่เอเดรียนรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะกระทำการบุ่มบ่าม "ข้าจะให้จาเร็ตต์ลงเรือไปกับเอเรส อยู่ให้ห่างจากเรื่องที่เขาไม่ถนัด" จาเร็ตต์เป็นเลขาของเอเดรียน และฝ่ายนั้นถนัดการใช้สมองวางแผนมากกว่าการใช้กำลัง ดังนั้นสำหรับปฏิการที่ต้องการความคล่องตัวครั้งนี้ เอเดรียนจึงเลือกใช้แต่คนสนิทที่ไว้ใจได้และมีความสามารถพอที่จะปฏิบัติการเท่านั้น

"ส่วนเรื่องทางบก ข้าจะจัดการเอง"

แม่ทัพใหญ่มองดูการกลับมาของผู้นำอาณาจักรจากหน้าต่างห้องแผนที่ของคฤหาสน์ราห์โมนา และกองทัพที่ติดตามกลับมาสักแปดร้อยนาย ทั้งคัสนาห์และอาเดรียไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งกองทัพ จะมีก็แต่หน่วยอารักขาส่วนตัวของท่านชายและท่านหญิงเท่านั้น ดังนั้น กำลังพลที่มีจึงน้อยจนน่าใจหายหากเทียบกับกองทัพของเมืองใกล้เคียงอย่างไอย์ชวลหรือแอสทารอธที่มีกำลังพลหลายพันไปจนถึงหลักหมื่น

"ข้าไม่เข้าใจเลย โจฮาลล์... ทำไมเขาถึงเลือกสงครามทั้งที่เราไม่มีความพร้อมเช่นนี้"

คนสนิทร่างยักษ์เหลือบมองแม่ทัพของตนก่อนจะถอนใจ และเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ

"แอสทารอธเองก็ส่งเรือรบเพียงลำเดียวเข้าร่วม แม้ศึกครั้งนี้จะไม่มีหนอนบ่อนไส้ แต่ท่านชายแน่ใจได้อย่างไรว่าปราการแห่งอาเดรียจะสามารถทัดทานกองทัพเรือเวเรนเซียได้ อีกทั้งกำลังพลบนบกที่มีเพียงหยิบมือเช่นนี้ ท่านชายแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะสามารถเอาชนะได้" น้ำเสียงเอเดรียนเจือไปด้วยความผิดหวัง แม้ว่าหน้าที่การทำศึกจะเป็นของแม่ทัพ แต่แม่ทัพผู้นี้ก็ไม่เข้าใจผู้นำของตนเลยแม้แต่นิดเดียว

"นี่เอเดรียน..." ชายร่างสูงพึมพำผ่านหนวดเคราด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ถ้าคนบนเรือเซเลสต์นั่นไม่ใช่เลสธีราห์... เจ้าจะคิดการกบฎไหม" เอเดรียนพยายามที่จะเจรจาหาทางออกที่นุ่มนวลละมุนละไมมาตลอด แต่ซินญอร์กลับไม่เห็นดีกับวิธีการเช่นนั้น และสุดท้ายแล้วเขาก็ยอมสร้างความบาดหมางที่ใหญ่ที่สุดระหว่างตนเองกับแม่ทัพใหญ่เพื่อให้บ้านเมืองได้มีหนทางดำเนินต่อไป

"ข้าพยายามแล้ว โจฮาลล์... ข้าพยายามยื้อทุกสิ่งเอาไว้" เอเดรียนหลับตาลง

"แต่หากยังปล่อยให้ท่านชายมีอำนาจต่อไป ภายภาคหน้าคงไม่ได้มีแค่เลสธีราห์ที่ต้องสังเวยชีวิต"

...เช่นนั้น นี่คงเป็นความหลักแหลมแยบยลของท่านชายแล้ว

"พวกขุนนางระดับสูงได้มีการวางตัวผู้สืบทอดอำนาจของท่านชายซินญอร์เอาไว้แล้ว แต่ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ ข้าคงยอมให้คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ขึ้นปกครองอาเดรียไม่ได้" เอเดรียนหันไปหาคนสนิท "ข้าจะดูแลเขตปราการชั้นหนึ่ง กำลังพลหน่วยอารักขาซึ่งอยู่ในคำสั่งข้าจะอยู่ที่นั่น ส่วนเจ้าดูแลเขตสองซึ่งเป็นส่วนของกองกำลังจากคัสนาห์..."

"ท่านเอเดรียนคะ" หญิงรับใช้เอ่ยเรียกที่หน้าประตูห้อง "ท่านชายซินญอร์ต้องการหารือร่วมค่ะ"

โจฮาลล์เบิกตาขึ้นเล็กน้อยและหันไปมองแม่ทัพใหญ่ที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย "เชิญท่านชาย" สิ้นเสียง ซินญอร์ก็เปิดประตูเข้ามาอย่างรีบร้อน โดยมีหญิงรับใช้อีกคนเดินตามและช่วยถอดผ้าคลุมไหล่ออก "ข้ากำลังหารือเรื่องการวางทัพอยู่ เตรียมที่จะไปรายงานท่านชายในวันนี้พอดี" เอเดรียนผายมือไปยังเก้าอี้หน้าโต๊ะ โดยไม่เคลื่อนสายตาขึ้นมองผู้ฟังเลยแม้แต่น้อย ซึ่งโจฮาลล์เองยังสังเกตได้ว่านี่คือการแสดงออกถึงความไม่พอใจผู้นำของตนอย่างที่สุด

"คัสนาห์อยู่ในฤดูล่าสัตว์ ดังนั้นทหารรับจ้างจึงมีไม่มาก ข้าจึงได้กำลังพลมาเพียงหนึ่งพันสามร้อยกว่านาย" ซินญอร์ไม่สนใจท่าทางกระด้างกระเดื่องนั้นแม้จะสัมผัสได้ถึงความเย็นชาจากเอเดรียนก็ตาม แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่สมควรจะเกิดขึ้น และท่านชายก็ยินดีด้วยซ้ำที่เอเดรียนตัดสินใจได้สักที "กำลังพลหน่วยอารักขาของเจ้ามีเท่าไหร่"

โจฮาลล์ค้อมหัวลงเล็กน้อยและตอบแทนในฐานะคนสนิท "สี่ร้อยยี่สิบแปดนายขอรับ"

"ข้าจะวางหน่วยอารักขาเอาไว้ที่ปราการชั้นหนึ่ง พวกเขาล้วนแล้วแต่มีฝีมือเป็นเลิศ..." เอเดรียนเริ่ม

"กระจายหน่วยอารักขาออกเป็นหลายส่วน" ซินญอร์ตัดบทแม่ทัพ "คอยควบคุมดูแลกองทัพคัสนาห์แต่ละส่วนให้อยู่ในความเรียบร้อย อย่างไรที่นี่ก็ไม่ใช่ถิ่นของเขา ทหารคัสนาห์ไม่มีความชำนาญพอ และการต่อสู้อย่างไม่รู้ที่ทางอาจทำให้เสียกระบวนทัพ" เอเดรียนคิดว่าท่านชายของตนพอจะรู้แล้วว่าตัวเองคิดจะทำการใหญ่ จึงได้ออกคำสั่งกระจายคนใต้บัญชาของเอเดรียนออกไปเพื่อไม่ให้แม่ทัพใหญ่มีกำลังพลในมือ

กองทัพคัสนาห์รับคำสั่งจากท่านหญิงซินญอร่า และคงไม่ปล่อยให้ท่านชายมีอันตรายแน่นอน

"ส่วนกำลังพลอารักขาที่ปราการชั้นหนึ่งและสองก็ให้เป็นทหารคัสนาห์ให้โจฮาลล์คอยดูแล" ซินญอร์กล่าวเสียงเรียบ "ส่วนตัวเจ้าซึ่งเป็นถึงแม่ทัพย่อมต้องเป็นผู้นำทัพในการออกรบอยู่แล้ว จึงเหมาที่จะอยู่ปราการชั้นสามมากที่สุด และให้กองกำลังอารักขาของเจ้าอยู่ที่นั่นด้วยเพื่อรับหน้าศัตรู" คำสั่งของอีกฝ่ายทำให้เอเดรียนต้องมุ่นคิ้วต่อต้าน เพราะมันไม่ใช่แค่ทำให้ชายหนุ่มเสียแผน แต่มันคือคำสั่งที่เลือกส่งคนของตัวเองออกไปรับศึกก่อน

"ท่านชาย... ตามหลักแล้ว ทหารของเราจะต้องอยู่ที่ปราการชั้นหนึ่ง ทหารจากคัสนาห์จะต้องอยู่ปราการชั้นนอกสุด คำสั่งแบบนี้เท่ากับว่าส่งคนของเราออกไปตายก่อนชัดๆ" แม่ทัพเสียงแข็ง "อีกทั้งปืนใหญ่บนปราการชั้นหนึ่งก็มีพิสัยไกลที่สุด ดังนั้น..."

"อย่าให้ข้าพูดว่าข้าเห็นอะไรในตัวเจ้า เอเดรียน!" ผู้นำอาณาจักรตวาด "เจ้าไม่ใช่แม่ทัพคนเดิมที่ข้าเชื่อใจ... ไม่ใช่นับตั้งแต่เจ้าเลือกจะปกป้องเซนทอร์ตนนั้นก่อนช่วยเหลือบ้านเมืองตัวเอง" เสียงคนพูดสั่นเครือด้วยโทสะ แม่ทัพใหญ่พยายามมองข้ามสิ่งที่ซินญอร์พูด และพยายามไม่แสดงว่าเขาตกใจกับคำพูดของอีกฝ่ายมากแค่ไหน แม้ว่ามันจะแทงใจเสียจนจุกก็ตาม

"ข้าไม่เชื่อเจ้า เอเดรียน..."




ต่อให้เป็นฝ่ายเสียหาย แต่รีดาห์ก็ยังพยายามเข้าใจคนก่อเรื่อง และไม่อยากให้เลสธีราห์ตั้งแง่กับอีกฝ่ายมากกว่านี้ อย่างไรในอนาคตนั่นก็คือเหนือหัวสูงสุดของแอสทารอธซึ่งเลสธีราห์ไม่ควรจะมีปัญหาด้วย แต่เลสธีราห์ในตอนนี้ก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเกินกว่าจะอธิบายด้วยเหตุผลได้ ดังนั้นรีดาห์จึงคิดว่าเขาควรไปพบซาฮาลเพื่อไกล่เกลี่ยด้วยตัวเองจะเป็นการดีกว่า

ซึ่งร่างโปร่งจำได้ว่าสถานที่ที่สงบสำหรับซาฮาลก็คือห้องทำงานของเจ้าตัวเอง

ฝ่ายนั้นทอดกายอยู่บนแท่นที่นั่งประจำของตัวเองและเหม่อมองเอกสารหลายฉบับตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า โดยว่าที่ผู้นำแห่งแอสทารอธไม่แน่ใจว่าตนนั่งอยู่ที่เดิมมานานเท่าไหร่ อันที่จริงเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนคิดจะทำอะไร หรือมีเหตุผลอะไรที่นั่งอยู่เฉยๆแบบนี้ นัยน์ตาสีเข้มเหลือบขึ้นมองดวงจันทร์ที่คล้อยหายไปจากสายตา และแสงดาวริบหรี่ที่ทำให้การอ่านอนาคตยากยิ่งขึ้น เซนทอร์หนุ่มองหาดวงดาวของตน มองหาเส้นทางของมัน และพยายามจะอ่านความเคลื่อนไหวจากเบื้องบน แต่สมาธิของเขากลับไม่สามารถจดจ่อกับอะไรได้เลย ตราบใดที่เสียงของเลสธีราห์ยังดังก้องอยู่ในหัวอย่างหนักแน่น

'ข้ามีคนที่ให้เกียรติข้าแล้ว... เจ้าไม่จำเป็นต้องหยิบยื่นอะไรให้อีก'

ซาฮาลคาดหวังให้เลสธีราห์ต่อสู้... เขาชอบสายตาเด็ดเดี่ยวคู่นั้นซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังและความต้องการเอาชนะ เซนทอร์ครึ่งเอลฟ์ตนนี้มักต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เลสธีราห์มักจะหาทางออกได้และต่อสู้จนสุดตัวเสมอ นั่นคือสิ่งที่ตรึงอยู่ในความทรงจำของซาฮาล

แต่วันนี้เซนทอร์ครึ่งเอลฟ์ตนนั้นกลับปฏิเสธที่จะต่อสู้กับเขา ปฏิเสธที่จะเอาชนะเขา ด้วยเหตุผลที่ว่าอีกฝ่ายมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า โดยไม่คิดจะอธิบายให้คู่สนทนาเข้าใจเลยว่าสิ่งที่สำคัญกว่าอีกสิ่งหนึ่งนั้นคืออะไร สำหรับเซนทอร์แล้วยังมีอะไรสำคัญไปกว่าการต่อสู้ การได้เป็นผู้ชนะอีกหรือไร ยังจะมีอะไรที่มีเกียรติไปกว่านั้นอีกหรือ

'การปกป้องคนรักเอาไว้ได้... คือเกียรติของข้า'

ครึ่งอาชาถูกเรียกว่าเป็นเผ่าพันธุ์ของอัศวิน เซนทอร์ทุกตนเป็นนักรบที่ดูแลปกป้องตัวเองได้ ดังนั้นซาฮาบจึงไม่เข้าใจเหตุผลของเลสธีราห์เลย... คนประเภทใดที่ต้องการการปกป้องจากผู้อื่น หากพวกมนุษย์อ่อนแอถึงเพียงนั้น เหตุใดเซนทอร์จึงต้องสงสาร แม้กระทั่งตนเองยังดูแลไม่ได้ แล้วเหตุใดผู้อื่นจะต้องดูแลด้วยเล่า

"แปลกดีที่ข้าเดาถูกว่าเจ้าอยู่ที่นี่..."

เสียงของรีดาห์ดึงคนที่กำลังเหม่อลอยให้หันกลับมา เซนทอร์ร่างโปร่งก้าวเข้ามาหาผู้ที่นั่งอยู่พร้อมกับวางมือลงบนโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย "แต่ละคนเหมือนจะมีจุดยืนเหม่อแต่ละที่ชัดเจนนะ อย่างเลสก็คงเป็นท่าเรือ เหนือหัวดาเรียสก็เป็นสวนด้านหลัง ท่านหญิงลีอาห์มักจะอยู่ลานน้ำพุ ส่วนว่าที่เหนือหัวซาฮาลกลับชอบห้องทำงานของตัวเอง"

ซาฮาลไม่ตอบโต้ประโยคนั้น ว่าที่ผู้นำมองคนที่เข้ามายืนเบื้องหน้าและรอให้อีกฝ่ายพูดออกมาเองว่ามีจุดประสงค์ใดจึงได้เข้ามาพบเขา ทั้งที่เพิ่งถูกเขาผลักตกทะเลไปเมื่อบ่ายนี้ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น ความขุ่นเคืองที่มีก็แทนที่ด้วยความรู้สึกผิด ยิ่งมองเห็นแขนของรีดาห์ที่ยังมีรอยช้ำจากการปะทะกำลังกับเขา ซาฮาลก็ลดโทสะในใจลงทีละน้อย

"เจ้ารู้ว่าสู้ข้าไม่ได้.. เหตุใดจึงยังเอาตัวเองเข้าขวาง"

มือใหญ่ค่อยๆเอื้อมไปแตะรอยช้ำนั้นช้าๆ และสังเกตสีหน้าของรีดาห์ที่ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นอะไรมากอย่างที่เขาคิด "ไม่ได้เจ็บมากใช่หรือไม่" เซนทอร์สีน้ำตาลพยักหน้าตอบและพยายามเคลื่อนแขนของตนหลบสัมผัสนั้นช้าๆด้วยกลัวว่าซาฮาลจะทำอะไรรุนแรงอีก ต่อให้แปลกใจที่อีกฝ่ายใช้น้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม "เจ้าอาจจะผิวบาง... จึงได้ดูช้ำขนาดนี้"

"ถ้าข้าเป็นอะไรมาก คงไม่กล้ามาพบเจ้าหรอก" รีดาห์ตัดบท

"ข้าขอโทษ" และเมื่อได้ยินคำนั้น รองผู้บัญชาการก็เหลือบตาขึ้นมองคนพูดอย่างไม่นึกเชื่อว่าคำแบบนี้จะมีวันหลุดออกจากปากของซาฮาล ว่าที่เหนือหัวแห่งแอสทารอธ "เจ้าเจ็บตัวหลายครั้งคราเมื่ออยู่ใกล้ข้า" เขาเห็นรีดาห์เป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นคนสนิทของเลสธีราห์ และโดยสถานะทั้งสองอย่างนี้ รีดาห์ไม่ควรเจ็บตัวจากเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ด้วยซ้ำ

"เจ้าเป็นเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ ซาฮาล"

รีดาห์ถอนใจใส่อีกฝ่าย ความเถรตรง เด็ดเดี่ยว และดุดันสมเซนทอร์เป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำให้ซาฮาลถูกเรียกว่าเป็นยอดอัศวิน แต่นั่นก็เป็นข้อเสียที่ทำให้เซนทอร์หนุ่มถูกเลสธีราห์เกลียดขี้หน้าแม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามทำอะไรเพื่อฝ่ายนั้นมากมายก็ตามที

รีดาห์เข้าใจซาฮาล... แต่เขาเข้าใจเลสธีราห์ยิ่งกว่า

แต่ไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจใคร รีดาห์ไม่คิดว่าตอนนี้เขาควรจะมาสนใจเรื่องยิบย่อยแบบนี้

"ข้าแค่มาดูว่าเจ้าไม่เป็นไร" ร่างโปร่งว่า "ข้าเข้าใจเจ้า..."

"เจ้าไม่เข้าใจหรอก" ซาฮาลตอบเสียงเรียบ "แล้วข้าก็ไม่เป็นอะไรเพราะเรื่องแค่นี้อีกด้วย ข้าเป็นถึงว่าที่เหนือหัวไม่ใช่รึไง เจ้าควรกลับไปพักผ่อนได้แล้ว" แม้จะอยากพูดอะไรต่อ แต่ซาฮาลก็ตัดบททิ้งและหันไปมองทางอื่น "ไม่ต้องทำหน้าเห็นใจข้าแบบนั้น รีดาห์"

คู่สนทนามองตามใบหน้าที่เบือนหนีนั่นก่อนจะมุ่นคิ้วและส่ายหัวกับตัวเอง "จากสายตาของข้า เจ้าเป็นอะไรแน่ๆ ว่าที่เหนือหัว... มองจากจุดที่ข้ายืนตรงนี้ ข้าเห็นเจ้าไล่ตามคนที่เอาแต่พยายามหนีไปให้ไกล คิดว่าข้าไม่รู้สึกหรือ ว่าเจ้าทรมานแค่ไหน"

"รีดาห์..." ซาฮาลปรามเสียงเข้มขึ้น "กลับไปซะ"

ร่างโปร่งถอนใจและยอมเลิกราแต่โดยดี "ข้าแค่เป็นห่วงเจ้า พรุ่งนี้ข้าจะต้องออกเรือไปแล้ว"

นี่เป็นครั้งแรกที่ซาฮาลเคยได้ยินว่ามีใคร 'เป็นห่วง' เขา ว่าที่เหนือหัวเคลื่อนสายตาของมองคนตรงหน้าช้าๆ และพบว่าสิ่งที่รีดาห์พูดนั้นไม่ใช่การเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย "เลสธีราห์จะไม่ทำตามคำสั่งของเหรือดาเรียสใช่ไหม" แม้ว่าจะอยากถามซ้ำให้แน่ใจเพื่อให้ได้ยินคำนั้นอีกสักครั้ง แต่ซาฮาลรู้ดีว่ามีสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องนั้น "จะขัดมติของสภาขุนนางใช่ไหม"

"ข้าเชื่อว่าเลสธีราห์จะทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่ออาณาจักร" ร่างโปร่งว่า

"เจ้ารู้โทษทัณฑ์ของการขัดคำสั่ง" ซาฮาลมุ่นคิ้ว "และต่อให้เป็นข้าก็ไม่สามารถช่วยพวกเจ้าได้"

"นั่นขึ้นอยู่กับผลประโยชน์สุดท้ายที่แอสทารอธจะได้รับ ว่ามันมีน้ำหนักมากพอจะเปลี่ยนใจสภาขุนนางได้หรือเปล่า" รีดาห์ยิ้มเย็น "แล้วเจ้าต้องการให้ข้าทำตามมติของสภา แลกกับเรือสิบลำ และส่งเพื่อนสนิท... ไปฆ่าคนรักของตัวเองอย่างนั้นรึ" น้ำเสียงของคนพูดสั่นไหว และเจ้าของก็พยายามสูดหายใจเข้าเพื่อควบคุมอารมณ์ "ข้าภูมิใจในความเป็นอัศวินเซนทอร์ ซาฮาล... แต่คำว่าอัศวินไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลือดเย็นขนาดนั้น"

"หากเลสธีราห์ต้องการจะขัดคำสั่งนั่นก็เป็นเรื่องของเขา เจ้าไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วย"

"เซนทอร์ทุกตนมีสิทธิ์ที่จะเลือกทางของตนเอง ซาฮาล หากข้าต้องการไปรบ ข้าก็จะไป" รองผู้บัญชาการเซเลสต์ยืดอกขึ้น "จริงอยู่ว่าการต่อสู้ด้วยตนเองคือความเด็ดเดี่ยวของเซนทอร์ แต่ถ้าข้าอยากจะสู้หลังชนกับเพื่อน... ข้าจะไม่ใช่เซนทอร์เลยหรือไร"

"พวกเจ้าทั้งคู่ช่างดื้อด้าน หาเรื่องปวดหัวมาให้ข้าไม่เว้นแต่ละวัน"

"เช่นนั้นเจ้าก็ควรดีใจ... เพราะนี่อาจเป็นโอกาสที่ทำให้เจ้าไม่ต้องเจอเรื่องปวดหัวอีกเลย"

"..."

"เพราะถ้าข้ากับเลสไม่รอดขึ้นมา เจ้าก็คงไม่ต้องวุ่นวายอีก เหนือหัวซาฮาล"




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #316 moony+lilac (@Pinocchio-fate) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 22:56
    วงวารคนที่จะต้องคู่กับซาฮาลจริงๆ นะ ผู้ชายอะไรอะ อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ทำตัวซึนเดเระอีก แกไม่ใช่หญิงวัยทองนะซาฮาล
    #316
    0
  2. #286 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 17:35
    คำถามรีดาห์นี่แบบ ... 55555555555  ความล้งความลับอะไรนี่ เผยมาหมด  รอซาฮาลมาพูดเองดีกว่า อย่าเพิ่งหลุดสิ 555555
    รีดาห์อย่าเพิ่งมั่นใจว่าตัวเองไม่มีรสนิยมแบบนั้นสิ  เรื่องของอนาคต เราไม่รู้ล่วงหน้าหรอกนะะะ  เราจะเชียร์ความโชเน็นไอของนายต่อปัยยย  ขอให้ความสัมพันธ์(กับซาฮาล)พัฒนาในเร็ววัน(คงยากหน่อย...) 55555555555
     
    ถ้าจะบอกว่าสงสารรีดาห์ที่ต้องคอยอยู่กะซาฮาลที่แบบ เอ่อ ... ดุ .... จะว่าอารมณ์ร้ายก็ไม่เชิง แต่ดุอ้ะ (ฮ่าๆ)  ก็ต้องมานั่งโอ๋จาเร็ตต์ด้วยที่ต้องคอยรับมือเอเรส ที่ ...... นั่นแหละ (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) 555555555555
    เอเรสดูมีความมั่นใจมากว่าจะได้จาเร็ตต์มา  ฮาาาา  ตอนนี้ก็หยอดเล่นไปก่อนนะ พอหอมปากหอมคอ  .........  ถ้าอนาคตได้ไปจริงๆนี่จาเร็ตต์ปวดหัวทั้งวันแน่ๆ โอ๋นะ //ลูบ
     
    รีดาาาาาห์!!!  ซาฮาลยิ้มตอนอยู่กะเจ้านะะะะะ  ตอนแกล้งน่ะ ...... ยิ้มเอ็นดู------------   555555555555
    ตอนเลสง้างธนูนี่  รีดาห์ไปถึงทางขึ้นยังอ่ะ .........  ไปเอารีดาห์ขึ้นมาก่อนเร๊วววววววว
    . . .  ก็เป็นอันว่าเคลียร์เรื่องรักของซาฮาลเรียบร้อยลงตรงนี้  ซาฮาลจะได้มีตาไว้มามองรอบๆตัวบ้าง ฮ่าาาาา  .... ขอไปปฐมพยาบาลคนซวยก่อน //ถือตลับยา
     
    จริงๆคำสั่งกระจายหน่วยอารักขาของซินญอร์เนี่ย  คือหน่วยมันก็ฝีมือเป็นเลิศช่ะ  นัยนึงเราว่า  ท่านชายตั้งใจนะ คือคนน้อยแต่เก่ง  ใช่ว่าจะแพ้  มันจะกลายเป็นว่าสามารถสอยคัสนาห์ได้เลยทีเดียวหลายส่วน  แค่เอเดรียนต้องสั่งไว้ก่อนล่วงหน้า ... ถ้ากรณีปกติ รวมกำลังคนไว้ ช่วยกันสู้ ... แต่ก็จะค่อยๆเคลื่อนไปได้ทีละจุดป่ะ ... ท่านชายก็สั่งเนียนๆ ให้เหมือนจับคนแยกจากกัน -.-
     
    ประโยคสุดท้ายของรีดาห์เนี่ยยยย เหมือนพูดเพื่อแซะกลับซาฮาลอ่ะ  ช่วยอย่าเอาเรื่องความเป็นความตายตัวเองมาพูดแซะง่ายๆงี้สิลูก 5555  เจองี้ซาฮาลต้องมีใจแกว่งมั่งแหละ  ยังไงก็เป็นเพื่อน(ที่ช่วงนี้เริ่มสนิท)กันอ่ะนะะะะะ
     
    #286
    0
  3. #284 Cheschire (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2559 / 00:25
    โอ๊ยย ชอบคู่รีดาห์-ซาฮาลมากเลย ถึงซาฮาลจะเถื่อนตอนเจอเลสทีราห์ แต่พออยู่กับรีดาห์แล้วดูละมุนนน ไม่รู้ว่าตอนนี้ซาฮาลเริ่มรู้สึกอะไรกับรีดาห์รึยัง แต่แอบเชียร์ให้หันมามองคนใกล้ตัวไวๆนะ คู่นี้น่าร้ากก
    #284
    0
  4. #172 AnchanZz (@AnchanZz) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 / 14:46
    อรั่กกกก สำลักความน่ารัก(?)ของเอเดรียนกับความซึนของเลส ยอมยกโทษให้เอเนียน เอ๊ย เอเดรียนกึ่งนึง 55555 ตอนนี้แอบสงสารซาฮาล อกหักดังเป๊าะเลย แต่คนซวยสุดคือรีดาสินะ นอกจากโดนผลักยังต้องมารับรู้"เรื่องของสองเรา"ของคู่หลักอีก ถถถถ แอบขำเอเดรียน ดิ้นผล่านเลยนะ บอกจะปล่อยไปแต่สุดท้ายก็ทำใจไม่ได้~~~ //ขอแซวระเอกหน่อยเถอะ หมั่นไส้นางเหลือเกิน 5555
    #172
    0
  5. #171 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 / 18:26
    ป๊าดดดดดดดโท่ะ! ทำไมทำงี้กับรีดาร์ได้ลงคอ พวกแกใจร้ายยยยย!!
    แล้วงี้ไม่รู้กันหมดเหรอคะว่าเค้า ... กัน = =?
    #171
    0
  6. #170 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 / 02:53
    เลส ... งอแง อรั๊ยยยยยยยย คาวาอี้ ❤️❤️❤️
     
    ว่าแต่ นี่ห้องรีดาห์ใช่มั้ย? หรือเราเข้าใจผิดหว่า? ถ้าใช่นี่คือสงสารนางมากกกกกก 😂😂😂😂
     
    เอเดรียนค่อยๆดูดีขึ้นๆเรื่อยๆ ฮ่าๆๆๆๆ ดีแล้วๆ เอ็งเอ้ยยยยย ง่อยมาหลายตอน จนคนอ่านจะปลดนางออกจากตำแหน่งพระเอกกันหมดละ
     
    เลส ... พรุ่งนี้ต้องลุกไปออกทัพนะลูก ไปยั่วเอเดรียนอีกแหน่ะ -.,-
    #170
    0
  7. #169 RUMINA (@blue-diamond) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2557 / 23:28
    จริงๆอ่านแบบเรทเบาๆก็กระชุ่มกระชวยได้นะคะ

    เนื้อเรื่องดราม่ามาหลายตอน พออ่านตอนนี้แล้ว อื้ม...ค่อยสบายใจนิดนึง(?)

    เอเดรียนบอกรัก วรั้ยยยยยยยย
    #169
    0