[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,287 Views

  • 359 Comments

  • 1,106 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    70

    Overall
    19,287

ตอนที่ 26 : [Re-Write] "เอลฟ์"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 472
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    25 ธ.ค. 59

"แบ่งกองทัพออกเป็นสองส่วน... ส่วนหน้าเป็นเรือที่มีปืนใหญ่พิสัยไกล กระจายจัดทัพแบบจันทร์เสี้ยว ส่วนหลังเป็นเรือที่มีปืนใหญ่พิสัยใกล้จัดทัพหน้ากระดาน ส่วนด้านหน้าสุดให้ใช้เรือน้ำมันแหวกทางเข้าไป" บาร์เวน แม่ทัพเรือแห่งเวเรเนเซียพูดกับเหล่ากัปตันที่รายล้อมอยู่รอบโต๊ะประชุม "ถ้าพวกอาเดรียคิดจะขวาง อย่างไรก็ถูกชนจนขาดเป็นสองท่อนได้อยู่ดี เราจะปล่อยน้ำมันในอ่าวของพวกมัน จากนั้นก็เผาให้ทะเลติดไฟ แค่นี้ พวกมันก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว"

"ท่านแม่ทัพ... แต่ถ้าพวกแอสทารอธมาช่วย เราจะรับมืออย่างไรขอรับ"

"แม่ทัพกองเรือเซเลสต์ครอบครองธนูแหวกสมุทรแอควาเรียร์ และถ้าหากเขาใช้ธนูนั่น น้ำมันและเปลวไฟก็จะกระจายตัวไปทั่วได้เร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น" ลาร์เวนตอบรวบรัด "ให้เรือของพวกมันติดไฟ ไม่ช้าคลังแสงก็จะระเบิด และพวกมันก็จะไม่มีอะไรให้ใช้ต่อสู้กับเรา"

"ย้อมทะเลของพวกมันให้เป็นสีเลือดและจมอยู่ในกองเพลิง!"

...

เบื้องหน้ากองทัพธีสธรัลคือทะเลเพลิง เปลวไฟที่กำลังเผาไหม้น้ำมันดิบจำนวนมหาศาลลุกโชนและแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง เบื้องหลังกองเพลิงเหล่านั้นคือความพินาศของกองเรืออาเดรียที่เรียกได้ว่าเป็นแค่เหยื่อ "อาเดรีย... ที่คิดจะต่อกรกับกองเรือเวเรนเซียรึ" แม่ทัพเรือกำหมัด "ให้มันมอดไหม้จนหมด แล้วเราจะเหยียบเข้าไปในแผ่นดินของพวกมันกัน" เวเรนเซียหวังให้เรือน้ำมันเข้าไปถึงภายในอ่าวที่มีทั้งท่าเรือและเมืองขนาดย่อม เพื่อที่จะใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการเผาไหม้

แต่เรือเหล็กลำใหญ่ก็เกิดระเบิดกลางทาง ทว่านั้นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเสียแผนแต่อย่างใด

"ท่านแม่ทัพ... พวกมันตอบโต้แล้วขอรับ"

"เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า..." บาร์เวนว่า "แต่มันก็ไม่ได้พลิกสถานการณ์ให้พวกมันได้เปรียบหรอก" แม่ทัพเรือเขม้นมองที่ม่านเพลิง คิ้วดกหนาขมวดมุ่นเมื่อเห็นเงาลำเรือดาหน้าผ่านเปลวไฟออกมา "เรือติดไฟ!!" แม้ว่าบาร์เวนจะย้ำให้กองทัพรักษาระยะห่างจากสนามรบ แต่มันก็ใกล้เกินไปที่จะสั่งให้ถอยหลัง เรือรบของอาเดรียหลายลำที่ติดไฟมุ่งหน้าเข้ามาโดยมีเป้าหมายที่กองเรือเวเรนเซีย

"ถอย!! หักขวาให้หมด ถอยกลับ!! ปืนใหญ่ยิงพวกมันเข้า!!"

ตูม!!

ปืนใหญ่ที่อยู่หน้าลำเรือเริ่มเปิดฉากยิงใส่เรือไฟที่ดาหน้าเข้ามา แต่นั่นก็ทำได้แค่สร้างความเสียหายเล็กน้อย ถ้าเทียบกับใบเรือติดไฟลุกโชนจนน่ากลัว ดาดฟ้าที่ไม่มีที่ว่างสำหรับการต่อสู้ใดๆ กองเรืออาเดรียพุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้และปักหัวเรือเข้าหาเนิบช้า "เสากลางล้ม!! ระวังเสากลางล้ม!!"

โครม!

ท่อนไม้ที่มอดไหม้เป็นเวลานานเอนล้มลงพร้อมกับใบเรือหนักทำให้สะเก็ดไฟปลิวกระเด็นไปติดเรือลำอื่นของธีสธรัล "ยิงเข้าไปในกองเพลิง!! ยิงเข้าไป!!" แม่ทัพเวเรนเซียตวาดลั่น ขณะมองเรือไฟอีกหลายลำที่แล่นตรงเข้ามาโดยไม่มีผู้บังคับทิศทาง กองเรือของเขากำลังติดไฟ และคราบน้ำมันที่เรือของอาเดรียนำมาด้วยก็กำลังจะลามมาถึงฝ่ายธีสธรัล

บรึ้ม...!!!

ตูม...!!!

คลังแสงหนึ่งระเบิดดังสนั่นพร้อมกับประกายไฟพุ่งขึ้นฟ้าลามไปยังเรืออีกลำ ก่อนที่จะระเบิดตามกันโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ "ถอย!! ถอยออกมา!!" บาร์เวนคำรามสั่ง เขาหันไปแยกเขี้ยวใส่เงาของเรือลำใหญ่ที่อยู่หลังม่านเพลิง "เรือสั่งการ... ฝ่ากองเพลิงนั่นเข้าไป!"

"ท่านบาร์เวน...!"

"ข้าจะฆ่าแม่ทัพเซเลสต์!!"




ผู้นำแห่งอาเดรียมองความโกลาหลที่เกิดขึ้นและพยายามคิดหาทางออกแม้ว่าใจของเขาจะเริ่มสั่นด้วยความกลัว ท้องทะเลเบื้องหน้าลุกเป็นไฟเผาไหม้น้ำมันสีดำจำนวนมากที่ธีสธรัลปล่อยทิ้งเอาไว้ราวกับวางยาพิษไว้ในอ่าวอาเดรีย ไม่ต้องสงสัยว่าสัตว์น้ำจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด อาเดรียคงไม่สามารถทำการประมงได้อีกนาน และแน่นอนว่านี่ส่งผลกระทบถึงรายได้ที่ต่ำอยู่แล้วให้ตกต่ำลงมากไปอีก เพราะชาวประมงทั้งหมดอาจไม่สามารถประกอบอาชีพเดิมได้ อีกทั้งน่านน้ำของแอสทารอธก็ไม่เปิดให้ใครเข้าไปโดยง่ายอีกด้วย

นี่คือความคิดของธีสธรัล... หากเขาไม่จำนนต่อมหาอำนาจ อีกฝ่ายก็จะทำลายทุกสิ่งที่เขามี

ควันสีดำคละคลุ้งไปทั่ว แต่ก็พอจะมองเห็นเรือรบไม่กี่ลำที่ล่าถอยกลับมา ฝ่ายธีสธรัลเองก็สูญเสียไปไม่น้อย แต่กองเรือเวเรนเซียแนวหลังก็ยังเรียงตัวลอยลำอย่างสงบนิ่งเพื่อดูปฏิกิริยาต่อไป ท่านชายซินญอร์กำหมัดแน่นระหว่างถกเถียงกับตนเองอยู่ในใจว่าควรจะทำอย่างไร ต่อให้เขาขอกำลังจากคัสนาห์มาช่วย แต่ธีสธรัลอาจไม่คิดจะยกพลขึ้นฝั่งเลยก็ได้ หากปล่อยให้เวเรนเซียเข้ามาใกล้อีกสักนิด กองเรือที่ยิ่งใหญ่นั้นอาจสร้างความเสียหายจนพอใจแล้วเดินทางกลับไปก็เป็นได้

...อย่างไรศึกนี้พวกเขาก็ไม่ชนะ

ต่อให้มีธนูแหวกสมุทรแอควาเรียร์ พวกเขาก็ไม่อาจเอาชนะความโหดร้ายอันเยือกเย็นของธีสธรัลได้ กษัตริย์องค์ก่อนของธีสธรัลมีนิสัยอย่างไร ซินญอร์รู้ดี และหากเป็นผู้นั้น อาเดรียก็คงเอาชนะได้ไม่ยากเย็นนัก แต่ราชินีองค์ใหม่นี้ช่างเป็นสตรีที่เยือกเย็นและเด็กเดี่ยว นางมิได้กระหายในสงคราม และไม่ได้ต้องการชัยชนะ ทว่านางกลับสามารถพลิกสถานการณ์ให้ตนเองอยู่เหนือกว่าได้ แม้ว่าฝ่ายที่ควรชนะจะเป็นอาเดรียก็ตาม

หากธีสธรัลทำลายอาเดรียแล้ว อาเดรียจะหันหน้าไปพึ่งใครได้...

คัสนาห์ผู้เป็นเมืองพี่ก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์พูนพร้อม พวกเขาเองก็เป็นเมืองเล็กๆไม่ต่างกัน ไอย์ชวลก็เป็นพันธมิตรของธีสธรัล ทั้งที่อาเดรียเป็นเมืองท่าเพียงหนึ่งเดียวของมหาทวีปนี้ แต่จากผู้ที่อยู่สูงสุดกลับต้องกลายเป็นผู้อยู่ต่ำสุดในพริบตาเดียว

ซินญอร์คิดว่าเขาคงต้องยอมรับ... ว่าการเดินหมากของตนและพี่สาวนั้นไม่ถูกต้องจริงๆ

และมันเกิดจากการขาดประสบการณ์ ความไร้สามารถที่จะเป็นผู้นำอาณาจักร

...เพราะธีสธรัลเลี้ยงดูให้พวกเขาไร้สามารถ เพื่อจะได้แข็งข้อต่อต้านไม่ได้

"ท่านชายซินญอร์... ท่านแม่ทัพเอเดรียนออกจากปราการไปแล้วขอรับ" ทหารคนหนึ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้าที่หวั่นไหวและไม่แน่ใจในชะตากรรมของตนเอง "เขาลงไปที่อ่าวอาเดรีย..." นายทหารคนนั้นว่า "ตอนนี้ไม่มีคนสนิทของแม่ทัพใหญ่อยู่ที่นี่เลย แล้วเราจะสื่อสารกับเขาได้อย่างไรขอรับ"

ประโยคนั้นบอกซินญอร์ได้มากพอว่าทหารของอาเดรียเชื่อใจเอเดรียนมากแค่ไหน เมื่อเจ้าตัวไม่อยู่ที่นี่ ทุกคนก็ระส่ำระส่ายกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด "ข้าจะสั่งการเอง..." ผู้นำสูงสุดว่า แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คนใต้บัญชาวางใจแม้แต่น้อย "กว่าพวกมันจะมาถึงปราการชั้นนี้ได้ เรามีพลทหารคัสนาห์รับมืออยู่ก่อนแล้ว"

ถึงจะกล่าวเช่นนั้น แต่คำถามมากมายก็ยังอยู่ในใจ... พวกเขาไม่ได้ห่วงชีวิตตัวเอง

แต่กำลังห่วงบ้านที่พวกเขาใช้พักพิง และคิดถึงครอบครัวที่รออยู่ แต่พวกเขากลับทำได้แค่คอยป้องกันปราการชั้นในที่อาจเรียกได้ว่าเป็นใจกลางเมือง และเป็นบ้านของผู้นำอาณาจักร กับศัตรูที่ไม่อาจรู้ได้ว่ามีความคิดอะไรอยู่ในใจบ้าง กำแพงสูงทำให้สายตาหลายคู่ไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เสียงระเบิดดังสนั่นที่ผ่านมาก็บอกได้ถึงความร้ายกาจของกองเรือเวเรนเซีย

พวกเขาทำได้แค่รออย่างนั้นหรือ

...พวกเขาควรจะติดตามผู้นำคนนี้ไปจริงๆอย่างนั้นหรือ




เลสธีราห์ละจากพังงาเรือมาหยุดที่ระเบียงด้านหน้าเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ เรือรบดัดแปลงของอาเดรียมีเพียงหยิบมือเท่านั้น และต้องสละทิ้งอย่างช่วยไม่ได้ด้วยการปล่อยให้มันล่องไปตามน้ำเพื่อพุ่งชนแนวเรือรบของธีสธรัล "ลมเปลี่ยนทิศแล้ว..." แม่ทัพใหญ่พึมพำ จากเมื่อครู่นี้ที่กระแสลมเป็นใจให้ข้าศึก แต่ตอนนี้มันกลับเปลี่ยนทิศทางและหนุนให้เหล่าเรือไฟพุ่งไปหาคู่ต่อสู้เร็วขึ้นแทน

"เลสธีราห์" รีดาห์เดินเข้ามาพร้อมกับรายงานความเคลื่อนไหว

"เรือของอาเดรียมีทั้งหมดยี่สิบแปดลำ ติดไฟสิบสองลำพุ่งเข้าใส่พวกธีสธรัลและระเบิดจนเกือบหมดแล้ว สิบลำพร้อมต่อสู้ อีกสองลำคอยติดตามเรา และอีกสี่ลำกำลังถอยกลับอ่าวออโรรา" รองผู้บัญชาการว่า "ข้ารอคำสั่งโจมตีของเจ้าอยู่"

ทว่าเซนทอร์ครึ่งเอลฟ์กลับส่ายหัวช้า "เราไม่มีกำลังพอที่จะตีกองเรือเวเรนเซีย"

"เราควรจะถอยกลับเข้าไปในอ่าว พวกเวเรนเซียคงจะรอให้ไฟมอดแล้วจึงบุกเข้ามา เราจะมีเวลาเข้าไปยึดป้อมปราการ ยึดอำนาจจากผู้นำอาเดรีย และใช้มันเป็นที่มั่นในการตั้งรับครั้งใหม่" รีดาห์เสนอ "ถ้าเรายังตั้งรับกลางทะเลต่อไป เราไม่มีกำลังพลมากพอที่จะต่อกรกับพวกมัน" เลสธีราห์หันไปมองม่านเพลิงด้วยความลังเล และกลับมามองคนของตนที่ทยอยขึ้นมาจากดาดฟ้าชั้นล่าง

"แต่เราอยู่ห่างจากชายฝั่งมากเกินไป แล้วก็ยังไม่ได้รับสัญญาณจากเอเดรียนอีกด้วย"

ถึงจะว่าอย่างนั้น แต่เลสธีราห์ก็หันกลับไปมองชายฝั่งและกำแพงสูงของอาเดรียเพื่อคำนวนระยะเวลา "เราต้านทานลม... การยึดมหาคฤหาสน์จะต้องใช้เวลา ถ้าไม่มีกำลังกองเรืออื่นมาเสริม ข้าเกรงว่ามันจะเป็นศึกสองด้าน"

"ท่านเลสธีราห์!!"

ตูม...!!!

กระสุนปืนใหญ่ลูกหนึ่งพุ่งเข้าใส่ด้านข้างลำเรือโดยที่พวกเซนทอร์ไม่ได้ตั้งตัว ระเบียงไม้ที่กราบซ้ายแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆและสมอใหญ่ก็ไหลตกลงทะเล เลสธีราห์ย่อตัวลงตามสัญชาติญาณก่อนจะมองหาต้นทางของปืนและพบว่ามันคือเรือสั่งการของเวเรนเซียที่แล่นฝ่าเปลวเพลิงออกมา

"ประจำที่ปืนใหญ่!!" เซนทอร์หนุ่มออกคำสั่ง "ยกสมอขึ้นมา!!"

เรือเวเรนเซียหันหน้าพุ่งเข้าหาเซเลสต์หมายจะใช้หัวเรือขึ้นเกยเทียบ แต่รีดาห์ก็บังคับให้เรือหันข้างเข้าหาคู่ต่อสู้ก่อนจะเปิดฉากยิงโดยไม่รอคำสั่งแม่ทัพ "กราบซ้ายทั้งหมด ยิง!!"

ตูม...!!!

เซเลสต์ตอบโต้ว่องไวกว่า ดังนั้นเรือเวเรนเซียจึงเสียหลักไปเมื่อถูกแรงระเบิดจากปืนใหญ่ บาร์เวนมองเห็นกลุ่มเซนทอร์บนเรือคู่ต่อสู้ จึงได้หยิบคันธนูของตนออกมาขึ้นสาย "เซนทอร์...!" แม่ทัพหนุ่มมองหาผู้นำของเซเลสต์ ผู้นำที่คอยออกคำสั่งอยู่บนดาดฟ้า และเขาก็พบครึ่งม้าตนหนึ่งที่อยู่ในร่างมนุษย์ "แม่ทัพเซเลสต์!!"

ผู้นำเวเรเซียง้างศรจนสุดแขนแล้วปล่อยลูกดอกออกไปโดยไม่รอคำตอบรับใดๆ

"เลสธีราห์!!"

คนถูกเรียกหันตามเสียง เขาเห็นลูกธนูพุ่งเข้ามาหาตน เห็นวิถีของมันที่จะเสียบเข้าที่กลางอกในอึดใจ แต่เขาก็ไม่สามารถปัดป้องมันได้ทันการ แอควาเรียร์ยังอยู่บนบ่าของเขาหาใช่มือ และกระบอกธนูก็อยู่ที่สะโพก อีกทั้งเกราะหนังที่สวมใส่ก็ใช่ว่าจะป้องกันคมลูกดอกของธีสธรัลได้

ฉึก...!!

เลือดสีแดงกระเซ็นออกจากบาดแผลที่ถูกยิงเข้าอย่างจัง แต่แทนที่เลสธีราห์จะรู้สึกถึงความเจ็บปวด เขากลับสัมผัสได้ถึงแรงผลักของฝครบางคนที่เผ่นเข้ามากระแทกสีข้างตนอย่างจัง คมเหล็กแหลมปักเข้าไปที่แขนซ้ายอันแข็งแกร่ง เรียกเสียงครางด้วยความเจ็บปวดของเจ้าของร่างได้ แต่ร่างสูงก็กัดฟันสะบัดมือขวาของตนขึ้น และเล็งอาวุธกลับไปที่คู่ต่อสู้อย่างแม่นยำ

เปรี้ยง...!!

"เอเดรียน...!" เลสธีราห์ถูกผลักจนล้มลงกับพื้น เช่นเดียวกับคนตรงหน้าที่ทรุดตามมา ทว่าหยุดตัวเองอยู่เหนือร่างของเขา แม่ทัพใหญ่กัดฟันด้วยความเจ็บปวด และยันมือค้ำตัวเองเอาไว้เพื่อไม่ให้ล้มทับร่างโปร่ง มือขวายังคงถืออาวุธคู่ใจเอาไว้มั่น เช่นเดียวกับสายตาที่มองกลับไปยังคู่ต่อสู้บนเรืออีกลำที่ค่อยๆปล่อยคันธนูร่วงหล่นลงพื้นและกุมช่วงท้องที่ถูกยิงด้วยปืนเอาไว้

"เจ้า..." เลสธีราห์อ้าปากค้าง และรีบประคองร่างเบื้องบนเอาไว้ "เอเดรียน..."

เอเดรียนปล่อยมือจากอาวุธ และยันร่างของตัวเองขึ้นพร้อมกับแม่ทัพเซนทอร์ เขาสัมผัสได้ถึงปลายแหลมของลูกดอกที่ยังฝังอยู่ในร่าง และแรงปะทะของมันก็ทำให้เขามึนงงจนภาพตรงหน้าสั่นพร่าอย่างที่ไม่ควรจะเป็น "ข้าไม่เป็นไร..." คำแรกที่ออกจากปากแม่ทัพหนุ่มเป็นเสียงแหบแห้งที่บ่งบอกได้ถึงอาการบาดเจ็บ  "เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว เลสธีราห์..."

"พวกมันมีปืนคาบศิลา!"

ม้าศึกสีดำสะบัดปีกครั้งหนึ่งขณะร่อนลงพื้น มันหยุดการเคลื่อนไหวเพื่อเปิดโอกาสร่างผู้ควบขี่สามารถเล็งอาวุธปืนยิงซ้ำได้ ทว่าความแม่นยำของเอเรสกลับเป็นรอง กระสุนกลมกลับพลาดไปโดนไหล่แม่ทัพบาร์เวนแทนที่จะเป็นกลางอก

เอเดรียนกัดฟันและเงยหน้าขึ้นมองน้องชายของตนบนหลังม้า "ไปได้แล้ว เอเรส!!"

เสียงปืนใหญ่ยังดังต่อเนื่อง และเศษไม้ที่กระจัดกระจายก็บ่งบอกได้ถึงความเสียหายของเรือ

"ใช้ธนูไฟ!! เผาพวกมัน!!" และต่อให้ถูกลูกปืนเหล็กเข้าที่กลางท้อง แต่ผู้นำเวเรนเซียก็ยังออกคำสั่ง "เผาเรือเซเลสต์ซะ!!" เลสธีราห์เบิกตาขึ้นกับคำสั่งของอีกฝ่าย เขาถอยห่างจากเอเดรียนแม้จะไม่ต้องการละจาก แต่ก็ต้องวิ่งกลับขึ้นไปยังพังงาที่ซึ่งรีดาห์ควบคุมอยู่

ลูกดอกติดไฟจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ใบเรือสีขาวและลุกไหม้ต่อหน้าต่อตา

"เก็บใบเรือ! เก็บใบเรือทั้งหมด!" ร่างโปร่งดันไหล่สหายออกแล้วเข้าควบคุมทิศทางเรือด้วยตนเอง "ปิดประตูปืน ดึงปืนใหญ่กลับเข้ามา!" การเก็บใบเรือทำให้เซเลสต์สูญเสียความเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นเลสธีราห์ก็ดึงดันที่จะพาเรืออกไปยังทะเลเปิด เขากระแทกพาหนะของผู้รุกรานด้วยสีข้างลำเรือ และเอียงเบียดจนรูปสลักม้าที่หัวเรือเวเรนเซียหักโค่น ธนูไฟหลายเล่มยังคงปลิวมาตามแรงลมและปักลงบนแผ่นไม้ทั่วลำเรือ แต่นั่นก็ใช่สิ่งที่ผู้นำเซเลสต์สนใจ เขากลับมุ่งหน้าไปยังกลางสนามรบอย่างแน่วแน่

"จะหนีไปไหนกัน เรือเซเลสต์!"

ต่อให้หัวเรือหักโค่น แต่เรือเวเรนเซียก็ยังคงไล่ตาม และกระแทกเบียดตัวเองกับเซเลสต์อย่างไม่ยอมแพ้ เสียงไม้แตกหักและมอดไหม้ด้วยเปลวเพลิงดังระงมไปทั่ว และเปลวเพลิงเริ่มลุกไหม้จนผ้าใบขาดวิ่นเป็นรูโหว่หลายจุด "เลสธีราห์! เราหนีด้วยสภาพแบบนี้ไม่ได้ สั่งเปิดประตูปืนแล้วเกยเรือสู้กับพวกมันเถอะ!" รีดาห์กระโจนกลับขึ้นมาที่ท้ายเรือ

"ไม่ต้องห่วงเรือเซเลสต์ แต่ถ้าเราไม่สู้ ทุกคนจะจมไปกับเรือ!!"

ทว่าเลสธีราห์กลับหันมามองสหายของตนด้วยแววตาดุดันอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

"...แค่กลั้นหายใจเอาไว้ก็พอ รีดาห์"

ร่างโปร่งตวัดคันธนูของตนขึ้นมาถือแล้วค่อยๆง้างสายออกช้าๆ ส่งผลให้น้ำทะเลที่รายล้อมค่อยๆแหวกออกจนกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ "จับเชือกเอาไว้ให้ดี!!" เปลวไฟและคราบน้ำมันเริ่มหมุนตามแรงน้ำที่ไหลมารวมกัน เรือทุกลำที่อยู่ในบริเวณไหลมาตามกระแสคลื่นที่ถูกสร้างขึ้น เกลียวน้ำทะเลยกสูงขึ้นในอากาศอย่างรวดเร็วและน่ากลัว สิ่งนั้นทำให้กองเรือเวเรนเซียตระหนักได้ดีว่า ผู้นำเซเลสต์กำลังจะใช้อำนาจของธนูแหวกสมุทร

"นี่เขาจะจมทุกอย่างลงไปในทะเลหรืออย่างไร!!"

"เลสธีราห์!!"

"กลับลงไป เอเดรียน!"

เลือดสดๆย้อมเสื้อสีเขียวอ่อนกลายเป็นดวงสีเข้มน่ากลัว แม้เจ้าของร่างจะกัดฟันและลุกขึ้นสู้ต่ออย่างลืมเจ็บ "รีดาห์... พาเขาลงไปที่ใต้ท้องเรือ!!" แม้จะตั้งใจกลับไปต่อสู้ แต่เอเดรียนกลับถูกแขนของเซนทอร์ตนหนึ่งรั้งร่างเอาไว้ และกึ่งลากกึ่งพยุงเขากลับเข้าไปที่ใต้ท้องเรือกันหมด

"เอเดรียน!" น้ำเสียงที่ไม่คุ้นเคยตวาดใส่จนแม่ทัพใหญ่ชะงักนิ่ง "กลั้นใจ... กลั้นให้สุดปอดเลย"

รีดาห์สูดลมหายใจลึก ขณะที่เรือทั้งลำเริ่มสั่นตามแรงคลื่นที่เคลื่อนเข้ามาโอบล้อม ประตูปืนหลายบานที่ปิดสนิทสั่นคลอนต้านแรงกระแทกภายนอกอย่างสุดกำลัง น้ำทะเลกอดรัดลำเรือและกระแทกเอาเศษไม้ที่ผุพังจากการต่อสู้เมื่อครู่ปลิวหายไปในกระแสคลื่นถ่าโถม เสียงดังน่ากลัวราวฟ้าถล่มทำให้ต้องใช้เสียงตะโกนเท่านั้นจึงจะสื่อสารได้

"เซเลสต์กำลังจะพุ่งลงใต้ทะเล กลั้นใจให้สุด..."

เลสธีราห์ดึงสายธนูจนสุดแขนและยกผืนน้ำขึ้นจนเรือของเขาอยู่ในจุดที่ต่ำสุดของทะเล ในม่านน้ำที่โอบล้อมยังมีฝูงปลาตื่นตระหนกแหวกว่ายอยู่ไหวๆ ฉลามตัวเขื่องมึนงงอยู่กลางทะเลหลังจากถูกพัดพาจนเสียทิศทาง และเมื่อใต้สมุทรถูกแหวกออก ซากเรือจำนวนมากก็ปรากฎให้เห็นในสายตา ท้องเรือเซเลสต์บรรจงลงแตะทรายนุ่มเบื้องล่าง ขณะที่เรือลำอื่นในบริเวณนั้นทั้งของธีสธรัลและอาเดรียไหลคว่ำลงมากระแทกกับพื้นรุนแรงจนยับเยิน คราบน้ำมันและเปลวไฟปลิวหายไปและดับมอดลงด้วยพ่ายแพ้ต่อน้ำทะเล

เลสธีราห์ปล่อยมือจากสายธนูโดยไม่มีสัญญาณใดๆ

...ตูม!!!

มวลน้ำมหาศาลตกร่วงลงมาจากที่สูงเมื่อสิ้นอำนาจของธนูเอลฟ์ ถ่าโถมเป็นเกลียวคลื่นไหลวนและดูดทุกสิ่งที่อยู่ในบริเวณนั้นให้จมลงก้นทะเล ทะเลที่เมื่อครู่ยังลุกเป็นไฟมลายหายไปในพริบตาพร้อมกับลำเรือจำนวนมากที่ถอยกลับไปไม่ทัน ทัพแนวหลังของธีสธรัลที่อยู่ไกลออกไปมองภาพที่เกิดขึ้นด้วยแววตาพรั่งพรึง หัวใจของพวกเขากระตุกสั่นด้วยความหวาดกลัว แม้ว่าอาเดรียผู้เป็นศัตรูจะไม่เหลือรบแถวหน้าสักเพียงลำ แต่การเข้าใกล้เรือเซเลสต์ก็เป็นเรื่องน่ากลัวเกินจินตนาการ

นี่คืออำนาจอันลือเลื่องของธนูแหวกสมุทรแอควาเรียร์




การเฝ้ารอเป็นเวลานานทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นในหมู่ทหาร บวกกับการที่พวกเขามองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทะเลเบื้องหน้าด้วยแล้ว ต่อให้เป็นผู้ที่ฝึกเรื่องระเบียบมามากแค่ไหนก็ไม่อาจทนอยู่เฉยได้อยู่ดี ทว่าตอนนี้พลทหารที่ประจำหน้าปืนใหญ่ต่างก็อ้าปากค้างหลังจากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งความรู้สึกตกตะลึงไม่เชื่อสายตาตนเอง และความหวาดกลัวพรั่งพรึงที่ก่อขึ้นมาในจิตใจทำให้ไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้

กองเรือที่ต่อสู้พัลวันอยู่เมื่อครู่จมลงทะเลไปกับตาพร้อมกับเปลวไฟที่ไม่มีใครคิดว่ามันจะดับลงโดยง่าย เหลือเพียงความว่างเปล่า และเค้าลางของความพ่ายแพ้ ทุกคนเคยได้ยินเรื่องเล่าของธนูแหวกสมุทรแอควาเรียร์ แต่ไม่มีใครเคยได้เห็นอำนาจของมันกับตา เพราะน้อยคนนักที่จะมีชีวิตรอดจนสามารถมาเล่าเรื่องต่างๆได้ แต่วันนี้เองที่พวกเขาได้เห็นท้องสมุทรแหวกออก และเห็นเรือรบร่วมร้อยลำจมลงก้นทะเล

...สิ่งที่เกิดขึ้นนี้น่ากลัวเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะรับไหว

เรื่องราวในวันนี้อาจเป็นเรื่องเล่าสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน หากเหล่านักรบได้มีชีวิตรอดกลับไปพบครอบครัว ผู้นำสูงสุดของอาเดรียเองก็อยู่ในอาการตกตะลึง มือของเขาเย็นเฉียบ หูแทบจะไม่รับรู้ และสายตาก็มองเห็นเพียงภาพเหตุการณ์น่ากลัวนั้นซ้ำไปซ้ำมา ท่านชายคิดอะไรไม่ออก และไม่รับรู้เลยว่าบัดนี้มีกองทัพที่น่ากลัวบุกประชิดถึงประตูเมืองอาเดรีย แม้ว่าคนสนิทข้างกายจะพยายามเรียกแล้วก็ตาม

"ท่านชาย! พวกเซนทอร์ขอรับ!"

พวกเขาสนใจแต่การศึกทางตะวันออก จึงได้ละเลยทิศอื่นซึ่งเป็นด้านในแผ่นดิน เปิดโอกาสให้ผู้รุกรานจากทางเหนือขยับเข้าประชิดได้โดยง่าย และสิ่งที่ทหารยามทิศเหนือเพิ่งสังเกตเห็นก็คือ กลุ่มของเซนทอร์ที่วิ่งเข้ามาถึงหน้าประตูเมืองพร้อมกับโล่ขนาดใหญ่และดาบในมือ

"พลธนู!!"

ปราการรบของอาเดรียถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันเมืองโดยสมบูรณ์ โดยพลธนูจากกำแพงปราการทั้งสามชั้นสามารถโจมตีไปที่เป้าหมายเดียวกันได้ ดังนั้นเมื่อได้รับคำสั่ง พลธนูจากปราการทั้งสามชั้นก็หันไปหากองทัพเซนทอร์ด้านล่างที่ยกโล่ขึ้นป้องกันตัวเอง

ฉึก!

ฝนลูกดอกระรัวใส่ผู้รุกรานที่สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยโล่เหล็กขนาดใหญ่ อาวุธเหล่านี้ไม่อาจเข้าถึงตัวพวกเขา แต่มันก็สามารถหยุดความคิดที่จะพังประตูเมืองอาเดรียได้ชั่วคราว "ในเมื่อเรือเซเลสต์เข้ามาช่วยเรา แต่เหตุใดพวกเซนทอร์จึงยกทัพมาโจมตีเราได้" ซินญอร์ผละจากการศึกในทะเลมายังกำแพงทิศเหนือ และพิจารณากองกำลังขนาดย่อมนั้นเพื่อประเมินจำนวนคน ผู้นำอาเดรียอ้าปากน้อยๆเมื่อเริ่มจะเข้าใจความคิดของแอสทารอธ

...พวกเขาตกลงในสัญญาของเอเรสแล้วอย่างนั้นหรือ

ซินญอร์มุ่นคิ้วเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นปรามพลธนู "ไม่ต้องตกใจ พวกมันเข้ามาไม่ได้หรอก ถล่มยิงไปก็เปลืองลูกดอกอยู่ดี" คนพูดสูดลมหายใจเข้า แม้จะรู้สึกโหวงอยู่ในลึกๆทั้งที่สิ่งที่เขาต้องการกำลังคืบคลานมาถึงตัวตามที่ปรารถนา "บางทีเซเลสต์ก็อาจคิดไม่ซื่อเช่นกัน" ผู้นำอาณาจักรพยายามเบี่ยงประเด็น

"เรียกเรือรบกลับมา เราจะยิงถล่มข้าศึกด้วยปืนใหญ่!"

"ท่านชาย พวกมันพาดบันไดที่ประตูฝั่งตะวันตก!!" ทหารบนปราการร้องเสียงหลง เมื่อสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบนกำแพงของปราการชั้นสาม ทำให้ทหารยามรีบวิ่งไปยังทิศที่ว่า แต่เมื่อไปถึงจุดที่บันไดกลวางพาด ร่างโปร่งในขุดเกราะสีเงินก็กระโจนขึ้นมาพร้อมกับเงื้ออาวุธในมือของตน ผมยาวสีขาวที่ถักเปียสะบัดตามแรงลม ก่อนจะฟาดฟันคมดาบเข้าใส่ทหารยามจนเลือดสาดกระเซ็นเป็นฝอย และกระโดดลงยืนบนกำแพงปราการของอาเดรียอย่างสมบูรณ์

นัยน์ตาสีน้ำตาลกลมโตตวัดขึ้นมองข้าศึกที่วิ่งกรูกันเข้ามาก่อนจะเหยียดมุมปากขึ้นยิ้ม

ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่อีกหลายคนกระโดดตามขึ้นมาพร้อมกับตั้งโล่ขึ้นรับการโจมตีอยู่ด้านหลังของนาง และรอคอยคำสั่ง "คุ้มกันธนูให้ข้า ข้าจะเปิดประตูอาเดรียด้วยตัวเอง!" ผู้ติดตามยกโล่ขึ้นอย่างพร้อมเพรียงเพื่อป้องกันลูกดอกที่อาจโจมตีจากเบื้องบน น้ำเสียงทรงพลังที่ออกคำสั่งทำให้ทหารอาเดรียหวั่นเกรง

...ด้วยรู้ดีว่าตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญกับท่านหญิงโมนา ขุนพลใหญ่แห่งแอสทารอธ




เรือรบที่เก่าแก่ของแอสทารอธจมนิ่งอยู่ที่ก้นทะเล ซากเรือที่ได้รับความเสียหายหลายลำค่อยๆจมลงมาอยู่เคียงข้าง ข้าวของเครื่องใช้ชิ้นเล็กๆลอยเคว้งคว้างไร้ทิศทาง และบรรยากาศโดยรอบก็มีแต่ความเงียบภายใต้แสงสลัวที่ส่องลงมาถึงพื้นทราย พวกเขาแค่รอเวลาที่เลสธีราห์จะขึ้นสายธนูอีกครั้งเท่านั้น แล้วเรือเซเลสต์ก็จะผงาดกลับขึ้นไปเบื้องบนอย่างที่ไม่มีเรือลำใดในโลกนี้ทำได้

เพียงแต่ผู้บัญชาการเซเลสต์ในตอนนี้ไม่มีกำลังพอที่จะรั้งสายแอควาเรียร์

การต่อสู้ทำให้เลสธีราห์อ่อนแรงลง อีกทั้งแรงน้ำที่ถ่าโถมเข้าใส่เมื่อครู่ทำให้เขาไม่สามารถสูดหายใจลึกได้ และการกลั้นหายใจโดยมีอากาศสำรองน้อยเช่นนี้ทำให้เซนทอร์หนุ่มรู้สึกมึนงง และสายตาพร่าลาย ร่างโปร่งทรุดลงกับพังงาเรือและยึดมันเอาไว้เป็นหลักพยุง แต่อาการสำลักในตอนนี้ทำให้ผู้นำเซเลสต์ไม่สามารถจดจ่อสมาธิกับสิ่งตรงหน้าได้

...ไม่น่ามาสำลักน้ำแบบนี้เลยจริงๆ

ยิ่งอ้าปากหายใจ ฟองอากาศอันมีค่าก็ยิ่งไหลออก และแทนที่ด้วยน้ำทะเลที่ทำให้แสบปอด เลสธีราห์กุมอก แต่มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้อาการดีขึ้น เซนทอร์หนุ่มรวบรวมสติสุดท้าย และดึงสายธนูด้วยกำลังทั้งหมดที่เหลือของตน แต่แอควาเรียร์ก็แข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาในตอนนี้จะบงการมันได้

หากเป็นเช่นนี้... เซเลสต์อาจจะต้องจบตำนานลงจริงๆ

แต่แล้วมือของใครบางคนก็ประคองใบหน้าของเขา ก่อนที่ริมฝีปากจะแนบจูบเนิบช้า และส่งต่ออากาศที่กลั้นเอาไว้มาให้ พร้อมกับกดมือเข้าที่ช่วงอกเพื่อดันน้ำทะเลที่คั่งค้างอยู่ภายในออกมา และเมื่อได้สติอีกครั้ง เซนทอร์หนุ่มก็ดึงสายธนูของตนจนสุดแขน เรียกน้ำทะเลให้กลับมาโอบอุ้มเรือรบในตำนานของแอสทารอธ และผลักดันพวกเขาขึ้นสู่ผิวน้ำ

น้ำมันนั้นมวลเบากว่าน้ำ ดังนั้นคราบน้ำมันดิบจึงค่อยๆลอยกลับขึ้นมาหลังคลื่นสงบ เช่นเดียวกับเศษไม้ และเศษซากอื่นๆที่หลงเหลืออยู่ ความเงียบปกคลุมทั่วบริเวณอยู่หลายอึดใจ เวเรนเซียสูญเสียผู้นำทัพและเรือสั่งการ แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ล่าถอยต่อหน้ากองทัพอาเดรียที่หลบอยู่หลังปราการ เพราะเรือสั่งการลำที่สองซึ่งลอยลำอยู่เบื้องหลังค่อยๆชักธงสีน้ำเงินของธีสธรัลขึ้นยอดเสาเพื่อเตรียมพร้อม

คาร์เธียร์... เรือประทับของราชินีผู้นำ

"บาร์เวน..." หญิงสาวในชุดเกราะนักรบก้าวขึ้นมาที่หน้าเรือและมองหาผู้นำทัพของตนด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความหวัง ผู้นำเวเรนเซียอาจเป็นผู้ชายใจร้อน และวู่วามเกินตัวจนทำให้พระนางเบื่อหน่ายหลายครั้ง แต่เขาก็อุทิศตนให้อาณาจักรเสมอมา ดังนั้นการสูญเสียเขาไปจึงทำให้ผู้นำหญิงเจ็บใจราวกับเสียมือไปข้างหนึ่ง "หากไม่มีเซเลสต์แล้ว ใครจะคุ้มครองเจ้าได้อีก อาเดรีย..."

ครืน...!!

แต่ก่อนที่พระนางจะออกคำสั่ง กลางทะเลก็ปั่นป่วนอีกครั้ง คลื่นลมผันผวนรวดเร็ว และท้องน้ำก็เปิดทางออก เผยให้เห็นเงาดำของเรือใหญ่ที่โผล่ขึ้นมากลางเกลียวคลื่น หัวเรือพุ่งพ้นขึ้นมาตามด้วยลำเรือที่แตกหักจากการต่อสู้ ผ้าใบสีขาวขาดวิ่นและมีรอยไหม้สะบัดกางรับลม น้ำทะเลที่ขังอยู่ภายในลำเรือพุ่งไหลออกทางประตูปืนที่เปิดออกอีกครั้งหนึ่ง

ครึ่งม้าที่รู้งานวิ่งกลับขึ้นมาบนดาดฟ้า แม้ว่าพื้นไม้เปียกชุ่มจะทำให้พวกเขารู้สึกลื่นอยู่บ้าง แต่เนื่องจากน้ำทะเลทำให้ดินปืนทั้งหมดชื้นและใช้งานไม่ได้ หากจะต้องสู้รบต่อไป เซนทอร์อาจต้องเข้าประชิดตัวแทน

ผู้นำหญิงปราดสายตามองเรือเซเลสต์ที่สามารถแหวกสมุทรกลับขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

นางตัดสินใจว่าไม่ควรเซ้าซี้กับแอสทารอธอีกต่อไป ...แต่ก็ใช่ว่านางจะยอมอ่อนข้อให้อาเดรีย

ราชินียกมือขึ้นปรามคนสนิทเพื่อยกเลิกคำสั่งโจมตี ก่อนใช้เวลาครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน "เราเสียเรือไปเท่าไหร่แล้ว" หญิงสาวเหลือบมองคนสนิท และส่งเสียงขึ้นจมูกให้อีกฝ่ายหาคำตอบมาให้โดยด่วน ก่อนจะยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมาเพื่อสำรวจความเคลื่อนบนเรือเซเลสต์

แม้จะเปียกโชกไปทั้งตัว แต่เผ่าพันธุ์อัศวินก็ถืออาวุธครบมือแล้ว ทั้งพลธนูบนดาดฟ้า พลหอกที่รออยู่ด้านหลัง ทุกคนดูพร้อมที่จะโจมตีหากธีสธรัลยังรุกเข้าไป เวเรนเซียังมีเรือปืนอีกมาก และราชินีก็คิดว่าเรือปืนเพียงไม่กี่ลำก็คงเอาชนะเซเลสต์ได้ไม่ยาก ตอนนี้เซเลสต์ยืนหยัดอยู่เพียงลำพังต่อหน้ากองเรือเวเรนเซียจำวนมาก

"เราเสียเรือไปสามสิบสองลำ... ส่วนทางอาเดรียเสียไปยี่สิบสามลำขอรับ"

ท่าทางอิดโรยของเลสธีราห์ที่อยู่หลังพังงาของเซเลสต์ทำให้ผู้หญิงจรดยิ้มที่มุมปากน้อยๆ จริงอยู่ว่าธนูเอลฟ์นั้นมีอำนาจที่น่ากลัว แต่ด้วยความที่ผู้นำเซเลสต์เลือกจะจมเรือตัวเองลงชั่วคราวเพื่อดึงเรือลำอื่นลงก้นทะเลไปด้วย ทำให้เขาต้องกลั้นหายใจนานอีกทั้งยังออกแรงดึงสายธนูควบคู่ไปด้วย จากท่าทางที่ต้องใช้คันธนูค้ำตัวเองเอาไว้ และเอนร่างพิงคนอื่นเพื่อพยุงกายแบบนี้บอกได้ดีว่าอีกฝ่ายอยู่ในภาวะเดียวกับคนจมน้ำที่ขาดอากาศจนรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ

"คาร์เธียร์ เปิดประตูปืนใหญ่..."

ราชินีลดกล้องส่องทางไกลลงส่งให้คนข้างกาย "สั่งเรือปืนออกมาให้หมด!" แม้ใจลูกเรือยังพรั่งพรึง แต่เมื่อเป็นคำสั่งของผู้นำ ใบเรือก็ถูกปลดลง ให้แรงลมส่งลำเรือเคลื่อนไปเบื้องหน้า โดยเรือปืนที่มีขนาดเล็กกว่าอีกหลายลำติดตามมาด้วย "ทั้งแม่ทัพของแอสทารอธ... ทั้งแม่ทัพของอาเดรีย... ไม่มีแรงจะสู้หรอก"

"ท่านเลสธีราห์ เรือของธีสธรัลเปิดประตูปืน!"

เอเดรียนหันมองตามเสียงรายงานของลูกเรือเซนทอร์ เขาประคองร่างโปร่งที่ยังหอบหายใจหนักไว้ และให้ฝ่ายนั้นคล้องแขนข้างหนึ่งกับบ่าตัวเอง แม้ว่าจะยังเจ็บแผลอยู่มากก็ตาม เลสธีราห์เงยหน้าขึ้นบ้างแม้ว่าภาพตรงหน้าจะยังพร่าเลือนไม่เด่นชัด "เราใช้ปืนใหญ่ไม่ได้..." เซนทอร์หนุ่มตอบเสียงแผ่ว

"ถอยทัพ" เอเดรียนว่า "ถอยกลับไปที่แผ่นดิน"

เลสธีราห์มองลูกเรือที่หันมาจับอาวุธแข็งขัน  ตัวเอเดรียนเองที่ควรจะอยู่บนแผ่นดินก็ต้องมาบาดเจ็บเพื่อช่วยเขา เซนทอร์หนุ่มถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยอับจนหนทาง เขาไม่รู้ว่าตนควรจะทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้ได้ชัยชนะมา เพราะตอนนี้มันช่างห่างไกลเสียเหลือเกิน

เรือคาร์เธียร์เคลื่อนเข้ามาใกล้โดยยังไม่ให้สัญญาณโจมตี แต่ประตูปืนที่เปิดกว้างและลูกเรือซึ่งประจำที่ก็เป็นคำตอบที่แน่ชัดว่าต้องการข่มขู่ และหากแอสทารอธเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อนก็จะถูกยิงถล่มอย่างไม่ต้องสงสัย ต่อให้เรือเซเลสต์จะสร้างด้วยไม้ที่มีความแข็ง และความหนาเป็นพิเศษจนสามารถอดทนต่อแรงดันมหาศาลใต้ท้องสมุทรได้ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่มีวันแตกหัก

"ยอมแพ้เถอะ อาเดรีย" ดวงตาเรียวหรี่ลงขณะที่ทัพเวเรนเซียเรียงหน้ากระดานรุกรานอย่างเอาเรื่อง แต่แล้วลูกเรือบนคาร์เธียร์ก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศกดดันที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งคืบคลานเข้ามาพร้อมกับเงาดำที่ทาบทับทั้งลำเรือ

ตูม...!!

สมอขนาดใหญ่ทิ้งลงในน้ำเบื้องหน้าลำเรือที่แล่นใบด้วยแรงลม และเฉี่ยวเข้ากับเชือกล่ามสมอเส้นมหึมา คาร์เธียร์สั่นโคลงอย่างรุนแรงจนคนบนเรือเสียการทรงตัว พาลให้ราชินีธีสธรัลเซล้มไปด้วยก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า และพบกับเรือลำหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศ ท้องเรือที่อยู่ใกล้เหวี่ยงชนปลายเสาธงของธีสธรัลจนหักร่วงตกลงบนดาดฟ้า และค่อยๆลดระดับลงมาจนทั้งลำทอดตัวลงลอยบนผิวน้ำพอดิบพอดี

ลำเรือเป็นไม้ทาด้วยสีน้ำเงินและคาดด้วยขอบสีขาวซึ่งเป็นการตกแต่งที่แปลกกว่าเรือลำใดของมหาทวีป และบนดาดฟ้าที่ควรจะมีเสาไม้กับใบเรือสักสองหรือสามต้นกลับถูกแทนที่ด้วยผ้าผืนใหญ่ที่ถักทอเข้าด้วยกันจนเป็นทรงกระบอกหัวแหลมที่มีขนาดใหญ่กว่าลำเรือและอัดลมเข้าไปจนพองโต

"เรือเหาะ..." ผู้นำหญิงเบิกตาขึ้นด้วยไม่เคยเห็นเรือรูปร่างแบบนี้แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นของฝ่ายใด

"...เอลฟ์"




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #318 moony+lilac (@Pinocchio-fate) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 23:45
    แอควาเรียโคตรเท่ แต่เลสเท่กว่า สุดยอดมากเว่อ นี่เอลฟ์มาแล้วอดคิดไม่ได้ว่าปะป๋าของเลสมาช่วยด้วยหรือเปล่า โคตรมันส์เลยพี่น้อง!
    #318
    0
  2. #289 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2559 / 21:57
    นี่เอเดรียน สละแขนซ้ายพุ่งมาเรียกคะแนนความเป็นพระเอกคืนเหรอ-------------
    ไม่มั่นใจว่าเลสโกรธที่เอเดรียนบาดเจ็บหรือโกรธที่เซเลสต์จะโดนเผามากกว่ากัน แต่ ... ดีย์!!! แกร่งงง ชอบบบบบบบ เททททททททท่  
     
    ท่านชายยยยยยยยยยยยยยยยย มากอดที โอ๋นะะะะ
    จริงๆก็คิดน้าาา  อยากรู้ว่าถ้าไม่มีคำสั่งให้โมนามาเสริมช่วย  พวกเลส เอเดรียน กลางทะเลจะตีเข้าเมืองยังไง  แอบดูหินหน่อยๆ 55555555
     
    อรั๊ยยยยยย ว่าแล้วมันต้องมีถ่ายอากาศให้กันนนนนนนนนนนนน  ........... ไม่งั้นมีตายห่ ากันยกลำ------------
    เดี๋ยวสิเจ๊ไวลลลลลลลลลลด์  ไหนบอกจะเลิกตอแยกะเซเลสต์ไง 55555555555
     
    ......... ป๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา //ตะกุยจอ
    มาแย้ววววววววววววว  <3  <3  <3
    ในขณะที่อาณาจักรตะวันตกตีกันจะตายกับเรือจักรไอน้ำ ...  เอลฟ์ตะวันออกก็ลอยเรือเหาะมาเสยหน้ากันดื้อๆ 555555555555555555 
     
    #289
    0
  3. #184 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2557 / 23:57
    จริงๆเราไม่ชอบซาฮาลนะ (ไม่ใช่ไม่ชอบ ซาฮาลรีดาห์ นะ อันนี้คือปลื้ม 555) ซึนเกินเหตุ แล้วคือแรงด้วย ฮ่าๆๆๆๆ
    แต่คือถ้ามองในมุมของซาฮาล เจอเลสต่อต้าน แถมด่าแรงขนาดนี้ คือ เจ็บ อ้ะ โฮฮฮฮฮ ไม่รู้จะสงสารหรือยังไงดี  โอ๋ๆนะโอ๋ๆ รีดาห์อยู่นั่น//ชี้ไปทางรีดาห์// ไปให้นางปลอบป่ะๆๆ
     
    รักเหนือหัวววววววว ดาเรียสออกแนวคล้ายๆพี่ชายหวงน้อง 😂😂😂
     
    ชอบ เอเรสจาเร็ตต์ อ้ะ น่ารักกกกกกก ว่าแต่ ใครอายุมากกว่าหว่า ห่างกันแค่ไหน เราจำไม่ได้ว่า ยังไม่เคยพูดถึง หรือ เคยพูดแล้วแต่เราลืมเอง ฮ่าาาาาาาาาาาาาา
     
    จากที่อ่านๆดูนี่
    จาเร็ตต์>>ติดพี่
    เอเรส>>ติดพี่
    ดาเรียส>>หวงน้อง
    เดี๋ยว ตลค.เรื่องนี้มันยังไงกัน ฮ่าๆๆๆๆๆ 😂😂😂😂😂😂
    #184
    0
  4. #176 XมูOวกาศ ' JNF (@jnfmamai) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2557 / 12:42
    รออ่านต่อนะคะ กำลังเข้มข้นเลยยยยย ปล.รูปเลสธีราห์เซ็กซี่มั่กๆ แบบนี้เอเดรียนหลงตาย ฮ่าๆ!
    #176
    0
  5. #175 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2557 / 19:56
    สารภาพเลยค่ะไรท์ว่าตั้งแต่อ่านมาไม่ค่อยชอบหน้าซาฮาลเท่าไร (แต่ชอบโมเม้นต์ซาฮาลรีดาห์นะคะ 5555 /เอ๊ะยังไง /ส่วนนึงเพราะเราชอบรีดาห์ค่ะ) แต่พอเจอซาฮาลอกหักดังเป๊าะนี่เริ่มสงสาร เป็นคนนอกสายตาที่พยายามจะอยู่ในสายตามันก็อย่างนี้แหละหนา... เลสธีราห์เป็นเคะที่ดูแมนกว่าเอเดรียนอีกค่ะ เข้าใจว่าเพราะความเป็นเซนทอร์ ฮาาา พูดถึงเอเดรียน ก่อนหน้านี้มีคะแนนติดลบไปบ้าง พอช่วงหลังๆ มานี่คะแนนเริ่มพุ่งแล้วค่ะ 5555 ไรท์ประสบความสำเร็จในการดึงคะแนนเอเดรียนกลับมานะคะ แต่คนมาใหม่ที่คะแนนพุ่งปรี๊ดคือเอเรสค่ะ พุ่งชนิดที่ว่าแม่ยกเอาใจให้ทั้งดวง (?) ชอบลุคเกรียนๆ ของเขาค่าาาา โอ๊ยนี่คือหลงรัก (แล้วจะมาดูกันว่าโมเม้นต์เอเรสจาเร็ตต์จะได้ความนิยมจากเรามากกว่าซาฮาลรีดาห์หรือไม่) อีกคนหนึ่งที่ไม่มีคู่แต่ดึงความนิยมจากเราไปได้คือเหนือหัวดาเรียสค่ะ แรกๆ ยังไม่เท่าไรแต่พอมาถึงตอนนี้นี่คือรักเขาเข้าแล้วเต็มทรวง (?) เราชอบคนแก่ค่ะ (?) เหนือหัวดาเรียสนี่คือใช่ ที่สครีมมาทั้งหมดนั่นแทบไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อหาเลย (??) อันที่จริงแล้วเนื้อหาตัดไปตัดมานี่ทำเราลุ้นนะคะ อยากเห็นตอนรบแล้--- //โดนไรท์เตะ ฉะนั้นเราจะรอตอนต่อไปค่ะ!
    #175
    0
  6. #174 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2557 / 22:59
    รู้สึกว่าคุณไรท์จะวาดเคะสวยขึ้นเรื่อยๆนะคะ 555 
    คู่เอเรสxจาเร็ตต์มาทีหลังไหงมันดูจะแซงสองคู่แรกไปแล้วอ่ะ (ในความคิดเรานะ)
    #174
    0