[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,297 Views

  • 359 Comments

  • 1,107 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    80

    Overall
    19,297

ตอนที่ 28 : [Re-Write] "เพื่ออาเดรีย"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 410
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    23 ม.ค. 60

จาเร็ตต์กลั้นใจเมื่อเรือของตนเริ่มเคลื่อนตัว เนื่องด้วยเป้าหมายของเขาคือการเข้าเผชิญหน้ากับเรือคาร์เธียร์ ซึ่งเป็นเรือรบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในน่านน้ำนี้ก็ว่าได้ และต่อให้พ่อบ้านชราของ 'คุณชายเอเรส' จะยืนยันว่าเรือลำนี้มีความปลอดภัยมากพอ แต่การที่ราชาโจรสลัดไม่ปรากฎตัวออกมาให้เห็นหน้าเลย ก็ทำให้ร่างโปร่งหวั่นใจ

"จะไม่รอเอเรสก่อนหรือ..."

จาเร็ตต์ผู้ยืนไม่ติดที่ เดินวนรอบพังงาเรือเป็นครั้งที่สาม ในขณะที่พ่อบ้านชรายิ้มตอบอย่างอ่อนโยน แม้ว่าเขาจะเป็นคนออกคำสั่งเคลื่อนพลก็ตาม "คุณชายสั่งไว้น่ะขอรับ ว่าไม่ต้องรอ" จาเร็ตต์หันกลับมามองข้าศึกตรงหน้าอย่างไม่พอใจในคำตอบนัก เนื่องจากเอเรสไม่บอกอะไรกับเขาเลย ทั้งที่เขาถูกส่งมาเพื่อช่วยเหลืออีกฝ่ายแท้ๆ

"แล้ว 'คุณชาย' ไปไหนเสียแล้วล่ะ" ร่างโปร่งบ่นอุบ "แค่มีม้าบินเลยจะไปไหนก็ได้ตามใจชอบรึ"

กองเรือเวเรเซียหันหน้าไปทางตะวันตก และส่งเรือปืนทั้งหมดออกไปเบื้องหน้าเพื่อจัดการถล่มท่าเรือออโรราตามคำสั่งของผู้นำ ในขณะกองทัพโจรสลัดกระจายกำลังรุกเข้ามาจากด้านหลังช้าๆ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่เรือสั่งการ และเรือสนับสนุนที่ไร้อาวุธ

"พระนาง! พวกโจรสลัดเทเทส!!"

ราชินีธีสธรัลรีบรุดมายังท้ายเรือ เพื่อจะพบว่ากองเรือปริศนามุ่งหน้าเข้ามาใกล้ ซึ่งในตอนนี้เวเรนเซียมีเพียงเรือสั่งการคาร์เธียร์เท่านั้นที่มีปืนใหญ่ แต่เรือสนับสนุนลำอื่นมีอาวุธน้อยมาก ดังนั้นหากถูกโจมตี พวกเขาก็ไม่มีทางสู้ได้ "พวกโจรสลัดใช้เรือเร็วทั้งนั้น" หญิงสาวอ้าปากค้าง "ระดมพลกลับมา! เรียกกลับมา!! คุ้มกันเรือสนับสนุน เรือเสบียงทั้งหมด!"

แตรของธีสธรัลถูกเป่าขึ้นในทันที ทว่ามันก็ไม่ดังพอที่จะทำให้เรือเร็วซึ่งแล่นออกไปไกลแล้วได้ยิน

เพราะกลางทะเลเช่นนี้ หากกองทัพแยกห่างจากกันแล้วจะไม่สามารถรวมตัวกันได้โดยง่ายอีก "มีพลุไฟอยู่ในคลังแสงบ้างหรือเปล่า!" ผู้นำหญิงตวาดถามร้อนรน "นำคาร์เธียร์พุ่งเข้าไป พุ่งเข้าไปสมทบกับเรือเร็ว! กางใบเรือให้หมด!!"

"พระนาง... ลมแรงไม่พอขอรับ เราระดมฝีพายทั้งหมดแล้ว"

"หาพลุไฟ! สื่อสารกับพวกเรือเร็ว บอกให้พวกเขากลับมา" เรือโจรสลัดหลายลำทยอยพุ่งเข้าเทียบเรือสนับสนุนที่ใหญ่กว่า และเริ่มทำสิ่งที่โจรสลัดถนัดที่สุด นั่นคือการปล้นเอาทุกสิ่งอย่างมาเป็นของตน "ระดมฝีพายทุกลำเรือ คาร์เธียร์เปิดประตูปืนใหญ่!!"

"ยิงไปก็เท่ากับจมเรือตัวเองนะ พระนาง"

ไวลด์หันตามเสียงพูดที่ตนไม่คุ้นหู และพบกับชายร่างสูงที่เดินตรงเข้ามาหาตนพร้อมกับม้าสีดำตัวเขื่อง องครักษ์ของราชินีรีบกรูเข้ามาขวางด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะชักดาบที่บั้นเอวออกมาทำร้ายผู้นำอาณาจักร จนอีกฝ่ายยกมือขึ้นตนขึ้นทั้งสองข้าง และยอมรักษาระยะห่างเอาไว้แต่โดยดี "ข้าไม่ได้มาเพื่อมีเรื่องน่ะนะ"

"เจ้าเป็นใคร..." สายตาของไวลด์เหลือบไปมองม้าที่อยู่ด้านหลังผู้มาเยือน "ม้ามีปีกรึ"

"ข้าคือเอเรส"

เอเรสแนะนำตัวเท่านั้น แล้วล้วงมือเข้าไปในเสื้อเพื่อหยอบซองหนังออกมา "ข้ามาทวงสัญญาของท่าน..." ชายหนุ่มคลี่แผ่นหนังออกก่อนจะหยิบแว่นกลมอันเดี่ยวออกมากระเป๋าเสื้อ และวางบนสันจมูกของตน "ยี่สิบแปดปีที่คลังหลวงธีสธรัลจะต้องแบกรับภาระค่าธรรมเนียมท่าเรือในการติดต่อค้าขายกับเรา หากเอเดรียนยินดีทำตามข้อเสนอ... ด้วยการขึ้นเป็นผู้นำแห่งอาเดรีย" เอเรสแสร้งมองผ่านแว่น แล้วค่อยๆหันเอกสารในมือตนให้ราชินีธีสธรัลเห็นกับตาว่ามันคือสัญญาที่เขียนด้วยลายมือของพระนางเอง

"แลกกับความสงบสุขของอาเดรีย..."

สัญญาที่เอเดรียนไม่แม้แต่จะมองในตอนนั้น... บัดนี้อยู่ในมือของเอเรส และปรากฎลายมือชื่อของแม่ทัพเอเดรียนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเจ้าตัวตกลงที่จะทำตามข้อเสนอ "เรียกเรือปืนของท่านกลับมา หากไม่อยากเป็นผู้ผิดสัญญาเสียเอง" เอเรสกดเสียงลงต่ำเป็นเชิงข่มขู่ แต่แล้วราชินีก็เป็นฝ่ายชักดาบประจำกายออกมาและชี้ตรงไปที่คนตรงหน้าอย่างไม่กลัวเกรง

"เจ้าขโมยสิ่งนี้ออกมาจากห้องของข้า ถ้าข้าฆ่าเจ้าที่นี่... จะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าสัญญานั่นมีอยู่จริง"

บรึ้ม...!!

ท้ายเรือคาร์เธียร์ก็ถูกโจมตีจนลำเรือสั่นไหวและเหล่าทหารเสียหลักยืน เอเรสอาศัยจังหวะนั้นกระโดดขึ้นม้าของตนและดึงบังเหียนให้มันบินออกไปจากคาร์เธียร์ กลับไปยังเรือบัญชาการของตนที่แล่นเข้ามาใกล้ ทว่าไม่อยู่ในระยะปืนใหญ่

"ตาเฒ่า! ท่านมาได้ถูกจังหวะตลอดเลยนะ!"

ออร์เดนร่อนลงบนดาดฟ้าเรือ คุณชายแห่งฟลินทรัสต์ส่งยิ้มให้พ่อบ้านคนสนิทก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับคนที่กำลังโกรธจัดกับการหายตัวไปของเขา "เอเรส!" จาเร็ตต์พุ่งลงมาจากดาดฟ้าด้านหลัง และแหงนมองคู่สนทนาที่เพิ่งกระโดดลงจากหลังม้าพร้อมกับซองหนังสีดำ "เจ้านี่มัน!!"

"ถามสิว่าข้าบาดเจ็บไหม" ชายหนุ่มยิ้มกว้าง "ข้าเตรียมคำตอบรอแล้ว"

"ไม่ถาม!!"

"อา... เลขาใจร้าย" ร่างสูงหัวเราะ และยัดซองหนังสือใส่มืออีกฝ่าย ก่อนจะผละไปยังกราบเรือ "ตาเฒ่า... หันหัวเรือออกมาหน่อย เรายังต้องนำพวกที่เหลือตามไปถล่มด้านในอ่าว" เรือบัญชาการกางใบเรือรับลม และมุ่งตรงเข้าไปในอ่าวออโรรา ประตูปืนใหญ่ทั้งหมดถูกเปิดออกเป็นสัญญาณพร้อมที่จะโจมตี

"นี่มัน... สัญญา..." จาเร็ตต์มุ่นคิ้ว "เอเดรียนยอมรับข้อเสนอนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่!"

"นั่นลายมือข้าเอง" เอเรสหัวเราะ "ถ้ารอพี่ข้าเขียนคงไม่ได้สงบศึกกันหรอกวันนี้"




เซนทอร์ที่ไม่ใคร่จะถูกกันสนทนากันได้เพียงเท่านั้น เมื่อพบว่าพวกเขามีภารกิจที่สำคัญกว่าการเถียงกันไปมาในเรื่องที่หาสาระไม่ได้ ซาฮาลหันกลับไปหาทหารมนุษย์ที่ดาหน้าเข้ามาเมื่อครู่นี้ แต่ก็พบว่าหน่วยรบพิเศษของแม่ทัพโมนากระจายกำลังควบคุมพื้นที่ทั้งหมดแล้ว

"โมนา..."

"เจ้าทำอะไร เหตุใดแม่ทัพโมนาถึงได้มาที่นี่ได้ แล้วยังหน่วยพิเศษของนางอีก นี่จะเปิดสงครามฆ่าล้างบางพวกมนุษย์กันหรือไร!" รีดาห์ดึงแขนซาฮาลกลับมาเมื่อเห็นว่าโดยรอบตัวไม่มีศัตรูที่จะทำอันตรายพวกเขาได้ โดยประโยคคำถามของเขาก็ดึงความสนใจจากเอเดรียนเช่นกัน

"นางมาตามคำสั่งข้า" ร่างสูงตอบกลับ "เจ้าให้ข้าดูสัญญานั่นก็เพื่อให้ข้าช่วยไม่ใช่รึ"

"ข้าไม่ได้..."

"เจ้าต้องการสู้หลังชนกับเพื่อน..." ซาฮาลหันไปมองอีกฝ่ายตรงๆ "แล้วข้าเป็นเพื่อนเจ้าได้ไหม"

รีดาห์อ้าปากค้างอยู่อย่างนั้นด้วยไม่รู้ว่าควรจะตอบว่าอะไร แต่แล้วก็นึกได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เขาควรจะมาอ้ำอึ้งอยู่กับความรู้สึกที่ไม่แน่ใจว่าขัดเขินหรืองุนงง "ได้!!" ร่างโปร่งพยักหน้าพร้อมกับยกโล่ขึ้นมา

"จะเอายังไงก็เอาเลย!"

เอเดรียนยังคิดหาวิธีเปิดประตูปราการชั้นสุดท้าย ประตูสูงใหญ่ทำจากเหล็กหนาที่ปิดล็อคได้หลาย ดังนั้นจึงเปล่าประโยชน์หากคิดจะใช้มือเปล่าในการทำลาย เดิมทีเขาคิดจะให้คนของตนที่ปราการชั้นในทำหน้าที่นี้ แต่ในเมื่อเหตุการณ์บานปลายวุ่นวายจนควบคุมไม่ได้ แม่ทัพใหญ่ก็คิดว่าเขาคงไม่สามารถให้สัญญาณใดๆกับคนของตนได้

"อา... ให้ตาย"

ร่างสูงมุ่นคิ้ว และเริ่มคิดถึงกลไกของประตูบานนี้ที่เขารู้จักมันดี มันอาจเป็นความภูมิใจสูงสุดของอาเดรีย ป้อมปราการที่ไม่มีใครตีแตกนี้คือจุดแข็งของเมืองท่าแห่งแผ่นดินตะวันตก หากไม่มีไส้ศึก ก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะอาเดรียได้

"รอช้าอะไรอยู่ เจ้าจะบอกว่าไม่สามารถเปิดประตูได้อย่างนั้นรึ"

รีดาห์เร่งเร้า ทหารเซนทอร์ที่ติดตามทยอยมาสมทบหลังจากกำจัดศัตรูที่ขวางอยู่ตรงหน้าจนหมด พวกเซนทอร์วิ่งผ่านย่านร้านค้าที่ร้างผู้คน บ้านเรือนของชนชั้นสูงที่ปิดตาย และสำรวจทุกพื้นที่ในปราการชั้นสองเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีศัตรูที่มีชีวิตหลงเหลืออยู่

กำลังพลทั้งหมดของคัสนาห์... ไม่มีใครได้กลับบ้านเกิดของตนเอง

คิดเพียงเท่านั้น ใจของเอเดรียนก็หนักอึ้งด้วยความรู้สึกผิด

ทั้งที่พวกเขาเป็นมนุษย์เหมือนกันแท้ๆ ทั้งที่พวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยซ้ำ แต่กลับถูกส่งมาตายแบบนี้ด้วยน้ำมือของมนุษย์ที่ทรยศบ้านเมืองตัวเองด้วยการร่วมมือกับเซนทอร์ "ท่านชายซินญอร์!!" ร่างสูงดึงม้าถอยหลังก่อนตะโกนออกมาสุดเสียงเพื่อเรียกหาเจ้าเมือง

"ข้ามีเรื่องที่จะต้องพูดกับท่าน..."

แน่นอนว่าเบื้องหลังประตูใหญ่ได้ยินเสียงของเอเดรียนชัดเจน และนั่นยิ่งทำให้พลทหารที่ละล้าละหลังไม่มั่นใจอยู่แล้วยิ่งรู้สึกสับสนมากกว่าเดิม เมื่อครู่ยังมีเสียงของทหารคัสนาห์โห่ร้องด้วยความฮึกเหิม แต่บัดนี้กลับมีแต่ความเงียบและกลิ่นคาวเลือดคลุ้งอยู่ด้านนอก อีกฟากประตูคือแม่ทัพใหญ่ที่คอยประคับประคองกองทัพ ส่วนด้านหลังของพวกเขาคือผู้นำที่คอยปกปักษ์รักษาบ้านเมือง ทหารธรรมดาอย่างพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าควรจะลดอาวุธลงหรือไม่

...ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาสามารถเลือกข้างได้หรือเปล่า

แต่หากต้องเลือกขึ้นมาจริงๆ พวกเขาควรจะอยู่เคียงข้างใคร หากยืนหยัดอยู่ข้างผู้นำอาณาจักรตามธรรมเนียมปฏิบัติ ท่านชายซินญอร์ผู้นี้จะสามารถปกป้อง และหาทางออกในทุกปัญหาได้หรือเปล่า ในเมื่อคนที่คอยแก้ปัญหาทุกอย่างก็คือแม่ทัพเอเดรียน ผู้ที่ยืนอยู่อีกฝั่งฟากประตูนี้ แต่ถ้าเข้าข้างแม่ทัพใหญ่ ก็เท่ากับว่าพวกเขาหันหลังให้ผู้นำอาณาจักรไม่ใช่หรือ ผู้นำอาณาจักรที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของอดีตกษัตริย์ผู้ล่วงลับ

ท่านชายซินญอร์มีท่าทีสงบนิ่งเสมือนไม่รู้สึกรู้สา แต่ใครจะรู้ว่าผู้นำอาเดรียในตอนนี้หวาดกลัวจนแทบลืมหายใจ "เอเดรียน..." เขารู้แก่ใจว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคืออะไร แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังเร็วเกินไป ทั้งที่เขาตั้งใจให้เรื่องราวลงเอยเช่นนี้แท้ๆ

ราชินีหัวดื้อของธีสธรัลจะไม่ยอมปล่อยเมืองท่านี้ให้เป็นอิสระอย่างแน่นอนตราบใดที่เขายังปกครอง และจะต้องยึดอาเดรียกลับคืนไปเป็นอาณานิคมอีกครั้งให้ได้เพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจของตนเอาไว้ ตราบใดที่เขายังเป็นผู้นำอาณาจักรอยู่เช่นนี้ ซินญอร์ก็จะถูกจับนั่งในตำแหน่งของวีรบุรุษผู้สามารถแข็งข้อกับจักรภพได้

ทั้งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้...

มีทางเดียวที่อาเดรียจะอยู่รอดปลอดภัยต่อไปก็ต่อเมื่อเขาลงจากอำนาจเท่านั้น

แต่ใครจะเป็นผู้นำอาเดรียคนต่อไป ในเมื่อท่านชายก็ไร้ซึ่งทายาท ดังนั้นความหวังของเขาจึงมอบให้เอเดรียน แม่ทัพใหญ่ผู้โดดเด่นในเรื่องของความเยือกเย็น ต่อให้เอเดรียนคิดการกบฎด้วยตนเอง ซินญอร์ก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายทำเพื่ออาณาจักรมากกว่าอำนาจ และต่อให้เอเดรียนคิดเนรคุณเขา ท่านชายก็ไม่รู้สึกเสียใจ ...เพียงแต่คนอย่างเอเดรียนขาดเพียงความกล้าหาญเท่านั้น

จึงเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องทำให้แม่ทัพของเขาแข็งแกร่งขึ้น...

แข็งแกร่งพอ และมีอำนาจบารมีพอที่จะปกป้องอาเดรียต่อจากเขา ท่านชายซินญอร์หลับตาลงแล้วค่อยๆดึงบังเหียนให้ม้าของตนเดินนำไปด้านหน้าประตูใหญ่ที่ยังปิดสนิท เอเดรียนไม่เอ่ยเรียกซ้ำ แต่ซินญอร์เชื่อว่าอีกฝ่ายอดทนรออยู่ด้านนอกอย่างใจเย็น และไม่มีความคิดจะพังประตูเข้ามา

เพราะปราการชั้นสุดท้ายของอาเดรียแข็งแกร่งแค่ไหน... เอเดรียนรู้ดีที่สุด

"เปิดประตู..." ท่านชายสั่ง "ถ้าแม่ทัพของพวกเจ้าพาเซนทอร์มาฆ่าเผ่าพันธุ์ตัวเองได้ก็จงให้เขาทำ"

"ท่านชาย...!"

ประโยคที่ออกจากปากของผู้นำทำให้ทุกคนในที่นั้นเบิกตาขึ้นด้วยความตกตะลึง "ท่านชาย... แต่ว่า... พวกคัสนาห์ด้านนอก!" พลทหารมั่นใจว่าเสียงของกองทัพคัสนาห์ที่ประจำอยู่ด้านนอกเงียบไปแล้ว และคงถูกพวกเซนทอร์เข่นฆ่าจนหมดสิ้นอย่างไม่ต้องสงสัย "ท่านชาย... แม่ทัพเอเดรียนจะสามารถ..."

"ข้าสั่งให้เปิดประตู!" ร่างสูงตวาด

"เอเดรียน ฟลินทรัสต์!! นี่เจ้านำหายนะมาสู่บ้านเมืองตัวเองหรืออย่างไร!"

มนุษย์ที่ไม่ใช่ชนชั้นขุนนางมักไม่มีนามสกุล ดังนั้นพลทหารจึงเข้าใจว่าแม่ทัพของพวกเขาเป็นคนธรรมดามาโดยตลอด แต่เมื่อผู้นำอาณาจักรเรียกขานสกุลอีกฝ่าย มันก็เป็นเรื่องน่าตกใจยิ่งกว่าการที่เอเดรียนพาเซนทอร์มาบุกถึงอาเดรีย

เพราะตระกูลฟลินทรัสต์คือตระกูลที่เคยมีอิทธิพลมากในอดีต

...และตอนนี้ก็เป็นตระกูลที่คอยปกป้องพวกโจรสลัดด้วย

กลอนหนักๆหลายตัวค่อยๆถอดถอน และโซ่ใหญ่ก็ดึงบานประตูเลื่อนเปิดช้าๆ เบื้องหน้าของกองทัพอาเดรียในตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับคนครึ่งม้า และผู้นำทัพของตัวเอง เอเดรียนสูดลมหายใจลึกเมื่อเห็นท่านชายของตนดึงม้ามาหยุดด้านหน้ากองทัพ และลูกทัพที่จับอาวุธเตรียมพร้อม แม้ว่าสีหน้าของพลทหารจะไม่สู้ดีเอาเสียเลยก็ตาม

พวกเซนทอร์ยอมหยุดอยู่เบื้องหลัง ขณะมองแม่ทัพใหญ่ลงจากหลังม้าของตน และเดินตรงไปหาผู้นำอาณาจักรโดยปราศจากอาวุธติดตัว ซินญอร์มองอีกฝ่ายด้วยสายตาสงบนิ่ง และเลื่อนสายตาขึ้นมองอมนุษย์ครึ่งม้าเบื้องหน้า มองความรู้สึกชิงชังที่อยู่ในสายตาของพวกเขา แล้วจึงกลับมาสนใจคนตรงหน้าดังเดิม

"เจ้าทำอะไร เอเดรียน..." ประโยคที่ดูใจเย็นผิดปกติทำให้เอเดรียนรู้สึกเหมือนกำลังถูกสอบสวนจากญาติผู้ใหญ่ก็ไม่ปาน "เจ้าปกป้องอาเดรียด้วยการยกทัพจากต่างเมืองมารุกรานบ้านเมืองตนเองหรือไร"

"เจ้าคิดว่าฆ่าข้าแล้วพวกธีสธรัลจะยอมล่าถอย ไม่ไล่ต้อนเราอีกต่อไปหรือไร"

เอเดรียนเงยหน้าขึ้นมองร่างบนหลังม้า ใบหน้าของท่านชายในตอนนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการจะมองมากที่สุด เพราะยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกผิดเสียจนเจ็บแปลบไปทั้งอก แต่อย่างไรเขาก็ต้องอธิบาย เพื่อให้สิ่งที่เขากลัวที่สุดไม่เกิดขึ้น "ข้าไม่ได้ทำเพื่อเอาอกเอาใจธีสธรัล..." นัยน์ตาสีเข้มส่ายไหวเล็กน้อยขณะเสียงสั่นพูดต่อ "แต่ข้าทำเพื่ออาเดรีย"

"..." ซินญอร์ไม่ตอบคำ แต่ฟังการอธิบายของอีกฝ่ายต่อ

"ราชินีไวลด์ให้สัญญากับข้า หากข้าขึ้นเป็นผู้นำอาเดรีย นางจะยอมล่าถอย" แม่ทัพใหญ่ว่า "ท่านชายซินญอร์... หนีไปเถอะ" คำที่ออกจากปากเอเดรียนทำให้ผู้นำอาณาจักรประหลาดใจอยู่บ้าง เขาก้มลงมองคู่สนทนาที่มีตำแหน่งเป็นถึงผู้นำทัพ ทว่ากลับเป็นคนใจอ่อนไม่เด็ดขาดไม่เคยเปลี่ยน

"ข้าเอาชีวิตท่านไม่ได้... แต่ข้าต้องใช้อำนาจของท่าน"

"เจ้าควรจะฆ่าข้า ตามประเพณีของการล้มล้างราชบัลลังก์" ซินญอร์ตอบเสียงเย็น "ถ้าเจ้าคิดแบบนั้นได้ตั้งแต่แรก ข้าคงไม่ต้องเสียเวลาเอาตัวเองมาเดิมพันเช่นนี้" ชายหนุ่มพูดเรียบๆ "จงฆ่าข้าให้แล้วมันเป็นตราบาปในใจเจ้าต่อไปเถอะ ต้องเป็นเช่นนี้เท่านั้น... เจ้าจึงจะปกป้องอาเดรียได้ดีกว่าใคร"

"ท่านชาย...!"

"ข้าให้เจ้าไปเจรจากับแอสทารอธ เจ้าทำให้ข้าผิดหวัง... เจ้าในฐานะขุนนางที่จงรักภักดีต่ออาณาจักรที่สุดกลับไม่สามารถแก้ปัญหาให้อาณาจักรได้" ร่างบนหลังม้าตำหนิ "เจ้าไม่สามารถเจรจาเพื่อให้ได้คำตอบว่าแอสทารอธต้องการอะไรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนเพราะเจ้าไม่มีความกล้ามากพอ ไม่สามารถตัดสินใจได้ดีพอ ดังนั้น... ถ้าให้พวกมันต้องการชีวิตข้าคงจะง่ายกว่ารอเจ้า"

เอเดรียนเบิกตาขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น เรื่องราวในหัวค่อยๆปะติดปะต่อทีละน้อยและสิ่งที่เขาคิดไม่ถึงมาก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัว "ข้าคิดเช่นนี้ได้เมื่อหัวหน้าพรานจับเซนทอร์ของเจ้ากลับมา... ในเมื่อเจ้าหาสิ่งที่แอสทารอธต้องการไม่ได้ ข้าก็คงต้องทำแบบนี้" เอเดรียนอ้าปากค้างและส่ายหัวอย่างไม่อยากเชื่อหู ตลอดเวลาที่ผ่านมา สาเหตุที่ท่านชายผู้นำของเขาดูไร้เหตุผลและเสียสติ ก็เพื่อสร้างความเกลียดชังให้เขา เพื่อให้เขาอดรนทนไม่ได้จนต้องหันหลังให้ และหักใจทำแบบนี้น่ะหรือ

"และที่ข้าไม่เจรจากับธีสธรัล เพราะยิ่งเจรจาไป พวกมันก็มีแต่จะเอาเปรียบ..."

"ท่านถึงได้ดึงดันที่จะติดต่อแอสทารอธ แม้ว่าจะทำให้พวกเขาเกลียดชังอย่างนั้นหรือ"

"เซนทอร์อ่านไม่ยาก... เจ้าคบกับพวกมันไม่รู้เลยหรือไร เผ่าพันธุ์นี้ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ เจ้าควรเลือกผูกมิตรกับแอสทารอธมากกว่าธีสธรัล" ซินญอร์เหลือบมองครึ่งม้าที่ยังยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างเป็นระเบียบแลละอดทน "เอเดรียน... ลงมือเสีย"

คำสั่งแบบนี้เท่านั้นที่บีบหัวใจของผู้ใต้บัญชาที่สุด... สิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าการที่แม่ทัพใหญ่เป็นฝ่ายก่อกบฎ นั่นคือเจตนาของผู้นำอาณาจักรที่บีบให้เอเดรียนทำเช่นนี้แต่แรก "เจ้าก็รู้... เรื่องนี้ไม่มีทางจบหากข้ายังเป็นผู้นำ แต่ข้าลงจากตำแหน่งไม่ได้หากยังมีลมหายใจ"

"ข้าขอให้ท่านหนีไป... กลับไปยังคัสนาห์ก็ได้ อย่าบังคับให้ข้าลงมือเช่นนี้!"

ซินญอร์เหยียดมุมปากขึ้นอย่างนึกสมเพช "เจ้ามันอ่อนแอ... หากข้าร้องขอสิ่งนี้กับน้องชายเจ้า เขาคงตัดสินใจง่ายกว่า" ร่างบนหลังม้าชักดาบออกจากฝัก การกระทำนั้นทำให้เหล่าเซนทอร์หยิบอาวุธมาเตรียมพร้อม โดยไม่สนใจว่าเอเดรียนจะเคยขอให้เว้นชีวิตทหารอาเดรียอย่างไร "ถ้าเจ้าไม่รีบ... ข้าจะสู้กับพวกเซนทอร์ และเจ้าคงรู้ดีว่าอัศวินเหล่านั้นเด็ดขาดกับศัตรูอย่างไร"

เอเดรียนหันกลับไปมองอมนุษย์เบื้องหลังตน และเห็นเซนทอร์สีขาวปลอดก้าวมายืนเบื้องหน้าคนของตนแล้ว แม่ทัพหญิงแห่งแอสทารอธมีชื่อเสียงในเรื่องของความดุเดือดและเด็ดขาด ดังนั้นหากท่านชายซินญอร์สั่งโจมตี พลทหารเบื้องหน้าของเขาทั้งหมดนี้อาจต้องตาย

...ทำไมจะต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย ท่านชาย

"ถ้าข้าลงมือ ข้าคงไม่ให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต"

"ก็จงจมอยู่กับความผิดนั้นไปให้ตลอด..." ท่านชายย้ำ "โทษฐานที่เจ้าทำให้ข้าผิดหวังอย่างที่สุด"

เอเดรียนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยไม่สามารถตัดสินใจได้ บุคคลตรงหน้ามีบุญคุณกับเขามากจนเกินไป อีกฝ่ายเอ็นดูเขา และคอยช่วยเหลือเขามาตลอด ในเหตุการณ์ครั้งนี้อีกฝ่ายก็มีเจตนาทำเพื่อเขา แล้วจะให้เขาหันอาวุธให้ผู้นำของตนได้อย่างไร ...เขาจะมอบความตายให้คนที่เป็นเหมือนพี่ชายตัวเองได้อย่างไร




เด็กหนุ่มตรงหน้าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ดูมีราคาทว่ากลับเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและโคลน ทั้งผมเผ้าที่น่าจะเคยเรียบบัดนี้ก็ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง รูปหน้าที่บ่งบอกถึงชาติตระกูลมีรอยช้ำเขียวตามโหนกแก้มและขมับ ลายมือที่เป็นระเบียบสวยบรรจงยิ่งกว่าขุนนางหลายคนในอาณาจักรบอกได้ดียิ่งกว่าอะไรว่าอีกฝ่ายมีฐานะแค่ไหน วัยของอีกฝ่ายไม่น่าจะเกินสิบห้า ทว่าดวงตากลับเศร้าหมอง และทรมานราวกับสูญเสียสิ่งสำคัญไปจากชีวิต ท่านชายซินญอร์แห่งอาเดรียก้มอ่านใบสมัครองครักษ์ติดตามในมืออีกครั้งแล้วจึงเงยหน้าขึ้นพิจารณาเจ้าของลายมืออีกที

"เอเดรียน... รึ"

ท่านชายหนุ่มในวัยสิบแปดปีขมวดคิ้วอีกครั้ง โดยปกติแล้วใบสมัครเหล่านี้จะถูกกรอกโดยเลขาของอาณาจักรธีสธรัลที่ถูกส่งมาช่วยงานและดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ทว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเขากลับเขียนทุกอย่างด้วยตนเอง ซ้ำยังเป็นการเขียนที่เป็นระเบียบอย่างน่าตกใจ

"เจ้าไม่มีสกุลหรือไร"

"ไม่มี... ขอรับ" อีกฝ่ายตอบหนักแน่น แต่มีหรือที่ซินญอร์จะไม่เห็นความเศร้าหมองที่ฉายอยู่ในแววตาสีเข้มคู่นั้น แต่ถึงอย่างนั้นนี่ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องสนใจ เพราะสิ่งสำคัญคือเขาต้องการหน่วยอารักขาที่จงรักภักดี บางทีหากได้คนที่ไม่มีครอบครัวให้ห่วงใยก็อาจเป็นการดี "ข้าเป็นลูกพ่อค้าธรรมดาๆในตลาด"

และเอเดรียนผู้นี้โกหกไม่เป็นเอาเสียเลย... ซินญอร์เลิกคิ้วขำๆ

จะมีลูกพ่อค้าธรรมดาที่ไหนอ่านออกเขียนได้เช่นนี้ พ่อค้าที่มีอายุมากบางคนยังทำได้แค่บวกราคาสินค้าเท่านั้น แต่ก็อ่านหนังสือกันไม่ออกอยู่มากมาย "อืม แล้วเจ้า... อายุสิบขวบรึ!" ซินญอร์เดาว่าอีกฝ่ายน่าจะสักสิบสามหรือสิบห้าจากใบหน้าที่สุขุมจริงจัง ดังนั้นจึงประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นตัวเลขสิบขวบอยู่บนใบสมัคร

"..." เจ้าเด็กเอเดรียนไม่ตอบคำ ได้แต่ก้มหน้านิ่งและสร้างบรรยากาศกดดันขึ้นมาอย่างนั้น

"เจ้าถนัดอะไรล่ะ หืม... เคยใช้ดาบหรือไม่ หรือว่ายิงธนู หอก หรือขวาน"

"ข้ายิงป..." เด็กหนุ่มอ้าปากตอบ แต่ก็ชะงักไปกลางครัน ก่อนจะกำมือทั้งสองของตนแน่น "ข้าถนัดธนูขอรับ" ซินญอร์คิดว่าตอนนี้คงไม่เหมาะสมนักที่จะซักไซ้ไถ่ถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย เนื่องจากนี้ไม่ใช่สถานที่ส่วนตัวนัก อันที่จริงก็แทบไม่มีสถานที่ใดเป็นส่วนตัวของเขาเลย เพราะเขาถูกจับตามองอยู่แทบทุกฝีก้าว แทบทุกการกระทำ และแทบทุกคำพูด เขาต้องอยู่ใต้การควบคุมของกษัตริย์แห่งธีสธรัล เพราะเขาคือผู้นำที่เป็นได้แค่หุ่นเชิด

...ดังนั้นเขาจึงอยากมีเพื่อนที่ไว้ใจได้บ้าง ในภาวะที่พึ่งใครไม่ได้เช่นนี้

"เจ้ารู้ใช่ไหมว่าหน่วยอารักขาจะต้องอยู่กับข้าตลอด และคงไม่ได้กลับบ้านอีกนาน"

"ข้าไม่มีบ้านให้กลับขอรับ"

ท่านชายแห่งอาเดรียเลิกคิ้วน้อยๆกับคำตอบแรงกล้าของคู่สนทนา เขาเหลือบตามองเลขาของธีสธรัลที่ยืนฟังการสนทนาอยู่ใกล้ๆและคิดว่าควรจะปิดการสนทนาเพียงเท่านี้ก่อน "อาเดรียเป็นบ้านของเจ้าเสมอ เอเดรียน"

"ข้าจะภักดีต่ออาเดรียอย่างแน่นอนขอรับ"

.

ดีแล้ว... ไม่ต้องภักดีต่อข้า แต่ขอให้รักอาเดรียก็พอ




มันมาถึงขนาดนี้แล้ว... อย่ารีรออีกเลย เอเดรียน

ซินญอร์กำดาบในมือแน่น ละสายตาจากแม่ทัพคนสนิทไปยังกองทัพเบื้องหลังแทน และท่ามกลางความสับสนลังเลทั้งของทหารอาเดรีย และแม่ทัพใหญ่ ท่านชายก็กระตุกบังเหียนพาม้าของตนกระโจนผ่านร่าสูงและพุ่งเข้าหากองทัพครึ่งม้าตรงหน้า

"ท่านชาย...!!"

แม่ทัพหญิงเข่นเขี้ยวและชักดาบของนางออกอย่างรวดเร็วเสียจนมองแทบไม่ทัน และแน่นอนว่าเซนทอร์สาวก็เป็นคนแรกที่ตอบรับการโจมตี ขาหน้าก็ยกขึ้นตะกุยกายกลางอากาศ ก่อนที่กีบใหญ่กระแทกกับพื้นหิน ทั้งสองพุ่งเข้าหากันในจังหวะที่ทุกคนกลั้นหายใจ และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือเสียงดาบฟาดฟันเข้าหากันอย่างรุนแรง

...เคร้ง!

"ท่านชาย!" เอเดรียนหมุนตัวกลับ เขาทันเห็นม้าสองตัวยกขึ้นตะกุยขาใส่กัน และร่างเบื้องบนที่จ้วงทึ้งดาบเข้าหากันอย่างไม่มีใครยอมใคร แม่ทัพใหญ่วิ่งกลับไปที่ม้าของตนในอึดใจนั้น โดยมีความคิดที่จะหยุดห้ามการต่อสู้ เขายังต้องการให้ซินญอร์หนี เขายังต้องการให้ผู้มีพระคุณมีชีวิตต่อไป แม้ว่าคนที่สู้กับแม่ทัพหญิงจะต้องพ่ายแพ้เสียทุกทีก็ตาม

"โมนา!!"

ซาฮาลตะโกนห้าม แม้ว่าเขาจะไม่เคยชื่นชอบมนุษย์ แต่เมื่อได้ฟังคำของผู้นำอาเดรียแล้ว เซนทอร์หนุ่มก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายสมควรต้องตาย... เพราะซินญอร์เอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยงเพื่อบังคับให้คนที่จงรักภักดีที่สุดแข็งแกร่งขึ้นต่างหาก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เซนทอร์จะต้องเข้าไปยุ่งย่ามด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลยสักนิดที่โมนาจะเป็นผู้ลงมือ

ม้าของซินญอร์มีขนาดใหญ่พอที่จะกระแทกให้แม่ทัพหญิงเสียหลักได้ มันกระโจนทุ่มร่างเข้าใส่เซนทอร์สีขาวอย่างรุนแรง จังหวะเดียวกับที่ร่างบนหลังฟาดฟันดาบลงอีกครั้งด้วยพละกำลังทั้งหมดที่รวบรวมได้ แรงปะทะที่เกิดขึ้นจึงทำให้เซนทอร์หญิงเอนร่างล้มกระแทกพื้นอย่างแรง

โครม!!

"อั่ก...!!"

ความว่องไวของนางนับเป็นจุดเด่น แม่ทัพหญิงหยัดกายขึ้นลุกอย่างรวดเร็ว ก่อนที่กีบเท้าของม้าจะกระทืบลงในจุดที่นางเคยเพลี่ยงพล้ำ หญิงสาวหมุนดาบในมือ และฟันเข้าใส่อย่างแรงโดยไม่สนใจเป้าหมาย

เคร้ง...!!

คนที่เข้ามารับดาบนั้นแทนคู่ต่อสู้คือแม่ทัพอาเดรียที่อยู่บนหลังม้า เอเดรียนยกดาบของตนด้วยมือซ้าย กีดกันเจตนาของมันให้ออกห่างผู้นำอาเดรีย ขณะที่มือขวาก็ถืออาวุธคู่ใจเอาไว้มั่น และหันปลายกระบอกปืนคาบศิลาเข้าจ่อที่อกของนาง

"อย่าแตะต้องผู้นำของข้า ท่านแม่ทัพ"

โมนาค่อยๆลดดาบลงอย่างเสียไม่ได้ อย่างน้อยนางก็ไม่วู่วามจนเป็นเรื่อง เพราะหากเอเดรียนลั่นอาวุธใส่นาง คงจะเกิดสงครามขึ้นจริงๆระหว่างแอสทารอธกับอาเดรีย "เจ้าลงทุนเขียนสัญญาฉบับนั้นให้เซนทอร์เพื่อให้ได้มาซึ่งวันนี้... และเปลี่ยนเจตนาในอึดใจสุดท้ายหรืออย่างไร แม่ทัพใหญ่" หญิงสาวถลึงตามองคนตรงหน้า เอเดรียนยังไม่ลดมือลงแม้แต่น้อยอีกทั้งยังวางนิ้วบนไกปืนอีกด้วย

"เจตนาของข้ายังเหมือนเดิม..." เอเดรียนตอบ "เพียงแต่เจ้าไม่มีสิทธิ์จะตัดสินแทนข้า"

ทุกคนในที่นั้นกลั้นใจ ทั้งเซนทอร์ที่เป็นห่วงแม่ทัพของคน ทั้งมนุษย์ที่ตกตะลึงในเหตุการณ์ตรงหน้า กระทั่งท่านชายซินญอร์เองที่ไม่แน่ใจว่าเอเดรียนคิดจะทำอะไร ...ต่อให้อีกฝ่ายใจอ่อนแค่ไหน แต่เขามั่นใจว่าเอเดรียนสามารถฆ่าตัวเองได้หากอีกฝ่ายต้องการ

และเอเดรียนก็มีแรงมากพอที่จะทำเช่นนั้นอีกด้วย

"นึกถึงเซนทอร์ของเจ้า... นึกให้ดีว่าเจ้ามาถึงจุดนี้เพื่ออะไร" ท่านชายว่า "เจ้ารักใคร... เจ้าเป็นเช่นนี้เสมอ เอเดรียน เจ้าไม่ใช่คนอ่านยากเลยสักนิด" แม่ทัพหนุ่มไม่ตอบคำ เขาฟังเสียงปืนใหญ่ที่ดังต่อเนื่องอยู่ในสงครามกลางทะเล ฟังเสียงนกที่แตกตื่น และได้กลิ่นดินปืนเหม็นคลุ้ง เอเรสเปิดฉากต่อสู้กลางทะเลโดยไม่ปริปากบ่น ทั้งหมดนี้เพื่อซื้อเวลาให้เขาได้จบสิ้นทุกอย่างกับผู้นำอาเดรีย

แต่ท่านชายซินญอร์ก็เป็นผู้มีพระคุณ... เป็นเสมือนพี่ชาย และพ่อที่เอ็นดูเขามาโดยตลอด

มือที่ถืออาวุธค่อยๆละปลายกระบอกจากอกอวบอูมของเซนทอร์หญิง และหันไปหาคนที่อยู่ด้านหลังอย่างยากลำบาก เอเดรียนไม่หันมองอีกฝ่าย เขาไม่ต้องการเห็นแววตาของซินญอร์ เขาไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งนั้น ไม่ต้องการเล็งที่เป้าหมาย และไม่ได้อยากรู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังจะทำอะไร

"เพื่ออาเดรีย..."

.

.

.

...เปรี้ยง!

ฝูงนกแตกฮือเมื่อเสียงแหวกอากาศดังขึ้น และความเงียบก็ปกคลุมทั่วทั้งอาณาจักรอาเดรีย ทุกการเคลื่อนไหวหยุดนิ่งราวกับอยู่ในภวังค์ ทุกสายตามองตรงไปที่จุดเดียวกัน จุดที่ลูกปืนแล่นออกจากปากกระบอก และทิ้งไว้เพียงควันกับกลิ่นไหม้ ท่านชายซินญอร์เองก็มองที่จุดนั้นเช่นกัน ก่อนจะยกริมฝีปากขึ้นยิ้มจางๆ ร่างสูงสูดลมหายใจเข้าสั้นๆ ก่อนจะหลับตาลงสู่ความมืดมิด

สิ่งที่เด็กสิบขวบคนนั้นต้องการบอก...

นั่นคือเขาสามารถยิงปืนได้แม่นยำแม้ได้ยินเพียงแค่ลมหายใจของเป้าหมาย



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #328 chawagan (@cshpuy94) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 08:01
    เอเรสตลกอะ เป็นคนมีอารมณ์ขัน ท่านชายก็เข้มแข็งมากอะยอมทำเพื่อให้ตัวเองโดนฆ่า
    #328
    0
  2. #319 moony+lilac (@Pinocchio-fate) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 / 00:32
    ความสามารถของเอเดรียก็เพิ่งเห็นชัดๆ เนี่ยล่ะ ชักเข้าใจว่าทำไมปืนถีงมีค่า เพราะเมืองอื่นๆ ไม่มีนี่เอง -เราก็ติดภาพมาจากสังคมปัจจุบัน ... แล้วซินญอร่านางไปอาบแดดที่ไหนเนี่ย เหมือนจะลืมใครสักคนไป อ๋อ ลืมนางไปเนี่ยเอง 555555555555555555
    #319
    0
  3. #293 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 มกราคม 2560 / 00:23
    พ่อบ้านนำเรือ!!!? โอ้ มาย ...........
    เอเรสๆ แว่นนี่จำเป็นจริงป่ะ หรือเป็นแค่พรอพสร้างภาพลักษณ์ ... 5555555
    ออร์เดนนี่ชื่อม้า? ทำไมนายตั้งชื่อม้าแต่ไม่ตั้งชื่อให้พ่อบ้าน----------
     
    เรารับเลี้ยงท่านชายเอง  ผู้ชายวัยกลางคนจงมาหาเรา(เอ๊ะ?) //เปิดประตูบ้าน
    ซินญอร่าควรลงจากตำแหน่งด้วยมะ  นางควรสำนึกว่าการกระทำไม่คิดของนางส่งผลกับน้องชายตัวเองขนาดไหน
     
    นี่ใส่สกิลให้เอเดรียนในฉากเสียน้ำตากะท่านชาย ....... ถามว่าได้ชื่นชมสกิลมันมั้ย ... มั่ย ........... บอกลาท่านชายอยู่ 555555555555
     
    #293
    0
  4. #187 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2557 / 22:00
    ท่านหญิงลีอาห์กับเลสนี่เสน่ห์แรงทั้งคู่เลยแฮะ
    แอบสงสารดาเรียส T T
    #187
    0
  5. #186 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2557 / 21:06
    อร๊ากกกกกกกกก ค้างงงงงงงงงงงง โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ
     
    ตัดบทที่เลสพอดีด้วยอ้ะ -.-
     
    ให้นางออกมาเดินงามๆ สองวิ ตะโกนบอก กราบขวา เตรียมปืน แล้วตัดจบ คือไรท์เตอร์ทำร้ายติ่งเลส(อย่างเรา)มว้ากกกกกกกกกกกกกกกกก 😂😂😂😂😂😂😂😂
     
    เดาถูกด้วยว่าดาเรียสชอบแม่เลส อิอิ
     
    ว่าแต่ เห็นเกริ่นๆในเฟส เราก็นึกว่าตอนนี้จะได้เจอป๊าาาาาาาาาาาาาาาาา 😭😭😭
    #186
    0