[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,276 Views

  • 359 Comments

  • 1,105 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    59

    Overall
    19,276

ตอนที่ 29 : [Re-Write] "ข้าฟังเขาคุยกันอยู่"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 445
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    24 ม.ค. 60

กองทัพธีสธรัลเป็นฝ่ายยอมล่าถอยในที่สุดหลังจากถูกโจรสลัดโจมตีเรือสนับสนุนจนจมลงก้นทะเลไปถึงแปดลำโดยที่พวกเขาไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลยเนื่องจากอุปสรรคทางการสื่อสาร อีกทั้งยังถูกปล้นเสบียงและเงินทองไปอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้สร้างความขุ่นเคืองให้มหาอำนาจอย่างธีสธรัลอย่างที่สุด แต่ราชินีไวลด์ก็รู้ดีว่านางควรจะถอยไปตั้งหลักก่อน

"ส่งข่าวไปยังสายสืบของเรา ให้รายงานสถานการณ์ในอาเดรียกลับมาวันต่อวัน"

ดวงตาเรียวตวัดมองชายฝั่งเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องพักใต้ท้องเรือ "ถอยทัพ!" การล่าถอยครั้งนี้อาจทำให้นางเสียหน้าครั้งยิ่งใหญ่ แต่หญิงสาวก็คิดว่านางยอมให้เป็นเช่นนั้นดีกว่าจะต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติที่มีอยู่จำกัดของธีสธรัลไปอีก ความพ่ายแพ้ครั้งนี้สอนผู้นำอาณาจักรในเรื่องหนึ่ง นั่นคือความกระหายในชัยชนะอย่างหน้ามืดตามัวของนาง หากนางไม่ดึงดันที่จะส่งเรือเร็วเข้าไปบุกอ่าวอาเดรียจนเรือสนับสนุนถูกทิ้งอยู่เบื้องหลัง เรือโจรสลัดลำใดบ้างจะกล้าบุกเข้ามาปล้นกองทัพเวเรนเซียอย่างอุกอาจเช่นนี้

"วุ่นวายจริงๆ"

ราชินีเก็บดาบลงฝัก ทว่าก่อนที่นางจะปิดประตูห้องพัก เหยี่ยวสื่อสารตัวหนึ่งก็โผบินเข้ามาหาและเกาะเข้าที่ราวบันไดพร้อมกับส่งเสียงดังลั่นราวกับร้องเรียกราชินี "พระนาง... เหยี่ยวเทาสื่อสารของไอย์ชวลขอรับ" คนสนิทของผู้นำรายงาน พร้อมกับยกแขนให้เหยี่ยวตัวเขื่องเกาะแทนราวบันได มันเปลี่ยนที่ยืนสักพักหนึ่งแล้วจึงยื่นขาที่ผูกกระบอกใส่สารอันเล็กๆให้

"ไอย์ชวลรึ... ป่านนี้ส่งข่าวอะไรมากัน"

เมื่อพูดถึงเมืองที่เป็นพันธมิตร ราชินีก็ดูจะสดชื่นขึ้นเล็กน้อย เพราะนั่นหมายความว่าลูกพี่ลูกน้องของนางส่งข่าวบางอย่างมา ซึ่งมันอาจจะเป็นเรื่องน่ายินดีสักเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ หญิงสาวรับม้วนกระดาษเล็กๆมาดูและคลี่ออกอ่านก่อนจะเบิกตาขึ้นด้วยความตกใจกับเนื้อความ

'สัญญาของธีสธรัลต่ออาเดรียส่งถึงไอย์ชวลแล้ว'

ลักษณะลายมือที่ติดไปในทางหวัด และห้วนสั้นบอกคนอ่านได้ว่านี่ไม่ใช่สารเป็นทางการนัก แต่มันคือการรายงานอย่างรีบร้อนจากหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนของไอย์ชวล ซึ่งนั่นก็คือผู้นำพรานป่าที่มีชื่อเสียงที่สุด... คูแรนน์ บลังค์ ผู้นำทัพปราการต้านศัตรู

เอเดรียนไม่ได้ลงนามในสัญญาฉบับนั้นต่อหน้านาง ไวลด์จึงเก็บสิ่งนั้นเอาไว้ในลิ้นชักในห้องทำงานซึ่งอยู่บนเรือคาร์เธียร์ และเมื่อสักครู่นี้ ชายนามเอเรสก็ปรากฎตัวขึ้นพร้อมกับสัญญานั้น อีกทั้งลงชื่อตกลงเรียบร้อยเสร็จสรรพ ในความตั้งใจแรกของราชินี พระนางตั้งใจจะยกเลิกสัญญาด้วยความขุ่นเคืองที่เอเดรียนตัดสินใจช้า แต่หากอาณาจักรพันธมิตรของนางรู้เรื่องนี้เข้าแล้ว แปลว่าเอเรสคงจะได้สัญญาฉบับนั้นไปนานแล้ว

หากคิดจะมากลับคำตอนนี้... นางคงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่ไม่มีวาจาสัตย์เอาเสียเลย

"ส่งเรือสนับสนุนและเรือเร็วกลับธีสธรัล" ราชินีเปลี่ยนคำสั่ง "ลดธงลง เราจะเข้าไปที่อาเดรีย"

"พระนาง..." คนใต้บัญชางุนงงกับการตัดสินใจกลับไปกลับมา ดังนั้นพวกเขาจึงยังไม่ลงมือทำอะไรจนกว่าจะได้รับคำตอบที่แน่ชัดและแน่นอน "ปราการอาเดรียมีปืนใหญ่ หากเข้าไปใกล้ เราอาจถูกยิงได้ อีกทั้ง..."

"แม่ทัพเอเดรียนขึ้นเป็นผู้นำอาเดรียแล้ว ข้าจะต้องไปเจรจาในฐานะพันธมิตร"

ไวลด์สูดหายใจเข้าลึกๆแล้วถอนออกเพื่อรวบรวมความสุขุมกลับมา "คนที่ชื่อเอเรสนั่น ได้สัญญาของข้าไปนานมากแล้ว และบัดนี้ฉบับที่ถูกคัดลอกก็ส่งถึงอาณาจักรไอย์ชวลเรียบร้อยแล้ว" พระนางกัดฟัน "บัดนี้อาเดรียถือว่าอยู่ในตำแหน่งเจรจาเสมอเรา ดังนั้นข้าจึงต้องไปจัดการเรื่องราวทั้งหมดด้วยตนเอง" เรือเซเลสต์ที่ลอยลำอยู่เบื้องหน้าค่อยๆหันหัวเรือกลับ เช่นเดียวกับกองทัพโจรสลัดที่ล่าถอยหายไปในเส้นขอบฟ้า ทิ้งให้ท้องทะเลกลับสู่ความสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน แม้ว่าผิวน้ำจะยังมีคราบน้ำมันหลงเหลืออยู่ก็ตาม

ราชินีหันไปหาคนสนิท "ข้าเกรงว่าเอเรสผู้นี้จะน่ากลัวกว่าที่คิด"




แตรแห่งอาเดรียที่มีเสียงแหลมแปลกหูถูกเป่าขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งเมืองหลังจากเหตุการณ์กลับเข้าสู่ความสงบ มันเป็นเสียงที่ทำให้ประชาชนที่หลบซ่อนตัวอยู่ภายในห้องโถงใต้ดินของมหาคฤหาสน์คลายความกังวลใจ และโล่งอกหลังจากตกอยู่ในสถานการณ์กดดันมาร่วมวัน แต่ไม่มีใครเลยที่รู้ว่าผู้นำอาณาจักรของพวกเขาถูกโค่นล้มอำนาจลงแล้ว

เอเดรียนยังคงนั่งอยู่บนหลังม้าคู่ใจ นัยน์ตาสีเข้มที่เคยมองไปเบื้องหน้าด้วยความหวังอยู่เสมอหลุบลงมองพื้นนิ่งๆด้วยความว่างเปล่า มือขวาที่ยังไม่ปล่อยมือจากปืนคู่ใจห้อยอยู่ข้างตัว นิ้วที่เคยเหนี่ยวไกปล่อยทิ้งไร้เรี่ยวแรง ร่างกายที่ยังชื้นน้ำทะเลเริ่มรู้สึกหนาวจากลมแรงที่พัดผ่านกาย บาดแผลที่เกิดจากลูกดอกของธีสธรัลยังส่งความรู้สึกเจ็บไปที่สมองเป็นระยะ แต่แม่ทัพหนุ่มไม่มีกะใจแม้แต่จะขยับตัว เขาไม่กล้าหันกลับไปมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

ความรู้สึกหนักอึ้งในอกนี้ทำให้เอเดรียนรู้สึกว่าการขยับตัวแม้เพียงนิดมันก็ช่างยากเย็น

"เอเดรียน..." จาเร็ตต์เป็นคนแรกที่เดินเข้ามาหาแม่ทัพใหญ่ อีกฝ่ายลงจากม้าของตนแล้ว และค่อยๆใช้มือลูบหัวอัลธอร์ที่ดูจะตกใจเสียงปืนจนยืนนิ่งแข็งทื่อ "ยังมีเรื่องให้เราจัดการอีกมาก" พวกเซนทอร์เป็นกลุ่มแรกที่ขยับตัวหลังจากเสียงปืนนัดสุดท้ายดังขึ้น พวกเขากระจายกำลังออกไปค้นหาผู้บาดเจ็บ และยกร่างเซนทอร์ที่เสียชีวิตมารวมกันเพื่อนับจำนวนรายงานต่อผู้นำทัพ

"นับจำนวนคนเจ็บกับคนตายมารายงานข้า" เอเดรียนสั่งเสียงแผ่ว "ต้อนรับท่านทูตเธสซาลีย์ด้วย"

ร่างสูงค่อยๆก้าวลงจากหลังม้า และเก็บปืนในมือไว้ที่สายสะพายข้างตัว "ข้าจะไปปลอบขวัญคนในโถงใต้ดิน" จาเร็ตต์ใช้มือของตนยันอกแม่ทัพใหญ่เอาไว้ก่อนมุ่นคิ้วใส่ "หน้านี่นั้นข้าจัดการเอง เจ้าควรจะไปต้อนรับท่านทูตกับท่านราชเลขา... เจ้าเป็นคนฆ่าท่านชายซินญอร์ ชาวเมืองบางคนอาจโกรธแค้น และทำร้ายเจ้าได้"

"แต่นี่เป็นหน้าที่ของผู้นำไม่ใช่รึ"

จาเร็ตต์ส่ายหัว "เจ้ายังไม่ใช่ผู้นำ เอเดรียน... จนกว่าจะมีพิธีแต่งตั้ง"

"จาเร็ตต์..."

คนสนิทผมแดงยิ้มเล็กน้อย "คนรักของเจ้า... จะไม่ไปต้อนรับด้วยตัวเองหน่อยหรือ"

เอเดรียนรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้รับเยื่อใยหรือความเอ็นดูจากบุคคลทั้งสองสักเท่าไหร่ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาควรนำมาอ้างในการหลีกเลี่ยงการพบหน้า ในเมื่อทั้งสองคนเป็นบิดาและมารดาของเลสธีราห์ เซนทอร์ที่เข้ามาพัวพันกับเรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้เพราะความผูกพันธ์กับเขา "ข้าเพิ่งรู้ว่าเหนือหัวดาเรียสสั่งให้เขาทำลายอาเดรีย แต่เลสธีราห์ขัดคำสั่งนั้น"

จาเร็ตต์เลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน "แต่ว่าตามประกาศ..."

"ข้าได้ยินราชเลขาพูดเองกับตัว จาเร็ตต์" เอเดรียนว่า "พวกเขาเลือกธีสธรัล แต่เลส..."

...เลสธีราห์เลือกเขา

"ข้าสิเหนื่อย...!" เอเดรียนมองตามเสียงด้วยหางตา เนื่องจากเขาจำได้ดีว่าสำเนียงการพูดที่ติดจะกวนประสาทนิดๆนี้เป็นของใคร แม่ทัพใหญ่ยกมุมปากขึ้นยิ้มจางๆอย่างฝืดฝืนเมื่อเห็นน้องชายของตนกอดอกพิงประตูเมืองราวกับกำลังรอให้พี่ชายหันมาทางตนเสียที "ข้าเป็นคนยื่นประโยชน์ทั้งหมดให้กับแอสทารอธ ทั้งปืนคาบศิลา ทั้งสัญญาน่านน้ำ เพื่อให้เขายืนยันที่จะต่อสู้เพื่อพี่" เอเรสตรงมาหาพี่ชายก่อนจะถอนใจใส่หน้าคนเตี้ยกว่า

"ชมคนอื่นได้เสมอ... ยกเว้นน้องตัวเอง"

ถึงจะว่าอย่างนั้น แต่แล้วน้องชายตัวโตก็ซบหน้าลงกับบ่าคนเป็นพี่ ก่อนจะอ้าแขนออกกอดคนตรงหน้าแน่น "ถ้าพวกเจ้าหนีไปด้วยกันตั้งแต่แรก ข้าคงไม่เหนื่อยขนาดนี้" เสียงของเอเรสมีสำเนียงประท้วง และตัดพ้อ สีหน้าที่อีกฝ่ายเก็บซ่อนเอาไว้กับบ่ากว้างทำให้คำพูดงึมงำอู้อี้มากกว่าเดิม "แต่ถ้าพี่หนีไป ชาตินี้เราคงไม่ได้พบกันอีก"และอาการเช่นนี้เองที่ทำให้เอเดรียนพอจะยิ้มออกจริงๆบ้าง 

"เด็กนี่..." พี่ชายตบแผ่นหลังอีกฝ่ายแรงๆสองสามครั้ง แล้วจึงขยี้หัวซ้ำอย่างสนิทสนม

เอเรสไม่ถือสาคำเรียกที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองเป็นเด็ก ซ้ำยังกอดเอวพี่ชายเสียแน่นราวกับตนเป็นน้องเล็กนักหนา "จะไม่พูดอะไรกับข้าหน่อยเหรอ จะไม่ถามว่าข้าบาดเจ็บตรงไหนเลยเหรอ..." อีกฝ่ายยังคงตัดพ้องึมงำอยู่กับพี่ชาย "...ทั้งที่ข้าทำเพื่อพี่ทั้งนั้น"

ที่เขาเข้ามายุ่งเรื่องการปกครองอันแสนวุ่นวายของอาเดรีย

ที่เขาเสียสละสิ่งที่เป็นของตัวเองในการเจรจากับแอสทารอธ

...ก็เพื่อพี่ชายของเขา เอเดรียน ฟลินทรัสต์ทั้งนั้น

เอเดรียนสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะกอดอีกฝ่ายตอบ "ขอบใจมาก เอเรส" เขาเพิ่งรู้เมื่อครู่นี้ว่าการที่ตนเองมาจนถึงจุดนี้ได้ก็ด้วยความปรารถนาของท่านชายซินญอร์ อีกฝ่ายต้องการผลักันให้เขาเป็นผู้นำของอาเดรีย และทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าการที่เอเรสยอมยื่นมือเข้าช่วยในครั้งนี้ก็เพราะซินญอร์เสนอโอกาสที่เขาจะได้พบพี่ชายอีกครั้ง...

"แค่ขอบใจเหรอ!"

เอเรสโวยก่อนจะปล่อยมือและยืดตัวขึ้นจนความสูงเลยคนเป็นพี่ "เจ้านี่มัน...!" เอเรสปัดมือผ่านหางตาตัวเองครั้งหนึ่งโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็นว่านั่นเป็นการปาดน้ำตา แต่มีหรือที่คนเป็นพี่แท้ๆจะไม่รู้ แต่เขาก็ได้แต่วางมือลงบนหัวคนตัวโตกกว่าด้วยความเอ็นดู

"ทำดีมาก และต่อไปนี้ข้าคงต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าแล้ว... แม่ทัพคนใหม่"

เอเรสปั้นหน้างอครู่หนึ่งแล้วเสียงแข็งตอบ "คิดว่าข้าจะปล่อยตำแหน่งนั้นให้หลุดมือไปเหรอ!"




เลสธีราห์ยังไม่ลงจากเรือเซเลสต์ เขายังเดินสำรวจความเสียหายโดยรอบอย่างละเอียด และคำนวนเวลาที่ต้องบูรณะซ่อมแซมเรือเก่าอันเป็นตำนานลำนี้ เขาคงจะคืนเรือเซเลสต์ให้แอสทารอธ เพราะมันคือเรือรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเซนทอร์ เขาคงพรากมันไปจากแอสทารอธไม่ได้ แม้ว่าเหนือหัวดาเรียสจะพูดกลายๆเสมือนยกมันให้แล้วก็ตาม

การศึกครั้งนี้เหมือนไม่ได้พิสูจน์อะไรในตัวเขาเลย...

เลสธีราห์ไม่คิดว่าตนคู่ควรจะเป็นกัปตันของเซเลสต์ด้วยซ้ำ

นิ้วเรียวลูบไปตามกราบเรือที่แตกหักเสมือนเป็นบาดแผลอันเกิดจากแรงระเบิดของปืนใหญ่ ใบเรือขาดวิ่นเบื้องบนปลิวไหวกลายๆตามแรงลมอ่อนๆ ยังโชคดีนักที่เสากลางยังแข็งแรงไม่ได้รับอันตรายใดๆ ในประวัติศาสตร์ร้อยปีของเรือรบเซเลสต์นี้ มันถูกซ่อมแซมหลายครั้ง เพราะทุกสงครามทางทะเลของแอสทารอธ เซเลสต์จะมีบทบาทเสมอ แต่เลสธีราห์อาจเป็นกัปตันเรือเซเลสต์คนแรกที่พาเรือรบในตำนานดำลงใต้ทะเลและผุดผงาดกลับขึ้นมาสู่ชัยชนะอย่างสวยงาม

จากการกระทำนั้นทำให้เรือไม้ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทานทนต่อแรงกดอัดใต้ทะเลได้รับความเสียหายมากกว่าที่ควรจะเป็น แต่นั่นก็เป็นวิธีการสู้รบของเลสธีราห์ และยังเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เซนทอร์ครึ่งเอลฟ์คิดว่าตัวเองคือคนที่ทำลายตำนานอันยิ่งใหญ่ของเซเลสต์

แม้ชัยชนะของเลสธีราห์มักจะแลกมาด้วยชื่อเสียง ทำให้ไม่มีใครกล้าต่อกรกับแอสทารอธก็ตาม

ตอนนี้เขาควรจะคืนเซเลสต์ให้บ้านเมือง และปลีกตัวเองออกไปจากเมืองเซนทอร์

"เลสธีราห์..." ลีอาห์เรียกบุตรชาย นางคืนร่างกลับเป็นนุษย์ดังเดิมและเดินเข้ามายืนเคียงข้างอีกฝ่ายก่อนจะเอียงหน้าแหงนขึ้นมองคู่สนทนา "ลูกจะทำอย่างไรต่อไป" จะเรียกว่าแอสทารอธเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะก็คงจะไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะหากไม่ได้รับความร่วมมือจากเธสซาลีย์ ป่านนี้พวกเขาก็คงจะยังสู้รบกันต่อไปอย่างไม่รู้ชะตากรรม

ข้อแม้ของเหนือดาเรียสนั่นคือเลสธีราห์จะต้องเป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด

...ถึงนั่นจะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้พิสูจน์ตัวเอง แต่คนเป็นมารดาอย่างลีอาห์นั้นไม่สามารถทนมองได้ นางยอมให้บุตรชายถูกเนรเทศออกจากเมืองเลยจะดีกว่าทนมองอีกฝ่ายตายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ตนเองไม่ได้ทำอะไร อย่างน้อยบิดาของเลสธีราห์ก็เป็นเอลฟ์ เขายังเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลบลังค์ที่ยิ่งใหญ่และมีอำนาจในเธสซาลีย์ ...เลสธีราห์สามารถกลับไปพำนักกับบิดาได้ที่แผ่นดินตะวันออก

"ข้าขัดคำสั่งของเหนือหัว คำตัดสินก็คงแน่ชัดอยู่แล้ว"

"เช่นนั้นก็กลับไปกับพ่อของเจ้า... เจ้าเป็นคนของตระกูลบลังค์"

เลสธีราห์เข้าใจความห่วงใยของมรดา และเข้าใจว่านางเจ็บปวดมากแค่ไหนที่จะต้องเอ่ยคำนั้นออกมา เขาอยู่กับลีอาห์มาตลอด มาจนถึงตอนนี้จะต้องปลีกตัวออกไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย คนเป็นแม่จะรู้สึกอย่างไร นางต้องใจแข็งถึงเพียงใดกว่าจะกล่าวเช่นนั้นออกมาได้

...แต่นี่ก็เป็นความเด็ดเดี่ยวของหญิงเซนทอร์

เลสธีราห์หันไปมองคนข้างกายที่สูงเพียงไหล่ของเขา "แต่ข้าไม่อยากทอดทิ้งท่าน"

"เมื่อเหนือหัวดาเรียสลงจากอำนาจ ข้าก็จะลงจากตำแหน่งเช่นกัน หลังจากนั้นจึงจะตามไปพบเจ้าได้" ลีอาห์เอื้อมมือขึ้นแตะเสี้ยวหน้าบุตรชาย "มันไม่นานเท่านั้น ลูกข้า... แม่รอได้" เสียงของเซนทอร์หญิงสั่นเครือ เช่นเดียวกับสัมผัสจากมือหยาบกร้านของนางที่สั่นคลอน เลสธีราห์ยกมือขึ้นจับมือของนางเอาไว้ ก่อนจะเอียงหน้าไปจูบฝ่ามือขาวซีดของมารดา

"ท่านแม่... ข้าอับจนเหลือเกิน" เปลือกตาบางปิดตาพร้อมกับคิ้วเรียวที่ขมวดมุ่น

"เส้นทางที่ขีดอยู่ตรงหน้าชัดเจนและเหมาะสม ทว่าข้ากลับ... อยากเดินในอีกเส้นทางที่ใจข้าอยากไป" เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ลีอาห์ก็ถอนใจออกมายาวด้วยเข้าใจเจตนาของคนพูด เลสธีราห์ไม่อยากไปจากแผ่นดินใหญ่ ไม่ใช่เพราะศักดิ์ศรี หรือความทะเยอทะยานอันใด แต่เป็นเพราะใจของเจ้าตัวยังอยู่ที่แผ่นดินนี้

ที่ยอมขัดคำสั่งของเหนือหัวและสภาขุนนาง และเกือบจะฉีกหน้าแอสทารอธ

ที่ยอมต่อสู้อย่างสุดความสามารถแม้จะรู้ว่าผลที่ได้รับอาจจะสูญเปล่า

...

ก็เพื่อแม่ทัพเอเดรียนทั้งนั้น

"หากเขาไร้เยื่อใย ข้าคงหักห้ามตนเองได้ง่ายกว่านี้" เซนทอร์หนุ่มว่า "ถ้าเขาปฏิเสธ ข้าคงตัดสินใจได้ง่ายกว่านี้" ร่างสูงบีบมือเรียวที่อยู่ในมือตนช้าๆ "แต่เขากลับ... ตอบรับข้า ทั้งที่รู้ว่าความสัมพันธ์แบบนี้ไม่มีทางไปต่อ" ในบริบทของความเป็นแม่ทัพแล้ว ลีอาห์เข้าใจถึงเหตุผลของเอเดรียน เหตุผลที่อีกฝ่ายไม่สามารถตอบรับความรักได้หมดใจ เหตุผลที่อีกฝ่ายไม่สามารถสาบานภักดีได้แน่นอน ลีอาห์เข้าใจเกือบทุกอย่าง

...เพียงแต่ทำไมความสัมพันธ์นี้จะต้องเกิดกับบุตรของนาง

ทำไมคนที่ต้องเจ็บอยู่เสมอจึงเป็นเลสธีราห์ที่นางหวงแหนนักหนา

"แผ่นดินตะวันออกยังมีคนอีกมากหน้า..." ราชเลขาพยายามพูด "เจ้าไม่จำเป็นต้องทน..."

ไหล่กว้างของบุตรชายสั่นเครือ มือข้างที่ว่างกำแน่นอย่างอดกลั้น คนเป็นแม่ทัพไม่สามารถแสดงความอ่อนแอออกมาได้ แม้ว่าตอนนี้เลสธีราห์จะอยากซบหน้ากับอกมารดาแล้วร้องไห้มากสักแค่ไหนก็ตาม ...ทุกคนที่ผิดหวังกับความรักมักได้รับคำปลอบเช่นนี้ื ปลอบว่าเบื้องหน้ายังมีความหวังเสมอ ไม่จำเป็นจะต้องอดทนกับความรักที่ขมขื่นเลยสักนิด

แต่ทำไม... เลสธีราห์ถึงไม่คิดจะปล่อยมือสักครั้งเดียว

เขารักอีกฝ่ายมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยแว่วมาเข้าหูของเซนทอร์หนุ่ม เลสธีราห์มุ่นคิ้วและเริ่มกวาดสายตามองหาต้นทาง ก่อนจะผละออกจากมารดา "เอเดรียนมาที่นี่..." ร่างโปร่งสูดหายใจเข้าลึกๆครั้งหนึ่งและกลั้นเอาไว้โดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นเจ้าของฝีเท้านั้นก้าวขึ้นมาบนเรือ เสื้อผ้าของอีกฝ่ายยังเปียกชื้นจากน้ำทะเล เช่นเดียวกับผมเผ้าที่ไม่ใคร่จะเป็นทรงนัก รอยเลือดโชกโชนหลายจุดบนร่างบอกเล่าถึงการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านมา

"ท่านแม่... ข้าขอเวลาส่วนตัวสักครู่ได้ไหม"

ลีอาห์ดูไม่พอใจกับผู้บุกรุกสักเท่าไหร่ แต่เมื่อบุตรชายของนางออกปาก เซนทอร์หญิงก็ถอยเท้าออกไป เพื่อไปสมทบกับทูตเอลฟ์จากเธสซาลีย์บนเรือรบของอีกฝ่ายที่จอดอยู่ไม่ไกลจากกัน เสียงแตรอาเดรียที่ดังระงมไปทั่วบอกเลสธีราห์ได้ว่า ในที่สุดความปรารถนาของท่านชายซินญอร์ก็เป็นความจริง อาเดรียจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อีกครั้งภายใต้การนำของอดีตแม่ทัพใหญ่ ผู้อยู่เบื้องหน้าเขานี้ และแอสทารอธจะได้รับสิ่งตอบแทนเป็นตามสัญญาของตระกูลฟลินทรัสต์ ในแต่ในส่วนตัวเขานั้น เลสธีราห์เองก็ยังไม่กล้าพูดถึงอนาคตของตนเอง

"เจ้าบาดเจ็บ..."

เขาไม่รู้จะพูดสิ่งใดกับเอเดรียน นับตั้งแต่พบกันเป็นการส่วนตัวครั้งที่แล้ว เซนทอร์หนุ่มรู้สึกว่ามันเนิ่นนานห่างเหินเสียเหลือเกิน นับตั้งแต่พบกันครั้งแล้ว... พวกเขาต่างก็คิดว่าการพบกันครั้งต่อไปจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่เมื่อได้ยินเผชิญหน้ากันอย่างนี้ เลสธีราห์กลับคิดว่าเขายังรู้สึกเหมือนเดิมทุกประการ ทั้งสองมองสบตากันเล็กน้อย ก่อนที่เอเดรียนจะเป็นฝ่ายก้าวเข้ามาหาร่างโปร่ง และรวบกอดเอาไว้แนบกาย "เลสธีราห์!" เอเดรียนบาดเจ็บจากลูกดอกของธีสธรัล แต่อ้อมแขนของอีกฝ่ายก็ไม่ได้อบอุ่นน้อยไปกว่าเดิม เซนทอร์หนุ่มเพียงหลับตา และยกมือขึ้นกอดตอบช้าๆเท่านั้น

"..."

เซนทอร์อยากไล่อีกฝ่ายไปทำแผล หรือจัดการเรื่องราวทุกอย่างให้เสร็จสรรพเรียบร้อย อาจจะไล่ให้ผู้นำคนใหม่ไปทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ เพื่อให้คู่ควรกับตำแหน่งที่ผู้นำคนก่อนเสียสละชีวิตให้ แต่อีกใจหนึ่งของเลสธีราห์ เขาก็อยากหยุดเวลานี้เอาไว้เพื่อให้อีกฝ่ายอยู่กับตนตลอดไป แม้เขาจะเจ็บปวดกับความรักที่ไม่สมหวัง แต่ความอบอุ่นของอีกฝ่ายก็เรียกได้ว่าคุ้มค่าที่จะรอ

เลสธีราห์หลับตาลงพลางเอียงหน้าซบกับบ่ากว้าง "ทั้งที่คิดว่าจะปล่อยมือจากเจ้าได้แล้วแท้ๆ"

หากบรรจบกันไม่ได้ การจากกันด้วยดีก็คงจะดีกว่า พวกทั้งทั้งคู่คิดแบบนั้น แต่สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นทั้งสองฝ่ายที่ไม่มีใครตัดใจจากกันได้ และโหยหาซึ่งกันและกันอยู่เรื่อยไป "ถ้าเราหนีไปด้วยกันตั้งแต่แรก... คงจะไม่เจ็บปวดแบบนี้" คำนั้นออกมาจากปากของเลสธีราห์ และเขาจำได้ว่าเอเดรียนเคยคิดแบบนั้น หากพวกดขาทอดทิ้งทุกสิ่งเพื่อกันและกัน พวกเขาก็คงจะมีความสุขมากกว่านี้ "แต่มันเป็นการตัดสินใจเราทั้งคู่... ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติและศักดิ์"

เอเดรียนกระชับวงแขนแน่นขึ้นอีกและรอฟังต่อไป "ข้าภูมิใจ... ที่เจ้าไม่ละทิ้งหน้าที่มาเพื่อข้า"

"แต่ข้าก็จะไม่ทิ้งเจ้าเพราะหน้าที่เช่นกัน" อีกฝ่ายตอบกลับแทบจะในทันที "เจ้าเป็นของข้า เลสธีราห์" เมื่อเอเดรียนกล่าวคำนั้น เซนทอร์หนุ่มก็ขบริมฝีปากของตัวเองเพื่อกลั้นเสียงเอาไว้ อีกทั้งยังพยายามสุดความสามารถเพื่อฝืนไม่ให้น้ำตาไหลออกมา มือที่วางอยู่บนแผ่นหลังกว้างขยำกำเสื้อที่เปียกชื้นแน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกสติของตัวเองกลับมา

"ใจข้า... เป็นของเจ้า"

"ทั้งหมดของเจ้า..." เอเดรียนแก้ไขคำพูดของอีกฝ่าย เขาค่อยๆลดมือลง และกอบกุมมือของเลสธีราห์เอาไว้ ขณะที่ผละออกมาเพื่อมองสบตา "ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าไปไหนทั้งนั้น ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร เลสธีราห์" เซนทอร์หลับตาลงและขบกัดริมฝีปากตัวเอง ก่อนจะนิ่วหน้าช้าๆ

"จะให้ข้าทนอยู่ที่นี่ต่อไปได้อย่างไร"

คนพูดลืมตาขึ้นมองคู่สนทนาอีกครั้ง และดวงตาสีฟ้าครามก็เอ่อท้นฝ้ามัวด้วยหยาดน้ำตา "ข้า... หันหลังให้กับแอสทารอธเพื่อเจ้า ข้ายินดีที่เจ้าไม่ทิ้งหน้าที่เพื่อข้า ยินดีที่เจ้าเป็นวีรบุรุษที่มีเกียรติ... ที่คู่ควรกับเซนทอร์ แต่กลับเป็นตัวข้าเองที่ไร้ซึ่งความน่าภูมิใจใดๆและไม่คู่ควรกับเจ้า!"

"เลสธีราห์!" เอเดรียนไม่ชอบใจนักที่อีกฝ่ายดูแคลนตัวเองแบบนั้น แต่ก็รู้ดีว่าเขาไม่ควรใช้อารมณ์ในการสนทนาเรื่องนี้ "แล้วจะไม่ให้โอกาสข้าช่วยอะไรเลยหรือไร เจ้าเสียสละให้ข้าเพื่ออะไร เจ้าคาดหวังสิ่งใดจากข้า เลสธีราห์... หากไม่ใช่ความรัก ทำไมเจ้าถึงทำอะไรบ้าๆ หากไม่เคยต้องการความรักตอบแทน"

เซนทอร์หนุ่มหลบตาลงมองพื้นเรืออยู่อย่างนั้นสักพักก่อนตอบคำถาม "ข้าอยากให้เจ้ามีชีวิต"

"เท่านั้นหรือ... แล้วเจ้าไม่คิดว่าข้าเองก็อยากให้เจ้ามีชีวิตหรือไร"

"..."

"ถ้ารักข้า เหตุใดจึงไม่อยากอยู่กับข้า... บอกข้าซิ เซนทอร์"

ทำไมเขาจะไม่อยากอยู่ที่นี่เล่า... มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เลสธีราห์อยากจะไปที่นี่กันเล่า เพียงแต่เซนทอร์หนุ่มไม่มั่นใจว่าเขาจะอยู่ในเมืองที่มีแต่มนุษย์ได้อย่างไร และเขาจะอยู่ในสถานะอะไร อีกทั้ง... เขาจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ได้หรือไม่

...กระทั่งเผ่าพันธุ์ของเขาเอง เลสธีราห์ยังไม่สามารถมีตัวตนได้ นับประสาอะไรกับอาเดรีย

ต่อให้ใจของเขาร่ำร้องจะอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายมากแค่ไหน แต่เลสธีราห์คิดว่ามารดาของตนพูดถูก แม้แผ่นดินตะวันตกออกจะเป็นดินแดนของเอลฟ์ แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นคนของตระกูลบลังค์ ตระกูลที่ได้ชื่อว่ามีชื่อเสียงกว้างขวางที่สุดตระกูลหนึ่งของชาวเอลฟ์

"ยังมีสิ่งใดที่ข้าให้เจ้าไม่ได้อีก เลสธีราห์"

เอเดรียนปาดหยดน้ำตาอุ่นๆออกจากพวงแก้มของคนตรงหน้า ก่อนจะแนบหน้าผากเข้าหาและแตะปลายจมูกของตนกับอีกฝ่าย "บอกข้าได้ไหม... ข้ายังขาดอะไรอีก ทำไมเจ้าถึงอยากไปจากข้า" มือทั้งสองประคองเสี้ยวหน้าเรียวเอาไว้อย่างอ่อนโยน "คิดว่าข้าปกป้องเจ้าเอาไว้ไม่ได้หรือ"

เลสธีราห์ชอบน้ำเสียงของเอเดรียน และติดใจในสัมผัสอ่อนโยนนี้เสมอ

...เพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่ทำให้เลสธีราห์ใจอ่อน

ความอ่อนโยนที่ชายหนุ่มไม่เคยสัมผัสจากเซนทอร์ตนไหนกระทั่งมารดาของตนเอง

พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต้องเข้มแข็ง และหนักแน่น ดังนั้นเซนทอร์จึงไม่มอบความรักให้กันมากจนเกินพอ เพราะความรู้สึกเหล่านี้ถือเป็นจุดอ่อนสำหรับอัศวิน แม้ท่านหญิงลีอาห์จะมีเมตตา และรักบุตรชายคนเดียวของนางอย่างสุดใจ แต่ราชเลขาก็ไม่เคยเข้าไปกอดปลอบให้กำลังใจอย่างที่มารดาชาวมนุษย์ชอบทำ นางเพียงหาหนทางให้ลูกได้พิสูจน์ตนเอง ได้พิสูจน์ความสามารถของตนเอง และไขว่คว้าเอาความสำเร็จมาได้ด้วยตนเอง นี่คือวิถีของเซนทอร์

...แต่วิถีของมนุษย์นี่คืออะไรกัน

ว่าที่ผู้นำแนบริมฝีปากตัวเองจูบคนตรงหน้าช้าๆ รอให้อีกฝ่ายยกแขนขึ้นกอดรั้งลำคอหนา ตอบรับสัมผัสของเขาด้วยความคิดถึงและโหยหา หากเลสธีราห์จะต้องจากไปจริงๆ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้เวลาสักเท่าไหร่กว่าจะลืมเอเดรียนได้ลง แม้ว่าเขาจะไม่มีที่ให้ไป ไม่มีเกียรติหรือศักดิ์ศรีใดหลงเหลืออยู่ แต่อย่างไรเอเดรียนผู้นี้ก็ยังยอมรับเขาเสมอ

เพราะสำหรับเอเดรียนแล้ว เขาเป็นเพียงเลสธีราห์... เท่านั้น




ท่านหญิงลีอาห์ดูไม่ค่อยพอใจนักที่ต้องปล่อยบุตรชายเอาไว้กับเอเดรียนเพียงลำพังสองต่อสอง แม้ว่านางจะรู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาต้องการเวลาและความเป็นส่วนตัวในการพูดคุยกันก็ตาม "ไม่รู้เอาเวลาที่ไหนไปจีบกัน" เมื่ออยู่ต่อหน้าสามี ลีอาห์ก็แปลงกลับเป็นร่างมนุษย์ซึ่งเป็นหญิงตัวเล็กๆ ที่สูงเพียงไหล่ของสามี นางกลับมาที่เรือรบอาคาเซียของเธสซาลีย์และตรงมาหาสามีที่กำลังยืนมองเรือของผู้อื่นอยู่

"แองเจลิกา..."

ร่างสูงพึมพำกับตัวเองและเหลือบมองคนข้างกายเล็กน้อยหลังจากได้ยินเสียงฝีเท้าของนางเดินเข้ามาหา "เรือบัญชาการของกองโจรสลัดเทเทสใต้" ธีโอเดรชี้ไปที่เรือของเอเรสที่จอดเทียบท่าเป็นลำสุดท้ายก่อนที่กองทัพโจรสลัดจะหายไปจากน่านน้ำของอาเดรีย "หากไม่นับเรือของข้า แองเจลิกาก็เป็นเรือที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะต่อสู้กับเรือคาร์เธียร์ได้"

ลีอาห์กอดอกนิ่งและมุ่นคิ้วด้วยความกังวล "ผู้ชายคนนั้นมีคารมที่ทำให้เลสธีราห์ใจอ่อน"

และนั่นคือความกังวลของมารดาในตอนนี้ หากเลสธีราห์ใจอ่อนและย่อมอยู่กับเอเดรียนที่อาเดรียแห่งนี้จะเป็นอย่างไร อีกฝ่ายจะสามารถดูแลบุตรชายนางได้หรือไม่ และเลสธีราห์จะสามารถมองหน้าเหนือหัวดาเรียสติดได้อย่างไร ในเมื่อการกระทำของเขาเป็นสิ่งที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบและขาดคุณสมบัติของการเป็นผู้นำขนาดนี้ "เพราะเจ้านั่นคนเดียวแท้ๆ"

"แม่หญิง เจ้าห่วงมากเกินไปกระมัง เรามีลูกชายนะ"

ธีโอเดรยิ้มมองสตรีที่สูงเพียงไหล่ของ "ข้าคิดว่ามันเป็นความผิดของเราทั้งคู่ด้วย ...ที่ไม่สามารถให้ความรักในแบบที่เลสธีราห์ต้องการได้" ธีโอเดรคิดว่าท่านหญิงเป็นสตรีที่น่ารักสำหรับเขา แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงไม่เคยฉอเลาะ หรือเอาอกเอาใจเขาอย่างที่เอลฟ์หญิง หรือภูตหญิงทำ ทูตใหญ่จึงได้แต่ปลอบตนเองว่านั่นคือวิถีของเซนทอร์ แต่เลสธีราห์ยังเป็นเด็ก... จะให้เด็กปลอบใจตนเองได้อย่างไรว่านี่คือวิถีเซนทอร์ ทั้งที่ตัวเขาไม่ได้เกิดมาเป็นเซนทอร์ และยากที่จะได้รับการยอมรับในสังคมแอสทารอธ

"แล้วท่านจะพูดว่ามนุษย์นั่นทำได้อย่างนั้นรึ! เห็นกันอยู่ว่าเจ้านั่นเห็นหน้าที่เป็นสำคัญ เรื่องของเลสธีราห์เป็นประเด็นรองด้วยซ้ำ เหตุใดเรื่องแบบนี้จะต้องเกิดกับลูกของข้าด้วย!" ราชเลขากระฟัดกระเฟียด ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่ได้แสดงออกมาล่อยนัก แต่เนื่องจากคนข้างกายในตอนนี้คือสามีของนาง เซนทอร์หญิงจึงสามารถแสดงออกถึงสิ่งที่ผู้อื่นไม่เคยเห็นออกมาได้

"ข้าคิดว่าเขามีความรับผิดชอบพอที่จะเป็นผู้นำ" ธีโอเดรนิ่งไปสักพักราวกับกำลังคิดหาคำพูด

"การที่เขารักบ้านเมืองนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ข้ากังวลคือความรักของเขาที่มีต่อเลสธีราห์ มันจะไปน่าวางใจได้อย่างไร..." ทูตเอลฟ์ยกมือขึ้นเพื่อปรามให้คนข้างกายเงียบเสียงลงสักครู่ ก่อนจะหันมามองภรรยาของตนแล้วยิ้มออกมา

"ข้าคิดว่าชีวิตของเลสธีราห์ไม่ได้อับจนหนทางเสียทีเดียว"

ลีอาห์อ้าปากค้างไปเล็กน้อยด้วยความงุนงง "ท... ท่านหมายถึงอะไร"

"เจ้าเป็นราชเลขา และเป็นทูตแห่งแอสทารอธ เจ้าก็หว่านล้อมเหนือหัวดาเรียสเอาเองเถิด" ทูตใหญ่หัวเราะร่วน "เจ้าเอเดรียนผู้นั้นก็ไม่ได้ดูดายลูกเราอย่างที่เจ้าคิดหรอก เขาเองก็พอจะมีทางออกให้กับเลสธีราห์ และไม่ใช่ทางออกที่สิ้นคิดเสียด้วย เจ้าเลิกกังวลเรื่องอะไรต่อมิอะไรได้แล้ว ประเดี๋ยวจะแก่ก่อนวัยนะ"

"ข้าแก่แล้ว!" ลีอาห์พ้นลมหายใจด้วยความคิดหงุดหงิด "ท่านจะไปรู้ได้ยังไง"

 แต่แล้วนางก็นึกได้ว่าสามีของตนมีพรสวรรค์ในด้านการฟังอย่างที่ไม่มีใครสามารถทำได้ "หรือว่า... นี่ท่าน..." นางอ้าปากค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะชี้นิ้วกลับไปนังเรือเซเลสต์ที่จอดอยู่ที่ท่าถัดไป และธีโอเดรก็พยักหน้ารับพร้อมกับยิ้ม

"ข้าฟังเขาคุยกันอยู่น่ะ..."


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #353 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:21
    เอเรสน่ารักมากๆๆๆๆ(กอไก่ล้านตัว) ตอนช่วยพี่ก็เท่ แต่พอทำสำเร็จแล้วกลับมาอ้อนเอาคำชมก็โคตรน่ารัก ฮืออ อยากมีน้องชายแบบนี้มั่ง
    #353
    0
  2. #352 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:19
    คุณพ่อออออ ทำไมแสบอย่างนี้นะ 555555
    #352
    0
  3. #326 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 23:53
    เพิ่งนึกออกว่ายังอ่านเรื่องนี้ไม่จบ...
    #326
    0
  4. #320 moony+lilac (@Pinocchio-fate) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 / 00:52
    ปะป๊า!!! คนเขาจะสวีทกั๊น!!!!
    #320
    0
  5. #294 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 มกราคม 2560 / 21:26
    //นึกภาพเอเรสกอดฟัดพี่มัน// โอ้ยยยยยยยย  น่าร้ากกกกกกกกก   หมาน้อยยยยยยยย  55555555555555
    ช้าวแซ่บอย่าชงเยอะ เดี๋ยวเราถีบมันไปอินเซทจะชิบหายกะจาเร็ตต์มาก แงงงงงงงงงงง้  ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
     
    ม๊าดูเชียร์ให้เลิกมาก 55555 ปลอบซะ ... เค้ายังไม่เลิกกันม๊าาาาาา
    “แต่ข้าก็จะไม่ทิ้งเจ้าเพราะหน้าที่เช่นกัน” โอ้ยยยยยย  เอาใจไปปปป
    จริงๆฉากนี้ควรดราม่าเสียน้ำตา ... แต่ทำไมหมั่นไส้ 55555555555555  ก็ดราม่า  แต่เอเดรียนป้อจนรู้สึกหมั่นไส้แทน กร๊ากกกกก
     
    ฮรือออ  ป๊าาาาาาาาาา  สัญญานะว่าจะไม่ถึงขั้นไปตั้งใจฟังตอนเค้าอยู่บนเตียงกันน่ะ  สัญญาสิ!!!  555555555555
    จริงๆถ้าเลสไม่ลืมคงรู้ว่ากำลังหวานกันโชว์พ่ออยู่ว--------
     
    #294
    0
  6. #188 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 มกราคม 2558 / 11:05
    มาอ่านแล่ววววว นี่เห็นลงตั้งแต่เมื่อคืน แต่ไม่ไหว สลบ อ่อยยยย นอนไม่พอ  วันนี้ตื่นมาเปิดอ่านก่อนเลย ฮ่าาาาาาาาาาาาา
     
    เซอร์ไพร์สนี่ ป๊า รึเปล่าาาาา เห็นคำว่าเซอร์ไพร์สละนึกถึงป๊าาาาาา ... ป่าวหรอก จริงๆต่อให้ไม่มีคำว่าเซอร์ไพร์สเราก็นึกถึงป๊า -.,- อยากเจออ่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา 😂😂😂😂😂
     
    เอเรสนี่นะ ไปแหย่เลส ฮ่าๆๆๆ ตอนแรกเราคิดไปเองถึงขนาดถ้าเอเรสยังไม่หุบปากอาจจะโดนเลสจับไปขัง(ข้อหาลามปามและสร้างความรำคาญ) ... ต้องรอเอเดรียนมาเปิดให้ ไรงี้ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
     
    แต่พูดก็พูดเถอะเอ็ง พี่สะใภ้ถามกำลังรบอ้ะ ตอบไปสิ๊ งุบงิบๆอยู่นั่นล่ะ เค้าจะเอาไปวางแผนรบ ถถถถถถถถถถถ
     
    .
    .
    .
     
    พูดถึงฉากเอเดรียนโดนยิง ... จริงๆจะไม่ได้พูดละ ลืม ถถถถถถถ พระเอกชั้น เจ็บตัวฟรียังไม่มีคนเห็นใจ ฮ่าๆๆๆๆ
    ... ก็แบบ เรื่องมันเดินเร็วงาย ... เราเลยลืม ... ขอโทษน้าาาาา //ยิ้มแหยๆใส่เอเดรียน
     
    ฮ่าาาาาาาาาาาาา ชอบแซะเอเดรียนอ่ะ นี่เป็นไรไม่รู้ววว 😂😂😂
     
    รอต่อนะค้าาาา ไรท์เตอร์สู้ๆ  ☆*:.。. o(≧▽≦)o .。.:*☆
    #188
    0