[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,297 Views

  • 359 Comments

  • 1,107 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    80

    Overall
    19,297

ตอนที่ 3 : [Re-Write] "ไปแอสทารอธกับข้า"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 935
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    4 ก.ย. 59

คฤหาสน์ราห์โมนา... ที่พักของแม่ทัพเอเดรียนแห่งอาเดรีย

เมื่อกลับมาจากมหาคฤหาสน์ที่ปราการชั้นที่หนึ่งแล้ว อาเดรียนก็กลับมายังที่พักของตนด้วยจิตใจที่ไม่สงบสักเท่าไหร่ เขารู้สึกอึดอัดกับภารกิจที่ได้รับ อีกทั้งยังรู้สึกเสมือนมีความคิดเห็นและคำแนะนำทว่าไม่ได้รับอนุญาตให้พูด อีกทั้งยังถูกบังคับให้ก้มหน้าทำในสิ่งที่ผิดต่อไปอีกด้วย

จริงอยู่ว่าท่านชายซินญอร์ไม่ใช่คนหนักแน่น แต่อย่างน้อยเขาก็น่าจะห้ามปรามพี่สาวของตัวเองบ้างก่อนที่จะลงมือกระทำการใหญ่โตเช่นนี้ การแข็งข้อกับธีสธรัลด้วยวิธีนี้ไม่ใช่หนทางที่ฉลาดที่สุด แต่เอเดรียนก็ยอมรับว่ามันได้ผลมากที่สุด แต่อีกฝ่ายควรจะไปเจรจากับแอสทารอธก่อนที่จะปิดท่าเรือไม่ใช่หรือ

...พวกเซนทอร์เหล่านั้นคุยง่ายเสียที่ไหน

"ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น เอเดรียน" ชายร่างโปร่งที่มีเรือนผมสีแดงก้าวออกมาจากคฤหาสน์เพื่อรับผ้าคลุมสีเขียวเข้มที่แม่ทัพหนุ่มถอดออกพาดแขนตัวเองมาถือให้แทน เขาคือจาร์เร็ตต์ คนสนิทผู้เปรียบเสมือนมือซ้ายของเอเดรียน "ให้ข้าถือเถอะน่ะ..." ร่างโปร่งเอ็ด "ได้ยินว่าท่านหญิงซินญอร่ากลับมาแล้วรึ"

"ใช่ กลับมาพร้อมกับปัญหาเสียด้วย"

ร่างสูงถอนใจ และยอมให้อีกฝ่ายช่วยถือแต่โดยดี "ท่านหญิงสั่งปิดท่าเรือออโรรา ขับไล่พวกพ่อค้าที่มาจากธีสธรัลออกไปจนหมด จะเหลือก็แต่พวกพ่อค้าชาวเอลฟ์เท่านั้น" ผู้นำฝ่ายทหารเปิดประตูเข้าไปในห้องรับรองใหญ่และทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวยาวราวกับหมดเรี่ยวแรงจะทำอะไรต่อ "และท่านชายซินญอร์ก็ห้ามอะไรไม่ได้นอกจากทำตามคำสั่งพี่สาว ซ้ำยังมอบหมายภารกิจให้ข้าร่วมคณะเดินทางไปกับพวกทูตเพื่อเจรจากับแอสทารอธด้วย"

จริงอยู่ว่าผู้นำสูงสุดของอาเดรียคือท่านชายซินญอร์ แต่ด้วยความที่ของอีกฝ่ายค่อนข้างตามอกตามใจพี่สาว ทำให้เขาอาจไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะปกครองบ้านเมือง ดังนั้นเอเดรียนจึงอดกังวลไม่ได้ว่า หากเขาไม่อยู่เคียงข้างผู้นำ อีกฝ่ายจะปรึกษาหาคำแนะนำจากผู้ใด ท่านชายซินญอร์จะพึ่งพาใครหากไม่ใช่เขา...

"เจรจากับแอสทารอธรึ เรื่องนี้ต้องทำก่อนที่จะปิดท่าเรือไม่ใช่หรือไร"

"ในเมื่อก้าวพลาดไปแล้วจะทำอะไรได้เล่า" เอเดรียนว่า "ข้าเพิ่งกลับมาจากการนำคณะพรานไปล่าสัตว์ ส่วนเจ้ากับโจฮาลล์ก็ออกไปลาดตระเวนชายแดนทางเหนือ ท่านหญิงซินญอร่าจึงออกคำสั่งแทนข้าในฐานะพี่สาวของผู้นำและใช้กำลังขับไล่พวกธีสธรัลออกไป" แม้ว่ากำลังทหารของอาเดรียจะเป็นกองกำลังลับ แต่พวกเขาก็ได้รับการฝึกมาจากอย่างเข้มงวดจนเป็นยอดฝีมือ ดังนั้นจึงไม่ยากเลยที่จะปฏิบัติภารกิจดังกล่าวสำเร็จลุล่างในเวลาอันรวดเร็ว

แต่นั่นก็ทำให้แม่ทัพอย่างเอเดรียนไม่พอใจไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว

"ถ้าพวกพ่อค้ากลับไปถึงธีสธรัล กษัตริย์ของพวกมันก็จะรู้ว่าเราลักลอบจัดตั้งกองทัพขึ้นน่ะสิ"

เอเดรียนพยักหน้าเบาด้วยยอมรับว่าหวั่นเกรงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา นั่นก็คือธีสธรัลอาจจะหันเป้าหมายมาหาเขาซึ่งเป็นแม่ทัพโดยลับนั่นเอง แต่นั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่มสนใจสักเท่าไหร่ เพราะเหตุการณ์นี้เหมือนจะเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปีกลายที่ผ่านมา "นั่นไม่สำคัญหรอก จาเร็ตต์ ตอนนี้เราต้องคิดหาวิธีเจรจากับแอสทารอธมากกว่า"

ทว่าที่ปรึกษาคนสนิทกลับส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วย "เจ้าเห็นผลเจรจาอยู่แล้ว เหตุใด..."

"ข้ามีทางเลือกอื่นหรือ" เอเดรียนสวนขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบ "จะให้ข้าปล่อยอาเดรียเป็นไปตามชะตากรรม ปล่อยให้พวกธีสธรัลกลับเข้ามามีอำนาจโดยไม่ทำอะไรหรือไร" แม่ทัพหนุ่มหลับตาลง "จะให้ข้าปล่อยพวกมันฆ่าผู้นำของเราอย่างนั้นหรือ เจ้าก็รู้... ว่าข้าเป็นคนหนึ่งที่ยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้"

ท่านชายซินญอร์มีบุญคุณกับเอเดรียน... หรืออาจะเรียกว่าหนี้ชีวิต

แม้ว่าเจ้าเมืองจะทำผิด แต่หากหักหาญต่อต้านไปก็มีแต่จะกลายเป็นคนเนรคุณ "เราไม่เคยลองติดต่อกับแอสทารอธ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้เข้าถึงยากอย่างที่เราคิดก็เป็นได้" คนพูดพยายามปลอบตัวเอง แม้ว่ายิ่งคิด ชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกมืดบอด เซนทอร์เป็นอมนุษย์ และพวกเขาก็เป็นอมนุษย์ประเภทที่เข้าหาได้ยากที่สุด พวกครึ่งม้าแต่ละคนล้วนเกิดมาเป็นอัศวิน และด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันจนเกินไปทำให้เซนทอร์พร้อมที่จะหันดาบใส่ทุกคนที่ไม่ได้มีสี่ขา...

กระทั่งพวกภูตไม้ที่เป็นอมนุษย์เหมือนกันยังออกปากว่าเซนทอร์เข้าใจยาก

นับประสาอะไรกับมนุษย์ปุถุชนอย่างเขาเล่า

จาเร็ตต์พยักหน้ารับรู้และเข้าใจขณะนั่งลงที่เก้าอี้โซฟาอีกตัวใกล้ๆกัน "เช่นนั้นในฐานะผู้ติดตาม ข้าก็ควรจะสนับสนุนเจ้า ถูกหรือไม่เล่า" ร่างโปร่งว่า "ข้าเชื่อว่าลึกๆ แล้วเซนทอร์ก็อยากติดต่อกับอาณาจักรอื่นบ้างเช่นกัน แต่พวกเขาก็กลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย" คนสนิทออกความเห็น และพยายามจะหาวิธีช่วยผู้เป็นนาย "เจ้าคิดว่าทูตของฝ่ายนั้นจะประนีประนอมมากกว่าเซนทอร์ตนอื่นหรือเปล่า... ข้าเคยได้ยินแต่เรื่องของแม่ทัพหญิงโมนา"

จาเร็ตต์เงียบไปครู่หนึ่งเมื่อนึกถึงวีรกรรมที่ทุกคนเล่าขาน

"นางได้ชื่อว่าเป็นสตรีที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์นักรบ" แทนที่จะช่วยให้กำลังใจ แต่จาเร็ตต์คิดว่ามันดูเหมือนมันจะยิ่งเพิ่มความหดหู่ให้ความหวังอันริบหรี่ตรงหน้า "แต่เซนทอร์ก็ไม่เหมือนแม่ทัพหญิงเสียทุกคนหรอก จริงไหม" เมื่อมานั่งพูดคุยกันแบบนี้ จาเร็ตต์ก็เริ่มรู้สึกว่าพวกเขารู้เรื่องเกี่ยวกับแอสทารอธน้อยมาก แล้วท่านชายซินญอร์ยังดึงดันจะส่งพวกเขาไปเจรจาถึงถิ่นหรือ

เชื่อว่าหากกระทำอะไรผิดมารยาทแม้แต่นิดเดียว การเอาชีวิตรอดออกมาก็ดูจะเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน

"ข้าคิดว่าพวกพรานป่าที่ตระเวนแถบชายแดนน่าจะมีคนรู้เรื่องเซนทอร์บ้าง ได้ยินว่าพวกเขาพบเจอกับคนครึ่งม้าอยู่บ่อยๆ ทว่าไม่ได้มีใครเข้าไปคลุกคลีด้วย" จาเร็ตต์ว่า "เรายังพอมีเวลาใช่หรือเปล่า เราควรจะเริ่มจากการพูดคุยกับพวกพรานป่าแล้วก็..."

"ผู้นำฝ่ายทูตของแอสทารอธคือ ท่านหญิงลีอาห์ ราชเลขาแห่งแอสทารอธ" เอเดรียนตัดบทของคู่สนทนา เพื่อบอกอีกฝ่ายว่าเขาลงมือสืบเรื่องนี้ด้วยตนเองมาแล้ว "ได้ยินว่านางมีทักษะในการพูดและคารมคมคายแยบยลน่าฟัง แม้ไม่แน่ใจเรื่องอุปนิสัยส่วนตัวของนาง แต่นางเป็นทูตที่สามารถผูกการค้าของอาณาจักรเอลฟ์เธสซาลีย์เอาไว้ได้ถึงร้อยละเจ็ดสิบ นั่นคือเหตุผลที่เธสซาลีย์ไม่ใคร่จะติดต่อกับเรา"

หากตัดเรื่องค่าเช่าเรือที่แสนแพงและกฎระเบียบเคร่งครัดของพวกเซนทอร์ออกไปแล้ว การค้าขายกับพวกเขาก็ดูจะได้รับความนิยมอยู่มาก อมนุษย์เหล่านี้มีความเป็นอัศวินอยู่ในสายเลือด ดังนั้นกฎระเบียบจึงเคร่งครัด และไม่มีการผ่อนปรน แต่ความซื่อตรงซื่อสัตย์ปราศจากการฉ้อฉลเป็นจุดแข็งที่สุดที่ทำให้หลายเมืองยอมติดต่อค้าขายด้วย

รวมทั้งคู่ค้าคนสำคัญของอาเดรียอย่างเธสซาลีย์ ...มหาอาณาจักรของชาวเอลฟ์

จาเร็ตต์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความฉงน "เจ้าไปรู้มาจากไหนกันน่ะ"

"เจ้าอย่าเพิ่งตำหนิข้าก็แล้วกัน หากข้าพูดไป" เอเดรียนหัวเราะเบาๆ กับตัวเองก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง "ข้าไปได้ยินพวกชาวบ้านในตลาดกลางเล่าต่อกันว่ามีพรานหนุ่มมากฝีมือคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้น และมักจะมากับเนื้อสัตว์ที่ล่าได้ยากอย่างเช่นวัวป่า หรือกระทิงป่า ด้วยความที่ข้าอยากได้ยอดฝีมือมาร่วมคณะอีกจึงได้ลองตามหาพรานหนุ่มผู้นั้นดู"

จาเร็ตต์มุ่นคิ้วทันทีที่ได้ยินดังนั้น "เจ้าก็รู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่ไม่ควรออกไปตามหาใครแบบนั้น"

"จาเร็ตต์..." ร่างสูงเหลือบมองคนสนิทเล็กน้อยเหมือนต้องการเอ็ดว่าเขายังพูดไม่จบ "ข้าก็เลยไปดักรอเขาที่ร้านขายเนื้อตามที่พวกชาวบ้านบอก จนเจอเข้าในวันหนึ่ง" คนพูดนิ่งเงียบไปอีกครู่หนึ่งราวกับกำลังคิดว่าควรจะเล่าอย่างไรไม่ให้ตนเองถูกคนสนิทตำหนิอีก "ข้าสังเกตพฤติกรรมเขาอยู่นานจนมั่นใจว่าเขาไม่ใช่คนที่มีพิษมีภัยแน่นอน"

"เหตุใดข้าจึงไม่รู้เรื่องนี้ เจ้าพบเขาเมื่อไหร่กัน" จาเร็ตต์เป็นคนสนิทของเอเดรียน ...อย่างน้องก็สนิทที่สุด เขาจึงแปลกใจที่ไม่เคยรู้ว่าก่อนว่าสหายหรือเจ้านายของตนดอดออกไปเพื่อทำเรื่องเช่นนี้ ทั้งที่มันมีความเสี่ยงอย่างมากที่สุดสำหรับอีกฝ่าย

"ประมาณสามหรือสี่เดือนที่แล้ว"

"แล้วอย่างไรต่อ... จู่ๆ เขาก็มาเล่าให้เจ้าฟังเรื่องเซนทอร์รึ"

แม่ทัพหนุ่มหัวเราะสั้นๆกับคำแดกดันของสหาย "ข้าลองเข้าไปทำความรู้จักกับเขา เพื่อจะถามว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน... เขาจึงเสนอให้ข้าซื้อหนังเสือราคาแพง  แล้วเขาจึงจะบอกชื่อ" น้ำเสียงของคนพูดดูจะเอ็นดูปนชื่นชมอยู่มาก จนจาเร็ตต์นึกเป็นห่วง "เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก เขาไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร"

"แต่เจ้าก็น่าจะรู้ว่าสายลับทุกคนรู้ว่าเจ้าเป็นใครทว่าทำเหมือนไม่รู้... อย่างเวห์เซีย"

เมื่อพูดชื่อนี้ขึ้นมา เอเดรียนก็ขมวดคิ้วมุ่นและเพ่งสาตาไปที่คนพูดราวกับสั่งให้เงียบเสีย "ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีกหรอก" มันเป็นความทรงจำที่ทั้งคับแค้นและเจ็บปวด เมื่อพูดถึงคนรักเก่าที่เขาทั้งรักและชิงชัง ผู้หญิงที่ธีสธรัลส่งมาค้นหาความลับของอาเดรียและเปิดโปงว่าเขาคือแม่ทัพที่ท่านชายซินญอร์ลักลอบแต่งตั้ง เอเดรียนเคยถูกจับไปที่ธีสธรัลและถูกทรมานจนปางตาย แต่ก็รอดชีวิตกลับมาได้เพราะท่านชายซินญอร์

"เอเดรียน..."

"ไม่ต้องพูดแล้ว" ร่างสูงลุกขึ้นนั่งในที่สุด และลุกขึ้นยืนอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะคว้าผ้าคลุมไหล่ของตนขึ้นมา "บอกพี่ชายของเจ้าให้เตรียมตัวเดินทางด้วย ในเวลาไม่เกินสามวัน เราคงจะต้องไปแอสทารอธกัน" เมื่อออกคำสั่งแล้ว คนพูดก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้อง โดยที่คนสนิทขมวดคิ้วมุ่นมองอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง

"เจ้าจะไปไหน"

"ไปพบพรานป่าผู้นั้น..."

แม่ทัพใหญ่เร่งฝีเท้าลงมาจากชั้นสอง และเข้าไปในโรงเก็บม้าเพื่อพาอาชาคู่ใจออกมาขึ้นขี่ ขณะที่คนสนิทรีบตามลงเพื่อห้ามปรามแม่ทัพใหญ่ที่พยายามจะดื้อใส่เขาเป็นเด็กๆ "เอเดรียน... อย่ารั้นน่า! เจ้ายังไม่รู้ว่าเขาเป็นใครเลยไม่ใช่รึ... แล้วนี่ถึงขั้นอยากได้มาร่วมคณะ มันไม่สะเพร่าไปหน่อยหรือ!"

"อย่างน้อยหากพามาที่นี่ เจ้าจะได้ช่วยข้าพิสูจน์อย่างไรเล่า!"

  


   

รีดาห์ยังรั้งรออยู่ที่เลาน์เรน เมืองหลวงแห่งแอสทารอธ เพื่อพักผ่อนอีกสักระยะก่อนจะบึ่งกลับไปที่มารินา หลังจากวิ่งกลับมาเต็มเหยียดเพียงเพื่อรับรู้คำสั่งสั้นๆของเลสธีราห์ว่า ฝากดูแลทางนี้ด้วยเซนทอร์หนุ่มเดินไปยังด้านหลังของพระราชวังอัสเธียร์ซึ่งเป็นโรงเก็บเรือขนาดใหญ่ที่สุดของแอสทารอธ มันเชื่อมต่อกับแม่น้ำสายหนึ่งที่จะไหลสู่ตะวันออกสู่อ่าวมารินาในที่สุด

โรงเก็บเรือรบเซเลสต์

เรือรบที่เก่าแก่ที่สุดของอาณาจักรเซนทอร์ และเป็นเรือรบในตำนานลำสุดท้ายที่เหลือจากสงครามของแอสทารอธกับอัสคาห์ "รีดาห์..." เสียงนุ่มละมุนดังขึ้นด้านหลัง ทำเอาเซนทอร์หนุ่มสะดุ้งจนเกือบลื่นพื้นหินอ่อนที่ทอดยาวเข้าไปในโรงเก็บเรือ เขาหันหน้าไปหาเซนทอร์หญิงที่เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะยิ้มรับและค้อมหัวต้อนรับอย่างนอบน้อม

"ท่านหญิงลีอาห์"

ท่านหญิงลีอาห์เป็นสตรีร่างเล็ก เรีกได้ว่าค่อนข้างเล็กหากเทียบกับเซนทอร์หญิงด้วยกัน นางมีผมสีน้ำตาลแดงสม่ำเสมอ ต่างจากรีดาห์ที่มีผมสีแดงสลับขาวเช่นเดียวลำตัวของเขาที่เป็นอาชาขนด่าง ราชเลขาแห่งแอสทารอธสวมกระโปรงยาวที่ถักทอจากผ้าหนัง ร่างกายท่อนบนปกปิดมิดชิดด้วยผ้าชนิดเดียวกัน "นานสักครั้งที่จะเห็นใครอื่นนอกจากเหนือหัวดาเรียสเข้ามาที่นี่" ท่านราชเลขาเดินไปตามทางหินอ่อนที่ทอดยาวไปถึงลำเรือเซเลสต์ กีบเท้าของนางกระทบพื้นเป็นจังหวะการก้าวช้าๆและสง่างาม

ท่านหญิงทอดยิ้มจางก่อนจะเป็นฝ่ายชวนรีดาห์พูดคุย ช่วงนี้เจ้าอาจจะต้องเหนื่อยสักหน่อย มีหลายเรื่องประดังประเดเข้ามาพร้อมกันเช่นนี้ ไม่ได้มีแต่ฝ่ายทหารหรอกที่ปวดหัวไปตามๆกันรีดาห์ไม่ใช่ขุนนางระดับสูง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เข้าร่วมการประชุมในสภาขุนนาง แต่ก็พอจะรู้เรื่องจากผู้อื่นมาบ้างว่าในตอนี้แอสทารอธกำลังเผชิยหน้ากับปัญหาอะไรบ้าง

ทั้งฤดูค้าขายที่ใกล้เข้ามาทว่าสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ก็ยิ่งหาได้ยากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องพิพากชายแดนทางทะเลระหว่างแอสทารอธกับอาเดรีย และเรื่องที่จู่ๆ อาเดรียก็สั่งปิดท่าเรือออโรราและจุดชนวนสงครามเย็นระหว่างสามอาณาจักรขึ้นมา และแน่นอนว่าแอสทารอธจะต้องเขาร่วมเป็นอาณาจักรที่สี่อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่จะยื่นมือเข้าร่วมอย่างไรให้สวยงาม... นั่นคือหน้าที่ของเลสธีราห์

รีดาห์อ้าปากเหมือนพยายามจะคิดหาคำพูดมาสนทนาต่อ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนเรื่องกลางครัน

นี่เรากำลังจะก้าวสู่สงครามรึเปล่าขอรับ ท่านหญิง"

"ไม่หรอก" ท่านหญิงตอบ "สงครามไม่เกิดง่ายขนาดนั้น ทั้งไอย์ชวลและธีสธรัลต่างก็เบื่อหน่ายสงคราม หากไม่ถึงที่สุดก็คงจะไม่เกิดศึกหรอก" ผู้นำทุกอาณาจักรที่เห็นแก่ประชาชนย่อมเห็นพ้องต้องกันว่าการศึกให้โทษมากกว่าประโยชน์ หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ ย่อมไม่มีผู้นำที่ดีคนไหนอยากพาประชาชนของตนออกไปสังเวยชีวิตกลางสนามรบอย่างแน่นอน

"แต่ก็มีโอกาสใช่ไหมขอรับ"

"อืม มี..."

"แล้วถ้าอาเดรียไม่ยอมอ่อนข้อ เราจะร่วมไปกับพวกเขาไหม"

"เราต้องมองประโยชน์ของอาณาจักรเป็นใหญ่ หากอาเดรียคิดจะยื้อความขัดแย้งก็คงเป็นการยื้อที่พวกเขาได้ประโยชน์แน่ๆ แต่ถ้ามันเป็นโทษสำหรับเรา แอสทารอธก็คงจะไม่สอดมือเข้ายุ่งหรอก" ลีอาห์ตอบ "เราไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เพียงแต่องค์เหนือหัวดาเรียสต้องการจะขยับขยาย และหาความเจริญก้าวหน้าให้กับอาณาจักรเราเท่านั้น"

เซนทอร์ละทิ้งแผ่นดินใหญ่มานานเกินไป พวกเขาหันไปพึ่งพาชาวเอลฟ์และศรัทธาในดวงดาวมากเกินไป ในตอนนี้เผ่าคนครึ่งม้ากำลังจะถูกลบเลือนออกจากความทรงจำ แต่เดิมที่เรือของแอสทารอธนั้นเป็นหนึ่งในทะเลเทเทส ตอนนี้กลับเป็นเรือของธีสธรัลที่ต้านแรงลมได้ดีกว่า แต่เดิมที่สรรพาอาวุธของเซนทอร์เป็นที่โด่งดัง ตอนนี้กลับเป็นฟาวสต์ที่ครอบครองเหล็กกล้า แต่เดิมที่แอสทารอธเป็นเมืองของอัศวินครึ่งม้าชั้นสูง ตอนนี้เหลือเพียงสมญา 'อาชาโดดเดี่ยว' แทน...

และหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป องค์เหนือหัวดาเรียสเชื่อว่าแอสทารอธอาจจะเหลือเพียงชื่อ

...ในตอนนี้แอสทารอธจะต้องก้าวหน้า

พวกเขาหยุดก้าวมานานและภาคภูมิใจกับความสำเร็จในอดีตโดยไม่ได้เหลียวมองว่าอาณาจักรอื่นๆได้ก้าวขึ้นมาทัดเทียมกันแล้วเช่นกัน และกำลังจะนำหน้าในไม่ช้านี้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องรีบออกเดินด้วยขาทั้งสี่ของเซนทอร์ พวกเขาจะต้องเรียนรู้ว่าพวกเขามีสิ่งใดที่เหนือกว่าเมืองอื่นๆในตอนนี้ และไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาจะต้องรีบขวนขวายค้นหา

นั่นคือภารกิจที่เลสธีราห์ได้รับมอบหมาย

  


   

ม้าศึกส่งเสียงครางในลำคอเมื่อพาเจ้านายของมันมาถึงจุดหมาย นั่นก็คือชายแดนทางตะวันตก ณ จุดที่ลำธารสองสายไหลมาบรรจบกันเป็นหนึ่งเดียวซึ่งจะกลายเป็นเส้นแบ่งกั้นดินแดนให้ฝั่งหนึ่งเป็นของอาเดรีย และอีกฝั่งหนึ่งเป็นของแอสทารอธ เอเดรียนกระโดดลงจากหลังม้าและจูงมันไปที่ริมตลิ่งเพื่อให้อาชาคู่ใจได้พักดื่มน้ำหลังจากวิ่งห้อมาเกือบครึ่งค่อนวัน

"หวังว่าวันนี้คงจะได้พบกันนะ"

อัลธอร์ก้มหน้าลงดื่มน้ำ รอบตัวรายล้อมไปด้วยต้นไม้สูงชะลูดและเสียงนกร้องเซ็งเซ่ซึ่งบอกถึงเวลาที่สรรพสัตว์เริ่มกลับรัง แต่ถึงกระนั้นแม่ทัพใหญ่ก็ไม่มีความคิดที่จะเดินทางกลับอยู่ดี เพราะที่แห่งนี้เปรียบเสมือนจุดนัดพบ แม้ไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ที่เขากำลังรอคอยอยู่นั้นจะมาเมื่อไหร่ และจะเดินทางมาหรือไม่ก็ตาม

ริมน้ำแห่งนี้ก่อนดวงอาทิตย์ตก... มันคือจุดนัดพบอย่างไม่เป็นทางการที่พวกเขารู้แก่ใจ

"พรานป่า...รึ"

อาชาคู่ใจเงยหน้าขึ้นจากน้ำ และมองซ้ายขวาพร้อมกับขยับหูขึ้นฟังเสียงการเคลื่อนไหวรอบตัว มันสัมผัสได้ว่าบรรยากาศเริ่มไม่ชอบมาพากล ก่อนจะก้มลงใช้หัวดันเจ้านายที่ยืนอยู่ข้างๆพยายามบอกให้เขารีบหันหน้ากลับบ้าน "ข้ารู้แล้วน่า... เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก" ชายหนุ่มเสยผมสีเข้มชื้นเหงื่อให้พ้นหน้า โดยที่ไม่ขยับตัวเดินไปไหนอย่างที่ม้าคู่ใจอ้อนวอน

สายตาคู่หนึ่งจับจ้องทั้งสองจากพุ่มไม้ระวังระไว ดวงตาสีฟ้าเข้มเพ่งเล็งไปที่ร่างที่กำลังเคลื่อนไหว ประสาทหูเงี่ยฟังฝีเท้าของม้าศึกที่เริ่มย่ำวนลุกรนราวกับรู้ตัวว่าเป็นเป้า ขณะที่เอเดรียนเองก็จับด้ามมีดกระชับมั่นอย่างรู้ตัวเช่นกัน

สวบ!

ม้าศึกยกสองขาข้าขึ้นตะกุยอากาศตื่นตระหนก จังหวะเดียวกับที่แม่ทัพหนุ่มหมุนตัวหันปลายมีดยาวหวังจะต่อสู้กับผู้ประทุษร้าย

"...!..."

แต่แม่ทัพหนุ่มกลับสะดุ้งเมื่อพบว่าสิ่งที่เขาคิดไว้ต่างออกไปจากที่คาด เพราะตรงหน้านั้นไม่ใช่เสือ หรือว่าสัตว์ที่จ้องจับเขาเป็นอาหาร ทว่าเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งอีกคนหนึ่งที่ง้างศรจ่อหยุดตรงหน้าเขาพอดี "..." ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะด้วยอารามตกใจ แต่แล้วเอเดรียนก็ค่อยๆ เหยียดมุมปากขึ้นยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าคนที่ตนอุตส่าห์มารอถึงถิ่นที่ปรากฎตัวออกมาในที่สุด

"เลสธีราห์..."

ร่างโปร่งยิ้มตอบเล็กน้อยก่อนลดอาวุธในมือลง และตรงเข้าไปปลอบม้าที่ยังอยู่ในอาการตื่นตระหนก "เจ้าไม่ฟังความอัลธอร์เช่นนี้ ประเดี๋ยวมันก็ตกใจวิ่งหนีหายไปไหนเสียหรอก" มือเรียวยาวขาวซีดของผู้มาถึงลูบจากปลายจมูกขึ้นไปถึงหน้าผากของม้าศึกอย่างคุ้นเคยสนิทสนม และเหลือบมองเจ้าของม้าด้วยสายตากึ่งตำหนิกึ่งขบขัน "แล้วนั่นคือทักษะที่เจ้ามีทั้งหมดรึ... ขุนนาง เชื่องช้าขนาดนั้น หากเป็นเสือจริงก็คงจะถูกขย้ำตายไปแล้วแน่ๆ"

"ก็ใครกันที่บอกว่าถ้าอยากมาพบก็ให้มาที่นี่น่ะ"

พวกเขามาพบกันที่ริมน้ำแห่งนี้เกือบทุกวัน หากไม่นับวันที่พบกันครั้งแรกในตลาด เลสธีราห์เป็นผู้แนะนำสถานที่แห่งนี้ ชายหนุ่มกล่าวว่ามันเป็นสถานที่ที่เขาโปรดปราน แม้ว่าจะเป็นป่าชายแดนที่ดูน่ากลัว แต่ริมธารแห่งนี้กลับมีบรรยากาศที่สงบและธรรมชาติที่สวยงามชวนหลงใหลที่เขาจะต้องมาพักผ่อนที่นี่ในทุกวัน

ดังนั้นมันจึงกลายเป็นจุดนัดพบอย่างไม่เป็นทางการในทุกเย็น

"ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่แถวนี้"

เลสธีราห์มีผมสีอ่อนยาวปรกบ่า ดวงตาสีฟ้าสดที่โดดเด่นขึ้นมาด้วยแพขนตาสีน้ำตาลอ่อนที่ดูเหมือนจะยาวกว่าปกติ จมูกโด่งเป็นสันเห็นชัด ซึ่งรับกับริมฝีปากบางอย่างลงตัว "ข้าไม่ได้มาที่นี่ตั้งสองสัปดาห์ เหตุใดเจ้าคิดว่าข้าจะอยู่แถวนี้ได้" อีกฝ่ายหัวเราะร่วนเมื่อได้ยินเอเดรียนว่าอย่างนั้น ก่อนจะปล่อยมือออกจากม้าตัวโตแล้วหันมาหาคู่สนทนา

แม่ทัพหนุ่มยิ้มขัน "ข้าเห็นรอยเท้าของเจ้า..."

เขามองต่ำลงไปที่ริมตลิ่ง ซึ่งเป็นดินเนื้ออ่อน และปรากฎรอยเท้าของของเลสธีราห์ที่ดูเหมือนจะเดินลงไปในลำธาร "ก็น่าแปลกดีที่พรานป่ามาอาบน้ำแถวนี้เสียได้ เหตุใดจึงไม่กลับบ้านช่องไปอาบน้ำให้สบายตัว" ร่างสูงเลิกคิ้ว "ถ้าไม่ใช่เจ้ามารอพบข้าแล้วจะเป็นใครไปอีกเล่า"

"อา... สำคัญตัวเองผิดหรือเปล่า ขุนนาง น้ำแถวนี้อาจจะแค่เย็นถูกใจข้าก็ได้นะ" ร่างโปร่งยิ้มเล่นหัว "ดูเหมือนว่าข้าคงจะต้องเปลี่ยนสถานที่พักผ่อนเสียแล้ว เพราะมีเจ้ามากวนใจได้ทุกวี่ทุกวันเลยเชียว" คนตรงหน้าสะพายกระบอกธนูไว้ที่บั้นเอว  และคันศรก็อยู่บนบ่าขาวเปล่าเปลือย แม้ว่าจะเป็นลักษณะของพรานป่า แต่เอเดรียนก็ไม่เคยเห็นพรานป่าชาวอาเดรียแต่งตัวแบบนี้มาก่อน

อันที่จริงลักษณะของอีกฝ่ายดูไม่ใช่ชาวบ้านชนชั้นธรรมดาเลยด้วยซ้ำ

เลสธีราห์ย่อตัวลงนั่งและใช้สองมือประคองน้ำขึ้นมาดื่มชิดริมฝีปาก เมื่อเห็นดังนั้น เอเดรียนจึงย่อตัวลงนั่งบ้างและดื่มน้ำตามที่อีกฝ่ายทำ ทว่าความที่เขาไม่ได้ทำแบบนี้เป็นกิจวัตร ทำให้สองมือไม่สามารถอุ้มน้ำขึ้นมาถึงริมฝีปากได้ และไหลลงไปตามแขนจนแขนเสื้อเปียกชุ่มไปหมด "พวกขุนนางเขาไม่เคยเรียนวิธีดื่มน้ำจากมือหรืออย่างไร" ร่างโปร่งหัวเราะเบา แต่ก็ไม่ได้อาสายื่นมือเข้าช่วยอีกฝ่ายแต่อย่างใด

"คราวหน้าเจ้าน่าจะนำแก้วมาด้วยนะ ได้ยินว่าของใช้ของพวกขุนนางสวยงามมีราคาทั้งนั้น"

เอเดรียนปาดหยดน้ำจากริมฝีปากของตัวเองขณะร่วมหัวเราะไปด้วย "ข้าบอกแล้วนี่... เหตุผลที่ข้าชอบมาที่นี่ เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ขุนนางสักวันหนึ่ง" คนฟังยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้นยิ้ม ก่อนจะยืดตัวขึ้นยืนพร้อมกับหญ้าอ่อนริมธารที่เพิ่งเด็ดออกมาเมื่อครู่นี้ และยื่นให้อัลธอร์กินเพื่อสร้างความคุ้นเคย

"แต่เจ้าก็ปลีกเวลามาเพียงแค่ตอนเย็น จะนับเป็นหนึ่งวันได้อย่างไร"

เอเดรียนยิ้มขำ "ต่อให้ข้ามาทั้งวัน ก็ได้พบเจ้าแค่ตอนเย็นไม่ใช่หรือไง"

"ในที่สุดก็สารภาพเองว่ามารอพบข้า... " เลสธีราห์หัวเราะ และเริ่มจูงม้าสีน้ำตาลเพื่อพาเดิน ซึ่งน่าแปลกที่มันยอมตามแต่โดยดี "วันนี้อาเดรียวุ่นวายมากเลยไม่ใช่หรือไร แล้วขุนนางอย่างเจ้ามีเวลาว่างมาเตร็ดเตร่ถึงที่นี่ด้วยหรือ" เมื่ออีกฝ่ายออกเดิน เอเดรียนก็เข้ามาจูงม้าของตนและเดินอยู่เคียงข้างกัน "หรือเป็นเจ้านี่เองที่ถ่วงความเจริญของอาณาจักรด้วยการหนีประชุมขุนนางน่ะ หืม" ร่างโปร่งหยอกเย้า แม้จะเป็นคำหยอกที่ฟังดูแรงไปเสียหน่อยก็ตาม

"เจ้าเด็กนี่... ไม่กลัวโดนข้าลากไปตัดลิ้นบ้างหรือไร"

เลสธีราห์หัวเราะอีกครั้งเมื่อได้ยินเช่นนั้น "เจ้าน่ะหรือจะลากข้าไปตัดลิ้นได้ แค่หยิบมีดก็ช้าปานนั้นแล้ว" ทั้งคู่หัวเราะไปพร้อมๆกัน ก่อนที่เอเดรียนจะหันไปเปิดกระเป๋าหนังที่อยู่บนหลังม้าก่อนจะส่งห่อผ้าห่อหนึ่งให้เลสธีราห์

"นี่มันอะไรกัน..."

ในห่อผ้านั้นมีมีดอยู่เล่มหนึ่ง ซึ่งแม้จะไม่ใช่งานปราณีตที่ดูมีมูลค่ามากมาย แต่เลสธีราห์ก็บอกได้จากรูปร่างและความเงาของมัน ว่ามีดเล่มนี้มีความคมพิเศษเลยทีเดียว "ให้ข้ารึ ...มันไม่ได้มีค่าเกินกว่าที่พรานอย่างข้าจะครอบครองหรือไร" เมื่อไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อ เลสธีราห์ก็เก็บมีดไว้ในห่อผ้าตามเดิม "แต่วันนี้ข้าไม่มีหนังสัตว์มาให้เจ้าหรอกนะ"

"คิดเสียว่าเป็นของขวัญ..." เอเดรียนยิ้มจางอย่างเอ็นดู "พรานป่าควรจะมีมีดดีๆ ไว้ใช้สักเล่มหนึ่ง"

"คราวที่แล้วเจ้าก็ให้ของข้า คราวหน้าจะให้อะไรล่ะ นี่เป็นวิธีที่จะล่อให้ข้ามาหาเจ้าทุกวันหรือไง"

"ก็ได้ผลไม่ใช่หรือไร" เอเดรียนไหวไหล่ "แต่เจ้าก็หายไปเสียนาน ปล่อยให้ข้ามารอเก้ออยู่ได้ตั้งหลายวัน" ร่างโปร่งชะงักไปครู่หนึ่งเพื่อหาเหตุผลดีๆ ที่ฟังดูเป็นมนุษย์ธรรมดามาอ้างให้น่าเชื่อถือ เพราะหากบอกไปว่าตนออกทะเลไปล่าวาฬคงได้เป็นเรื่องป็นราวขึ้นมาแน่นอน

พวกเขาต้องมาพบกันทุกวัน... แม้ว่าทั้งคู่จะไม่เคยนัดหมายกันจริงๆเลยก็ตาม

"ข้าออกไปล่าสัตว์ที่ทางเหนือ เผื่อจะเจอตัวอะไรที่ราคาดีกว่ากวางบ้าง"

"แล้วเจอหรือไม่"

เลสธีราห์ส่ายหัวเบา "อาชีพพรานป่านี่ข้นแค้นขึ้นทุกวันเลยเชียว" ชายหนุ่มมองคู่สนทนาซึ่งแต่งตัวภูมิฐานสมเป็นขุนนางในมหาคฤหาสน์ "งานของขุนนางมีอะไรบ้างล่ะ ข้าได้ยินว่ามีแต่เรื่องประชุม" การแกล้งทำเป็นไม่รู้ในบางครั้งก็ยากยิ่งกว่าการเป็นคนโง่ แต่เพื่อเข้าหามนุษย์ระดับสูงสักคนเพื่อจะสืบข่าวคราว เลสธีราห์จึงจำเป็นต้องทำเช่นนี้

"ใช้สมองในการแก้ไขปัญหาน่ะสิ" ร่างสูงว่า "พักนี้ดูจะต้องใช้มากเป็นพิเศษเสียด้วย"

เลสธีราห์มุ่นคิ้วแสร้งทำเป็นไม่รู้และสงสัย แม้จะคาดเดาได้ว่าสิ่งที่ทำให้เหล่าขุนนางปวดหัวในตอนนี้คงไม่พ้นเรื่องของการปิดท่าเรือออโรรา แม้เอเดรียนจะไม่ใช่ขุนนางระดับสูงอย่างที่เลสธีราห์ต้องการสนิทสนม แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ไม่มีพิษมีภัยมากเท่าไหร่ "เจ้าชอบพูดเป็นปริศนาทั้งที่รู้ว่าข้าไม่มีหัวด้านนี้" ร่างโปร่งบ่นอุบ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าปัญหาที่เอเดรียนพูดถึงคืออะไร แต่ถ้าเขาแสดงภูมิออกไป แน่นอนว่าอีกฝ่ายจะต้องสงสัยอย่างแน่นอน

"เจ้าอายุเท่าไหร่ ทำไมถึงฟังเรื่องพรรค์นี้ไม่รู้เรื่องเล่า"

"เปลี่ยนมาเป็นซักประวัติข้าแล้วหรือไร" คนถูกถามหัวเราะ "เอาเถอะนะ ข้าไม่แปลกใจ ขุนนางก็ต้องระวังระแวงตัวเองเป็นธรรมดา... ข้าอายุยี่สิบสอง" เซนทอร์หนุ่มไหวไหล่ "แล้วเจ้าล่ะ หืม..."

วาจาฉะฉานค่อนไปทางโอหังเลยทีเดียว... เจ้าเด็กนี่

เอเดรียนหัวเราะกับตัวเอง "สามสิบสี่"

"แต่ดูไม่แก่เลยนะ" จู่ๆ แม่ทัพหนุ่มก็ไม่รู้จะตอบอะไรขึ้นมาเสียอย่างนั้น เพราะเขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่คู่สนทนาพูดออกมานั่นเป็นคำชมหรือคำล้อเลียนกันแน่ "สำหรับ... คนในหมู่บ้านข้าน่ะ อายุสามสิบขึ้นไปก็เริ่มแก่แล้ว" ร่างโปร่งเกือบจะหลุดคำว่า เซนทอร์ ออกไป แต่ก็ยั้งเอาไว้ทัน เลสธีราห์ขบริมฝีปากตัวเองเล็กน้อยด้วยความรู้สึกกดดัน หรือว่านิสัยพูดจาไปเรื่อยเปื่อยแบบนี้เองที่ทำให้คนมองว่าเขาเป็นเด็กยังไม่โต และไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือเลยแม้แต่น้อย

แต่อย่างเอเดรียนเองก็ดูเชื่อคนง่ายไม่สมขุนนางเลยไม่ใช่หรือไร...

"เจ้านี่ก็แปลกนะ ปากก็ว่าไม่ชอบสมาคมผู้อื่นถึงได้ปลีกวิกเวกออกมาตามลำพังแบบนี้ แต่ก็ยังนึกถึงหมู่บ้านตัวเองอยู่เหมือนกัน" แม่ทัพหนุ่มว่าและมองอีกฝ่ายอย่างกลั่นแกล้งจับผิด "ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเด็กหนีออกจากบ้านหรืออย่างไร" คำพูดนั้นแทงใจเลสธีราห์อยู่บ้าง เพราะในความเป็นจริงแล้วพฤติกรรมของเขาเขาก็อาจจะคล้ายกับที่เอเดรียนว่า

เซนทอร์ครึ่งเอลฟ์ที่ไม่รู้จะยืนในจุดไหนของสังคมเซนทอร์จึงขอปลีกตัวออกมา...

...เพราะอย่างนี้ซาฮาลจึงได้เหน็บแนมค่อนแคะฐานะของเขานัก

"มีธุระอะไร" เมื่ออีกฝ่ายพูดจาไม่เข้าหู เลสธีราห์ก็เริ่มหมดอารมณ์จะหยอกล้อ คิ้วเรียวกดมุ่นลงมาเล็กน้อยทำให้สีหน้าเรียบเฉยดูดุดันขึ้นมา "ธุระอันใดที่ขุนนางผู้สูงศักดิ์มีกับพรานชาวบ้านธรรมดาคนนี้"

"จะธรรมดาหรือไม่ เอาไว้ข้าตัดสินเองจะดีกว่า..."

เลสธีราห์ลอบยิ้มที่มุมปาก "ช่างเล่นลิ้นนักนะ" คนพูดหยุดเดิน และเอเดรียนก็พบว่าอีกฝ่ายพาเขามาส่งที่ชายป่า โดยเบื้องหน้าคือเส้นทางที่จะพาเขากลับไปยังปราการแห่งอาเดรีย "น่าเสียดาย... ดูจะหมดเวลาคุยสำหรับวันนี้แล้วกระมัง เห็นทีว่าเจ้าจะต้องเดินทางกลับเสียแล้ว"

"เจ้าไม่อยากรู้ธุระของข้าแล้วรึ เลสธีราห์"

"เหตุใดข้าจะต้องเอาธุระของคนอื่นมาใส่หัวตัวเองด้วย แค่ล่ากวางไม่ได้ก็น่าอนาถใจพอแล้ว" แม้จะเป็นการตอบโต้ที่ฟังดูรุนแรง แต่ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่ามันคือการหยอกเย้า และรู้สึกสนุกกับมันอย่างประหลาดเสียด้วย "กลับไปได้หรือยัง ไม่ใช่ขุนนางทุกคนหรอกนะ... ที่ข้าจะพามาส่งกลับบ้านแบบนี้ทุกวันน่ะ"

ทว่าเอเดรียนยังคงจับบังเหียนม้าอาไว้โดยยังไม่ขึ้นไปบนหลังของมัน "ข้าต้องการความช่วยเหลือ"

คนถูกเรียกกลับตบแผงคอม้าเบาๆ แทนคำปฏิเสธ "พรุ่งนี้ค่อยคุยกันน่า"

แม่ทัพใหญ่สูดลมหายใจช้าๆ แล้วค่อยผ่อนออกมาอย่างใจเย็น เพราะเรื่องนี้เขาคงรอพูดพรุ่งนี้อย่างที่เลสธีราห์บอกไม่ได้ "ข้าอยากให้เจ้ามาเป็นคนสนิทของข้า" นัยน์ตาสีฟ้าเหลือบขึ้นมองคนพูดอย่างไม่ค่อยอยากเชื่อหูตัวเองเท่าไหร่ เพราะคนที่เป็นขุนนางน่ะหรือจะชวนใครก็ไม่รู้ไปเป็นคนสนิทได้ แต่โอกาสนี้ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้หลุดมือไปได้เสียที่ไหน

"ไว้ใจข้าหรือไง" แต่ถึงกระนั้น เลสธีราห์คิดว่าตนควรจะสงวนท่าทีไว้บ้าง

"ยังไม่ไว้ใจหรอก แต่ฝีมือเช่นนี้จะปล่อยให้หลุดลอยไปก็น่าเสียดาย หากเป็นพรานชาวบ้านจริงยิ่งน่าเสียดาย" เอเดรียนตอบเรียบ "แต่หากไม่จริง... อีกไม่นานก็คงรู้กระมังว่าเป็นใคร" นัยน์ตาสีเข้มของอีกฝ่ายมองนิ่งเพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนอง แต่คู่สนทนากลับไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจและดูไม่ร้อนใจเลยสักนิดที่ถูกระแวง

"ตกลง ยังไงช่วงนี้ข้าก็ล่ากวางไม่ได้อยู่แล้ว คิดเสียว่าฆ่าเวลา..."

"เช่นนั้น... ไปแอสทารอธกับข้า"

"อะไรนะ!" ทั้งที่เพิ่งตกลงไปเมื่อครู่นี้แท้ๆ เลสธีราห์คิดว่าเขาควรจะได้ติดตามเข้าไปทำรู้จักกับขุนนางคนอื่นในมหาคฤหาสน์แห่งอาเดรียก่อนเสียด้วยซ้ำ แต่คำสั่งแรกกลับเป็นการบอกให้เขาออกเดินทางไปเมืองอื่นด้วย ซึ่งเมืองอื่นที่ว่านั้นก็เป็นเมืองบ้านเกิดของเขาเอง ...และผู้คนที่เดินทางเข้าไปติดต่อเจรจากับเมืองเซนทอร์แห่งนี้จะต้องสนทนากับท่านราชเลขาลีอาห์เท่านั้น

จะให้เขาแสร้งปลอมตัวเป็นมนุษย์ไปเจรจากับแม่ตัวเองอย่างนั้นหรือ!?

  


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #334 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:40
    นิสัยเลสน่ารักดีนะ
    #334
    0
  2. #237 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 17:22
    รู้สึกชอบเวลาที่เลสธีราห์คุยกับเอเดรียนจังค่ะ มันเป็นสองอารมณ์ปนๆ กันระหว่างคุยกันแมนๆ กับอารมณ์เด็กเกรียนลามปามผู้ใหญ่ (?)
    แล้วก็ชอบตอนที่รีดาห์คุยกับท่านหญิงลีอาห์ด้วยเหมือนกันค่ะ อารมณ์เด็กคุยกับผู้ใหญ่อีกนั่นแหละ แง คือแบบพวกระดับสูงคุยกันเองจะไม่ได้อารมณ์นี้นะคะ ต้องมาคุยกับรีดาห์ 55555555
    แต่ที่เลสธีราห์คิดว่าเอเดรียนไม่ใช่ระดับสูงนี่... จ้าาา เขาเป็นแม่ทัพจ้าาา ไม่สูงเลย เอเดรียนคงไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีค่ะ เป็นแม่ทัพแต่หน้าตาไม่ให้ ฟฟฟฟฟ
    แต่ที่จริงเราชอบเอเดรียนนะคะ ตั้งแต่ก่อนรีไรท์แล้ว เพราะหนึ่งคือแก่ สองคือละมุนค่ะ (?)
    #237
    0
  3. #233 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 16:40

    สิบสองปี  ต้อยเด็-------- แค่กๆ  ทำไมหยาบคาย ... แค่รอบเดียวเอ๊งงงงงงง

    เข้าใจวางแผนปูทางนะเลส ... หรือจริงๆเริ่มต้นคือ แค่เที่ยวเล่น....... ฮาาาาาาาาา

     

    ปะะะ  เด็กน้อยยย  ผู้ใหญ่ชวนไปเที่ยวววว

    .

    .

    .

     

    เที่ยวบ้านเกิดตัวเอ-------

    #233
    0
  4. #223 P_AHOLIC (@abcaholic) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2558 / 19:55
    ตอนเจอกันกลางดึกหายไปหรือเปล่าคะ หรือไม่กล่าวถึง
    #223
    1
    • #223-1 Panzer Magier (@khaosap) (จากตอนที่ 3)
      28 มิถุนายน 2558 / 20:13
      เอ๋... หมายถึงตอนไหนอ่ะคะ ' ' ??
      จริงๆก็แอบโยกย่อหน้าเยอะ อาจจะมึนๆอยู่บ้าง ขออภัยด้วยนะค๊า ^^'

      ขอบคุณที่ติดตามค่า
      #223-1
  5. #105 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กันยายน 2557 / 08:44
    กร๊ากกกกก เลสผู้น่าสงสาร แค่เป็นลูกครึ่งเองน้า ดูดีจะตาย(?) เฮ้ยยยยย ซาฮาลอ่ะ อย่าบอกนะว่าชอบรีดาร์ เลยหึงแล้วมาลงที่เลส//มโนสินะ เฮ้ย อย่ามีหลายคู่เลย เค้ามึนนน
    #105
    0
  6. วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 20:50
    งานงอกค่าาาาาาา. กลับบ้านเกิดไปเจรจากับแม่ตัวเอง โถ่เลสธีราห์ 555555555
    #35
    0
  7. #14 meiarchan (@meiar) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 22:52
    ตายแล้วววววววววววววววววววววววววว



    อ่านแบบเบลอๆมโนเยอะๆ(ห๊ะ?)จะได้ความว่าพระเอกเรารักแรกพบขอเลสแต่งงาน ฮิ้วววววววววววววววววววว/โดนไรเตอร์ตบกระเด็น



    ดูท่าว่าที่ลูกเขยจะได้เจอกับแม่ยายเร็วดีแฮะ 555
    #14
    0
  8. #13 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 09:05
    ตั้งแต่อ่านมาเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่นายเอกไม่ระทมทุกข์
    พ่อแม่มีพร้อม แถมเป็นเด็กหนีออกจากบ้าน ก๊ากกกก...ชอบ
    ทำไมรู้สึกเหมือนเรื่องนี้พระนาง(?)ไม่ถนัดเจรจาทั้งคู่เลยนะ เรื่องอื่นต้องมีสักคนที่ถนีดเรื่องแบบนี้อะ
    ว่าแต่เซนทอร์อายุขัยเท่าไหร่เหรอคะ?
    #13
    0