[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,287 Views

  • 359 Comments

  • 1,106 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    70

    Overall
    19,287

ตอนที่ 30 : [Re-Write] "เป็นแค่เอเดรียนของข้าก็พอ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 630
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    26 ม.ค. 60

รีดาห์ยืนมองกองซากศพของมนุษย์ที่ถูกลากมารวมกันด้วยสายตาเวทนา เท่าที่เขารู้มา พลทหารพวกนี้เป็นของคัสนาห์ และมารบตามคำสั่งของผู้นำหญิงแห่งคัสนาห์ ผู้เป็นพี่สาวของผู้นำอาเดรีย โดยที่พวกเขาไม่ได้มีความแค้นเคืองเป็นส่วนตัวกับใครเลยสักนิด ทว่ากลับต้องสังเวยชีวิตทั้งหมดแบบนี้ รีดาห์เองก็อยากรู้ว่าในอนาคตเอเดรียนมีแผนการอะไรในการจัดการกับความบาดหมางของท่านหญิงซินญอร่าที่กำลังจะมีต่อตน แม้ว่านั่นจะไม่ใช่สิ่งที่เซนทอร์ต้องสนใจก็ตาม

แต่เอเดรียนคิดจะทำอะไรต่อไป และอีกฝ่ายเป็นที่พึ่งให้กับสหายของเขาได้จริงหรือไม่

นั่นคือสิ่งที่รีดาห์อยากรู้...

แต่อีกสิ่งที่เซนทอร์หนุ่มอยากรู้ไม่แพ้กัน นั่นคือความหมายในคำพูดของซาฮาล ผู้ที่จู่ๆก็นำท่านหญิงโมนาและองครักษ์ส่วนตัวของนางซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือเดินทางมายังอาเดรีย โดยอ้างว่าต้องการยื่นมือเข้าช่วย แต่รีดาห์จำได้ว่าเขาไม่เคยขอร้องอะไรจากซาฮาล และไม่ได้ต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไรเลย

เขายอมให้ว่าที่เหนือหัวเห็นสัญญาฉบับนั้นเพื่อให้เข้าใจเจตนารมณ์ของเลสธีราห์

หรือว่าซาฮาลมาที่นี่เพราะต้องการจะช่วยเลสธีราห์กันหนอ

เช่นนั้นแล้ว ประโยคนั้นหมายความอย่างไรเล่า 'แล้วข้าเป็นเพื่อนเจ้าได้ไหม' ประโยคทำนองนี้ไม่เคยหลุดจากปากคนอย่างซาฮาล อีกทั้งน้ำเสียงที่แตกต่างออกไปจนสังเกตได้ มันไม่ใช่เสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจ หรือออกคำสั่งเหมือนเคย แต่กลับให้ความรู้สึกเว้าวอนอย่างประหลาด เขาจำได้ว่าอีกฝ่าย 'อกหัก' จากเลสธีราห์ แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้ว่าที่เหนือหัวแห่งแอสทารอธเปลี่ยนไปได้เชียวหรือ

...แต่เหตุผลใดกันที่ทำให้ว่าที่เหนือหัวซาฮาลเดินทางมาด้วยได้

เสียกีบเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะดังใกล้เข้ามาจากด้านหลัง แม้ได้ฟังเพียงเท่านั้น รีดาห์ก็รู้ดีว่าใครเป็นผู้มาเยือน ร่างโปร่งหันกลับไปพบหน้าเซนทอร์ร่างสูง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นแสดงออกถึงความประหลาดใจและแทนคำเซ้าซี้ให้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น

"เลสธีราห์ยังไม่ลงมาจากเรือ เท่าที่เซนทอร์ตนอื่นบอกข้า"

คำแรกก็ว่าถึงเลสธีราห์ ช่างสมเป็นซาฮาลเหลือเกิน... รีดาห์หัวเราะอยู่ในใจ

"เจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม" แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือคำถามต่อมาที่รีดาห์ไม่คิดมาก่อนว่าะได้ยินจากปากอีกฝ่าย เพราะที่ผ่านมา ในสายตาของซาฮาลจะมีเพียงเลสธีราห์เท่าานั้น ไม่ว่าสายตานั้นจะเป็นสายตาของความดูหมิ่น ดูแคลน ชื่นชม หรือท้าทายก็ตามที "ข้อเท้าพลิกไม่เข็ดหรือไร ใส่เกราะหุ้มข้อแบบนั้นอีกแล้ว" สำนวนการพูดของซาฮาลมักเป็นไปในเชิงตำหนิราวเป็นพ่อก็ไม่ปานอยู่แล้ว ดังนั้นรีดาห์จึงเลิกจะใส่ใจ

"ไม่ได้พลิก... ไม่ได้ล้มด้วย"

เซนทอร์หนุ่มถอยเท้าก้าวหนึ่งก่อนจะเลี่ยงเดินห่างออกมาเพื่อไปดูที่เรือเซเลสต์ว่าเลสธีราห์ยังไม่ลงมาจริงหรือไม่ เพราะด้วยความเป็นเพื่อนแล้ว รีดาห์ก็อดห่วงสหายไม่ได้ แต่เมื่อก้าวเดิน ซาฮาลก็ก้าวเข้ามาเดินข้างๆอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน และเงาของอีกฝ่ายก็บังแสงอาทิตย์ที่กำลังตกดินให้รีดาห์จนมิด "เลสธีราห์ไม่ชอบเจ้า เจ้าก็รู้..."

"จะออกไปที่ท่าเรือนั่นมันไกล อาจจะยังมีศัตรูหลงเหลืออยู่ เจ้าจะเป็นอันตราย"

เหตุใดคนจองหองอย่างซาฮาลจึงได้เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อวันก่อนยังเป็นซาฮาลคนเดิมอยู่แท้ๆ รีดาห์เลิกคิ้วด้วยความงุนงงและพยายามจะนึกหาสาเหตุ ก่อนหน้านี้ซาฮาลก็ยังคงเป็นซาฮาล ทว่าเมื่อวันก่อนอีกฝ่ายถูกเลสธีราห์ปฏิเสธอย่างรุนแรงจนสูญเสียการควบคุมตนเองไปพักหนึ่ง

ถึงอย่างนั้นรีดาห์ก็ไม่คิดเลยว่าซาฮาลจะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้

รู้อย่างนี้น่าจะอกหักตั้งนานแล้วกระมัง

"ข้าดูแลตัวเองได้น่า"

"ทั้งที่ไม่ได้พกอาวุธมาสักชิ้นน่ะหรือ ท่านรองผู้บัญชาการ"

รีดาห์พยายามก้าวหนี แต่ด้วยความที่ขาของซาฮาลยาวกว่าทำให้เขาไม่รู้สึกอะไรในการก้าวตามให้ทัน "ไปกินอะไรมา ทำไมวันนี้ถึงใจดีเสียได้" เมื่อสลัดอีกฝ่ายไม่ได้ รีดาห์ก็เริ่มคิดก่อกวนแทน ด้วยความที่เขารู้ดีว่าซาฮาลขี้รำคาญและไม่พูดคุยไร้สาระ ดังนั้นการกวนประสาทอีกฝ่ายไปเรื่อยๆคงจะทำให้เซนทอร์หนุ่มยอมหันกลับไปเอง

"ยังไม่ได้กินอะไรทั้งนั้น ยกเว้นใบไม้ข้างทาง"

คนที่ไม่น่าจะพูดเล่นกลับหยอดด้วยใบหน้าราบเรียบเสียจนรีดาห์ต้องหยุดเดินและมองแผ่นหลังกว้างด้วยดวงตาที่เบิกโพลง "เจ้าเป็นอะไรแน่ๆ ซาฮาล..." เซนทอร์กำยำเอี้ยวร่างกลับมามองบ้าง ทำให้แสงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลังพวกเขาฉาบฉายบนใบหน้าคมคร้ามของอีกฝ่าย คัดเครื่องหน้าคมขึ้นมาด้วยแสงและเงา และเป็นอึดใจแรกที่รีดาห์คิดว่าอีกฝ่ายช่างสง่างามเหลือเกิน

"เจ้ามารบกับเลสธีราห์เพราะเจ้าตายเคียงข้างเพื่อนได้ใช่ไหม รีดาห์"

"..." เมื่ออีกฝ่ายพูดเรื่องนี้ขึ้นมาดื้อๆ คนที่ยังอยู่ในความงุนงงจึงไม่สามารถกล่าวอะไรตอบได้

"ข้าแค่คิดว่า ถ้าข้าเป็นเพื่อนกับเจ้าบ้าง... เจ้าจะตายข้างข้าได้รึเปล่า"

ความร้อนในร่างกายที่ไม่ได้เกิดจากการยืนตากแดดทำให้รีดาห์อ้าปากพะงาบอย่างปลาขาดน้ำและเบิกตาขึ้นเสียจนรู้สึกปวดเบ้า แต่เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังทำหน้าตลกๆอยู่ เซนทอร์ที่ตัวเล็กกว่าก็ได้แต่ก้าวเท้าผ่านร่างสูงไปพร้อมกับถองข้อศอกเข้ากับกล้ามเนื้อช่วงท้องเพื่อแก้อาการขัดเขินอันไร้สาเหตุ

"พูดจาแปลกๆ... ไปเรียบเรียงมาเสียใหม่นะ ว่าที่เหนือหัว"

นี่เขาพูดกับว่าที่ผู้นำแห่งแอสทารอธแบบนี้หรอกหรือ...

อนิจจาที่ทางเดินไปท่าเรือนั้นเป็นทางหินเล็กแคบ และกีบเท้าของม้าก็ไม่มีความสามารถยึดเกาะใดๆ ทำให้การเดินผ่านไปของรีดาห์เบียดร่างที่ใหญ่กว่าออกจากเส้นทาง และพลาดตกจากทางเดินอย่างรวดเร็วสู่อ่าวเบื้องล่าง

"ซาฮาล!"

"เหวอ! "

...ตูม!!!

น้ำทะเลเบื้องล่างส่งเสียง และแตกกระจายเป็นฝอยขาวเมื่อร่างของเซนทอร์หนุ่มตกลงไป ทว่าไม่กี่อึดใจต่อมา ว่าที่เหนือหัวแห่งแอสทารอธก็โผล่กลับมาอีกครั้งพร้อมกับหัวเราะเบาๆอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน "อย่าให้ข้าขึ้นไปได้เชียว!" เซนทอร์หนุ่มคืนร่างเป็นมนุษย์ และเริ่มมองหาหนทางที่จะกลับขึ้นไป รีดาห์ที่ยังตกใจอยู่เบื้องบนได้แต่มองหาเชือก โดยหวังจะให้อีกฝ่ายได้ปีนขึ้น และไม่ทันสังเกตถึงการมาถึงของท่านหญิงลีอาห์

"รีดาห์... เจ้าทำอะไร!" เซนทอร์หญิงที่บัดนี้อยู่ในร่างของมนุษย์แหงนพูดกับเซนทอร์ร่างเพรียวที่ดูจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะก้มลงไปมองพื้นทะเลเบื้องล่างซึ่งซาฮาลกำลังว่ายเข้าฝั่งด้วยตัวเอง "ซาฮาล!"

"ท่านหญิง...!" รีดาห์เบิกตาขึ้น "ข้าไม่ได้... เขาตัวใหญ่กว่าข้า ข้าไม่คิดว่าแค่เบียด เขาก็..."

"เจ้าตั้งใจผลักเขาตกลงทะเลอีกด้วยหรือ รีดาห์!"

ราชเลขาคืนร่างกลับเป็นเซนทอร์ก่อนจะวิ่งห้อเข้าไปในเมืองเพื่อลงไปรอรับการกลับมาของว่าที่เหนือหัวพร้อมกับออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง "ว่าที่เหนือหัวตกทะเล! พวกเจ้าไปหาผ้ามา! เตรียมน้ำอุ่นด้วย!!" รองผู้บัญชาการเซเลสต์ที่ไม่รู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไรจึงหันหัวกลับบ้าง และคิดว่าควรจะปล่อยเลสธีราห์เอาไว้ในเรือเซเลสต์ก่อน เพราะหากเขาไม่แสดงความรับผิดชอบกับเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะก็...

ราชเลขาลีอาห์คงมีบทลงโทษเขาอย่างแน่นอน




เป็นเวลาเย็นแล้วในยามที่ม้าเร็วเดินทางกลับไปถึงที่พักของผู้นำหญิงพร้อมกับข่าวที่ทำให้ซินญอร่าไม่อภัยตัวเองอย่างที่สุด และหลังจากทราบถึงความพ่ายแพ้และความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่แล้ว ท่านหญิงผู้นำก็สั่งไล่เหล่าคนรับใช้ใกล้ชิดออกไป "ไปให้พ้นให้หมด!!" น้ำเสียงของนางสั่นเครือ และจ้องมองผู้แจ้งข่าวซึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยอาการห่อเหี่ยวสิ้นหวัง

"เหลือแค่เจ้าอยู่ที่นี่ก่อน..."

"ข้าย้ำเตือนซินญอร์กี่ครั้งกี่หนแล้วว่าแม่ทัพใหญ่คิดการไม่ซื่อ แต่เจ้าเคยฟังบ้างหรือไม่!"

ท่านหญิงทุบมือลงกับเท้าแขนเก้าอี้จนรู้สึกเจ็บ แต่ความโกรธขึ้งและความโศกเศร้าทำให้นางไม่มีเวลาใส่ใจ "ในเมื่อเอเดรียนยึดอำนาจได้ในตอนนี้ สถานการณ์ทุกอย่างจะพลิกผันไปหมด อาเดรียจะเป็นผู้ได้เปรียบทันที ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาพึงกระทำ" สายตาของหญิงสาวเหลือบไปมองภาพวาดของน้องชายที่แขวนอยู่บนผนังห้อง "แต่สำหรับคัสนาห์ซึ่งเป็นเมืองผู้พี่แล้ว นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด" แต่เดิมแล้ว คัสนาห์และอาเดรียเป็นเมืองพี่น้องซึ่งกันและกัน โดยคัสนาห์นั้นเป็นผู้ให้ความช่วยเหลืออาเดรียในเรื่องของปัจจัยการดำรงชีพ ในขณะที่อาเดรียก็อุ้มชูคัสนาห์ในเรื่องเงินทองที่ขัดสน หากเทียบกับพวกมนุษย์ด้วยกันแล้ว อาเดรียอาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองที่มีความร่ำรวยมากที่สุดเลยก็เป็นได้...

ถ้าพูดถึงช่วงก่อนหน้าที่จะถูกธีสธรัลยึดครองอำนาจ

ท่านหญิงซินญอร่าเล็งเห็นโอกาสที่จะให้อิสระกับอาณาจักรของนางและของน้องชาย จึงได้วางแผนเหล่านี้ขึ้นมา แต่แล้วมันก็พังลงไม่เป็นท่าด้วยฝีมือของคนที่อยู่ใกล้ตัวผู้นำอาเดรียมากที่สุด "นี่มันซ้ำรอยเดิมชัดๆ... ข้าจะต้องใช้ใคร ถึงจะภักดี และไม่เห็นแก่อำนาจเงินทองแบบนี้ บอกข้าซิ"

นางหันไปมองพลทหารที่รอดชีวิตกลับมาซึ่งยังคุกเข่านิ่งที่อยู่ที่พื้น

"ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะตายทั้งหมด หากเจ้ายังรอดกลับมาได้"

"ท่านหญิง..."

ผู้นำหญิงแห่งคัสนาห์ลุกพรวดขึ้นพร้อมกับวาดดาบเล่มยาวที่อยู่ข้างเก้าอี้ออกมาจากฝักและชี้ตรงไปยังคู่สนทนา "อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเอเดรียนส่งเจ้ามาเอาชีวิต โจฮาลล์!" โดยไม่รอให้คมดาบได้เข้าใกล้ตน พลทหารก็ยืดตัวลุกขึ้นยืนแม้ปราศจากอาวุธ และดึงผ้าคลุมหน้าออก ปล่อยให้แสงจากตะเกียงส่องกระทบใบหน้าของตนที่ยังเปรอะเปื้อนคราบเลือด

"...ท่านหญิงซินญอร่า"

ซินญอร่าเผชิญหน้ากับคนที่สูงกว่านางโดยปราศจากความหวาดกลัว เพราะสิ่งที่นางหวาดกลัวยิ่งกว่าได้เกิดขึ้นแล้วโดยที่นางไม่สามารถทำอะไรได้เลย "บอกข้าซิ... พวกเจ้าขายอะไรให้แอสทารอธ เพียงเพื่อชัยชนะของตัวเอง!"

คนถูกถามเม้มปากแน่นครู่หนึ่งราวกับครุ่นคิด ก่อนจะให้คำตอบ

"ท่านชายซินญอร์ตั้งใจจะยกป่าเวทมนตร์ให้กับแอสทารอธ" โจฮาลล์ว่า "และเพื่อให้ได้พบพี่ชายของตัวเองอีกครั้ง เอเรส ฟลินทรัสต์... จึงยอมมอบปืนคาบศิลาในครอบครองของเขาให้แอสทารอธอีกเช่นกัน เพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จ" คนฟังยกมือขึ้นปิดปากด้วยความสะเทือนใจพร้อมกับหลับตาลงเพื่ออดกลั้นความรู้สึกเสียใจที่เกินจะระบายออกมาเป็นน้ำตา

"ซินญอร์... ใจคอเจ้า... จะทอดทิ้งคัสนาห์เลยหรือไร"

"ท่านหญิง..."

ซินญอร่าเหลือบมองร่างที่นั่งอยู่ที่พื้นครู่หนึ่งอย่างพิจารณา "หากไม่มีซินญอร์แล้ว คัสนาห์กับอาเดรียคงสิ้นความเป็นพี่น้อง" นางเปรย "คัสนาห์ที่ยากจนและขัดสนจะมีอะไรไปสู้อาเดรียผู้ร่ำรวยและชาญฉลาด ไม่นานประชาชนก็คงจะอพยพ แยกย้ายไปจากเมือง ทอดทิ้งป่าเวทมนตร์แห่งนี้ไป... จนล่มสลายในที่สุด"

คัสนาห์มีอาณาเขตครอบครองป่าเวทมนตร์ทั้งหมด...

ป่าเวทมนตร์ที่มียูนิคอร์นอยู่จริง มีสมุนไพรวิเศษที่รักษาโรคได้ แต่เหตุผลที่มนุษย์แห่งคัสนาห์ไม่แสวงหาประโยชน์จากมัน นั่นเพราะพวกเขาไม่มีความสามารถพอที่จะสัมผัสสิ่งวิเศษเหล่านั้นได้

...ผู้ที่เคยไล่ล่ายูนิคอร์นได้นั้นล้มตายจากไปแล้ว

...ผู้ที่สามารถแยกแยะสมุนไพรพิษและสมุนไพรวิเศษก็ไม่เหลืออีกแล้ว

พวกเขานั่งอยู่บนความรุ่งเรืองที่สัมผัสไม่ได้มาตลอด แต่ถึงกระนั้น คัสนาห์ก็ไม่ต้องการให้ใครเข้ามาจับจองผืนป่าเก่าแก่แห่งนี้อยู่ดี "ข้าไม่คิดว่าตัวเองจะต้องยอมยกบ้านเมืองให้เอเดรียนผู้เสแสร้งแกล้งภักดีคนนั้น" ซินญอร่าว่า "แต่หากข่าวความพ่ายแพ้แพร่สะพัดออกไป ไม่น่าประชาชนก็จะลุกฮือขึ้นต่อต้านข้า และแก่งแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่กันจนคัสนาห์สั่นคลอนและคงล่มสลายเข้าจริง"

สายตาคมของท่านหญิงจ้องร่างเงาที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงนั้น

"นี่คือแผนที่เอเดรียนบีบให้ข้าลงจากบัลลังก์ใช่ไหม โจฮาลล์!"

หลังจากช่วยเหลือลูกเรือและทหารขึ้นมาจากน้ำและแน่ใจว่าพวกเขาปลอดภัยแล้ว โจฮาลล์ก็รีบกลับไปยังตัวเมืองหลวงเพื่อจะช่วยเหลือคนอื่น จนพบกับแม่ทัพใหญ่ของอาเดรียที่มอบภารกิจสำคัญให้เขาอีกครั้ง นั่นก็คือการกลับมาแจ้งข่าวความพ่ายแพ้และความสูญเสียของผู้นำอาเดรียต่อผู้นำคัสนาห์ ...และชิงตำแหน่งผู้นำอาณาจักรมาจากนางให้ได้

เพราะมันคือวิธีเดียวเท่านั้นที่เมืองผู้น้องจะสามารถยื้อเมืองผู้พี่เอาไว้กับตัวได้โดยไม่มีใครล่มสลาย

"ท่านหญิง..." แววตาของโจฮาลล์แฝงด้วยประกายของความแน่วแน่ "หากแม่ทัพเอเดรียนต้องการจะทอดทิ้งคัสนาห์... ข้าคงไม่มาอยู่ที่นี่ในตอนนี้แน่" ร่างสูงไม่ขยับเขยื้อนหรือปัดป้องคมอาวุธที่อยู่ตรงหน้าเขาด้วยความเคารพผู้นำแห่งคัสนาห์ "ได้โปรด ท่านหญิง หนีไป... นั่นคือสิ่งที่ท่านชายซินญอร์ขอร้อง"

"แล้วสิ่งที่ข้าขอร้องกับเขาเล่า!! ข้าขอให้เขาสู้กับข้า เพียงแค่ผ่านพ้นศึกนี้ไปได้... ทำไม..."

โจฮาลล์ถอนใจเบาก่อนให้คำตอบ "เพราะเขารู้ว่ามันเปล่าประโยชน์ที่จะสู้"

ซินญอร่าแค่นหัวเราะกับตัวเองก่อนจะปล่อยเสียงร้องไห้ออกมา "เจ้าเด็กบ้านี่!" ดาบเล่มยาวอันเป็นอาวุธคู่บัลลังก์ปักลงกับพื้นไม้ "ถ้าซินญอร์ตายแล้ว... ก็ส่งข้าตามไปสั่งสอนเจ้าเด็กนั่นที่อีกโลกด้วยก็แล้วกัน" ท่านหญิงแห่งคัสนาห์หลับตาลง "ข้ายกตำแหน่งผู้นำให้กับแม่ทัพเอเดรียน"




ว่าที่เหนือหัวแห่งแอสทารอธมีแผลถลอกเล็กน้อยที่แขนหลังจากเสียหลักตกจากทางเดินหินที่เชื่อมไปยังท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของอาเดรีย โดยมีคู่กรณีนั่งอยู่ตรงข้ามในห้องรับรองอีกห้องหนึ่งของมหาคฤหาสน์ "สงสัยนักว่าทำไมพวกมนุษย์ถึงชอบแบ่งห้องตั้งมากมายขนาดนี้ ทำให้พื้นที่ภายในแต่ละห้องไม่กว้างขวางเอาเสียเลย" รีดาห์เงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องที่ไม่คุ้นตาก่อนจะถอนใจ "หากข้าคืนร่างเซนทอร์ ยกขาสองข้างขึ้นก็คงจะแตะเพดานได้แล้วกระมัง"

ซาฮาลมองคนที่พยายามจะสร้างบรรยากาศการสนทนาก่อนจะจรดยิ้มที่มุมปากอย่างขบขันกึ่งเอ็นดู

"นี่คือวิธีสำนึกผิดของเจ้าหรือ รีดาห์"

เมื่อถูกจับทางได้ เซนทอร์หนุ่มก็มุ่ยหน้าเล็กน้อยแล้วกอดแขนขึ้นกอดอกอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ "ข้าไม่ได้ผิดสักหน่อย" สาเหตุจริงๆของอุบัติเหตุนั่นก็เพราะซาฮาลพูดอะไรแปลกๆออกมาก่อนไม่ใช่หรือ เขาก็เพียงแค่เดินเลี่ยงหนีไปเท่านั้น และมันก็เป็นความผิดของคู่สนทนาที่ดันตัวใหญ่และก้าวพลาดจนลื่นตกลงไปเอง "เจ้านั่นแหละเป็นฝ่ายเริ่ม"

"แต่คนที่ตกลงไปคือข้าไม่ใช่รึ"

เมื่ออยู่ในที่พักรับรองของพวกมนุษย์ เซนทอร์จึงต้องปรับตัวให้เขากับสถานที่ด้วยการใช้ร่างมนุษย์แทนร่างปกติ เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่เกินกว่าจะผ่านประตูเข้ามาได้ และนั่นทำให้รีดาห์ที่เป็นเซนทอร์ร่างเล็กอยู่แล้วยิ่งดูเล็กยิ่งกว่าเดิมในร่างมนุษย์ "ดีที่ด้านล่างไม่มีกองหินโสโครก ไม่อย่างนั้นเจ้าคงมีโทษหนักแน่" สิ่งที่ซาฮาลพูดนั้นไม่เกินความจริงเลย เพราะอีกฝ่ายคือว่าที่เหนือหัวแห่งแอสทารอธ และผู้ใดก็ตามที่ประทุษร้ายต่อเหนือหัวย่อมมีความผิดฐานกบฎ

"แม้ว่าข้าจะยังไม่ใช่เหนือหัว แต่ก็มั่นใจว่าใครก็ตามที่ทำร้ายข้าย่อมมีโทษไม่ต่าง..."

"เลิกขู่ข้าได้แล้ว! อยากให้ทำอะไรก็ว่ามาเร็วๆ" ร่างโปร่งสวนตอบด้วยความอึดอัด "แค่แผลถลอกแค่นี้ ถ้าจะจับข้าฐานกบฎก็ให้มันรู้ไปสิ..." รีดาห์พึมพำเถียงไม่ยอมแพ้ แม้จะรู้ว่าอย่างไรตนก็เป็นฝ่ายผิดอยู่ดีก็ตาม และท่าทางก้มหน้าก้มตาเถียงงึมงำนั่นก็ทำให้ซาฮาลต้องหัวเราะอีกครา

"ข้าตัดสินใจมาที่นี่เพื่อทำให้สัญญานั่นเป็นจริง รีดาห์"

นัยน์ตาสีเข้มมองออกไปด้านนอกมหาคฤหาสน์ที่มืดสนิท และน้ำเสียงที่ริงจังของซาฮาลก็ทำให้คนฟังยืดตัวขึ้นและดึงตัวเองกลับมาสู่การพูดคุยอันเคร่งขรึม "แม้ข้าจะเป็นว่าที่เหนือหัวแห่งแอสทารอธ แต่ข้าก็ออกหน้าช่วยพวกเจ้าทั้งสองคนพร้อมกันไม่ได้" เมื่อได้ยินดังนั้น รีดาห์ก็ตระหนักได้ว่าการกระทำของเขาก็นับเป็นความผิดมหันต์ที่ขัดคำสั่งสภาขุนนาง

"ข้าช่วยออกหน้าให้พวกเจ้าได้เพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้น"

รองผู้บัญชาการเซเลสต์เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา ด้วยแววตาที่รู้ชะตากรรมของตนเอง "เพราะมันบ้าบิ่นเกินไปที่นำพลทหารออกไปสู้รบกลางทะเลซึ่งขัดต่อคำสั่งของสภาอย่างร้ายแรง ข้าก็คงจะถูกปลดจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการเซเลสต์ด้วยเช่นกัน" ส่วนเลสธีราห์ที่ถูกปลดไปแล้ว รีดาห์คิดว่าอีกฝ่ายคงถูกเนรเทศ แต่ถ้าซาฮาลช่วยออกหน้าให้ อย่างน้อยพวกเขาสองคนก็ยังได้รับโอกาสในการไปหาอาชีพอื่นทำ ซึ่งนั่นอาจจะเป็นอาชีพเดิมของทั้งคู่ นั่นก็คือการทำงานกับเรือล่าวาฬ

อย่างน้อยพวกเขาก็ยังเป็นเพื่อนกัน... มันก็เพียงพอ

"ข้าจะออกหน้าให้เจ้า..."

"เอ๋...!"

ซาฮาลมองปฏิกิริยาของคนตรงหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจของเขากลับรู้สึกเอ็นดูอีกฝ่ายขึ้นมาอย่างประหลาด ด้วยไม่เคยสังเกตเลยว่ารีดาห์จะเป็นคนที่สามารถแสดงสีหน้าได้หลากหลายอารมณ์เช่นนี้ "ถึงช่วยเลสธีราห์เอาไว้ เขาก็คงทำประโยชน์อะไรให้สภาขุนนางไม่ได้ ดังนั้นข้าควรจะออกหน้าช่วยเจ้าจะดีกว่า อย่างน้อยเจ้าก็เป็นถึง 'วิศวกรรม' ประจำกองทัพเรือ"

ซาฮาลตั้งใจล้อเลียนการใช้คำผิดๆของรีดาห์...

ร่างโปร่งมุ่ยหน้าเล็กน้อยและแล้วก็ก้มรับคำตัดสินของว่าที่เหนือหัวโดยดี แต่ถึงอย่างนั้น มิตรภาพระหว่างเขาและเลสธีราห์ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะขาดสะบั้นได้โดยง่ายเพียงเพื่อเอาตัวรอด "เอเดรียนผู้นั้น... ไม่ใช่คนธรรมดาที่เจ้าจะมองข้ามได้" ร่างโปร่งพึมพำ "น้องชายของเขา คือราชาโจรสลัดแห่งเทเทส ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในทะเลทางใต้"

"เส้นทางการค้าของแอสทารอธอยู่ทางเหนือ เราแทบจะไม่ข้องแวะกับทะเลใต้ด้วยซ้ำ"

"แต่เอ... เรียส... เป็นผู้เดียวที่สามารถต่อกรกับโจรสลัดวาเลสคาได้" รีดาห์เริ่ม แม้จะไม่แน่ใจในชื่อของคนที่ตนพูดถึง แต่รีดาห์ก็เรียกออกมาเต็มปากเต็มคำด้วยน้ำเสียงขึงขังที่สุด "ต่อให้มนุษย์จะไม่น่าคบหา แต่คนอย่างเอเดรียนคือบุคคลที่แอสทารอธจะมองข้ามไปไม่ได้"

"..." ซาฮาลนิ่งฟังโดยไม่ตอบอะไรและปล่อยให้รีดาห์ออกความเห็นไปเรื่อยๆ

"ข้าคิดว่าอิทธิพลทางทะเลของเอเรียสจะเป็นประโยชน์ต่อเรา และในอนาคตอาเดรียจะเป็นมหาอำนาจในแผ่นดินใหญ่เรื่องของการขนส่ง..." รีดาห์หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "เราจะแข็งข้อกับอาเดรียไม่ได้ มีแต่ต้องประนีประนอมเท่านั้น" คนพูดสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อจะพูดในสิ่งที่ตนคิด และพยายามลากเรื่องมาตั้งนานแสนนาน "คนเดียวที่จะต่อรองกับเอเดรียนได้ ก็คือเลสธีราห์"

"..."

"ดังนั้นเราจึงต้องให้เลสธีราห์กลับแอสทารอธ... ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีสิ่งใดเจรจาได้เลย"

"รีดาห์ นี่เป็นแค่เมืองท่าเล็กๆเท่านั้น ไหนจะต้องรับมือกับคัสนาห์อีกเล่า"

เซนทอร์หนุ่มไม่กล่าวตอบว่าที่ผู้นำ แต่กลับมองออกไปด้านนอกหน้าต่างในทิศตะวันตก "คนอย่างเอเดรียนน่ะหรือจะปล่อยให้คัสนาห์ลุกขึ้นมาแก้แค้น" ดวงตาสีอ่อนหรี่ลงเล็กน้อย "ผนวกกับความคิดของเอเรียสแล้ว ป่านนี้หัวของท่านหญิงแห่งคัสนาห์จะยังอยู่บนบ่าหรือไม่ ข้าก็ไม่แน่ใจหรอก"

"รีดาห์... เมื่อข้าเป็นผู้นำอาณาจักร เจ้าจะเป็นที่ปรึกษาให้ข้าได้หรือไม่"

คนถูกถามที่เมื่อครู่ยังมีท่าทางเคร่งขรึมกลับหันมามองคนพูดพร้อมกับอ้าปากหวอทันทีอย่างเก็บอารมณ์ไม่อยู่ "เจ้าว่าอะไรนะ... เจ้าพูดอะไรน่ะ... จะให้ข้าเป็นเลขารึ... แบบท่านหญิงลีอาห์... แต่ข้าเป็นแค่วิศวกรรม... แล้วถ้าข้าไปแล้วจะ... ใครจะมาซ่อมเรือแทน..." ร่างโปร่งตะกุกตะกักและถามคำทุกคำถามที่อยู่ในหัวออกมา ทำให้ว่าที่ผู้นำแอสทารอธต้องหัวเราะออกมา

"อืม ใช่... เป็นแบบท่านหญิงลีอาห์... คิดไปขนาดนั้นแปลว่าตกลงใช่หรือเปล่า"

"อะไร... ข้ายังไม่ได้พูดสักคำว่าตกลง" ร่างโปร่งแหว "ข้าแค่คิดให้รอบคอบ ยัง... ข้ายังไม่..."

"ก็เพราะแบบนี้ เจ้าจึงควรเป็นที่ปรึกษาให้ข้าอย่างไรเล่า" ว่าที่เหนือหัวยิ้มเอ็นดู "ช่างอ่านคนเก่งนัก... และไม่ว่าเจ้าจะตกลงรึเปล่า ข้าก็เลือกราชเลขาของข้าแล้ว อย่าได้ขัดคำสั่งเหนือหัวเชียวล่ะ" คนถูกบังคับได้แต่อ้าปากพะงาบเหมือนต้องการจะเถียงแต่ก็ไม่สามารถหาเหตุผลมาพูดได้

"ว่าต่อสิ รีดาห์... ถ้าข้าจะตัดความสัมพันธ์จากอาเดรีย เจ้าเห็นว่ายังไง"

"เอ่อ..."

"ถ้าเจ้าสู้ท่านหญิงลีอาห์ไม่ได้ ชาวบ้านชาวเมืองจะว่าอย่างไรนะ"

ร่างโปร่งลุกพรวดขึ้นก่อนชี้นิ้วสั่นเทามาที่ซาฮาลด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองระคนตื่นเต้น "ก็ใครใช้ให้เอาข้าไปเป็นที่ปรึกษา คนเก่งมีตั้งมากมาย ดันมาเลือกช่างซ่อมเรือ! ข้าไม่ได้มีพรสวรรค์ในด้านการฟังแบบเลสธีราห์หรือท่านทูตธีโอเดรหรอกนะ ที่จะได้ยินทุกเรื่อง และรู้ทุกเรื่องน่ะ! "

ซาฮาลเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งและมองนิ้วเรียวที่ชี้อยู่ตรงหน้า "เจ้าน้อยใจข้ารึ"

"ไม่ใช่ว้อย!"

ร่างโปรงกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะเดินออกมาจากโซฟาและตรงไปที่ประตู รีดาห์พยายามจะบิดกลอนออก แต่แล้วร่างเงาสูงใหญ่ก็ทาบทับจากด้านหลัง เสียงกีบเท้ากระทบพื้นบอกได้ดีว่าคู่สนทนาคืนร่างกลับเป็นเซนทอร์แล้ว ก่อนที่ท่อนขาทรงพลังข้างหนึ่งจะเอื้อมมากดยันประตูเอาไว้ และเมื่อเขาหันกลับไปก็พบว่าซาฮาลยืนกอดอกอยู่ด้วยท่าทางข่มเหง

"อย่าใช้กำลังกับข้านะ!" จะพูดว่ารีดาห์กับเลสธีราห์นิสัยคล้ายกันจึงเป็นเพื่อนสนิทกันก็คงไม่ผิด เพราะเมื่อเห็นท่าไม่ดี ร่างโปร่งก็กลับเป็นเซนทอร์บ้าง แม้ว่าการยืนยกสองขาหน้าขึ้นข่มขู่กลับแล้วจะทำได้แค่เรียกเสียงถอนใจจากซาฮาลเท่านั้นก็ตาม "ถ้าข้าพูดว่าไม่... ก็คือไม่ ต่อให้เจ้าเป็นเหนือหัวก็อย่าหวังจะบังคับข้าได้!"

"เจ้าน่ารักกว่าเลสธีราห์สักข้อหนึ่ง" ซาฮาลเอ่ยเสียงเรียบ "ก็คือดีแต่ขู่ แต่เลสลงมือจริง ข้าเจ็บจริง"

"..."

เมื่อยืนสองข้างสักพัก รีดาห์ก็เริ่มเมื่อย ทว่าคู่สนทนาก็อยู่ใกล้เกินไปเสียเหลือเกิน หากเขาลงยืนทั้งสี่ขาตอนนี้ คงไม่วายจะล้มใส่ซาฮาลแน่นอน "หลบ... ข้าเมื่อย" รองผู้บัญชาการเซเลสต์พูดตรงๆ และยันแผงอกกว้างตรงหน้าออกไปเพื่อจะลงยืนกับพื้น และพบว่าตัวเองดูเตี้ยกว่าซาฮาลถนัดตา "ก็ได้ คุยต่อก็ได้... ข้าไม่เดินหนีแล้ว" ร่างโปร่งเบี่ยงตัวหลบและเดินกับไปที่โซฟา โดยไม่ทันเห็นรอยยิ้มพอใจที่มุมปากของซาฮาล

...โครม!

แต่เมื่อเดินห่างออกมาได้ระยะ รีดาห์ก็ย่อตัวลงก่อนจะยกขาหลังทั้งสองข้างก็ขึ้นดีดสุดแรง "โอ๊ย!!" คนที่ตัวโตกว่าสะดุ้งหนีเมื่อรู้สึกถึงแรงลมจากการสะบัดขาของคู่สนทนา แต่ด้วยความที่เพดานห้องนี้ไม่ได้สูงมาก ทำให้ซาฮาลที่หยัดตัวขึ้นยืนสองขาต้องหัวกระแทกกับโคมไฟด้านบนทันที

"ข้าพยศได้ยิ่งกว่าเลสธีราห์ ถ้ารับได้... เป็นที่ปรึกษาให้เจ้าก็ไม่หนักหนาเท่าไหร่หรอก!"




เสื้อของเอเดรียนเปียกชุ่มด้วยน้ำทะเลผสมกับเลือดที่ไหลซึ่มออกมาต่อเนื่อง อีกฝ่ายหักก้านลูกดอกออกทว่ายังมีส่วนหัวฝังอยู่ในเนื้อ ทำให้เลสธีราห์ต้องใช้มีดเปิดแผลเพื่อดึงสิ่งที่ตกค้างออกมาให้หมด กลิ่นเลือดสดคลุ้งไปทั่วห้องจนเซนทอร์หนุ่มเองยังรู้สึกเวียนหัว

ยาของพวกเซนทอร์มักจะเป็นสมุนไพรที่อยู่ในป่านำมาสกัดด้วยวิธีการเรียบง่ายจนออกมาเป็นยาทา ยาดม และยาเม็ด ในห้องพักกัปตันนี้ก็มียาอยู่หลายชนิดและหลายประเภท ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในขวดโหลแก้วกันน้ำอย่างดีในหีบไม้ ร่างโปร่งหยิบผ้าพันแผลที่อยู่ในขวดโหลออกมาแล้วเริ่มพันให้อย่างเก้ๆกังๆด้วยไม่รู้ว่าควรจะพันไปทางใด

...ดูเหมือนว่าเลสธีราห์จะไม่เอางานเรื่องพยาบาลสักเท่าไหร่

เอเดรียนยิ้มจาง แล้วจึงวางมือของตนลงบนมือของอีกฝ่ายเพื่อช่วยพันแผลให้ตัวเอง ก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่าย และในอึดใจเดียวกันที่อีกฝ่ายก็เงยมองเขาโดยไม่ตั้งใจเช่นกัน เมื่อดวงตาทั้งสองสบกัน ความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้เซนทอร์หนุ่มรู้สึกร้อนใบหน้าขึ้นมา

"มองอะไรของเจ้า"

ว่าแล้วเลสธีราห์ก็หลุบตาลงไปมองจ้องแผลอย่างเอาเป็นเอาตายทั้งที่มันไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ จนกระทั่งนึกขึ้นได้ว่ามันเป็นแผลที่เกิดจากตนเอง "โชคดีเท่าไหร่ที่โดนแค่แขน หากมันโดนอกเจ้าแทน..." เขาพึมพำเสมือนพูดกับตนเอง ซึ่งเป็นกิริยาที่ทำให้คู่สนทนาทอดยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน "ถ้ามันโดนอกเจ้าแทนจะเป็นอย่างไร"

"เจ้านั่นก็เล็งจะฆ่าเจ้า... จะให้ข้าอยู่เฉยหรือ" เอเดรียนว่า "เจ้าทำเพื่อข้ามามากพอแล้ว เลสธีราห์"

เซนทอร์หนุ่มเม้มปากด้วยไม่รู้จะตอบว่าอะไร เขาไม่แน่ใจว่าเอเดรียนรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วหรือยัง และอีกฝ่ายจะโกรธที่เขาร่วมมือกับเอเรสหรือไม่ "ท่านชายซินญอร์ขอร้องให้เจ้าทำหรือ" เอเดรียนถามช้า และพยายามใช้น้ำเสียงปกติที่สุดเพื่อไม่ให้เลสธีราห์คิดว่าตนเองกำลังถูกตำหนิ "เขาขอให้เจ้า..."

"ใช้ความสัมพันธ์ของข้ากับเจ้าให้เป็นประโยชน์"

เซนทอร์หนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายและสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาเองคิดว่าเอเดรียนต้องการจะรู้เรื่องนี้ และมันอาจถึงเวลาที่อีกฝ่ายจะต้องความจริงแล้วว่า คนที่วางแผนเรื่องราวทุกอย่างคือคนที่เขาเพิ่งจะสังหารไป "ผลักดันให้เจ้าขึ้นเป็นผู้นำอาเดรีย" เลสธีราห์มีความสามารถในการฟัง ดังนั้นเขาจึงได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย และรับรู้ได้ว่าเอเดรียนกลั้นใจกับคำตอบของเขา

"ซึ่งข้าเห็นด้วยกับเขา เอเดรียน..."

เอเดรียนพยักหน้าเบาอย่างคนที่พอจะรู้อะไรบ้างแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจรายละเอียดมากพอ "ทำไมจะต้องทำถึงขนาดนั้น" ชายหนุ่มพึมพำ "การที่จะวางแผนให้ใครสักคนหันมาฆ่าตัวเอง ทำไมถึงต้องทำขนาดนั้น... มันไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้วหรือไง" เลสธีราห์ส่ายหัว และเอื้อมไปกุมมือของคู่สนทนาช้าๆ รอให้อีกฝ่ายบีบมือตอบ

"เขาอยู่ภายใต้การควบคุมของท่านหญิงซินญอร่า เขาทำเช่นนี้เพื่อไม่ให้ใครแทรกแซง"

เอเดรียนส่ายหัวเบา "แต่ทำไม..."

"เขาเลือกที่จะทำร้ายจิตใจเจ้าเพียงคนเดียวเพื่อรักษาอาเดรียเอาไว้ ดีกว่าทำร้ายประชาชนอีกหลายพันต่อไปด้วยความหายนะที่พี่สาวของเขาชักนำมา" ร่างโปร่งหลับตาลง "เขาดึงเอเรสเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะรู้ว่านั่นคือน้องชายของเจ้า และเอเรสมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ขุนนางทุกฝ่ายเงียบปาก"

เอเดรียนกลั้นใจน้อยๆเมื่อพูดถึงตรงนี้ "แต่เอเรสมีอิทธิพลแค่กับคนอื่น แต่ไม่ใช่ข้า..."

"เอเรสจึงขอให้ข้าช่วย" เลสธีราห์อธิบาย "แลกกับปืนคาบศิลา เพราะเขารู้ว่าความสัมพันธ์ของข้ากับเจ้า..." ร่างโปร่งเม้มปากครู่หนึ่งด้วยต้องการคิดหาคำพูดให้เหมาะสม แต่แล้วก็หัวเราะออกมาสั้นๆด้วยความสมเพชตนเอง "พวกเราช่างเหมือนคนที่รักกันด้วยผลประโยชน์" เพราะหากทบทวนดูแล้ว เลสธีราห์เองก็มองที่ผลประโยชน์ และด้วยความที่มันมากพอที่จะเสี่ยง เขาจึงตอบตกลง

"ข้าภูมิใจที่เจ้าไม่ทอดทิ้งอาณาจักรเพื่อข้า... เลสธีราห์" เอเดรียนยิ้มจาง "นั่นคือเกียรติของเซนทอร์"

หากเลสธีราห์กล่าวว่าตนเองคือผู้ที่ไม่คู่ควรกับเอเดรียน เพราะเขาทิ้งทุกสิ่งอย่างเพื่อบุคคลเพียงคนเดียว เอเดรียนก็จะกล่าวว่านี่คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าเลสธีราห์เองก็ไม่ได้ทอดทิ้งบ้านเมืองเพื่อเขาอย่างที่เจ้าตัวเข้าใจ แม่ทัพหนุ่มกอบกุมมืออีกฝ่าย "เจ้าคิดถึงบ้านเมืองเสมอ และต่อสู้เพื่อให้อาณาจักรได้รับผลประโยชน์ที่ดีที่สุด แบบนี้จะเรียกว่าเจ้าทอดทิ้งแอสทารอธได้อย่างไร"

"แต่ถ้าหากข้าเห็นประโยชน์ของแอสทารอธมาก่อน... ข้าคงจะทำตามคำสั่งของสภาขุนนางไปแล้ว"

"แค่สภาขุนนางไม่รู้จักปืนคาบศิลา" เอเดรียนถอนใจเบา "เอเรสบอกข้าเรื่องสัญญาของตระกูลฟรินทรัสต์ ทั้งเรื่องปืนคาบศิลา และข้อตกลงน่านน้ำ หากเทียบกับเรือจักรไอน้ำเพียงสิบลำของธีสธรัล ไม่ว่าผู้นำคนไหนเห็นข้อเสนอนี้ก็ล้วนเข้าใจว่าเหตุใดเจ้าจึงกล้าแข็งข้อเพื่อมัน" ชายหนุ่มเกลี่ยปอยผมสีอ่อนให้พ้นใบหน้าเรียว

"ต่อให้เหตุผลที่แท้จริงคือการต่อสู้เพื่อข้า แต่ขอให้มันเป็นความลับของพวกเราสองคนเถอะนะ"

เลสธีราห์ขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่าย และยกมือขึ้นประคองเสี้ยวหน้าคมของคู่สนทนาเอาไว้ "เจ้าเล่ห์"

ร่างสูงยกแขนขึ้นกอดรวบคนพูดเข้ามาหาตัวและแนบริมฝีปากจูบอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ "เพราะข้า... ก็ต่อสู้เพื่อเจ้าเช่นกัน" เสียงทุ้มกระซิบบอก "หากอาณาจักรเรายังบาดหมาง... ข้าคงจะไม่ได้พบเจ้าด้วยความรู้สึกแบบนี้" เลสธีราห์ถูกอีกฝ่ายกอดรั้งเสียจนต้องขยับไปนั่งบนหน้าตัก และด้วยความที่พวกเขาไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันแบบนี้มาเนิ่นนาน ทำให้เซนทอร์หนุ่มก้มลงเพื่อแอบซ่อนใบหน้าแดงซ่านของตัวเอง "ฉะนั้น อย่าหนีข้าไปไหนอีกเลย"

"เป็นแค่เลสธีราห์ของข้าเท่านั้น"

สุดท้ายแล้วเขาก็ใจอ่อน...

เลสธีราห์หลับตาลง และสัมผัสความอบอุ่นจากริมฝีปากของอีกฝ่าย

ร่างโปร่งดึงคู่สนทนาเข้ามาใกล้ พลางยกมืออีกข้างประคองกอด ถึงเขาจะรู้สึกไม่ชอบนิสัยขี้ใจอ่อนของตัวเอง แต่ความรู้สึกในยามที่อีกฝ่ายสัมผัสเขาแบบนี้มันช่างดีเสียเหลือเกิน ริมฝีปากทั้งคู่แตะแนบกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แลกลมหายใจคลอเคลียราวกับไม่ต้องการจะแยกห่าง และกระหวัดกอดคนตรงหน้าให้เข้ามาแนบกายที่สุด เพื่อแทนคำพูดว่าจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายไปไหนจากตนอีก

"เจ้าเองก็... เป็นแค่เอเดรียนของข้าก็พอ"



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #354 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:38
    โอ้โห ตกใจกว่าทุกตอนที่ผ่านมาคือซาฮาลชมเลสกับรีดาห์ว่าน่ารัก .... 5555555555
    #354
    0
  2. #295 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 มกราคม 2560 / 21:27
    ซาฮาลต้องไม่รู้ตัวแน่ๆ ........ นั่นดูเป็นประโยคจีบที่ทรงพลังมาก โอย  -///////////////-
    เฮ้ย!!!  ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หมดมาดกันเลยทีเดียว  ถือว่าเจ๊ากันกะตอนทำรีดาห์ตกน้ำไปละกันเนาะ
    เอาจริงๆ ไอ ‘ว่าที่เหนือหัวตกทะเล’ เนี่ย  คือขำ  ให้ความรู้สึกเหมือนผู้ใหญ่โวยวายเด็กตกน้ำ 5555555555555
    พยายามจะไม่ขำกับความจริงจังของรีดาห์ที่พูดถึงเอ...เรียส ................... 
     
    อืมมม  คู่หลักนี่ก็หวานกันจริ๊งงง 55555555 
    รอลุ้นว่าสรุปเลสจะไปอยู่ไหนแน่นะ  <3
     
    ปล. ตอนแรกนึกว่ายกตอนนี้ให้คู่รองล้วนๆซะแล้ว 555555555555
     
    #295
    0
  3. #194 super.girl (@Konthicha) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 มกราคม 2558 / 00:58
    ยกมาทั้งครัวเลยทีนี้ โอ้วว คือสะใจอย่างบอกไม่ถูกที่เอเดรียนโดนสักทีแล้ว สาธุ จบสงครามขอให้พ่อหิ้วเลสกลับเมืองเอลฟ์ที่เถอะ พระเอกแม่มไม่เท่เลย ปกติเมะต้องปกป้องเคะป่ะ ? พระเอกเรื่องนี้ไม่มีเล้ย ไม่ได้มีความภาคภูมิใจชายชาติทหารเมะเลยยยยย พ่อเอเดรียนเจจจจจจจจจ
    #194
    0
  4. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. #192 |||No_Name||| (@oom-kanyarat) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 16 มกราคม 2558 / 23:59
    อ่านยาวถึงนี่ตอนแรกกะจะเม้นรวบยอด//รีบหลบ
    แต่ทนไม่ไหวค่ะ ฮาเอเรส "โอ้มาทั้งบ้าน" 555555555555555555
    #192
    0
  6. #191 ตะวันลา (@tawanla) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 มกราคม 2558 / 22:48
    ไม่ชินกับการเมนต์ในเด็กดี... รู้สึกเหมือนต้องเปิดเผยตัวยังไงชอบกล
    เราชอบท่านพ่อนะคะ เท่อ้ะ >.<
    แต่ให้คะแนนพระเอกมานิดนึงสำหรับตอนนี้... รู้สึกว่าเอเดรียนน่ารักขึ้นมา
    สงครามเหมือนจะไม่เคยทำให้อะไรดีค่ะ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้็ต้องเสียอยู่ดี แค่ว่าฝ่ายไหนจะเสียมากเสียน้อยเท่านั้นแหละ
    ตอนนี้แอบสงสารเลสธีราห์เหมือนกัน อา 

    ไม่ค่อยได้เมนต์แต่ก็เอาใจช่วยนะคะ
    #191
    0
  7. #190 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 มกราคม 2558 / 21:26
    มาแว้วววววววววววววววววว เพิ่งเห็นว่าอัพ 5555
    ปะป๊ามะม๊ามาครบเลยอะ ทำให้บรรยากาศสงครามดูมุ้งมิ้งขึ้นมาเลยทีเดียว ก๊ากกกก...
    รู้สึกเอเดรียนหาย!!! ส่วนเอเรสกำลังจะกลายเป็นพระเอกแทนพี่ โนววววววววววว ToT
    ท่านหญิงโหดอะค่ะ ชอบบบบบ เรามันพวกซาดิสม์ อยากเห็นพระเอกโดนแม่เมียกระทืบ!!
    อยากเห็นหน้าป๊าจังเลยค่ะ จะวาดด้วยรึเปล่าคะ? จะรอนะคะ//ไม่ค่อยกดดันเลย ^[+++]^
    #190
    0
  8. #189 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 12 มกราคม 2558 / 01:45
    ป๊าาาาาาาาาาาาาาาาา มาแย้วววววววววววววววว อรั๊ยยยๆๆๆๆๆ//กอดไรท์เตอร์
     
    มาอ่านเซอร์ไพร์(ที่หวังให้เป็นป๊า) เกือบตีสอง(<<พรุ่งนี้เปิดเทอม)  อ่านไปตาจะปิดๆ เจอเงาเรือเหาะปุ๊ป ตาสว่างเลยยยย เอลฟ์ต้องล้ำ 5555555555
     
    อยากเห็นหน้าป๊า ... จะวาดมั้ยคะ >.,<!!? 5555555555555
     
    เรือเหาะนี่ บอลลูน? มีรูปประกอบมั้ยยยยยย 😂😂😂
     
    //ทำไมคอมเม้นท์มีแต่เกี่ยวกับเอลฟ์//
     
    #189
    0