[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,297 Views

  • 359 Comments

  • 1,107 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    80

    Overall
    19,297

ตอนที่ 31 : บทส่งท้าย: ข้อตกลงสามอาณาจักร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1019
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    31 ม.ค. 60

ชาวเมืองอาเดรียหลายคนไม่เคยพบเจอเหตุการณ์นี้มาก่อน แม้ว่าพวกเขาจะเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญของอาณาจักรก็ตาม แต่ภาพของท่าเรือออโรราในตอนนี้อาจต้องบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองท่าแห่งตะวันตกว่าในวันที่สามัญชนอย่างแม่ทัพเอเดรียนได้ยึดอำนาจการปกครองจากเชื้อพระวงศ์คนสุดท้าย เหล่าเรือรบที่เป็นตำนานของทะเลเทเทสทั้งสี่ลำได้มาเทียบท่าร่วมกันได้อย่างไม่น่าเชื่อทั้งเรือเหาะอาคาเซียของเธสซาลีย์ เรือบัญชาการแองเจลิกาของโจรสลัดเทเทส เรือรบหลวงคาร์เธียร์แห่งธีสธรัล 

...และเรือรบเซเลสต์ของแอสทารอธ 

แต่บุคคลสำคัญที่ควรจะมีชื่ออยู่ในประวัติศาสต์ด้วยกลับไม่นึกสนใจจะจดบันทึกอะไรทั้งนั้น ทั้งยังอยากจะกระโดดอ่าวออโรราแล้วหนีไปให้รู้แล้วรู้รอดอีกด้วย นั่นคือเอเดรียน ผู้อยู่ในตำแหน่งว่าที่ผู้นำอาณาจักรกำลังเผชิญหน้ากับอาคันตุกะจากต่างแดนพร้อมกันทั้งหมด

ไม่รวมเอเรส ราชาโจรสลัดเทเทสใต้ ...ซึ่งนับเป็นญาติของเขา

และบรรยากาศอึมครึมที่ไม่มีใครแน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุอะไรทำให้ไม่มีผู้ร่วมเสวนาคนใดอยากพูดขึ้นมาก่อน ราชินีไวลด์ตั้งใจจะมาร่วมฟังการสนทนาของอาเดรียในฐานะคู่สัญญาข้อตกลง ว่าอีกฝ่ายจะจัดการอย่างไรกับแอสทารอธและเธสซาลีย์ แต่แน่นอนว่าท่านทูตธีโอเดรผู้มีความสามารถในการฟังย่อมอยากฟังการสนทนาของอาเดรียและธีสธรัลเช่นกัน

"ข้าเขียนสัญญาขึ้นมาเพื่อแจกแจงผลประโยชน์และข้อตกลงของแต่ละอาณาจักร..."

เอเดรียนเริ่ม และเปิดแฟ้มหนังสีดำเพื่อจะหยิบสัญญาที่เขาเขียนขึ้นมาเมื่อคืนที่ผ่านมา และพบว่ากระดาษด้านบนสุดนั้นเป็นของธีสธรัล แต่เมื่อชายหนุ่มหันหน้าไปทางราชินี ท่านหญิงลีอาห์ก็มีปฏิกิริยาเล็กน้อยด้วยการสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ซึ่งนั่นอาจหมายถึงความไม่พอใจสักเท่าไหร่ เพราะในสายตานางแล้ว แอสทารอธคือผู้เสียหายที่สุดจากความวุ่นวายครั้งนี้ เอเดรียนจึงควรไกล่เกลี่ยกับทางแอสทารอธก่อนใครอื่น อดีตแม่ทัพใหญ่เหลือบตามองสัญญาฉบับต่อไปซึ่งยังเป็นของธีสธรัลอยู่ เอเดรียนจึงพยายามยักมุมปากขึ้นยิ้มเพื่อแสดงความเป็นมิตร และผ่อนคลายบรรยากาศ แต่ราชเลขาเซนทอร์กลับหลับตาและยิ่งสูดหายใจเข้าอย่างเงียบงัน

คนที่อยากจะหัวเราะออกมาที่สุดดูเหมือนจะเป็นธีโอเดร... ทูตแห่งเธสซาลีย์

"เรียงตามตัวอักษรก็แล้วกัน..."

ราชินีไวลด์เองก็ดูจะเห็นใจเอเดรียนขึ้นมาเสียอย่างนั้น นางจึงเสนอขึ้นมาทำลายความเงียบ แต่เมื่อพิจารณาดีๆแล้ว หากเรียงตามตัวอักษรในภาษาของพวกเขา อาณาจักรเธสซาลีย์ก็มาก่อนแอสทารอธ ตามด้วยธีสธรัล และจบที่แอสทารอธ "เธสซาลีย์ไม่ได้เรียงร้องอะไรจากอาเดรีย ไม่ต้องห่วงหรอก" ธีโอเดรชิงพูดขึ้นมาก่อนที่เอเดรียนจะหยิบเอกสารแผ่นถัดไปขึ้นมา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ว่าที่ผู้นำรู้สึกประหม่าจนเกือบสั่น

คนแบบนี้หรือ ที่เลสธีราห์ชอบ...

ซาฮาลผู้นั่งอยู่ในวงเสวนาหารือด้วยในฐานะว่าที่เหนือหัวแห่งแอสทารอธยกแขนขึ้นกอดอกนิ่งๆและพิจารณามนุษย์ตรงหน้าเงียบๆ พลางเปรียบเทียบกับตัวเองอยู่ในใจและตัดสินในเวลาอันรวดเร็วว่าเอเดรียนไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงเขาได้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้านั่นมีรสนิยมการแต่งตัวที่ดีกว่าเขา ดูอ่อนโยนกว่าเขา และดูใจดีกว่าเขา

แต่นั่นไม่นับเป็นความแข็งแกร่งในแบบของเซนทอร์!!

"นับระยะทางบนแผนที่ดีกว่า" เอเรสกล่าวทำลายความเงียบเมื่อเห็นว่าพี่ชายพยายามจะตั้งสติ แต่เอกสารของธีสธรัลก็มีหลายแผ่นจนเกินไปจนยากที่จะหาของอาณาจักรอื่นพบในช่วงเวลาสั้นๆนี้ แต่เมื่อพิจารณาดีๆแล้ว อาณาเขตของแอสทารอธกับอาเดรียก็เพียงแค่มีชายแดนร่วมกัน โดยอิงแม่น้ำเส้นเดียวกัน ทว่าอาณาเขตทางทะเลของอาเดรียและธีสธรัลนั้นเรียกได้ว่า 'ทับซ้อน' ซึ่งหมายความว่าอาเดรียอยู่ใกล้ธีสธรัลมากกว่าแอสทารอธ

เลสธีราห์สูดหายใจเข้าบ้างอย่างอดไม่ได้ "เอาเป็นว่า แอสทารอธมีสิทธิ์ที่จะเจรจาก่อน!"

ไม่ต้องกล่าวอ้างถึงตัวอักษรนำหน้าอาณาจักรหรือว่าระยะทางบนแผนที่ แต่หากนับจำนวนผู้ร่วมประชุมครั้งนี้แล้วมีตัวแทนแอสทารอธถึงสี่ตน ตัวแทนจากธีสธรัลหนึ่งคน และตัวแทนเธสซาลีย์อีกเพียงหนึ่งเท่านั้น "อีกทั้งข้อตกลงระหว่างธีสธรัลกับอาเดรียก็มีมากมายเหลือเกิน กว่าจะได้พูดเรื่องต่อไปก็คงไม่ทันวาระประชุมของสภาขุนนางแอสทารอธ" สิ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทูตระดับสูงอย่างท่านหญิงลีอาห์จะไม่พูด เพราะมันช่างเป็นเหตุผลที่ตรงไปตรงมาเสียจนเกือบไม่มีชั้นเชิง ดังนั้นเมื่อบุตรชายพูดแบบนั้นออกมา ราชเลขาก็ถอนใจเบาแทนการสูดลมเข้าเพื่อสงบอารมณ์

เอเดรียนค้นเจอเอกสารในส่วนของแอสทารอธในที่สุด พร้อมกับสัญญาของตระกูลฟลินทรัสต์ที่เอเรสแอบไปตกลงกับเลสธีราห์เอาไว้เมื่อครั้งที่ทั้งสองร่วมมือกับท่านชายซินญอร์ "ดูเหมือนว่าที่เหนือหัวจะทราบแล้วว่าอาเดรียกับแอสทารอธมีข้อตกลงลับๆร่วมกัน นั่นคือหากแอสทารอธยื่นมือเข้าช่วยเหลือข้า ...ตระกูลฟลินทรัสต์จะมอบปืนคาบศิลาให้กับแอสทารอธตามจำนวนของทหารที่เข้าร่วมรบในสงครามครั้งนี้ นั่นก็เท่ากับสามร้อยห้าสิบสองกระบอก แต่ไม่นับรวมลูกปืน"

เอเดรียนอ่านจากเอกสารในมือและเหลือบมองน้องชายเล็กน้อยเมื่อเห็นความขี้โกงของอีกฝ่าย

เอเรส... เจ้านี่มัน...

"และเสนอข้อตกลงเปิดน่านน้ำทะเลทางเหนือให้เรือรบแองเจลิกาสามารถผ่านเส้นทางได้ โดยแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงในการผลิตลูกปืนเพื่อใช้กับปืนคาบศิลา" ร่างสูงมุ่นคิ้วเล็กน้อยและเหลือบตาขึ้นมองเอเรสผู้เป็นเจ้าของสัญญานั้นราวกับขอให้อีกฝ่ายอธิบายเพิ่มเติม "โดยเรือรบแองเจลิกาจะไม่ทำอันตรายหรือมีจุดประสงค์ร้ายใดๆต่ออาณาจักรแอสทารอธ"

เอเรสพยักหน้าเบาพร้อมกับยิ้มจาง "โจรสลัดวาเลสคาแห่งทะเลเหนือ"

ธีโอเดรเหลือบมองคนพูดเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของโจรสลัดวาเลสคา เนื่องจากกลุ่มโจรสลัดดังกล่าวนั้นเป็นกลุ่มเอลฟ์จากเธสซาลีย์ "ข้ารู้มาสักพักแล้วว่าเจ้าเป็นผู้มีอิทธิพลในอาเดรียใต้ เป็นน้องชายของแม่ทัพเอเดรียน และมีปัญหาบาดหมางค้างคากับโจรสลัดวาเลสคา" ทูตเอลฟ์ว่า "แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะนำเรื่องนั้นมาผูกโยงกับข้อตกลงอาณาจักร ขอผ่านน่านน้ำแอสทารอธ เพียงเพื่อไปต่อสู้กับคู่กรณี"

"โจรสลัดวาเลสคาโหดเหี้ยมไร้คุณธรรม" เอเรสกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ไม่เคารพหรือแยแสกฎแห่งโจรสลัด อันเป็นสิ่งที่ข้ายอมไม่ได้ในฐานะผู้นำระดับสูง" จริงอยู่ว่าเอเรสเป็นผู้นำโจรสลัด แต่ทุกคนในที่ประชุมก็พอจะรู้ว่าในหมู่โจรเองก็มีกฎที่พวกเขาจะต้องเคารพ และโจรสลัดวาเลสคาไม่เคยเคารพในกฎเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นำภัยร้ายแรงมาสู่โจรสลัดกลุ่มอื่น "ข้าเกรงว่าความเหิมเกริมของวาเลสคาจะทำให้ทั่วทั้งทะเลเดือดร้อน"

ซาฮาลในฐานะอดีตผู้บัญชาการกองเรือพาณิชย์เข้าใจปัญหาที่เอเรสกล่าวถึง และเริ่มคิดหาวิธีขออนุญาตออกความเห็นในที่ประชุม เดิมทีเซนทอร์ใช้วิธีเคาะกีบเท้า ทว่าในตอนนี้เขาอยู่ในร่างมนุษย์จึงไม่มีกีบเท้าให้เคาะ อีกทั้งบนโต๊ะยังไม่มีสิ่งใดที่พอจะทำให้เกิดเสียงได้อีกด้วย และแน่นอนว่าการกระแอมนั้นเป็นมารยาทที่ไม่ควรทำให้ที่ประชุม แต่คนที่พูดขึ้นมากลับเป็นรีดาห์ที่นั่งอยู่ข้างเขา

"วาเลสคาไม่ทำเพียงปล้นสะดม แต่เข่นฆ่าทุกคนและจมเรือทั้งลำ"

ในฐานะผู้ดูแลการซ่อมเรือ รีดาห์จำได้ดีว่าเรือพาณิชย์ของแอสทารอธสูญหายไปหลายลำจากฝีมือของโจรสลัดวาเลสคา ถึงแม้จะไม่มีใครชื่นชอบโจรสลัด และนึกอยากให้โจรสลัดหายไปจากน่านน้ำทั้งหมด แต่พวกเขาก็ต้องยอมรับว่าโจรสลัดแต่ละกลุ่มต่อสู้กันเองและปกครองกันเองด้วยกฎแห่งโจรซึ่งนั่นเป็นวิธีการควบคุมความเรียบร้อยของพวกเขา

สายตาของเซนทอร์มองไปทางราชเลขาผู้มีอำนาจการตัดสินใจแทนเหนือหัวดาเรียส "ท่านหญิงว่าอย่างไร"

"เราอาจจะต้องนำเรื่องนี้เข้าวาระประชุมของสภาขุนนาง ข้าไม่อาจตัดสินใจได้" ลีอาห์ตอบเสียงเรียบ "แต่สิ่งตอบแทนของอาเดรียยังไม่น่าสนใจพอที่จะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของสภาขุนนาง เรื่องของผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์" แม้ว่าปัญหาของเลสธีราห์อาจไม่สำคัญในข้อตกลงระดับอาณาจักร แต่หลายคนในที่นี้ก็พอจะเข้าใจจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย และต้องการที่จะเห็นเอเดรียนลงมือแก้ไขหรือทำอะไรบางอย่างเพื่อเลสธีราห์เพื่อให้สมกับที่เลสธีราห์ลงมือทำเพื่อเอเดรียน

"ข้ายังมีข้อตกลงด้านผลผลิตทางการเกษตร และแก้ไขปัญหาแรงงานที่ขาดแคลนของแอสทารอธ"

ท่านหญิงลีอาห์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสนใจเมื่อเอเดรียนพูดถึงข้อตกลงแรงงาน "นี่อาจเป็นเรื่องที่เราต้องหารือร่วมกันในระยะยาว ในเวลานี้คาดว่าไม่เหมาะสม" แม้นางจะมีอำนาจตัดสินใจแทนเหนือหัวดาเรียส แต่นางไม่มีอำนาจตัดสินใจแทนสภาขุนนาง ดังนั้นท่านหญิงจึงคิดว่าควรจะเชิญเอเดรียนมาร่วมประชุมในสภาขุนนางของแอสทารอธด้วยในโอกาสต่อไปจะดีกว่า และในที่ประชุมแห่งนี้ยังมีราชินีแห่งธีสธรัล และราชาโจรสลัดร่วมฟังอยู่ด้วย จึงไม่เป็นการไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่

เอเดรียนยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อสามารถตะล่อมให้ท่านหญิงพูดคำนั้นออกมาได้

"ข้าอยากให้เลสธีราห์เป็นผู้ดูแลการเจรจาระหว่างอาเดรียกับแอสทารอธ" สิ่งที่ออกจากปากของเอเดรียนไม่ผิดคาดไปจากความคิดของซาฮาลสักเท่าไหร่ เพราะนั่นเป็นตำแหน่งที่ทำให้ทั้งสองมีโอกาสพบกันได้ แม้ว่าจะอยู่คนละอาณาจักรก็ตาม เช่นนั้นแล้วแปลว่าเลสธีราห์จะไม่เดินทางไปยังตะวันออกกับบิดาอย่างนั้นหรือ แต่จะยืนยันอยู่ที่นี่ แม้ว่าตนจะตกต่ำจากสถานะเดิมก็ตาม

เลสธีราห์จะสู้ต่อ... เพราะเอเดรียนผู้นี้หรือ

...นี่คือสิ่งที่เขาทำไม่ได้สินะ ทำให้เลสธีราห์ลุกขึ้นต่อสู้ไม่ได้

"และในข้อตกลงด้านผลผลิตด้านการเกษตร มีข้อเสนอเรื่องของป่าเวทมนตร์และยูนิคอร์นอยู่ด้วย" ท่านลีอาห์ถอนใจเบาก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ช้าๆ ด้วยความรู้สึกเหนื่อยใจว่าเอเดรียนผู้นี้จะเริ่มจับทางของเซนทอร์ได้ดีเกินคาดไปเสียแล้ว "หลังจากนี้ ข้าจะขอเดินทางไปยังแอสทารอธด้วยตนเองเพื่อเจรจาเนื้อหาทั้งหมดกับเหนือหัวดาเรียส" เอเดรียนยิ้มจาง "ไม่ทราบว่าทางแอสทารอธมีความเห็นอย่างไร"

"หากพูดเรื่องพรรค์นี้มาตั้งแต่แรกก็คงไม่มีใครต้องเจ็บหรือตายหรอก"

ท่านหญิงโมนาผู้เบื่อหน่ายการหาเรือเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกแขนขึ้นเท้าบนโต๊ะและกุมขมับอย่างเวียนหัว "แล้วเอาเรื่องลูกปืนไปผูกกับเรื่องของเลสธีราห์แทนไม่ได้หรือไง เจ้าจะให้เขาคืนตำแหน่งเดิมแลกกับการผลิตลูกปืนอะไรก็ได้" เมื่อคนที่ไม่ใช่ทูตเจรจาเสียเอง ผู้ที่เจนจัดในวงการความสัมพันธ์อย่างธีโอเดรและลีอาห์ รวมทั้งซาฮาลจึงได้มองแม่ทัพหญิงเป็นตาเดียวราวกับขอให้นางเลิกพูดตรงไปตรงมาแบบนั้น

"ก็ได้... นี่เป็นมุมมองของแม่ทัพอย่างข้า" โมนาถอนใจ "กลับไปคุยที่แอสทารอธเองเถอะ"

เอเดรียนยิ้มรับก่อนจะพยักหน้าเบา "ข้าพร้อมเดินทางไปด้วยตนเองเสมอ ในฐานะผู้นำอาณาจักร" ชายหนุ่มหันกลับมายังราชินีแห่งธีสธรัลและหยิบเอกสารข้อตกลงค่าธรรมเนียมท่าเรือที่พระนางร่างเอาไว้ด้วยตนเองก่อนหน้านี้ออกมา "ข้าคิดว่าผลประโยชน์เบื้องต้นของธีสธรัลและแอสทารอธลงตัวแล้ว"

"ใช่สิ เจ้าจัดการคัดลอกแล้วส่งไปยังอาณาจักรอื่นๆแล้วด้วยนี่" ไวลด์มุ่นคิ้ว "ทั้งไอย์ชวล อัสเซเดธ ฟาวสต์ เอริล ทุกอาณาจักรในมหาทวีปรวมทั้งแอสทารอธก็รับรู้โดยทั่วกัน" พระนางกำหมัดน้อยๆ "ดังนั้นจะเจรจาอย่างเปิดเผยในที่ประชุมนี้ข้าก็ไม่ขัดข้องหรอก" เอเดรียนยิ้มอย่างอ่อนใจและลอบถอนใจกับตนเองที่เอเรสกระทำเกินคำสั่ง นั่นคือการประกาศกลายๆว่านับแต่นี้ไป อาเดรียไม่ใช่เมืองขึ้นของธีสธรัล แต่เป็นคู่ค้าสำคัญที่มีฐานะเท่าเทียมกัน

นับแต่นี้... ท่าเรือออโรราจะไม่เงียบเหงา และการค้าของอาเดรียจะไม่ซบเซาอีกต่อไป

เอเดรียนยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ "เช่นนั้น ในตอนนี้ทั้งสามอาณาจักรควรหารือร่วมกันเรื่องของทิศทางการค้ากับตะวันออก หากสามารถมีแนวทางร่วมกันได้ การค้าขายของพวกเราจะยิ่งก้าวหน้าและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน"

ธีโอเดรกระแอมขัดคอเล็กน้อย "ไม่นับรวมข้ารึ..."

.

.

ท่านหญิงลีอาห์หันไปมองสามีที่นั่งอยู่เคียงข้าง "ท่านออกไปข้างนอก..."

"อย่างไรข้าก็ได้ยินอยู่ดี"




สุดท้ายแล้ว ธีโอเดรก็ต้องออกมาเดินเล่นด้านนอกระหว่างการหารือกันของสามอาณาจักร

ทูตเอลฟ์มองไปรอบๆอาณาจักรที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ ทั้งกำแพงเมืองด้านหนึ่งที่เกือบจะพังทลายจากอานุภาพปืนใหญ่ และประตูเมืองที่ปิดไม่ได้ซึ่งรีบซ่อมแซมในเร็ววัน กลิ่นดินปืน และกลิ่นเลือดยังคลุ้งอยู่ในอากาศ ประชาชนที่หลบอยู่ในห้องใต้ดินเมื่อวานนี้เดินทางกลับไปยังบ้านของตนแล้ว บ้างก็ร่ำไห้เสียใจให้กับคนในครอบครัวที่เสียชีวิตในหน้าที่ทหาร

ธีโอเดรเดินขึ้นไปบนกำแพงปราการชั้นหนึ่งซึ่งโอบล้อมมหาคฤหาสน์แห่งอาเดรียเอาไว้

"ท่านทูตมีกำหนดการอย่างไรบ้างขอรับ"

เอลฟ์คนสนิทตรงเข้ามาถามทันทีเมื่อเห็นนายของตนปรากฎตัวหลังจากหายเข้าไปในมหาคฤหาสน์ของอาเดรียตั้งแต่เมื่อวาน "มหาราชาส่งข่าวอะไรมาหรือเปล่า" ธีโอเดรถาม และมุ่นคิ้วเล็กน้อยราวกับต้องการฟังการหารือกันของพวกคนในห้องประชุม "ข้าคิดว่าเธสซาลีย์เองก็ควรรุกหาอาเดรียบ้างเหมือนกัน"

"มหาราชาส่งข่าวมาอวยพรขอให้ท่านทูตได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวขอรับ..."

"ไม่เอาสิ" ธีโอเดรหัวเราะ "ส่งข่าวบอกมหาราชาว่าข้าต้องการพบตัวแทนขุนนางฝ่ายทะเลใต้ ส่งคนมาได้เลย ถ้าเป็นเรือเหาะสักสี่วันก็คงถึง" การเดินทางจากตะวันออกมายังมหาทวีปแห่งนี้ใช้เวลาสี่วันสำหรับเรือเหาะ แต่หากเป็นเรือใบธรรมดาก็อาจใช้เวลาร่วมเดือน "รีบมาก่อนที่อัสคาห์เดินทางมาถึง" แม้ว่าเธสซาลีย์จะมีความสัมพันธ์อันดีกับแอสทารอธ แต่ธีโอเดรก็คิดว่าอาเดรียแห่งนี้ยังมีอะไรที่น่าสนใจอยู่อีกมาก ยิ่งเมื่อได้ยินเรื่องของป่าเวทมนตร์อันเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรคัสนาห์ ทูตเอลฟ์คิดว่าเธสซาลีย์จะอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป

อีกทั้งผู้นำอาเดรียในตอนนี้ดูจะต้องเกรงใจเขามากเป็นพิเศษอีกด้วย

"ท่านทูต... ท่านเลสธีราห์มาขอรับ"

ธีโอเดรละสายตาจากท่าเรือในอ่าวออโรรากลับมายังบุตรชายที่เดินตามขึ้นมาบนกำแพงปราการ "เจ้ารู้จักเดินย่องไม่ให้พ่อได้ยินเสียงแล้วรึ" ทูตใหญ่ยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้คนสนิทถอยห่างออกไป เพื่อที่ตนจะได้สนทนากับบุตรชายที่ไม่ได้พบหน้านับสิบปี "การเจรจาราบรื่นดีใช่ไหม"

"ข้ารู้ว่าท่านได้ยิน..." เลสธีราห์หัวเราะ และเข้ามายืนข้างบิดาซึ่งสูงจนเขาเกือบจะต้องแหงนมอง

"ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังสักหน่อย"

"แล้วข้าก็ได้ยินด้วยว่าท่านสนใจอาเดรียเช่นกัน"

"เจ้านี่แอบฟังชัดๆ" ธีโอเดรหัวเราะ มือใหญ่ยกขึ้นวางบนหัวบุตรชายแล้วลูบเบาๆ "ข้าไม่น่าให้หนังสือเล่มนั้นกับเจ้า การได้ยินทุกสิ่งมันช่างอันตราย และเป็นวิชาที่หนวกหูเสียเหลือเกิน" ธีโอเดรมอบธนูแหวกสมึทรให้กับเลสธีราห์เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว พร้อมกับหนังสือที่สอนให้เขาฝึกฝนวิชาฟังเสียงนี้ เพื่อให้ตนมีพลังที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะควบคุมอำนาจของแอควาเรียร์ได้ "แต่หากเจ้าใช้แอควาเรียร์ไม่ได้... เจ้าอาจจะไม่มีวันนี้"

"ข้าคิดว่าตัวเองโชคดีที่ขี้เกียจฝึก... จึงยังไม่ได้ยินเสียงอะไรมากมาย" บุตรชายตอบตรง

"นั่นเป็นเหตุผลที่เจ้าต้องจมเซเลสต์จนเรือเกือบแตก" ท่านทูตมุ่นคิ้ว "หากเจ้าควบคุมทิศทางของแอควาเรียร์ได้.... การจะจมเรือลำอื่นโดยรอบไม่จำเป็นจะต้องเอาตัวเองลงไปด้วยแบบนั้น" เขาขยี้หัวบุตรชายเบาๆก่อนจะจิ้มหน้าผากอีกทีหนึ่ง "พลังจิตของเจ้า เลสธีราห์... คือสิ่งสำคัญที่จะควบคุมแอควาเรียร์" ครึ่งเซนทอร์พยักหน้ายอมรับคำตำหนิของบิดา แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าหากฝึกฝนจนเก่งเช่นบิดาแล้ว เขาไม่ต้องได้ยินทุกเรื่องจนรู้สึกหนวกหูหรอกหรือ

"แต่จากนี้ไป... เจ้าอาจจะไม่ต้องใช้ธนูนั่นอีกก็ได้" เอลฟ์ยิ้มจาง "เพราะเจ้าก็ไม่ใช่ผู้บัญชาการเซเลสต์อีกแล้ว"

"นั่นไม่ใช่เรื่องที่ข้ากังวลเลย" เลสธีราห์พยายามบอกบิดา เขารู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุม ธีโอเดรรู้ว่าเอเดรียนไม่คิดจะเปลี่ยนใจสภาขุนนางแห่งแอสทารอธ แต่กลับหยิบยื่นตำแหน่งที่สำคัญไม่แพ้กันเพื่อให้เลสธีราห์มีจุดยืนในสังคมเซนทอร์ต่อไป "ข้าไม่รู้สึกว่ามันตกต่ำจากเดิม และเห็นด้วยกับเอเดรียนว่าหากไปร้องขอคืนตำแหน่งก็เป็นการกระทำที่ไม่สมควรสักเท่าไหร่"

ทูตเอลฟ์ไหวไหล่เมื่อได้ยินเช่นนั้น "เจ้ารักเขานี่ เขาทำอะไรก็คงดีไปเสียหมด"

"ท่านพ่อ..."

ธีโอเดรหัวเราะเบาๆเมื่อบุตรชายกดเสียงแสดงถึงความไม่พอใจนัก "ความคิดเจ้านั่นก็ไม่ได้เลวร้ายนักหรอก แม้มันจะขบถต่อธรรมเนียมของเซนทอร์บ้างก็ตาม" เขาลูบผมอีกฝ่าย และรู้สึกเหมือนกำลังมองดูตัวเองเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนหน้านี้ที่ตัดสินใจแต่งงานกับเซนทอร์ได้อย่างไม่ยากเย็น เลสธีราห์เบือนหน้ามองออกไปที่ท่าเรือเล็กน้อยเพื่อคิดหาคำพูดมาสนทนาต่อ "ทำไมท่านพ่อดูไม่แปลกใจที่ข้า..." ร่างโปร่งนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อคิดหาคำมาอธิบายสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร "ข้าหมายถึง... ทำไมท่านไม่แปลกใจที่ข้า... ไม่ได้มีคนรักเป็นผู้หญิง"

"เจ้าคิดว่าข้าอยู่มากี่ร้อยปีแล้ว" ทูตใหญ่ยักไหล่ "ลูกพี่ลูกน้องเจ้า... คูแรนน์ ตอนแรกก็มีคนรักเป็นหญิงอยู่ดีๆ ไปๆมาๆก็กลายเป็นชายไปเสียอย่างนั้น" เลสธีราห์เบิกตาขึ้นและหันกลับไปมองหน้าบิดาอย่างไม่อยากจะเชื่อ และรบเร้าให้อีกฝ่ายอธิบายเพิ่มเติมด้วยการจ้องอยู่อย่างนั้น "เจ้าไม่รู้หรอกรู้... เรื่องของเจ้านั่นทำให้พี่ชายข้าปวดหัวจะเป็นจะตาย ไม่มีใครในตระกูลบลังค์ที่ลบอำนาจของธนูธาตุคันเดียวตั้งสามสี่ครั้งแบบเจ้านั่นหรอก" ธีโอเดรว่า และยกมือขึ้นมานับนิ้ว

"ของชิ้นนั้นเป็นสมบัติของพ่อข้า สืบทอดให้พี่ชายคนโต และตกไปยังลูกของเขาในที่สุด ซึ่งก็คือคูแรนน์"

ธนูลมอัลซาโตเกียร์คือสมบัติที่เก่าแก่ที่สุดของตระกูลบลังค์

"แต่คูแรนน์กลับสลักชื่อของโซเฟีย เธเรเซีย แม่หญิงภูตที่เขารักแทนตัวเอง ซึ่งนั่นควรจะเป็นชื่อสุดท้ายของธนูคันนั้นและฝังรวมไปกับร่างไร้วิญญาณของนาง แต่อัลซาโตเกียร์จะฝังกับคนนอกตระกูลบลังค์ไม่ได้ คูแรนน์จึงกลับนำมันกลับมาลบชื่อของนางออกแล้วเปลี่ยนเป็นชื่อตัวเอง" เลสธีราห์เพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจฟังและคิดตาม เนื่องจากประหลาดใจเช่นกันที่เห็นคูแรนน์ใช้ธนูอัลซาโตเกียร์ได้ ทั้งที่เขาเคยมอบให้หญิงคนรักที่ไม่เคยรักตอบ "ตอนนั้นพวกเราก็เพิ่งรู้ข่าวว่าแม่หญิงภูตเสียชีวิตไปแล้ว และตามกฎของตระกูล ธนูจะต้องถูกฝังไปพร้อมร่างของคนละตระกูลเท่านั้น ดังนั้นเราจึงยอมเปลี่ยนชื่อเจ้าของอัลซาโตเกียร์ให้คูแรนน์... และตอนนั้นเองที่เขาประกาศว่าเขามีคนรักใหม่เป็นชาย"

เลสธีราห์ส่ายหัวเบากับวีรกรรมนั้น "ข้าคิดว่าเขาไม่น่ารีบประกาศเช่นนั้น"

"อาจจะเป็นการบอกกลายๆว่านั่นจะเป็นการทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายของอัลซาโตเกียร์ที่เก่าแก่ที่สุดของตระกูล เพราะเขาอาจจะไม่มีทายาทสืบต่อ" ธีโอเดรพึมพำ "คูแรนน์อาจจะอยู่ได้ถึงห้าร้อยปี ถ้าเขาไม่รนหาที่ตายเสียก่อน" พวกเอลฟ์มีอายุยืนนับพันปี แต่คูแรนน์ซึ่งเป็นเพียงครึ่งเอลฟ์ก็อาจจะมีอายุขัยสั้นลง "ซึ่งอาจจะประจวบพอดีกับอายุขัยของคนรักใหม่ที่เป็นภูต" เมื่อพูดเรื่องอายุขัย เลสธีราห์ก็นึกได้ว่าตนเองก็เป็นครึ่งเอลฟ์ และคงจะอยู่ดูโลกนี้นานกว่าช่วงชีวิตของเซนทอร์หรือมนุษย์คนเดียว

เซนทอร์ที่อายุมากที่สุดในตอนนี้คือเซนทอร์เทพเซดรา ผู้เฝ้ามองความเป็นไปของดาวดาว

...แล้วเอเดรียนเองจะมีอายุขัยสักกี่ปีกันนะ

"มันเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ หากคิดจะมีคู่ครองต่างเผ่า เลสธีราห์" บิดาของเขาว่า "ข้าเองก็เตรียมใจว่าลีอาห์คงไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดกาล" เซนทอร์เทพซาดรามีอายุเจ็ดสิบสองปี ซึ่งนับว่าชรามากแล้วสำหรับเผ่าครึ่งม้า แล้วแม่ของเขาจะสามารถอยู่ได้นานถึงเพียงนั้นไหม "ดังนั้น... หากรักก็พูดว่ารัก หากอยากพบก็จงไปพบ ก่อนที่มันจะสายไป" ธีโอเดรยิ้มจาง

"ข้าจึงไม่ห้ามหากเจ้าจะคบหากับมนุษย์คนนั้น หากมัวแต่เล่นตัว เดี๋ยวก็แก่ตายกันพอดี"

"ข้าไม่คิดว่าท่านแม่จะปลื้มเอเดรียนนัก..."

"เจ้าคิดว่าทำไมแม่ของเจ้าจึงยอมเลี้ยงเจ้าด้วยตัวเอง ปล่อยให้ข้าเดินทางกลับตะวันออก แล้วส่งจดหมายคุยกันเดือนละฉบับมาตลอดยี่สิบปีเล่า" บิดาเอ่ยถาม "ความเด็ดเดี่ยวของเซนทอร์ก็เป็นเรื่องหนึ่ง สตรีเอลฟ์ไม่มีทางใจแข็งได้ขนาดนี้ นางอาจจะเลิกราและแต่งงานใหม่ไปเลยก็ได้ แต่ในขณะที่แม่เจ้า... ไม่เคยหมดศรัทธาในตัวข้า"

เลสธีราห์ส่ายหัวเบาเพื่อรอให้บิดาเฉลยคำตอบ

"เซนทอร์ชื่นชมและรักษาเกียรติยิ่งกว่าชีวิต พวกเขารักความซื่อสัตย์ และเคารพในหน้าที่ ดังนั้น การหายหน้าไปทำงานไม่ได้ทำให้เซนทอร์น้อยเนื้อต่ำใจเลย แต่กลับยิ่งภูมิใจที่ตนได้ครองคู่กับคนที่มีความรับผิดชอบสูงส่งต่างหาก" ธีโอเดรยิ้มจาง "นางภูมิใจที่ข้าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ" คนเป็นพ่อก้มลงเล็กน้อยแล้วแกล้งกระซิบหยอกที่ข้างหูบุตรชาย

"แต่ข้าก็จะไม่ทิ้งนางเพราะหน้าที่เหมือนกัน"

"ท่านพ่อ!!" เลสธีราห์หน้าแดงวาบ ก่อนจะอ้าปากค้างเป็นปากขาดน้ำ ด้วยรู้ดีว่าบิดาได้ยินบทสนทนาของเขากับเอเดรียนทั้งหมด และหากถามต่อ เชื่อว่าธีโอเดรคงจะบอกได้ทั้งหมดว่าพวกเขาคุยอะไรกันบ้าง "อย่าแอบฟังเรื่องส่วนตัวของข้านะ!" แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ได้ยิน แต่เลสธีราห์ก็อดไม่ได้ที่จะต้องปรามแบบนั้น "ข้าก็ได้ยินหรอก... ว่าท่านพ่อคุยกับท่านแม่เรื่องข้าว่ายังไงบ้าง!"

"ถ้าเจ้ารู้ว่าข้าฟังอยู่จริงๆ เจ้าจะไม่ทำหน้าตกใจแบบนั้นหรอกลูก"

บิดายิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง "ลองให้เอเดรียนพูดกับแม่เจ้า... เชื่อเถอะว่านางใจอ่อน"





ว่าที่ผู้นำแห่งอาเดรียเดินมาส่งราชินีแห่งธีสธรัลหลังจากจบการประชุม ไวลด์ยืนยันว่านางควรจะรีบกลับไปยังอาณาจักรเพื่อชี้แจงข้อตกลงและสัญญาทั้งหมดให้เหล่าขุนนางรับทราบละนำไปปฏิบัติใช้ ก่อนที่ประชาชนที่เต็มไปด้วยคำถามจะลุกฮือขึ้นต่อต้านอย่างอดรนทนไม่ได้ แต่เมื่ออาเดรียยอมเปิดท่าเรือให้ธีสธรัลอีกครั้ง และดำเนินการค้าขายต่อไปเป็นปกติตามเดิม เพียงเท่่านี้ก็ทำให้ราชินีสาวเบาใจขึ้นมากและยอมตกลงเจรจากับอาเดรียอย่างเท่าเทียมในที่สุด

หากสิ่งหนึ่งที่เอเดรียนไม่สามารถเรียกร้องมาได้... นั่นก็คือเรือจักรไอน้ำ 

สมบัติชิ้นแรกที่แอสทารอธต้องการ และอาจเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่จะเปลี่ยนใจสภาขุนนางแอสทารอธให้ลดโทษทัณฑ์ของเลสธีราห์จากหนักเป็นเบาได้ หากแต่เหล่าเซนทอร์มีความกล้าหาญพอที่จะยอมรับผิด ดังนั้นเลสธีราห์จึงปฏิเสธการกลับคืนสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือรบเซเลสต์ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ แต่จะก้าวต่อไปในตำแหน่งของทูตผู้ดูแลความสัมพันธ์ของแอสทารอธและอาเดรียแทน

"ถ้าพี่อยากได้ศาสตร์การต่อเรือ... ข้าจะขโมยมาให้ก็ได้นะ" เอเรสยืนอยู่เคียงข้างเอ่ยขึ้น

"ไม่ต้องขโมยอีกแล้ว เอเรส แค่เจ้าไม่วางมือจากตำแหน่งผู้นำระดับสูงของเหล่าโจรสลัด ข้าก็ต้องคิดหาเหตุผลดีๆสักพันข้อมาบอกพวกขุนนางอาเดรียเพื่อไม่ให้พวกเขาปลดเจ้าออกแล้วเอาคนของตัวเองมาเสียบแทน" พี่ชายถอนใจ "ที่ข้าให้เจ้าขโมยสัญญาสงบศึกมาจากธีสธรัล เพราะข้าต้องใช้มันจริงๆ" เอเดรียนไม่ลงนามในสัญญาตั้งแต่ครั้งแรกที่ราชินีไวลด์เสนอ และเปลี่ยนเมื่อเรื่องทั้งหมดเกือบจะสายเกินแก้ ดังนั้นเขาจึงต้องส่งเอเรสไปนำสัญญาฉบับนั้นออกมา

"แล้วต่อไปก็ห้ามปลอมลายเซ็นข้าอีก..."

เอเรสยืดอกขึ้นแล้วทำท่าล้อเลียนพี่ชาย "ห้าม... ห้าม... ห้าม... กฎเกณฑ์เยอะสิ้นดี"

"เอาเรือไปเก็บได้แล้ว จอดเรือรบเรียงกันไว้แบบนี้จะทำให้ชาวบ้านตกใจเปล่าๆ" เอเดรียนว่า ก่อนจะยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกได้ "เจ้าเอาชื่อท่านแม่มาตั้งเป็นชื่อเรือ" เรือบัญชาการของโจรสลัดเทเทสคือเรือแองเจลิกา อันได้มาจากชื่อของแองเจลิกา ฟลินทรัสต์ คุณหญิงของบ้านที่เสียชีวิตเมื่อครั้งที่ให้กำเนิดเอเรส

"นางแลกชีวิตตัวเองเพื่อให้ข้า..." เอเรสพึมพำตอบ "ข้ามีเรืออีกลำเป็นชื่อท่านพ่อ!"

"อย่าเอาชื่อข้าไปตั้งด้วยก็พอ"

"ข้ากำลังจะต่อเรือลำที่สามเป็นชื่อพี่พอดี"

"พอแล้ว เอเรส" เอเดรียนหัวเราะร่วน ก่อนจะเหลือบไปเห็นจาเร็ตต์เดินตรงเข้ามาทั้งคู่ ดูเหมือนว่าโจฮาลล์จะเดินทางกลับมาจากคัสนาห์แล้ว และทุกอย่างก็ดำเนินไปตามแผนด้วยดี "ข้าขอยืมกำลังพลจากท่านหญิงโมนาไปดูแลความเรียบร้อยของคัสนาห์ร่วมกับคนของเรา เพราะเกรงว่าระยะทางจะทำให้คัสนาห์กับอาเดรียขาดสะบั้นออกจากกันจริงๆในช่วงเวลานี้ และจนกว่าข้าจะกลับมาจากแอสทารอธพร้อมกับข้อสรุปเรื่องสัญญาแลกเปลี่ยน ขอให้โจฮาลล์ช่วยดูแลความเรียบร้อยที่คัสนาห์ไปก่อน"

จาเร็ตต์พยักหน้ารับแต่ก็ไม่วายที่จะออกความเห็น"เจ้าไม่ควรละทิ้งบ้านเมืองไปในช่วงเวลาแบบนี้"

"เอเรสจะดูแลความเรียบร้อยของอาเดรียไปก่อนระหว่างนี้ ข้าจะรวมคัสนาห์เข้ากับอาเดรียเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำของผู้คน แต่เราจะทอดทิ้งเมืองเดิมไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีแนวทางที่แน่ชัดพอว่าจะปฏิบัติอย่างไรบ้าง และจำเป็นจะต้องหารือกับแอสทารอธ ข้าจึงต้องเดินทางไปที่นั่นด้วยตนเอง"

"เช่นนั้นข้าจะไปเตรียมตัว..." จาเร็ตต์ก้มหัวลงเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวกลับ

"เจ้าอยู่ที่นี่ช่วยเอเรส จาเร็ตต์" เอเดรียนว่า "เจ้านี่ต้องมีคนคอยดูแลพฤติกรรม"

"หา...!" เลขาหันกลับมามองผู้เป็นนายและมองกลับไปยังแม่ทัพคนใหม่ที่ยิ้มกว้างอย่างดีใจที่จะมีคนคอย 'ดูแลพฤติกรรม' ซึ่งนั่นทำให้ชายผมแดงส่ายหัวรัวเร็วทว่าไม่สามารถเอ่ยปากปฏิเสธได้ "แต่เจ้าต้องเตรียมเอกสารประชุม ไหนจะรายละเอียดแต่ละอย่าง เจ้าเคยเข้าหอสถิติหรือ เจ้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเราด้านบัญชีกับสัมมะโนประชากรเราเป็นอย่างไร"

"เช่นนั้นข้าก็ขอให้ขุนนางประจำหอสถิติไปช่วยไม่ดีกว่าหรือ"

"เอเดรียน!"

ผู้นำอาเดรียหัวเราะเบา "เอาน่า เอเรสไม่แกล้งเจ้าหรอก" มีหรือเขาจะไม่รู้นิสัยน้องชายของตัวเอง และมีหรือที่เอเดรียนจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายดูจะสนใจจาเร็ตต์มากกว่าคนอื่น ดังนั้นเพื่อดึงตัวเอเรสเอาไว้ไม่ให้หนีลงเรือออกทะเลไปตามหาความฝันอย่างที่เคยทำเป็นกิจวัตร เห็นทีว่าจะต้องตั้ง 'ผู้ดูแลพฤติกรรม' เป็นจาเร็ตต์นี่เอง

"เจ้าจะทิ้งข้าให้อยู่กับ.... เจ้านี่ แล้วไปกับเลสธีราห์สองต่อสองไม่ได้นะ!"

เอเดรียนหัวเราะร่วนขณะส่งยิ้มให้กับคนที่กำลังถูกพูดซึ่งเดินตรงมาหาพวกเขาที่ท่าเรือ และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่พวกเขาส่งยิ้มให้กันอย่างสบายใจ ด้วยไม่มีอุปสรรคใดจะทำให้พวกเขาพบกันไม่ได้อีกแล้ว "มาจนถึงตอนนี้แล้วข้ายังแสดงออกไม่ได้อีกเหรอ จาเร็ตต์" ร่างสูงก้าวไปรับเซนทอร์ผู้ที่ยังดูงุนงงว่าเหตุใดเอเดรียนจึงยิ้มให้

"มีอะไรกันหรือเปล่า" เซนทอร์หนุ่มเหลียวไปมองด้านหลังตัวเองเล็กน้อยด้วยความประหม่า "เจ้ายิ้มแปลกๆ"

"ยิ้มให้คนรักมันแปลกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เลสธีราห์"





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #355 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:08
    มดกัดดดดด
    #355
    0
  2. #296 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มกราคม 2560 / 23:45
    จริงๆม๊าก็ไม่ได้เป็นคนขี้โมโหหรอก  ก็เป็นถึงราชเลขาที่คอยรับหน้าอาคันตุกะทั้งหมดแทนเหนือหัวนี่น้า ... ปัญหามันอยู่ที่อีกฝ่ายดันเป็นลูกเขยไม่ได้เรื่องอย่างเอเดรียนสินะ  ความสงบสุขุมทั้งหลายเลยดูจะมลายไปสิ้น  .................
    (ซาฮาลใจเย็นๆนะ  เลสไม่ได้ชอบใครเพราะคนนั้นเป็นเซนทอร์เสียหน่อย  เลสชอบตรง ‘เว้นเสียแต่...’ ตรงนั้นแหละ นายเลยแพ้ไง---------)
    ไวลด์ออกปาก  ป๊าออกปาก  เอเรสออกปาก  แม้แต่เลสยังต้องช่วยออกปากในที่สุด  อนาถว่ะเอเดรียนเอ้ย 555555555555555
    .
    .
    .
    ป๊าาาาา  ป๊าเอาเวลาไปเดินเล่นรับลมมั้ยยยยย  แทนการนั่งแอบฟังเค้าคุยกัน 55555555555555


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 มกราคม 2560 / 23:46
    #296
    0
  3. #291 IMilk Errorist (@Bambam_tuan_9397) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 17:45
    นั่งขำท่านพ่อมากอ่ะ น้ำตาแทบเล็ด555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555
    #291
    0
  4. #290 |||No_Name||| (@oom-kanyarat) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 มกราคม 2560 / 13:01
    ท่านหญิงโมนาหญิงแกร่งมว๊ากกกก ส่วนท่านพ่อตอนท้าย...เอาเป็นว่าโนคอมเม้นนะคะ55555555
    #290
    0
  5. #199 ควอเรีย (@ferin-feriona) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 มกราคม 2558 / 22:19
    เอเรส สุดยอด
    นี่ขนาดเคยเกือบโดนเลสธีราห์เอาตาย ยังจะกล้าไปพูดแหย่อีก 
    สาธุ~ขอให้เอเรสรอดจากการถูกพี่สะใภ้ฆ่าหมกศพด้วยเทิ้ด 555555^^
    #199
    0
  6. #196 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 มกราคม 2558 / 21:53
    ชอบแม่ทัพโมนาอ่ะ เถื่อน แถมเป็นแม่ลูกอ่อนด้วย แปลกดี ชอบบบบบบบบ 
    เลสจ๋า...ทำใจให้ชินกับคำว่าพี่สะใภ้เหอะ เหมาะแล้ว 555
    ซาฮาลเปิดตัวดีมากค่ะ ทำเราลืมไปเลยว่าพระเอกของเรื่องคือเอเดรียน TT
    #196
    0
  7. #195 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 มกราคม 2558 / 23:31
    เอ สรุปมันเป็น เธสซาลีย์ หรือ เธสซาเลย์ หว่า? เหมือนจำได้ว่าเคยเป็นลีย์?
     
    ซาฮาลนี่ รู้นะว่านางจะมา แต่ไม่คิดว่าจะมา ... หารีดาห์ก่อน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ ทำดีค่ะทำดี เกิดมาชาตินี้ยังไม่สิ้นชีวี เรามีคนใหม่ในใจได้ ปล่อยเลสไปจ่ะ รีดาห์น่ารักนะ 😂😂😂😂😂
     
    พูดถึงปก จริงๆเราลืมไปละ มาอ่านทอร์คภาพผุดขึ้นมาเลย
     
    .
     
    .
     
    .
     
    เราเห็นกิ้งก่า ... กิ้งก่าใช่มั้ย กิ้งก่าเถอะเนอะ เราจะได้ไม่กลัว นี่กลัวจิ้กจกอย่างเดียว  กิ้งก่งกิ้งก่าจิ้งหลงจิ้งเหลนอีกัวน่าอะไรไม่กลัวนะ ขอเว้นจิ้งจกอย่างเดียว ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ //ตอนนั้นเปิดเปิดเจอสตั้นไปสามวิ//  😂😂😂😂😂
    #195
    0