[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,287 Views

  • 359 Comments

  • 1,106 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    70

    Overall
    19,287

ตอนที่ 4 : [Re-Write] "ข้าคือแม่ทัพแห่งอาเดรีย"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 818
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    27 ก.ย. 59

เอเดรียนบอกได้ว่าพรานหนุ่มคนนี้ไม่เหมือนคนอื่น...

นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นอีกฝ่ายในตลาด เขาก็จดจำใบหน้านั้นได้ขึ้นใจ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่ลุ่มลึกเสมือนมีความลับบางอย่างแอบซ่อนอยู่ รับกับจมูกโด่งสวย และรูปหน้าเรียวคม พรานหนุ่มผู้นั้นนำหนังสือผืนใหญ่มาขายให้กับร้านค้าในตลาดกลาง และได้รับเงินถุงโตกลับมาเป็นค่าตอบแทน

"ถ้าเจ้าสามารถหางาช้างมาได้ล่ะก็ ข้ารับรองว่าความตอบแทนจะงดงามยิ่งกว่านี้เสียอีก"

เจ้าของร้านพยายามโน้มน้าวให้พรานหนุ่มตอบตกลงหรือสัญญาว่าจะพยายาม งาช้างเป็นสินค้าหายากและมีราคาแพง อันเนื่องจากความยากลำบากที่จะได้มันมา ทั้งช้างสี่งาและช้างแมมมอธก็ล้วนแต่มีขนาดใหญ่ ดุร้าย และกราดเกรี้ยวเกินกว่าที่พรานทั่วไปจะฆ่ามันได้

"ข้าออกล่าตามลำพัง... จะไปหางาช้างมาจากไหนได้เล่า"

ร่างโปร่งยิ้มขัน ก่อนจะพยักหน้าให้อีกฝ่ายแล้วจึงปลีกตัวเลี่ยงออกมาเพื่อเป็นการตัดบทสนทนา แต่เมื่อหันกลับมาก็พบว่าตนเผชิญหน้าอยู่กับคนแปลกหน้าอีกคนหนึ่ง เอเดรียนกำบังเหียนของอัลธอร์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวเมื่อดวงตาสีทะเลคู่นั้นช้อนขึ้นมองประสาน อีกฝ่ายสูงเพียงระดับสายตาของเขา กระบอกใส่ธนูสะพายอยู่ที่บั้นเอว และคันธนูก็พาดอยู่บนบ่าที่เปล่าเปลือย

"ที่ทางมีตั้งมาก เหตุใดจึงมายืนขวางข้าเล่า..."

เอเดรียนถอยออกมาก้าวหนึ่งเมื่อถูกตำหนิ "หากว่าข้ามีเรื่องจะสนทนากับเจ้า จะยืนขวางได้หรือยัง"

คนแปลกหน้าเหยียดยิ้ม แต่แทนที่จะตอบคำถาม เขากลับเดินตรงเข้าไปลูบหัวม้าสีน้ำตาลที่ยืนอยู่ข้างกันด้วยความหลงใหล "ม้าของเจ้ารึ... ช่างสง่างามไม่มีที่ติ" ตามปกติแล้ว อัลธอร์ไม่มีนิสัยต้อนรับแขกและเป็นมิตรกับคนทั่วไปสักเท่าไหร่ แต่เอเดรียนก็ต้องมุ่นคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อพบว่าอาชาคู่ใจยอมให้คนแปลกหน้าลูบหัวมันแต่โดยดี

"มันชื่อ อัลธอร์..." แทนที่จะแนะนำตัวเอง เอเดรียนคิดว่าเขาควรจะแนะนำให้อีกฝ่ายรู้จักกับม้าน่าจะเป็นการเริ่มต้นการสนทนาที่ดีกว่า "เป็นม้าที่เกิดจากพ่อพันธุ์ชั้นยอด มีพละกำลังและความอดทนเป็นเลิศ" เอเดรียนมองดูอีกฝ่ายลากมือไปตามสันกรามของสัตว์ใหญ่ ลูบวนขึ้นไปถึงลำคออันแข็งแกร่ง จนจบด้วยการลดมือลงช้าๆ

"พ่อพันธุ์หรือ" อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "เอาอะไรมาตัดสินว่าตัวใดคือพันธุ์เล่า" เมื่อพูดจบ พรานหนุ่มก็หมุนตัวไปทางประตูทางออกเมือง "ยืนพูดเฉยๆจะเกะกะทางเปล่า ดูเหมือนว่าการเดินไปคุยไปจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า" จากคำร่ำลือแล้ว เอเดรียนคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงชาวบ้านสามัญชนทั่วไป แต่เมื่อได้ลองสนทนาเพียงไม่กี่ประโยค เขากลับรู้สึกถึงชั้นเชิงในการพูดของอีกฝ่ายซึ่งต่างจากคำว่า 'พรานชาวบ้าน' ทั่วไปมากนัก และด้วยความอยากรู้อยากเห็น ร่างสูงจึงออกเดินตาม

"เจ้ามีชื่อว่าอะรึ พรานหนุ่ม... ข้าได้ยินชาวบ้านแถวนี้พูดถึงเจ้ามาสักพักใหญ่"

"แล้วเขาพูดถึงข้าว่าอย่างไรเล่า" อีกฝ่ายเล่นลิ้น "จะไม่รู้ชื่อข้าเชียว"

"เจ้าไม่เคยบอก กระทั่งพ่อค้าจอมเคี่ยวร้านนั้นก็ยังไม่รู้ชื่อของเจ้า" เอเดรียนว่า "แต่เขากล่าวว่าเจ้าเป็นพรานหนุ่มลึกลับฝีมือดีที่มักจะมีของหายากมาขายเสมอ" อัลธอร์ถือโอกาสเดินเคียงข้างคนแปลกหน้าแม้ว่ามันจะไม่เคยมีนิสัยสนิทกับใครง่ายแบบนี้มาก่อน ดังนั้นการพูดคุยของคนทั้งสองจึงต้องคุยกันลอดคางม้า "หรือกระทั่งชื่อเจ้าก็ยังมีมูลค่า จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้มากันล่ะ"

ร่างโปร่งอ้าปากชะงักเมื่อจับได้ว่าอีกฝ่ายเหน็บแนม "ถึงข้าจะขายของ แต่ไม่ได้ขายตัวเองหรอกนะ"

"เช่นนั้นจะบอกตรงๆได้หรือเปล่า"

"อา... หากมันง่ายขนาดนั้น ทุกคนก็รู้หมดน่ะสิ" ดวงตาคู่สวยเลื่อนไปมองม้าใหญ่ข้างๆตนก่อนจะเลื่อนมองเหรียญตราสัญลักษณ์ของอาณาจักรอาเดรียซึ่งห้อยอยู่ที่อกของมัน "เจ้าเป็นขุนนางหรอกรึ" พรานหนุ่มเลิกคิ้ว "มองผ่านช่างเหมือนคุณชายลูกเศรษฐีที่ไหน ช่างเอาม้ามาเดินในตลาดกลางเสียได้"

"ข้าเชื่อว่าต่อให้ข้าเป็นขุนนาง ก็ไม่สามารถทำให้เจ้าบอกชื่อข้าได้อยู่ดี" เอเดรียนตอบ

"ข้าแค่อยากได้มารยาท" อีกฝ่ายกล่าวบ้าง "เหตุใดจึงไม่บอกชื่อตัวเองก่อนบ้าง"

"อ้อ..." ชายหนุ่มอ้าปากค้างไปเล็กน้อย แล้วจึงหัวเราะออกมาเบาๆ "ข้าชื่อเอเดรียน..." พวกเขาเดินออกจากตลาดกลางมาจนถึงประตูทางออกเมือง และเมื่อเอเดรียนพูดชื่อของตนจบ คู่สนทนาก็หยุดก้าวแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ

"ขอบคุณที่มาส่ง ข้าคงต้องกลับบ้านของตัวเองบ้างแล้ว" พรานหนุ่มยิ้มขัน "ข้าชื่อ เลสธีราห์"

เอเดรียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจหลังได้ยินชื่อ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายตั้งท่าจะจากไปจึงนึกได้ว่าเขาคงต้องการมากกว่าชื่อของอีกคน "หากข้าจะสนทนาเรื่องอื่นกับเจ้าบ้าง จะต้องไปรอพบที่ร้านนั้นหรืออย่างไร"

เลสธีราห์ยิ้มตอบ "เดินขึ้นไปยังต้นแม่น้ำ จนพบต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่งที่มีผลสีส้มอมแดงสะดุดตา ผลของมันมีรสชาติดีมาก ข้ามักจะไปรอให้มันออกผลอยู่ทุกวี่วัน หากเจ้าสนใจ... จะไปสนทนากับข้าที่นั่นก็ย่อมได้" พรานแปลกหน้ากล่าว "มันสงบกว่าที่นี่"

   


    

เรื่องน่าลำบากใจที่สุดของเซนทอร์นั่นคือการบังคับให้พวกเขาขี่ม้า... ซึ่งตอนนี้เลสธีราห์ก็กำลังพยายามเก็บซ่อนสีหน้ากังวลของตนเอาไว้ไม่ให้เอเดรียนสังเกตเห็น ไม่มีมนุษย์คนไหนที่สามารถเดินจากชายแดนกลับไปยังเมืองหลวงได้ด้วยสองเท้าภายในเวลาข้ามคืน ดังนั้นเอเดรียนจึงอนุญาตให้ร่างโปร่งขึ้นขี่ม้าตัวเดียวกับตนเพื่อกลับไปยังที่พักในฐานะคนสนิทคนใหม่

เลสธีราห์คิดวิธีรับมือกับการเดินทางกลับแอสทารอธในฐานะมนุษย์ได้แล้ว...

แต่ในตอนนี้เขาคิดไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไรกับเรื่องขี่ม้า

อัลธอร์เหลือบดวงตากลมโตของตนขึ้นมองเซนทอร์ในร่างมนุษย์ราวกับต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างที่เลสธีราห์ไม่เข้าใจ ต่อให้เขาเป็นเซนทอร์แต่ก็มีเลือดเซนทอร์เพียงครึ่งเดียว ดังนั้นจึงไม่อาจเข้าใจม้าได้หมดจด แต่แน่นอนว่าม้าทุกคนจะรู้ว่าใครบ้างที่เป็นเซนทอร์ ราวกับว่าสามารถสัมผัสได้จากจิตใต้สำนึก กลัวมันแล้วหรือไงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหน้าซีด แม่ทัพใหญ่ก็ทอดยิ้มบางและเดินมาลูบแผงคออัลธอร์เพื่อทำให้ม้าคุ้นเคยยิ่งขึ้น "ทุกวันนี้ดูเจ้าสนิทกับอัลธอร์มากกว่าข้าอีกไม่ใช่รึ"

เลสธีราห์ลูบสันกรามม้าใหญ่ช้าๆขณะเถียงอยู่ในใจ... สนิทกว่าก็ไม่เกี่ยวกับว่าต้องขี่สักหน่อย

"ข้าไม่เคยขี่ม้า"

"นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก" เอเดรียนโหนตัวขึ้นนั่งบนหลังอัลธอร์อย่างรวดเร็วและส่งมือให้ร่างโปร่ง "ข้าเตรียมม้าไว้ให้เจ้าอีกตัวแล้ว และปัญหาที่ว่านั่นก็คือ ลูเซียไม่ค่อยเชื่องสักเท่าไหร่" เลสธีราห์ยังไม่จับมือที่ยื่นมาของอีกฝ่าย เขาเงยหน้าขึ้นขมวดคิ้วใส่คนพูดด้วยความงงงวย

"เตรียมไว้รึ นี่เจ้าคิดว่าข้าจะตอบรับอยู่แล้วหรือไง"

"เจ้าไม่ใช่คนเดายากนี่ เลสธีราห์..." ร่างบนหลังม้าทอดยิ้ม "เหตุใดจะอ่านไม่ออกกัน" ร่างโปร่งกลั้นใจวูบเมื่ออีกฝ่ายพูดเช่นนั้น ความว้าวุ่นกังวลใจผุดขึ้นมารบกวนความคิดของชายหนุ่มในทันที และแน่นอนว่าเลสธีราห์ลืมไปจนหมดว่าต้องทำอะไรต่อไป ...เอเดรียนรู้หรือไม่ว่าเขาเป็นเซนทอร์

และฝ่ายนั้นรู้หรือเปล่าว่าเขาเป็นถึงผู้บัญชาการกองทัพเรือ

"เลสธีราห์... มาสิ ถ้ากลับไปช้า จาเร็ตต์จะต้องสวดเจ้าถึงเช้าแน่นอน" ที่อีกฝ่ายคะยั้นคะยอแบบนี้เพราะต้องการจะทดสอบว่าเขาเป็นเซนทอร์หรือเปล่า เพราะเอเดรียนก็รู้ไม่ใช่หรือว่าเซนทอร์อ่อนไหวกับม้า เลสธีราห์มุ่นคิ้วด้วยความกังวลที่ก่อตัวเพิ่มมาขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เอเดรียนกลับโคลงหัวมองคู่สนทนาอย่างสงสัย

ร่างโปร่งมองสบตาม้าศึกอีกครั้งด้วยแววตาที่บอกไม่ได้ว่ากำลังเว้าวอน ขอโทษ หรือว่ารู้สึกผิด

...ข้าไม่มีทางเลือก

ปลายเท้าที่สวมรองเท้าเหล็กก้าวเหยียบบังโกลน และโดยที่ไม่จับมือของเอเดรียน เลสธีราห์ก็โหนตัวขึ้นนั่งม้าโดยซ้อนอยู่ด้านหลังอีกฝ่ายอย่างคล่องแคล่ว แม้จะไม่คุ้นเคยแต่อัลธอร์ก็ไม่ส่งเสียงร้องโวยวายออกมา มันแค่ผงกหัวสองสามครั้งและออกเดินช้าๆเมื่อเจ้านายบนหลังกระตุกบังเหียน

ท่ามกลางความเงียบ... เลสธีราห์พยายามคิดเรื่องคุย และพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกที่สุด เพราะเขาจะต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าอาเดรียกำลังจะทำอะไร และแอสทารอธควรจะรับมืออย่างไร นั่นคือภารกิจที่เหนือหัวดาเรียสมอบให้เขา...

"แล้วหมายความยังไงที่ข้าอ่านไม่ยาก"

เอเดรียนหลุดหัวเราะเบาๆเมื่อค้นพบจุดเด่นอีกหนึ่งประการของเลสธีราห์ นั่นคืออีกฝ่ายไม่เคยยอมแพ้ และไม่เคยปล่อยวางเรื่องที่ตัวเองยังคลางแคลงใจ... "เจ้ารู้เหตุผลแค่นั้นเถอะ หากพูดมากกว่านี้ประเดี๋ยวจะกระโดดลงจากหลังอัลธอร์แล้ววิ่งกลับบ้านเสียก่อน" ม้าศึกเริ่มวิ่งเหยาะและเพิ่มความเร็วขึ้น คนที่ไม่เคยนั่งม้ามาก่อนได้แต่จับอานคนข้างหน้าเอาไว้ซึ่งนั้นเรียกเสียงหัวเราะได้มากกว่าเดิม

"จับบ่าข้า ไม่ก็เอวก็ได้...อันที่จริงแล้วเจ้าควรมานั่งข้างหน้ามากกว่าข้างหลังนะ"

"ข้างหน้าได้อย่างไร ไม่ประหลาดรึ เหมือนเจ้ากำลังกอดข้าอยู่อย่างนั้น"

ข้าไม่ได้คิดมากเช่นนั้นเสียหน่อยนะ

เอเดรียนไหวไหล่กับคำพูดของอีกฝ่าย และดึงบังเหียนให้อัลธอร์ออกวิ่ง ทำให้ทั้งร่างขยับโยกมากยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้วเลสธีราห์ก็ยอมจับบ่ากว้างเอาไว้แต่โดยดี ซึ่งโชคดีที่ร่างโปร่งนั่งอยู่ข้างหลัง ทำให้เอเดรียนไม่ทันสังเกตว่า เซนทอร์ในร่างมนุษย์ที่มาด้วยกันกำลังหลับตาแน่นด้วยความรู้สึกกลัวอย่างประหลาด

เลสธีราห์ไม่ชอบการขี่ม้าเลย... ให้เขาวิ่งเองยังจะดีกว่า

แต่หากทำเช่นนั้น ความลับที่สุดของอาณาจักรจะต้องถูกเปิดเผยเป็นแน่ และเขายังไม่อยากถูกเหนือหัวดาเรียสลงโทษทัณฑ์เอาเสียด้วย เซนทอร์หนุ่มลอบกลืนน้ำลาย กฎเกณฑ์ของเซนทอร์ถือว่าเป็นที่สุด พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องระเบียบวินัย ดังนั้นไม่ว่าผู้ใดจะกระทำความผิด ก็จะต้องได้รับโทษ แต่โทษหนักหรือเบาก็ขึ้นกับสถานการณ์

ความลับของอาณาจักรนับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และทุกคนก็ควรจะรักษาความลับนั้นไว้

...เลสธีราห์ไม่ควรแลกความลับของอาณาจักรกับความกลัวเพียงเล็กน้อยของตน

มือเรียวเผลอจิกบ่าคนตรงหน้าไม่รู้ตัว "ไม่ตกหรอกน่า จับไว้นั่นแหละ" แม่ทัพใหญ่สัมผัสได้ถึงอาการเกร็งของอีกฝ่าย ดังนั้นเขาจึงพยายามจะรักษาความเร็วเอาไว้ ไม่ให้อัลธอร์วิ่งห้อจนเกินควร เพราะจะทำให้คนที่ไม่ได้นั่งบนอานกระเด็นตกลงมาได้ "ข้าจะผ่านหมู่บ้านของเจ้าหรือเปล่า เลสธีราห์" เมื่อสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายยิ่งเกร็งมากขึ้นไปอีก เอเดรียนก็พยายามจะชวนคุยเพื่อให้ร่างโปร่งลืมความรู้สึกกลัวไปชั่วคราว

"ไม่... หมู่บ้านข้าอยู่ทางเหนือของอาเดรีย"

ร่างสูงหัวเราะพรืดอย่างขบขัน "หนีออกจากบ้านจริงๆสินะ เจ้าน่ะ"

"ข้าเปล่า"

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหายเกร็ง เอเดรียนก็เลิกหยอกล้อและบังคับม้าให้วิ่งไปตามทางอย่างเดิม แม่ทัพใหญ่นึกขันอยู่ในใจที่จู่ๆก็นึกอยากชวนพรานชาวบ้านมาเป็นคนสนิทเสียอย่างนั้น แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเลสธีราห์มีบุคลิกไม่น่าไว้ใจ ทั้งการแต่งตัว รสนิยม และวิถีชีวิตก็ดูไม่เป็นมนุษย์สักอย่าง แต่วิธีการนี้เองที่จะทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นสายลับมาจากบ้านเมืองไหน หรือเป็นเพียงพรานชาวบ้านอย่างที่ปากว่า

หากเป็นพรานชาวบ้านจริงๆ ก็คงจะดีกระมัง...

เอเดรียนเองก็ไม่มีคนสนิทเป็นนักธนูแม้แต่คนเดียว แม้ว่าเขาจะมองหาบุคคลเช่นนั้นจากพลธนูหลวงที่ประจำการในมหาคฤหาสน์ แต่โดยมากก็มักเป็นพวกหวังผลตอบแทนใหญ่หลวง ชายหนุ่มยังไม่พบใครที่พร้อมจะร่วมรบไปกับเขาจริงๆเลยสักคนก็ว่าได้ ...หากเลสธีราห์เป็นสหายของเขาได้ก็คงดีกระมัง

แม้ว่าการพบกันครั้งแรกจะดูจงใจมากกว่าบังเอิญก็ตามที

แม้ว่าท่าทางของอีกฝ่ายจะเป็นลักษณะของคนมีความลับมากมายก็ตามที

...แต่อย่างน้อย เลสธีราห์ก็ต่างจากขุนนางในเมืองหลวง

...

อย่างน้อยก็ยังดูเป็นคนนอกที่ทำให้เขาสบายใจได้บ้างกระมัง

"เจ้าอย่าเหม่อสิ... อัลธอร์วิ่งเร็วไปแล้ว" น่าแปลกที่คนซึ่งกลัวการขี่ม้าขนาดนั้นจะสามารถขึ้นม้าได้อย่างคล่องแคล่ว และคนที่บอกว่าตัวเองไม่เคยมีม้าจะรู้จักนิสัยใจคอม้าได้ดีราวกับเป็นคนเลี้ยงเสียเอง และน่าแปลกยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเจ้าคนที่ว่านี้แตะมือกับสีข้างอัลธอร์ครั้งเดียวก็สามารถควบคุมจังหวะการวิ่งของมันได้

ช่างเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย... แต่เขาก็ยังปล่อยให้ฝ่ายนั้นนั่งม้าตัวเดียวกับตนไม่ใช่หรือ

   


   

เกือกเหล็กก้าวย่ำไปบนทางไม้ที่ทอดยาวตรงไปยังลำเรือ ซาฮาลปรายตามองเรือลำใหญ่สองลำที่เพิ่งเดินทางกลับมาด้วยสายตาเรียบเฉย และประเมินระยะเวลาที่ผู้เช่าเหมาลำเรือจะต้องใช้ในการนำข้าวของทั้งหมดออกจากคลังท้องเรือ ม้าศึกจำนวนมากค่อยๆก้าวลงมาตามแผ่นไม้ที่พาดเชื่อมระหว่างเรือกับท่าเรือ พวกมันมีท่าทางเหนื่อยอ่อน และเมาคลื่นอย่างเห็นได้ชัด

"ส่งคนไปตามรีดาห์... ข้าอยากจะตรวจสอบสภาพเรือทันทีหลังจากพวกภูตขนของเสร็จ"

ซาฮาลออกคำสั่งกับคนสนิท ก่อนจะเหลือบสายตามองผู้นำคณะเดินทางที่พยายามจะส่งยิ้มเป็นมิตรและเดินเข้ามาทักทายเขาตามมายาท "เจ้าคงเป็นซาฮาล... ผู้บัญชาการกองเรือพาณิชย์" เซนทอร์ไม่ยิ้มตอบ อีกทั้งไม่กล่าวตอบซึ่งเป็นการยอมรับตามมารยาทเผ่าครึ่งม้าว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรผิด "ถ้าไม่รังเกียจ ข้าจะขอมอบเหล้าที่หายากเหล่านี้เอาไว้ให้สักสิบถัง..."

"เซนทอร์ไม่รับสินบน... วิกโทเรียส ลอว์เรนโซ แม่ทัพแห่งไอย์ชวล"

เจ้าของนามวิกโทเรียสยกยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดี "ข้าเรียกสินน้ำใจ..."

"ไม่เอาก็ดีสิ แทนที่จะเหลือยี่สิบถังก็เหลือสามสิบถังอย่างไรเล่า คนเขาไม่เอาเจ้าจะยัดเยียดทำไมน่ะ" ซาฮาลเป็นเซนทอร์ที่ค่อนข้างสูง เขาคุ้นเคยกับการก้มมองมนุษย์มาโดยตลอด แต่เมื่อบุคคลที่สามเดินเข้ามา ซาฮาลก็พบว่าอีกฝ่ายสูงใหญ่พอที่ทำให้เขาไม่ต้องก้ม "เซนทอร์ไม่ดื่มเหล้าหรอก มันทำให้พวกเขาบกพร่องในระเบียบวินัย" อีกฝ่ายจงใจแดกดันด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และด้วยท่าทางการพูดเช่นนั้นทำให้ซาฮาลจำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือใคร...

และโดยไม่พูดอะไรต่อ ผู้เช่าเรือก็ขนของผ่านหน้าเขาโดยไม่เสนอ 'สินน้ำใจ' ให้อีกเป็นครั้งที่สอง

กฎเกณฑ์ของแอสทารอธเข้าใจง่าย โดยกฎข้อแรกนั้นคือการห้ามขี่ม้าและใช้งานม้าอย่างเด็ดขาดภายในอาณาจักร และเพื่อทำตามกฎนั้นไอย์ชวลจึงได้นำกระทิงตัวเขื่องลงเรือมาด้วยเพื่อใช้เทียมรถลากข้าวของทั้งหมดที่พวกเขาขนกลับมา

"ท่าเรือนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง จากครั้งสุดท้ายที่ข้าเคยมา"

ซาฮาลเหลือบมองคนพูดคนเดิมที่กำลังมองไปรอบตัว "ลูกพี่ลูกน้องข้ายังอยู่ดีไหม ซาฮาล"

"เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เอ่ยชื่อข้า คูแรนน์..." เซนทอร์ตอบเสียงเย็น กีบม้าข้างหนึ่งเคาะกับพื้นบ่งบอกถึงความไม่พอใจ "รีบขนของลงจากเรือแล้วกลับบ้านเมืองตัวเองไปเสีย" คนฟังแค่นหัวเราะขึ้นจมูก ก่อนจะยกแขนขึ้นกอดอกอย่างยียวน

"ถ้านี่ยังเป็นวิธีที่แอสทารอธใช้ต้อนรับผู้มาเยือน ข้าเกรงว่าพวกเจ้าคงติดต่อได้แค่พวกบลังค์เท่านั้น"

คูแรนน์แห่งทัพปราการไม่ใช่คนฉลาดพูด แต่ซาฮาลยอมรับว่าอีกฝ่ายแทงใจดำคนได้เจ็บนัก เซนทอร์หนุ่มไม่คิดเลยว่าเขาจะถูกภูตต้อนคำพูดให้จนเอาดื้อๆแบบนี้ แต่เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเชือดเฉือนต่อ ซาฮาลก็เลือกตอบคำถามง่ายๆนั่นจะดีกว่า "เลสธีราห์ออกไปทำภารกิจ ไม่ใช่เรื่องของเจ้าที่จะรู้ แต่แน่นอนว่ายังสบายดี"

บลังค์เป็นชื่อตระกูลของกลุ่มเอลฟ์ชั้นสูงที่มีความสามารถในการใช้เวทมนตร์ บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าซาฮาลเองก็เป็นพวกบลังค์คนหนึ่ง โดยเขามีสายเลือดครึ่งหนึ่งเป็นภูต และครึ่งหนึ่งเป็นเอลฟ์ เช่นเดียวกับเลสธีราห์ที่มีครึ่งหนึ่งเป็นเซนทอร์ ส่วนอีกครึ่งเป็นเอลฟ์ โดยส่วนมากแล้วตระกูลบลังค์มักมีทายาทที่มีผมสีขาว และผิวสีอ่อน ดังนั้นต่อให้ท่านหญิงลีอาห์จะเป็นอาชาสีน้ำตาล แต่อย่างไรบุตรชายของนาง... เลสธีราห์ บลังค์ก็มีผมสีทองอ่อนและดวงตาสีฟ้าสดซึ่งได้มาจากบิดาอยู่ดี

"ข้าขอตัวก่อน" และป้องกันไม่ให้คูแรนน์ถามอะไรมาก เซนทอร์หนุ่มคิดว่าเขาควรจะหลีกทาง

"ยินดีต้อนรับสู่ แอสทารอธ..."

...และควรปรับปรุงมารยาทตามที่คูแรนน์ว่าด้วยกระมัง

   


    

เลสธีราห์แหงนมองประตูเมืองสูงใหญ่ขณะผ่านเข้าไปในปราการชั้นแรก และเอาไปเปรียบเทียบกับประตูเมืองแอสทารอธโดยไม่ได้ตั้งใจ กำแพงเมืองมนุษย์หนากว่ามาก อีกทั้งยังมิดชิดสมเป็นป้อมปราการด่านแรกที่ใช้ทัดทานศัตรู เอเดรียนแสดงป้ายผ่านทางด้วยการตบสีข้างอัลธอร์เพื่อให้ทหารยามสังเกตเห็นเหรียญตราสัญลักษณ์ของอาณาจักรบนอกของมัน ก่อนจะดึงม้าผ่านเข้าไปยังปราการชั้นที่สองซึ่งต้องขึ้นบันไดไปอีกหลายร้อยขั้น

ไม่เคยเข้ามารึ...

ร่างสูงรู้สึกได้ว่าคนที่มาด้วยลอบกลั้นใจด้วยความตื่นเต้น แต่เมื่อเขาออกปากถาม เลสธีราห์ก็รีบกลบเกลื่อนด้วยการแค่นเสียงประชดประชัน ชาวบ้านธรรมดาจะไปมีป้ายผ่านทางเข้าปราการชั้นในได้อย่างไรร่างโปร่งปล่อยมือจากบ่ากว้าง เขารู้ว่าเอเดรียนได้ยินเสียงลมหายใจของเขา และรู้สึกถึงความตื่นเต้นของเขาผ่านจากจังหวะชีพจร เซนทอร์หนุ่มเริ่มคิดว่าตนควรจะระวังตัวมากกว่านี้จะดีกว่า เพราะดูเหมือนว่าเอเดรียนเองก็กำลังระแวงเขาอยู่เหมือนกัน

...การชักชวนให้มาเป็นคนสนิทอาจเป็นแผนหนึ่งที่จะสืบว่าเขาเป็นใครก็ได้

นี่เลสธีราห์กำลังเดินเข้าปากเสือหรือเปล่านะ

เอเดรียนสวมผ้าคลุมไหล่สีเขียวอ่อนรับกับชุดซึ่งเป็นสีเขียวน้ำทะเล ซึ่งไม่ได้ดูแปลกตาสำหรับชาวเมืองที่เดินขวักไขว่ อีกทั้งการขี่ม้าเข้ามาในปราการก็ดูจะไม่ใช่เรื่องแปลก ดังนั้นเหตุผลเดียวที่สายตาหลายคู่จ้องมองมาทางพวกเขานั้นคือลักษณะการแต่งตัวแปลกประหลาดของเลสธีราห์

ทำไมเจ้าต้องใส่กระโปรงด้วย...เอเดรียนเองก็รู้สึกถึงสายตาที่ว่า จึงได้หันมาถามคนข้างหลัง

ไม่ใช่กระโปร่งสักหน่อย

แต่ก็ไม่ใช่กางเกงนี่

เรื่องของข้าน่า!พวงแก้มขาวแอบขึ้นสีเรื่อเมื่อถูกซักไซ้ถึงเครื่องแต่งกาย เพราะไม่ว่าเซนทอร์หนุ่มจะแต่งอะไร กระทั่งคนเป็นแม่อย่างลีอาห์ก็ยังไม่เคยกล่าวตำหนิสักคำ มันเป็นชุดชายยาว ทำให้ข้าสะดวกเวลาเคลื่อนไหว การล่าสัตว์ที่ไม่ใช้ม้า แค่เสียงเสื้อผ้าก็ทำให้เหยื่อรู้ตัวได้แล้วร่างโปร่งอ้างกลับไปถึงอาชีพของตนซึ่งพอจะใช้เป็นเหตุผลได้ ตัวเขาเป็นพรานมาก่อน ดังนั้นจึงคลุกคลีและเข้าใจธรรมชาติมากกว่าขุนนางที่เอาแต่นั่งประชุมอยู่ในคฤหาสน์อย่างแน่นอน

เอเดรียนเองก็ไม่ตอบโต้เพื่อเอาชนะ แต่กลับหัวเราะเบาๆด้วยความเอ็นดูแทน

"อย่าทำเหมือนข้าเป็นเด็กนะ"

"แล้วใครว่าเจ้าอย่างนั้นเล่า" ร่างสูงมองข้ามไหล่ตนกลับมาที่คู่สนทนา แม้จะไม่ได้พูดออกไป แต่เอเดรียนคิดว่าเลสธีราห์ช่างเหมือนพวกลูกขุนนางที่พยายามจะเรียนรู้โลกเหลือเกิน อีกทั้งยังมีความอยากเอาชนะเป็นเด็กๆ อีกด้วย ตัวเขาเองก็เคยพบเจอกลุ่มคนแบบนี้มามากมายพอสมควร แต่โดยมากมักจะเป็นบุตรสาวสุดรักสุดหวงที่เหล่าขุนนางจะพามาเปิดตัวในงานเลี้ยงเพื่อเสี่ยงหาคู่ ชายหนุ่มเคยพบปะพูดคุยกับพวกนางบ้างแล้ว และไม่รู้สึกประทับใจเอาเสียเลย

...แต่น่าแปลกที่เลสธีราห์ไม่น่าเบื่ออย่างเด็กสาวพวกนั้นเลย

อาจจะเป็นเพราะใบหน้าเรียบเฉยของฝ่ายนั้นก็เป็นได้ที่ทำให้เลสธีราห์ดูเป็นเด็กที่พยายามจะโตจริงๆ ไม่ใช่เด็กที่แสร้งทำตนเป็นผู้ใหญ่ "เราไม่ได้พักที่มหาคฤหาสน์ของท่านชายซินญอร์ แต่บ้านพักพวกเราอยู่ในเขตปราการชั้นที่สองนี่ ข้าจะแนะนำคนอื่นๆให้เจ้าได้รู้จัก อย่าไปโวยวายใส่พวกเขาล่ะ"

"เจ้าเห็นข้าขี้โวยวายหรืออย่างไรกัน" เซนทอร์หนุ่มอ้าปากค้าง

เอเดรียนหัวเราะเบากับตัวเอง ขณะดึงม้าเดินเข้าไปในเขตที่พักส่วนตัว "เจ้าไม่ใช่คนเดายากนี่"

"ไม่ต้องมาเดาข้า เจ้าเดาไม่ออกหรอก!" เมื่ออัลธอร์หยุดเดิน เลสธีราห์ก็กระโดดลงจากหลังม้าศึกทันที แล้วจึงหันไปลูบหัวมันแทนคำขอบคุณและขอโทษไปพร้อมๆกันราวกับเพิ่งนึกได้ว่าตนนั่งบนหลังม้ามาตลอดการเดินทางซึ่งไม่ว่าเซนทอร์ตนไหนก็ไม่เคยทำ

"เข้ามาสิ... พรุ่งนี้ค่อยคุยกับอัลธอร์ก็ได้"

แม่ทัพใหญ่ลงจากม้าแล้ว และเด็กรับใช้ก็เดินเข้ามารับอัลธอร์เพื่อจะพากลับไปที่โรงม้า เซนทอร์หนุ่มจึงได้แต่มองตามไปสักพักด้วยความสงสัย "โรงม้าของข้ากว้างขวาง อัลธอร์ไม่ลำบากหรอกน่า" ร่างโปร่งรีบหันกลับมาและกลบเกลื่อนท่าทางของตัวเองในทันทีด้วยรู้สึกว่าเอเดรียนกำลังอ่านความคิดของเขาผ่านท่าทางการแสดงออก

เลสธีราห์ไม่ต้องการให้ใครอ่านเขาออก... โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับขุนนางผู้นี้

"ข้าแค่..." ร่างโปร่งเม้มปากเมื่อนึกหาคำโต้แย้งไม่ออก และนั่นก็ทำให้เอเดรียนยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูอีกครั้งก่อนจะเดินนำอีกฝ่ายตามอัลธอร์ไปที่โรงม้า "ไหนว่าจะเข้าไปในคฤหาสน์ไง" เลสธีราห์ก้าวตามมาพร้อมกับเสียงทักท้วง แต่เมื่อเห็นว่าเอเดรียนตรงเข้าไปหาม้าศึกของตนและรับถังไม้ซึ่งบรรจุน้ำใสเอาไว้มาส่งให้สัตว์เลี้ยงคู่ใจด้วยตนเอง ร่างโปร่งก็คิดว่าเขาไม่ควรจะทักท้วงอะไรอีก

ม้าศึกมุดหัวลงไปในถังและตั้งหน้าตั้งตาดื่มน้ำเหมือนอดอยากมาหลายวัน และเมื่อมันดื่มน้ำเสร็จ เอเดรียนก็ลูบหัวมันเบาๆอย่างเอ็นดู ก่อนจะเดินไปจับแผงคอและสางเส้นขนที่ติดพันกันยุ่ง อัลธอร์เองก็ดูจะชอบที่เอเดรียนทำแบบนั้น มันจึงได้ยืนแกว่งหางเบาๆพร้อมกับส่ายหัวไปมาอย่างเพลิดเพลิน "อยากเล่นกับมันบ้างไหมล่ะ... เจ้าดูจะชอบม้าไม่ใช่รึไง" เอเดรียนเสนอ "ถ้าเจ้าปราบพยศลูเซียได้ ข้าก็ยกให้เจ้าเอาไว้ใช้งานจากแล้วกัน"

เลสธีราห์ไม่รู้จะตอบอย่างไรเมื่อได้ยินว่าตนจะได้มีม้าสักตัวไว้ 'ใช้งาน'

มนุษย์ธรรมดาก็ควรจะดีใจกระมัง... แต่สำหรับเซนทอร์อย่างเขา มันเสมือนถูกบังคับให้กินเนื้อเลยทีเดียว "อะ... อืม แล้วเจ้าคิดว่าข้าจะปราบ... พยศมันได้หรือไง" เลสธีราห์ตะกุกตะกัก อันที่จริงเขาไม่รู้ว่าพวกมนุษย์ปราบพยศม้าอย่างไร และมีเหตุผลใดที่ม้าจะไม่เชื่องกับมนุษย์ เพราะหากเซนทอร์เจอม้าที่ค่อนข้างดุร้าย พวกเขาก็แค่พูดคุยด้วยดีๆเท่านั้นเอง

"ถึงเจ้าปราบไม่ได้ ข้าก็มีตัวอื่นให้เจ้า" เอเดรียนกล่าวไม่ไม่รู้ร้อน "ข้าแค่คิดว่าเจ้าเหมาะกับลูเซีย"

"ทำไมกัน"

"ลูเซียเป็นม้าสีขาว..." ขุนนางหนุ่มว่า "เหมือนกับเจ้าที่ดูบริสุทธิ์ไม่แพ้กัน" เมื่อพูดจบ เอเดรียนก็ผละออกมาจากการให้อาหารอัลธอร์ และเดินนำร่างโปร่งกลับไปที่ด้านหน้าคฤหาสน์ "มาเร็วเข้า... เจ้าพร้อมจะโดนจาเร็ตต์สวดแล้วหรือยัง" เลสธีราห์อ้าปากค้างเล็กน้อยและรู้สึกร้อนที่ใบหน้าอย่างพูดไม่ถูก เขาได้แต่มองแผ่นกว้างเดินนำเข้าไปในตัวคฤหาสน์พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆเสมือนสามารถหยอกลูกแมวตัวหนึ่งได้สำเร็จ

"เอเดรียน ไม่ตลกนะ!" รองเท้าเหล็กก้าวตามร่างสูงเข้าไป เขาเดินไปบนพื้นหินอ่อนทำให้เกิดเสียงกระทบดังก้องไปทั่วห้องโถง "การที่จะเข้ากับม้าตัวใดได้ดี เจ้าต้องให้ม้าเป็นฝ่ายเลือก หรือทั้งคู่ใจตรงกันสิ และข้าอาจจะเหมาะกับม้าดำมากกว่าก็ได้! อย่มาตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกนะ"

"เบาหน่อย ฝีเท้าเจ้าจะทำให้คนในคฤหาสน์ตื่นกันหมด"

เอเดรียนว่า เขารู้สึกแปลกใจที่จังหวะการเดินของเลสธีราห์ไม่เหมือนจังหวะการก้าวเท้าของคนทั่วไป อีกฝ่ายก้าวสั้นและถี่มากกว่าปกติเพื่อจะเดินไล่หลังเขา ทั้งที่ปกติแล้ว การก้าวตามใครสักคนหนึ่ง คนที่ตามมักจะใช้วิธีก้าวยาวๆมากกว่าเดินเหยาะๆ แบบนี้

"การใส่รองเท้าเหล็กนี่ช่วยทำให้ปีนต้นไม้ได้ถนัดขึ้นหรือยังไง" แม่ทัพใหญ่เปลี่ยนเรื่องคุย เพราะคิดว่าตนเองอาจจะระแวงมากไป ไม่ว่าเลสธีราห์จะเป็นใคร เป็นภูตหรือเป็นมนุษย์ อย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่มีทางเป็นเซนทอร์ไปได้ พวกเซนทอร์ไม่สามารถเปลี่ยนร่างตนเองเป็นมนุษย์ได้ และหากดูจากความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของเผ่าตัวเองแล้ว คนครึ่งม้าเหล่านั้นก็คงจะไม่แปลงเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน

เขาอาจจะคิดมากไปเอง...

"เจ้าไม่คิดว่าข้าเป็นขโมยบ้างรึไง พรุ่งนี้เช้าเจ้าอาจจะไม่ 'คนสนิท' อยู่ที่ห้องพักแล้วก็ได้ ซ้ำแล้วม้าของเจ้าอาจจะหายไปด้วยก็ได้" เลสธีราห์ไม่ใช่คนที่ชอบพูดคุยสักเท่าไหร่แต่เขาควรจะสร้างความสนิทสนมในเร็ววันเพื่อล้วงความลับจากอาเดรีย ดังนั้นชายหนุ่มจึงพยายามฝืนตัวเองในการพูด และแน่นอนว่าประโยคเปิดบทสนทนาก็ทำให้เอเดรียนต้องหัวเราะออกมาอีกครา

"แล้วโจรปกติเขาจะบอกแผนการของตัวเองแบบนี้รึไง"

เซนทอร์หนุ่มไม่ชอบเลยที่อีกฝ่ายรู้ทันไปหมดทุกอย่าง "เก่งนัก ไหนบอกซิว่าเจ้ามองข้าว่าอะไร"

"เป็นเด็กหนีออกจากบ้านคนหนึ่งกระมัง" เอเดรียนเดินนำมาถึงห้องพักที่กว้างขวาง แม้ว่าองค์ประกอบของมันจะมีเพียงเตียงหนึ่งหลัง โต๊ะหนึ่งตัว และเก้าอี้อีกหนึ่งตัวเท่านั้นก็ตาม "เจ้ามีฝีมืออยู่พอตัว...  ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นพรานชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง"

"แต่เจ้าก็ยังเรียกให้ข้ามาเป็นคนสนิททั้งที่ไม่ไว้ใจกันแบบนี้น่ะรึ"

เมื่อเลสธีราห์ตอกกลับบ้าง แม่ทัพอาเดรียก็ถึงกับเงียบ เขาไม่เคยถูกย้อนแบบนี้มาก่อน... โดยเฉพาะกับคนที่สร้างภาพเอาไว้ว่าตนเป็นพรานชาวบ้านธรรมดา "หากไม่ไว้ใจ ข้าคงไม่ยอมพาเข้ามาในปราการชั้นในหรอกน่า" แม่ทัพหนุ่มแก้หน้า

"หึ..." คนฟังกอดอก และเดินเข้าไปในห้องพักของตนโดยไม่ตอบอะไร

ร่างโปร่งปลดสายสะพายกระบอกใส่ลูกดอกและคันธนูออกวางไว้ที่โต๊ะตัวใกล้ๆ  เลสธีราห์ในตอนนี้ช่างเหมือนเด็กที่ดูจะไม่พอใจกับห้องนอนใหม่ ทว่าลึกๆ แล้วก็ตื่นเต้นกับมันอยู่มากทีเดียว ซึ่งมันทำให้เอเดรียนหัวเราะเบาๆ ด้วยความขบขัน ก่อนจะเหลือบไปเห็นสหายของตนที่เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเอาเรื่อง

"ไม่เอาน่า จาเร็ตต์ เจ้าทำหน้าแบบนี้อีกแล้ว" เลสธีราห์หันไปมองตามเสียงเพื่อดูว่าเอเดรียนพูดคุยกับใคร ก่อนจะอ้าปากน้อยๆ เมื่อเห็นผู้มาเยือนเป็นชายหนุ่มร่างโปร่งที่มีผมยาวประบ่าสีแดงหยักศก และดวงตาที่ไม่ใคร่จะบอกความรู้สึกหรืออารมณ์สักเท่าไหร่

"นี่คือเลสธีราห์..." เอเดรียนแนะนำอย่างเสียไม่ได้ "เลสธีราห์ นี่คือจาเร็ตต์... เลขาของข้า"

"ยินดี" จาเร็ตต์ยิ้มรับตามมารยาทก่อนเหลือบสายตากลับไปมองเอเดรียนทางคำคาดคั้น "เป็นใครมาจากไหนกันล่ะ เจ้าถึงมั่นใจพาเข้ามาที่ราห์โมนาได้" เอเดรียนไม่เคยบอกมาก่อนว่าคฤหาสน์แห่งนี้ถูกเรียกว่าอะไร แต่ชายหนุ่มก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้ในใจว่ามันคือคฤหาสน์ราห์โมนา และคฤหาสน์แห่งนี้ก็น่าจะเป็นของขุนนางฝ่ายทหาร

เอเดรียนเป็นขุนนางฝ่ายทหารอย่างนั้นหรือ...

อีกฝ่ายไม่เคยพูดตรงๆ ว่าตนเองมีหน้าที่อะไรในสภาขุนนาง แต่จากการพูดคุยก็น่าจะเป็นฝ่ายเศรษฐกิจเสียมากกว่า อีกฝ่ายคอยเป็นห่วงเป็นใยเรื่องการค้า ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรมากกว่าการทหาร และดูจะไม่สนใจเรื่องชายแดนหรือการป้องกันอาณาจักรอีกด้วย ...แต่อาเดรียก็ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งกองทัพไม่ใช่หรือไร จึงไม่น่าแปลกที่ขุนนางฝ่ายทหารจะไม่มีความสำคัญ และเหมือนจะมีไว้เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้นำอาณาจักรเท่านั้น

แต่ถ้าเอเดรียนเป็นผู้นำสูงสุดของขุนนางฝ่ายทหาร... ก็แปลว่าเขามียศเทียบเท่าแม่ทัพเลยไม่ใช่หรือ

"บอกข้าสิ... เจ้าเป็นใครกัน" จาเร็ตต์ถามเสียงเรียบ ดวงตายังจับจ้องคู่สนทนาอย่างคาดคั้น

"ข้าเป็นนายพราน ล่ากวางและสัตว์ป่าหาเลี้ยงชีพไปวันๆ" คู่สนทนาไม่ได้มีท่าทางดุดัน แต่ด้วยความที่ถูกจ้องมอง เลสธีราห์จึงรู้สึกประหม่าอย่างช่วยไม่ได้ และในขณะที่ตอบคำถามนั้น ร่างโปร่งก็เริ่มสงสัยและอยากถามคำถามเดียวกันกับเอเดรียนขึ้นมาเสียอย่างนั้น "แล้ว... ตกลงวันว่าเจ้าเป็นใคร ขุนนาง" เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นขุนนางธรรมดามาโดยตลอด และคิดว่าอีกฝ่ายก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ทั่วไป แต่เมื่อไตรตรองดูให้ดีแล้ว...

เอเดรียนก็ดูไม่ใช่คนธรรมดาเลย

"ข้าคือเอเดรียน... ผู้นำของขุนนางฝ่ายทหาร และเป็นแม่ทัพแห่งอาเดรีย" ร่างสูงตอบทั้งที่ยังยิ้มจาง "เป็นสถานะที่บอกใครไม่ได้ยกเว้นคนที่ไว้ใจเท่านั้น" เลสธีราห์ตะลึงงันในประโยคแรก แต่ประโยคที่สองก็ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่า "ถ้าข้าต้องการความจริงใจจากใคร ข้าควรจะจริงใจกับผู้นั้นก่อน... ไม่ใช่หรือ เลสธีราห์"

  


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #238 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 18:21
    คูแรนนนนนนนนนนนน์ #ขอหวีดสักหน่อยค่ะ ชอบเขามาตั้งแต่ปลายศรธนูเพลิง (?)
    คูแรนน์กับซาฮาลนี่เถื่อนเจอเถื่อนรึเปล่าคะ ต่างกันหน่อยตรงที่คูแรนน์เถื่อนแท้ ซาฮาลเถื่อนผู้ดี
    แต่อ่านแล้วรู้สึกได้ลางๆ ว่าพวกเซนทอร์นี่สายตลกหน้าตายค่ะ 555555555 ดูการทิ้งท้ายว่าควรปรับปรุงมารยาทนั่นสิคะ

    เอเดรียนนี่ตอนนี้ยังอยู่ในระดับเอ็นดูหรือเลื่อนขั้นแล้วคะ คำพูดดูจีบๆ ชอบกล
    แต่ชอบค่ะ เอื้อออออออออ
    #238
    0
  2. #234 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 19:51

    เจอหน้าครั้งแรกก็เก็บรายละเอียดเค้าซะยิบเลยนะเอ็ง

     

    อะไรคืออัลธอร์ทิ้งเอเดรียนไว้แล้วมาเดินตามเลส 55555555555555555

     

    ว่าแต่ ... นั่งข้างหน้าก็ด้าย ไม่ประหลาดหรอก ........  กอดเกิดอาร๊ายยยย ใครเค้าคิดก๊านนนนนน

     

    #234
    0
  3. #106 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กันยายน 2557 / 08:57
    เห้ยเธอว์ คูแรนน์กับซาฮาลลลลลล โครตเริ่ดดดดด//โดนตบ เลสของเค้า น่ารักที่สุดอ่ะ ดูแบบ ตื่นๆเหมือนลูกแมวถูกอุ้มไปวางบนโต๊ะ5555555
    #106
    0
  4. วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 21:05
    เลสลองเช็คสีข้างดูนะว่าถลอกมากมั้ย แถเก่งเว่อร์ 5555555555 แล้วเอเดรียนนี่ก็นะ ไม่ไว้ใจเขาแต่ก็อยากได้เขามาอยู่ด้วย >< ปล.ไรท์ จะบอกว่าชอบโน๊ตที่ไรท์เขียนมาก ตลกดี 55555555
    #36
    0
  5. #17 Janinosuka (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2557 / 23:09
    เด็กหนีออกจากบ้านคงจะตรงใจเลสมาก ฮ่า ๆ ๆ แอบระแวง เฮ้ย! รู้ได้ไงฟะ

    ก็เลสเป็นลูกคนเดียว พ่อไม่มาหา ขาดความอบอุ่น โดนซาแซะ นอยด์เลยหนีมา กร๊ากก

    นิสัยเด็กเกินไปที่จะต่อกรกับอาเดรียเปล่า อะไรก็ไม่รู้ทันเค้าสักอย่าง โดนอ่านแบบง่าย ๆ เลยด้วย หนูต้องฝึกวิทยายุทธละลูกเลสซึ



    คูแรนน์ แกมีซัมติงรองอะไรกับพี่ม้าซาฮาล หรือแค่นิสัยเลี้ยง(หมาในปาก)ไม่เชื่องดั้งเดิม

    แอบกระซิบ ...เค้ารอตอนพิเศษเซนจังเมาแล้วยั่วอยู่นะ >//
    #17
    0
  6. #16 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2557 / 21:57
    คูแรนน์คัมแบคค่าาาาา วู้ๆๆ//คือร่ะ??

    เคะ : รูห์ย+เลอาฟร์=เลสจัง เอ๊ะ (~_~;) แอบงงว่ามันจะออกมาเป็นไง

    แล้วเมะ(เอเดรียน)ล่ะคะ ใครผสมกับใคร??



    #16
    0