[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,287 Views

  • 359 Comments

  • 1,106 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    70

    Overall
    19,287

ตอนที่ 5 : [Re-Write] "การเข้ากันได้มันคงจะดีกว่า"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 858
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    28 ก.ย. 59

เลสธีราห์เริ่มคิดว่าการฆ่าเวลาของตนมีประโยชน์เมื่อได้พบเอเดรียน...

การที่ไม่มีใครรู้ว่าเซนทอร์สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้อาจทำให้เขาได้เปรียบในการแฝงตัวอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ง่ายเอาเสียเลย ในเมื่อผู้คนที่พยายามจะทำความรู้จักเลสธีราห์เป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาที่มีทรัพย์สินเงินทอง และจ้องจะหาประโยชน์

เลสธีราห์ต้องการพบขุนนางสักคนหนึ่งของอาเดรีย

เนื่องจากเหนือหัวดาเรียสมีความคิดจะผูกมิตรกับอาณาจักรอื่นอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่มีขุนนางใดเสนอแผนงานหรือแนวทางที่เป็นรูปร่าง ดังนั้นเลสธีราห์จึงคิดว่าเขาอาจจะช่วยเหลือในเรื่องนี้ได้บ้าง เนื่องจากเขาเป็นเซนทอร์ที่สามารถอยู่ในร่างมนุษย์ได้โดยไม่รู้สึกอะไร เพราะเซนทอร์ไม่ได้คิดจะผูกมิตรกับบ้านเมืองใกล้เคียงอย่างไอย์ชวลแต่พวกเขากำลังคิดจะสมาคมกับพวกมนุษย์ ซึ่งมีสองหนทางให้เลือก นั่นก็คือธีสธรัลและอาเดรีย

แม้ว่าทั้งสองตัวเลือกนี้จะไม่มีความแตกต่างกัน เนื่องจากอาเดรียเป็นเมืองในอาณานิคมของธีสธรัล

แต่เลสธีราห์เชื่อว่าลึกๆแล้ว ชาวอาเดรียยังต้องการเป็นอิสรภาพล ดังนั้นเขาจึงอยากรู้จักชาวอาเดรียเพื่อจะสืบความเคลื่อนไหวของพวกเขาไปเงียบๆ และคงเป็นการดีมากหากได้พบขุนนางสักคนหนึ่งที่พอจะรู้ความเคลื่อนไหวภายในบ้าง ที่ผ่านมาเลสธีราห์ทำความรู้จักกับมนุษย์ไม่มาก และไม่เคยบอกชื่อเสียงเรียงนามของตนเอง เนื่องจากเกิดความรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่คู่ควรจะรับรู้

ผู้หญิงที่เข้ามาทำความรู้จักเขาเลี้ยงเหล้าสักแก้วหนึ่ง และชักชวนให้ไปร่วมทุนค้าขายกับนาง แต่เมื่อลองพูดคุยแล้ว เลสธีราห์ก็พบว่านางต้องการผืนหนังราคาแพงจากเขาสักผืนโดยไม่จ่ายเงิน ในขณะที่อีกคนก็ต้องการเครื่องประดับเขี้ยวสัตว์หายากโดยแลกกับอัญมณีของนางที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงกรวดหินไร้ราคา หรือกระทั่งบุรุษที่เข้ามาทำความรู้จักก็คิดหาแต่ประโยชน์ของตนโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด

แต่ขุนนางเอเดรียนผู้นั้นกลับแตกต่งออกไป... แม้ว่าเพิ่งเคยพูดคุยกันเป็นครั้งแรกก็ตาม

เอเดรียนใจเย็น ไม่รบเร้าเซ้าซี้ และไม่เอาแต่คิดเรื่องประโยชน์ส่วนตนดังเช่นคนอื่น และสิ่งที่ยืนยันความแตกต่างของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดีก็คืออัลธอร์ ม้าศึกสีน้ำตาลที่สง่างามสมบูรณ์แบบตัวนั้นสามารถบอกเล่านิสัยใจคอของเอเดรียนได้ผ่านสายตาของมัน แม้ว่าเซนทอร์จะไม่ชื่นชอบการเห็นม้าถูกพันธนาการ แต่อัลธอร์กลับบอกว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ทำให้มันกับเจ้าของพลัดจากกัน

บุคคลที่ทำให้ม้าศึกยอมเดินตามได้โดยไม่มีเงื่อนไขจะต้องมีความแตกต่างจากมนุษย์ผู้อื่นที่เลสธีราห์เคยพบเจอมาอย่างแน่นอน อีกทั้งอีกฝ่ายก็เป็นถึงขุนนางของอาเดรีย อย่างน้อยเขาก็อาจจะได้ข้อมูลอะไรดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อแอสทารอธบ้าง

ดังนั้นเลสธีราห์จึงไม่ลังเลที่จะบอกชื่อ และทำความรู้จักขุนนางผู้นั้น

   


   

แอสทารอธได้รับการขนานนามว่าเป็นอาณาจักรแห่งดวงดาว จากพรสวรรค์ของเซนทอร์ในการอ่านอนาคต แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงในอดีต เพราะเซนทอร์ในปัจจุบันสูญเสียความรู้และความสามารถในการพยากรณ์ไปมาก อันเนื่องมาจากความพยายามที่จะปรับตัวให้เหมาะสมกับความเป็นไปของโลก ดังนั้นเซนทอร์จึงให้ความสำคัญในการพยากรณ์น้อยลง และหันไปจับต้องสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากกว่า

แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่ได้สูญเสียมันไปทั้งหมดเสียทีเดียว...

ท่านหญิงลีอาห์ยืนอยู่ด้านหลังพระราชวังอัสเธียร์แหงนหน้าขึ้นอ่านดวงดาวบนท้องฟ้าด้วยสีหน้ากังวลใจ เพราะอนาคตที่นางกำลังจ้องมองอยู่คือการบอกลางอันไม่น่ายินดี เมื่อดวงดาวแห่งการเปลี่ยนแปลงโคจรเปลี่ยนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งอันหมายถึงการเปลี่ยนอิทธิพลของมัน และที่ที่มันโคจรไปนั้นสื่อถืออาณาจักรแอสทารอธเอง

ราชเลขาไม่ใช่หนึ่งในนักดูดาวที่เก่งที่สุดในแอสทารอธ  แต่ด้วยความไม่รู้นั่นเองที่ก่อกวนจิตใจของคนเป็นแม่ เพราะอนาคตที่แปรเปลี่ยนไปเบื้องหน้ากล่าวถึงบุคคลที่เข้าไปพัวพันกับการเปลี่ยนแปลง และอาจจะต้องจมหายไปในเงาของดวงดาวตลอดกาล

ซึ่งบุคคลที่ว่าในตอนนี้ก็เห็นทีจะเป็นเลสธีราห์ บุตรชายของนางเอง

"ท่านราชเลขา..."

เสียงทุ้มของซาฮาลดังขึ้นไม่ไกลทำให้ลีอาห์หยุดพิจารณาท้องฟ้าและหันมาหาต้นเสียง ดูเหมือนว่านางจะจดจ่อกับการทำนายมากเกินไปจนไม่ทันสังเกตว่าผู้นำกองเรือพาณิชย์ได้มายืนอยู่ตรงหน้าตนแล้ว  และร่างกายสูงใหญ่ของฝ่ายนั้นก็บดบังแสงจันทร์ไม่ให้ส่องผ่านมาถึงตัวนาง "พวกอาเดรียส่งสารอย่างเป็นทางการเพื่อขอเข้าพบเหนือหัวดาเรียส ...เราควรจะรับมืออย่างไรขอรับ"

"เหนือหัวไม่พบใครอยู่แล้ว ไม่ว่ามนุษย์หรือภูต"

ซาฮาลไม่พยักหน้ารับรู้ เขาได้แต่ทอดสายตามองราชเลขาแห่งแอสทารอธอย่างพิจารณา "พวกมันรุกเข้ามาทุกขณะในทุกวิถีทาง กองเรือเซเลสต์ต้องรับมือกับพวกลักลอบข้ามน่านน้ำอยู่วี่ทุกวัน ขณะที่ชายป่าก็ถูกรุกรานบ้างประปราย ข้าไม่คิดว่าเราควรจะเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียวนะขอรับ"

ลีอาห์หลับตาลงและหมุนตัวเดินหนีคู่สนทนา "เราอาจจะดูได้เปรียบ แต่แท้จริงแล้วเราเสียเปรียบอยู่มาก ซาฮาล และข้ายังไม่เห็นช่องทางที่เราจะเอาชนะการเจรจาได้ อาเดรียอาจจะชวนเราเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อแข็งข้อกับธีสธรัลและไอย์ชวล แม้ว่านั่นจะทำให้เรามีอำนาจเพิ่มมากขึ้น แต่เหนือหัวดาเรียสก็ยังไม่ต้องการสูญเสียพันธมิตรอีกสองเมืองไป และเช่นกัน... หากเราไม่ยื่นมือเข้าร่วม อาเดรียก็อาจจะเป็นฝ่ายถูกขยี้ ทั้งมนุษย์และภูตจะทำสงครามกันจนรู้ผลแพ้ชนะ และสุดท้ายแล้วเซนทอร์ที่เอาแต่ยืนมองก็คงจะไม่ได้อะไร ข้ารู้นิสัยพวกภูตดี ต่อให้อาเดรียใช้เรื่องท่าเรือมาอ้าง พวกนั้นก็คงไม่เบนหน้ามาหาเราหรอก"

ราชเลขายกแขนขึ้นกอดอก "เรารุกไม่ได้จนกว่าจะรู้ว่าพวกอาเดรียมันมีจุดอ่อนอะไร"

ซาฮาลอยากจะถามลีอาห์เหลือเกินว่าบุคคลที่แอสทารอธส่งไปล้วงความลับของอาเดรียจะทำงานสำเร็จหรือไม่ แต่ก็เป็นคำถามที่จุกอยู่ในคอของเขา เพราะบุคคลที่ว่าคือบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของราชเลขาเอง "เจ้าคงสงสัยว่าเลสธีราห์จะทำงานสำเร็จหรือไม่กระมัง" ท่านหญิงลีอาห์อ่านได้จากสายตาของอีกฝ่าย

"เจ้าเป็นผู้บัญชาการกองเรือพาณิชย์ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดไปก่อนเถอะ"

"ข้าเห็นว่าเขาเป็นผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์ แต่ต้องทิ้งกองเรือเอาไว้เพื่อไปทำภารกิจนี้ทั้งที่น่านน้ำเราก็ถูกรุกราน รีดาห์เพียงคนเดียวไม่สามารถรับมือไหว ข้าไม่เห็นด้วยแต่แรกแล้วที่ส่งเขาไปทำเรื่องที่เขาไม่ถนัดแบบนี้" ลีอาห์เหลือบมองคนพูดครู่หนึ่งแล้วจึงถอนใจเบา ซาฮาลเรียกได้ว่าเป็นคู่กัดของเลสธีราห์ เพราะทั้งสองอายุเท่ากัน อีกทั้งยังเป็นผู้บัญชาการกองเรือเหมือนกัน แต่ทั้งที่ซาฮาลดูแข็งแกร่งกว่า กลับได้รับตำแหน่งให้เป็นเพียงผู้บัญชาการกองเรือพาณิชย์ ในขณะที่เลสธีราห์ที่ดูอ้อนแอ้นเกินไปสำหรับเซนทอร์กลับได้เป็นถึงผู้บัญชาการกองเรือรบ คงช่วยไม่ได้ที่ซาฮาลจะรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง แต่ในความไม่ถูกกันของสองคนนี้ ลีอาห์ก็รู้สึกได้ว่าซาฮาลยังพอจะเป็นห่วงเพื่อนร่วมงานอยู่บ้าง

ในขณะที่เลสธีราห์ไม่เคยเป็นห่วงใคร...

นี่อาจเป็นความผิดพลาดของนางในการเลี้ยงดูบุตรชาย

"มันเป็นความผิดของข้าที่ทำให้เลสเอาแต่มองไปข้างหน้าจนไม่ประเมินกำลังตนเองแบบนั้น แต่สิ่งที้เหนือหัวพูดมันก็ถูกต้องไม่ใช่หรือ เขาอาจเป็นเซนทอร์เพียงตนเดียวที่สามารถทำตัวกลมกลืนกับมนุษย์ได้ ดังนั้นเขาจึงเหมาะสมกับภารกิจนี้ที่สุด ต่อให้ข้าเป็นมารดาของเขา สามารถแปลงตัวเองให้เป็นมนุษย์ได้ แต่ผู้หญิงในสังคมมนุษย์ไม่มีจุดยืนแบบเซนทอร์ หากข้าลงสืบข่าวด้วยตนเองคงจะไม่ได้ความ"

"แต่เขาก็ต้องทิ้งกองเรือของเขา... ทั้งที่เขาเป็นคนที่รู้จักทะเลมากที่สุดในอาณาจักรน่ะหรือขอรับ"

"เจ้าอยากจะพูดอะไร ซาฮาล" ลีอาห์มุ่นคิ้วใส่ชายร่างสูง "ตำหนิข้าหรือเหนือหัวดาเรียสที่ส่งเขาไปทำภารกิจ หรือว่าจะตำหนิที่กองเรือเซเลสต์ขาดผู้นำกันแน่ เจ้าต้องการตำแหน่งของเขาอย่างนั้นหรือไร" ซาฮาลชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อสายตาเย็นชาของราชเลขามองตรงมาที่เขา ชายหนุ่มเม้มปากแน่นก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

"ส่งข้าไปช่วยเลสสืบข่าว... เขาอาจจะเป็นคนเดียวที่กลมกลืน แต่ข้าอาจเป็นคนเดียวที่รู้เท่าทัน"

"กองเรือกราเทียร์ต้องการเจ้า นี่ก็ใกล้ฤดูค้าขายแล้ว หากไม่มีเจ้าคอยบริหารงานแล้วผู้ใดจะทำ"

"ดวงดาวกล่าวเตือนเรื่องบุคคลที่จะเข้าไปพัวพันกับการเปลี่ยนแปลง และเราอาจจะสูญเสียเขาไปตลอดกาล ท่านเองก็อ่านออกไม่ใช่หรือ นี่ไม่ใช่ลางดีในการส่งใครไปเพียงลำพัง อย่างน้อยหากข้ามีส่วนร่วมด้วย อาจจะดึงเขากลับมาได้ และแก้ไขคำเตือนของดวงดาวได้" คนเป็นแม่ถึงกับเงียบเมื่ออีกฝ่ายพูดถึงคำเตือนของดวงดาว และนางเองก็อ่านคำพยากรณ์นั้นได้ใจความเดียวกัน แม้การถูกเงามืดครอบงำอาจไม่ได้หมายถึงการสูญเสียชีวิต แต่อาจเป็นความล้มเหลว หรือความผิดพลาด ซึ่งสิ่งที่ลีอาห์กลัวมากที่สุดในตอนนี้ก็คือความล้มเหลวของเลสธีราห์ ซึ่งนางรู้ดีว่าบุตรชายของตนมีความตั้งใจมากแค่ไหน และหากเขาทำไม่สำเร็จ ปมที่อยู่ในจิตใจฝ่ายนั้นอาจจะยิ่งฝังรากลึกลงกว่าเดิม

...ครึ่งเซนทอร์ตนนั้น ต้องการแค่การยอมรับจากเผ่าเซนทอร์ ว่าเขาก็เป็นปุถุชนคนหนึ่งที่มีความสามารถ และเขาใช้ความสามารถเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง หาใช่เส้นสายอย่างที่ถูกกล่าวหาทุกวันนี้

เซนทอร์อาจไม่รับสินบน... แต่บิดาของเลสธีราห์เป็นถึงทูตใหญ่จากเธสซาลีย์ ใครเล่าจะกล้าขัดคอ

"ข้าไม่มีอำนาจที่จะอนุญาตเจ้า เรื่องนี้เจ้าจะต้องพูดกับเหนือหัวดาเรียสเอง" ลีอาห์บอกปัด แม้ว่านางจะเป็นห่วงบุตรชาย แต่นางก็รู้ดีว่าเลสธีราห์ไม่ต้องการให้นางยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แน่นอนว่าหากนางอนุญาตให้ซาฮาลติดตามเลสธีราห์ไป บุตรชายของนางอาจจะรู้สึกแย่มากกว่าเดิมก็เป็นได้

แต่ราชเลขาก็ปฏิเสธไม่ออกว่านางเป็นห่วงลูกชายแค่ไหน

ซาฮาลมาด้วยเจตนาอันใดจึงเสนอตัวเข้าช่วยแบบนี้ ฝ่ายนั้นจะร้องขอตำแหน่งอย่างนั้นหรือ ต่อให้สมมติฐานนี่เป็นไปได้มากที่สุด และลีอาห์มั่นใจว่าชายหนุ่มไม่ได้มีนิสัยเช่นนั้น ต่อให้ตำแหน่งผู้นำกองเรือกราเทียร์จะดูด้อยกว่าผู้นำกองเรือเซเลสต์ แต่เรือในสังกัดกราเทียร์มีมากกว่าเซเลสต์หลายเท่า เพียงแต่กองเรือเซเลสต์จะต้องใช้ผู้นำที่มีความชำนาญและมีความสามารถเท่านั้นจึงจะควบคุมมันได้ เพราะเรือทุกลำในกองเรือนี้เป็นเรือที่ติดตั้งปืนใหญ่ อีกทั้งมีน้ำหนักมาก อีกทั้งควบคุมยากจนได้รับการกล่าวขานว่า บังคับเรือกราเทียร์สิบลำไม่ยากเท่าคุมเรือเซเลสต์ลำเดียว

และเลสธีราห์ก็ทำได้...

"เจ้าต้องการอะไรจากการทำแบบนี้ ซาฮาล" ลีอาห์ถามตรงพลางจ้องประสานกับคู่สนทนา

"นั่นเป็นเรื่องที่ข้าจะตกลงกับเลสธีราห์เองขอรับ"

และผู้ชายอย่างซาฮาลก็ไม่เคยพูดมากเกินความจำเป็น เจ้าตัวค้อมหัวลงอย่างนอบน้อมและย่อเข่าหน้าข้างหนึ่งลงหลังจากพูดธุระของตนเสร็จ "ข้าต้องขอตัวก่อน ท่านหญิงลีอาห์ ราตรีสวัสดิ์ขอรับ"

   


   

เลสธีราห์เองก็เห็นคำเตือนของดวงดาวเช่นกัน... และนี่เป็นลางไม่ดีสำหรับเซนทอร์หนุ่มอย่างที่สุด

ชายหนุ่มเดินวนอยู่ในห้องพักของตนขณะครุ่นคิดวนไปมาอย่างหาคำตอบไม่ได้ แม้เลสธีราห์จะรู้สึกถึงอันตรายรอบตัวอยู่บ้างแต่เขาก็ไม่คิดว่าดาวแห่งการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนที่เอาเสียดื้อๆ แบบนี้ ซึ่งนั่นหมายถึงผู้ที่กำลังกระทำการบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงแอสทารอธกำลังจะถูกกลืนกิน

ซึ่งผู้นั้นอาจหมายถึงตัวเขาเอง

ต่อให้ยังนึกไม่ออกว่าเอเดรียนจะสามารถทำอะไรเขาได้บ้างก็ตาม ฝ่ายนั้นรู้จักตัวตนของเขาหรือไม่ และถ้ารู้ว่าเขาเป็นเซนทอร์ซึ่งอาจเป็นศัตรู เหตุใดจึงกล้าพาเดินเข้ามาในปราการชั้นในซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสำหรับคนนอกแบบนี้

อาเดรียต้องการผูกมิตรกับเซนทอร์... ดังนั้นอีกฝ่ายจึงพยายามเริ่มต้นที่เขาหรือเปล่า

ชื่อของเลสธีราห์ไม่ค่อยได้รับการเปิดเผยกับคนนอกนัก ผู้โด่งดังเป็นที่รู้จักของแอสทารอธก็เห็นจะมีแต่เหนือหัวดาเรียส ราชเลขาลีอาห์ หรือท่านหญิงโมนาบ้าเลือดเท่านั้น และเหตุผลที่ไอย์ชวลรู้จักเลสธีราห์ นั่นก็เพราะเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับผู้นำทัพคนหนึ่งของไอย์ชวล

คูแรนน์ก็ดูไม่น่าพูดถึงเลสธีราห์บ่อยๆอยู่แล้ว... เช่นนั้นเอเดรียนจะสืบรู้มาได้อย่างไรว่าเขาเป็นใคร

และอีกเหตุผลหนึ่งที่เรื่องนี้สร้างความกังวลใจอย่างที่สุดในเลสธีราห์นั่นก็เพราะเขาเพิ่งรู้ว่า 'ขุนนางไม่เอาไหน' อย่างเอเดรียนนั้นเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งอาเดรีย เดิมทีเลสธีราห์คิดจะผูกมิตรกับขุนนางชั้นบริหาร เพราะพวกเขาอาจให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากกว่า และเขาก็คิดว่าตลอดว่าเอเดรียนเป็นขุนนางฝ่ายบริหารที่ว่า

ไม่น่าเชื่อเอาเสียเลยว่าสุดท้ายแล้วผู้ชายคนนั้นจะเป็นถึงแม่ทัพ

...ก๊อก! ก๊อก!

"ข้าเอง..." เสียงของเอเดรียนดังขึ้นหน้าประตู และโดยไม่รอให้เจ้าของห้องเดินไปต้อนรับ อีกฝ่ายก็เปิดประตูเข้ามาในห้องพร้อมกับเสื้อผ้าพับหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเสื้อคลุมที่พวกขุนนางอาเดรียสวมใส่ "เจ้าควรสวมเสื้อ ก่อนที่จะสวมผ้าคลุมนี่ ไม่มีติดมาสักตัวเลยรึไง" เซนทอร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความฉงน จริงอยู่ว่าเลสธีราห์ดูประหลาดสำหรับเซนทอร์ด้วยกันเพราะเขาสวมใส่เสื้อผ้า แต่สำหรับมนุษย์แล้ว เลสธีราห์ก็ยังดูแปลกอยู่ดีเนื่องจากเจ้าตัวสวมชุดคล้ายกระโปรงของผู้หญิง อีกทั้งยังไม่ใส่เสื้อด้วย

แต่นั่นคือชุดที่สะดวกที่สุดในการเปลี่ยนร่างจากมนุษย์เป็นเซนทอร์...

"อากาศมันร้อน ข้าก็ไม่สวมแต่ไหนแต่ไรแล้ว" ร่างโปร่งเลี่ยงตอบและเริ่มมองการแต่งตัวของคนตรงหน้าด้วยสายตาของคนที่ใส่เสื้อไม่เป็น และอีกอย่างก็คือเขาจะไปหาเสื้อที่ว่ามาจากไหน "แอสทารอธห้ามคนเปลือยอกเข้ารึยังไง" เมื่อนึกคำย้อนได้ ชายหนุ่มก็ว่าไปเช่นนั้น ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะเอ็นดูจากคู่สนทนาได้

"ไม่หรอก อาจจะดูกลมกลืนกับพวกเขาด้วยซ้ำ"

แต่เมื่อเอเดรียนตอบกลับ คนฟังก็เหลือบตาขึ้นมองด้วยความระแวง แต่เขาจะต้องเก็บซ่อนสีหน้าเหล่านั้นเอาไว้ ต่อให้เอเดรียนรู้ว่าเขาเป็นใคร เขาก็ไม่ควรจะตื่นตูมตอนนี้ ไม่คววรจะตื่นตกใจทั้งที่ยังอยู่ในปราการชั้นในของอาเดรียแบบนี้ "สีหน้าเจ้าไม่ค่อยดี ลงไปกินอาหารเช้าซะสิ จาเร็ตต์กับโจฮาลล์อยู่ที่โต๊ะแล้ว พวกเขาใช้ข้ามาตามเจ้านี่"

มีใครออกคำสั่งกับแม่ทัพใหญ่ได้ด้วยหรือไง... และนอกจากจาเร็ตต์ที่มองเขาด้วยสายตาเหมือนพยายามอ่านความลับแล้วยังมีใครอื่นอีกอย่างนั้นหรือ!!

"ข้าอยากคุยกับเจ้าสักพักได้ไหม" แม้จะไม่อยากพูดถึง แต่เลสธีราห์ก็ไม่อาจปัดเรื่องกวนใจนี้ออกไปได้อยู่ดี "ข้า... ยังตกใจเรื่องที่เจ้าบอกว่าตัวเองเป็นแม่ทัพ" นัยน์ตาสีน้ำเงินช้อนมองคู่สนทนาเล็กน้อยเพื่อดูท่าทีของอีกฝ่าย เอเดรียนดูไม่ใช่คนใจคอโหดร้ายเหมือนแม่ทัพหญิงโมนาแห่งแอสทารอธ ดังนั้นเลสธีราห์จึงโล่งใจไปบ้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายทอดยิ้มจางอย่างอ่อนโยน

"อาเดรียถูกสั่งห้ามจัดตั้งกองทัพมาตั้งแต่ตกเป็นอาณานิคม... เจ้ารู้เรื่องนี้ใช่ไหม"

เซนทอร์หนุ่มพยักหน้าเบาและพยายามปะติดปะต่อเรื่องด้วยตนเอง

"ดังนั้นการที่ข้าเป็น 'แม่ทัพ' จึงเป็นเรื่องต้องห้ามที่สมควรปกปิดเอาไว้ เพราะอาเดรียไม่มีกองทัพ ไม่มีกองกำลังที่จะสามารถแข็งข้อได้ จึงไม่สามารถมีแม่ทัพได้" ร่างสูงอธิบายต่อไปอย่างใจเย็น น้ำเสียงและท่าทางของเขาดูสุขุมและเยือกเย็นยิ่งกว่าแม่ทัพคนใดที่เลสธีราห์เคยเจอ... อันที่เขาจริงเขาแค่นำอีกฝ่ายไปเปรียบกับแม่ทัพหญิงโมนาอยู่เท่านั้น

"แต่ถ้าข้าอยากให้เจ้ามาร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ในฐานะคนสนิทด้วยแล้ว นี่เป็นเรื่องแรกที่เป็นความลับต่อกันไม่ได้ เข้าใจหรือยัง"

"ไม่กลัวข้าเป็นสายสืบหรืออย่างไร" ร่างโปร่งถามกลับ "จู่ๆ ก็ไว้ใจใครก็ไม่รู้ให้มาเป็นคนสนิท"

เอเดรียนเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังใคร่ครวญคำตอบที่ดีที่สุด "ข้าเคยถูกคนรักหักหลังอยู่เหมือนกัน... เพราะข้าเชื่อว่านางไม่มีความลับต่อข้า แต่ท้ายที่สุดแล้วนางก็คือสายสืบจากธีสธรัลเพื่อมาสืบข่าวคราวเกี่ยวกับแม่ทัพอย่างข้า" อีกฝ่ายอธิบายอย่างใจเย็น แม้ว่าความทรงจำเหล่านั้นจะเจ็บปวดมากสำหรับเขาก็ตาม

แต่เอเดรียนคิดว่าเขาควรจะจริงใจต่อเลสธีราห์... หากคาดหวังให้เลสธีราห์จริงใจต่อเขาบ้าง

"เจ้าก็อาจไม่ต่างจากนางหรอก" อีกครั้งที่ประโยคธรรมดาของเอเดรียนทำให้คนฟังกลั้นใจโดยไม่รู้ตัว "แต่ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาให้สนใจเรื่องแบบนั้น" ชายหนุ่มว่า "เจ้ามีความรู้เรื่องเซนทอร์ ข้าอยากให้เจ้าบอกข้าเกี่ยวกับมัน ส่วนเรื่องที่เจ้าเป็นใคร ไว้ข้าจะใส่ใจทีหลัง"

"เอเดรียน..."

"ลงไปกินอาหารเช้าได้แล้ว" แม่ทัพหนุ่มส่งเสื้อคลุมให้คู่สนทนา "วันนี้เจ้าจะได้ทำความคุ้นเคยกับม้า และคฤหาสน์ราห์โมนาเสียก่อน" เลสธีราห์หยิบธนูคู่ใจขึ้นมาพร้อมกับกระบอกใส่ลูกดอกขึ้นมาคาดไว้ที่บั้นเอวตามความเคยชิน และฉวยเสื้อคลุมที่เอเดรียนยื่นให้มาถือไว้ "เดี๋ยว เลส... วันนี้ข้าไม่ได้ให้เจ้าไปฆ่าใครนะ"

"เอ๋..." ร่างโปร่งกระพริบตาปริบ และนึกได้ว่าเขามักจะพกอาวุธด้วยความเคยชิน

...แต่ชื่อเล่น 'เลส' นี้เขาอนุญาตให้เรียกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!!

เซนทอร์หนุ่มปลดสายสะพายที่เอวออกวางไว้ที่เดิมและคลุมผ้าบนไหล่ตามที่เอเดรียนทำ "แต่ข้าขอเอาคันธนูไปด้วยได้ไหม" คำถามของเลสธีราห์ทำให้เอเดรียนนึกถึงเด็กชายตัวเล็กๆที่หวงของเล่นของตัวเองจนอยากพกไปด้วยทุกที่ และหันมาขออนุญาตพ่อตัวเองเพื่อนำไปด้วยก็ไม่ปาน

"ได้สิ ถ้าเจ้าหวงมันมากขนาดนั้น"

ในการพบกันครั้งแรก เอเดรียนคิดว่าเลสธีราห์เป็นคนที่ค่อนข้างจะเคร่งขรึม และยิ่งยโส แต่เมื่อได้ลองพูดคุยด้วยหลายครั้งเข้า ร่างสูงก็คิดว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็นเด็กหนีออกจากบ้านอยู่ดี แต่เด็กที่หนีออกจากบ้านทุกคนก็ล้วนแล้วมีปมอยู่ในจิตใจทั้งนั้น ดังนั้นเอเดรียนจึงเริ่มอยากรู้ว่าปมของอีกฝ่ายคืออะไร เพราะทั้งรูปร่างหน้าตาและลักษณะคำพูดจาแล้ว เลสธีราห์ไม่ใช่ลูกชาวบ้านธรรมดาสามัญชนอย่างแน่นอน ทั้งยังมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์หาตัวจับยากอีกด้วย

หากเป็นชาวอาเดรียโดยพื้นเพ เหตุใดเขาจึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของฝ่ายนั้น

และทั่วไปแล้วชาวอาเดรียจะไม่ตั้งชื่อคนว่า 'เลสธีราห์' อีกด้วย

คำนี้เป็นคำที่ดูเหมือนจะยืมมาจากภาษาเอลฟ์ ซึ่งโดยนิสัยของคนแผ่นดินใหญ่แล้ว พวกเขาจะไม่ยืมคำเอลฟ์มาง่ายๆ หากไม่มีความเกี่ยวดองด้วย อีกทั้งชาวเอลฟ์โดยแม้ก็มักมีร่างกายสูงใหญ่กว่าปกติไม่เว้นแม้แต่สตรี ดังนั้นเลสธีราห์คงจะไม่ใช่เอลฟ์แท้ๆอย่างแน่นอน

อย่างนั้นอีกฝ่ายเป็นครึ่งเอลฟ์หรือ...

เอเดรียนเดินนำทางมาเรื่อยและขบคิดวนไปมาด้วยความอึดอัดที่ไม่อาจออกปากถามได้ เขารู้ว่าต่อให้ถามไปตรงๆ เลสธีราห์ก็จะไม่ตอบคำถามของเขา ฝ่ายนั้นยังระวังระแวงเขาอยู่มาก แม้จะตอบรับคำชวนให้มาเป็นคนสนิทของเขาแล้วก็ตาม เอเดรียนอยากได้คนเก่งมาเป็นลูกมือของตน แต่หากลูกมือดื้อแพ่งและไว้ใจไม่ได้เช่นนี้ เขาควรจะจัดการอย่างไรต่อไปเล่า

"เฮ้ย! เอเดรียน เจ้าเดินเลยห้องอาหารแล้ว"

เสียงดังอารมณ์ดีของชายร่างใหญ่ตะโกนเรียกพร้อมกับยื่นใบหน้าที่ล้อมกรอบด้วยผมสีแดงหยิกฟูออกมาจากห้องที่คนอื่นนั่งอยู่ "เฮ้! แล้วเจ้าผอมบางนั่นน่ะ... คือเลสธีราห์ที่เจ้าพูดถึงใช่ไหม!" เซนทอร์หนุ่มหมุนตัวกลับด้วยความหงุดหงิดและตั้งใจจะมองหน้าคนที่บังอาจเรียกเขาว่า 'ผอมบาง' แต่เมื่อเห็นร่างกายสูงใหญ่ราวกับชาวเอลฟ์ เลสธีราห์ก็ยอมเป็น 'เจ้าผอมบาง' ที่ว่านั่นต่อไป

"นั่นโจฮาลล์... มือขวาของข้า" เอเดรียนบอกด้วยรอยยิ้ม "เจ้าอาจจะรำคาญเสียงของเขาหน่อย ปากเสียไปบ้าง แต่ก็นับเป็นสีสันอย่างหนึ่ง"

"มาๆ นั่งนี่เสีย เจ้าเด็กผอม"

มือใหญ่ตบเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งและเจ้าตัวก็ลงไปนั่งข้างๆ เสียเอง เอเดรียนเดินกลับไปนั่งที่ประจำของเขาที่หัวโต๊ะ อาหารตรงหน้าพวกเขาคือซุปข้นชามโตกับขนมปังหนึ่งก้อนใหญ่ "ข้าโจฮาลล์ มือขวาของเอเดรียน เป็นนักเดินป่า ขาดข้าไปแล้วระวังจะหลงทาง กลับออกมาไม่ได้ล่ะ ฉะนั้นจงจำข้าเอาไว้ให้ดีเลยพ่อหนุ่ม" คนฟังแอบห่อไหล่เล็กน้อยด้วยไม่รู้จะวางตัวอย่างไรให้เหมาะสม

"เขากลัวเจ้าแล้ว โจฮาลล์ อย่าเสียงดังให้มันมาก" จาเร็ตต์ที่นั่งตรงข้ามอยู่ปรามเสียงเรียบ

"ข้าไม่ได้กลัวสักหน่อย" ร่างโปร่งก็ไม่เคยยั้งปากเพื่อแก้หน้าให้ตัวเอง เขาน่ะหรือจะกลัวคนที่แค่พูดเสียงดังด้วยความสนุกปาก ดูท่าทางอีกฝ่ายแล้วไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรเลยสักนิด ...ถ้าเทียบกับคูแรนน์ ลูกพี่ลูกน้องตัวแสบของเขาแล้ว หมอนี่ยังนับว่าน้อยไปมากนัก

คนที่ถูกย้อนหัวเราะเบาๆ แล้วแนะนำตัวเองอีกครั้ง "โจฮาลล์เป็นพี่ชายข้า"

สองพี่น้องมีผมยาวสีแดงเพลิงทั้งคู่ โดยของโจฮาลล์จะค่อนข้างหยิกฟูและดูไม่เป็นระเบียบ ในขณะที่ผมของจาเร็ตต์หยักศกและถูกมัดรวบเอาไว้เรียบร้อย สมกับบุคลิกของเขาที่ดูเงียบขรึม มีมารยาท และดูเจ้าระเบียบอย่างที่สุด "เอเดรียนเล่าให้ข้าฟังเรื่องเจ้าบ้างแล้ว เจ้าดูมีความสามารถมากทีเดียว เลสธีราห์" หากเป็นยามปกติ ร่างโปร่งก็คงจะตอกกลับไปว่าอีกฝ่ายไม่ควรเรียกชื่อเขาถ้าไม่ได้รับอนุญาต เซนทอร์ไม่นิยมเรียกชื่อกันพร่ำเพรื่อ เพราะชื่อของพวกเขาทุกคนได้รับมาจากดวงดาวอันสูงส่ง

แต่ตอนนี้เลสธีราห์คิดว่าตนจะต้องผูกมิตรกับผู้อื่นและทำตัวเป็นปกติไว้จึงได้เงียบปาก

"เจ้าเป็นใครมาจากไหนกัน รูปร่างหน้าตาดูเป็นผู้ลากมากดีโดยแท้ อีกทั้งชื่อเสียงเรียงนามก็ช่างประดิษฐ์ประดอยเหลือเกิน แม่ตั้งให้หรือยังไง หรือว่าพ่อล่ะ ผมสีบลอนด์ขาวนี่ได้มาจากใคร หาได้น้อยนักในอาเดรียที่จะมีผมสีนี้!" คำถามทุกคำถามที่เอเดรียนไม่กล้าถาม โจฮาลล์เป็นคนพูดออกมาทั้งหมดในอึดใจเดียว และนั่นทำให้เลสธีราห์ต้องอ้าปากค้างน้อยๆด้วยความตกตะลึง

"ท่านพี่ ปล่อยให้เขาได้หายใจหายคอหน่อยเถอะ น้ำสักแก้วก็ยังไม่ได้ดื่มเลย"

จาเร็ตต์ห้ามปราม และเลื่อนแก้วน้ำไปให้เลสธีราห์ ร่างโปร่งรับมาถือไว้และเริ่มมองอาหารตรงหน้าด้วยความตื่นตูมลึกๆ ในใจ... เซนทอร์กินแต่ผักกับหญ้ามาตลอด จู่ๆ จะให้ตักของเหลวเหนียวๆ ข้นๆ นี่ใส่ปากเลยได้อย่างไรกัน "โอ้ จริงสินะ... เอ้อ ถ้าอย่างนั้นข้าขอดูธนูของเจ้าได้หรือเปล่า มันเป็นงานแกะสลักละเอียดที่หาดูได้ยากเชียว"

"ไม่..." คำแรกที่หลุดออกมาทำให้ทั้งโต๊ะเงียบไปกับเสียงเด็ดขาดของผู้มาใหม่

"เอ่อ... มันเป็นของต่างหน้าพ่อข้า" เซนทอร์หนุ่มรีบแก้ไขเมื่อรู้สึกตัว่าพูดแรงไป แต่เหตุผลหนึ่งที่เขาไม่ยอมให้ใครแตะต้องธนูของตนก็เนื่องมันยังเป็นธนูเอลฟ์ที่บิดามอบให้ ซึ่งสำหรับชาวเอลฟ์แล้ว การจับต้องอาวุธคู่กายของผู้อื่นนับเป็นเรื่องเสียมารยาทและไม่ควรทำอย่างยิ่งยวด อีกทั้งธนูคันนี้ยังมีชื่อของเขาสลักอยู่ด้วย

ชื่อเต็มของเขา... เลสธีราห์ บลังค์

   


   

เซนทอร์หนุ่มยอมสวมผ้าคลุมไหล่ของอาเดรียในที่สุดหลังจากทำใจอยู่สักระยะหนึ่ง และพยายามจะตีตัวออกห่างโจฮาลล์ผู้ซึ่งมีอัธยาศัยดีเกินควร แม้ว่าก่อนหน้านี้ทุกคนจะชะงักนิ่งไปสักพักหลังจากถูกผู้ร่วมทางคนใหม่ตวาดใส่ แต่เอเดรียนก็เป็นคนคลายความตึงเครียดนั่นด้วยการชวนพูดคุยเรื่องอื่นซึ่งผ่อนคลายกว่า และดูจะไม่เกี่ยวกับงานที่เอเดรียนขอให้เซนทอร์หนุ่มเข้ามาช่วยเหลือเลย

"เจ้าเป็นพรานป่า แต่ไม่ชอบเนื้อกวางหรอกเหรอ"

เลสธีราห์กระพริบตาถี่อย่างไม่รู้จะวางตัวอย่างไรเมื่อถูกซักไซ้เรื่องอาหารการกิน แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่น่าจะสร้างความสนิทสนมให้มากขึ้นได้ แต่สำหรับเซนทอร์ที่ทั้งชีวิตไม่เคยกินเนื้อสัตว์แต่ต้องเสแสร้งว่าตัวเองคุ้นเคยเป็นอย่างดี งานนี้จึงค่อนข้างยากไม่ใช่น้อย อีกทั้งยังมีเลขาคนสนิทของเอเดรียนที่นั่งมองเขาตาไม่กระพริบอีกด้วย หากความลับเรื่องที่เขาเป็นเซนทอร์จะถูกเปิดโปง ก็เกรงว่าจะเป็นจาเร็ตต์ผู้นี้เองที่น่าจะรู้เป็นคนแรก

"ข้าชอบเนื้อกระทิง..."

"เนื้อกระทิงออกจะเหนียว ยิ่งกว่าเนื้อกวางด้วยซ้ำ อีกทั้งล่าได้ยาก ต้องใช้คณะพรานยี่สิบคนขึ้นไปในการไล่ล่า อีกทั้งยังมีราคาแพง ข้าควรจะพูดว่าเจ้ารสนิยมสูงหรือกระไรดีล่ะนี่" เอเดรียนวิจารณ์ออกมาตรงๆ แม้ว่าจะแปลกใจอยู่มากที่เลสธีราห์เคยกินเนื้อกระทิงกับเขาด้วย

"เจ้าเคยล่ากระทิงด้วยหรือ ไปกับใคร พวกไหนมาเล่า..."

คนที่พยายามจะไขข้อข้องใจของทุกคนดูจะเป็นจาเร็ตต์ที่หันมาถามเสียงเรียบ ทำให้สายตาของทุกคนมองมาที่เลสธีราห์อย่างคาดคั้นหาคำตอบ "ข้าเป็นพรานป่า จะเคยรวมกลุ่มกับพรานป่าคนอื่นบ้างเพื่อล่าสัตว์ยากๆ อย่างกระทิงมันแปลกด้วยรึไง" เลสธีราห์มุ่นคิ้ว ก่อนจะหยิบผักแต่งจานตรงหน้ามาใส่ปากด้วยความเคยชิน "พวกเจ้าคิดว่าพวกพรานไม่มีสมาคมเลยหรือไง"

โจฮาลล์เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาแล้วยื่นจานสลัดให้เลสธีราห์อย่างเป็นทางการ

"เจ้าชอบกินผักขนาดนั้น ข้ายกนี่ให้เจ้าเลยก็แล้วกัน"

จาเร็ตต์เหลือบสายตาเอ็ดพี่ชายเล็กน้อยแล้วจึงพูดจุดประสงค์ในการซักไซ้ของตนต่อ "ข้าไม่ได้ประกาศตนเป็นศัตรูหรือปฏิปักษ์ต่อเจ้าตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เจ้าคงต้องเข้าใจว่าขุนนางของอาเดรียไม่ได้ชอบหน้ากันเสียทุกคน อีกทั้งเอเดรียนก็เป็นถึงขุนนางระดับสูงฝ่ายทหาร ดังนั้นข้าจึงมีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าไม่ใช่สายสืบของขุนนางคนไหนทั้งนั้น"

"จาเร็ตต์..."

เสียงเข้มดุดันของเอเดรียนทำให้บรรยากาศทั้งโต๊ะสะดุด และเลสธีราห์ก็แปลกใจที่เห็นแม่ทัพหนุ่มเอ็ดคนสนิทของตนด้วยสายตาที่ดุดันเสียจนรู้สึกเย็นสันหลัง "นั่นไม่ใช่เรื่องที่ข้าสนใจ และไม่ใช่ธุระของเจ้าที่จะมาเอาความกับเลสธีราห์ต่อหน้าข้าแบบนี้"

เอเดรียนหันไปมองเซนทอร์ร่างโปร่งก่อนจะยิ้มให้ "ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้สนใจส่วนนั้น"

"เอเดรียน ข้าเป็นเลขาของเจ้า มันเป็นหน้าที่ของข้าที่จะต้องรู้..."

แม่ทัพใหญ่ถอนใจก่อนจะยันตัวขึ้นลุกจากโต๊ะเป็นการตัดบทสนทนา "ต่อให้เลสธีราห์เป็นสายสืบมาจากธีสธรัลข้าก็ไม่เกี่ยง... ตอนนี้ข้าต้องการให้เขาเล่าเรื่องของเซนทอร์ให้ข้าฟังเท่านั้น หากไม่พึ่งเขาแล้ว เรายังจะไปพึ่งใครอีกในแผ่นดินนี้ อีกไม่นานเราก็ต้องเดินทางไปที่นั่นอยู่แล้ว"

"แต่ถ้าข้อมูลของเขาเป็นเท็จล่ะ... เอเดรียน!" จาเร็ตต์มุ่นคิ้วตอบ "เจ้าจะทำให้การเจรจาล้มเหลวนะ"

"เรากำลังจะล้มเหลวอยู่แล้ว ไม่เห็นหรือไร"

แม่ทัพใหญ่ปลีกตัวออกไปจากโต๊ะอาหารเพื่อเลี่ยงการมีปากเสียง แต่ก่อนที่เขาจะออกไปก็หันมาพูดกับเลสธีราห์อีกประโยคหนึ่ง "ถ้าเจ้าอิ่มแล้วก็ตามออกมาที่ลานด้านหลังคฤหาสน์ล่ะ ให้โจฮาลล์นำทางด้วย" ผู้นำสูงก้าวออกไปจากห้องพร้อมกับเลขาคนสนิทที่ยังคงตามถามเหตุผลที่ดูจะฟังไม่ขึ้นของแม่ทัพผู้นำ ทิ้งให้เซนทอร์ผู้มาใหม่นั่งหน้าเสียอยู่กับมือขวาของแม่ทัพแห่งอาเดรีย

"นี่เป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกน่ะนะ"

โจฮาลล์ตบมือบนพนักเก้าอี้ของเลสธีราห์แทนที่จะเป็นบ่าของอีกฝ่ายเนื่องจากกลัวจะถูกตวาดใส่อีกรอบหนึ่ง ร่างโปร่งพยักหน้ารับรู้เบาๆก่อนจะตักสลัดใส่ปากคำหนึ่ง และมุ่นคิ้วเพราะคิดว่ารสชาติมันช่างไม่เข้าท่าเอาเสียเลย "เอเดรียนมีศัตรูรอบตัว... ทั้งที่เป็นศัตรูภายนอก และภายใน"

เลสธีราห์หันไปมองคนพูดเล็กน้อยด้วยความอยากรู้ "ศัตรูภายในรึ"

"อา... ข้าก็ไม่แน่ใจว่าสมควรจะเป็นคนเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟังไหมน่ะนะ" ชายผมแดงหัวเราะลงคอ "เจ้าสัญญาหรือสาบานได้หรือเปล่าเล่า... ว่าเจ้าไม่ใช่สายสืบของขุนนางคนไหนทั้งนั้น" โจฮาลล์มีวิธีการพูดที่เป็นมิตรกว่าจาเร็ตต์ผู้เป็นน้องชาย ซึ่งนั่นสร้างความประหลาดใจให้เลสธีราห์มากนัก เพราะคนที่น่าจะเป็นเลขา หรือเหมาะกับตำแหน่งเจรจาน่าจะเป็นคนอย่างโจฮาลล์มากกว่า เหตุใดจึงเป็นจาเร็ตต์ไปได้

...แต่จะว่าไปแล้ว ท่านหญิงลีอาห์ก็ใช่ว่าจะพูดจาไพเราะอ่อนโยนเสียเมื่อไหร่

"ข้าไม่มีอะไรจะเป็นหลักประกันได้หรอก"

เลสธีราห์เลี่ยงคำสัญญา... ตามนิสัยของพวกอมนุษย์ เพราะหากเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำได้ อมนุษย์จะไม่ลั่นวาจาพร่ำเพรื่อ ต่างจากมนุษย์ที่สัญญาไปเสียหมดทุกเรื่อง แล้วก็ผิดคำสัญญากันง่ายดายเหลือเกินเสมือนมันไม่ใช่คำมั่นที่วิเศษวิโสอะไร "ต่อให้ข้าพูดว่าข้าเป็นพรานป่าจริงๆ จาเร็ตต์ก็ไม่เชื่อข้าอยู่ดี"

"ถ้าเจ้ายังมีช่องว่างแบบนี้ ข้าก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรล่ะนะ" โจฮาลล์ยักไหล่ "ดูจากลักษณะเจ้าแล้วก็ใช่ว่าจะน่าไว้ใจ ลักษณะรูปร่าง หน้าตา ชื่อ การแต่งตัวดูพิลึกพิลั่นยิ่งกว่าพวกไหน น่าแปลกที่จู่ๆ เอเดรียนก็ชวนเจ้าเข้ามาร่วม ทั้งที่เขาเป็นคนเชื่อใจใครยากจะตายไป"

"..." เลสธีราห์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาบ้าง "ข้าก็ไม่คิดว่าเขาจะชวนข้าเข้ามาง่ายๆ แบบนี้"

"แล้วทำไมเจ้าถึงยอมมาเล่า"

เซนทอร์หนุ่มหันไปหยิบผักแต่งจานอีกใบมาถือเอาไว้ก่อนตอบ "ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน"

โจฮาลล์ไม่ใช่คนเซ้าซี้ เขาจึงนั่งรอจนเลสธีราห์กินอิ่มท้อง ซึ่งนั่นหมายถึงผักแต่งจานอาหารทุกจานหมดไปนั่นเอง แล้วจึงเดินนำอีกฝ่ายออกมาที่ด้านหลังคฤหาสน์ซึ่งเป็นลานทรายกว้างๆ และเอเดรียนก็ยืนอยู่ที่ลานทรายนั้นกับม้าตัวใหญ่ที่มีสีขาวค่อนไปทางเทา

"ลูเซียเหรอ" โจฮาลล์พึมพำ และปล่อยให้เลสธีราห์เดินเข้าไปหาแม่ทัพใหญ่เอง

"เจ้าเรียกข้าออกมาพบม้าอย่างนั้นรึ"

เอเดรียนลูบหัวม้าตัวนั้นเบาๆ โดยไม่กล่าวอะไรตอบ อีกทั้งม้าใหญ่ดูจะมีท่าทางตกใจกับการมาถึงของเลสธีราห์อีกด้วย เอเดรียนจึงต้องลูบปลอบอีกสักพักก่อนจะค่อยๆ หันมาหาคู่สนทนาที่ยังยืนรอคำตอบอย่างอดทน "ยื่นมือเจ้ามาหน่อยสิ" เซนทอร์หนุ่มเหลือบมองม้าขี้ตื่นอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่ก็ยื่นมือให้เอเดรียนตามที่อีกฝ่ายบอก เพื่อจะวางลงบนสันจมูกหนาของอาชาสีขาว

ลูเซียพ่นลมหายใจพร้อมกับคำรามในลำคอเมื่อถูกคนแปลกหน้าแตะต้อง แต่มันก็รู้ในอึดใจนั้นเองว่าอีกฝ่ายเป็นเซนทอร์ที่เรียกได้ว่าเป็นเผ่าอาชาชั้นสูงที่มันควรให้ความเคารพ "ใจเย็น ลูเซีย ใจเย็น..." เอเดรียนปลอบเสียงนุ่ม และพยายามกระซิบข้างหูของมันพร้อมกับลูบแผงคอยาวสีขาวควันไปด้วย "ข้าจะปล่อยมือแล้วนะ" แม่ทัพหนุ่มถอยตัวออกห่างม้า ทว่ายังไม่ละมือจากมือของเซนทอร์หนุ่ม

เลสธีราห์เหลือบตาขึ้นมองสบกับม้าใหญ่ก่อนสูดลมหายใจเข้าด้วยความตื่นเต้นที่อธิบายไม่ถูก

"เจ้าเป็นตัวผู้หญิงเหรอ..." นัยน์ตาสีฟ้าเบิกขึ้นเล็กน้อยหลังจากมองสำรวจลูเซียได้สักพัก เลสธีราห์หันไปมองร่างสูงที่ยังอยู่ข้างๆ ตนพร้อมกับอ้าปากค้าง "ม... เจ้าใช้ม้าผู้หญิงทำงานด้วยเหรอ" แม้วิธีการเรียกของอีกฝ่ายจะดูแปลกไปสักพักหน่อย แต่เอเดรียนก็ขบขันกับสายตาของเลสธีราห์มากกว่าจะมาสนใจ

"เจ้ารู้ได้ยังไงว่าลูเซียเป็นตัวเมีย"

"ก็..." เซนทอร์หนุ่มชะงัก แล้วจึงหันกลับไปมองม้าตรงหน้าเพื่อหาข้อแก้ต่าง "ลูเซียเป็นชื่อผู้หญิง"

"อืม ใช่ ลูเซียเป็นตัวเมีย" เอเดรียนยิ้ม ก่อนจะลูบแผงคอม้าสาวด้วยความชื่นชม "เป็นม้าพันธุ์ดีที่สุดของอาเดรีย" เขาหันมายิ้มให้เลสธีราห์ และปล่อยมืออีกฝ่ายให้วางอยู่บนสันจมูกของม้าศึกแบบนั้น ก่อนถอยออกมาช้าๆ เพื่อดูปฏิกิริยาของทั้งคู่ "แต่ไม่เคยมีใครขึ้นขี่หลังลูเซียได้หรอกนะ"

"ล... แล้วเจ้าก็เอาม้าพยศมาให้ข้าน่ะเหรอ!"

เลสธีราห์เผลอเกร็งด้วยความที่วางตัวไม่ถูก จริงอยู่ว่าเขาไม่ควรจะกลัวม้า แต่สิ่งที่เซนทอร์หนุ่มกังวลนั่นก็คือ ลูเซียที่ว่าเป็นม้าพยศนี้อาจจะยอมเชื่องให้ขึ้นหลังได้โดยง่ายจนน่าสงสัย และนั่นจะทำให้เอเดรียนคลางแคลงใจในตัวเขาหรือเปล่า... แม้ว่าเซนทอร์ในหัวของมนุษย์จะไม่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ แต่พวกเขาก็คงไม่ปักใจเชื่อเช่นนั้นทั้งหมดเสียทีเดียวเป็นแน่

...พยศหน่อยสิ เอาหัวโขกข้าก็ได้!

เลสธีราห์พยายามสื่อสาร แต่ลูเซียก็ยังยืนนิ่งให้ร่างโปร่งจับอยู่อย่างนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อนอย่างที่ควรจะทำ "อ... เอเดรียน... แล้วยังไงต่อล่ะ" แม่ทัพหนุ่มอ้าปากค้างน้อยๆราวกับประหลาดใจที่ม้าพยศที่โด่งดังของอาเดรียกลับไม่ทำอันตรายต่อผู้มาใหม่เลยสักนิด หรืออาจเป็นเพราะเลสธีราห์ยังไม่ได้ขึ้นขี่หลังหรือเปล่าหนอ

โจฮาลล์ผิวปากเล็กน้อยขณะเดินตามมาสมทบกับเอเดรียน "เจ้าพรานนี่ชักจะไม่ธรรมดานะ"

"กับเรื่องล่าสัตว์ล่ะภูมิใจนักหนา แต่แค่ให้จับหัวม้ายังมือสั่น" เอเดรียนขำ "ไม่ว่ามองอย่างไรก็ช่างเหมือนเด็กเหลือเกิน" แม่ทัพใหญ่เดินกลับเข้าไปหาเลสธีราห์แล้วจึงดึงมือแข็งทื่อของอีกฝ่ายออก และปล่อยให้ลูเซียเดินออกไป "น่าแปลกใจเจ้าไม่ถูกมันคำรามใส่ มีไม่กี่คนในอาณาจักรนี้หรอกที่สามารถจับเจ้าหล่อนนั่นได้" ร่างสูงเพยิดหน้าไปทางม้าศึก "ลูเซียเป็น... ลูกแม่เดียวกับอัลธอร์ แต่เจ้าหล่อนมีพ่อพันธุ์ที่ดีกว่า ทว่าอัลธอร์เป็นลูกม้าพันธุ์ทาง"

เมื่อพูดถึงม้าคู่ใจ น่าแปลกที่เจ้าสัตว์สี่ขาจะรู้ประสา ม้าสีน้ำตาลจึงได้เดินปรี่เข้ามาหาเจ้านายและใช้หัวดุนดันไหล่กว้างอย่างออดอ้อนในทันที โดยใช้ร่างกายใหญ่โตของมันเบียดโจฮาลล์เซถลาออกไปให้พ้นทางเสียก่อนอีกด้วย "เจ้านี่ขี้ประจบกว่าพี่สาวเป็นกอง" เอเดรียนยิ้มแล้วลูบหัวม้าของตน

"เรื่องพันธุ์ม้าเป็นเรื่องที่กำหนดขึ้นมาเองชัดๆ" เลสธีราห์บ่นอุบ "มันก็เหมือนกัน..."

การแบ่งพันธุ์ม้านั้นเปรียบเสมือนการแบ่งชนชั้นให้พวกมัน แต่หากจะว่ามนุษย์พยายามขีดเส้นแบ่งชนชั้นเพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกนัก เพราะในหมู่เซนทอร์เอง เลสธีราห์ยังรู้สึกได้ว่าซาฮาลซึ่งมาจากตระกูลที่แข็งแกร่งกว่า... จะได้รับคำสรรเสริญเยินยอมากกว่าเขาที่เป็นทั้งลูกครึ่งและมารดาไม่ได้มาจากตระกูลเก่าแก่

"สายพันธุ์ของม้ามีไว้เพื่อหาม้าศึกที่แข็งแกร่งไปร่วมรบในสงคราม" เอเดรียนยิ้มตอบ "ลูเซียมีร่างกายที่แข็งแรงกว่าอัลธอร์ ถ้าเจ้าไม่ทันสังเกต ทั้งกล้ามเนื้อ รูปร่าง ความคล่องแคล่ว และขนาดตัว ไม่ได้เกิดจากการฝึกฝนอย่างเดียว ชาติพันธุ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่ง" การพูดอย่างนั้นอาจทำร้ายจิตใจอัลธอร์ได้ แต่เอเดรียนก็เลือกจะลูบแผงคอม้าคู่ใจเป็นการปลอบไปด้วย

"แต่ข้าเลือกม้าที่เข้ากับข้าได้ดีกว่า... หากจะต้องสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันจริงๆ"

นัยน์ตาสีน้ำตาลของอีกฝ่ายเหลือบมองเลสธีราห์บ้าง "เช่นกัน... เลสธีราห์ ถ้าเจ้าเข้ากับข้าได้ดีกว่า ข้าก็ไม่ต้องการพรานชั้นสูงที่มีชื่อเสียงหรือฝีมือจากไหน หากต้องสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันจริงๆ"

"ข้าไม่ใช่ม้าศึกเสียหน่อย เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเลือกข้าเล่า"

"เช่นนั้นเจ้าจะเป็นฝ่ายเลือกข้าไหม..."

เซนทอร์หนุ่มหลบสายตาอีกฝ่ายเล็กน้อยแล้วจึงยกแขนขึ้นกอดอก พร้อมกับรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ "มันยังเร็วเกินไปที่จะตัดสิน" เอเดรียนดูไม่ได้คาดหวังอะไรกับคำตอบมากนัก เขาจึงยิ้มตอบอย่างอ่อนโยนไม่ถือสา

"...แต่การเข้ากันได้มันก็คงจะดีกว่า"

   


   

*เกร็ดความรู้*

อัลธอร์ (Alter-Real) ม้าสายพันธุ์โปรตุเกส ถูกค้นพบพันธุ์ในปี ค.ศ. 1748 เป็นม้าที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดี ความกล้าหาญ และความเป็นวีรบุรุษ โดยเป็นญาติห่างๆของม้า Adalusian ของสเปน มีความสูงจากปลายเท้าถึงไหล่ประมาณ 150-160 เซนติเมตร


ลูเซีย (Lusitano) ม้าสายพันธุ์โปรตุเกส เป็นม้าฉลาด เชื่อฟังคำสั่ง และคล่องแคล่วปราดเปรียว โดยเป็นญาติห่างๆของม้า Adalusian ของสเปน มีความสูงจากปลายเท้าถึงไหล่ประมาณ 150-160 เซนติเมตร



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #358 'ZinE zene 's (@-v-fin-v-) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 23:40
    สุดยอดไปเลยค่าา
    #358
    0
  2. #335 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:17
    โอ้ยยยย อึดอัดมาก ยิ่งสนิทกันยิ่งเครียด 5555
    #335
    0
  3. #254 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 21:11

    ข้าไม่เห็นด้วยแต่แรกแล้วที่ส่งเขาไปทำเรื่องที่ไม่ถนัดแบบนี้” … อันนี้ต้องพูดกันสองกรณี

    คิดว่าไม่มีใครเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้เก่งเท่าคนที่เกิดในร่างนี้อย่างเลสอีกแล้ว

    แต่ถ้าพูดเรื่อง การปลอมเป็นมนุษย์เนี่ย ... เลสดูจะสอบตกจริงๆ  กร๊ากกกกกก ติดขัดไปซะทุกอย่าง  ขี่ม้า อาหาร การพูดการจา กระทั่งการแต่งกาย  5555555

     

    แต่ซาฮาลพูดไปพูดมา คือแค่หาทางจะให้ส่งตัวเองไปช่วย ... โถ 555555

     

    อยู่กะแม่ทัพก็อาจได้ข้อมูลนะลูก  ไหนๆก็จะทำสงครามละ  อยู่กะฝ่ายที่ไปทำศึกอาจจะดีกว่าพวกนั่งโต๊ะหมกตัวแต่ในวังก็ด้าย------------

      

    หวัดดีโอจิซัง หมีใหญ่ใจดี เสียดายที่ไม่มีบท ... น้องมันก็เช่นกั--------- //โดนตบ

    อาจเพราะนางไม่มีคู่เลยไม่มีโมเม้นท์จะเขียนรึป่าว  เหมือน  อืมมม  เหมือนฝ่าบาทฟลอฮาวน์ ... นางชื่อนี้ป่ะนะ เขียนถูกมั้ย ลืมมมมมมมม

    สู้หลังๆจะเติมบทให้นางมั้ยยยยย  ดูเป็นมือขวาที่ปลากรอบมาก 5555

     

    ตอนโดนถามเรื่องไม่ชอบเนื้อกวางนี่  คาดว่าในใจเลสคงอยากตะโกนว่า ไม่ชอบมันสักเนื้อนั่นนแหละ’ 

     

    โอ้ยยยยยยยยยยย ขำาาาาาาาาาาาาา  สรรพนามแทนม้าเป็นผู้หญิง  เอ็นดู 5555555

    #254
    0
  4. #239 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 18:41
    โอย ไม่ว่าเมื่อไรก็รู้สึกชอบประโยค "เขาอาจเป็นคนเดียวที่กลมกลืน แต่ข้าเป็นคนเดียวที่รู้ทัน" ของซาฮาลจังเลยค่ะะะ มันแม้นนนนนนแมนนนนนน ล้อออออหล่ออออออ ซาฮาลลลลลลล <3
    รู้สึกสงสารเลสธีราห์เลยค่ะ มาทำงานด้วยความตั้งใจก็ดันมีลางแปลกๆ ซะอีก จะต้องเป็นอะไรที่ระแวงไปหมดแน่ๆ ค่ะ
    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เอเดรียนนี่มั่นใจมั้ยว่าไม่ได้จีบ อื้อหืออออออ "งั้นเจ้าจะเป็นฝ่ายเลือกข้าไหม" นี่มันกระแทกใจคนอ่านจริงๆ ค่ะะะะ มาขนาดนี้ซาฮาลก็ซาฮาลเถอะ สู้พระเอกไม่ได้หรอกค่ะ
    (ไปหารีดาห์นะซาฮา--- แค่ก)
    #239
    0
  5. #204 •-MaMaI-• (@mai032671597) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 มกราคม 2558 / 13:25
    เลสธีราห์ จะอยู่ได้มั้ยเนี่ยยยยย แล้วมันนั้นจะจับได้มั้ยยยยย
    #204
    0
  6. #107 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กันยายน 2557 / 15:49
    ยังไม่ได้อ่านเรื่องนั้นเลย *ชี้ๆ* เฮ้ยยยยยยย ชอบซาฮาลอ่ะ ดูน่ารักดีงามมากอ่ะฮือออออ ใครก็ได้หาคู่ให้ม้าน้อยๆของเค้าหน่อยยยยยยย
    #107
    0
  7. วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 21:25
    ฮามาก เลสสวนทุกดอกอะ ไม่มียอมเลย 5555555 แล้ว
    #37
    0
  8. #23 (Char) (@oliveboyz) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 / 21:59

    เท่าที่อ่านมา ซาฮาล เป็นคนที่รักศักดิ์ศรีในความเป็นเซนทอร์ของตัวเองมาก ไม่ชอบแปลงร่างเป็นมนุษย์ และมองว่าเลสธีราห์ ที่เป็นลูกชายของราชเลขาและท่านทูตได้อะไรต่อมิอะไรมาได้ง่ายเกินไป และคิดว่าสิ่งที่ได้มานั่นไม่ใช่ความสามารถเต็มร้อยของเลสธีราห์

    แต่เท่าที่ดูเหมือนเลสธีราห์เองก็ใช้ความพยายามอย่างมากในการขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์ และเป็นความพยายามที่ไม่ค่อยมีใครรู้นัก เพราะโดนตำแหน่งลูกชายราชเลขาและท่านทูตกลบบังจนหมด นั่นคงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาพยายามสร้างผลงานอะไรก็ได้ที่ทำให้คนอื่นเห็นความสามารถที่แท้จริงของเขาได้เด่นชัดขึ้น

    ซาฮาลบอกว่าเขาสนใจเลสธีราห์ จึงพยายามศึกษาอีกฝ่าย (คงยังไม่ใช่ในแง่ของความชอบพอ) แต่เท่าที่ดู การศึกษาของเขายังหยาบจนชวนให้หมั่นไส้ท่ายืดอกของเขายังไงไม่รู้แฮะ เขารู้สึกเลสธีราห์ในมุมมองที่คนทั่วไปรู้อยู่แล้ว และอาจจะผิดไปจากตัวจริงอยู่ไม่มากก็น้อย

    คิดว่างานนี้เอเดรียนมีภาษีที่จะได้ทำความรู้จักเลสธีราห์มากกว่า เพราะเขาได้ใกล้ชิดและน่าจะช่างสังเกตละเอียดอ่อนพอดู เพราะแค่ได้พบกันไม่นานก็คาดเดานิสัยหลักของเลสธีราห์ได้แล้ว และเอเดรียนมีนิสัยค่อนข้างใส่ใจนะ ใส่ใจมากกว่าซาฮาลที่มีแค่ความสนใจ และอยากเอาชนะ (ที่พูดว่าจะปราบม้าพยศ)



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 10 กรกฎาคม 2557 / 22:00
    #23
    0
  9. #22 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 / 12:31
    ซาฮาลนี่คือจะจีบเลสหรอ คือเรื่องนี้จะเป็นสามเศร้าเหรอคะ งืออออออออออออ -0-;;;
    เรื่องยังเอื่อยๆอยู่ รอน้าาาา สู้ๆฮับ รอดูพลังธนูเลสด้วย อิอิ
     
    //เพิ่งได้มาอ่าน ไรท์เตอร์ทำเราติดการ์ตูน(โยนความผิด) ฮ่าาาาาาาาา (จริงๆดูวันเดียวรวดจบเลยแหละแต่เรามัวทำอย่างอื่นเอง) เราดูหนุ่มจักรยานแล้วค่าาาาาาาาาาา อยากตะโกนว่า รักมาคิจังงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง >.,<  กำลังคิดจะหามังงะอ่านต่อด้วย อร๊ายยยย
    #22
    0
  10. #21 Janinozuka (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 / 23:58
    มีธนูเพลิงของเซนนี่ ยิงไปทะลุไฟ

    มีวายุของเจ้โซ ขึ้นสายด้วยลม

    มีแหวกสมุทรของเลส ..ยิงทะลุน้ำหรอ?

    งั้นต่อไปอาจจะมีธนูยิงทะลุดินก็ได้สินะ ลุ้นกันต่อไป



    ฮาซาลแกมีอะไรนักหนากับเลส ตอนแรกว่าแค่หมึนกันเลยกัดไปตามประสา แต่นี่มากไปป่ะ? รึแกชอบเค้า ห๊ะ บอกมานะ
    #21
    0
  11. #20 ควอเรีย (@ferin-feriona) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 21:55
    รีบกลับมาอัพโดยไวนะคะ
    #20
    0
  12. #19 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 17:51
    รอกันต่อปายยยยย...
    #19
    0