[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,282 Views

  • 359 Comments

  • 1,106 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    65

    Overall
    19,282

ตอนที่ 6 : [Re-Write] "ด้วยเกียรติของอัศวิน"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 639
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    28 ต.ค. 59

"เจ้าช่างเป็นขุนนางที่แปลก... บอกให้ออกมาในที่ที่ห่างไกลเมืองขนาดนี้ก็ยังมา"

เลสธีราห์เงยหน้าขึ้นจากธารน้ำใส เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินตรงเข้ามาหา และเมื่อพิจารณาให้ดีก็พบว่าเป็นขุนนางเอเดรียนผู้นั้น "ไม่กลัว่าข้าจะเป็นโจรป่าดักปล้นทรัพย์สินของเจ้าบ้างหรือไง" ร่างโปร่งยืนตัวขึ้นจากธารน้ำ หลังจากเติมน้ำใส่กระเป๋าหนังของตนจนเต็มแล้ว

"เจ้าบอกเองว่าไม่ชอบที่พลุกพล่าน" อีกฝ่ายไหวไหล่ และแน่นอนว่าข้างกายของเขาก็คือม้าศึกตัวเดิม "อีกอย่าง... ข้ามีม้า ส่วนเจ้าเดินด้วยเท้าเปล่า" เลสธีราห์ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงเข้ามาทักทายอัลธอร์ด้วยการยื่นหญ้าอ่อนที่เขาเก็บจากริมธารเมื่อครู่นี้ให้อีกฝ่ายกิน

"เจ้าเป็นคนรักม้าสินะ"

"พวกมันสง่างาม ข้าจึงหลงใหล" ร่างโปร่งตอบ "เช่นเดียวกับที่ข้าหลงใหลเซนทอร์" ในวันนี้อัลธอร์ดูจะอารมณ์ดีมากกว่าปกติ อาจจะเป็นเพราะได้เดินออกมานอกเมือง และสูดกลิ่นธรรมชาติที่คุ้นเคยอีกครั้ง หลังจากใช้ชีวิตอยู่แต่ในคอกม้า และวิ่งเล่นอยู่บนพื้นหินแข็งๆแทนดินและหญ้าที่อ่อนนุ่มกว่า

"ข้าได้ยินมาบ้างว่า เจ้าชื่นชอบพวกเซนทอร์มาก... ถึงขนาดเก็บเกือกของพวกเขาเอาไว้เป็นที่ระลึก"

"เหตุใดจึงลือไปทางนั้นได้เล่า" ร่างโปร่งเลิกคิ้ว "จริงอยู่ที่ข้าชอบเซนทอร์ แต่ข้าไม่ได้มีเกือกของพวกเขาสะสมอยู่ที่บ้านหรอกนะ" ม้าศึกดูจะสนใจผลไม้ที่อยู่ในกระเป๋าหนังของเลสธีราห์ ดังนั้นเขาจึงหยิบมันออกมาเพื่อให้มันชิม "ลูกพลับน่ะ กำลังอร่อยเลยเชียว"

เอเดรียนยิ้มบางเมื่อเห็นอีกฝ่ายเล่นกับม้าของตนอย่างสนิทสนม "เช่นนั้นก็เล่าเรื่องจริงให้ข้าฟังสิ"

"เรื่องจริงอะไรหรือ" เซนทอร์หนุ่มสงสัย ในขณะที่อัลธอร์กินลูกพลับสีสดเข้าไปในคำเดียว

"เหตุใดชาวบ้านจึงเอาไปลือว่าเจ้าสะสมเกือกของเซนทอร์ได้เล่า" ร่างสูงยิ้มขัน "แปลว่าเจ้าจะต้องมีความรู้ในเรื่องใดสักเรื่องมากเป็นพิเศษ จนคนทั่วไปคิดว่าเจ้าสัมผัสคลุกคลีกับมันทุกวัน อันเป็นที่มาของข่าวลืออย่างไรเล่า"

"อ้อ..." เซนทอร์หนุ่มหยุดคิด และชั่งใจว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไปนี้เป็นสิงที่ควรบอกเล่าให้คนนอกได้รับรู้หรือไม่ ที่ผ่านมาเขาไม่ใคร่จะสนทนากับใครให้มากความ แต่ด้วยความที่มีความรู้เกี่ยวกับเซนทอรากกว่ามนุษย์คนอื่นๆ เลสธีราห์จึงคอยแก้ไขความเข้าใจผิดให้ผู้อื่น และคอยดูปฏิกิริยาของบุคคลผู้นั้นด้วยว่ามีความสนใจเรื่องของแอสทารอธมากน้อยเพียงใด

แต่สิ่งที่เขาได้มาก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือสายตาของชาวบ้าน

แอสทารอธยังเป็นอาณาจักรที่ยากจะเข้าถึง และมากพิธีรีตรองเสียจนมนุษย์ไม่อยากยุ่งย่าม

"ข้าอาจจะเคยพูดถึงเกือกม้าของเซนทอร์ให้พวกเขาฟัง พวกเขาจึงคิดว่าข้าสะสมกระมัง" ร่างโปร่งไหวไหล่ "คนครึ่งม้าพวกนั้นใส่เกือกเป็นรองเท้า แตกต่างจากเกือกม้าของมนุษย์ที่ตอกเข้าไปเลย" เขาอดรู้สึกเจ็บแทนไม่ได้จนสีหน้าบอกได้ชัดว่ารู้สึกขนลุกกับสิ่งที่จินตนาการ

"แค่เรื่องนั้นเองหรือ ที่ทำให้เขาลือกันไปเป็นเรื่องราว"

"ข้าเป็นเพียงพรานชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งที่หลงใหลเซนทอร์ แต่จะไปรู้เรื่องอะไรมากมายได้อย่างไร กระทั่งหนังสือข้าก็ยังอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ" นี่อาจเป็นข้อแก้ตัวที่ดีที่สุดสำหรับเลสธีราห์ในตอนนี้ วิธีการพูดของเอเดรียนไม่ใช่การคะยั้นคะยอ รบเร้า เซ้าซี้อย่างที่เขาเกลียด แต่เป็นการพูดคุยไปเรื่อยๆและทำให้เขาต้องพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา อาจจะสมแล้วที่อีกฝ่ายเป็นถึงขุนนาง จึงได้แตกต่างจากชาวบ้านคนอื่นเช่นนี้

"แต่วิธีการพูดของเจ้าก็ใช่ว่าจะเหมือนสามัญชน" เอเดรียนหัวเราะ "แต่เอาเถิด เราเพิ่งพบกันครั้งสองครั้ง จะให้สนิทสนมราวกับรู้จักกันมาสักสิบปีก็คงจะไม่ได้" เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่งและค่อยๆเคลื่อนสายตามามองประสานกับสายตาของเลสธีราห์ "ดวงตาของเจ้าช่างเหมือนมหาสมุทร ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความลับมากมาย... ข้าเชื่อว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่เจ้าแอบซ่อนเอาไว้"

ร่างสูงยิ้มจาง "แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่ได้คิดจะค้นหาความจริงอะไรจากเจ้าในตอนนี้"

   


  

"เจ้า... กลั่นแกล้งเขาหรือว่ากระไร"

จาเร็ตต์เอ่ยถามเอเดรียนด้วยท่าทางที่ดูอ่อนลงแตกต่างจากเมื่อเช้าที่ผ่านมาที่ทั้งคู่มีปากเสียงกันค่อนข้างจะรุนแรงจนเอเดรียนต้องปลีกตัวออกมาจากห้องอาหารเพื่อไม่ให้คนที่ตกเป็นประเด็นต้องรู้สึกแย่ไปด้วย และแน่นอนว่าเรื่องที่ทำให้ผู้นำและเลขาคนสนิทต้องบาดหมางกันย่อมเป็นเรื่องของเลสธีราห์

"ที่ยกลูเซียให้เขาน่ะรึ" เอเดรียนอ่านใจคนสนิทของตัวเองได้ดีพอๆ กับกับอ่านสายตาของศัตรู เขาจึงเข้าใจสิ่งที่จาเร็ตต์พูดเป็นอย่างดี ว่าหลังจากยืนมองเลสธีราห์ที่ยังอยู่ในลานฝึกกับม้าขาวตัวนั้นตั้งแต่เช้าจนบัดนี้ เลขาคนสนิทก็ยังไม่เข้าใจเจตนาของแม่ทัพใหญ่เลยแม้แต่น้อย

...การหลอกเลสธีราห์ว่าลูเซียเป็นม้าพยศ และยกให้อีกฝ่ายเป็นคนปราบ

ม้าสาวที่ได้ชื่อว่ามีพันธุ์ดีที่สุดในอาณาจักรนั้นดูจะเอาใจยากพอๆ กับมนุษย์ผู้หญิงก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่ม้าพยศที่ช่างดีดดิ้นอย่างที่เอเดรียนพยายามจะแต่งเรื่องราว ทว่าหลังจากเลสธีราห์ลูบหัวมันได้ไม่นาน ม้าศึกก็เริ่มสะบัดอีกฝ่ายออกและเดินกลับคอกด้วยท่าทางรำคาญใจ ทว่าผู้มาใหม่กลับไม่ยอมแพ้และไปดึงมันออกมาอีกครั้งราวกับยังแนะนำตัวเองไม่เสร็จ

"มันเป็นบททดสอบน่ะ"

"หืม..." จาเร็ตต์เลิกคิ้ว "หลอกให้ไปปราบพยศม้าที่เชื่องอยู่แล้วน่ะรึ"

เอเดรียนไหว่ไหล่เบาอย่างคนที่ไม่แน่ใจในความคิดของตนเองเช่นกัน "ข้าคิดว่าเขาไม่ใช่มนุษย์" นัยน์ตาสีเข้มมองไปร่างชายหนุ่มร่างโปร่งที่ดูจะเหน็ดเหนื่อยกับการพยายามเอาอกเอาใจม้า เขาวิ่งไปกับมัน เอาฟางให้มัน เอาน้ำให้มัน แต่ดูเหมือนว่าอย่างไรลูเซียก็เล่นตัวอยู่ดี "เจ้าก็รู้ว่าลูเซียไม่ได้มีนิสัยดุดันดุร้ายอย่างที่ข้าประโคมบอกเลสธีราห์"

เอเดรียนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "แต่นี่เจ้าหล่อนดูหงุดหงิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"

"เจ้าคิดว่าเขาคุยกับม้าได้หรือไร และบอกให้มันเล่นละครตามไปอย่างนั้นหรือ"

จาเร็ตต์ลองถาม และเอเดรียนก็ตอบรับด้วยการพยักหน้าก่อนอธิบายต่อ "ลูเซียอาจเอาใจยาก แต่มันไม่เคยกระฟัดกระเฟียดใส่ใคร หากไม่ใช่เพราะเจ้าหล่อนรำคาญเลสธีราห์จริงๆ ก็คงเป็นเพราะเจ้านั่นบอกให้ลูเซียแสร้งแสดงออกมา" นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลงอย่างวิเคราะห์ ขณะมองดูชายหนุ่มในลานฝึกพยายามจะทำให้ม้าศึกสงบด้วยการลูบหลังปลอบ "พวกอมนุษย์มีความสามารถในการสื่อสารกับสัตว์ และพวกสัตว์เองก็รู้ว่าใครบ้างที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งน่าแปลกที่พวกมันเชื่องกับคนพวกนั้นมากกว่าพวกเรา"

"เจ้าก็เลยคิดว่าเขาไม่ใช่มนุษย์อย่างนั้นรึ"

"ข้าประหลาดใจตั้งแต่เขาสามารถลูบหัวอัลธอร์ได้ทั้งที่ข้าไม่เคยแนะนำให้รู้จัก"

"รู้แบบนี้แล้วเจ้ายังจะให้เขาร่วมทางไปกับเราหรือ เอเดรียน" จาเร็ตต์กอดอก "เจ้าบอกว่าการที่เขาจะเป็นใครมันอาจไม่สำคัญ เพราะสิ่งที่เจ้าต้องการจากเขาในตอนนี้คือความรู้ที่เขามี แต่ถ้าเขามาจากอาณาจักรที่เป็นศัตรูกับเราล่ะ ถ้าเขามาจากไอย์ชวลล่ะ แล้วชี้นำทางที่ผิดให้เรา... เจ้าจะฝากอนาคตของอาเดรียเอาไว้หรือ"

"พวกภูตมีอายุขัยเกินร้อยปี พวกเขามีเวลาสั่งสมประสบการณ์มาก อีกทั้งยังได้เปรียบที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ตลอดเวลาอีกด้วย  และข้าเชื่อว่าสายสืบของพวกภูตสามารถแฝงตัวเข้ามาได้แนบเนียนกว่านี้ พวกเขาไม่มีทางส่งสายสืบที่สะเพร่ามาหรอก กระทั่งการทดสอบง่ายๆก็ยังพลาดท่าไม่รู้ทันแบบนี้" เอเดรียนเม้มปากอย่างครุ่นคิด "อีกทั้งยังใช้ชื่อที่ไม่ได้ผ่านการไตร่ตรองอีกด้วย เพราะไม่ว่าใครฟังคำว่า 'เลสธีราห์' แล้วก็ล้วนคิดถึงเอลฟ์ทั้งนั้น หากเจ้าเป็นสายสืบจริงๆ เจ้าควรจะใช้ชื่ออื่นที่ดูแนบเนียนและดูเป็นมนุษย์มากกว่านี้ไม่ใช่หรือไร"

"เรื่องนั้นก็ข้าเห็นด้วยอยู่มาก" จาเร็ตต์พยักหน้า "...อย่างไรก็ไม่แนบเนียน"

"ข้าจึงคิดว่าเขาบริสุทธิ์ใจ" แม่ทัพหนุ่มว่า "เอาเถอะ ต่อให้เขาเป็นพวกธีสธรัล เขาก็ทำอะไรข้าไม่ได้อยู่ดี ในเมื่อท่านชายซินญอร์ประกาศแข็งข้อกับเมืองเกาะนั่นไปแล้ว คงไม่มีเรื่องบาดหมางอะไรที่แย่กว่านั้นหรอก" ร่างสูงยักไหล่  "ตอนที่เขาพบข้า พูดคุยกับข้า ทุกวันตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่ได้เสแสร้งเลย"

"เจ้าก็อย่าวางใจไปหน่อยเลย" เลขาหนุ่มปราม "ต่อให้เขาทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากไปกว่านี้ไม่ได้ แต่การที่เขามีความลับต่อเจ้าแบบนี้มันดีแล้วจริงๆ เหรอ เอเดรียน" เอเดรียนไม่ตอบคำเมื่ออีกฝ่ายถามแบบนั้น เจ้าตัวเลี่ยงบทสนทนาด้วยการเบือนหน้าหนีและเดินตรงไปที่ลานฝึกแทน

"เลสธีราห์..."

คนถูกเรียกกำลังลูบหัวม้าขาวด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อนจากการพยายามทำความรู้จัก เนื้อตัวของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ ผ้าคลุมไหล่ที่เอเดรียนมอบให้เมื่อเช้านั้นพาดอยู่บนหลังม้าแทน ร่างโปร่งหันมาตามเสียงเรียกพร้อมกับโคลงหัวเป็นเชิงถาม "หมดเวลาฝึกของวันนี้แล้วหรือไง"

เอเดรียนจรดยิ้มที่มุมปาก แล้วจึงยกมือขึ้นลูบคอลูเซียช้าๆ "ใช่ แล้วเจ้าก็ควรไปอาบน้ำเสีย"

"ในที่สุด..." ร่างโปร่งยิ้มออกมาเล็กน้อย การพยายามใช้จิตบอกให้ม้าพยศทั้งที่มันไม่มีความกระด้างกระเดื่องเลยสักนิดทำให้เลสธีราห์รู้สึกเหนื่อยล้ามากกว่าการวิ่งไล่ฝูงกระทิงทั้งวันเสียอีก แต่มันก็คงจะดีกว่าการสยบม้าพยศเอาง่ายๆ จนพวกมนุษย์ทั้งหลายตะลึงมองกระมัง

"แล้วเราก็มีเรื่องที่ต้องคุยกันด้วย" เอเดรียนกล่าวเสียงเรียบ

   


 

"มีการปะทะอีกแล้วรึไง"

เสียงกีบเท้าหนักๆ ที่เดินตรงเข้ามาหาตนทำให้รีดาห์ไม่อยากจะเงยหน้าขึ้นสนทนาด้วยนักเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเจ้าของประโยคนั้นคือใคร "พวกมนุษย์ไม่เข็ดหลาบ เจ้าเคยพูดเองนี่ ซาฮาล" ร่างโปร่งยืดตัวขึ้นจากที่นั่งย่ออยู่กับพื้น และพบว่าตัวเองสูงเพียงเอวของคู่สนทนาเนื่องจากเขายังอยู่ในร่างของมนุษย์

การทำงานบนเรือจำเป็นต้องใช้ร่างมนุษย์มากกว่า เนื่องจากร่างกายของเซนทอร์ไม่สามารถเคลื่อนไหวบนเรือได้ดั่งใจนัก กีบเท้าของพวกเขาสวมเกือกซึ่งทำจากเหล็ก และเหล็กเหล่านั้นก็ไถลลื่นได้ง่ายบนพื้นไม้ที่ใช้ต่อเรือ อีกทั้งการปีนป่ายไปบนกราบเรือหรือขึ้นไปบนเสาเรือก็จำต้องใช้แขนขาในร่างมนุษย์ทั้งนั้น

"เสียหายมากขึ้นทุกที... พวกชาวประมงธรรมดาเริ่มพัฒนาวิธีต่อสู้กับกองเรือเซเลสต์แล้ว"

"เรือประมงมีความเร็วมากกว่าเรือรบ ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะโจมตีพวกเจ้าได้" ซาฮาลมองรอยถลอกขนาดใหญ่บนกราบเรือ ไม้ระเบียงแถบหนึ่งถูกไฟไหม้หายไปและยังมีร่องรอยเสียหายอีกหลายแห่งบนลำเรือนี้ "ระเบิดมือ..."

"ต่อให้เลสธีราห์อยู่ พวกมันก็ขว้างระเบิดมือใส่พวกเราอยู่ดี"

รีดาห์ตัดบท เขาเบื่อหน่ายที่จะฟังคู่สนทนาบ่น ซาฮาลคอยแต่จะหาเรื่องต่อว่าในช่วงพักหลังๆ มานี้ รีดาห์ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรกันแน่ แต่นับตั้งแต่เลสธีราห์พยายามจะผลักดันตัวเองให้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ซาฮาลก็ยิ่งพยายามจะผลักตนเองตามไปด้วย ความสัมพันธ์แบบนี้เรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งหรืออย่างไร

"แค่ธนูในมือเลสธีราห์ก็ทำให้พวกมนุษย์หวาดกลัวได้แล้ว" ร่างสูงตอบเสียงเรียบ "ไม่กล้าที่จะขว้างระเบิดมือใส่แบบนี้หรอก"

"เขาไปทำภารกิจตามคำสั่งของเหนือหัวดาเรียส เหตุใดเจ้าจึงขัดคอนัก หากคิดว่าตนทำได้ดีกว่า ใยจึงไม่ไปเรียนเหนือหัวเสียเองแล้วก็ออกไปเผชิญโลกของมนุษย์เลยเล่า" แววตาดุดันของซาฮาลตวัดกลับมามองคนพูดแทนคำสั่งให้อีกฝ่ายเงียบปาก ก่อนจะพูดตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ข้าเรียนท่านราชเลขาแล้ว เมื่อคืนนี้ดวงดาวมีการเคลื่อนไหว ข้าจึงไว้ใจไม่ได้"

รีดาห์ชะงักไปครู่หนึ่งที่ได้ยินดังนั้น "ดวงดาวรึ... ข้ามิทันได้สังเกต" ร่างโปร่งแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน และเริ่มมองหาดาวที่พวกเขารู้จักคุ้ยเคย "นี่ไม่ใช่ลางดีสำหรับคนเพียงคนเดียว" รีดาห์ไม่สันทัดในด้านการดูดาว แต่เขาก็พอจะแยกลางดีและลางร้ายออกจากกันได้ "หรือแม้แต่สองคนก็ยังเป็นอันตราย"

"ข้าจึงเสนอให้ความช่วยเหลือเลสธีราห์โดยเร็วที่สุด ก่อนที่เขาจะถูกกลืนไป"

ทว่ารีดาห์กลับส่ายหัว "เจ้าคิดว่าใครเหมาะสมกับหน้าที่นั้น ตัวเจ้าเองหรือ... เจ้าคิดว่าเลสธีราห์จะยินดีที่เจ้ายื่นมือเข้าช่วยหรือไร" ในฐานะสหาย รีดาห์รู้ดีว่าผู้บัญชาการของเขาไม่กินเส้นกับซาฮาลยิ่งกว่าใคร ต่อให้เป็นการยื่นมือเข้าช่วยด้วยความเป็นห่วงฐานะเพื่อนร่วมงาน แต่เขาก็คิดว่าซาฮาลไม่เหมาะกับบทบาทนั้นอยู่ดี

"เจ้ารู้ว่าเลสธีราห์เป็นคนอย่างไร เขายินดีที่จะล้มเพียงลำพังดีกว่าให้เจ้ายื่นมือเข้าช่วย"

"เพราะความกระด้างกระเดื่องแบบนี้ล่ะ ที่ทำให้ข้าอยากปราบนัก" ผู้ชายอย่างซาฮาลไม่ใช่คนอ้อมค้อม และไม่ใช่คนช่างเลือกสรรคำพูดนัก ดังนั้นสิ่งที่ออกมาจากปากของเขาย่อมเป็นความจริงและแปลตรงความหมายทุกคำ

"เลสธีราห์เป็นผู้บัญชาการเซเลสต์..." รีดาห์พูดบ้าง "พูดจาให้เกียรติเขาด้วย ซาฮาล"

"เฮอะ ผู้บัญชาการเซเลสต์รึ ถ้าเจ้านั่นไม่มีราชเลขาคอยหนุนจะมีอันทำอะไรได้ ถ้าเจ้านั่นไม่ใช่บุตรชายของราชทูตแห่งเธสซาลีย์จะสามารถหลักลอยไปมา ทำงานไม่สำเร็จสักประการอย่างที่ทำทุกวันนี้ได้รึ" ซาฮาลหัวเราะขึ้นจมูก และมองตอบคู่สนทนาอย่างดูแคลน "ที่สามารถเชิดหน้าชูคอได้ทุกวันนี้มันเป็นเพราะความสามารถจริงๆหรือ รีดาห์"

คนที่ตัวเล็กกว่ามุ่นคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อสหายของตนถูกต่อว่า

"ในการแข่งขัน... เลสธีราห์เอาชนะทุกคนได้โดยไม่มีข้อกังขา เจ้าเองก็เป็นคนหนึ่งที่แพ้เขา!"

ในการแข่งขันเพื่อค้นหาผู้บัญชาการกองเรือรบเซเลสต์ ผู้ที่เสนอตนเข้าร่วมจะต้องผ่านการทดสอบความสามารถ ซึ่งการทดสอบที่ยากที่สุดในครั้งนั้นคือการออกล่าวาฬ ผู้ที่สามารถล่าวาฬได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วที่สุดจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งเลสธีราห์สามารถเอาชนะผู้อื่นได้ด้วยสถิติการออกเรือเพียงสองสัปดาห์ ในขณะที่ซาฮาลซึ่งได้อันดับรองลงมาใช้เวลาถึงหกสัปดาห์

 ซาฮาลไม่เถียงว่าหรือแก้ตัว ด้วยยอมรับว่าตนแพ้ความสามารถในด้านนี้ของเลสธีราห์จริงๆ

เพราะการล่าวาฬหมายถึงความสามารถในการเดินเรือ การอ่านทิศทางของน้ำและลม ความชำนาญในแผนที่ทางทะเล และการเข้าใจถึงธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความสามารถที่จำเป็นของผู้บัญชาการเรือรบที่อาจจะต้องประคองชีวิตลูกเรือจำนวนมากเอาไว้เมื่ออยู่กลางทะเล แต่นี่ก็อาจเป็นเหตุผลหลักที่ซาฮาลไม่ใคร่จะพอใจ เนื่องจากบิดาของเลสธีราห์นั้นได้ชื่อว่าเป็นกัปตันเรือที่มีความชำนาญพิเศษในด้านนี้ อีกทั้งยังมีงานอดิเรกเป็นการสำรวจทะเลอีกด้วย เลสธีราห์จึงได้พรสวรรค์การเดินเรือมาจากบิดาทั้งหมดก็ว่าได้ แม้ว่าพ่อลูกคู่นี้จะไม่ได้พบหน้ากันมาร่วมยี่สิบปีแล้วก็ตาม

"เจ้ายังจะบอกว่าเขาไม่มีความสามารถอีกรึ" รีดาห์เป็นฝ่ายรุกบ้าง หลังจากทนฟังคู่สนทนามานาน

ซาฮาลสูดหายใจเข้าครั้งหนึ่งเหมือนต้องการปรามให้ตนเองอารมณ์เย็นลง "หน้าที่ของผู้บัญชาการเซเลสต์คือการปกป้องน่านน้ำไม่ให้ถูกรุกราน เลสธีราห์ผ่านการทดสอบโดยเอาชนะข้าซึ่งปรารถนาในตำแหน่งนี้มาตลอด แต่กลับละเลยหน้าที่ ออกไปวิ่งเล่นทำทุกอย่างตามใจตนเองแบบนี้ เจ้าคิดว่าข้าควรจะยินดีหรืออย่างไร!"

"แท้จริงแล้วเจ้าก็ต้องการตำแหน่งของเขา..."

"ข้าเคยต้องการครอบครองตำแหน่งของเขา" ซาฮาลเหยียดยิ้มก่อนจะยอมรับ "แต่ตอนนี้ข้าอยากมีอำนาจเหนือเขาเสียมากกว่า" ร่างสูงตัดสินใจจบบทสนทนาด้วยการหันหลังกลับและเดินหนี เพราะเกรงว่าหากมีปากเสียงมากกว่านี้ เขากับรีดาห์อาจมีกรณีลงไม้ลงมือบ้างเป็นแน่

...ต่อให้อีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าอย่างไรก็แพ้ก็ตาม

   


  

เลสธีราห์กลับมาที่ห้องพักกลับมาหลังจากลงไปอาบน้ำที่ห้องด้านล่าง และเนื่องจากเสื้อผ้าเพียงชิ้นเดียวที่เขามีก็คือกระโปรงหนังสีดำ เซนทอร์หนุ่มก็จำต้องยอมสวมชุดคลุมนอนสีขาวที่หญิงรับใช้นำมาให้แต่โดยดีหลังจากถอดชุดเดิมออกเพื่ออาบน้ำชำระล้างคราบเหงื่อไคล และด้วยความที่แทบจะไม่เคยใส่เสื้อแบบนี้มาก่อนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกไม่สบายตัวเองเสียเลย

"ใส่ชุดแบบนั้นแล้วเจ้าดูแปลกจริงๆด้วย"

เอเดรียนนั่งรอสนทนาอยู่ที่โซฟาหน้าโต๊ะน้ำชาในห้องพักของเขา โดยมีห่ออะไรบางอย่างห่อหนึ่งวางอยู่บนหน้าตัก แม่ทัพแห่งอาเดรียรินน้ำชาให้ก่อนจะผายมือไปยังเก้าอี้ตรงข้ามที่ซึ่งเลสธีราห์วางคันธนูและกระบอกใส่ลูกดอกเอาไว้

เลสธีราห์ลอบกลั้นใจเมื่อรู้สึกได้ว่าตัวเองสะเพร่าเกินไปที่วางอาวุธคู่ใจเอาไว้แบบนั้น

แต่เขาก็จำได้ว่ามันยังอยู่ที่เดิม ซึ่งแปลว่าเอเดรียนไม่ได้แตะต้องมันแม้แต่น้อย "ข้าคิดว่าเจ้าจะให้ไปพบที่ห้องเจ้าเสียอีก" เซนทอร์หนุ่มนั่งลงตรงข้ามอีกฝ่าย และวางคันธนูไว้บนหน้าตัก "มีเรื่องอะไรล่ะ ท่านขุนนาง... มาอธิบายส่วนงานหน้าที่ของข้าเหรอ" เลสธีราห์พยายามพูดติดตลก เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ และรักษาภาพลักษณ์เด็กหนุ่มไม่รู้กาละเทศะเอาไว้ โดยเขาคิดว่ามันเป็นรูปลักษณ์ที่ทำให้เอเดรียนรู้สึกวางใจ และสบายใจที่สุด

...แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เขาคิดเอาเองทั้งนั้น

เอเดรียนเหลือบมองคันธนูที่ทำจากไม้เนื้อดีของอีกฝ่าย มันเป็นงานศิลปะแกะสลักที่สวยงามหาได้ยาก และโดยไม่ต้องหยิบขึ้นมาพิจารณา เขาก็รู้ว่านั่นเป็นธนูที่ทำขึ้นโดยช่างฝีมือชาวเอลฟ์ แม่ทัพหนุ่มลอบถอนใจกับตัวเองเบาๆด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ว่าเวทนาหรือขบขันกับคนตรงหน้าที่ดูพยายามปกปิดตัวตนทว่าไม่มีสิ่งใดแนบเนียนเอาเสียเลย

"ข้าพูดไว้แล้วว่าข้าไม่ได้สนใจว่าเจ้าจะเป็นมิตรหรือศัตรูที่แฝงตัวมา..."

แม้เอเดรียนจะยิ้มจาง และเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนมากสำหรับแม่ทัพคนหนึ่ง แต่ใครบ้างเล่าจะรู้สึกผ่อนคลายกับประโยคเปิดบทสนทนาแบบนั้น เลสธีราห์เกร็งขึ้นมาในทันทีและเหมือนว่าเขาจะลืมวิธีหายใจไปแล้วด้วยซ้ำหลังจากได้ยินคำนั้น "ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่มนุษย์ เลสธีราห์... แต่ช่วยตอบข้าทีว่าเจ้าเป็นใคร"

คนฟังได้แต่นิ่งตะลึง กิริยานั้นเองที่ยิ่งย้ำให้เอเดรียนมั่นใจว่าเขาพูดถูก...

"ข้า..."

"ชื่อของเจ้าเป็นภาษาเอลฟ์ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะใช้ชื่อเอลฟ์ ถ้าไม่มีความเกี่ยวข้องกันจริงๆ กระทั่งภูตที่มีเชื้อสายเอลฟ์ชั้นสูงอย่างแม่ทัพของไอย์ชวลก็ยังชื่อ 'วิกโทเรียส' ข้าจึงไม่คิดว่าเจ้าเป็นมนุษย์ธรรมดา" เอเดรียนมุ่นคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "และอีกประการหนึ่ง..."

"...ลูเซียไม่ใช่ม้าพยศ เลสธีราห์"

นัยน์ตาสีฟ้าครามเบิกขึ้นเมื่อได้ยินดังนั้น และโดยที่ลืมวิธีการวางตัวไปจนหมดสิ้น เลสธีราห์ก็ได้แต่อ้าปากค้างอย่างเถียงไม่ขึ้น เอเดรียนแค่ให้เขาทำความรู้จักม้า และยืนมองอยู่ห่างๆเท่านั้น เพียงแค่นั้นอีกฝ่ายก็สามารถบอกได้แล้วว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ทั่วไป "จริงอยู่ว่าลูเซียเป็นม้าที่เอาใจยาก แต่ก็ไม่ได้ยากไปกว่าอัลธอร์... แต่เพราะเจ้าสื่อสารกับมันได้ จึงบอกให้มันแสดงท่าทางหงุดหงิดแบบนั้น เพื่อไม่ให้ข้าสงสัยใช่ไหม"

"ข้า..."

หัวใจของคนฟังแทบจะตกลงไปที่ข้อเท้า มือเรียวที่กำรอบคันธนูอยู่ขยับกำแน่นเข้าด้วยความตึงเครียด ถ้าหากเอเดรียนรู้ว่าเขาเป็นใครขึ้นมา หากรู้แอสทารอธรู้ว่าเขาพลาดท่าเพราะความอ่อนหัดแบบนี้ ไม่ยิ่งขายหน้าไปกันใหญ่หรือไร

แล้วเขาควรจะทำอย่างไรเพื่อปกปิดความลับนั้นเอาไว้เล่า...

"ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้สนใจว่าเจ้าจะเป็นศัตรูหรือไม่" เอเดรียนย้ำเสียงเรียบ "แค่บอกข้ามาตรงๆ ว่าเจ้าเป็นใคร" ดวงตาของฝ่ายนั้นจับจ้องคู่สนทนา แม้จะไม่ได้คาดคั้น แต่ก็ไม่ได้ผ่อนปรน "ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าเรื่องเซนทอร์ แล้วเจ้าต้องการอะไรถึงได้พยายามเข้าใกล้ข้าล่ะ เลสธีราห์"

คนฟังสัมผัสได้ถึงนัยยะบางอย่างที่อยู่ในการกระทำของเอเดรียน และเมื่ออีกฝ่ายพูดเช่นนั้น เซนทอร์หนุ่มก็พบคำตอบ "เจ้าไปรอข้าทุกวันที่สระน้ำนั่น แต่เจ้าก็ไม่ได้ไว้ใจข้า ไม่เคยคิดว่าข้าเป็นคนธรรมดาเลยสักครั้ง" คิ้วเรียวขมวดเข้าเล็กน้อยก่อนที่สายตาจะเคลื่อนขึ้นมองแม่ทัพใหญ่แห่งอาเดรีย "แต่ที่เจ้าชวนข้าเข้ามาที่ราห์โมนาก็เพื่อจะให้ข้าอยู่ในสายตา ถ้าเป็นสายสืบขึ้นมาก็ไม่สามารถกลับอาณาจักรไปรายงานใครต่อใครได้อย่างนั้นรึ"

เอเดรียนไม่ให้คำตอบ เขาแค่ยกถ้วยช้าขึ้นจิบช้าๆราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "เลสธีราห์..."

เป็นครั้งแรกที่เซนทอร์หนุ่มคิดว่าผู้ชายตรงหน้าช่างมีความคิดที่แยบยล และในความฉลาดของอีกฝ่าย ชายหนุ่มกำลังท้าทายให้เขาเปิดเผยความจริง "เจ้าพูดว่าต้องการความช่วยเหลือ... และข้าอาจเป็นคนเดียวที่ช่วยเจ้าได้" นัยน์ตาสีฟ้าเคลื่อนขึ้นมองคู่สนทนา และมองนิ่งอยู่เช่นนั้นสักพักใหญ่ ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลงเรื่อยๆ "ไม่เคยมีใครอ้อนวอนข้าแบบนั้นมาก่อน"

เอเดรียนมุ่นคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

เซนทอร์หนุ่มกลั้นใจ ต่อให้อีกฝ่ายจะใช้วิธีแบบไหนในการกดดันเขา แต่เอเดรียนจะต้องไม่รู้ว่าเขาคือใคร เขาจะต้องเก็บรักษาความลับของเซนทอร์เอาไว้ให้ได้นานที่สุด "ข้าเป็นชนชั้นสอง... เอเดรียน" ร่างโปร่งพูดต่อ และนั่นคือความจริงเขาที่เขาไม่ได้บิดเบือน "ข้าไม่ใช่มนุษย์ก็จริง แต่ก็ไม่ถูกนับเป็นอมนุษย์ ข้าไม่เคยมีที่ยืนในสังคมของข้า" เลสธีราห์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพูดประโยคต่อไป "การที่จู่ๆ มีขุนนางคนหนึ่งมาพูดแบบนี้ด้วย เจ้าคิดว่าตัวเองจะปฏิเสธได้รึ"

แม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเมื่อครู่นี้ แต่เลสธีราห์ก็คิดว่าเขาอาจจะรู้สึกแบบนั้นอยู่บ้างก็เป็นได้ เพราะในตอนที่เลสธีราห์ตอบตกลง เขารู้เพียงแค่ว่าเอเดรียนเป็นขุนนาง และเขาก็คิดว่าอีกฝ่ายเป็นขุนนางธรรมดาเท่านั้น ไม่เคยคิดว่าจะเอเดรียนผู้นั้นจะเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของอาเดรีย

หากเขาเป็นคนธรรมดาจริงๆ... การถูกขุนนางชักชวนแบบนั้นย่อมไม่มีใครปฏิเสธได้อยู่แล้ว

"ถ้าเป็นอย่างนั้น... ข้าคิดว่าข้าคงจะเข้าใจเจ้าบ้างแล้วกระมัง" เอเดรียนยิ้มอีกครั้ง "หากมันเป็นอดีตที่ไม่น่าจดจำ ข้าก็จะไม่เซ้าซี้ก็แล้วกัน เลสธีราห์" อีกฝ่ายถอนใจออกมาเบาๆ และนั่นก็ทำให้คู่สนทนาผ่อนคลายลงไปด้วย "แล้วเจ้าสัญญาลูกผู้ชายได้รึเปล่า ว่าที่พูดมานั่นเป็นความจริง"

 เซนทอร์หนุ่มกระพริบตาถี่ก่อนจะอ้าปากค้าง เนื่องด้วยไม่เข้าใจคำว่า 'สัญญาลูกผู้ชาย'

...ในหมู่เซนทอร์ไม่มีคำนี้

เอเดรียนยื่นกำปั้นมาหาร่างโปร่ง "สัญญาที่ห้ามกลับคำน่ะ"

"..." ร่างโปร่งมองหมัดของคู่สนทนาครู่หนึ่งก่อนจะกำมือและยื่นไปชนด้วย "ด้วยเกียรติของอัศวิน"

แม่ทัพหัวเราะชอบใจกับวลีนั้น ก่อนจะพูดต่อบ้าง "เอาเถอะ ข้าคงทำให้เจ้าตกใจ และบังอาจหักหาญน้ำใจของเจ้าด้วย ข้าต้องขอโทษด้วยเกียรติของข้า" ร่างสูงลุกขึ้นยืนก่อนจะก้มหัวช้าๆด้วยท่าทางที่ไม่ได้เสแสร้งจนเลสธีราห์ต้องลุกขึ้นเพื่อค้อมหัวลงด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน

"จ... เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก..."

เอเดรียนนั่งลงตามเดิมและผายมือให้คู่สนทนานั่งลงด้วย "แต่เจ้าก็มีไหวพริบพอตัว" ร่างสูงว่า "ที่รู้ว่าข้าพาเจ้ามาที่นี่ เพื่อหากว่าเจ้าเป็นสายสืบจากบ้านเมืองไหน เจ้าก็จะกลับไปรายงานความคืบหน้าไม่ได้ และจะอยู่ในสายตาของข้าตลอดเวลา" นัยน์ตาสีเข้มของอีกฝ่ายมองคู่สนทนาอีกครั้ง "ข้าต้องการแค่ข้อมูลที่เจ้ามีเกี่ยวกับพวกเซนทอร์ หากเจ้าเป็นศัตรูขึ้นมาจริงๆ ข้าก็อาจจะปล่อยเจ้าไปหลังจากนี้ และคงไม่ข้องแวะด้วยอีก"

เลสธีราห์เผลอกลั้นใจอีกครั้ง และพยายามหลบสายตาเรียบเฉยของอีกฝ่าย

"แต่ในเมื่อเจ้าไม่ใช่... ข้าก็ขอโทษที่บังอาจสงสัยในตัวเจ้า" เอเดรียนหันไปสนใจห่อผ้าที่อยู่บนหน้าตักของตัวเองครู่นหึ่งก่อนจะพูดต่อ "อมนุษย์ไม่เคยโกหก ดังนั้นข้าจะเชื่อเจ้า เลสธีราห์..." ทั้งที่มันไม่ใช่คำพูดที่มีความหมายอะไร ทว่าเซนทอร์หนุ่มกลับรู้สึกจุกขึ้นมาราวกับถูกทุบเข้าที่กลางอก สิ่งที่เอเดรียนพูดนั้นคือความจริงที่ว่า อมนุษย์ไม่เคยโกหก ไม่เหมือนพวกมนุษย์ที่ปลิ้นปล้อนกลับคำได้เสมอ

แล้วเขาได้โกหกเอเดรียนหรือเปล่า เขาประพฤติตนสมเป็นอมนุษย์ที่ควรได้รับเกียรติหรือเปล่า

"ข้าเป็นเอลฟ์แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น" ร่างโปร่งพึมพำ เบือนหน้าหนีเพื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

"หากเจ้าไม่เคยได้รับการยอมรับในฐานะอมนุษย์คนหนึ่ง เช่นนั้นข้าจะเป็นคนหนึ่งที่ยอมรับเจ้าดีหรือไม่" เอเดรียนว่า "หากมันทำให้เจ้ารู้สึกดีได้..." คนฟังรู้สึกร้อนใบหน้าขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ เพราะคำพูดของเอเดรียนทำให้เขารู้สึกตื้นตันและรู้สึกผิดไปพร้อมๆกัน ไม่เคยมีใครพูดกับเขาเช่นนี้มาก่อน เลสธีราห์เป็นครึ่งเอลฟ์ และเซนทอร์บางกลุ่มก็ไม่ยอมรับเขาในฐานะอัศวินเซนทอร์ แต่กระทั่งมารดาของเขาก็ไม่เคยปลอบโยนด้วยคำพูดแบบนี้ พวกคนครึ่งม้ามีหัวใจแข็งแกร่งเกินกว่าจะหวั่นไหวกับเรื่องเล็ก ดังนั้นพวกเขาจึงใช้เวลาคิดหาวิธีพิสูจน์ความสามารถของตนเองเสียมากกว่าจะมานั่งปลอบใจซึ่งกันและกัน แต่เลสธีราห์ก็ยอมรับว่าการมีใครสักคนพูดเช่นนี้ด้วยทำให้เขารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช่เซนทอร์ก็ตาม

เอเดรียนมองสีหน้าที่ดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัดของอีกฝ่าย และโดยไม่เซ้าซี้ต่อ แม่ทัพหนุ่มก็เปิดห่อผ้าที่อยู่บนตักออก เพื่อให้คู่สนทนาเห็นห่อลูกดอกจำนวนมากซึ่งมีขนาดความยาวพอเหมาะกับคันธนูของเจ้าตัวพอดิบพอดี "ข้าเห็นว่าลูกธนูของเจ้าเหลือไม่มาก ก็เลยนำมาให้..."

"ไม่ต้องเป็นห่วงข้า" ...ขนาดนั้น

ทั้งที่ประโยคเมื่อครู่นี้ยังติดหู เจ้ามนุษย์ตรงหน้านี้ก็ทำให้เขารู้สึกตื้นตันขึ้นมาอีกแล้ว

"ข้าเรียกว่าน้ำใจต่างหาก"

เลสธีราห์ย่นจมูกเล็กน้อยก่อนจะหมุนกระบอกใส่ลูกดอกของตนแล้วหยิบเอามีดพกที่เหน็บอยู่ขึ้นมาส่งให้เอเดรียน "เช่นนั้นข้าก็ให้เจ้า ข้าก็เห็นว่าเจ้าไม่มีมีดยาวเกินศอกเลยสักเล่ม" ความเงียบเกิดขึ้นสักพักระหว่างการแลกเปลี่ยนที่ไม่ได้คาดฝัน เลสธีราห์รับห่อลูกดอกเหล่านั้นมาจากเอเดรียน ในขณะที่เอเดรียนก็รับมีดยาวที่อีกฝ่ายส่งให้มาพิจารณา

"นี่เจ้าเป็นห่วงข้ารึ..."

"ข้าเรียกว่าน้ำใจ!" เซนทอร์ไม่มีวันรับสินบน ...อย่าหวังว่าจะซื้อใจข้าหน่อยเลย มนุษย์!

   


  

ดูเหมือนว่าเอเดรียนจะพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับจาเร็ตต์ในเรื่องของเลสธีราห์แล้ว ในวันต่อมา เซนทอร์หนุ่มจึงไม่เห็นท่าทางแข็งกร้าวของจาเร็ตต์อีก แต่เขารู้ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็คงจะไม่ไว้ใจเขาง่ายๆเป็นแน่ กระทั่งตัวเดรียนเอง เลสธีราห์ก็ไม่มั่นใจเช่นกันว่าอีกฝ่ายไว้ใจเขามากแค่ไหน เพราะจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ เซนทอร์หนุ่มก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายแทบจะไม่เชื่อในตัวเขาเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมา

...ทำไมการอ่านใจผู้อื่นจึงได้ยากเย็นนักหนอ

เสื้อผ้าของมนุษย์ทำให้เขารู้สึกระคายเคืองอกอยู่บ้าง เนื่องจากเลสธีราห์แทบจะไม่เคยสวมเสื้อเลย แต่เนื้อผ้านิ่มๆที่สัมผัสท่อนขาก็ให้ความรู้สึกดีกว่าชุดหนังอย่างประหลาด แต่ก็มันก็เบาสบายเสียจนทำให้ร่างโปร่งรู้สึกเหมือนไม่ได้สวมอะไรมากกว่า เขาจึงเดินไปมาด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ

"เซนทอร์มีการแบ่งระดับชั้นของอาคันตุกะจากอาหารที่จัดเลี้ยงในงานต้อนรับ ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกเรียกว่า การเจรจาไร้เสียง" เซนทอร์หนุ่มอธิบาย แล้วจะตักซุปผักรวมใส่ปากตัวเองคำหนึ่ง แม้ว่ามันจะรสชาติไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยก็ตาม แต่หากเขายังสนใจผักแต่งจานอยู่เช่นเมื่อวาน เอเดรียนอาจจะสงสัยบางอย่างในตัวเขาขึ้นมาอีกก็เป็นได้ "แน่นอนว่าอาคันตุกะที่ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดคือผู้มาเยือนจากแผ่นดินตะวันออกอย่างเธสซาลีย์ แอสทารอธจะออกเรือล่าวาฬและนำเนื้อวาฬซึ่งเป็นสิ่งหายากมาปรุงเป็นอาหารจัดเลี้ยงแก่คณะทูตจากเธสซาลีย์"

"เช่นนั้นการจัดอาหารเลี้ยงก็เหมือนเป็นการบอกสถานะของอาคันตุกะว่าแอสทารอธมีท่าทีกับการเจรจาอย่างไรสินะ" เอเดรียนพึมพำ "แล้วปกติแอสทารอธใช้อาหารแบบไหนจัดเลี้ยงบ้าง ข้าได้ยินว่าพวกเขาติดต่อกับเมืองอื่นบ้างประปราย"

"เซนทอร์เป็นมังสวิรัติ... อย่างแย่ที่สุด เมืองที่พวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญก็คงจะเลี้ยงเพียงแค่พวกพืชผัก แต่อาหารสำหรับเมืองอื่นเป็นเช่นไร ข้อนี้ข้าไม่รู้" ร่างโปร่งตอบเสียงเรียบ แม้ว่าเอเดรียนจะอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเซนทอร์ ทว่าเลสธีราห์ก็คงจะเผยทั้งหมดไปไม่ได้ เช่นนั้นแล้วเขาจะกลายเป็นคนน่าสงสัยที่สุดแน่นอน

แอสทารอธนับว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างเก็บตัวและลึกลับ...

ดังนั้น 'คนนอก' อย่างเขาจึงไม่ควรรู้มากเกินไป

"เรื่องที่น่าห่วงที่สุดในตอนนี้อาจไม่ใช่เรื่องอาหารบนโต๊ะก็ได้ เอเดรียน" โจฮาลล์ว่า "เราไม่เคยติดต่อกับแอสทารอธมาก่อน อย่าไปคาดหวังว่าเขาจะต้อนรับเราอย่างดีเลย ข้าคิดว่าเราควรเตรียมข้อเสนอดีๆไปยื่นให้พวกเขาจะดีกว่า" อาเดรียต้องการความร่วมมือจากแอสทารอธ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องนำข้อเสนอไปยื่นเจรจา และข้อเสนอนี้เองที่จะตัดสินว่าพวกเขาจะได้รับผลอย่างไรในการเจรจาไร้เสียงของแอสทารอธ

"ข้าพอจะมีประเด็นอยู่บ้างแล้ว และมอบหมายให้จาเร็ตต์หาข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาสนับสนุน"

เลสธีราห์รู้ดีว่าเขาไม่ควรถามเอเดรียนว่าอีกฝ่ายมีความคิดอะไร ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่เขาอยากรู้มากที่สุดก็ตาม ดังนั้นร่างโปร่งจึงได้แต่ฟังเงียบๆและทำทีเป็นไม่สนใจเรื่องของอาเดรีย "ถ้าเจ้าจะไปเยือนแอสทารอธ... กฎข้อแรกก็คือพวกเจ้าห้ามขี่ม้าเข้าไปในเมือง" เลสธีราห์เอ่ยขึ้น "พวกเซนทอร์นับตัวเองเป็นม้าชั้นสูง แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นพวกม้าถูกปฏิบัติด้วยอย่างทารุณ เช่นการขึ้นขี่หลังของพวกมัน หรือใช้พวกมันเทียมรถลาก"

"หา..." โจฮาลล์อ้าปากค้าง เช่นเดียวกับเอเดรียนี่เลิกคิ้วขึ้นสูง

"พวกเจ้าไม่รู้รึ..." ร่างโปร่งกระพริบตางุนงง "นั่นจะทำให้พวกเขาโกรธมากเลยนะ"

"ข้ารู้ว่าพวกเซนทอร์ไม่ชอบที่พวกเราขี่ม้า แต่ไม่ว่าเผ่าใดก็ทำแบบนั้นทั้งนั้น ม้าแข็งแกร่งกว่าวัว และไม่เลี้ยงยุ่งยากเท่าพวกช้าง แล้วพวกเซนทอร์ลากรถเลื่อนกันอย่างไรโดยไม่ใช่ม้า พวกเขาคงไม่เทียมตัวเองเข้าไปลากหรอกกระมัง"

"ใช้..." เซนทอร์หนุ่มหยุดตัวเองเอาไว้ก่อนจะหลุดปาก พวกเซนทอร์ที่มีสิทธิ์นั่งรถลากนั้นต้องเป็นเซนทอร์ระดับสูง และรถลากที่ว่าก็เทียมด้วยกระทิงป่า ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่แอสทารอธภาคภูมิใจเป็นพิเศษว่าพวกเขาสามารถฝึกกระทิงป่าที่ดุร้ายให้เชื่องได้ "ข้าไม่เคยเห็นรถลากของพวกเขา"

"แค่นี้เจ้าก็ดูจะเชี่ยวชาญเกินกว่าจะเป็นพรานป่าธรรมดาแล้ว เลสธีราห์"

โจฮาลล์หัวเราะร่วน โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นทำให้คนฟังต้องเหลือบตาไปมองเอเดรียนอย่างไม่แน่ใจ แต่แม่ทัพใหญ่ก็ทำเพียงแค่ส่งยิ้มจางให้เท่านั้น รอยยิ้มของอีกฝ่ายนี่เองที่ทำให้เลสธีราห์ไม่เข้าใจว่าตกลงแล้วเอเดรียนคิดอย่างไรกับเขา อีกฝ่ายไว้ใจเพราะคำพูดของเขาแค่นั้นจริงๆหรือ รึว่าอีกฝ่ายยังมีแผนการจะพิสูจน์ตัวตนของเขาอีกกันหนอ

"แล้ววันนี้ข้าต้องไปฝึกกับลูเซียอีกหรือเปล่า" เลสธีราห์ถาม

เอเดรียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะส่ายหัว "วันนี้พวกเราคงได้แต่นั่งหารือ เพราะคนงานกำลังเตรียมตัวทั้งข้าวของและเสบียงอาหารจนวุ่นวายไปหมดทั้งลานฝึก ...และเราจะไปแอสทารอธในวันพรุ่งนี้" คราวนี้เลสธีราห์เป็นฝ่ายอ้าปากค้างบ้าง และหันไปมองสองพี่น้องผมแดงที่นั่งตรงข้ามเขาราวกับต้องการคนร่วมตกใจด้วย แต่ก็ดูเหมือนว่าทั้งสองจะตกใจมาก่อนหน้านี้แล้ว พวกเขาจึงพยักหน้าและอยู่ในอาการสงบนิ่ง

"หลังจากนี้..." เอเดรียนหยิบองุ่นลูกหนึ่งเข้าปาก "ข้าคงต้องฝากคณะเดินทางของข้าไว้กับเจ้าแล้ว"

   


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #307 moony+lilac (@Pinocchio-fate) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 18:23
    ซาฮาลนี่เป็นน่ารำคาญหรือเปล่า ขี้แพ้ชวนตีเรอะ
    #307
    0
  2. #255 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 22:10

    เซนทอร์นี่โยนเกือกทิ้งเรี่ยราดกลางป่าเหรอ  ทำไมถึงคิดว่าเลสจะไปหาเก็บมาได้-----------

     

    อีเอเดรียนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน  ...  พูดไม่ออกกะการหลอกเลสเรื่องม้า  5555555555

    จาเร็ตต์นี่รอบคอบจนดูขี้กังวล  ...  ระวังหัวล้านนะลูก-----------

     

    อิประโยค เจ้ารู้ว่าเลสธีราห์เป็นคนอย่างไร ...”  ของรีดาห์นี่  เหมือนประมาณว่า เขาเหม็นหน้าเจ้า หยุดไปเรื่องของเขา’ 555555555555

    เห็นเรื่องล่าวาฬละก็นึกถึงฝ่าบาท  รู้สึกอยากน้วยขึ้นมา----------

    ข้าเคยต้องการครอบครองตำแหน่งของเขา”  …  ‘แต่ตอนนี้ข้าต้องการครอบครองเขา’  …  ซาฮาลไม่ได้กล่าว  ตูกล่าวเอง

     

    บางทีเอเดรียนก็เทคแคร์ดีเกินปัย  ไม่นะ  เดี๋ยวเลสเขว  555555555555

    จ้ะ ป้อมันเข้าไปจ้ะ  มีให้ขงให้ของ  เทียวไปเทียวมา  หาเรื่องมาหยอดได้ตลอดนะ ...

     

    เฮ้ย เราชอบแนวคิดเรื่อง การเจรจาไร้เสียง  ดูไว้เชิงดี  ...  ถ้าเสิร์ฟของไม่ดีนี่ก็เหมือนตบหน้านิ่งๆ เป็นการบอกกลายๆแบบไม่ให้เค้าเสียหน้าตรงๆ 5555555

    #255
    0
  3. #240 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 19:01
    ในที่สุดก็มีฉากคุยกันเพียวๆ ของรีดาห์กับซาฮาลค่ะ เย่ห์ (?)
    จริงๆ ถ้าคู่นั้นต่อยกันนี่รีดาห์อาจคว่ำในหมัดเดียวเลยนะคะ ดูขนาดตัว 555555555
    ชอบความใจเย็นของเอเดรียนจังค่ะ ดูเป็นผู้ใหญ่ ดูเข้ากับเด็กแบบเลสธีราห์ ดูละมุน คนอ่านขว้างใจให้ค่ะ แง
    เลสธีราห์นี่เอาจริงๆ ก็เหมือนไม่ได้โกหกนะคะ เหมือนพูดปมในใจมากกว่า โถ...
    ว่าแต่ซุปผักรวมไม่อร่อยสำหรับเลสธีราห์ แต่สำหรับคนอ่านแล้วจับฉ่ายนั่นสุดยอดเลยนะคะ อา (?) อ่านแล้วก็อยากกินขึ้นมาเลยค่ะ #ไม่เกี่ยว
    #240
    0
  4. #108 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 กันยายน 2557 / 16:10
    เฮ้ย แล้วถ้ามารู้ทีหลังว่าเลสคือแม่ทัพเรือรบอะ จะรู้สึกยังไงหนอ
    #108
    0
  5. วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 21:48
    เลส งื้อออออออออออ เลสน่ารักอ่า ดูยังเป็นเด็กมากจริงๆ ชอบๆๆๆ แล้วก็นะเอเดรียนนี่น่าสงสารเว่อร์ ไม่อยากให้เลสหลอกต่อเลยจริงๆ ตอนเอเดรียนรู้ความจริงจะเป็นไงนี่ไม่อาจเดา
    #38
    0
  6. #26 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 21:52
    จริงๆนะไรท์ เค้ารู้สึกเหมือนรูห์ยกับวาร์เรนมาคู่กัน แล้วเลอาฟร์กลับชาติมาเกิดเป็นท่านหญิงลีอาห์เลยอ่ะ ร้องแปป TT

    พออ่านตอนนี้แล้วเหมือนไอย์ชวลกลายเป็นตัวร้าย (ไม่เอานะ เซนเรสของเราออกจะน่ารัก//เกี่ยว?)

    แอบงงชื่อเมืองนิดหน่อย แต่เดี๋ยวคงชิน เหมือนreverseนั่นแหละ555

    ปล. อยากให้คูแรนน์มีบทมั่งค่ะ! (หนีบเรียฟมาด้วยกะด้าย =.,=)



    #26
    0
  7. #25 Janinozuka (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 21:14
    ได้กลิ่นคาว ๆ คู่รองมาล่ะ สับสนกับตัวเองไม่รู้นางคิดจับใครไปใส่ใคร รอ่านต่อไปแล้วกันนะ



    ทำไมคู่นี้มุ่งมิ้งล่ะ มันเริ่มเหมือนพี่ชายกับน้องชายขึ้นทุกที ไม่แฟร์อ่า ทีคู่เซนนี่เค้าอ่ะจืดดดสะ สืบกล่าตอนเพิ่งคุยกันได้ไม่กี่คำเอง แง ไม่ยอมๆ อาเลสมันน่ารักเกินไป ทำใจไม่ได้ (นี่คืออิจฉา?)



    เป็นกำลังใจให้เรือไอน้ำเจ้าคะ แต่ยอมรับนะ งง ฮ่าๆๆ มันไรเมืองบ้างไม่รู้เรื่อง เยอะเกิ๊น ถ้าจะดีขอแผนที่อีกทีได้มิ ><

    รอตอนต่อไปน๊า



    รักคนเขียน
    #25
    0
  8. #24 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 19:06
    อร๊ายยยยยยยย  ชอบช่วงท้ายอ้าาาาา มุ้งมิ้งงงงงงงงง  เราว่าเลสก็มีแอบหวั่นไหวใจอ่อนใช่ม๊าาาาาาาาาาาา >.,< เอเดรียนเล่นทำหน้าซึมใส่ ฮ่าาาาาาาาาาาาาาาาา
     
    เราว่าเราโอเคกะชื่อ(ทุกอย่าง)หมดนะ   มาตกม้าตายตรงชื่ออาณาจักรเอลฟ์ โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ  แบบจำได้ลางๆว่าเมืองพ่อเลสเป็นชื่อ 3 พยางค์ พอมาเจออีกเมือง จอดจ้า  เราจะไปพยายามท่องมาให้ขึ้นใจ(เพื่ออรรถรสเวลาอ่าน) ฮ่าาาาาาาาาาาาาาา
    #24
    0