[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,295 Views

  • 359 Comments

  • 1,107 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    78

    Overall
    19,295

ตอนที่ 7 : [Re-Write] "เป็นแค่คนที่ข้าไว้ใจได้ก็พอแล้ว"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 685
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    29 ต.ค. 59

"หากข้ามธารน้ำนี้ไปทางเหนือก็จะเป็นดินแดนของเซนทอร์"

เลสธีราห์หยิบกิ่งไม้เล็กๆที่ร่วงอยู่ใกล้มือขึ้นมาเขียนเป็นแผนที่คร่าวๆให้คู่สนทนาดู "เราอยู่ที่ริมธารน้ำที่ไหลแยกออกมาจากแม่น้ำไอเรนา และจะไหลไปรวมกับธารน้ำสายอื่นๆที่ไหลลงมาจากภูเขาจนกลายเป็นแม่น้ำธีนาที่แบ่งกั้นเขตแดนของแอสทารอธและอาเดรียอย่างชัดเจน และไหลลงสู่ทะเลในที่สุด" เอเดรียนพยักหน้าเบาๆอย่างเห็นด้วย ขณะพยายามนึกภาพตามที่อีกฝ่ายบอก นี่เป็นสัปดาห์ที่สามแล้ว ที่เอเดรียนปลีกตัวออกมาจากอาณาจักรในทุกวันเพื่อมาสนทนากับพรานหนุ่มแปลกหน้า หลังจากพบว่าพวกเขาทั้งคู่มีความสนใจคล้ายคลึงกันจนเรียกได้ว่าคุยกันถูกคอ

เอเดรียนหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาอีกอันหนึ่งก่อนจะวาดเพิ่มลงบนดินทรายตรงหน้าบ้าง "ข้ารู้มาว่ามีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ใกล้กับเทือกเขาตะวันตกนี่ อยู่ระหว่างเมืองเลาน์เรนกับเมืองท่ามารินาของแอสทารอธ พวกพรานป่าลือกันว่าเป็นที่หากินของฝูงกวางฝูงใหญ่หลายฝูง" ชายหนุ่มว่า "เจ้าเคยเข้าไปล่าสัตว์ที่นั่นหรือไม่"

เลสธีราห์รู้จักทุ่งหญ้าแห่งนั้นดี แต่เขาคิดว่าตนไม่ควรจะรู้อะไรมากไปจนน่าสงสัยจะดีกว่า

"ข้าอาจจะอยากรู้อยากเห็น แต่ข้าก็ไม่อยากไปโผล่ในคุกของพวกเซนทอร์หรอกนะ"

ขุนนางหนุ่มหัวเราะร่วนก่อนจะออกปากชวน "หากไม่เข้าไปใกล้เมืองหลวงมากจนเกินควร ข้าคิดว่ามันคงไม่เสียหายอะไร เอาไว้เมื่อข้าออกไปล่าสัตว์ที่นั่น จะพาเจ้าไปด้วยก็แล้วกัน" แม้จะเพิ่งพบกันได้ไม่นาน แต่เอเดรียนกลับรู้สึกถูกชะตาอีกฝ่ายอย่างบอกไม่ถูก อาจจะเป็นเพราะคนอื่นรอบตัวเอเดรียนไม่มีใครมีชีวิตอิสระแบบเลสธีราห์เลยก็เป็นได้

เขาจึงรู้สึกอิจฉาชีวิตของพรานหนุ่มผู้นี้... และอยากใช้ชีวิตแบบนั้นบ้างสักครั้งหนึ่ง

"จะพาข้าไปติดคุกเซนทอร์กับเจ้าหรือไร" เลสธีราห์หัวเราะ "ได้ยินมาว่าพวกครึ่งม้านั่นเข้มงวดอยู่ในระเบียบยิ่งกว่าอะไร หากมีเรื่องกับพวกเขา ข้าไม่คิดว่ามันจะจบง่ายๆ หรอกนะ" ร่างโปร่งยิ้มเล่นหัว "แล้ววันๆ เจ้าเอาแต่ล่าสัตว์หรือไร งานการไม่ต้องทำรึ"

เอเดรียนยิ้มตอบ แม้ว่าการพูดคุยกับเลสธีราห์จะทำให้เขาสบายใจและลืมเรื่องวุ่นวายทั้งหมดทั้งปวงได้ แต่อย่างไรเอเดรียนก็คิดว่าเขาควรจะระวังตัวไว้ก่อน ชายหนุ่มจึงเลือกให้คำตอบทางอ้อม "ข้าอาจจะเป็นขุนนางที่ดูแลเรื่องการล่าสัตว์ก็ได้" ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองม้าคู่ใจของตนที่ตั้งท่าจะย่ำลงไปในธารน้ำ ก่อนจะกลับมามองคู่สนทนา

"ตกลงจะไปล่าสัตว์กับข้าหรือไม่"

เลสธีราห์ยิ้มตอบ ก่อนจะส่ายหัวเบาๆเมื่อพบว่าตัวเองไม่สามารถปฏิเสธได้ "นัดวันมาได้เลย"

เขาไม่ขัดข้องกับการมีสหายเป็นมนุษย์ อาจจะเพราะด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าพวกมนุษย์มีเคล็ดลับอะไรในการล่าสัตว์บ้างซึ่งมันคงจะมีประโยชน์กับเซนทอร์ผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ไม่มากก็น้อย แม้ว่าเลสธีราห์จะรู้ดีว่าในตอนนี้ กวางฝูงใหญ่ที่เอเดรียนพูดถึงนั้นแทบจะไม่เหลือแล้วก็ตาม

"อา... นี่ก็เย็นมากแล้ว ข้าควรจะกลับเข้าตัวเมืองสักที"

คนตรงหน้าค่อยๆลุกขึ้นยืน แล้วจึงเดินลุยลงไปในธารน้ำเพื่อดึงม้าคู่ใจของตนขึ้นมา เลสธีราห์มองการปฎิบัตินั้นด้วยความคลางแคลงสงสัย เพราะแม้อัลธอร์จะไม่ขัดขืน แต่เขาก็อ่านใจม้าสีน้ำตาลตัวนั้นออกว่ามันยังไม่อยากกลับ "เจ้าควรจะปล่อยอัลธอร์ไปเล่นแม่น้ำบ้าง มันชอบน้ำเย็นๆ"

เอเดรียนเลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วจึงตบแผงคอของมันเบาๆ "ครั้งหน้า ข้าจะปลดอานออกแล้วก็แล้วกัน" ม้าศึกขยับหูตั้งขึ้นเล็กน้อยด้วยความยินดี แล้วจึงใช้สันจมูกหนาๆของตัวเองดุนดันเจ้านายแทนคำขอบคุณ "อา ไม่ต้องอ้อนแล้ว รีบกลับเถอะ" เอเดรียนยิ้ม "พรุ่งนี้พบกันใหม่แล้วกันนะ เลส"

"เจ้าสนิทสนมกับข้าตั้งแต่เมื่อไหร่จึงเรียกชื่อข้าสั้นๆแบบนั้น!"

 เอเดรียนยิ้มขัน "...หากไม่สนิทก็สนิทเสียสิ"

    


    

จนถึงวันนี้ เลสธีราห์ก็ไม่ได้ออกไปล่าสัตว์กับเอเดรียนในทุ่งหญ้าที่อีกฝ่ายพูดถึงเลย นั่นเป็นเพราะว่าวันที่เอเดรียนมาชักชวนเขา เลสธีราห์ได้ออกเรือไปล่าวาฬที่กลางทะเลแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสร่วมทางไปด้วย แต่เซนทอร์หนุ่มก็ไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเองจะต้องร่วมทางกับอีกฝ่ายในการกลับมายังเมืองหลวงเลาน์เรนแห่งอาณาจักรแอสทารอธนี้

เมืองหลวงที่เรียกได้ว่าเงียบเหงาที่สุดที่พวกเขาเคยพบ

คณะเดินทางก้าวลงจากหลังม้าและปลดเครื่องพันธนาการออกเกือบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นโกลน เหล็กปาก สนับขา เหลือไว้เพียงผ้ารองอาน กระเป๋าหนังข้างตัว และเชือกจูงที่ดึงพวกมันไว้ไม่ให้หนีเตลิดหากเกิดอะไรขึ้น เพราะแม้ว่าเซนทอร์จะไม่พอใจที่เห็นม้าถูกใช้งาน แต่พวกเขาก็พยายามทำความเข้าใจว่าไม่มีอาณาจักรใดนำกระทิงมาฝึกจนเชื่องได้อย่างที่เซนทอร์ทำ ดังนั้นจึงต้องนำม้ามาใช้งาน

เนื่องจากแอสทารอธตอบตกลงเจรจากับอาเดรีย พวกเขาจึงส่งเฟลิเซีย เซนทอร์หญิงคนสนิทของราชเลขาลีอาห์มาต้อนรับคณะเดินทาง และด้วยความที่นางเป็นถึงคนสนิทของมารดา จึงเป็นไปไม่ได้ที่เลสธีราห์จะไม่รู้จัก "ข้ามีนามว่า เฟลิเซีย จะเป็นผู้ดูแลเรื่องอาหารการกินและที่พักให้กับท่านคณะทูต" หญิงสาวถอยเท้าไปด้านหลังเพื่อย่อตัวลงพอประมาณตามมารยาทการทักทายของเซนทอร์ โดยไม่ก้มหัวให้คู่สนทนา ดวงตาสุกใสกลมโตของนางตวัดขึ้นมองสบกับดวงตาของเลสธีราห์ และนางก็รู้ในทันทีดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการสบตาหรือแสดงท่าทีว่ารู้จักมักคุ้นกัน

"ท่านราชเลขารอพวกท่านอยู่"

แม้ว่าเฟลิเซียจะเป็นเซนทอร์หญิงร่างบาง แต่อย่างไรเซนทอร์ก็สูงมากกว่ามนุษย์อยู่มาก ทุกคนจึงเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่ยืนต้อนรับอยู่ด้านหน้าด้วยความแปลกใจปนตกตะลึง "ข้าจะนำทางพวกท่านไปถึงโถงกลาง ส่วนม้าและสัมภาระทั้งหมดจะถูกส่งไปยังที่พัก" นางผายมือไปยังเซนทอร์หนุ่มอีกสองตนที่ตรงเข้ามาช่วยเหลือ พวกเขาทักทายและทำความรู้จักกับม้าด้วยการสบตาเพียงครั้งเดียว ก่อนจะลูบหัวพวกมันและพาออกไป

ด้วยความที่เหล่าเซนทอร์สูงกว่า คณะเดินทางจึงไม่กล้าพูดอะไร แม้ว่าเอเดรียนจะรู้สึกห่วงข้าวของของตนอยู่บ้างก็ตาม แต่แค่มองกีบเท้าทั้งสี่ของเซนทอร์หญิงตรงหน้า เขาก็คิดว่าตัวเองอาจช้ำในตายได้จากการถูกดีดเพียงครั้งเดียว

    


    

หากถามว่ากองเรือที่ล้ำสมัยที่สุดในโลกตะวันตกเป็นของอาณาจักรใด ไม่ว่าใครก็ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคือกองเรือของอาณาจักรธีสธรัล... แต่ตำแหน่งกองทัพเรือที่น่าเกรงขามที่สุดกลับเป็นของกองเรือเซเลสต์แห่งแอสทารอธ ด้วยจำนวนเรือรบนับร้อยลำที่ติดตั้งปืนใหญ่และอาวุธครบมือ อีกทั้งอุปนิสัยและระเบียบวินัยที่เคร่งครัดของเซนทอร์ ทำให้พวกเขากลายเป็นจ้าวมหาสมุทรได้ง่ายๆ ดังนั้นต่อให้เรือของธีสธรัลจะมีน้ำหนักเบากว่า มีความเร็วมากกว่า หรือกระทั่งมีขนาดใหญ่กว่า ก็ไม่อาจสู้ความแข็งแกร่งของแอสทารอธได้

แต่ด้วยความก้าวหน้าของธีสธรัลทำให้เซนทอร์นึกลำบากใจจะประกาศตนเป็นศัตรู

และทำให้การเจรจาของอาเดรียยากยิ่งขึ้น...

"ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องร่วมมือกับอาเดรียเพื่อปิดท่าเรือในฤดูการค้าขายไม่ใช่รึ" น้ำเสียงของท่านหญิงลีอาห์แข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว วาจาของนางดังลั่นไปทั่วห้องโถง สร้างความกดดันให้กับคณะทูตที่มาเยือน

เหนือหัวดาเรียสไม่เคยออกพบอาคันตุกะจากต่างแดน เขามักจะส่งราชเลขามาเจรจาแทนเสมอ

คณะเดินทางประหลาดใจเล็กน้อยที่พวกเขาต้องยืนสนทนา เนื่องด้วยไม่เคยรู้มาก่อนว่าเซนทอร์มีธรรมเนียมในการยืนประชุม และเลสธีราห์เองก็ไม่กล้าเตือนเอเดรียนก่อนหน้านี้เนื่องด้วยจะเป็นการรู้มากจนเกินควรสำหรับพรานชาวบ้านธรรมดาอย่างเขา และแน่นอนว่าตอนนี้ทุกคนในคณะเดินทางต่างรู้สึกปวดเมื่อยกันเหลือเกิน

ราชเลขาหญิงพอจะคาดเดาสถานการณ์ได้จึงไม่มีท่าทีประหลาดใจเมื่อเห็นบุตรชาย

ขณะที่เอเดรียนนั้นเหลือบมองไปรอบตัวด้วยความสนอกสนใจที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าเรียบเฉย ชายหนุ่มพบว่าสิ่งก่อสร้างของเมืองนี้ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับม้า ชาวแอสทารอธนิยมสวมเกือกเหล็กที่ไม่ได้ตอกยึดถาวร มันสร้างความเจ็บปวดน้อยกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็เลื่อนหลุดได้ง่ายกว่า อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหว ดังนั้นพื้นของพระราชวังอัสเธียร์จึงเป็นหินอ่อนที่มีความขรุขระกว่าหินอ่อนปกติเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาลื่นล้ม

ท้องพระโรงกว้างปกคลุมด้วยความเงียบ อัศวินองครักษ์ประจำการอารักขาโดยปกติ แต่กลับไม่มีแม้แต่เงาของผู้เป็นใหญ่ที่สุดในอาณาจักร มีเพียงเซนทอร์หญิงตนหนึ่งยืนอยู่เบื้องขวาของแท่นบัลลังก์หินสีขาวขนาดใหญ่เท่านั้น เอเดรียนยกหน้าที่เจรจาให้กับคณะทูตที่มาจากมหาคฤหาสน์ แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่าการเจรจานี้อาจไม่ประสบผลสำเร็จ

อาเดรียไม่เคยส่งทูตเข้ามาเจริญความสัมพันธ์กับแอสทารอธมาก่อน หากด้วยเหตุผลสิบปีที่ผ่านมาก็คงจะเป็นข้อห้ามที่ธีสธรัลสั่งเอาไว้ไม่ให้อาเดรียคบค้าสมาคมกับดินแดนอื่นใดที่ไม่ใช่พันธมิตรของธีสธรัล แต่ถ้าพูดถึงยี่สิบปีก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นช่วงหลังจากแอสทารอธปิดฉากสงครามกับพวกเอลฟ์อัสคาห์ เหตุผลที่มนุษย์ไม่ยอมผูกมิตรกับเซนทอร์อาจเป็นเพราะความแตกต่างทางเผ่าพันธุ์

ในเมื่อต่างฝ่ายต่างดูแคลนซึ่งกันและกัน พวกเขาจึงไม่เคยเดินหน้าเข้าหากันด้วยดีเลยสักครั้ง

การที่พวกเขาเข้ามายืนในพระราชวังอัสเธียร์ ที่พักของเหนือหัวแห่งแอสทารอธได้นี้นับเป็นความก้าวหน้าที่แทบจะต้องจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว แม้ว่ามันอาจจะเป็นประวัติศาสตร์ที่อาจจะไม่น่าจดจำสักเท่าไหร่ก็ตาม

"ตอนนี้พวกภูตยึดครองน่านน้ำในส่วนที่เป็นของธีสธรัลได้แล้ว อีกไม่นานพวกเขาก็จะแผ่ขยายอำนาจมาจนถึงที่นี่ หากเราไม่ร่วมมือกันในตอนนี้ เกรงว่าในอนาคตจะต้องเกิดสงครามเป็นแน่"

"ข้าคิดว่าการร่วมมือกับอาเดรียต่างหากที่ผลักดันให้เกิดสงครามเร็วขึ้น" ลีอาห์ตอบ

จริงอยู่ว่าแอสทารอธสนใจจะมีส่วนร่วมในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในอนาคต แต่ว่าการเปิดเผยเจตนารมณ์แต่เนิ่นๆก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะทำในการเจรจา ราชเลขาเองยังมีความสงสัยอยู่ว่าอาเดรียมีสิ่งใดมาแลกเปลี่ยน หากต้องการจะให้แอสทารอธร่วมเป็นพันธมิตร

"ธีสธรัลเป็นมหาอำนาจทางทะเล และพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวเอลฟ์อัสคาห์ ซึ่งสำหรับแผ่นดินตะวันออกแล้ว พวกอัสคาห์มีความเชี่ยวชาญทางเรือที่สุด และหากอาเดรียต้องต่อสู้เพียงลำพังต่อไป ทั้งศึกจากธีสธรัลทางตะวันออก และไอย์ชวลทางตะวันตก พวกเราก็อาจจะเพลี่ยงพล้ำและถูกครอบงำอีกครั้งหนึ่ง และไม่นานพวกอัสคาห์ก็จะกลับมาที่แผ่นดินตะวันตกเป็นแน่"

ลีอาห์นิ่งสงบฟังคำพูดของทูตจากอาเดรีย ขณะที่ในใจของนางเริ่มลังเล

พวกเอลฟ์อัสคาห์ในความทรงจำของเซนทอร์นั้นยังเด่นชัด พวกเขาเคยเดินทางมายังมหาทวีปครั้งหนึ่ง และปอกลอกเอาทรัพยากรจำนวนมาไปจากแอสทารอธ ดังนั้นเมื่อได้ยินชื่อเมืองที่มิอาจเป็นพันธมิตรด้วยได้ ราชเลขาก็เริ่มหวั่นใจ นางรู้เรื่องความสัมพันธ์ของธีสธรัลกับอัสคาห์ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าพวกอัสคาห์จะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องวุ่นวายครั้งนี้ แต่หากพูดถึงอุปนิสัยเอาแต่ได้ของพวกเขาแล้ว ลีอาห์ไม่ตะขิดตะขวงใจเลยสักนิดหากชาวเอลฟ์เหล่านั้นจะเข้ามาหาผลประโยชน์

ในครั้งนั้น... กว่าแอสทารอธจะขับไล่พวกอัสคาห์ออกไปจากน่านน้ำได้ก็ใช้เวลาร่วมสิบปี

อีกทั้งยังต้องใช้ความร่วมมือจากเธสซาลีย์อีกด้วย

"ธีสธรัลไม่ใช่เมืองที่มีทรัพยากรมากมายนัก แต่มีท่าเรือขนาดใหญ่มาก ดังนั้นจึงเป็นเมืองท่าที่ดีเมืองหนึ่ง พวกอัสคาห์จึงได้สอนวิชาความรู้แก่พวกเขาเพื่อสร้างความสัมพันธ์บังหน้า แท้จริงแล้วก็แค่หยุดพักที่ธีสธรัลเท่านั้น เป้าหมายที่แท้จริงของพวกนั้นคือการเข้ามาที่มหาทวีปตะวันตกนี้ ท่านราชเลขาเองก็ทราบไม่ใช่หรือว่าพวกมันเคยทำอะไรเอาไว้บ้าง"

"อย่ามายอกย้อนข้า ท่านทูตอาเดรีย"

ลีอาห์ตัดบทเสียงแข็ง "เรื่องที่ข้ารู้อะไรหรือไม่รู้อะไรนั่นเป็นเรื่องของข้า อย่าใช้มันมาเปลี่ยนประเด็นเพื่อโน้มน้าวจะดีกว่า" หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนกล่าวต่อไป "สิ่งที่เจ้าพูดมานั่นคือเจ้าไม่อยากเป็นฝ่ายถูกขยี้จากสองเมืองพร้อมกัน จึงได้หุนหันปิดท่าเรือและสร้างความตึงเครียดให้กับทุกฝ่าย เท่านี้ก็เป็นที่ประจักษ์ว่าเจ้าเดินพลาดตั้งแต่ต้นแล้ว อาเดรีย มาจนถึงตอนนี้เพิ่งจะคิดได้หรืออย่างไรว่าไม่น่าทำแบบนั้นแต่แรก" ท่านหญิงว่า "แล้วจะให้ข้าตอบอย่างไร มนุษย์มาขอความช่วยเหลือจากเซนทอร์ เพื่อให้ร่วมมือต่อสู้กับมนุษย์ด้วยกัน แล้วยังจะสู้กับพวกภูตอีกด้วย เพื่อฝากความหวังไว้กับความแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ลมๆแล้งๆ พวกอัสคาห์แข็งแกร่งมากแค่ไหนเจ้าเมืองอาเดรียน่าจะรู้ดี และหากพวกเขาต้องการจะรุกรานมหาทวีปจริงๆ เราก็ไม่อาจทัดทานได้ด้วยกำลังของสองเมืองอยู่แล้ว"

"แอสทารอธมีกองเรือเซเลสต์!"

เมื่อคำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากท่านทูต ลีอาห์ก็เข้าใจเจตนารมณ์ของอาเดรีย "กองเรือรบเซเลสต์ที่ได้ชื่อว่าเป็นกองเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของมหาทวีป ทั้งยังธนูแอควาเรียร์อีกด้วย มันจะเป็นไปไม่ได้หรือที่พวกเราจะชนะ มีสิ่งใดที่แอสทารอธจะร้องขอจากอาเดรียเล่า ท่านหญิงเชิญเสนอได้เลย" เลสธีราห์ชักสีหน้าเล็กน้อยเมื่อกองเรือใต้บัญชาของตนถูกพูดถึง อีกทั้งยังเรื่องของธนูในตำนานชาวเอลฟ์อีกด้วย เขาพอจะรู้ว่าชาวประมงอาเดรียนำเรื่องของเขาไปเล่าต่อกันหนาหู แต่ก็ไม่คิดว่าพวกนั้นจะสามารถสืบสาวราวเรื่องจนกระทั้งรู้จักชื่อของแอควาเรียร์ได้

"นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ข้าจะส่งเซเลสต์ออกไปต้านทานกองเรือของธีสธรัล..." ลีอาห์ตอบเรียบ

เลสธีราห์หันไปมองเอเดรียนที่อยู่ข้างตนซึ่งกำลังมุ่นคิ้วด้วยความกดดัน "หากเราไม่เปิดไพ่ก่อน แอสทารอธก็ไม่ยอมเราง่ายหรอก" ร่างสูงกว่า แม้ว่าเขาจะอยากเป็นผู้สังเกตการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ดูเหมือนว่าเอเดรียนจะหมดความอดทนกับบรรยากาศกดดันนี้เสียแล้ว

ธรรมเนียมการยืนประชุมของเซนทอร์ทำให้อาคันตุกะหลายคนขาแข็ง แต่เอเดรียนก็เลือกที่จะก้าวออกไปเบื้องหน้าเป็นเชิงขออนุญาตพูดเจรจาบ้าง "ถ้าท่านยังไม่มีเหตุผลจะต้องประจันหน้ากับธีสธรัล... ข้าจะเสนอเรื่องของ 'เรือจักรไอน้ำ' ได้หรือไม่"

ทั้งที่ประชุมเงียบลงหลังประโยคนั้น ด้วยทูตจากมหาคฤหาสน์รู้ดีว่านั่นเป็นรางวัลที่หาค่าไม่ได้ และฝ่ายเซนทอร์เองก็รู้ดีว่านั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังสนใจในตอนนี้ "ธีสธรัลเคยพยายามจะติดต่อขอซื้อแร่เหล็กจำนวนมากจากฟาวสต์เพื่อใช้ทดสอบเทคโนโลยีนี้ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีสักเท่าไหร่ ซึ่งหากเทียบความสัมพันธ์แล้ว แอสทารอธดูจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับฟาวสต์มากกว่า ขอเพียงแค่มีศาสตร์ความรู้ที่ว่านี้ แอสทารอธก็สามารถทำได้อย่างแน่นอน" นัยน์ตาสีดำของเอเดรียนสบประสานกับสายตาของราชเลขา และนางก็ตีค่าบุคคลตรงหน้าว่าเป็นผู้มีวาจาคมคายผู้หนึ่ง

เรื่องของเรือจักรไอน้ำที่ซาฮาลกล่าวถึงเมื่อวันก่อนกลายมาเป็นประเด็นสนทนาทันที

"แล้วอาเดรีย... มีศาสตร์ความรู้ที่ว่านั่นเก็บเอาไว้ในตัวเมืองหรืออย่างไร"

เอเดรียนยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้นยิ้มตอบราชเลขาที่หยั่งเชิงถาม "ข้าคงไม่อาจกล่าวได้ว่ามันเก็บเอาไว้ที่ใด ท่านหญิง... ข้าต้องขออภัยด้วย" ร่างสูงค้มหัวลงแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม โดยที่สามารถปกปิดความลับของอาณาจักรเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน "อาเดรียเป็นเพียงเมืองท่า แต่เราก็ไม่ได้ต้องการตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ใด สิบปีที่ผ่านมาใต้เงาของธีสธรัล ประชาชนเรายากจนข้นแค้นมามากพอแล้ว หากธีสธรัลครอบงำเราอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้อาจพ่วงด้วยการกลับมาของพวกอัสคาห์ อาเดรียก็คงจะไม่เหลืออะไรอีก ท่านราชเลขา... ได้โปรดรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาด้วย"

ลีอาห์ถอนใจกับคำโน้มน้าวของอีกฝ่ายแล้วจึงหลับตาลงอย่างอ่อนใจ

"ข้าจะเรียนเหนือหัวดาเรียสให้ทราบ การเจรจาคงไม่อาจตัดสินได้ในเร็ววัน"

จริงอยู่ว่าแอสทารอธเองก็ไม่อยากเจ็บตัวมากจากการเข้าร่วมสงครามเย็นนี้ แต่อย่างไรพวกเขาก็ต้องการความก้าวหน้า ซึ่งชายตรงหน้าเธอเองก็กล่าวได้ดี ศาสตร์การต่อเรืออย่างหนึ่งที่แอสทารอธให้ความสนใจในตอนนี้คือศาสตร์ของเรือจักรไอน้ำ ที่ผ่านมาพวกเขาเดินเรืออยู่กับธรรมชาติ หากมีพายุหรือฝนฟ้าคะนองขึ้นมา การเดินเรือก็จะล้มเหลวโดยง่าย ดังนั้นจึงไม่แปลกพวกเขาจะต้องสนใจศาสตร์ที่ว่านี้

"ข้ามีความรู้ในเรื่องนี้อยู่บ้าง ระหว่างพำนักที่นี่ข้ายินดีสนทนากับท่านราชเลขาทุกเมื่อ"

"เจ้าคงไม่ต้องเสียเวลาที่นี่นานหรอก มนุษย์..."

ลีอาห์หัวเราะร่วนในความหลักแหลมของอีกฝ่าย อันที่จริงนางคิดจะส่งคณะทูตกลับเสียตั้งแต่วันนี้ด้วยซ้ำ แต่วาจาของคนตรงหน้ากลายเป็นคำพูดกึ่งบังคับให้แอสทารอธต้องจัดการรับรองหาที่พักให้ และแน่นอนว่าเป็นคำท้าทายต่อ 'การเจรจาไร้เสียง' ของแอสทารอธด้วย "ให้ข้าทราบชื่อของเจ้าซิ ท่านทูตจากอาเดรีย"

"ข้ามีนามว่า... เอเดรียน"

ดวงตาเรียวของท่านหญิงหรี่ลงเล็กน้อยแล้วริมฝีปากบางจึงทอดยิ้ม "ข้าจะจำไว้ เอเดรียน"

    


    

ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของแอสทารอธมีหอคอยคู่ซึ่งเปรียบได้ดั่งประภาคารเฝ้าระวัง นั่นคือหอคอยเหนือของผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์ และหอคอยใต้ของผู้บัญชาการกองเรือกราเทียร์ แม้จะถูกเรียกว่าหอคอย แต่สิ่งก่อสร้างทั้งสองก็ใหญ่โตแข็งแรงเหมือนเป็นบ้านอาคารหลังหนึ่งที่มีความสูงมากกว่าปกติเท่านั้น และมันถูกออกแบบมาให้สามารถต้านทานคลื่นลมและน้ำทะเลกัดเซาะได้อย่างดี

ห้องทำงานของเซนทอร์ระดับขุนนางนั้นกว้างขวาง โดยตรงกลางของห้องเป็นแท่นหินที่ถูกยกขึ้นสูงจากพื้น และมีโต๊ะทำงานที่เตี้ยกว่าปกติวางอยู่ด้านบน เคียงด้วยเบาะนุ่มกว้างซึ่งมีเอาไว้สำหรับรองรับร่างกายท่อนม้าที่ใหญ่โตให้เอนลงนั่งได้สบายๆ แต่ก็ไม่เตี้ยจนทำให้ถูกก้มมอง

แม้ซาฮาลจะอยู่ในท่าเอนกึ่งนอนขณะทำงาน แต่ก็ใช่ว่ารีดาห์จะก้มมองเขาเมื่อเข้ามาถึงห้อง

"เลสธีราห์น่ะหรือ..."

เซนทอร์หนุ่มเลิกคิ้วขึ้นหลังฟังความจากผู้มาเยือนที่บังเอิญอยู่ร่วมฟังการเจรจาที่เลาน์เรนพอดี "ถ้าแฝงตัวมากับคณะทูตได้ แปลว่าเขาเข้าใกล้พวกชนชั้นสูงของอาเดรียได้แล้ว" เซนทอร์หนุ่มยังตรวจสอบการเบิกค่าใช้จ่ายของกองเรืออยู่ที่ห้องพัก แม้ว่านี่จะเป็นเวลาดึกมากแล้วก็ตาม "เจ้าจึงได้วิ่งรี่จากเลาน์เรนกลับมาที่มารินาเพื่อบอกข้าเรื่องนี้เชียว อยากจะอวดความสามารถของเจ้านายตัวเองหรือไร"

รีดาห์มุ่นคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่ค่อยพอใจที่อีกฝ่ายรู้ทัน เพราะเจตนาของเขาจริงๆก็คือการโอ้อวดว่าเลสธีราห์สามารถบรรลุภารกิจไปครึ่งหนึ่งแล้วนั่นเอง แต่ปฏิกิริยาของซาฮาลกลับไม่เป็นที่น่าพอใจสักเท่าไหร่ "เจ้านี่มันหัวรั้นชะมัด ไม่คิดจะชื่นชมเลสธีราห์เลยใช่ไหม"

"ข้ายังไม่เห็นผลงาน... การเข้าร่วมคณะทูตได้ก็เท่านั้น เขาไม่ได้มีบทบาทในการเจรจา"

"เฮอะ ข้ากำลังบอกให้เจ้าเลิกเสนอตัวเองไปขัดคอต่างหาก"

ซาฮาลจรดปลายปากกากับน้ำหมึกแล้วจึงเขียนสรุปตัวเลขค่าใช้จ่ายคร่าวๆ "หวงเจ้านายเหลือเกินนะ" นัยน์ตาสีเข้มมองคู่สนทนา "ข้าก็ภาวนาให้เจ้านั่นทำงานสำเร็จหรอก เพื่อผลประโยชน์ของอาณาจักรด้วย แต่ในเมื่ออาเดรียกล่าวออกมาตรงๆแล้วว่าต้องการยืมกำลังพลของเซเลสต์ ถ้าฝ่ายนั้นรู้ขึ้นมาว่าแม่ทัพของเซเลสต์ตัวจริงอยู่ในคณะของตนตั้งนานแล้วจะไม่เป็นการทำลายความเชื่อถือหรือไง"

"ขวางโลกชะมัด" รีดาห์สวนกลับไม่ยอมแพ้ "แล้วเจ้าทำได้รึไง ทำให้พวกอาเดรียมันเปิดปากได้ตั้งแต่วันแรกแบบนี้"

"ข้าคิดว่านั่นเป็นความสมัครใจของทูตอาเดรียเสียมากกว่า ไม่ใช่ผลงานของเลสธีราห์... เจ้านั่นแค่เลือกประกบถูกคนก็เลยเหมือนกับว่าสามารถโน้มน้าวให้อาเดรียคายความลับได้ เรื่องเรือจักรไอน้ำนั่นก็น่าสนใจมาก และเป็นเรื่องที่ทุกอาณาจักรจับตามองอยู่แล้ว ดังนั้นการที่พวกมันเสนอขึ้นมาจึงไม่ได้น่าแปลกใจ แต่งานต่อไปของเลสธีราห์คือการทำให้แน่ใจว่าเราจะได้มาซึ่งสิ่งนั้นจริงๆ"

รีดาห์กอดอกมองคนพูดแล้วจึงกลอกตาล้อเลียน "หึ ขวางโลก..."

"ข้าได้ยินนะ รีดาห์"

"อยู่กันแค่สองคน ถ้าไม่ได้ยินก็หูตึงแล้วน่า!" เซนทอร์หนุ่มคำรามตอบพร้อมกับเคาะกีบเท้าลงพื้นแรงๆทีหนึ่ง "ข้ามาบอกแค่นี้ล่ะ... เจ้าก็ทำผลงานของตัวเองไปเถอะ ฤดูค้าขายแบบนี้ อย่าให้เรือมันพังมากนัก ถ้าข้าไม่อนุมัติซ่อมล่ะเจ้าจะมีปัญหา" เรื่องเดียวที่รีดาห์พอจะขู่ซาฮาลให้ได้... นั่นคือการขู่ไม่ซ่อมเรือให้ เพราะเรื่องโครงสร้างเรือทุกลำในสังกัดกองทัพเรือของแอสทารอธ รีดาห์คือผู้รู้ดีที่สุด

นอกเหนือจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองเรือรบเซเลสต์แล้ว รีดาห์ยังเป็นหัวหน้าหน่วยซ่อมบำรุงอีกด้วย "ถ้าเจ้าไม่มีปัญญาซ่อม ข้าจะรายงานเหนือหัวให้ปลดเจ้าจากหน่วยซ่อมบำรุงดีหรือไม่ ยังมีเซนทอร์ตนอื่นอีกมากที่มีความสามารถด้านนี้และพร้อมจะทำงานนะ"

แต่ต่อให้รีดาห์คิดว่าตัวเองได้เปรียบแค่ไหน ซาฮาลก็เป็นจอมข่มขู่อยู่ดี

"ข... ข้าไม่ได้ไม่มีปัญญาทำงาน!"

"เช่นนั้นก็ซ่อมไปสิ เมื่อวานเรือเราเพิ่งเสียหายจากพายุทะเลกลับมาสี่ลำ ข้าส่งใบแจ้งให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว ได้กลับไปตรวจที่โต๊ะทำงานบ้างหรือยัง หืม หรือว่ามัวแต่วิ่งเล่นไปมาระหว่างเลาน์เรนกับมารินาเอาเยี่ยงอย่างเจ้านายของเจ้าล่ะ" เมื่อถูกค่อนแคะเอามาก คนที่ไม่ค่อยรู้จักการระงับความโกรธก็ก้าวเข้าไปหาคนพูดก่อนจะยกขาหน้าทั้งสองขึ้นวางบนแท่นหิน และเท้ามือลงบนโต๊ะทำงานของอีกฝ่ายพอดิบพอดี

"อย่าปัดงานให้พ้นตัวแล้วกล่าวหาว่าคนอื่นไม่ทำงานหน่อยเลย ซาฮาล!"

ดวงตาสีเข้มของซาฮาลมองประสานกับนัยน์ตาสีน้ำตาลแดงของคนพูด และเมื่อเห็นลางการทะเลาะวิวาท ซาฮาลที่ค่อนข้างจะเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงได้บอกปัดบทสนทนาเพื่อให้เวลาอีกฝ่ายระงับโทสะ "เลสธีราห์มอบหมายงานให้เจ้ารักษาการผู้บัญชาการ ดังนั้นเจ้าก็ควรจะแบ่งเบาภาระของตัวเองไปให้มาร์เรียสบ้าง"

ซาฮาลพูดถึงมาร์เรียส... รองผู้บัญชาการกองเรือกราเทียร์ หรือว่ามือขวาของตนเอง

แม้ว่าเซนทอร์หนุ่มจะมีรองผู้บัญชาการกับเขาบ้างเหมือนกัน แต่หากพูดถึงหน่วยซ่อมบำรุงแล้ว รีดาห์กลับมีความสามารถ และความเชี่ยวชาญเหนือกว่ามาร์เรียสอย่างไม่น่าเชื่อ "แล้วก็อย่ายกเท้าขึ้นพาดแท่นหิน มันลื่น... หากตกลงมาแล้วขาแพลงใครจะแบกเจ้าไปเรือนพยาบาล" ร่างโปร่งเบ้หน้าล้อเลียนคำพูดราบเรียบของซาฮาล ก่อนจะยกขาลงตามที่อีกฝ่ายแนะนำ แต่แล้วเกือกเหล็กมันวาวนั่นก็สะดุดกับขาโต๊ะทำงานเข้า และร่างโปร่งก็เสียหลักเอียงล้มลงไปกับพื้นก่อนจะใช้ศอกยันตัวเอาไว้เพื่อลดแรงกระแทก

โครม!

"โอ๊ย..."

ซาฮาลไม่มีท่าทีตกใจกับอุบัตินั่น แต่เขาก็ไม่ได้ใจจืดใจดำขนาดไม่ชะโงกหน้าไปดูความเสียหาย เซนทอร์ถือว่าตนเองเป็นอัศวินที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะพวกเขาเป็นทั้งอาชาและมนุษย์ แต่ข้อเสียใหญ่ๆของอัศวินนักสู้เหล่านั้นก็คือพวกเขาไม่เคยใช้ชีวิตแบบมนุษย์ปกติได้ กระทั่งเวลาล้ม เซนทอร์เชื่อว่าพวกตนล้มได้เจ็บกว่ามนุษย์สักสองหรือสามเท่า

ร่างโปร่งยันตัวขึ้นจากพื้น และใช้ขาทั้งสี่ประคองตัวยืดขึ้นมายืนได้ดังเดิม แม้จะเป็นการล้มบนพื้นไม้ แต่ด้วยความที่เท้าของม้าไม่มีกีบ หรือนิ้ว ทำให้พวกเขาเกาะยึดอะไรไม่ได้ จึงต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากน้ำหนักตนเองโดยตรง "ขาไม่แพลง!" รีดาห์พูดใส่หน้าคู่สนทนาที่ยื่นหน้ามามอง "ผิดหวังล่ะสิ!"

ซาฮาลถอนใจเบาๆกับตัวเอง "ไม่หรอก... ข้าก็เคยล้มแบบนั้นมาแล้ว"

ประโยคนั้นเรียกความสนใจจากรีดาห์ได้บ้าง แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บที่อุ้งมือ และข้อศอกเหมือนจะมีรอยถลอก แต่ร่างโปร่งกลับยังไม่รีบออกไปทำแผลอย่างที่ควรจะทำ "เจ้าเคยยกเท้าขึ้นพาดแท่นหินรึ... ซาฮาลผู้เคร่งขรึมและมีมาดคนนี้น่ะนะ!"

"ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ไปหายาใส่แผลถลอกได้แล้ว"

ร่างสูงวางปากกาของตนลงบนแท่น และขยับร่างกายท่อนม้าที่ใหญ่โตของตนเพื่อก้าวลงมายืนบนพื้น และนั่นก็ทำให้เจ้าตัวดูสูงขึ้นจนรีดาห์มองเห็นแค่คางของอีกฝ่ายเท่านั้น "อันที่จริงเจ้าควรจะกลับไปเลาน์เรน แล้วดูว่าเลสธีราห์แฝงตัวได้แนบเนียนอย่างที่เจ้าชื่นชมหรือไม่ แล้วไม่คิดจะอยู่ดูการเจรจาไร้เสียงหน่อยหรือ ท่านหญิงเลือกอาหารแบบไหนไปต้อนรับพวกอาเดรียล่ะ"

"ข้าดูมาหมดแล้วน่า" รีดาห์เริ่มถูกศอกของตนเบาๆด้วยความรู้สึกกึ่งคันกึ่งแสบ "เนื้อกวางหางขาว"

ผู้บัญชาการกราเทียร์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะผิวปากออกมาด้วยประหลาดใจ "ต้อนรับดีผิดคาดสำหรับเมืองที่มีชายแดนติดกัน แต่เพิ่งคิดจะโผล่มาคุยกัน" ร่างสูงเดินไปที่ชั้นวางของในห้องของตนแล้วหยิบกล่องไม้กล่องหนึ่งออกมา มันคือกล่องเก็บอุปกรณ์พยาบาล

"ทำเองก็แล้วกัน ดวงจันทร์ลอยข้ามฟ้ามาแบบนี้ข้าคิดว่าพวกนางพยาบาลคงนอนไปหมดแล้ว"

รีดาห์มุ่นคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่พอใจเสียทีเดียว เขารู้ว่าคนอย่างซาฮาลไม่ได้ใจร้าย แต่ก็ไม่ได้ใจดี "ถ้าเป็นเลสธีราห์... เจ้าจะทำแผลให้ไหม" แม้ในสายตาคนนอก ซาฮาลดูจะไม่ชอบหน้าเลสธีราห์เอามากๆ แต่รีดาห์กลับรู้ว่าแท้จริงแล้วซาฮาลไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย "ข้าหมายถึงว่า ถ้าเจ้านั่นยอม"

ซาฮาลแค่นหัวเราะเบาๆเมื่อพูดถึงอีกคน "เจ้านั่นไม่ทำอะไรโง่ๆแบบนี้หรอก"

"นี่เจ้าว่าข้ารึ!!"

"รู้ตัวก็ดีนี่..."

"ซาฮาล!"

"หุบปากแล้วรีบทำแผลซะ จะได้กลับไปพักผ่อน ถ้าพรุ่งนี้เช้าตื่นไม่ทันไปฟังการเจรจาของอาเดรียจะมาโทษข้าไม่ได้หรอกนะ" ร่างสูงเดินกลับไปเอนกายลงนั่งที่ตำแหน่งเดิมหน้าโต๊ะทำงาน และปล่อยให้ทั้งห้องอยู่ในความเงียบระหว่างที่รีดาห์ทำแผลให้ตัวเองโดยไม่อิดออด "อย่าเพิ่งวาดฝันว่าเราจะได้ผลประโยชน์ที่เท่าเทียม พวกเผ่าพันธุ์อื่นมันไว้ใจไม่ได้หรอก โดยเฉพาะมนุษย์น่ะ"

"อาเดรียร้องขอกองกำลังทางทะเลเพื่อจะไปสู้กับเรือที่มีความทันสมัยมากกว่าเรา ข้าก็ไม่คิดว่าเหนือหัวดาเรียสจะยอมยกให้ง่ายหรอกน่า" รีดาห์โต้ "แต่อย่างน้อยก็วางใจได้ว่ามีเลสธีราห์คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของอาเดรียอยู่... เราอาจจะได้เปรียบ"

"เลสธีราห์เป็นนักเดินเรือ ไม่ใช่สายลับ เขาจะทำอะไรได้สักแค่ไหนเชียว"

ผู้บัญชาการกราเทียร์วางปากกาและปิดฝากขวดน้ำหมึก " เรื่องนี้เราควรรอฟังความจากเหนือหัวดาเรียสหรือท่านหญิงลีอาห์จะดีกว่า เจ้าก็อย่าเพิ่งแพร่งพรายเรื่องเรือจักรไอน้ำมากนัก ประเดี๋ยวจะเป็นเรื่องครึกโครม"

"นี่เจ้าเห็นข้าเป็นเด็กหรืออย่างไร ซาฮาล!!"

"เด็กทั้งคู่นั่นล่ะ ทั้งเจ้า ทั้งเลสธีราห์..."

    


   

หลังจากการเสร็จสิ้นการเจรจาวันแรกแล้ว เฟลิเซียก็นำผู้มาเยือนไปยังที่พักที่อยู่ห่างจากพระราชวังอัสเธียร์ไปไม่ไกล ม้าของพวกถูกปล่อยให้เดินอย่างอิสระโดยรอบที่พัก และอุปกรณ์ต่างๆเกี่ยวกับม้าก็ถูกถอดออกวางอยู่รวมกันอย่างเป็นระเบียบ เตียงนอนของพวกเซนทอร์ไม่มีหัวเตียงเพราะพวกเขาเป็นม้าที่มีขนาดร่างกายใหญ่โตกว่ามนุษย์ธรรมดา ดังนั้นเตียงที่พักจึงเป็นฟูกทรงวงกลมที่มีหมอนอิงสองสามใบเท่านั้น และห้องพักห้องหนึ่งก็มีขนาดใหญ่พอจะรวมคนสี่คนเข้ามาอยู่ด้วยกันได้ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเซนทอร์ก็มีห้องพักเพียงพอสำหรับอาคันตุกะผู้มาเยือน

"สงครามที่ผ่านมาเป็นสงครามของไอย์ชวลกับธีสธรัล โดยคัสนาห์กับอาเดรียซึ่งเป็นหนึ่งในอาณานิคมของธีสธรัลมีหน้าที่สนับสนุนธีสธรัลด้วยกำลังพลและเสบียง แต่ก็ถูกพวกภูตปล้นชิงเสบียงไปทั้งหมดระหว่างการทาง การถูกโจมตีอย่างง่ายดายทำให้กษัตริย์ธีสธรัลไม่พอใจเป็นอย่างมาก ท่านหญิงซินญอร่าผู้เป็นเจ้าเมืองคัสนาห์ เมืองพี่ของอาเดรียจึงต้องออกหน้าแสดงความบริสุทธิ์ใจและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการเดินทางข้ามทะเลไปเจริญความสัมพันธ์ที่เกาะธีสธรัลอันเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง"

จาเร็ตต์พยายามอธิบายให้เลสธีราห์ฟังตั้งแต่ต้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทางงุนงนกับการเจรจา

"แต่จู่ๆพวกภูตก็บุกโจมตีเมืองหลวงของธีสธรัลอีก และครั้งนี้ก็ได้รับชัยชนะ ผลัดบัลลังก์ได้สำเร็จ ทั้งคัสนาห์และอาเดรียจึงได้รับอิสรภาพ ท่านหญิงซินญอร่าจึงรีบเดินทางกลับมายังอาเดรียและสั่งปิดท่าเรือเพื่อกีดกันการขนส่งของพวกบนเกาะนั่นเพื่อสร้างวความได้เปรียบให้กับเราในการเจรจา"

"ข้า... ข้ารู้เรื่องสงคราม" เลสธีราห์ตัดประโยค "แต่ข้าไม่เข้าใจเรื่อง... ทำไมต้องใช้กองเรือเซเลสต์"

เลสธีราห์พอจะรู้ว่าเหตุใดมารดาของเขาจึงบอกปัดการเจรจาไปก่อน เพราะนางจะต้องหารือกับเหนือหัวดาเรียสให้ถี่ถ้วน อีกทั้งการเจรจานี้คือการขอกำลังจากกองเรือเซเลสต์ซึ่งมีเขาเป็นผู้บัญชาการอีกด้วย ถ้าท่านหญิงลีอาห์อนุญาตโดยง่ายก็เป็นการส่งลูกชายออกไปรบ และแน่นอนว่าจะเกิดช่องว่างที่ทำให้คลางแคลงใจอย่างแน่นอน เพราะเลสธีราห์คือผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์ซึ่งแฝงตัวเข้ามาในคณะทูตนี้

"สิ่งที่เราต้องการจากแอสทารอธไม่ใช่ให้พวกเขาปิดท่าเรือ... แต่คือการยืมกำลังพลของเซเลสต์"

เลสธีราห์เลิกคิ้วข้างหนึ่ง "ทูตจากมหาคฤหาสน์ไม่เห็นจะว่าอย่างนั้นเลย"

"ถ้าเจ้าเป็นเจ้าเมืองแล้วใครส่งคนส่งทูตมายืมกองทัพเจ้า เจ้าจะยอมหรือไร" เอเดรียนถามกลับ "เราไม่ได้มาเพื่อหาพวกไปเจรจา เลสธีราห์ เรามาเพื่อหากำลังพลสนับสนุน... ในเมื่อท่านหญิงซินญอร่าทำให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว จะไปก้มหัวให้ใครง่ายๆก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ"

คนฟังมุ่นคิ้วและหันไปมองจาเร็ตต์ราวกับต้องการยืนยันคำตอบ

ในหัวของเขาตอนนี้สับสนอย่างบอกไม่ถูก... ดูเหมือนว่าการคาดการณ์ของเหล่าเซนทอร์จะคลาดเคลื่อนเจตนารมณ์ของอาเดรียไปมาก พวกเขาเพียงแค่ลังเลว่าควรจะให้การสนับสนุนหรือเอนเอียงเข้าฝ่ายใด แต่ก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าการตัดสินใจเจรจาในครั้งนี้คือการเลือกว่าจะเข้าร่วมสงครามที่ใช้ความรุนแรงหรือไม่

หากพวกเขาปฏิเสธ ไอย์ชวล อาเดรีย และธีสธรัลอาจรบรากันจนต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูญเสีย

...และพวกเขาก็ทำได้แค่เฝ้ามอง

แต่หากพวกเขาตอบตกลง แอสทารอธอาจต้องเป็นฝ่ายสูญเสีย เพราะกำลังพลที่อาเดรียร้อนขอก็คือกำลังทหารแนวหน้าในท้องทะเลอันได้แก่กองเรือเซเลสต์ โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าผลตอบแทนที่ควรจะได้รับนั้นคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องเสียไปหรือไม่

 "แต่ดูเหมือนว่าการพูดอ้อมๆจะไม่ทำให้เซนทอร์คล้อยตามสักเท่าไหร่ ข้าคุยกับพวกทูตเอาไว้ว่าหากเซนทอร์สนใจจะร่วมมือค่อยพูดเรื่องกองเรือจะดีกว่า ท่านราชเลขาก็ดูเป็นคนเถรตรงเสียจนใช้วาจาด้วยไม่สำเร็จ มีแต่จะต้องพูดกันตรงๆแบบนี้ นางคงจะพอใจกว่า"

...นี่เจ้าว่าแม่ข้ารึ เอเดรียน

จาเร็ตต์เอนหลังพิงหมอนใบหนึ่งบนแท่นนอนใหญ่ ที่นอนของพวกเซนทอร์ใหญ่พอที่คนสองคนจะลงไปนอนด้วยกันได้ แต่แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่ทำเช่นนั้น แอสทารอธจัดที่พักเอาไว้อาคันตุกะคนละห้องนอน ดังนั้นพวกเขาจึงยืดเส้นยืดสายกันเต็มที่ "เห็นได้ชัดว่าเซนทอร์ดูสนใจเรือจักรไอน้ำมาก แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าถ้าเรื่องนี้สำเร็จ เราจะได้ศาสตร์การต่อเรือไอน้ำมาให้พวกเขาจริงๆ"

เอเดรียนอ่านแผนที่ไปพลางขณะตอบคำถาม "หากแอสทารอธยอมร่วมมือ เราก็คงต้องหามาให้"

เลสธีราห์ถามกลับบ้างเมื่อสบโอกาส "หมายความว่าอย่างไร... ศาสตร์ของ... เรือจักรไอน้ำอะไรนั่นไม่ได้อยู่ที่อาเดรียหรอกรึ" เซนทอร์หนุ่มรู้สึกยินดีอยู่ในใจลึกๆว่าในที่สุดพวกเขาก็พูดคุยถึงเรื่องที่เป็นประโยชน์ของแอสทารอธเสียที หลังจากพูดเรื่องประโยชน์ของอาเดรียมาเนิ่นนาน

"เปล่าหรอก... เท่าที่ข้ารู้ในตอนนี้ มีเพียงธีสธรัลเท่านั้นที่มีความรู้"

"แล้วเจ้าจะไปหามาอย่างไรเล่า อาเดรียก็เพิ่งปิดประตูใส่หน้าธีสธรัลไปนี่" การปิดท่าเรือของอาเดรียไม่ต่างอะไรจากการปิดประตูใส่หน้าแขกผู้มาเยือน ดังนั้นจึงตัดหนทางเจรจาออกไปได้เลย "ถ้าหาไม่ได้ขึ้นมา... แอสทารอธเอาเรื่องเจ้าแน่ๆ"

แม่ทัพใหญ่หัวเราะร่วนกับคำขู่ "เจ้านี่รู้จักเซนทอร์ดีนัก... แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาตอนนี้หรอก"

"แล้วปัญหาคืออะไร"

โจฮาลล์หันมาตอบคำถามของเลสธีราห์บ้างหลังจากเงียบไปพักใหญ่ "ปัญหาก็คือ... เราจะได้กองเรือทั้งหมดของพวกเขามาได้ยังไง" ชายหนุ่มลูบเคราดกหนาของตน "กองเรือเซเลสต์ จำนวนเรือสามร้อยลำ กับมหาปืนใหญ่ ทั้งยังแม่ทัพเรือที่ว่ากันว่า... ถือธนูแอควาเรียร์ของชาวเอลฟ์ด้วย"

นัยน์ตาสีฟ้าเหลือบมองธนูคู่ใจของตนที่วางห่างออกไปด้วยความระแวง

เลสธีราห์พยายามตีซื่อ "อะไรคือแอควาเรียร์" ในตอนนี้เขาควรจะแกล้งไม่รู้ให้สมเป็นชาวบ้านจะดีกว่า อีกประการหนึ่งก็คือชายหนุ่มอยากจะรู้ด้วยว่าพวกมนุษย์รู้จักธนูของเขาดีแค่ไหน และรู้ได้อย่างไร มีมนุษย์คนไหนรู้จักหน้าค่าตาของเขาด้วยหรือเปล่า "ธนูของเอลฟ์รึ"

"ก็เอลฟ์น่ะซี" โจฮาลล์หัวเราะตอบ "เอเดรียนบอกว่าเจ้าเป็นครึ่งเอลฟ์ เหตุใดจึงไม่รู้จักเสียได้"

"ข... ข้าไม่ใช่พวกชนชั้นสูงของชาวเอลฟ์ จะรู้อะไรมากมาย!"

เอเดรียนยกมือขึ้นปรามบทสนทนานั้น ก่อนจะวางมือลงบนบ่าของเลสธีราห์

"โจฮาลล์ ข้าบอกเจ้าว่าอย่างไร... เรื่องอดีตของเลสธีราห์ ถ้าเขาไม่ต้องการจดจำ เจ้าก็อย่าเป็นฝ่ายถามขึ้นมาเสียเองแบบนี้" เซนทอร์หนุ่มกลั้นใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินอย่างนั้น นี่เป็นเหตุผลที่ทั้งโจฮาลล์และจาเร็ตต์ดูจะหมดปัญหากับเขาเสียดื้อๆอย่างนั้นหรือ เพราะอีกฝ่ายไปห้ามเอาไว้ว่าเลสธีราห์มีอดีตที่ไม่อยากพูดถึงอยู่

...ทำไมถึงไม่มีเซนทอร์คนไหนเห็นใจเขาแบบนี้บ้างหนอ

"ว่ากันถึงธนูแหวกสมุทร..." เอเดรียนกล่าวต่อ "เป็นธนูธาตุน้ำที่อยู่ในตระกูลเดียวกับธนูสี่ธาตุของชาวเอลฟ์ ข้าเคยเห็นอำนาจของมันเพียงหนึ่งเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นธนูอัลซาโตเกียร์ที่สามารถจับลมมาขึ้นสายเป็นลูกดอกได้" แม่ทัพหนุ่มอธิบายอย่างใจเย็น "ในขณะที่ธนูน้ำ ซึ่งข้าก็ฟังพวกชาวบ้านเล่าต่อกันมา พวกเขาบอกว่า เพียงแค่ขึ้นสายก็ดึงคลื่นลมในทะเลมาอยู่ในมือได้แล้ว"

โจฮาลล์ทำท่าง้างคันธนูตามคำบรรยายในท่าทางกึ่งล้อเลียน

"ข้อด้อยแอควาเรียร์ที่ทำให้มันต่างจากอัลซาโตเกียร์ก็คือมันไม่สามารถแสดงอำนาจใดๆได้ หากในบริเวณนั้นไม่น้ำสักหยด" เอเดรียนมุ่นคิ้วใส่สหายร่างยักษ์ของตนอย่างอ่อนใจ ทำให้โจฮาลล์หันไปหัวเราะกับจาเร็ตต์อีกครั้ง และหันกลับมาเสริมความรู้ต่อ

"แอควาเรียร์จึงเป็นอาวุธที่น่ากลัวที่สุดของแม่ทัพเรือ... ลูกดอกเพียงดอกเดียวไม่สามารถล้มเรือได้ทั้งลำ แต่สำหรับแอควาเรียร์แล้ว ความน่ากลัวของมันอยู่ที่คลื่นที่ตามมา" เลสธีราห์คิดว่าใจของเขาหยุดเต้นไปสักพักหนึ่งเมื่อฟังเรื่องทั้งหมดจบ... เพราะสิ่งที่คนตรงหน้าพูดมานั้นถูกต้องทุกประการ

"น่าแปลกนะ คนที่ชอบแอสทารอธมากมายนักหนาเช่นเจ้า กลับไม่รู้จักแอควาเรียร์" เอเดรียนตั้งข้อสังเกต เมื่อถูกจับพิรุธ เซนทอร์หนุ่มก็หันไปมุ่นคิ้วใส่คนพูดเป็นการกลบเกลื่อน ...ไม่รู้ว่าทำไมเอเดรียนจึงได้ทำเหมือนรู้นักว่าเขาคือเซนทอร์ และเหมือนจะรู้ด้วยซ้ำว่าเขาคือผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์

"ข้าชอบพวกเซนทอร์! แต่ไม่ได้ชอบพวกเอลฟ์สักหน่อย ยิ่งพวกอัสคาห์นี่นะ..."

"แต่ธนูเอลฟ์นี่มาจากพวกเธสซาลีย์ไม่ใช่รึ พวกเอลฟ์ที่มีเวทมนตร์ทั้งหลายน่ะ" ความเกลียดชังต่ออัสคาห์มีอยู่ในสายเลือดของเซนทอร์ทำให้เลสธีราห์หลุดปากผิดเรื่อง แทนที่เขาจะพูดว่าตนเกลียดเธสซาลีย์จึงได้ไม่รู้เรื่องธนูเอลฟ์ แต่กลับพูดตามนิสัยเซนทอร์ว่าเกลียดอัสคาห์แทน

"จริงสิ... เจ้าพอจะรู้จักหน้าค่าตาผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์ไหมเหล่า"

...เมื่อไหร่จะเลิกสนทนาเรื่องที่เกี่ยวกับข้าสักที

ร่างโปร่งลอบถอนใจเร็วๆเฮือกหนึ่ง "ข้าเป็นพรานป่านะ ถ้าพูดถึงเรื่องบนดินก็พอจะเข้าใจอยู่หรอก แต่หากลงน้ำแบบนี้ข้าไม่รู้ด้วยแล้ว" เขาตัดบทและทิ้งวงสนทนาให้อยู่ในความเงียบอีกพักใหญ่ "แล้วตกลงเจ้าจะไปหาศาสตร์เรือไอน้ำมาจากไหนกันน่ะ!" อย่างไรเซนทอร์หนุ่มก็คงจะไม่เลิกถามเรื่องนี้ เพราะมันเป็นผลประโยชน์ของแอสทารอธ หากเขารู้แต่เนิ่นว่าเอเดรียนไม่สามารถหาศาสตร์เรือไอน้ำมาให้ได้ เขาก็จะสามารถเตือนพรรคพวกตนเองได้ว่าไม่ควรไปร่วมมือ

แม่ทัพหนุ่มยิ้มใจเย็น "เจ้าก็ช่วยข้าเจรจาสิ หากทำให้แอสทารอธร่วมมือได้ ข้าจึงจะบอก..."

"เฮอะ นี่ข้าช่วยเจ้าคิดอยู่นะ เกิดพรุ่งนี้ท่านหญิงลีอาห์ถามเจ้าขึ้นมาจะไปตอบเช่นนี้ได้เสียที่ไหน"

สามคนที่เหลือหันมามองคนพูดเป็นตาเดียวด้วยความทึ่งเล็กๆที่อีกฝ่ายกล้าเรียกชื่อราชเลขาของแอสทารอธแบบนั้น "เลสธีราห์ อย่าให้พวกเซนทอร์ได้ยินเชียวนะ" โจฮาลล์ปราม "พวกนั้นไม่ชอบให้เรียกชื่อ"

...หนอย ทีกับข้าล่ะเรียกห้วนๆนัก ทีกับแม่ข้าล่ะทำเป็นเกรงใจรึ

"เอาเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว รีบพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้เราอาจจะเจอคำถามหนักกว่าวันนี้ ราชเลขาตอนนี้ก็คงจะไปพูดคุยกันเหนือหัวอยู่แน่" ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย และจาเร็ตต์ก็ลุกขึ้นยืนเป็นคนแรกพร้อมกับสะกิดพี่ชายให้กลับห้องพร้อมตน แต่เลสธีราห์ยังข้องใจกับคำถามก่อนหน้าจึงได้รั้งรออยู่ก่อน

"มีอะไรรึเปล่า... เลสธีราห์"

"เจ้าจะไม่ตอบคำถามข้าจริงๆรึ เรื่องเรือจักรไอน้ำนั่น" ร่างโปร่งเซ้าซี้ "ที่ข้าถามเพราะถ้าเจ้าไม่มีปัญญาหามันมาให้พวกเซนทอร์ได้ พวกนั้นเอาเจ้าถึงตายแน่ๆ" แม่ทัพใหญ่จรดยิ้มบางที่มุมปากแล้วจึงพยักหน้ารับด้วยใบหน้าเศร้าๆ

"ใช่ ข้ายังไม่มีแผนว่าจะเอามันมาได้อย่างไร"

"แล้วเจ้าไปเสนอเขาแบบนั้นได้ยังไงกัน!" ร่างโปร่งว่า ในขณะที่ในหัวของเขาเริ่มคิดหาวิธีปลีกตัวออกจากที่พักและไปเตือนเรื่องนี้กับมารดาของตนแล้ว "เซนทอร์ขึ้นชื่อว่าเถรตรงและรักษาคำพูดอย่างที่สุด เจ้าทำเช่นนี้เท่ากับประกาศสงครามกับแอสทารอธชัดๆ"

"ข้าจะไปหามาเองน่า" เอเดรียนตอบ "ต่อให้มันต้องแลกด้วยชีวิตข้า ข้าก็จะไปหามา"

"พูดไม่คิดนัก"

ร่างโปร่งกอดอกและตั้งท่าจะลุกออกไปจากห้องด้วยความหงุดหงิด "มีใครรักอาเดรียเท่าข้าบ้าง เจ้าเห็นหรือไม่ เลสธีราห์..." นัยน์ตาสีฟ้าเหลือบคนมองคนพูดพร้อมกับมุมคิ้วไม่เข้าใจ แม่ทัพใหญ่ถอนใจและเอนลงพิงหมอนใหญ่ข้างๆตัว "อ้อมค้อมเจรจาไปแบบนี้มีแต่จะสร้างความรำคาญให้ราชเลขา นางต้องการความตรงไปตรงมา แต่ทูตจากมหาคฤหาสน์ก็สนใจแต่จะยื้อผลประโยชน์ไว้ไม่ยอมเสียสักอย่าง แล้วคิดว่าแอสทารอธจะยื่นมือเข้าช่วยหรือไง"

"แต่เจ้าก็เสนอความเท็จให้แอสทารอธนี่..."

"ข้ารู้ว่ามันมีอยู่จริง เรือจักรไอน้ำนั่น... และถ้าแอสทารอธตกลงจะช่วย ข้าจะเดินทางไปธีสธรัลเพื่อไปเอามันมาให้ได้" เอเดรียนว่า "หากไม่เสนอสิ่งนี้ คิดว่าแอสทารอธจะยอมช่วยหรือ แล้วถ้าอาเดรียตกเป็นอาณานิคมอีกครั้ง เจ้าไม่คิดว่ามันเจ็บปวดหรือ ที่ข้าต้องทำแบบนี้ เพราะข้ารักอาเดรีย"

เซนทอร์หนุ่มพ่นลมอย่างอ่อนใจและนั่งบนฟูกข้างๆแม่ทัพใหญ่ที่ดูอ่อนเพลียจากการเจรจา

"พูดอย่างกับว่าจะเข้าไปได้ง่ายๆ ถ้าเจ้าเอามันมาไม่ได้หรือตายไประหว่างทาง คนที่รับศึกหนักย่อมเป็นอาเดรีย ชักศึกเข้าบ้านตนแบบนี้ไม่รู้สึกผิดหรือไร" เลสธีราห์กอดอก แม้เขาจะไม่พอใจการกระทำของเอเดรียน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเดียวที่แอสทารอธสนใจในตอนนี้คือเรือจักรไอน้ำอย่างที่อีกฝ่ายคาดเดา

มันสมเหตุสมผลหรือไม่... ที่แอสทารอธจะยอมส่งกองเรือเซเลสต์ออกรบ

...และอาเดรียจะเสี่ยงชีวิตแม่ทัพคนหนึ่งเข้าไปขโมยศาสตร์เรือจักรไอน้ำออกมา

แอสทารอธอาจเสี่ยงชีวิตคนทั้งกองทัพ แต่อาเดรียกลับเสี่ยงชีวิตแม่ทัพเพียงคนเดียว "แม่ทัพเพียงคนเดียวที่รักอาณาจักรอย่างนั้นรึ" นัยน์ตาสีฟ้าปรายมองคนที่ลงไปนอนบนฟูกแล้ว "ไม่แบ่งเบาภาระบนบ่าเจ้าไปให้คนนสนิทบ้าง เอเดรียน ...ใครก็ได้ที่เจ้าไว้ใจ แม่ทัพไม่ควรคิดจะเสี่ยงเข้าไปตายในเมืองศัตรูแบบนั้น"

หากแอสทารอธตกลง... ชะตาของแม่ทัพอาเดรียคงไม่พ้นเป็นขโมยและอาจต้องตายในเมืองศัตรู

"ข้าไม่มีคนที่ไว้ใจ... เลสธีราห์"

ร่างสูงตอบเสียงเรียบ "จะมีก็แต่โจฮาลล์กับจาเร็ตต์ แต่พวกเขาก็สำคัญเกินกว่าที่ข้าจะยอมให้ไปตายบนเกาะนั่น" นัยน์ตาสีเข้มเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ "อาจจะมีเจ้าอีกคนที่เป็นกำลังให้ข้าได้" อีกฝ่ายหลับตาลงหลังพูดจบ "ถ้าข้าไว้ใจเจ้าได้จริงๆ..." จู่ๆเลสธีราห์ก็รู้สึกถึงความอ้างว้างแปลกๆของคู่สนทนา เขาคิดมาตลอดว่าการเป็นใหญ่เป็นโตถึงระดับแม่ทัพจะต้องมีมิตรสหายมากมายและมีคนรอรับใช้หลายคน แต่เอเดรียนกลับไม่มีใครสักคนข้างกาย เขามีเพียงเพื่อนไม่กี่คน และเป็นเพื่อนที่เขาจะไม่ส่งไปตายที่ไหนอีกด้วย ...ช่างเป็นแม่ทัพที่โดดเดี่ยว

"ข้าเป็นพรานชาวบ้านธรรมดา" เซนทอร์หนุ่มสวมบทบาทต่อไป "จะช่วยอะไรเจ้าได้"

"เป็นแค่คนที่ข้าไว้ใจได้ก็พอแล้ว"

แม่ทัพใหญ่ยิ้มจาง "ข้าไม่กลัว... หากจะต้องตายที่ธีสธรัล ข้าไม่กลัวหากจะต้องตายเพราะทำภารกิจให้อาณาจักร ขอแค่ความตายนั้นไม่ได้มาจากคนที่ข้าไว้ใจก็พอ" ความเหงาหงอยที่เขาสัมผัสได้ในน้ำเสียงทำให้เลสธีราห์ถอนใจและกำหมัดหลวมๆทุบไหล่คนพูดเบาๆเป็นเชิงปลอบ

"ข้าจะไปกับเจ้าก็ได้..." ร่างโปร่งรีบกอดอกและเบือนหน้าหนี "จะไปสู้หลังชนกับเจ้าก็ได้"

"แน่ใจรึ" เอเดรียนถามย้ำ "อันตรายนะ"

"เออ... ก็แค่อันตรายน่า" เลสธีราห์หันกลับมาจ้องคู่สนทนา "หายเหงารึยังล่ะ เจ้าแม่ทัพ!"

เอเดรียนหัวเราะเสียงต่ำในลำคอและเอื้อมมือมาลูบหัวคู่สนทนาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน "ข้าไม่ควรจะไว้ใจคนที่เพิ่งเจอกันไม่นานด้วยซ้ำ" คนที่ถูกขยี้ผมปัดมือใหญ่ออกและพยายามจะจัดทรงให้เรียบร้อยตามเดิมพร้อมเสียงประท้วง

"อย่าทำเหมือนข้าเป็นเด็กนะ!"

แม่ทัพอาเดรียทอดยิ้มจาง "เจ้าเป็นเด็ก... เด็กหนีออกจากบ้าน"

"ข้าไม่ได้หนีออกจากบ้าน!!" เมื่อเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง เลสธีราห์ก็ลุกขึ้นยืนและเดินจ้ำไปที่ประตูเพื่อตัดบท แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันมาชี้นิ้วใส่มนุษย์โอหังที่กล้าลูบหัวเขา "ข้าอุตส่าห์อยู่เป็นเพื่อนเจ้าแท้ๆ นอกจากไม่สำนึกบุญคุณแล้วยังมากวนประสาทข้าอีก"

"อืม ขอบคุณสำหรับเรื่องนั้นก็แล้วกัน... เลสธีราห์"

ร่างโปร่งชะงักไปก่อนจะกลับห้องตัวเองโดยไม่ต่อปากต่อคำ

...

ทำไมเขาจะต้องรู้สึกร้อนหน้ากับเสียงนุ่มๆของเอเดรียนด้วย

   


   

*เกร็ดความรู้*

ศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกอุปกรณ์ในการขี่ม้า

1) ขลุมม้า (Bridleสายรัดช่วงหัว ประกอบไปด้วยส่วนของ headstall (ท้ายทอย) browband (หน้าผาก) cheeck piece (ข้างแก้ม) throatlatchh(หลังกราม) noseband (จมูก) curb strap (ใต้คาง) ขลุมม้ายังแบ่งย่อยออกเป็นอีก 2 ประเภทคือขลุมขี่ และขลุมจูง 

2) เหล็กปาก (Bit) ชิ้นเหล็กที่ใส่ในปากม้าใช้คู่กับขลุมขี่ เพื่อบังคับทิศทางม้า ส่วนขลุมจูงไม่ใช้เหล็กปาก

3) บังเหียน (Reins) สายบังคับม้า

4) รัดทรวง (Breast collar) สายรัดช่วงอกที่โยงมาจากอาน

5) ผ้ารองอาน (Saddle Blanket) ผ้ารองอานมีไว้เพื่อป้องกันการเสียดสีของอานกับหลังม้าโดยตรง

6) อาน (Saddle) ที่นั่ง ประกอบด้วยด้วย horn (ส่วนหน้า) และcantle (ส่วนหลัง) ใช้กันการกระแทก

7) กระเป๋าอาน (Saddle bags)

8) รัดทึบ (Cinch หรือ Girth) ส่วนที่รัดอานกับส่วนท้องของม้า

9) โกลน (Stirrup) จุดที่ผู้บังคับขี่ม้าเหยียบเท้า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. #336 ROS195 (@actMB) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:25
    เป็นพระเอกที่หนักหน่วงมากเลยค่ะ เครียดแทน
    #336
    0
  2. #308 moony+lilac (@Pinocchio-fate) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 21:35
    จะช็อคกันขนาดไหนเนี่ย ตอนรู้ว่านุ้งเลสเป็นผู้บังคับกองเรือรบเอง
    #308
    0
  3. #257 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 22:49
    อ่านไปก็คิดไป  ไมมันยาวจังฟะ  จนคิดได้  ...  อ้อ อิตอนนี้เอง 555555
     
    เราชอบตอนรีดาห์กะซาฮาลแง่งๆใส่กันนะ  ...  เอ๊ะ หรือรีดาห์โวยวายฝ่ายเดียว ฮาาาา   ว่าแต่  แล้วไหงซาฮาลยอมรับกันโต้งๆงั้นล่ะว่าเคยล้ม ฮ่าๆๆๆๆ  โอยยยยยย  ชอบโมเม้นท์คู่นี้ววววววว มันน่ารักน่าเอ็นดูดี //ลูบๆ
     
    ชื่อแม่นาง ทำไมนางจะเรียกไม่ได้  พวกแกนั่นแหละเป็นใคร เลสอนุญาตให้เรียกแล้วเหรอ 5555555
    ต้องออกเรือไปสู้เพื่อเค้า แล้วยังเหมือนว่าจะต้องลำบากไปเอาของตอบแทนเองอีก  อะไรมันจะ ... 555555555555555
     
    #257
    0
  4. #241 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 09:04
    รู้สึกชอบฟีลลิ่งของการย้อนอดีตที่ต้นตอนจังค่ะ อารมณ์มันเนิบๆ แต่ก็เหมือนมีลมเย็นๆ พัด /ไม่ใช่เพราะคนอ่านเปิดพัดลมแต่อย่างใดนะคะแหม่/
    ชอบรีดาห์ตอนนี้จังเลยค่ะ ดูเป็นเกรียนวุ่นวายอย่างที่คิดจริงๆ 5555555555 ซาฮาลก็ผู้ใญ้ผู้ใหญ่ นี่อายุพอๆ กันสามคนจริงเหรอคะ (?)
    ชอบความตรงไปตรงมาของเซนทอร์ค่ะ (ตั้งแต่ที่ซาฮาลออกตัวว่าอยากปราบเลสธีราห์) ตอนนี้ก็ชอบตอนที่รีดาห์ถามว่าถ้าเป็นเลสล้มนี่จะทำแผลให้มั้ย มันแบบ ว้าย (?) แต่ก็ชอบการที่ซาฮาลไม่ช่วยทำแผลด้วยค่ะ เก็บความละมุนไว้ให้คู่หลักพอ 55555555555555
    มาถึงความละมุนของคู่หลักที่ท้ายตอน อื้อหือ ความเหงาเบอร์นี้ของเอเดรียนคืออะไรคะ คนใจดีไม่มีคนไว้ใจเพราะเคยโดนหักหลังมาก่อนมันช่างเจ็บปวด U_U
    แต่ชอบการที่เลสธีราห์บอกว่าจะไปสู้หลังชนหลังนะคะ! (อันนี้ชอบส่วนตัวจริงๆ ค่ะ ชอบฉากสู้หลังชนหลังเป็นพิเศษ ฮาาา)
    อีกนิดนึงก็เป็นช่วงที่ถามว่าหายเหงารึยังค่ะ คู่หลักนี่มันช่างเป็นอะไรที่กิ๊วก๊าวใจ
    #241
    0
  5. วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 / 12:41
    สนุกมากๆเลย อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆ > < 
    เป็นกำลังใจให้ในการรีไรต์นะคะ...
    คู่เอเดรียนเลสธีราห์ก็หวาน เอเดรียนพูดเรียบๆแต่กระชากใจได้เลย 
    คู่ซาฮาลรีดาห์ก็น่ารัก 
    ชอบท่านหญิงกับการเจรจาไร้เสียง 
    #224
    0
  6. #110 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 กันยายน 2557 / 19:19
    อิเลสสสสสปากไวหน้าหมันไส้อ่ะ เอาจีิงๆป่ะคือแบบ หืมมมมนายยังเป็น พรานป่า อยู่ไม่ใช่เหีอ ไปพูดอย่างนั้นกับแม่ทัพเนี่ยนะ ตั้งแต่ต้นเรื่องล่ะเอาจริงๆ คือแบบถ้าไม่ได้ปลอมตัวมาก็คงไม่ขนาดเน้55555555 คำพูดอ่ะ พูดออกไปแล้วเก็บกลับมาไม่ได้หรอก เลสต้องคิดก่อนพูดให้มากกว่านี้ ยิ่งเป็นแม่ทัพด้วย เขาควรจะคิดหน้าคิดหลังมองการณ์ไกลไรนิส//บ่นไรแกร๊ แล้วไปสัญญาอะไรรรรร เจอกันกี่วันเนี่ยจะช่วยทุกอย่างที่ช่วยได้?!?
    #110
    0
  7. วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 22:10
    โอ้ยยยยยย เอเดรียนตบเลสได้ไง ToT เลสซึมเลยเห็นมั้ย! ปลอบเลสเดี๋ยวนี้เลย!! ส่วนเลสนี่ก็จะสนใจถารกิจอย่างเดียวเหรอ ความเชื่อใจของเอเดรียนล่ะ
    #41
    0
  8. วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 22:10
    โอ้ยยยยยย เอเดรียนตบเลสได้ไง ToT เลสซึมเลยเห็นมั้ย! ปลอบเลสเดี๋ยวนี้เลย!! ส่วนเลสนี่ก็จะสนใจถารกิจอย่างเดียวเหรอ ความเชื่อใจของเอเดรียนล่ะ
    #40
    0
  9. #29 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2557 / 22:01
    เลสเด็กจริงงงงงงงงงง เคะเรื่องนี้(แอบ)ต่างกับเคะ(หลัก)เรื่องก่อน ฝีปากใช้ได้ แต่ความหัวไวยังเด็กน้อยยยย ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
    อยากตบเอเดรียนตั้งแต่เห็นในเฟสเมื่อบ่ายละ แง่มๆๆๆ มาทำเป็นปลอบบบบบบ ตอนตบล่ะไม่คิด ฮ่าาาาาาาาาาาาาาา
    ส่วนของสัญญาเลือดน่าจะมีอะไรให้ลุ้น? มันคือจุดเชื่อมที่ทำให้คู่นี้ดวงผูกกันใช่มั้ย >.,<!!!!!!!!!

    //ไรท์เตอร์ไว้ทอร์คตอนต่อได้ก็ได้ค้าบบบ หืดขึ้นคอเลยทีเดียว พรุ่งนี้วันจันทร์(อีกแล้ว) สู้ๆน้าาาาาาาา  o(`ω´ )o
    #29
    0
  10. #28 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2557 / 21:44
    โหวววววววว เมะเรื่องนี้กล้าตบเคะ!! ตายแล้วววววววว ขนาดคูแรนน์ยังไม่เคยตบเรียฟเลย เคยแต่บีบคอจนเกือบขาดอากาศตาย =..=
    ตอนสุดท้ายคือไร? สัญญาเลือด??
    ปล. ท่านหญิงลีอาห์น่าจะเป็นเลอาฟร์กลับชาติมาเกิดจริงๆแหละ 5555
    #28
    0
  11. #27 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2557 / 01:54
    อุ๊บ!!! เริ่มมีกลิ่นดราม่าลางๆ รอต่อนะคร้าบบบบบบบบ
    #27
    0