[Yaoi] ASTAROTH พันธนาการดวงดาว

  • 75% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 19,276 Views

  • 359 Comments

  • 1,105 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    59

    Overall
    19,276

ตอนที่ 8 : [Re-Write] "จากนี้ไปไม่ต้องพูดอะไรอีก"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 683
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    30 ต.ค. 59

"ข้าได้ยินว่าเจ้าเคยนำเขี้ยวของเสือมาขายให้กับพ่อค้าที่ตลาดกลาง" เอเดรียนเอ่ยขึ้นเป็นเชิงถาม "เขี้ยวพวกนี้มีมูลค่ามากเมื่อนำไปทำเป็นเครื่องประดับ พวกนักเดินทางที่กระเป๋าหนักชื่นชอบมันมาก" นี่ก็เป็นอีกวันที่ทั้งคู่จำไม่ได้ว่าวันที่เท่าไหร่ที่พวกเขาออกมาพบกันที่ริมธารใต้ต้นพลับแห่งนี้ แต่มันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่จะต้องมาทุกวัน

"ได้ยินแบบนี้ ข้านึกอยากจะไปขายด้วยตัวเองท่าจะได้เงินหนักกว่าไปส่งให้พ่อค้าคนกลาง"

เอเดรียนหัวเราะเบาๆ "อิทธิพลในเมืองท่ามันเยอะ เจ้าไม่ควรเสี่ยง เลสธีราห์"

"อะไรกัน เจ้าเองเป็นคนพูดขึ้นมายั่วข้าตั้งแต่แรกไม่ใช่รึ" ร่างโปร่งหัวเราะบ้าง "ข้าเองก็คิดว่ากว่าจะหาเขี้ยวสัตว์ได้สักคู่มันช่างเปลืองพลังงานเหลือเกิน ควรจะได้ค่าตอบแทนมากกว่านี้ด้วยซ้ำ" ในความเป็นจริงแล้ว เลสธีราห์พบซากเสือตัวนั้นในป่า และเขาคิดว่าเขี้ยวของมันอาจจะมีมูลค่า ดังนั้นจึงลองนำไปขายในตลาดกลางดูก็เท่านั้น "มีอะไรอีกบ้างที่ขายได้ราคาล่ะ"

"เจ้าเป็นพราน เจ้าน่าจะรู้ดีกว่าข้าไม่ใช่รึ" เอเดรียนเลิกคิ้ว "ข้าเห็นพวกเอลฟ์ชอบเครื่องเทศนะ"

"อ้อ..." เลสธีราห์เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ เนื่องจากเซนทอร์ไม่ปรุงอาหาร ดังนั้นการคุยเรื่องเครื่องเทศอาจไม่ใช่เรื่องที่เขาถนัดสักเท่าไหร่ "ข้าทำอาหารไม่เป็นหรอก" ชายหนุ่มไหวไหล่ "ปกติก็หากินในตัวเมือง หรือไม่ก็... พวกเนื้อเค็มที่พกพาง่ายสักหน่อย ไม่มีเวลาทำอาหารในป่าหรอก"

"จริงสิ ข้าได้ยินว่ามีร้านหนึ่งที่ท่าเรือทำเนื้อเค็มรสชาติดีมาก เอาไว้จะนำมาฝากเจ้าก็แล้วกัน"

เลสธีราห์อ้าปากค้างราวกับต้องการตอบโต้อะไรบางอย่างแต่ก็เงียบลงตามเดิม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังกรีดร้องอยู่ในใจว่า เอเดรียนไม่ควรซื้อเนื้อเค็มมาฝากเซนทอร์ "เจ้ากินบ่อยรึ ของชาวบ้านแบบนั้น ข้าคิดว่าพวกขุนนางจะคุ้นเคยกับอาหารดีๆมากกว่า"

"บอกแล้วไง ข้าเองก็ต้องออกไปล่าสัตว์กับคณะพรานเหมือนกัน" เอเดรียนหัวเราะ

"เช่นนั้นเจ้าควรเก็บไว้กินเองจะดีกว่า ฟังดูราคาแพงน่าดู"

"ไม่แพงเท่าอาหารที่อ้างว่าใช้สูตรของชาวเอลฟ์หรอก" ชายหนุ่มว่า "ในเมืองมีตั้งมากมายที่อ้างว่า อาหารในร้านนั้นใช้สูตรการทำอาหารของชาวเอลฟ์ หากสูตรการทำอาหารของพวกเอลฟ์ดีจริง เหตุใดพวกเขาจึงต้องมาซื้อเครื่องเทศ เครื่องปรุงจากตะวันตกเล่า นั่นไม่ได้หมายความว่าของประเภทนี้ของอาณาจักรเราดีกว่าหรอกหรือ"

เลสธีราห์โคลงหัวเล็กน้อยและพยายามหาความเชื่องโยงในอาณาจักรตนเพื่อมาต่อบทสนทนา

"ข้าเองก็ได้ยินว่าพวกเอลฟ์สอนเซนทอร์ทำอาหารด้วย" เมื่อเอ่ยถึงเซนทอร์ ท่าทางของเอเดรียนที่ดูเรียบเฉยก็แปรเปลี่ยนเป็นความสนใจราวกับเด็กฟังนิทาน "พวกเซนทอร์เป็นมังสวิรัติ เจ้ารู้ไม่ใช่หรือ แต่พวกเขาก็ต้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองจากดินแดนตะวันออกเหมือนกัน หากเสิร์ฟแต่ผักอย่างที่พวกตัวเองก็ดูจะเป็นการเสียมารยาทไปสักหน่อย ดังนั้นพวกเขาจงต้องเรียนรู้การปรุงรสชาติเนื้อด้วย แม้ว่าตัวเองจะไม่กินเนื้อก็ตาม"

"ข้ารู้ว่าพวกเขาเป็นมังสวิรัติ แต่เรื่องการปรุงอาหารนี่ข้าก็เพิ่งเคยได้ยิน"

เลสธีราห์เริ่มรู้สึกว่าตัวเองพูดมากเกินไปจึงพยายามเลี่ยงการให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ดูรู้ลึกมากจนเกินไป "ข้าได้ยินมาจากคนอื่นอีกที แต่ก็เชื่อได้ว่าเป็นเรื่องจริง แม้ว่าจะยังไม่เคยไปแอสทารอธเพื่อพิสูจน์เองเลยก็ตาม

 


     

เลสธีราห์กลับมายังห้องพักของตนที่อยู่ด้านนอกสุดของเขตที่พักรับรอง องครักษ์ร่างสูงที่เฝ้าเวรยามอยู่ด้านหน้าหันกลับมามองร่างโปร่งเล็กน้อยและลอบส่งยิ้มให้เป็นการทักทาย ผู้บัญชาการเซเลสต์หัวเราะสั้นๆกับกิริยานั้นและรีบเปิดประตูเข้าไปในห้องของตน

"ท่านแม่ ถ้าพวกนั้นมาประชุมที่ห้องข้าจะเป็นอย่างไรกัน"

หญิงเซนทอร์ในร่างมนุษย์ก้าวออกมาจากเงามืดพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ไม่ได้ดังไปกว่าเสียงลมหายใจ "เจ้าคิดว่าข้าคาดการณ์ไม่ได้หรือไง เลสธีราห์..." ลีอาห์อยู่ในชุดผ้าโปร่งบางเบาสบายที่ดูคล้ายจะเป็นชุดนอนของมนุษย์ ราชเลขาแห่งแอสทารอธตรงไปนั่งที่เตียงกว้างทรงกลม ก่อนจะกวักมือเรียกบุตรชายให้เข้าไปหาตน "ระวังตัวให้มาก รู้หรือไม่"

"ข้ารู้แล้วน่า" เด็กดื้อหลบสายตามารดาแต่ก็ยอมเดินไปหาแต่โดยดี "ข้าสบายดี"

"เลส..." เมื่อชายหนุ่มนั่งลงข้างๆ คนเป็นแม่ก็เอื้อมมือไปลูบผมยาวสีอ่อนของอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู "เจ้าต้องหาทางออกให้ตัวเองด้วย ใช่ว่าข้าอยากจะส่งลูกตัวเองไปสงคราม แต่ถ้าการเจรจามันต้องลงเอยเช่นนั้น เจ้าก็ต้องไป..." ลีอาห์พูดเสียงเรียบ "เรื่องเรือจักรไอน้ำทำให้เหนือหัวดาเรียสสนใจได้จริง แต่ข้าก็ไม่คิดว่าเราจะได้มาโดยง่ายนัก เจ้าจะต้องดูแลผลประโยชน์ของอาณาจักรเราในส่วนนี้ด้วย"

"ข้าทราบแล้ว"

เลสธีราห์คิดว่าเขาควรจะเก็บเรื่องนี้ไปใคร่ครวญคิดดูอีกครั้งหนึ่งก่อน จริงอยู่ว่าอาเดรียคิดไม่ซื่อด้วยการเสนอสิ่งที่ตนไม่มีให้กับแอสทารอธ แต่ในเมื่อเอเดรียนเป็นฝ่ายออกปากเองว่าอย่างไรก็ต้องหามาให้ได้ในภายหลัง ดังนั้นเขาจึงควรรอดูท่าทีไปก่อน

เพราะมองในมุมเอเดรียนแล้ว อาเดรียก็ช่างเป็นเมืองท่าที่มีชะตากรรมอันน่าสงสาร

"แล้วก็..." ท่านหญิงเว้นจังหวะหายใจ "ใครคือหัวหน้าของเจ้าในตอนนี้ ใช่เอเดรียนผู้นั้นรึเปล่า"

"...ใช่ครับ"

ลีอาห์ยกมือขึ้นกุมหน้าทันทีที่ได้ยิน "ช่างเป็นเรื่องยุ่งยากจริง" เธอหันกลับไปมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามของบุตรชายและพยายามอธิบาย "ระวังเขาให้มาก... ต่อให้เขาดูเป็นคนนุ่มนวล ประนีประนอมแค่ไหน เขาอาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าที่เรามองเห็น ในการเจรจาวันนี้ จากการที่เขาตอบโต้ฉะฉานและยื่นข้อเสนออย่างกล้าได้กล้าเสีย ข้าไม่คิดว่าเขาจะเป็นขุนนางธรรมดาคนหนึ่ง"

"ท่านแม่ เขาเป็นแม่ทัพของอาเดรีย" เลสธีราห์เฉลยปริศนาในใจของมารดา และเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าตื่นตกใจของราชเลขาราวกับต้องการขอคำแนะนำ "ข้าพบเขาเมื่อเดือนที่แล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะมาดักรอที่แม่น้ำซึ่งข้าต้องไปดื่มน้ำทุกวัน แล้วเราก็พูดคุยกันบ้างจนค่อนข้างถูกคอ กระทั่งเขาชวนข้ามาร่วมกลุ่ม..."

ลีอาห์เป็นฝ่ายนิ่งฟังเพื่อรอให้บุตรชายเล่าให้จบ

"เขาชวนข้าไปพักที่คฤหาสน์ในเมืองอาเดรียเพราะกลัว่าข้าจะเป็นสายสืบของที่ไหนสักที่... มันเป็นอุบายที่จะไม่ให้ข้าไปไกลจากสายตาของเขา" เซนทอร์หนุ่มกลั้นใจก่อนจะพูดต่อแม้รู้ตัวว่าจะต้องถูกตำหนิ "และเขารู้ว่าข้าเป็นอมนุษย์ ...เพียงวันเดียวที่ข้าเข้าไปที่คฤหาสน์นั่น"

ราชาเลขาหญิงมุ่นคิ้วพร้อมกับพยักหน้า "สมกับเป็นผู้นำทัพที่สามารถประคองกองกำลังลับๆของอาเดรียให้อยู่รอดมาได้ตลอดสิบปีที่ผ่านมา" นางเปรย "แล้วเขารู้หรือเปล่าว่าเจ้าเป็นเซนทอร์ เป็นคนของแอสทารอธ" ท่านหญิงคาดหวังคำตอบที่พอจะทำให้นางสบายใจได้บ้าง และนางก็โล่งอกเมื่อเห็นบุตรชายส่ายหัว

"ข้าบอกเขาว่าข้าเป็นครึ่งเอลฟ์... เพียงเท่านั้น และเขาก็ไม่เซ้าซี้อะไรต่อ"

"เขาคงวางแผนแค่จะใช้ประโยชน์จากเจ้า" ท่านหญิงว่า "ระวังตัวให้มาก ยิ่งเมื่อรู้ว่าเขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ยิ่งต้องระวังให้มาก" เมื่อมารดาหันมาสบตา เลสธีราห์ก็พยายามใจแข็งมองตอบ "อย่าให้เขาใช้ประโยชน์จากเจ้าในฐานะเซนทอร์"

เลสธีราห์พยักหน้ารับเซื่องๆ "แต่เขาเป็นแม่ทัพที่ดูโดดเดี่ยว..."

เมื่ออีกฝ่ายพูดออกมาอย่างนั้น ลีอาห์ก็พบว่านั่นคือความอ่อนแอของบุตรชาย "เลสธีราห์... เจ้าเข้าไปในอาเดรียในฐานะสายลับที่สักวันก็จะต้องปลีกตัวออกมาหลังเสร็จสิ้นภารกิจ อย่าให้ความรู้สึกมีอำนาจเหนือเหตุผลเหล่านี้" ท่านหญิงทอดถอนใจ "เจ้ารู้ว่าหากภารกิจนี้สำเร็จ เจ้าจะได้ในสิ่งที่เจ้าตามหามาตลอดชีวิตไม่ใช่หรือ"

"ข้ารู้" เลสธีราห์ตอบ "ท่านแม่ไม่ต้องห่วง... ข้ายังจำเป้าหมายได้ดี"

"หากมีสักวันที่เจ้าจะต้องประกาศตัวว่าเจ้าคือผู้นำของเซเลสต์ สายใยบางอย่างอาจจะขาดจากกันและนำพาสถานการณ์ไปสู่ความเลวร้ายได้" มือเรียวยกขึ้นประคองใบหน้าคมของบุตรชาย "ระวังตัวให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่คนข้างกายของเจ้าคือแม่ทัพเอเดรียน"

แต่เอเดรียนดูไม่มีพิษภัยเลยสักนิด... กับคำพูดเหงาๆเมื่อสักครู่

เลสธีราห์เม้มปากแล้วจึงพยักหน้ารับขณะครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง... เขาไม่คิดว่าเอเดรียนจะเป็นอันตราย ตัวเขาเองต่างหากที่รู้สึกผิดด้วยซ้ำที่พยายามใช้คำพูดกับจุดอ่อนของฝ่ายนั้น "ท่านแม่คิดว่าแม่ทัพใหญ่จะยอมเชื่อใจคนที่เพิ่งเจอกันได้เดือนกว่าๆหรือไม่"

"เป็นแม่... ก็ไม่เชื่อหรอก"

...นั่นสินะ

นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เลสธีราห์เคยคิดว่าเขาเริ่มสนิทสนมกับเอเดรียนขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เมื่อได้ฟังลีอาห์พูดเช่นนี้ เซนทอร์หนุ่มก็ตระหนักว่าความคิดของเขามันช่างตื้นเขิน ในความเป็นจริงแล้ว... ไม่มีใครที่อาจเชื่อใจกันได้ในช่วงเวลาสั้นๆไม่ใช่หรือ ต่อให้เป็นเด็กก็ยังต้องพูดคุยกันเนิ่นนานกว่าจะเป็นเพื่อนกันได้ แต่เอเดรียนเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพที่ต้องประคับประคองกองกำลังที่จัดตั้งขึ้นลับๆภายใต้คำสั่งห้ามของธีสธรัล และเขาก็สามารถดูแลมันได้อย่างดีมาตลอด คนที่มีชั้นเชิงและมีความสามารถขนาดนั้นจะเชื่อใจใครง่ายๆได้อย่างไร

...เอเดรียนอาจจะพยายามจะซื้อใจเขา เพื่อให้เขาทำประโยชน์ให้

แต่ก็คงไม่มีวันเชื่อใจเขาเป็นแน่

...

อย่างไรเขาก็ไม่ต้องการความเชื่อใจอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

 


     

แม่ทัพอาเดรียออกมาจากห้องพักก่อนเวลาพระอาทิตย์ขึ้น แต่ก็ไม่ได้ไปไหนไกลนักเนื่องจากเขาไม่ได้มีเจตนาจะแอบไปที่ใด เพียงแต่ชายหนุ่มนอนไม่หลับเท่านั้น เมืองที่พวกเขามาพักนี้คือเลาน์เรน เมืองหลวงแห่งแอสทารอธ แต่ก็เป็นเมืองหลวงที่ค่อนข้างจะเงียบเหงา นั่นก็เพราะเลาน์เรนได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่มีไว้ต้อนรับแขกและเป็นที่พักของกษัตริย์เท่านั้น

เมืองที่คึกคักที่สุดของแอสทารอธเห็นจะเป็นมารินา...

โดยระหว่างเลาน์เรนและมารินานั้นมีเทือกเขาหนึ่งกั้นอยู่ ทำให้ผู้มาเยือนไม่สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวของท่าเรือมารินาได้เลยแม้ไม่ว่าจะมองจากส่วนไหนของเลาน์เรนก็ตาม เอเดรียนยังอยู่ในชุดนอน และเขาก็อยากออกไปเดินรับลมยามเช้ามากกว่าจะนั่งเฉยๆอยู่ในที่พัก แต่เขาคงต้องรออีกสักพักใหญ่กว่าผู้ร่วมคณะเดินทางจะตื่นเต็มตา

ทว่าท่ามกลางความสงบของยามเช้านั่นเอง ร่างเงาบางอย่างก็เคลื่อนไหวให้เห็นที่หางตา

"...อะ!"

และเมื่อหันไปพิจารณาให้ชัดเจน เอเดรียนก็ต้องสะดุ้งเมื่อเลสธีราห์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเขา "ตื่นเช้านี่ ท่านแม่ทัพ" ร่างโปร่งทักทาย ก่อนจะยื่นมือส่งอะไรบางอย่างให้อีกฝ่าย "หิวแล้วหรือไง" เอเดรียนชะงักเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นผลไม้สุก เขาถอยเท้ามาก้าวหนึ่งเพื่อพิจารณาสิ่งที่เลสธีราห์ถือให้แน่ใจ และพบว่ามันคือผลไม้สีม่วงลูกกลมที่เขาไม่รู้จัก

"เจ้าเองก็ตื่นเช้า... อย่าดอดไปไหนไกลนัก ประเดี๋ยวพวกเซนทอร์จะไม่พอใจเอาได้"

แม่ทัพหนุ่มรับผลไม้นั้นมาถือไว้ เขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักของมันที่บ่งบอกถึงลักษณะผลไม้ฉ่ำน้ำ "แล้วนี่ไปได้มาจากไหนกัน อย่าบอกเชียวว่าไปแอบเก็บมา" เลสธีราห์สวมชุดตัวเก่งของเขาเรียบร้อยแล้ว และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะกลับมาจากการเดินสำรวจคร่าวๆรอบที่พัก "เจ้านี่ซุกซนกว่าที่ข้าคิดเอาไว้นะ"

"ข้าไม่ได้แอบเก็บมาสักหน่อย เดินไปขอเขาตรงๆเลยต่างหาก"

เอเดรียนยิ้มอ่อนใจ แล้วจึงหยิบเศษใบไม้ที่ติดผมคู่สนทนาออก "แน่ใจรึ ในเมื่อเจ้านี่มันฟ้องแบบนี้" เขาหมายถึงใบไม้แห้งนั่น แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้คิดจะเอาถือสาเอาความ เขารู้ว่าเลสธีราห์เป็นพรานที่มีความสามารถและเอาตัวรอดได้ แม้จะไม่เห็นด้วยที่อีกฝ่ายแอบออกไปสำรวจข้างนอกมาก็ตาม "เอาเถอะ จะทำอะไรก็ระวังตัวด้วย ข้าตามไปปกป้องเจ้าไม่ได้ทุกครั้งหรอกนะ"

เซนทอร์หนุ่มเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "ทำไมเจ้าต้องปกป้องข้าด้วย"

"เพราะเจ้าเป็นคนของข้าไง ถ้าลูกน้องทำผิด คนเป็นหัวหน้าเช่นข้าก็ควรจะออกหน้ารับแทน"

"ข้าไม่เคยพูดสักคำว่าเป็นลูกน้องเจ้า" เลสธีราห์มุ่นคิ้ว "แล้วข้าก็ไม่ต้องการให้ใครปกป้องด้วย" ร่างโปร่งหยิบมีดพกออกมา ก่อนจะคว้าเอาผลไม้ในมือเอเดรียนมาตัดแบ่งครึ่ง โดยตนเองคาบเอาไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วส่งครึ่งที่เหลือใส่ปากเอเดรียนเป็นการบอกให้อีกฝ่ายเลิกพูดมาก

"ถึงจะว่าอย่างนั้น มันก็เป็นหน้าที่ข้าที่จะต้องปกป้องเจ้าอยู่ดีล่ะนะ"

เอเดรียนถือไม้ผลไม้ครึ่งที่เหลือเอาไว้ โดยที่รสชาติหวานอมเปรี้ยวยังติดที่ปลายลิ้น เขามองดูคนตรงหน้ากัดกินผลไม้อย่างเอร็ดอร่อยด้วยท่าทางของคนที่โปรดปรานมันอย่างที่สุด ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ และหยิบมีดของตนขึ้นมาบ้างเพื่อผ่าชิ้นที่เหลือในมือของเขาออกเป็นสองส่วน "กินอีกสักครึ่งของข้าก็ได้นะ ถ้าเจ้าชอบขนาดนั้น"

"มันเป็นของหายากในแดนตะวันออก... เจ้าควรจะรู้คุณค่าของมันบ้าง"

"แต่เจ้าดูจะเห็นค่ามันได้มากกว่า ข้าถึงให้เจ้าไง" เอเดรียนกินชิ้นที่เหลือในมือของตน และยื่นอีกชิ้นไปใกล้ปากคู่สนทนา "เวลาที่เจ้าดูมีความสุข มันทำให้ข้าลืมเรื่องอื่นๆไปเสียหมดเลยเชียว" ร่างโปร่งไม่กัดผลไม้ที่อยู่ในมือของแม่ทัพ เขารับมือมันถือไว้สักครู่หนึ่งแล้วจึงเริ่มกินด้วยตัวเอง

"เจ้าก็หัดมีความสุขเสียบ้างสิ"

"ในภาวะเช่นนี้รึ ยากจริง" ร่างสูงแค่นหัวเราะ "มีความสุขแทนข้าทีสิ เลสธีราห์"

"หืม..." คนถูกเรียกเลิกคิ้ว "จะไปแทนกันได้ยังไง เจ้าก็พิลึกคนนัก" เมื่อกินผลไม้จนหมดแล้ว เลสธีราห์ก็เลื่อนสายตาไปมองชุดคลุมตัวยาวที่เอเดรียนใส่นอน "เจ้าควรไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว ถ้าพวกเซนทอร์มาตามไปกินอาหารเช้าแล้วมัวแต่ยืดยาด เดี๋ยวก็โดนดัดหลังเข้าให้หรอก"

เซนทอร์ไม่ชอบนิสัยผิดเวลา... ไม่ว่าใครก็รู้ดี

"ข้าจะไปปลุกโจฮาลล์กับจาเร็ตต์" ร่างโปร่งผละตัวออกมาจากบทสนทนาที่ค้างคา และโดยไม่ต่อปากต่อคำ เซนทอร์หนุ่มก็ตรงไปที่ห้องพักของสองพี่น้องผมแดง เขาไม่ต้องการจะสนทนาเรื่องนี้ในเวลานี้ แม้ว่ามันจะเป็นการพูดคุยเล่นๆก็ตาม แต่เมื่อได้ฟังน้ำเสียง และมองเห็นสีหน้าของเอเดรียน เลสธีราห์ก็รู้สึกว่าเขากำลังหวั่นไหว

หวั่นไหวต่ออะไรบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ในเวลานี้

แต่ก่อนที่เลสธีราห์จะเคาะประตูห้องพักของจาเร็ตต์ เจ้าตัวก็เปิดออกมาก่อนด้วยใบหน้าเรียบเฉยที่บ่งบอกได้ว่าไม่ได้เพิ่งตื่น และอาจจะแอบฟังการสนทนาของพวกเขาอยู่สักพักหนึ่งแล้ว "ใครจะไปนอนหลับในสถานการณ์แบบนี้เล่า" ชายผมแดงว่า "ต่อให้ 'การเจรจาไร้เสียง' ของพวกเซนทอร์จะให้ผลดีต่อพวกเราก็เถอะ แต่การต้อนรับดีก็ไม่ได้บอกเป็นนัยว่าอีกฝ่ายจะตอบรับข้อเสนอนี่"

"เจ้าตื่นเช้ามาด้วยเรื่องเครียดเชียว จาเร็ตต์"

เอเดรียนพยายามหัวเราะ เพียงเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศยามเช้า แต่มีหรือที่คนสนิทจะไม่ทันสังเกต "เจ้าเองก็นอนไม่หลับเหมือนกันไม่ใช่รึไง" ร่างโปร่งเดินเลี่ยงไปห้องข้างๆตนก่อนจะเคาะประตู "โจฮาลล์ ข้ารู้ว่าเจ้าตื่นแล้ว ออกมาได้แล้ว" มือขวาของแม่ทัพหันกลับมาและมองเลสธีราห์อยู่สักพักแล้วจึงพูดต่อ

"ชีวิตของเจ้าดูมีอิสระเสียจนน่าอิจฉา เลสธีราห์"

"..." คนฟังชะงักเล็กน้อยแล้วจึงถามกลับ "ข้าต้องตอบว่าอะไรรึเปล่า"

จาเร็ตต์หัวเราะร่วนกับประโยคนั้น "ไม่หรอก มันเป็นประโยคบอกเล่าน่ะ"

"ฟังอย่างไรก็ค่อนแคะกันชัดๆ" เอเดรียนแกล้งแหย่ "แต่ก็ถูกของจาเร็ตต์ ตอนนี้ข้าคิดว่าอยากเกิดเป็นพรานป่าเสียมากกว่าแม่ทัพอย่างไรอย่างนั้น" คนที่ไม่รู้ว่าควรจะทำหน้าอย่างไรได้แต่มองคนพูด ก่อนจะก้มลงเก็บมีดพกเล่มยาวใส่ฝักตามเดิมแก้เก้อ "แต่ทุกคนก็ล้วนแล้วไม่พอใจในชีวิตของตัวเอง ดังนั้นก็เลยคิดว่าเป็นเช่นนี้คงจะดีแล้ว"

 


     

การเจรจาไร้เสียงของแอสทารอธในวันนี้เปิดฉากด้วยรายการอาหารที่มีผักเป็นส่วนประกอบโดยส่วนใหญ่ ส่วนเนื้อสัตว์ที่ปรากฎอยู่บนโต๊ะดูจะมีเพียงแฮมเนื้อหมูเท่านั้น และนอกเหนือจากนั้นก็เป็นไข่ และขนมปัง ซึ่งมันสร้างความกดดันอย่างประหลาดให้กับผู้มาเยือน

"เมื่อคืนนี้มีใครไปเมาเละเทะหัวราน้ำอยู่แถวไหนหรือเปล่า"

โจฮาลล์เอียงไปถามเอเดรียนที่พยายามประกอบอาหารเป็นแซนวิซแฮม จาเร็ตต์ที่นั่งอยู่ข้างกันก็ตักแฮมมาไว้ที่จานตัวเองถึงสามชิ้นและขนมปังอีกสองแผ่น ประกอบกับไข่ทอดชิ้นหนึ่งตามประสาคนไม่กินผัก ต่างจากเลสธีราห์ที่นั่งอยู่อีกข้างของเอเดรียนที่ดูจะมีความสุขเหลือเกินกับผักมากมายหลายชนิดตรงหน้า

"นี่ไม่ใช่การประชดประชันของแอสทารอธใช่ไหม"

พวกเขารู้ดีว่าเซนทอร์เป็นมังสวิรัติ แต่ก็ได้ยินมาว่าพวกครึ่งม้าจะแบ่งชั้นอาคันตุกะด้วยชนิดของเนื้อสัตว์ที่ใช้เลี้ยงระหว่างที่พวกเขาพำนักอยู่ โดยพวกเอลฟ์จะได้รับประทานเนื้อวาฬอย่างดี พวกภูตมักจะได้เนื้อกวาง และมนุษย์พวกแรกในรอบยี่สิบปีที่เข้ามาเหยียบแอสทารอธก็ได้รับเนื้อกวางเช่นกัน

ทว่าเช้านี้กลับเป็นผักเสียส่วนใหญ่...

"การเจรจาไร้เสียงจะเกิดขึ้นกับมื้ออาหารเย็นของคืนวันแรกเท่านั้น แล้วมื้อเช้าพวกเจ้าก็ไม่ควรกินเนื้อสัตว์หนักๆอย่างเนื้อกวาง เนื้อกระทิงไม่ใช่รึ ที่คฤหาสน์ราห์โมนายังเลี้ยงด้วยขนมปังปิ้งกับน้ำซุปเลย" เลสธีราห์คว้าผักใบใหญ่มาใส่ปาก เสียงของความกรอบอร่อยดังไปทั่วโต๊ะอาหารที่ยังคงงุนงงและเงียบกริบ

โจฮาลล์ย่นจมูก "ข้าว่าซุปผักยังให้ความรู้สึกดีกว่าผักทั้งต้นแบบนี้..."

"กินไปเถอะน่า" เอเดรียนเอ็ดคนสนิท "เซนทอร์อาจจะต้มซุปข้นไม่เป็นก็ได้ พวกเขาเป็นมังสวิรัตินี่ เจ้านึกถึงม้าเข้าไว้สิ" เลสธีราห์เหลือบมองคนพูดเล็กน้อยและพยายามจะพยักหน้าเห็นด้วย อันที่จริงแล้วเหตุผลที่เซนทอร์ไม่ทำซุปผักนั่นก็เพราะพวกเขาจะไม่นำผักไปต้มน้ำให้เสียรสชาติ เลสธีราห์ที่เคยลิ้มรสซุปผักมาครั้งหนึ่งก็ยังคิดอยู่ว่าฝีมือการทำอาหารของพวกมนุษย์นั้นไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยด้วยซ้ำ

"ถ้าพูดถึงม้า... เซนทอร์จะกินฟางแห้งด้วยไหม"

"เจ้าอย่าได้ล้อเลียนในเขตแดนของพวกเขาเชียวนะ!" จาเร็ตต์เอ็ดพี่ชายบ้าง เขาประกบขนมปังสองแผ่นกับแฮมทั้งหมดและไข่ทอดเป็นแซนวิซที่ไม่มีผัก ก่อนจะกัดคำหนึ่งเพื่อพบว่าแฮมของพวกเซนทอร์มีรสชาติที่ดีผิดคาด "ขนาดคนทำเป็นมังสวิรัตินะนี่"

"หนอย จาเร็ตต์! เจ้าเอาแฮมไปมากเท่านั้นแล้วจะพูดอะไรก็ได้นี่"

"ก็เจ้าตักช้า จะมาว่าอะไรข้าล่ะ"

"เป็นสูตรของพวกเอลฟ์น่ะ อาหารที่ทำจากเนื้อพวกนี้" เอเดรียนว่า "พวกเอลฟ์เป็นคนสอน... และอาหารที่ทำจากเนื้อก็จะทำกันเฉพาะในครัวของพระราชวังอัสเธียร์เท่านั้น โดยพ่อครัวและแม่ครัวที่ชำนาญการพิเศษที่ร่ำเรียนวิชามาจากชาวเอลฟ์ซึ่งสืบทอดกันมาหลายรุ่น" ทั้งโต๊ะหันไปมองคนพูด ก่อนจะพยักน้ารับรู้เบาๆ

"เจ้าไปรู้มาจากไหนน่ะเอเดรียน" โจฮาลล์เลิกคิ้ว

เลสธีราห์หัวเราะแล้วจึงถองศอกใส่คนข้างตัวเบาๆ "จำได้ขนาดนี้แล้วจะชวนข้ามาทำไมกัน" แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ เอเดรียนจำมาจากเลสธีราห์ พวกเขาเคยพูดคุยกันหลายต่อหลายเรื่อง และเอเดรียนก็ดูจะสนใจเรื่องของแอสทารอธเป็นพิเศษ และตั้งอกตั้งใจฟังราวกับเด็กรอฟังนิทานเลยทีเดียว

"หรือเจ้าไม่เชื่อสิ่งที่ข้าพูดก็เลยพาข้ามาเพื่อให้แน่ใจ"

"ข้าบอกเจ้าแล้ว เลสธีราห์... ข้าถูกชะตากับเจ้า"

การพูดเรื่องแบบนี้ขึ้นมากลางโต๊ะอาหารทำให้คนฟังรู้สึกร้อนหน้าขึ้นมาทันทีอย่างช่วยไม่ได้ และถองศอกใส่อีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง "จ... เจ้าไม่เคยบอกข้าแบบนั้น!" ว่าแล้วร่างโปร่งก็หยิบผักใส่ปากตัวเองและเคี้ยวอย่างเอาเป็นเอาตาย "เจ้าบอกว่าข้าช่วยเหลือเจ้าได้"

"แล้วเจ้าช่วยได้จริงหรือไม่เล่า"

"เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว!"

ถึงจะว่าอย่างนั้น แต่อาหารประเภทผัก ผลไม้ และแป้งก็ยังเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนที่ไม่ชอบผักอย่างโจฮาลล์อยู่ดี "เอเดรียน... เจ้ามีเนื้อเค็มติดมาบ้างไหม" ชายผมแดงกระซิบถาม และคำตอบที่ได้ก็คือการส่ายหัวของแม่ทัพอาเดรีย

"ข้าจะไปพกของแบบนั้นติดตัวมาได้ยังไง"

เลสธีราห์เอื้อมมือไปเลื่อนกระปุกแยมไปหาเอเดรียน เพื่อให้อีกฝ่ายส่งต่อไปให้โจฮาลล์ที่พยายามจะมองข้ามผักชามโตตรงหน้า "ถ้าเจ้ากินขนมปังได้" คนพูดหยิบผักใบเขียวขึ้นมากัดอีกคำหนึ่งและเคี้ยวกินเป็นปกติต่างจากโจฮาลล์ที่พยายามไม่แสดงสีหน้าด้วยความเกรงใจ

"ถูกปากหรือไร ผักสดน่ะหืม..." เอเดรียนถาม "เห็นเจ้าหยิบเอาไม่ขาดมือ ต่างจากโจฮาลล์ที่ลังเลเสียเหลือเกินกว่าควรจะหยิบอะไร" เซนทอร์หนุ่มชะงักไปสักพักแล้วจึงจัดการก้านผักในมือจนหมด ผู้นำทางคณะเองก็พยายามจะเลียนแบบบ้างด้วยการหยิบผักชนิดเดียวกันมากัดคำหนึ่ง

"นั่นสิ ทำไมเจ้าถึงกินได้อร่อยแบบนั้น นี่มันขมจะตายไป"

"ข้าถึงได้บอกให้เจ้ากินแยมอย่างไรเล่า" เลสธีราห์ตัดบท และหันไปหาแม่ทัพที่ดูจ้องจับผิดเขาเหลือเกิน "เจ้าเองไม่กินหรือไร ผักสดไม่อยู่ท้อง ยิ่งไม่กินจะยิ่งหิว เจรจาไม่รู้เรื่องด้วยนะ" ว่าแล้วเขาก็ยัดตะกร้าผักเขียวใส่มือเอเดรียนที่เริ่มหัวเราะ "อย่าหัวเราะแบบนั้นได้ไหม ข้าไม่ชอบ"

"อืม...ถึงขั้นออกคำสั่งให้ข้าเปลี่ยนเสียงหัวเราะเชียวรึ"

ร่างโปร่งมุ่นคิ้วกับประโยคล้อเลียน "เจ้าทำเหมือนข้าเป็นเด็ก"

"ถ้าไม่คิดว่าตัวเองเป็นเด็ก เจ้าก็ไม่เด็กหรอก" แม่ทัพหนุ่มพยายามจะปลอบ "ข้าไม่ชวนเด็กมาร่วมคณะด้วยหรอกน่า" เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพยายามปากหวาน เซนทอร์ก็ไหวไหล่เป็นเชิงให้อภัย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ยอมพูดกับเอเดรียนอยู่ดี

"นี่ เจ้าเด็กผอม... ข้าว่าเจ้าจะเหมือนเด็กก็เพราะคุณพ่อยอมขอโทษแล้วยังหน้างอนี่ล่ะ"

คนถูกเรียกอ้าปากค้างและหันไปแย้งคนข้างตัวทันที "ข้าไม่ได้หน้างอสักหน่อย!"

ขุนนางคนอื่นที่ร่วมทางมาด้วยไม่มีปฏิกิริยาอะไรเมื่อกลุ่มผู้ติดตามของแม่ทัพเอเดรียนดูจะหยอกล้อเล่นกันเป็นครั้งที่สองในโต๊ะอาหาร บรรยากาศยามเช้าของแอสทารอธนี้เงียบสงบ และผ่อนคลายกว่าที่อาเดรียมาก ทั้งเสียงนกที่เริ่มออกหากิน เสียงลมไหวหวิวเมื่อเสียดสีกับต้นไม้ จะมีแต่เสียงฝีเท้าของเจ้าบ้านเท่านั้นที่ดังกวนใจ

เพราะเซนทอร์ตนหนึ่งมีสี่เท้า และเป็นสี่เท้าที่ก้าวไม่พร้อมกันเสียด้วย

ในระหว่างที่พวกเขากำลังถกเถียงกันนั่นเอง เสียงกีบเท้าหนักๆก็ดังขึ้นมา ซึ่งเลสธีราห์จำจังหวะการเดินแบบนั้นได้ดี เซนทอร์หนุ่มจึงก้มหน้าลงและเงี่ยหูรอฟังการมาถึงของอีกฝ่าย และน้ำเสียงดุดันหนักแน่นอันเป็นเอกลักษณ์ "ท่านราชเลขาส่งข้ามาต้อนรับเจ้าในวันนี้" เมื่อฝ่ายนั้นมาถึง คณะทูตก็รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับในทันทีด้วยเกรงว่าจะเสียมารยาท แต่ด้วยส่วนสูงของมนุษย์แล้วก็ไม่อาจทำให้เซนทอร์ผู้มาเยือนรู้สึกว่ากำลังพูดคุยอยู่ในระดับเดียวกันสักเท่าไหร่

อย่าว่าแต่เพียงพวกมนุษย์ แต่ในแอสทารอธนี้ ซาฮาลอาจเป็นเซนทอร์ที่สูง และสง่าที่สุด

"ใครเป็นคนเสนอตัวจะร่วมงานกับข้า"

เลสธีราห์ชำเลืองมองต้นเสียง และพบว่าสายตาของซาฮาลมองมาที่แผ่นหลังของเขาอย่างเจาะจง "การพูดคุยกับคณะทูตที่ไม่เปิดปากย่อมไม่มีความหมาย สู้คุยกับคนที่รู้เรื่องดีที่สุดเพียงคนเดียวจะดีกว่า" สำเนียงการพูดของอีกฝ่ายเข้มงวดและเด็ดเดี่ยวจนคณะทูตจากมหาคฤหาสน์เองยังไม่กล้าอาสา ดังนั้นจึงเป็นแม่ทัพเอเดรียนที่ยืดอกเจรจาตอบโต้

"ข้าเอง..." เอเดรียนสูงแค่อกของซาฮาล แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาสูญเสียความสุขุมไป

"เช่นนั้นเราต้องหารือกัน" ซาฮาลหมุนตัวเดินนำออกไปจากโต๊ะอาหารพร้อมกับแนะนำตัวโดยไม่หันกลับมามอง "ข้าคือ ซาฮาล... ผู้บัญชาการกองเรือแห่งแอสทารอธ" เอเดรียนได้รับสัญญาณจากอีกฝ่ายให้เขาตามไป ชายหนุ่มจับดาบที่เอวเพื่อความมั่นใจครั้งหนึ่งแล้วจึงเลี่ยงออกไปจากโต๊ะอาหาร

"ข้าจะไปด้วย!"

ด้วยความที่อยากรู้ว่าซาฮาลจะพูดอะไร และอยากรู้ว่าเอเดรียนจะตอบโต้อย่างไร เลสธีราห์จึงเสนอตัวขึ้นมาพร้อมกับคว้าธนูข้างกายก้าวออกไปกับเอเดรียนด้วย "นี่เป็นการหารือระดับสูง" น่าแปลกที่เซนทอร์ร่างสูงจะยอมเหลือบสายตากลับมามองตามเสียงของเลสธีราห์ และต่อให้เขาวางท่าดุดันแค่ไหน ผู้บัญชาการเซเลสต์ก็ลอบถลึงตากลับไม่ยอมแพ้เช่นกัน

"เลสธีราห์..." เอเดรียนกระซิบปราม

แต่ร่างโปร่งข้างกายก็แยกเขี้ยวใส่เซนทอร์อย่างไม่กลัวเกรงอยู่ดี "ข้ามีหน้าที่ต้องดูแลผู้นำของข้า"

ซาฮาลพ่นลมหายใจไม่สบอารมณ์ครั้งหนึ่งแล้วจึงเดินนำไปโดยไม่สนใจจะพูดซ้ำ เซนทอร์หนุ่มเดินนำทั้งคู่ออกมาด้านนอกพระราชวังโดยไม่กล่าวอะไร และมุ่งตรงออกไปทางตะวันออกซึ่งเป็นถนนทางยาวที่มุ่งสู่เมืองท่ามารินาแห่งแอสทารอธ "เจ้าไม่ควรวู่วาม จะเสียเรื่องเปล่า" เอเดรียนเอ็ดเบา "การเจรจานี้ไม่ใช่เพียงข้าที่ต้องรับผิดชอบ และทุกคนในคณะล้วนต้องรับผิดชอบร่วมกัน"

"เซนทอร์เคารพในคำว่าหน้าที่... ดังนั้นถ้าข้าพูดว่ามันเป็นหน้าที่ มันก็เป็นหน้าที่ของข้า"

เมื่อร่างโปร่งเสียงแข็งอย่างที่ไม่เคยเป็น เอเดรียนก็เป็นฝ่ายเงียบเสียเอง นี่ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่เขาจะสั่งสอนลูกน้อง แต่แม่ทัพใหญ่ก็เริ่มคิดว่าวันนี้เขาคงมีเรื่องต้องพูดกับเลสธีราห์อีกมากเลยทีเดียว เพราะในยามเช้านี้ เจ้าตัวก็เกือบจะทำเสียเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ

 


     

ซาฮาลก้าวเดินในจังหวะเชื่องช้าสม่ำเสมอ แม้จะเดินมาในเส้นทางทิศตะวันออก แต่ชายหนุ่มกลับไม่มีความคิดจะให้อาคันตุกะจากต่างแดนเข้าไปในเมืองท่า ซาฮาลไม่ได้ตั้งใจจะพาเอเดรียนมาดูเรือรบ เพียงแค่เดินนำพวกเขาออกมาห่างจากพระราชวังอัสเธียร์เท่านั้น "ราชเลขาให้ข้ามีส่วนในการตัดสินใจเรื่องนี้"

"ในฐานะของผู้บัญชาการ และในฐานะของเซนทอร์"

จริงอยู่ว่าฝ่ายนั้นเป็นแค่ผู้บัญชาการกองเรือพาณิชย์ ซึ่งนั่นก็แปลว่าซาฮาลแทบจะไม่เคยต่อสู้ด้วยเรือรบเลยสักครั้ง ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถใช้คำว่าแม่ทัพกับตำแหน่งตนได้ เพราะเขาเป็นเพียงแค่ผู้ดูแลความเรียบร้อยของเรือขนส่งขนส่ง ต่างจากเลสธีราห์ที่มีหน้าที่ป้องกันอาณาเขตทางทะเลที่ถูกรุกรานอยู่บ่อยๆ ดังนั้นคนที่เหมาะสมกับคำว่า 'แม่ทัพเรือ' น่าจะเป็นเลสธีราห์เสียมากกว่า

แต่เลสธีราห์ก็พอจะเข้าใจแม่ของตนที่ดันซาฮาลออกมารับหน้าแทนในวันนี้...

เพราะถ้าตัวตนของผู้บัญชาการกองเรือเซเลสต์ยังเป็นปริศนาจะสร้างความสงสัยขึ้นมาได้ง่ายๆ ดังนั้นซาฮาลซึ่งเป็นคนที่มีตำแหน่งเกือบจะเท่าเทียมกับเขาจึงต้องรับบทบาทนี้ไปก่อน แต่สิ่งที่เลสธีราห์กังวลจนต้องตามทั้งคู่ออกมาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องตัวตนของเขาที่แอสทารอธพยายามจะปกปิดเอาไว้ แต่เป็นเรื่องการเจรจาที่เขาอยากจะรู้ผลเหลือเกินว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

หากเขาจะต้องไปรบร่วมกับเอเดรียนจริงๆในฐานะของแม่ทัพเรือ เขาควรจะทำอะไรต่อไป...

เพราะเขาเพิ่งจะพยายามสร้างความเชื่อใจให้ฝ่ายนั้นในฐานะของพรานชาวบ้านธรรมดาๆ

"เจ้าคิดว่ากองเรือเซเลสต์ยิ่งใหญ่อย่างนั้นรึ"

เสียงต่ำๆของซาฮาลลอยมาเข้าหู เจ้าตัวเดินมาตามถนนที่เงียบสงบที่ทอดยาวขึ้นไปบนเนินเขา และก้าวไปยืนบนจุดสูงสุดของเมืองหลวงเลาน์เรน เพื่อมองเมืองท่ามารินาซึ่งอยู่ไกลออกไป และเฝ้ามองสีหน้าประหลาดใจของเอเดรียนในยามที่เขาได้ทอดมองเมืองอันเจริญรุ่งเรืองและวุ่นวายของแอสทารอธเป็นครั้งแรก

อ่าวมารินาไม่โค้งเป็นวงกลมเหมือนอ่าวอาเดรีย แต่ตรงกันข้าม น้ำทะเลจากทะเลเดียวกันกัดเซาะแผ่นดินเข้ามาอย่างไร้รูปแบบจนเกิดแหลมมากมาย แบ่งท่าเรือออกเป็นหลายแห่ง เรือพาณิชย์ขนาดเล็กหลายลำจอดเทียบท่าอยู่ไกลๆ โดยมีเซนทอร์ผู้ดูแลตรวจสภาพความเรียบร้อยอยู่ใกล้ๆ "เคยเห็นมันสักกี่ครั้งเชียว มนุษย์..." นี่เป็นการเปิดสนทนาตามนิสัยของซาฮาล แต่เลสธีราห์ก็อดติติงในใจไม่ได้ว่านั่นเป็นลักษณะการพูดที่ไม่ได้ชวนฟังเลยสักนิด

"ข้าไม่สันทัดการสู้รบทางทะเล" เอเดรียนยืดอกยอมรับ "อีกทั้งอาเดรียก็ไม่มีกองทัพเรือ"

"อย่างนั้นเจ้าก็จะฝากความหวังเอาไว้กับความยิ่งใหญ่ที่มาจากลมปากของชาวประมงหรือยังไง"

"แล้วข้าจะต้องเคยประมือกับกองเรือเซเลสต์อย่างนั้นหรือ ถึงจะสามารถขอความช่วยเหลือได้"  เลสธีราห์คิดว่าซาฮาลจงใจยั่วโมโหเอเดรียนเพื่อหาเรื่องปฏิเสธความช่วยเหลือ และดูเหมือนว่าแม่ทัพอาเดรียก็ใช่ว่าจะเป็นทูตที่สุภาพนัก "ข้ามิได้ฝากความหวังเอาไว้กับลมปากของชาวประมง แต่ในสถานการณ์นี้ คงมีแต่แอสทารอธเท่านั้นที่อาเดรียจะหันไปพึ่งพาได้ ข้ากล่าวไม่ถูกหรืออย่างไรที่จุดเด่นของเผ่าเซนทอร์คือกองเรือรบที่น่าเกรงขามที่สุดในแผ่นดินใหญ่"

นับว่าเอเดรียนผู้นี้มีวาทศิลป์อยู่บ้าง แต่สำหรับซาฮาลผู้ไม่เคยโอนอ่อนแล้วมันไม่ได้ผลเท่าไหร่

"คำเยินยอเหล่านั้นไม่สามารถแลกชีวิตของทหารเรือได้หรอกนะ ท่านแม่ทัพ"

เอเดรียนยักมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างใจเย็น "ข้าก็ได้เสนอเรื่องของเรือจักรไอน้ำไปแล้ว เซนทอร์ไม่สนใจสิ่งนั้นจริงๆหรือ" ร่างสูงก้าวไปยืนข้างเซนทอร์ร่างสูง แม้จะเว้นระยะห่างสักหนึ่งช่วงตัวก็ตาม "ทั้งเรือพาณิชย์ที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่ง ทั้งเรือรบที่ต้องการความแข็งแกร่งในการต่อสู้ มีเหตุผลใดที่แอสทารอธจะปฏิเสธกัน"

ซาฮาลพิจารณาคนพูดด้วยการเหลือบมองทางหางตา

...เอเดรียนผู้นี้อาจมีความสามารถในการเจรจาบ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะเก่งกาจ

"ข้าไม่ได้ปฏิเสธเรือไอน้ำ... แต่ข้าปฏิเสธในความไม่แน่นอน" เซนทอร์หนุ่มยกแขนขึ้นกอดอก "จักต้องได้รับชัยชนะเท่านั้นจึงจะบรรลุสัญญา และถ้าหากไม่ชนะขึ้นมาเล่า เซนทอร์ก็จะไม่ได้สิ่งใดเลยอย่างนั้นรึ" นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อยขณะพูด "เหตุใดเผ่าของเราจะต้องกระโดดเข้าไปร่วมสงครามทั้งที่ไม่มีความแน่นอนในผลตอบแทนเล่า"

"ทุกอย่างย่อมมีการเสี่ยงไม่ใช่รึ" เลสธีราห์เอ่ยขึ้นอย่างอดทนต่อไปไม่ได้ "ที่พูดมานั่น อย่างกับทำนายว่า... กองเรือเซเลสต์จะไม่ชนะ เจ้าเป็นแม่ทัพประเภทใดจึงได้ดูแคลนกำลังพลของตนเองแบบนี้" เมื่อแม่ทัพตัวจริงออกมา ซาฮาลก็หันกลับไปมองและเบิกตาใส่คนพูดเป็นการปรามครั้งหนึ่ง แต่ร่างโปร่งกลับยิ่งก้าวเข้ามาหาอย่างไม่กลัวเกรง

"จะไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย แต่ก็อยากได้ผลประโยชน์... นี่เป็นวิธีการคิดของเซนทอร์หรืออย่างไร"

"เลสธีราห์!"

เอเดรียนตรงเข้ามาปราม แต่คนใต้บัญชากลับไม่ฟังเสียง "กองเรือเซเลสต์รับได้การขนานนามว่าเป็นจ้าวมหาสมุทรแห่งตะวันตก มีเรือรบอยู่ในสังกัดหลายร้อยลำ แต่สิ่งที่ข้าได้ยินจากแม่ทัพกองเรือที่ยิ่งใหญ่นั้นกลับเป็นความไม่มั่นใจว่าตัวเองจะได้ชัยชนะรึ"

ซาฮาลมุ่นคิ้วกดลงต่ำจนน่ากลัวและก้าวเท้ามาหาคนที่ตัวเล็กกว่าอย่างเอาเรื่อง

"แล้วเจ้าจะส่งคนของตัวเองไปตายเพื่อความหวังล้มๆแล้งๆจากมนุษย์ที่แม้แต่จะหาความมั่นคงให้ตัวเองก็ทำไม่ได้อย่างนั้นรึ" สำหรับซาฮาลแล้ว อาเดรียเป็นเมืองที่ไม่มีจุดยืนและไม่มีความมั่นคง มันเป็นเมืองท่าที่เต็มไปด้วยพ่อค้าเห็นแก่ตน หากใครให้ประโยชน์มากกว่าก็จะเข้าข้างฝ่ายนั้น และในครั้งนี้ก็เช่นกัน หากแอสทารอธยื่นมือเข้าช่วย พวกพ่อค้าก็จะแสวงหากำไรและตักตวงผลประโยชน์จากพวกเขาให้ได้มากที่สุด หากเซเลสต์ชนะศึกก็คงเป็นผลดี แต่หากพ่ายแพ้ขึ้นมาก็คงไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยอ้างว่าตนเป็นเพียงเมืองเล็กๆที่ไม่สามารถทำอะไรได้

เลสธีราห์เพียงแค่ไม่พอใจที่เขาดูแคลนกองทัพของตนเท่านั้น

...บุตรชายของท่านหญิงลีอาห์ไม่ได้คิดระวังนิสัยใจคอของมนุษย์เลยสักนิด

"เช่นนั้นแล้วแอสทารอธจะเปิดโอกาสเพื่ออะไร" ร่างโปร่งเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนาไม่ยอมแพ้ "จะให้โอกาสทูตจากเมืองอื่นเข้ามาเพื่ออะไร หากพวกเจ้าไม่พร้อมที่จะเจรจาอะไรทั้งนั้นแบบนี้!" มือใหญ่วางกดลงบนบ่าของเลสธีราห์หลังจากเขาพูดจบ เอเดรียนดันร่างโปร่งออกไปให้พ้นทางและหันมองด้วยสีหน้าดุดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

"เจ้ามีหน้าที่แค่มากับข้า... ไม่ใช่การเจรจา" นัยน์ตาสีเข้มเขม้นมองคนที่ตั้งท่าจะเถียง "เงียบซะ"

ร่างโปร่งพ่นลมหายใจไม่สบอารมณ์ แต่ก็ยอมถอยไปแต่โดยดี แม่ทัพแห่งอาเดรียพยายามจะยิ้มให้เซนทอร์ร่างสูงอีกครั้ง แต่หลังจากถูกตอกจนหน้าชาไม่แพ้กัน ซาฮาลก็ไม่นึกอยากพูดคุยอะไรอีก "หน้าที่ของเจ้าในวันนี้คงจบแค่นี้ก่อน" เซนทอร์หนุ่มถอยเท้า "ถ้าราชเลขายังให้ที่พักต่อ พรุ่งนี้พวกเจ้าอาจจะหาคนที่ปากดีกว่านี้มาเจรจากับข้าได้กระมัง"

แล้วคนพูดก็กระแทกเท้าเดินผ่านเลสธีราห์ไปด้วยความหงุดหงิด

ความเงียบเกิดขึ้นเนิ่นนานหลังจากนั้น

เอเดรียนไม่พูดอะไรเลยสักพักใหญ่ อีกทั้งยังกำหมัดทั้งสองมือราวกับกำลังควบคุมอารมณ์และครุ่นคิดหาทางออกที่เหมาะสม เขาเดาความคิดของแม่ทัพเซนทอร์ไม่ออกว่าเหตุใดจึงเปิดประเด็นสนทนาแบบนั้น ฝ่ายนั้นตั้งใจจะหารือเรื่องใดกับเขากันแน่ และแอสทารอธจะยอมร่วมมือกับอาเดรียหรือไม่

...คำถามเหล่านี้คงมีคำตอบหากเลสธีราห์ไม่ขัดจังหวะเสียก่อน

เอเดรียนยอมรับว่าอีกฝ่ายมีนิสัยปากไวมากจนเขาเองก็ห้ามปรามไม่ทัน และด้วยความปากไวนั้นเองที่ทำให้การเจรจาในวันนี้ให้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีเอาเลยเสีย ร่างสูงเหลือบมองคู่สนทนาซึ่งยังแสดงสีหน้าไม่พอใจที่ถูกเขาขัดคอโดยไม่มีความรู้สึกผิดใดๆสักนิด "เซนทอร์แก้ปัญหากันแบบนี้หรือไง"

"จากนี้ไปไม่ต้องพูดอะไรอีก เข้าใจไหม"

เลสธีราห์มุ่นคิ้วมองเอเดรียนก่อนอ้าปากประท้วง "เป็นความผิดของข้ารึไง..."

...เพี๊ยะ!!

หลังมือของคู่สนทนาเหวี่ยงฟาดใส่ซีกหน้าข้างหนึ่งของเขาหลังจบจากประโยคนั้น "อ่ะ..!" ความรู้สึกแล่นจนหูอื้อทำให้ชายหนุ่มไม่กล้าหันไปสบตาแม่ทัพอาเดรีย เลสธีราห์ยกมือขึ้นแตะมุมปากของตนและมองหยดเลือดติดปลายนิ้วอย่างไม่เข้าใจ

"เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะเขาในวันนี้... ถ้ามันทำให้เราต้องเดือดร้อนในวันพรุ่งนี้ เข้าใจไหม"

"..."

เลสธีราห์มองคู่สนทนาด้วยความตกตะลึง ด้วยความที่คิดไม่ถึงว่าจะถูกลงโทษด้วยวิธีแบบนี้ แน่นอนว่าเขาไม่เคยถูกใครเหวี่ยงหลังมือฟาดเช่นนี้มาก่อน ถึงแม้พวกเซนทอร์จะได้ชื่อว่าเป็นเผ่าที่ชอบใช้กำลังมากกว่าเผ่าอื่น แต่พวกเขาก็มักจะเอาชนะกันด้วยเกียรติมากกว่า และการต่อสู้อย่างสมเกียรติก็นับเป็นวิถีของอัศวินโดยแท้

"การเจรจานี้ไม่ได้มีผลแค่ตัวข้า หรือว่าเจ้า... แต่มันหมายถึงทั้งอาณาจักรอาเดรีย"

"แล้วสิ่งที่ข้าพูดมันไม่จริงหรืออย่างไร เจ้ายังยืนยันจะขอความเหลือจากแม่ทัพที่ไม่มั่นใจในกำลังพลของตนอย่างนั้นรึ... เจ้ายังยืนยันจะขอความช่วยเหลือจากข้า เพราะเจ้าคิดว่าข้าช่วยเจ้าได้ไม่ใช่รึไง" ไม่รู้ว่าบทสนทนาดำเนินมาถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร เอเดรียนถอนใจด้วยความหนักอกและลดมือลงอย่างไม่อยากต่อกร

"ข้ากับเจ้ามันคือความเชื่อมั่น แต่การเจรจาระหว่างอาณาจักรมันไม่มีความเชื่อมั่นหรอก"

"ทำไมจะเชื่อมั่นไม่ได้เล่า..."

"มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ เลสธีราห์" เอเดรียนตอบใจเย็น เขาเดินเข้าไปจับบ่าลูกน้องของตนที่เริ่มส่งเสียงดังจนเกินควร "เราควรกลับไปคุยในที่พัก ...พอเถอะ ขอบใจที่พยายามจะช่วยข้า" แม้อีกฝ่ายจะมีฝีมือการยิงธนูที่เหนือชั้น แต่นิสัยที่ยังคงความเป็นเด็กอยู่มากของเลสธีราห์ทำให้เอเดรียนรู้สึกเวียนหัว

แต่นั่นก็คือความพยายามของอีกฝ่ายที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่แล้ว

"พวกเซนทอร์ก็เรียกร้องประโยชน์จากเจ้าชัดเจนอยู่แล้ว เหตุใดจะต้องเล่นแง่กันอีก"

แม่ทัพใหญ่โอบไหล่คู่สนทนาและพาเดินกลับที่พักพร้อมกับให้คำตอบ "เพราะต่อให้มีสัญญา ก็ไม่อาจเชื่อใจกันได้อยู่ดี"

 


     

หลังจากถูกเลสธีราห์ยอกย้อนเสียยกใหญ่ ซาฮาลก็กระฟัดกระเฟียดกลับมายังที่พักของตนซึ่งอยู่ที่ท่าเรือมารินา "เลสธีราห์ช่างทำเสียเรื่องนัก!" ร่างสูงจงใจพูดให้ท่านหญิงลีอาห์ที่ยืนอยู่ใกล้ประตูทางเข้าของท่าเรือได้ยิน ราชเลขาหันกลับมามองคนอารมณ์เสียครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้ากลับไปมองเรือพาณิชย์สองลำที่กำลังจะเข้าเทียบท่า เซนทอร์ในร่างมนุษย์สองคนกระโดดลงมาจากเรือและแปลงกายกลับร่างเดิมแล้วจึงดึงเชือกยื้อเรือเอาไว้กับท่า

"ท่านหญิงรู้อยู่แล้วรึไง"

กิริยาที่ดูจะนิ่งเกินไปของราชเลขาทำให้ซาฮาลคิดอย่างนั้น และแทนที่เขาจะกลับห้องพักอย่างที่ตั้งใจไว้ ผู้บัญชาการกราเทียร์ก็เดินเข้ามาสนทนากับเซนทอร์หญิงแทน "ข้ารู้..." ลีอาห์ยอมรับ "มีหรือข้าจะไม่รู้ว่าเลสธีราห์จะทำเสียเรื่องถ้าเจอเจ้า"

"เช่นนั้นแล้ว เซนทอร์เราจะเปิดโอกาสให้เขามาเจรจาทำไม ในเมื่อไม่ตั้งใจจะยื่นมือเข้าช่วย"

ซาฮาลย้อนด้วยคำถามเดิมของเลสธีราห์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ท่านหญิงลีอาห์สะทกสะท้านสักเท่าไหร่ "ข้าส่งเจ้าไปพบหน้าเอเดรียนอย่างที่เจ้าอยากพบแล้วนี่" หญิงสาวว่า "เจ้ารู้ทันมนุษย์ยิ่งกว่าเลสธีราห์ และเจ้าก็รู้ว่าพวกอาเดรียไม่มีศาสตร์การสร้างเรือจักรไอน้ำอย่างที่พยายามจะแอบอ้าง ที่จงใจยื่นข้อเสนอนั้นมาก็เพื่อดึงความสนใจเท่านั้น เจ้าเองก็รู้... เซนทอร์เราจึงไม่อยากยื่นมือเข้าช่วยเหลือไม่ใช่หรือไร"

"แล้วทำไมท่านหญิงจึงไม่ปฏิเสธไปเสียแต่เนิ่นเล่า"

"ข้าอยากจะรู้ว่าเลสธีราห์จะสามารถหาผลประโยชน์ประการอื่นให้เราได้หรือไม่ อาเดรียคงไม่ได้มีดีแค่นั้นหรอกไม่ใช่หรือ เพียงแค่เขาไม่ยอมเปิดเผยให้เรารู้เท่านั้น" อาเดรียคงไม่ได้มีดีแค่เป็นเมืองท่าหรือทางผ่าน พวกเขาอาจจะครอบครองอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ยอมบอกใครเนื่องจาความหวาดกลัวจะถูกช่วงชิงไป และนั่นเป็นหน้าที่ของเลสธีราห์ที่จะต้องหาว่าความลับที่ว่านั้นคืออะไร

"เขาเป็นบุตรชายของท่าน เหตุใดจึงต้องใช้วิธีแบบนี้"

"เอเดรียนผู้นั้นเป็นแม่ทัพใหญ่ของอาเดรียที่หลบซ่อนตัวและคอยประคับประคองกองกำลังต้องห้ามของอาเดรียมาโดยตลอด และก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เขาเรียกเลสธีราห์เข้าไปพักในคฤหาสน์ด้วย ทำทีราวกับจะชักจูงให้มาเป็นคนสนิท แต่แม้จริงแล้วก็คือการคอยสอดส่องดูพฤติกรรมของเลสธีราห์ และป้องกันไม่ให้เขาเดินทางกลับแอสทารอธ"

ท่านหญิงลีอาห์หรี่ตาลงเล็กน้อย "นี่เป็นหนทางที่แนบเนียนที่สุดที่จะพูดคุยกับเลสธีราห์"

"แต่ในเมื่อเขาทำเสียเรื่องแบบนี้ไม่คิดว่าแม่ทัพจะไล่เขาออกจากคณะรึ"

ลีอาห์กลับตาลงครุ่นคิดสักพักก่อนให้คำตอบ "คนที่จะตัดสินว่าเสียเรื่องหรือไม่... คือข้าไม่ใช่หรืออย่างไร" มุมปากบางของคนพูดเหยียดยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มีเลศนัยอย่างที่สุด "อย่างน้อยนี่ก็เป็นการยืดเวลาตัดสินใจของเราออกไปได้มากแล้ว อาเดรียเพิ่งปิดท่ามาได้เจ็ดวัน เรายังอ่านความเคลื่อนไหวของเมืองอื่นไม่ได้หรอก แอสทารอธจะตัดสินใจได้ก็ต่อเมื่อเห็นท่าทีของไอย์ชวลกับธีสธรัลนั่นแหละ"

นอกจากจะต้องมองผลประโยชน์ของอาณาจักรแล้ว เหนือหัวดาเรียสก็กำชับมานักหนาว่าควรมองการตอบโต้ของอาณาจักรอื่นด้วย เพราะต่อให้ไม่มีใครคิดจะยุ่งกับพวกเซนทอร์ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ากำลังพลของเซนทอร์จะเอาสามารถเอาชนะข้าศึกจากเมืองอื่นได้ หากเขาต้องรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเมืองใดสักเมือง เมืองนั้นควรจะเป็นเมืองใด

แอสทารอธเรียกตัวเองว่าเผ่านักรบโดยกำเนิด แต่ก็ยังมีฟาวสต์ที่เรียกตัวเองจักรวรรดิแห่งขุนศึก

และฟาวสต์กับแอสทารอธก็ไม่เคยประมือกันสักครั้ง

"ท่านหญิงส่งข้าไปให้แม่ทัพเอเดรียนจดจำใบหน้า... เพื่อไม่ให้ข้าเข้าไปยุ่งกับภารกิจของเลสธีราห์ในคราบมนุษย์ใช่หรือไม่" ในเมื่อลีอาห์ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าควรจะตอบโต้อะไร อีกทั้งยังมีแนวทางในการแก้ปัญหาอีกด้วย เหตุใดนางจึงหันมาไหว้วานให้เขาไป 'สนทนากับผู้นำคณะทูต' อีกครั้งกันเล่า หากไม่ใช่ด้วยเหตุผลนี้ "ท่านเองก็หาเหตุผลมาห้ามข้าไม่ได้เหมือนกัน"

"อืม... คงเป็นเช่นนั้น" คนเป็นแม่ยกมุมปากขึ้นยิ้ม "เจ้าไปเถอะ ซาฮาล ข้าจะรับมือต่อเอง"

"แล้วท่านหญิงจะตอบโต้อย่างไร"

ลีอาห์ที่ตั้งใจจะเลี่ยงออกมาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบคำถาม "ถ้าเขาหาศาสตร์เรือจักรไอน้ำหรือสิ่งที่มีมูลค่าเพียงมายื่นให้เราได้เห็นเมื่อไหร่ เหนือหัวก็พร้อมจะส่งกองเรือเซเลสต์ออกศึก"



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #306 มินมิน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 15:12
    ช่วงแรกๆ อาเดรียนคิดว่าเจอกับเรสธีรามาประมาณ 3-4 เดือนแล้ว

    ช่วงนี้เรสธีราคุยกับแม่ว่าเจออาเดรียนมาเดือนนึงแลว ตกลงกี่เดือนแล้วกันแน่หว่า
    #306
    0
  2. #259 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 18:35
    ชอบย้อนอดีตตอนต้นจริงๆนะ  เราว่านี่แหละที่ทำให้มันละมุนขึ้น  เพราะช่วงปัจจุบันมันหวานกันไม่ค่อยจะได้  แถมย้อนให้ดูก็เป็นการปูความสัมพันธ์ให้ทั้งคู่ด้วย  ไม่ใช่อยู่ๆ  เอ๊ะ  แกปิ๊งกันได้ไง 55555555
     
    เนี่ย ... เลสเริ่มแอบใจอ่อนแล้วแหนะ  จริงๆ ถ้าบอกท่านหญิงลีอาห์เลยเรื่องเรือจักรไอน้ำ แอสทารอธคงได้ข้อสรุปเร็วขึ้น แต่นี่ยังไม่ยอมบอก  เพราะเห็นแก่เอเดรียน  55555
     
    ฮร๊าาาาา  อะไรคือการว่าเลส’ซุกซน’ งื้อออออ เหมือนว่าเด็ก //ตะกุยจอ
    อะไรคือการแบ่งของตัวเองให้กิน อะไรคือบอกเห็นเค้ามีความสุขแล้วตัวเองรู้สึกดี โหหหหห นี่ทำคะแนน(กะนักอ่าน)ใช่มั้ยยย  มาทำเป็นทำตัวดีนะ เริ่มด่าไม่ลง 5555555555
    อย่าไปอิจฉาชีวิตนางเล้ยยยย  นางก็มีอะไรในใจเยอะ(แค่แอบชิลไปบ้าง)  จริงๆถ้าเกิดมาเป็นแค่พรานป่าจริงๆชีวิตอาจจะมีความสุขกว่า ...
     
    เฮ่ย  ผัก  แฮม  ไข่  หนมปัง  นี่มันองค์ประกอบหลักอาหารเช้าฝรั่งเลยนะะะะ  อร่อยนะเฮ้ยยยยย อย่าบ่นงุ้งงิ้งงง กินปัยยยยยย กร๊ากกกกกกกก
    เอาตรงๆ ให้นึกภาพเลสนั่งเคี้ยวหญ้าเราก็ขำอ่ะ 5555555555555
    คุณครับคุณ //สะกิดเอเดรียน//  อย่าจีบกันกลางโต๊ะอาหาร  มันเสียมารยาท(ต่อคนอื่นที่นั่งหัวโด่อยู่นั่น)
     
    อ่า  เข้าใจว่าเลสไม่พอใจที่กองเรือตัวเองเหมือนโดนดูถูก แต่ใจเย็นนะลูก //ลูบๆ//   เรื่องนี้ซาฮาลถูกนะ  นอกจากผลประโยชน์ที่จะได้แล้ว  ก็ต้องคำนึงถึงความสูญเสียที่จะเกิดอีกด้วย  เลสอาจจะมั่นใจในความสามารถของกองเรือตัวเอง  แต่โดยทั่วไปแล้วมันก็ต้องคิดเผื่อผลลัพธ์ทั้งสองทางแหละนะ  ชนะก็เรื่องนึง  อยู่ที่ตกลงกันว่าจะได้อะไรบ้าง  แต่ถ้าแพ้นอกจากจะสูญเสียกำลังพล  ต้องแบกรับความเสียหาย  ซ่อมแซมเรือ  แล้วยังไม่ได้อะไรตอบแทนอีกด้วย
    อุก ... เจ็บแทนเลส  แต่หนูผิดจริงๆนะลูก ... เอเดรียนถือว่าทำดีนะที่ไม่ลงโทษต่อหน้าซาฮาลเลย  ลูกน้องจะเสียหน้ามากอย่างงั้น  แต่ ...  นี่แกรแรงไปหน่อยมั้ย  ต้องใส่แรงขนาดไหนถึงทำให้เลือดออกได้เพียงเพราะโดนสะบัดมือฟาดใส่ ฮรือออออ  //สรุปจะชมหรือด่ามัน ... ด่ามัน  ลืมอิข้างต้นที่บอกด่ามันไม่ลงไปได้เลย 55555
     
    ซาฮาล  อาการบ่นคนเดียวดังๆให้ท่านราชเลขาได้ยินนี่มันอะไร ขำ 5555555555555
     
    #259
    0
  3. #242 Hajimari No Uta (@hajimarinouta) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2559 / 17:04
    นี่ขนาดปลอมตัวอยู่เลสธีราห์ก็เถียงซาฮาลไม่ยั้งเลยนะคะ 55555555555 แต่ก็นะ กองเรือของตัวเองนี่เนอะ
    ท่านหญิงลีอาห์เฉียบคมมากค่ะกับการส่งซาฮาลไปออกหน้า สรุปคือที่เสนอตัวไปช่วยเลสนี่หมดสิทธิ์แล้วนะจ๊ะ (?)
    ทางเอเดรียนก็ถึงขั้นลงไม้ลงมือกับเลสธีราห์เลยทีเดียว ความรักชาตินี่มัน อูววววววว มากๆ เลยค่ะ #อูวอะไร แต่เหมือนตบหัวแล้วลูบหลัง (แบบตรงความหมายโคตรๆ) ชอบกลค่ะ 555555555
    ในตอนนี้รู้สึกชอบบรรยากาศช่วงเช้าๆ ที่อยู่ต้นตอนมากเลยค่ะ ทั้งตอนที่แบ่งผลไม้ให้ตอนเช้าแล้วก็บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเลยค่ะ! <3
    #242
    0
  4. วันที่ 20 กรกฎาคม 2558 / 00:49
    เลสธีราห์ชอบเถียงกับซาฮาลซะจริงๆ
    เลสดูเด็กๆ แต่ก็น่ารัก...
    ชอบท่านหญิงลีอาห์ สมกับบทบาททั้งแม่ทั้งแม่ทัพดี 



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 20 กรกฎาคม 2558 / 01:22
    #226
    0
  5. #225 ฟาระ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 19:43
    เคยอ่านตอนก่อนรีไรท์ บอกเลยว่ารีไรท์แล้ว น่าอ่านน่าติดตามกว่าเดิมเยอะเลย

    ฉบับรีไรท์ทำให้เอเดรียนดูฉลาด ดู"มีอะไร" มากกว่าเป็นแม่ทัพที่รักบ้านเมืองตัวเอง และออกจะดูทึ่มกว่านี้

    ตัวละครอื่น ๆ ที่ออกมา มีการบอกเล่าที่เข้าใจง่ายกว่าเดิมว่าใครเป็นอะไร มาจากไหน

    สนุกมากค่ะ รอติดตามตอนต่อ ๆ ไปนะคะ สู้ ๆ ค่ะไรท์เตอร์
    #225
    0
  6. #112 Palantir (@palantir_tir) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 กันยายน 2557 / 12:34
    เฮ้อ เลสปากไว ไม่ดีเลยเน้อะ ให้ตายๆ5555
    #112
    0
  7. วันที่ 2 สิงหาคม 2557 / 23:51
    ฮา อยากบอกเอเดรียนมากว่ารีดาร์กับเลสไม่ปะทะกันหรอก ก็เลสเป็นหัวหน้านี่นา 555555555555555 แล้วก็นะเกิดเรื่องแล้วไง เจ้าของเรือไอน้ำจะเสนอให้ โอัยยยยยยย วุ่นดีแท้ ปล.โน๊ตฮาอีกแล้วนะไรท์ คิดได้ไง ตึกตักรักนะจอมโจรขโมยเรือ 55555555555 ป๊าดดดดดดด ลึกล้ำ
    #43
    0
  8. #32 ~8018~forever (@yamamoto18) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2557 / 22:42
    รู้สึกสะใจสุดๆตรง'ผู้ติดตามกับตัวประกอบ'เนี่ยแหละ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    ขำกร๊ากแบบแม่มาเคาะปรพตูห้องถามว่าเป็นไรเลย เหอะๆๆ
    สรุป สัญญาเลือด พลิก!!! นึกว่าจะมีอะไรตรงนี้ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    เราว่าจริงๆแล้วเอเดรียนไม่ได้ทาบทามเลสมาเป็นมือธนูหรอก เหมือน'เพื่อนคุยเล่น'มากกว่า คุยแล้วคลายเครียดดี ฮ่าาาาาาาาาาา
    ลุ้นกันต่อปายยยยยยยย สู้ๆนะครับไรท์เตอร์  >0<
    #32
    0
  9. #31 ตุ๊กตาสายหมอก (@dek-eiei) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2557 / 22:20
    ตะลึงอีกรอบ เอเดรียนเหยียบTeenเลส!! // ทำไมเมะเรื่องนี้ช่างโหดร้ายยยย TT
    รู้สึกชอบรีดาห์อ่ะ มันน่ารักแปลกๆ 55555
    ซาฮาลมีซัมทิงอะไรกะเลสอ๊ะป่าว??
    #31
    0