[OS KOOKMIN] SOMEWHERE ONLY WE KNOW PROJECT 2018

ตอนที่ 31 : PLACE 29 | โรงยิม {15.06.18}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1482
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 96 ครั้ง
    24 ก.ค. 61



PLACE 29 | โรงยิม

–– match point

by : daydream { @_ipchdsl }


ผู้ชายตัวสูงที่สวมเสื้อยูนิฟอร์มหมายเลข 9






ชมรมวอลเลย์บอลโรงเรียนมัธยมเซฮวาเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นหนึ่งในตัวเก็งระดับจังหวัดในการแข่งขันอินเตอร์ไฮในปีนี้ ด้วยกิตติศัพท์ทางด้านความเชี่ยวชาญในการทำเกมรุกอย่างดุดันและบ้าระห่ำ ซึ่งมีสีสันฉูดฉาดและจัดจ้านแตกต่างจากโรงเรียนอื่นในจังหวัดเดียวกัน จึงทำให้เซฮวาโดดเด่นกว่าทีมไหนๆ

 

            แต่ยิ่งอยู่ภายใต้ที่ๆแสงสว่างสาดส่องลงมา ก็ยิ่งถูกความกดดันกลืนกิน เพราะเป็นที่จับตามองและคาดหวังจากผู้คนมากมาย จึงทำให้เซฮวาต้องพัฒนาและแข็งแกร่งอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อจากการถูกถากถางแต่ยิ่งใกล้กับการแข่งขันอินเตอร์ไฮในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนมากเท่าไร จิตใจของเหล่าผู้เล่นก็ยิ่งร้อนรุ่มมากเท่านั้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกอยากจะคว้าชัยชนะในการแข่งขัน แต่ยังตึงเครียดและกดดันในการตั้งความหวังว่าตนจะได้เป็นผู้เล่นตัวจริงในสนามอีกด้วย

 

            “ส่งบอลให้สูงกว่านี้หน่อย!

 

            “เสิร์ฟเยี่ยม!

 

            “คุมบอลด้วย!

 

                “ฟรีบอล! ถอยหลัง!

 

            “ตบลงสนามได้สวย”

 

            “ไม่เป็นไร เอาใหม่ๆ”

 

            เสียงเสียดสีระหว่างพื้นรองเท้ากับโรงยิมดังกึกก้องไปทั่วทั้งสนาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้สมาธิของเหล่าผู้เล่นกระเจิดกระเจิงเลยสักนิด ใบหน้าอาบเหงื่อเงยหน้ามองลูกบอลลายเหลืองพาดน้ำเงินที่ลอยอยู่ในอากาศสู้แสงหลอดไฟจ้า การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในการบุกและป้องกันของทั้งสองฝั่งที่ถูกคั่นด้วยเน็ตนั้นยอดเยี่ยมเสียจนไม่สามารถบอกได้ว่าทีมไหนทำได้ดีกว่า เพราะนี่เป็นแมทช์ซ้อมแข่งที่จะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะถูกเลือกให้เป็นผู้เล่นตัวจริงในการแข่งขันอินเตอร์ไฮ เด็กหนุ่มกว่าสิบชีวิตบนสนามจึงต่อสู้และดิ้นรนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

            “ทุกคน รวมตัว!

 

            สิ้นเสียงนกหวีดที่ดังขึ้นเป็นสัญญาณจบการแข่งขัน โค้ชปรบมือเรียกให้ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อประชุม เสียงหอบหายใจดังประสานบ่งบอกได้ว่าพวกเขาเหล่านั้นเหน็ดเหนื่อยกับการทุ่มทุกอย่างลงไปแค่ไหน ผ้าขนหนูสีขาวสะอาดถูกหยิบยื่นมาให้พร้อมกับขวดน้ำบรรจุเกลือแร่ ผู้จัดการชมรมสาวสวยยิ้มเป็นเชิงให้กำลังใจ

 

                ปาร์คจีมินทรุดตัวลงนั่ง รับผ้าขนหนูจากรุ่นพี่สาวมาเช็ดตามกรอบหน้าที่เหนียวเพราะเม็ดเหงื่อ ปิดเปลือกตาแน่น พยายามควบคุมลมหายใจที่หอบสั่นให้กลับมาเป็นจังหวะปกติ

 

            ทันทีที่ทุกคนมานั่งรวมตัวกันเรียบร้อย ความเงียบก็เข้าปกคลุม หลายคนเริ่มกระสับกระส่ายและมีท่าทีกังวล เมื่อเห็นว่าโค้ชชเวหรือชเวมินโฮ ผู้มีศักดิ์เป็นโค้ชประจำชมรมวอลเลย์บอลเซฮวา กำลังจดบันทึกข้อมูลอะไรบางอย่างลงในแผ่นกระดาษด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

 

            “จากการซ้อมแข่งที่ดูเมื่อกี้ ถือว่าทุกคนทำได้เต็มที่และฉันก็พอใจกับผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างมาก”

 

            จีมินตั้งใจฟัง ก่อนจะเผลอชักสีหน้าเมื่อรู้สึกถึงเข่าแหลมของคนข้างหลังที่ขยับมานั่งใกล้ตัวเขาจนชิดติดแผ่นหลังเล็ก ได้กลิ่นเหงื่อผสมกับกลิ่นหอมอ่อนๆซึ่งเป็นกลิ่นประจำตัวของอีกฝ่ายลอยมาแตะจมูก ไม่ต้องหันไปดูก็พอจะรู้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของเข่าที่ตอนนี้ยังคงแกล้งขยับมาแนบชิดกับเขา

 

            เจ้าเด็กนั่น...

 

            “แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเซฮวาในตอนนี้จะเหลิงและสามารถไปพูดข่มคนอื่นได้ ยังไงเราก็ยังจำเป็นที่จะต้องพัฒนาทีมของเราให้แข็งแกร่งมากกว่านี้อีก การแข่งอินเตอร์ไฮในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านั้นเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่มาก หากแพ้ครั้งเดียวนั่นคือจบเลย ไม่มีการเริ่มใหม่ นี่ไม่ใช่เกมที่เราจะสามารถเซฟและเล่นต่อไปได้ เพราะอย่างนั้นฉันจึงอยากให้ทุกคนตั้งใจและลุยให้เต็มที่”

 

            คิมนัมจุน กัปตันทีมเซฮวาพยักหน้ารับอย่างมุ่งมั่น

 

            “นี่เป็นการซ้อมแข่งแบบทีมครั้งที่สามนับตั้งแต่เด็กปีหนึ่งเข้ามาในชมรม” โค้ชชเวเหลือบไปมองเหล่าเด็กปีหนึ่งที่นั่งอยู่ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่คนที่นั่งอยู่ข้างหลังเขา “ดูเหมือนพวกนายจะสามารถเล่นกับทีมได้อย่างราบรื่นแล้ว ซึ่งนั่นก็ดีมาก”

 

            “ปีสองกับปีสามก็ทำได้ดี โดยเฉพาะปีสาม ฉันขอให้ตั้งใจและมุ่งมั่นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะอินเตอร์ไฮเป็นการแข่งขันสุดท้ายที่พวกนายจะสามารถลงแข่งได้แล้ว จะบอกว่ามันเป็นโอกาสสุดท้ายก็ได้ ดังนั้นดิ้นรนให้มากๆ จงพยายามให้เหมือนกับว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้าย ทำได้ใช่มั้ย”

 

            “ครับ!” เหล่าปีสามตะโกนรับเสียงดังลั่น

 

            “เอาล่ะ ต่อจากนี้ฉันจะประกาศชื่อคนที่ได้เล่นเป็นผู้เล่นตัวจริง...” สายตาคมปลาบเลื่อนไล่มองสมาชิกในชมรม บรรยากาศในโรงยิมพลันอึดอัดขึ้นมาในทันใด

 

            หลายสิบชีวิตที่นั่งลุ้นเผลอกลั้นหายใจ

 

            “ลิเบอโร่ มินยุนกิ”

 

            จีมินหันไปมองสีหน้างงระคนง่วงงุนของคนที่ได้รับเลือก ยุนกิถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าแกนๆ ฉีกยิ้มดีใจที่ดูแล้วฝืนชอบกลออกมา เรียกเสียงหัวเราะครืน

 

            ใครๆก็รู้ว่าลิเบอโร่หน้าง่วงตัวขาวซีดคนนี้เกลียดการขยับร่างกายจนเหน็ดเหนื่อยเสียยิ่งกว่าอะไร ทั้งๆที่ตำแหน่งของตนเองเป็นตัวรับอิสระ มีหน้าที่ในการงัดลูกบอลไม่ให้ตกลงพื้นและช่วยเชื่อมต่อบอลให้กับเพื่อนในทีม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องอาศัยความคล่องตัวและความรวดเร็วสูงมากแท้ๆ แต่มินยุนกิที่รักการนอนกลับสามารถเป็นลิเบอโร่ได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นตัวจริงในทุกการแข่งขัน ด้วยการเล่นที่ยืดหยุ่นและความสามารถด้านการรับลูกที่เฉียบคมนั่นยากที่จะหาใครมาทัดทานได้

 

            “มิดเดิลบล็อกเกอร์ คิมนัมจุนและจองอูซอก”

 

            เขาผงกหัวเห็นด้วย ไม่นึกแปลกใจกับผลที่ออกมาเสียเท่าไร ตำแหน่งมิดเดิลบล็อกเกอร์ เป็นตำแหน่งที่จำเป็นที่จะต้องใช้ผู้เล่นตัวสูง เพื่อจะได้เพิ่มประสิทธิภาพในการบล็อกบอลจากฝั่งตรงข้าม ในการแข่งขันปีที่แล้วเซฮวาแพ้ไปอย่างน่าเสียดายเพราะตัวบล็อกของฝั่งเรามีส่วนสูงที่น้อยกว่าอีกทีม แต่ดูเหมือนปีนี้โค้ชชเวจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และเริ่มหันมาใส่ใจเกี่ยวกับการป้องกันมากขึ้น

 

            คิมนัมจุนที่เล่นในตำแหน่งนี้พ่วงด้วยตำแหน่งกัปตันทีมเป็นคนที่เล่นได้ดีทั้งในการทำเกมรุกและการป้องกัน ด้วยความสามารถในการเล่นและการนำทีมที่โดดเด่น จึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่รุ่นพี่ปีสามคนนี้จะไม่ได้รับเลือกให้เล่นเป็นตัวจริง แต่จีมินตกใจกับจองอูซอก เด็กหนุ่มปีหนึ่งที่เพิ่งเข้าชมรมมาในฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา จริงอยู่ที่อีกฝ่ายมีรูปร่างที่สูง ดูจากส่วนสูงเกือบร้อยเก้าสิบนั่นคงไม่มีใครค้าน แต่ฟอร์มการเล่นยังค่อนข้างธรรมดา ไม่ได้เก่งมากแต่ก็ไม่ได้ด้อยไปเลยสักทีเดียว จึงค่อนข้างน่าตกใจที่โค้ชชเวเลือกเด็กนี่ให้มาเป็นผู้เล่นตัวจริงแทนคิมซอกจิน รุ่นพี่ปีสามซึ่งเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อน

 

“เซ็ตเตอร์ ปาร์คจีมิน”

 

            ถึงจะแอบคิดไว้แล้วว่ายังไงตนเองก็ได้เล่นเป็นตัวจริงแน่ๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จีมินจะตกใจ ต่างจากคนอื่นในชมรมที่ดูไม่ได้แปลกใจเสียเท่าไร ตำแหน่งเซ็ตเตอร์เป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในทีม ถือได้ว่าเป็นหัวใจของทีมเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นผู้เล่นที่ได้สัมผัสบอลมากที่สุดและต้องคอยเซ็ตจ่ายบอลให้กับผู้เล่นในทีมคนอื่นๆ ปาร์คจีมินที่มีความแม่นยำในการส่งบอลค่อนข้างสูง และสามารถวิเคราะห์ มองภาพรวมของเกมได้อย่างชาญฉลาดจึงเป็นตัวเลือกแรกสำหรับตำแหน่งนี้

 

            “สุดท้าย วิงสไปเกอร์”

 

            คงเป็นอิมแจบอม คิมแทฮยองและแจ็คสันแน่ๆ

 

            “อิมแจบอม”

 

            นั่นไง!

 

                ตำแหน่งวิงสไปเกอร์หรือตัวตบ ดูจากชื่อแล้วก็น่าจะรู้ว่าผู้เล่นตำแหน่งนี้มีหน้าที่ในการทำอะไร อิมแจบอมที่โดดเด่นในการทำเกมรุกอย่างดุดัน ย่อมได้เล่นเป็นผู้เล่นตัวจริงอยู่แล้ว

 

            “คิมแทฮยอง”

 

                “เยส!” เจ้าของชื่อตะโกนร้องลั่นด้วยความดีใจ

 

            หมอนี่มีเกมการรุกที่บ้าคลั่ง มีเทคนิคที่ฉูดฉาดและแปลกใหม่ จึงทำให้ฝั่งตรงข้ามไม่สามารถวิเคราะห์และตามเกมทัน ในการแข่งช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา คิมแทฮยองเป็นผู้เล่นที่ทำให้ทีมคู่แข่งชักสีหน้าไม่พอใจทุกครั้งที่ลงสนามเลยล่ะ

 

            “และผู้เล่นคนสุดท้าย...

 

 

 

            “จอนจองกุก”

 

 

 

            วันนี้เป็นวันที่สองแล้วสำหรับการมาเข้าค่ายฝึกซ้อมที่ต่างจังหวัดหรือที่เรียกว่าค่ายจตุรมิตร เป็นค่ายเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสี่โรงเรียน มีเซฮวา คยองกี ฮยอนไดและยองชิน ในทุกๆปีก่อนการแข่งขันอินเตอร์ไฮ ทั้งสี่โรงเรียนมักจะจัดค่ายฝึกซ้อมขึ้นเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อพัฒนาศักยภาพของทีมตนเอง อีกทั้งยังสามารถได้แลกเปลี่ยนเทคนิคและแนวทางการเล่นจากโรงเรียนอื่นๆด้วย

 

            จีมินไม่ใคร่ชอบใจกับการที่ต้องมานอนค้างคืนที่ต่างจังหวัดเสียเท่าไร เขาไม่ชอบสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก มากคนก็มากความ ไหนจะเสียงดังโหวกเหวกโวยวายในตอนกลางคืนอีก แต่นั่นยังไม่เลวร้ายเท่าการตื่นเช้าขึ้นมาแล้วต้องมาแปรงฟันอยู่ข้างๆบุคคลที่เขาเกลียดขี้หน้า

 

            เจ้ารุ่นน้องตัวสูงนี่แหละ ที่เขาเกลียดเสียยิ่งกว่าการต้องมาเข้าค่ายฝึกซ้อม

 

            “อรุณสวัสดิ์ครับรุ่นพี่”

 

            เขาพยักหน้าตอบรับแบบขอไปที ในใจนึกอยากจะเดินออกไปและเลิกล้มความตั้งใจที่จะล้างหน้าแปรงฟัน แต่ก็คิดได้ว่านั่นมันช่างเป็นการกระทำที่เด็กน้อยสิ้นดี เลยจำใจบีบยาสีฟันลงไปแล้วตั้งหน้าตั้งตาแปรงฟันแทน

 

            เขาจะพยายามไม่สนใจภาพในกระจกที่สะท้อนหน้าของเจ้าเด็กนี่ก็แล้วกัน

 

            “เฮ้ย!

 

            ร่างเล็กเผลอร้องเสียงหลงหมดคราบเซ็ตเตอร์ผู้เยือกเย็นแห่งเซฮวา คราบฟองสีขาวที่เปื้อนอยู่บนพวงแก้มใสดูน่าขันเสียจนหนุ่มรุ่นน้องหลุดหัวเราะออกมา จีมินตวัดสายตามองอีกฝ่ายที่เหมือนจะจงใจกระแทกศอกใส่จนเขาแปรงพลาด แต่จอนจองกุกกลับแปรงฟันอย่างสบายใจเฉิบ อากัปกริยาที่ดูไม่รู้เรื่องอะไรนั่นทำให้ตงิดใจ เขาถอนหายใจ พยายามคิดในแง่ดีว่าบางทีเจ้ารุ่นน้องตัวสูงนี่อาจจะไหล่กว้างเกินไป จนเผลอกระทุ้งศอกมาใส่เขา คงไม่ได้ตั้งใจทำหรอก

 

            “โอ๊ย!

 

            ไม่ได้ตั้งใจก็บ้าแล้ว

 

            เจ้ารุ่นน้องตัวสูงไหล่กว้างที่นิสัยเสียสุดๆ หันมามองเขาที่ตอนนี้เปื้อนคราบยาสีฟันยิ่งกว่าเดิมด้วยแววตาขบขัน ริมฝีปากหยักที่เขามั่นใจว่ามันแอบยกขึ้นคล้ายจะแย้มยิ้ม พูดขอโทษเขาด้วยน้ำเสียงสลดที่ไม่ว่าจะฟังยังไงก็รู้ว่าแสร้งทำชัดๆ

 

            “ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ”

 

            จีมินขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด เขาไม่พอใจกับการกระทำของอีกฝ่ายแต่ก็ไม่อยากจะไปต่อล้อต่อเถียงด้วยเพราะคิดว่ามันไร้สาระ รุ่นพี่ปีสองตัวขาวเบือนหน้าหนีก่อนจะหันกลับมาแปรงฟันต่ออย่างไม่ใส่ใจ กระแสความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างเซ็ตเตอร์ตัวเล็กไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายแปลกใจหรือตกใจแต่อย่างใด กลับกันแล้วท่าทีเฉยเมยนี้เป็นสิ่งที่จองกุกคุ้นเคยมาก แม้จะนึกสงสัยว่าอีกฝ่ายไม่ชอบใจอะไรในตัวเขา แต่ก็ไม่อยากไถ่ถามออกไป เกรงว่าจะไปกวนน้ำให้มันขุ่นกว่าเดิม จึงได้แค่มากวนประสาทให้โดนหงุดหงิดเล็กๆน้อยๆในแต่ละวันก็เพียงพอ

 

            ว่าแล้วก็ขอแกล้งอีกสักทีก็แล้วกัน

 

            “ย่าห์ จอนจองกุก!

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

            ปาร์คจีมินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พลางคิดหมายมั่นไว้ในใจแล้วว่านับตั้งแต่วันนี้ไปเขาจะเปลี่ยนเวลาการตื่นนอน นึกอารมณ์เสียเล็กๆเมื่อต้องมายืนแปรงฟันกับเจ้าเด็กแสนกวนประสาทนี่เป็นครั้งที่สามของสัปดาห์แล้ว

 

            ยิ่งเห็นใบหน้าคมนั่นส่งยิ้มแฉ่งมาให้ทางกระจกแล้วก็อยากจะหยิบขันน้ำมาฟาดใส่สักทีสองทีเป็นการแก้แค้น

 

            “อรุณสวัสดิ์ครับรุ่นพี่”

 

            “ไปแปรงฟันก๊อกนู้นไป ไม่ต้องมาใกล้ฉัน”

 

            รีบเอ่ยปากไล่ก่อนที่เจ้าปีศาจตัวโตนั่นจะมายืนข้างๆ เรื่องอะไรที่เขาจะต้องปล่อยให้ประวัติศาสตร์แย่ๆนั่นซ้ำรอย ว่าแล้วก็พยักพเยิดไปทางก๊อกน้ำที่อยู่ถัดจากเขาไปราวๆห้าก๊อกเพื่อความปลอดภัยในสวัสดิภาพของตนเอง คงเพราะท่าทางหวาดระแวงเหมือนแมวกลัวน้ำ จองกุกถึงได้หลุดขำพรืดออกมา ประกายวิบวับในดวงตาคู่สวยนั่นดูน่าหมั่นไส้เมื่อจีมินพบว่ามันกำลังส่องแสงเพราะต้องการจะล้อเลียนเขา

 

            “โอเคครับ ไม่เห็นต้องทำท่ากลัวผมขนาดนั้นเลย นี่คนนะครับไม่ใช่ผี”

 

            จีมินพึมพำเสียงเบา “นายมันเลวร้ายยิ่งกว่าผีเสียอีก”

 

            “รุ่นพี่พูดว่าอะไรนะครับ”

 

            “ไม่มีอะไร แปรงฟันไปเหอะนายน่ะ”

 

            “แค่ถามเฉยๆ ไม่เห็นต้องดุเลย”

 

            จีมินย่นริมฝีปาก ทำหน้ามุ่ย เห็นเด็กตัวโตแสร้งทำหน้าทำตาสลดเต็มทีแล้วก็ยิ่งคันไม้คันมืออยากฟาดหน้าหมองๆนั่นจริงจัง

 

            พอบรรยากาศในห้องน้ำเริ่มกลับมาเงียบสงบ ภาพความทรงจำสีชาก็เผลอฉายชัดเข้ามาในหัวเขา ภาพเหตุการณ์ในวันเก่าๆที่ทำให้เขามายืนอยู่ในจุดนี้ ไม่รู้ตัวว่าเผลอกำแปรงในมือแน่นจนฝ่ามือขึ้นสีแดงชัดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร พยายามกะพริบตาถี่ไล่หมอกควันสีดำให้ออกไปจากกรอบสายตาแต่ก็ทำไม่ได้เสียที

 

            จริงด้วย ตอนนั้นเขา...

 

 

 

          “จีมิน รีบเดินเร็วๆเข้า เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก”

 

            ปาร์คจีมินเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงแหลมตามประสาเด็กวัยมัธยมต้นอย่างงุนงง เมื่อพิจารณาดูดีๆก็พบว่าเจ้าของเสียงเป็นเพื่อนสนิทของตน อีแทมินในชุดยูนิฟอร์มสีส้มกำลังกวักมือเรียกเขาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ข้างๆกันนั้นมีคิมจงอิน เพื่อนผิวแทนอีกคนที่กำลังป้องปากเรียกเขาอยู่เหมือนกัน

 

            จีมินในวัยมัธยมต้นเริ่มก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเพื่อน ตรงหน้าปรากฏภาพสนามภายในโรงยิมขนาดใหญ่ เสียงลูกบอลที่กระทบกับฝ่ามือดังสู้กับอากาศภายในบริเวณกว้างขวาง เสียงตะโกนของนักกีฬาในสนามที่มีทั้งกู่ร้องด้วยความดีใจและร้องไห้โฮราวกับจะขาดใจดังประสานกัน ดวงตากลมกวาดมองไปทั่ว มองเลยไปทางที่นั่งด้านบนก็เห็นผู้คนร้องเชียร์ บรรยากาศที่ดูยิ่งใหญ่ตรงหน้าทำให้เด็กน้อยทั้งสามคนตัวสั่นเทาไปด้วยความตื่นเต้นปนกังวล ก่อนที่แทมินจะคลี่ยิ้ม ตบบ่าเขากับจงอินให้ผ่อนคลาย

 

            “รุ่นพี่จีมิน นี่กระเป๋าครับ พอดีรุ่นพี่ลืมไว้ตรงโถงทางเดิน”

 

            “โอ้ จริงด้วย ขอบใจมาก”

 

            เขารับกระเป๋าสะพายสีเหลืองสดจากรุ่นน้องตรงหน้ามาพร้อมส่งยิ้มขอบคุณให้ ยังไม่ทันที่จะได้พูดคุยอะไรกันต่อ โค้ชก็เรียกให้ไปวอร์มร่างกายเพื่อเตรียมลงแข่งขันต่อ จีมินมองจงอินที่มีสีหน้าไม่สู้ดีสักเท่าไร เพราะอดเป็นห่วงไม่ได้จึงเอ่ยปากถามออกไป

 

            “จงอิน เป็นอะไรรึเปล่า” เจ้าของชื่อเงยหน้ามามองเขาด้วยสีหน้างงงวย “เห็นนายดูไม่โอเค เครียดหรอ”

 

            “อือ นี่เป็นการแข่งครั้งสุดท้ายของพวกเรานี่นา” เพราะพวกเขาอยู่ชั้นมัธยมต้นปีสามแล้ว นี่จึงเป็นการแข่งครั้งสุดท้าย แล้วหลังจากนั้นก็ต้องติวหนังสือเพื่อเตรียมสอบเข้าศึกษาในระดับมัธยมปลาย เขาพอที่จะเข้าใจเพื่อนผิวแทนที่ทำหน้าตึงเครียดแบบนี้ตั้งแต่เดินทางมาจากโรงเรียนแล้วล่ะ

 

            “ไม่เห็นเป็นไรเลย ยังไงพวกเราก็จะชนะ แล้วก็ไประดับประเทศกัน” แทมินที่นั่งฟังอยู่เงียบๆโพล่งขึ้นเสียงใส รอยยิ้มกว้างที่ดูบริสุทธิ์แบบนั้นทำเอาจีมินฮึกเหิมไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้

 

            “จริงด้วยจงอิน ไม่ต้องเครียด มาทำให้เต็มที่กันดีกว่า” เขาว่า“ว่าแต่เราแข่งกับโรงเรียนอะไรนะ”

 

            “ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นโรงเรียนชายล้วนนะ น่าจะชื่อ

 

            “ยอนเซ พวกเราแข่งกับโรงเรียนยอนเซ” จงอินพูดด้วยท่าทางดูกระสับกระส่ายชอบกล เพื่อนของเขาคนนี้ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน “พวกนายไม่เคยได้ยินชื่อเอซอัจฉริยะของโรงเรียนยอนเซหรอ เจ้านั่นเก่งมากๆเลย ฉันว่า

 

            จีมินพยายามตั้งใจฟังในสิ่งที่จงอินจะพูด แต่จู่ๆหยาดน้ำสีใสก็สาดซัดเข้ามากวาดล้างภาพความทรงจำสีกาแฟของเขาออกไปเสียก่อน เซ็ตเตอร์ตัวเล็กกะพริบตาหลบกระแสน้ำที่กระเด็นเข้ามากระทบใบหน้าและดวงตากลม ความแสบที่เกิดขึ้นภายในดวงตาทำให้เขาได้สติ เสียงหัวเราะทุ้มๆที่ฟังดูคุ้นหูดังขึ้นจากก๊อกน้ำตัวที่ห้า จีมินเงยหน้ามองจองกุกที่ยืนค้างอยู่ในท่าแปลกประหลาด เมื่อประมวลผลได้เรียบร้อยก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนวักน้ำมาสาดแกล้งเขา

 

            “ใจลอยแบบนี้ในสนามไม่ได้นะครับรุ่นพี่”

 

            “เออ รู้แล้วน่า” ว่าเสียงแข็ง เอื้อมมือไปรับผ้าขนหนูที่รุ่นน้องตัวโตโยนมาให้ ก่อนจะนำมาซับใบหน้าที่เปียกชุ่ม พลางโบกมือไล่ให้เด็กตรงหน้าไปซ้อม “ไปซ้อมได้แล้วไป วันนี้โค้ชให้พวกเราเซฮวาซ้อมกับโรงเรียนฮยอนได”

 

            “ครับ รุ่นพี่ก็รีบตามมานะครับ ชักช้าแบบนี้โดนโค้ชดุไม่รู้ด้วยนะ”

 

            “เออ”

 

                “อย่าลืมส่งบอลมาให้ผมด้วยนะครับ!

 

            จีมินมองแผ่นหลังกว้างที่สวมเสื้อหมายเลข 9 ภาพคนตรงหน้าซ้อนทับกับภาพในความทรงจำจนเผลอทำให้รู้สึกแย่ แจ็คสันที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งตัวสำรองข้างสนามหันมาโบกมือให้เขายิ้มๆ ก่อนจะหันไปเอ่ยทักทายกับจอนจองกุก เด็กตัวสูงเจ้าของตำแหน่งวิงสไปเกอร์ หนึ่งในผู้เล่นตัวจริงในการแข่งอินเตอร์ไฮ

 

            เขาไม่รู้ตัวว่าเผลอแค่นยิ้มออกมาตั้งแต่เมื่อไร

 

            “น่าอิจฉาเสียจริง”

 

            จีมินเดินเข้าไปในโรงยิมหลังได้ยินเสียงเรียก

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

            “ทำได้ดีมากสำหรับวันนี้ แยกย้ายกันไปพักได้”

 

            “ขอบคุณครับ!

 

            ปาร์คจีมินโบกมือลาแทฮยองที่มาชวนไปหาอะไรกิน เขาเหนื่อยกับแมทช์ซ้อมแข่งในวันนี้ เลยอยากนอนพักอยู่ที่ห้องมากกว่า จึงบอกให้เพื่อนตัวสูงไปชวนแจ็คสันแทน

 

“นายมาจากปูซานใช่มั้ย”

 

            เขาเลิกคิ้ว อิมแจบอมที่แสนเงียบขรึมกำลังเปิดบทสนทนากับเขาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าร่วมค่ายฝึกซ้อม แถมหัวข้อในการสนทนาครั้งนี้ยังดูไร้สาระมากเสียด้วย

 

                “หือ ก็ใช่...ทำไมจู่ๆถึงได้ถามเรื่องแบบนี้ล่ะ”

 

            “เปล่า ก็แค่นึกได้ว่าเด็กปีหนึ่งนั่นก็มาจากปูซานเหมือนกัน” จีมินชะงัก “จอนจองกุกน่ะ”

 

            “อ้าวหรอ ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

 

            จีมินเสหลบตา รู้สึกอึดอัดเมื่ออีกฝ่ายยังคงจ้องมาที่เขาราวกับต้องการจะคาดคั้นอะไรสักอย่าง

 

“ถามจริงๆเหอะ นายไม่ชอบเด็กจอนจองกุกนั่นรึเปล่า”

 

ว่าแล้วเชียว

 

            “เปล่า”

 

            “ไม่ต้องมาทำไก๋” แจบอมว่าเสียงเรียบ “ปาร์คจีมิน เซ็ตเตอร์แสนเยือกเย็นนั่นหายไปไหนแล้ว นายในตอนนี้ฉันเห็นเป็นแค่เด็กอมมือคนหนึ่ง”

 

            “ต้องการจะพูดอะไรกันแน่”

 

            “ในแมทช์เมื่อกี้ ทำไมนายไม่ส่งบอลให้จอนจองกุก”

 

            “นายกับแทฮยองมีความเป็นไปได้ในการทำแต้มมากกว่า ฉันเลยไม่ได้ส่งบอลไปให้จอนจองกุก”

 

                ชั่วพริบตาหนึ่งที่แจบอมมีสีหน้าแปลกใจกับคำตอบของเขา

 

            “คิดว่าฉันจะเชื่อเหตุผลโง่ๆแบบนี้รึไง”

 

            “...”

 

            “โค้ชกับกัปตันหัวเสียน่าดูนายก็รู้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายไม่ยอมส่งบอลไปให้จอนจองกุก แต่มันหลายครั้งแล้ว ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกนายมีปัญหาอะไรกัน แต่ในสนามเราจะต้องไม่แพ้”

 

            จีมินเงียบ

 

            ปาร์คจีมินเป็นเซ็ตเตอร์ที่เก่งกาจและได้รับการยอมรับและความเชื่อใจจากเพื่อนในทีมมาตลอด แต่ในแมทช์ซ้อมวันนี้อีกฝ่ายกลับทำได้แย่มากหลายครั้งที่เขาเห็นว่าจีมินจงใจเมินและเลี่ยงที่จะส่งลูกไปให้จอนจองกุก จนทำให้ฮยอนไดชนะเราไปได้ ซึ่งมันถือเป็นเรื่องที่แย่มากแต่อิมแจบอมก็ไม่ต้องการให้ทีมเวิร์คของทีมเลวร้ายไปมากกว่านี้

 

            ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่แมทช์ซ้อมหรือการแข่งขันจริง เขาก็ไม่ต้องการให้ทีมได้รับความพ่ายแพ้

 

            “ทุกครั้งที่นายยืนอยู่บนสนาม หน้าที่ของนายคือการส่งบอลไปให้วิงสไปเกอร์ตบ ถ้าเรื่องง่ายๆแค่นี้นายยังทำไม่ได้ นายก็คงเป็นเซ็ตเตอร์ไม่ได้หรอก”

 

 

 

 

 

            “ปาร์คจีมิน!

 

            คิมนัมจุนตวาดอย่างเหลืออด เขาพยายามใจเย็น เพราะไม่อยากเข้าไปยุ่งกับปัญหาระหว่างปาร์คจีมินและจอนจองกุกด้วยต้องการให้ทั้งคู่เคลียร์กันเอง แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่ได้ดีขึ้นมาเลย กระทั่งวันนี้เป็นวันสุดท้ายสำหรับค่ายฝึกซ้อมแล้ว เซ็ตเตอร์รุ่นน้องก็ยังคงดื้อรั้น ไม่ยอมส่งบอลไปให้กับจองกุก จนทำให้เราเสียคะแนนไป และท้ายที่สุดก็แพ้ในแมทช์ซ้อมแข่งกับโรงเรียนอื่นไปอย่างน่าโมโห

 

            “ขอโทษครับกัปตัน”

 

            “อย่าพูดคำว่าขอโทษถ้าสุดท้ายนายก็ยังไม่ยอมส่งบอลให้จอนจองกุก”

 

            “ใจเย็นๆกันก่อน” คิมแทฮยองรีบเดินเข้ามาไกล่เกลี่ยเมื่อเห็นว่าสีหน้าของทั้งคู่ดูแย่เต็มที “ยังไงแมทช์ซ้อมแข่งมันก็จบลงไปแล้ว ใจเย็นหน่อยเถอะครับกัปตัน”

 

                จีมินมองเห็นจองกุกมองมาที่เขา สายตาของเด็กหนุ่มรุ่นน้องเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมส่งบอลให้ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้จงเกลียดจงชังตนเองได้ขนาดนั้น แต่ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็ยังพยายามขอร้องให้คิมนัมจุนพูดกับเขาดีๆ

 

            มันยิ่งทำให้ปาร์คจีมินรู้สึกสมเพชตัวเองเหลือเกิน

 

            “ก็เพราะมันจบลงไปแล้วไง ฉันถึงได้อารมณ์เสีย”

 

            คิมนัมจุนถอนหายใจ

 

                “ยุนอา พาทุกคนไปรอที่รถบัสก่อนเลย เดี๋ยวคุยกับจีมินเสร็จแล้วจะตามไป”

 

            “โอเค”ยุนอาตอบรับด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก เธอหันมามองอย่างเป็นห่วง จีมินส่ายหน้าก่อนจะบอกว่าไม่เป็นไร เธอจึงยอมพาสมาชิกคนอื่นๆในชมรมเดินออกไป

 

            “มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะครับ ผมขอร้อง”

 

            จีมินเบือนหน้าหนีจากภาพที่จอนจองกุกกำลังค้อมตัวก้มหัวให้กับกัปตันทีมก่อนจะถูกโค้ชชเวเรียกให้เดินออกไปจากโรงยิม

 

            “ตกลงนายมีปัญหาอะไรกับจอนจองกุก”

 

            จีมินปิดเปลือกตาลง

 

 

 

 

 

            “นั่นไง จอนจองกุก ที่เขาว่ากันว่าเป็นเอซอัจฉริยะน่ะ”

 

            เขาหันไปมอง เด็กผู้ชายตัวสูงที่กำลังกระโดดตบลูกบอลด้วยท่าทางมั่นใจนั่นเป็นภาพที่สวยงามเสียจริง แต่ในทางกลับกันมันก็ช่างดูน่ากลัว การที่พวกเขาจะต้องมาแข่งกับเด็กที่เก่งกาจแบบนั้นไม่ต่างอะไรจากมดที่ถูกเหยียบจนบี้แบน ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกถึงช่องว่างระหว่างคนที่มีพรสวรรค์กับคนธรรมดา ความรู้สึกเหมือนถูกกดให้จมลงไปท้องทะเลลึกนี่ช่างแสนโหดร้ายเสียจริงๆ

 

            “สงสารเจ้าพวกนี้ชะมัดที่ต้องมาแข่งกับโรงเรียนยอนเซ เหมือนโดนส่งมาเชือดเลยแฮะ”

 

            “อย่าไปพูดแบบนั้นสิ น่าสงสารออก”

 

            เสียงเหล่านั้นกระแทกลงมากลางลำตัวของเขา มันทั้งเจ็บปวด ทั้งแหลมคม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดนั้นมันคือความจริง เขาเหม่อมองลูกบอลที่ลอยคว้างแหวกอากาศ พยายามยืดปลายนิ้วออกไปให้สูงที่สุด พยายามที่จะส่งบอลไปให้เพื่อนร่วมทีมมากที่สุด แต่มันก็ช่างดูว่างเปล่า ไม่มีบอลลูกไหนเลยที่จะสามารถฝ่าสงครามทางอากาศและไปลงที่สนามของทีมฝั่งตรงข้ามได้เลย

 

            “โห หมายเลข 9 นั่นโคตรเก่ง”

 

            “ลูกตบตรงเมื่อกี้สุดยอดไปเลยว่ะ”

 

            “เอซอัจฉริยะใช่มั้ยนั่นน่ะ”

 

            จีมินยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อ ปลายนิ้วของเขาแดงก่ำจากการโดนบอลกระแทกและเสียดสี เสียงหอบหายใจดังก้องอยู่ในหู แต่มันก็ยังดังไม่เท่ากับเสียงของคนพวกนั้น เขาก้มลงมองปลายเท้าของตัวเอง อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหมือนกับว่ามันหนักอึ้งจนเหมือนถูกถ่วงเอาไว้ด้วยสมอเหล็กอันใหญ่ เหงื่อที่ไม่ว่าจะปาดทิ้งไปเท่าไรก็ไม่มีวันหมดไหลเข้าปาก รสชาติของมันเค็มปร่าเสียจนเขาอยากจะอาเจียน ใกล้ปลายเท้าของเขา จีมินมองเห็นรองเท้าสีดำสนิทเดินมาหยุดลงตรงหน้า เขาเงยหน้ามองเจ้าของรองเท้า มองทะลุเน็ตที่กั้นไว้ เขาเห็นใบหน้าของคนที่เป็นอัจฉริยะ

 

            “ไม่เป็นไรนะพวกเรา เอาใหม่ๆ”

 

            อีแทมินพยายามฉีกยิ้มที่ดูคล้ายกับการร้องไห้ เจ้าของฝ่ามือขาวตบบ่าให้กำลังใจพวกเขาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่น้ำหนักของฝ่ามือนั้นกลับเบาหวิว เขาเหม่อมองรุ่นน้องในทีม มองเพื่อนในทีม ก่อนจะหันไปมองผู้เล่นอีกฝั่ง

 

            แต้มสุดท้ายมาเร็วกว่าที่คิด มันรวดเร็ว รุนแรงและโหดร้าย จีมินยังไม่ทันแม้แต่จะได้กระโดดบล็อกลูกบอลสีเหลืองพาดน้ำเงินที่ลอยแหวกอากาศ มันลอยเฉียดใบหน้าของเขาไป มันรุนแรงราวกับกระสุน รู้ตัวอีกทีเสียงนกหวีดนั่นก็ปลุกให้เขาตื่นจากฝันร้าย

           

เราแพ้แล้ว

 

เสียงร้องไห้ราวกับจะขาดใจของทุกคนในทีมดังอื้ออึง ทั้งที่ดวงตาเขาพร่าเบลอเพราะก้อนน้ำตา แต่กลับมองเห็นผู้เล่นหมายเลข 9 ที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของเน็ตได้ชัดเจน

 

                “พวกนายทำได้ดีแล้ว”

 

            ทุกคนก้มหัวทำความเคารพโค้ช ผู้ชายอ้วนท้วมตรงหน้าทำเพียงแค่ยิ้มแล้วให้กำลังใจพวกเขาด้วยคำพูดที่มันเสียดแทงลงมาที่จิตใจ ทำได้ดีแล้ว ทำได้ดีแล้ว แต่มันจะไปมีประโยชน์อะไรถ้าสุดท้ายแล้วยังไงพวกเขาก็เป็นฝ่ายที่แพ้อยู่ดี

 

            อีแทมินขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เจ้าตัวอ้างว่าท้องเสียด้วยสีหน้ายิ้มแย้มที่ดูฝืนเต็มทน เขานั่งเก็บข้าวของสัมภาระต่างๆและกวาดทุกอย่างลงกระเป๋า จงอินที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างๆ ทำให้น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วกลับมาไหลรินอีกรอบ เขากัดฟันแน่น พยายามอดกลั้นไม่ให้เสียงร้องไห้ที่ฟังดูน่าสมเพชเปล่งออกมา

 

            คำพูดที่โค้ชบอกเมื่อครู่ยังคงติดค้างอยู่ในอกของเขา คำว่าทำได้ดีแล้วนั่นแท้จริงแล้วมันมีความหมายว่าอะไรกันแน่ แล้วถ้าหากก่อนหน้านี้พวกเขาตั้งใจให้มากกว่านี้ หากพวกเขาฝึกซ้อมให้มากกว่านี้ มันจะทำให้พวกเขาสามารถเอื้อมถึงชัยชนะนั่นไหมนะ หากพยายามให้มันมากกว่านี้ บางทีตอนนี้พวกเขาอาจจะยังไม่แพ้ อาจจะสามารถต่อสู้อยู่บนสนามได้นานมากกว่านี้

 

            แต่ไม่เลย ไม่ว่าเขาจะพยายามมากกว่านี้แค่ไหน มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถชนะฝั่งตรงข้ามได้ ฉายาที่แสนยิ่งใหญ่และน่าอิจฉาอย่างเอซอัจฉริยะนั่น แค่ฟังก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างของระดับความสามารถแล้ว ปาร์คจีมินมันก็แค่คนธรรมดา ไม่มีทางที่จะไปเทียบได้กับคนอัจฉริยะแบบนั้นหรอก คนพวกนั้น ไม่ต้องพยายามมากเท่าเรา ไม่ต้องฝึกซ้อมมากเท่าเรา ไม่ต้องตั้งใจมากเท่าเรา แต่เขากลับทำได้ดีกว่าเรา เขาได้แต่ยิ้มให้กับท้องฟ้าตอนที่กำลังเดินกลับโรงเรียน ท้องฟ้าสีส้มเหมือนกับชุดยูนิฟอร์มของเขา ท้องฟ้าที่กำลังบอกเขาว่าอย่าร้องไห้

 

            หลังจากกลับมาจากการแข่งขันครั้งนั้น พวกนักเรียนปีสามก็ลาออกจากชมรม หันมาตั้งใจกับการสอบเข้าศึกษาระดับมัธยมปลาย แทมินตั้งใจที่จะเข้าโรงเรียนแถวบ้าน เพราะไม่อยากที่จะจากครอบครัวไปที่ไกลๆ ส่วนจงอิน หมอนั่นเลือกที่จะสอบเข้าโรงเรียนชายล้วนในแดกู โดยให้เหตุผลแปลกๆ ว่าเบื่อทะเลปูซานจะแย่เลยเลือกไปแดกูแทน

 

            “แล้วจีมินจะเข้าโรงเรียนอะไรหรอ”

 

            จีมินนิ่งไปอย่างใช้ความคิด แต่ที่จริงเขาได้ตัดสินใจมาสักพักใหญ่แล้ว ทันทีที่ทีมพวกเขาแพ้กลับมา เพื่อนของเขาทั้งคู่ต่างล้มเลิกความคิดที่จะเล่นวอลเลย์บอลต่อไป แต่เขานั้นไม่ เขายังรักวอลเลย์บอลและยังอยากที่จะเล่นมันอีก เขาไม่ใช่อัจฉริยะ ไม่ได้มีพรสวรรค์เหมือนผู้เล่นเก่งๆคนอื่น แต่เขาก็สามารถสร้างจุดยืนของตัวเองขึ้นมาได้ แล้วสักวัน เขาจะพิสูจน์ว่าคนธรรมดาอย่างเขาก็สามารถยืนอยู่บนสนามได้อย่างภาคภูมิและจะไม่แพ้ใครๆ

 

            และโรงเรียนที่เขาจะเข้านั้นมันช่างไกลแสนไกลจากที่นี่ ไกลจากปูซาน

 

            “เซฮวา” จีมินยิ้ม “ฉันจะเข้าโรงเรียนเซฮวา ฉันจะไปโซล”

           

           

 

 

 

                “เข้าใจแล้ว”

 

            มันคือประโยคที่คิมนัมจุนบอกกับเขาหลังจากที่เล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง กัปตันตัวสูงไม่ได้มีท่าทีอะไรนอกจากฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะเปิดปากบอกกับเขาด้วยประโยคที่ทำให้เขาต้องกลับมาขบคิดอย่างหนัก

 

            “ฉันเข้าใจความเจ็บปวดของนายในอดีต แล้วก็เข้าใจด้วยว่าจอนจองกุกเป็นความทรงจำที่เลวร้ายสำหรับนายมากแค่ไหน แต่

 

            ตึง!

 

                ลูกบอลทรงกลมสีเหลืองพาดน้ำเงินลอยผ่านหน้าเขาไปจากแรงตบอย่างแรง จีมินชะงักฝีเท้า เขาเห็นไปมองตามจุดที่ลูกบอลลอยมา ก่อนจะพบเด็กหนุ่มตัวสูงวิ่งเหยาะๆเข้ามาหา ใบหน้าคมคายฉายแววตกใจอยู่แวบหนึ่ง ก่อนมันจะจางหายไป เหลือเพียงแค่รอยยิ้มขี้เล่นที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าของเจ้าตัว

 

            “สวัสดีครับรุ่นพี่”

 

            “อือ” เขาผงกหัวรับคำทับทาย

 

            “วันนี้วันเสาร์นี่ครับ มาทำอะไรที่นี่” จอนจองกุกไล่สายตามองเขาที่อยู่ในชุดไปรเวท มันดูแปลกตา เพราะปกติมักจะเห็นรุ่นพี่ตัวเล็กอยู่ในชุดนักเรียน หรือไม่ก็ชุดยูนิฟอร์มของทีมเสียมากกว่า

 

            “นายก็เหมือนกัน มาทำอะไรที่นี่”

 

            “ผมมาซ้อมน่ะครับ ตื่นเต้นกับแมทช์ที่จะถึงนี้” ร่างสูงระบายยิ้มจางๆ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตัดบทเหมือนอย่างเคย “ผมอยากทำให้มันออกมาดีที่สุด รู้ตัวอีกทีก็วิ่งมาหยุดที่หน้าโรงยิมซะแล้ว”

 

            จีมินมองรอยยิ้มสดใสนั่นสักพัก ก่อนจะก้มลงไปหยิบลูกบอลที่อยู่ติดปลายเท้าของเขาขึ้นมาขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเจ้ารุ่นน้องตัวโตเอาแต่ยืนนิ่ง ทำหน้าฉงนส่งมาให้

 

            “เอ้า ยืนนิ่งอยู่ทำไม”

 

            “ครับ?” อีกฝ่ายมีสีหน้างุนงง “รุ่นพี่ยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลยว่ามาทำอะไรที่นี่”

 

            เขาถอนหายใจ

 

            “ก็เหมือนกันกับนายนั่นแหละ”

 

            ยื่นลูกบอลในมือให้อีกฝ่าย ก่อนจะเดินนำเข้าโรงยิมไป

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

และแล้วการแข่งขันอินเตอร์ไฮก็มาถึงจนได้

 

            “ไม่ต้องกังวล ทำให้มันเต็มที่ก็พอ ฉันรู้ว่าพวกนายทำได้”

 

            “ไปลุยกันเลย”

 

            “โอ้!

 

            จีมินเม้มริมฝีปากแน่น คู่แข่งที่พวกเขาต้องเจอในแมทช์แรกคือโรงเรียนนัมซาน จุดเด่นของโรงเรียนนี้คือผู้เล่นแทบทุกคนสูงเกือบร้อยเก้าสิบ ซึ่งถือเป็นแมทช์ที่ค่อนข้างยากที่จะชนะเลยทีเดียว

 

            “เซฮวา ขอเวลานอก”

 

            “ปาร์คจีมิน”

 

            “ขอโทษครับ”

 

            เจ้าของชื่อถอนหายใจ ตอนนี้กระแสเกมทั้งหมดเป็นของฝ่ายนัมซาน เกมการรุกของเราไม่สามารถทำคะแนนได้ดั่งใจ เนื่องจากตัวบล็อกของอีกทีมมีส่วนสูงที่น่ากลัว คนเดียวในทีมของเราที่จะพองัดข้อได้ก็มีเพียงจองอูซอก แต่หมอนี่เป็นแค่เด็กปีหนึ่ง แถมยังบล็อกได้ไม่ดีเท่าอีกฝ่าย เรียกได้ว่าตอนนี้เซฮวากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่พอตัว

 

            แถมเซ็ตเตอร์ยังมีปัญหากับวิงสไปเกอร์อีก

 

                จนถึงวันแข่งจริงแล้ว เขาก็ยังไม่ส่งบอลไปให้จอนจองกุก มันไม่ใช่ว่าเขาไม่ทำ แต่เพราะเขาทำไม่ได้ต่างหาก ภาพในอดีตที่อีกฝ่ายตบลูกบอลเหล่านั้นลงตรงหน้าโดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้มันยังคงเป็นตะกอนติดค้างในใจอยู่เรื่อยมา เขาไม่สามารถส่งบอลให้เด็กนั่นได้จริงๆ

 

            “ถ้านายรู้ตัวแล้ว ฉันก็จะไม่พูดอะไรมาก” โค้ชชเวเอ่ยเสียงเรียบ “ตอนนี้คู่แข่งของเรากำลังยืนอยู่อีกฝั่งของเน็ต จำเอาไว้ให้ขึ้นใจ”

 

            เมื่อจบประโยค เสียงนกหวีดหมดเวลาก็ดังขึ้น ผู้เล่นทยอยเข้าไปในสนาม ปาร์คจีมินเดินคอตก เขารู้สึกแย่ที่กำลังทำตัวเป็นภาระของทีมเพียงเพราะอคติของตนเอง

 

            “นายทำได้”

 

            มินยุนกิแตะหลังเขาเบาๆ ก่อนที่จะเดินไปประจำตำแหน่งของตนเอง เขาเผลอสบตากับจอนจองกุกที่จ้องมาอยู่ก่อนแล้ว แทนที่อีกฝ่ายจะต่อว่าเขา รุ่นน้องตัวสูงกลับส่งยิ้มมาให้ แล้วมันก็ทำให้เขารู้สึกผิดชะมัดที่อีกฝ่ายทำตัวดีด้วย ทั้งที่เขาทำตัวแย่ๆใส่

 

                “เสิร์ฟเยี่ยม!

           

            “เอาอีกแต้ม!

 

            เสียงตะโกนจากทีมฝ่ายตรงข้ามฟังดูน่าหงุดหงิดเหลือเกิน เมื่อพวกเขากำลังเป็นรองในการแข่งขันครั้งนี้ ลูกบอลกลมพุ่งแหวกอากาศมาจากอีกฟากของสนาม ก่อนที่มินยุนกิจะรับลูกเสิร์ฟนั่นไว้ได้อย่างง่ายดาย

 

            “รับเยี่ยม!

 

            ผู้เล่นตำแหน่งวิงสไปเกอร์ทั้งสามคนเริ่มวิ่งขึ้นมายังแดนหน้า จีมินมองลูกบอลลายพาดเหลืองน้ำเงินลอยคว้างลงมาหา ในใจถูกบีบรัดด้วยความกดดัน มือที่ยกขึ้นเพื่อเตรียมส่งบอลให้กับผู้เล่นคนอื่นในทีมเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อแห่งความหวาดกลัวพลันภาพตอนที่คุยกับคิมนัมจุนในวันนั้นก็แล่นเข้ามาในหัว

 

            “ปาร์คจีมิน”

 

            “ครับกัปตัน”

 

            “ฉันเข้าใจความเจ็บปวดของนายในอดีต แล้วก็เข้าใจด้วยว่าจอนจองกุกเป็นความทรงจำที่เลวร้ายสำหรับนายมากแค่ไหน”

 

                เขากำลังกลัวอะไรกันแน่นะ

 

            “แต่ตอนนี้ ทุกคนที่ยืนอยู่ฝั่งนี้ของเน็ตก็คือพวกพ้องของนายไม่ใช่รึไง”

           

            นั่นสินะ ทำไมเรื่องง่ายๆแค่นี้เขาถึงคิดไม่ได้นะ

 

            “พี่จีมิน!

 

                “ส่งบอลมาให้ผม!

 

            เขามองเห็นจอนจองกุกอยู่ทางด้านซ้ายของสนาม หมอนั่นตะโกนเรียกเขาเสียงดังลั่น ดวงตาคมที่มักจะเป็นประกายเวลามองลูกบอลคู่นั้นมองตรงมาที่เขา จีมินกลืนก้อนของเหลวหนืดรสชาติขมปร่าที่เรียกว่าอคติลงไปในลำคอ มองเห็นเจ้าเด็กที่เขาเกลียดขี้หน้าสิ้นดียืนอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด และกำลังกระโดดได้สูงที่สุดชั่วเสี้ยววินาทีนั้น ในใจเขาพลันเกิดความรู้สึกบางอย่าง ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับผิวบอล จีมินก็ดันลูกบอลไปทางผู้ชายตัวสูงที่สวมเสื้อยูนิฟอร์มหมายเลข 9 อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

 

            ตึง!

 

                “เฮ!!!

 

                เสียงลูกบอลกระทบลงบนพื้นโรงยิมดังขึ้นในความเงียบงัน ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงเฮลั่น จีมินหลุบตามองพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าอีกฝ่าย เห็นจากปลายหางตาว่าเจ้าเด็กตัวสูงเจ้าของเสียงเชียร์จากลูกตบอันแสนรุนแรงเมื่อครู่กำลังเดินตรงเข้ามาหา เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของจองกุกแล้วก็ได้แต่พึมพำด้วยเสียงอ้อมแอ้ม

 

            “...ตบเยี่ยม เฮ้ย!

 

            จู่ๆเจ้าเด็กตัวโตก็ดึงเขาเข้าไปกอดอย่างไม่ทันตั้งตัว แขนแกร่งโอบล้อมรอบตัวเขาเสียแน่น จนดวงหน้าหวานของเซ็ตเตอร์ตัวเล็กจมเข้าไปกับแผงอก จองกุกฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ริมฝีปากหยักนั่นเอาแต่พูดอะไรสักอย่างที่จีมินจับใจความได้เพียงแต่คำว่าขอบคุณครับ ร่างสูงทิ้งน้ำหนักตัวโถมลงมา ก่อนจะวางคางเกยศีรษะเขา แต่ก็ยังไม่คลายอ้อมกอด จีมินที่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในพันธนาการนั้นจนเหนื่อยแล้วจึงยืนเฉยๆปล่อยให้อีกคนทำตามใจ ร่างเล็กลอบถอนหายใจเมื่อเสียงสั่นๆของจองกุกยังคงพูดขอบคุณเขาซ้ำไปซ้ำมา ได้แต่งงว่าจะดีใจอะไรขนาดนั้น มันเป็นเพียงแค่แต้มเดียวไม่ใช่รึไง

 

            เซ็ตเตอร์ตัวขาวลอบขำรุ่นน้องตัวสูงในใจ ค่อยๆเอื้อมมือไปโอบอีกฝ่าย ฝ่ามือบางไล่ลูบแผ่นหลังหนาเบาๆ  ก่อนจะรู้สึกถึงน้ำหนักที่โถมเข้ามากอดอีกหลายชีวิต จีมินหลุดหัวเราะออกมาเมื่อทุกคนในทีมต่างพากันเข้ามากอดตนและจองกุกจนกลายเป็นก้อนกลมดิก

 

            รู้ตัวอีกทีทุกคนก็ผละออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงแค่รอยยิ้มกว้างๆจากคนตรงหน้าที่ส่งมาให้เขา ไม่รู้ว่าตัวเองแสดงสีหน้าแบบไหนออกไป จองกุกถึงได้หัวเราะเบาๆแล้วดีดหน้าผากเขาราวกับเอ็นดูอะไรสักอย่าง ถ้าเป็นปกติเขาคงจะด่ากลับไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้แต่ยืนเงียบ มีเพียงเสียงนกหวีดจากกรรมการที่ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ มิวายได้ยินเสียงทุ้มหัวเราะดังมาจากทางด้านซ้ายของสนามว่าอย่าใจลอยในสนาม ทิ้งให้เขาจมอยู่กับความหงุดหงิดปนอับอาย

 

            “จบเซ็ตแรก นักกีฬาเปลี่ยนแดน”

 

            เซฮวาเอาชนะในเซ็ตแรกไปได้ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ยังวางใจไม่ได้ คิมนัมจุนย้ำเรื่องการบล็อกและการเสิร์ฟของอีกทีมที่ยังเป็นปัญหาสำหรับทีมเรา ก่อนที่กัปตันคนเก่งจะปิดท้ายด้วยรอยยิ้มว่าถึงอีกทีมจะเก่งแค่ไหน ถ้าเซ็ตเตอร์ของทีมเราเลิกงอแงแล้ว ก็คงเอาชนะได้ไม่ยาก เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนในทีม

 

            “ไง เด็กอมมือ โตขึ้นแล้วนะเรา” ให้ตายเถอะ แม้แต่อิมแจบอมยังแซวเขาเลย

 

            “บอกแล้วว่านายทำได้” ประโยคฟังดูดีอยู่หรอก แต่จะยักคิ้วล้อเลียนเขาทำไม

 

            “พวกนิสัยไม่ดี” จีมินบ่นเสียงงึมงำในลำคอขณะเดินเปลี่ยนแดนไปยังอีกฝั่งของสนาม เมินเสียงแหลมๆของแจ็คสันและแทฮยองที่จงใจกวนประสาทเขา พลางรีบสาวเท้าให้เร็วเพื่อหนีเสียงน่าหงุดหงิดนั่น

 

            “โอ๊ะ ค่อยๆเดินสิครับ สนามมันไม่วิ่งหนีไปไหนหรอก”

 

            ให้ตาย เขาไม่ได้เดินหนีเจ้าพวกสองแสบนั่นเพื่อมาเจอจอนจองกุกนะ

 

            “เอ้า หน้าบึ้งเฉยเลย อารมณ์เสียอะไรมาอีกแล้วครับเนี่ยรุ่นพี่”

 

            “หยุดพูดมากสักที รีบๆเดินไปได้แล้ว เกะกะ”

 

            จองกุกขำคิกคัก แต่ก็ยอมเบี่ยงตัวหลบ

 

            “รุ่นพี่ครับ”

 

            “ว่า”

 

            จีมินหยุดเดิน หันไปมองเจ้าของเสียงทุ้มที่ยืนทำสีหน้าประหลาดๆอยู่ ท่าทางที่ดูประหม่านั่นทำเอาเขาสงสัยว่าเจ้าตัวเป็นอะไร

 

                “มีอะไร”

 

            “ในเซ็ตที่สองนี้ รุ่นพี่ช่วยส่งบอลมาให้ผมด้วยนะครับ”

 

            จีมินมองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ร่างเล็กหันหลังกลับและเดินต่อโดยไม่ได้พูดอะไร ทิ้งให้จองกุกยืนมองแผ่นหลังเล็กนั่นด้วยความผิดหวัง ขายาวก้าวตามมา ก่อนจะหยุดชะงักด้วยความตกใจ เมื่อเสียงหวานตอบกลับมา

 

            “รู้แล้วน่า”

 

“จะส่งบอลให้จนนายเหนื่อยตายไปเลย พอใจมั้ย”

 

            เด็กหนุ่มตัวสูงในชุดยูนิฟอร์มหมายเลข 9 ฉีกยิ้มกว้าง เอ่ยรับคำเสียงดังฟังชัด

 

            “ครับ!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สกรีม  P29  พร้อมติด #kmsomewhere

ที่สำคัญ! อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นการติชม และเพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนกันนะคะ :)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 96 ครั้ง

870 ความคิดเห็น

  1. #815 Jimayn (@momayniracha) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 / 11:51
    ดี ชอบบบๆดีจางงงทำไมแต่งได้ดีขนาดนี้นาาา
    #815
    0
  2. #795 musesxchim (@iamhim_bts) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 / 12:51
    กรี๊ดด ชอบอ่ะ คือชอบดูอนิเมะกีฬาเรื่องนี้ทำให้นึกถึงไฮคิวซึ่งตอนเราดูเราก็มักจะนึกถึงกุกมินบ่อยๆ เลย ชอบมากกกๆ ชอบคาแรคเตอร์จีมินที่นิ่งเหมือนจะเย็นชาแต่ก็ไม่ซะทีเดียว อ่านแล้วก็ลุ้นว่าจีมินจะส่งบอลให้จองกุกมั้ย สนุกมากเลยค่ะอยากอ่านต่อเลยอ่ะว่าความสัมพันธ์จะเป็นยังไงต่อ;—;
    #795
    0
  3. #776 llookpadwu (@0810113721) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 10:28
    ฮื่ออออออ เรื่องนี้น่ารักมากๆ
    ๆๆ ช่วงที่จีมินส่งลูกไปหาจองกุกคือจุดที่มันเหมือนเราเข้าไปอยู่ในสนาม แล้วดีใจไปพร้อมๆกับเขาอ่ะ ดี
    #776
    0
  4. #754 Snoop (@snoopyyahey) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 10:06
    น่ารักค่ะะะ
    #754
    0
  5. #674 IYUN (@alliyun) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 05:14

    น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกก เรื่องนี้ก็อยากให้มาต่อออออออ ชอบๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    #674
    0
  6. #613 ccherbill (@ccherbill) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 00:56
    น่ารักและสนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกก บรรยายได้เห็นภาพมากๆ เลยค่ะ เราเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องกีฬาอ่านแล้วยังเข้าใจและเห็นภาพมากๆๆๆๆ ขอบคุณที่จีมินก้าวข้ามอคติมาได้ ฮือออ อยากอ่านตอนต่อไปว่าเขาจะมาชอบกันยังไงนะะะ แงงง้ ดีมากๆๆ เลยค่ะ
    ขอบคุณสำหรับฟิคสนุกๆๆๆ นะคะะ
    #613
    0
  7. #537 polypailoy (@polypailoy) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2561 / 00:17
    เห็นคำว่าเบอร์ 9 ปุ๊ป จองกุกคอสคาเงยามะลอยมาเลย จีมินผมส้มอัตโนมัติเลย5555555
    #537
    0
  8. #451 Wnats (@JennieJk) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2561 / 23:57
    จีมินสู้ๆ
    #451
    0
  9. #401 parreem (@parreem) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2561 / 07:12
    ยังดีที่น้องกล้าก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดอะ
    #401
    0
  10. #398 Mabel🍌 (@Tan58063) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2561 / 01:04
    เอ้าา น่ารักกก เข้าใจคนที่เจ็บปวดกับความพ่ายแพ้แบบนี้อ่ะ เราก็เคยเป็นนักกีฬา ใน-วมีแต่ภาพจีมินในยูนิฟอร์ม กางเกงสั้นๆ555
    #398
    0
  11. #396 jaeminnoona (@leedongdang) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 23:59
    แง้ อยากให้มีต่อ เข้าใจความเจ็บปวดของจีมิน แต่สงสารกุก
    #396
    0