[OS KOOKMIN] SOMEWHERE ONLY WE KNOW PROJECT 2018

ตอนที่ 39 : PLACE 37 | พนา {19.06.18}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1155
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 87 ครั้ง
    24 ก.ค. 61

** Period **


PLACE 37 | พนา

–– Forest’s chronicle

by : Evelyn98 { @Zizzamo }

 

"ป่าแห่งนี้... คือที่ๆความรักของเราถักทอขึ้น"






「森」

พ น า

 

 

 

จองกุก เป็น เฉวียนจงกั๋ว

จีมิน เป็น ผู่จื้อหมิน

 

 

 

ฝนตกหนักขึ้นทุกทีนะพะย่ะค่ะ กระหม่อมเกรงว่ากว่าจะเสด็จถึงตำหนักใหญ่ พระองค์จะได้รับน้ำฝนเสียจนประชวรเข้า

 

องครักษ์คนสนิทเอ่ยด้วยความประหม่าขณะเดินตามหลังผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน... ใครเล่าจะไปคิดว่าฟ้าสว่างๆเมื่อไม่กี่ยามก่อนจะกลับกลายมาเป็นห่าฝนในขณะนี้ หยาดน้ำจากฟากฟ้ายังคงเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย แรงของมันยามกระทบอาจทำให้ผิวมนุษย์ขึ้นริ้วแดงได้ ซ้ำยังไม่มีแม้วี่แววที่จะซาหรือจางหายไปให้ได้เบาใจ

 

โอรสสวรรค์เองก็ใช่ว่าจะไม่รำคาญใจ หลังกลับจากการประภาสราษฎรแบบลับๆก็หวังที่ได้พักผ่อนนอนหลับ ฝนจากฟากฟ้านั้นเกินกว่าใครจะห้าม ทำให้บัดนี้ร่างกายกำยำภายใต้ชุดผ้าไหมแลดูมีสง่าราศีเป็นอันต้องเปียกเสียตั้งแต่เกศาจรดฝ่าพระบาท

 

ใช่แล้ว.. บุคคลนี้คือ โอรสสวรรค์ เจ้าของประเทศ และ ผู้บัญชาการที่มีอำนาจสูงสุด

 

ทุกตารางนิ้วบนแผนที่ประเทศเป็นของเขา... เขาผู้ซึ่งโอบอุ้มดูแลรักษามาตั้งแต่อายุ 21 ชันษาหลังจากพระบิดาสวรรคต องค์ชายนอกจากพระสนมระดับล่างถูกรับเลือกเป็นรัชทายาทด้วยความสามารถและปณิธานอันแรงกล้า เขาไม่ใช่ลูกฮองเฮา... ไม่ใช่ลูกชายคนแรกของฮ่องเต้ด้วยซ้ำ ...แต่เขาก็ก้าวมาถึงจุดนี้ ค่อยๆยืนหยัดแต่ละก้าวอย่างมั่นคง โดยจากการเป็นอ๋องเล็กๆ พากองทัพไปรบยังหัวเมืองต่างๆ อำนวยการสร้างเขื่อนให้ประชาชน และอีกมากมายจนพอเป็นเหตุผลที่เข้าตาพระบิดาที่เริ่มชราภาพ สุดท้ายเขาก็ได้รับเลือกให้รัชทายาทแห่งแผ่นดิน ออกว่าราชการแทนพระบิดาที่ประชวรอย่างหนัก แม้ในคราแรกจะค้านสายตาเหล่าข้าราชการและขุนนางมากมาย แต่ด้วยอัจฉริยะภาพและการทรงงานอย่างหนัก ทุกอย่างจึงประจักษ์ต่อสาธารณะชนจนคนทั่วไปยอมรับ

 

ข้างหน้าตำหนักอะไร มืดค่ำปานนี้เหตุใดจึงยังสว่างจ้าไปทั่วตำหนักเช่นนั้น

 

ข้างหน้านั่น.. ถ้ากระหม่อมจำไม่ผิด นั่นคือตำหนักดอกท้อพะย่ะค่ะ

 

คิ้วเรียวเข้มที่พาดบนดวงตาสองชั้นขมวดเป็นปม ด้วยความ ที่เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด อีกทั้งยั้งเป็นบุรุษ จึงไม่แปลกที่จะมีบรรดานางสนมมากมายคอยรับใช้อย่างไม่หวาดไม่ไหว จำนวนที่มากมายขนาดนั้น ต่อให้ใส่ใจอย่างไรก็อยากจะจดจำได้หมด หากไร้ขันทีและขุนนางคอยบอกแล้ว ราชันไร้พ่ายเช่นเขา... อาจพ่ายให้การจดจำสนมนางในของตนเป็นแน่แท้

 

ดังเช่นนางผู้เป็นเจ้าของตำหนักนี้ เขาก็ลืมไปแล้วว่าตัวเองได้ประทานที่นี่ให้นางสนมคนไหน...

 

ตำหนักดอกท้องั้นรึ... ข้าจะแวะที่นั่นในคืนนี้... เจ้านำทาง ” 

 

รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ

 

ชายผ้าไหมล้ำค่าสีทองอร่ามสะบัดไปตามแรงลมยามที่เรียวขาแกร่งก้าวเดิน ก้อนเนื้อในอกของโอรสสวรรค์เต้นระส่ำยามที่ตรงดิ่งไปยังสิ่งปลูกสร้างด้านหน้า ตำหนักนี้ทั้งเก่าและอยู่ห่างไกลจากตำหนักของเขาเหลือเกิน... ผู้เป็นเจ้าที่นี่จะรู้สึกอย่างไรที่ต้องทนเปลี่ยวเหงาและห่างไกลจากผู้คนเช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสาร... นอกจากนางแล้วก็อาจจะมีอีกหลายนางที่ตกที่นั่งเดียวกัน การเข้ามาเป็นนางสนองพระองค์ส่วนใหญ่มักจะโดดเดี่ยว หากไม่มีบุตรหรือธิดาเป็นของตัว นั่นย่อมหมายถึงความเดียวดายไปชั่วชีวิต

 

แล้วนางเล่า... แม้แต่ใบหน้าหรือชื่อของนาง ก็ไม่อาจอยู่แม้ในซอกหลืบของหัวใจมังกรเช่นเขา เป็นเช่นนี้...ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตเช่นไรกัน

 

ใครเฝ้าที่นี่? ไปแจ้งแก่เจ้าของตำหนักนี้เสียว่าฝ่าบาทเสด็จมาและจะค้างที่ตำหนักดอกท้อ ให้พระนางเตรียมความพร้อมบัดเดี๋ยวนี้!!

 

สิ้นเสียงเรียกของราชองค์รักษ์นัมจุน ประตูก็เปิดออกพร้อมแสงที่สาดส่อง ความสว่างจ้านี้ทำให้คนที่ยังปรับตัวไม่ทันถึงกับยกมือขึ้นมาป้องตา เพียงไม่กี่ชั่วพริบตา ยามที่ดวงเนตรสามารถคุ้นชินกับที่ๆมีแสงมากเช่นนี้ได้แล้ว โอรสสวรรค์และผู้ติดตามจึงได้เห็นคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเต็มสองตา

 

ร่างบางผู้นั้นมีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ผมยาวดกหนาแลดูสุขภาพดีถูกปล่อยสลวยน่ามอง ใบหน้านวลกระจ่างพิมพ์ใจ ทุกกิริยาล้วนน่าลุ่มหลง... เรียวขาบอบบางก้าวเดินเข้ามาใกล้ขึ้น มือเล็กถือร่มมา ก่อนจะยื่นมันแด่ผู้บุกรุกในค่ำคืนนี้

 

ใบหน้างามที่อมยิ้มน้อยๆของนางราวกับยาฟื้นความทรงจำจำได้แล้ว... ความทรงจำต่อนางทั้งหมดถูกรื้อฟื้นขึ้นมา ราวกับภาพนับล้านพุ่งเข้ามาในหัว ใจที่สั่นอยู่แล้วเริ่มทวีคูณรัวขึ้นจนแทบทะลุออกมาจากอก ทุกอย่างผ่านไปช้าเหลือเกิน... เขาทำอะไรไม่ถูกนอกจากมองหน้านั้น พินิจดูส่วนต่างๆสลับกับตำหนักเก่าๆหลังนี้ มันเป็นเช่นนั้นเนิ่นนาน จนกระทั่งเสียงหวานเอ่ยขึ้นมา เขาจึงตั้งหลักได้หลังจากเตลิดไปเสียนาน...

 

กระหม่อมผู่ไฉเหริน* ยินดีอย่างยิ่งที่ฝ่าบาทเสด็จมาในคืนนี้

 

ที่แท้คนที่หลงลืมมาตลอดก็เป็น ผู่จื้อหมิน เด็กหนุ่มชาวป่ารูปงามคนนั้น....

 

เท้าความไปถึงก่อนที่ เจ้าชายเฉวียนจงกั๋ว'  โอรสลำดับที่ 28 จะได้ครองบัลลังก์ ก่อนหน้านั้น เขาเป็นเพียงอ๋องเล็กๆที่รับอาสาไปทลายกองโจรบนเขาแถบชายแดน โจรกลุ่มนี้ฝีมือเป็นที่เลื่องชื่อ พวกมันมักดักปล้นคาราวานพ่อค้าที่ผ่านไปผ่านมาจนคนหวาดกลัวกับเส้นทางนั้น นับวันยิ่งเหิมเกริม ไร้ซึ่งมนุษยธรรม เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการปราบปรามให้สิ้นซากโดยเร็ว

 

            เจ้าชายหนุ่มเองก็เลือดร้อนไฟแรง เมื่อเสร็จจากการกราบทูลขอพระราชทานอนุญาตแล้วก็เร่งเอาม้าและพลทหารมากฝีมือออกไปปราบจอมโจรพวกนั้นเสียทันที แม้จะมีเสียงของร้าราชบริพารคอยทัดทานอยู่เนืองๆก็หาได้สนใจไม่ เลือดเนื้อเชื้อไขของกษัตริย์ผู้นี้ห้าวหาญดั่งเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วงเต็มที่ ปณิธานแรงกล้านี้น่ากลัวนัก... เพลิงที่ลุกจ้าเช่นนี้ บางที... อาจจะมอดไหม้เสียจนมอดม้วยขึ้นมาเลยก็ได้

 

            แน่นอนว่าในเรื่องของจุดยุทธศาสตร์นั้น พวกกลุ่มโจรเป็นต่ออยู่มาก  แม้จะมีทหารที่มีฝีมืออีกทั้งยังมีจำนวนมากกว่า แต่เขาก็ไม่อาจทลายล้างหรือเข้าถึงรังของพวกมันได้เลย เสบียงที่มีเริ่มร่อยหรอ กำลังพลมากมายเหนื่อยล้า เกิดโรคระบาดจนถึงขั้นล้มตาย เขาในเวลานั้นไร้ซึ่งหนทาง แม้แต่จะกลับเมืองหลวงก็ยังไม่ปลอดภัย กำลังใจและกำลังแรงเหือดหาย จะตายวันพรุ่งก็สุดแล้วแต่เวรแต่กรรม

 

            หากแต่คล้ายสวรรค์ยังคงเข้าข้างบ้าง...

 

            ขณะนั้น... กลุ่มทหารที่เริ่มแตกสาแหรกขาดของเขากำลังเดินทางไปลอบสังเกตกลุ่มโจรใกล้ๆ เขาบังเอิญได้พบกับเด็กบ้านป่าผู้หนึ่ง ในคราแรกที่ได้ประสบพบพักตร์ เครื่องหน้างดงามไร้ที่ติราวกับเด็กผู้หญิง ใบหน้าไร้เครื่องประทินฝาดไปด้วยริ้วของโลหิตดั่งเด็กสุขภาพดีชวนให้เอื้อมมือไปหยิก ผิวที่โผล่พ้นเครื่องแต่งกายขาวนวลราวกับเกิดในรั้วในวัง ทำให้เจ้าชายหนุ่มที่ขณะนั้นยังไม่ได้สมรสกับใครถึงกับพิษวาทขึ้นมา

 

            แม้จะเป็นสมัยที่ชายรักชายยังไม่เป็นที่ยอมรับ แต่เรื่องชายรักชายที่เกิดในรั้วในวังย่อมถูกคนทั่วไปมองข้ามราวกับเป็นเรื่องปกติ...

 

เด็กชายอ้อนแอ้นคนนั้นหาได้งามแต่รูปโฉม ความที่บิดาอันเป็นที่รักถูกพวกโจรฆ่าตายทำให้ไฟแค้นในอกลุกโชนอยู่เสมอ ยิ่งรู้ว่าคนตรงหน้ากำลังเขามาทำร้ายล้างพวกมัน เด็กหนุ่มจึงไม่ได้ทัดทานซ้ำยังให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง หวังแก้แค้นแทนบิดาที่อยู่ในหลุมให้ตายตาหลับ

 

ด้วยความช่วยเหลือของเด็กน้อย เจ้าชายเฉวียนจงกั๋วจึงสามารถล่วงรู้ถึงจุดบอดของค่ายมหาโจรนั้นได้ หลังจากวางแผนอย่างดิบดี เขาได้นำกำลังพลเข้าทลายรังโจรเสียจนราบเป็นหน้ากอง ลูกน้องถูกฆ่าทั้งหมด ส่วนหัวหน้าถูกจับกลับไปลงอาญาที่เมืองหลวงตามกฎหมายบ้านเมือง วีรกรรมครั้งนี้กลายเป็นที่สรรเสริญอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน ความสงบหวนกลับสู่บ้านเมืองด้วยความกล้าหาญของเจ้าชายปลายแถวผู้นี้

 

ความใกล้ชิดก่อเกิดเป็นความผูกพัน... รู้ตัวอีกที เด็กหนุ่มนามจื้อหมินก็ตกหลุมรักเจ้าชายผู้ห้าวหาญคนนี้ไปทั้งใจ เจ้าชายจงกั๋วเองก็เช่นกัน...จึงไม่ยากที่จะเกิดความสัมพันธ์ทั้งทางกายและใจขึ้นมา

 

เด็กน้อยจื้อหมินเป็นเพียงเด็กบ้านป่า... ยามได้ติดตามชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีหมาดๆของตนเข้ามาในเมืองหลวงจึงเป็นเรื่องที่แปลกใหม่มากๆ กิริยาไม่สมควรถูกแสดงออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ทำให้พระสนมเฉวียนไม่โปรดในตัวเด็กคนนี้อย่างยิ่ง ไม่ทันได้มีเมียแต่งก็พาเมียบ้านป่ากลับมา ทำเอากริ้วเสียจนไม่อยากพบหน้า ร้อนถึงองค์ชายจงกั๋วที่ต้องรีบพาเมียไปให้พ้นจากตำหนักพระมารดาของตน

 

วันคืนผ่านพ้น.. จากองค์ชายธรรมดาที่ยืนอยู่ปลายแถว กลับกลายมาเป็นองค์รัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ กษัตริย์ผู้เป็นบิดาประทานหญิงงามเพียบพร้อมให้สมรส จากที่นานๆได้เจอกับเด็กน้อย... ก็กลายเป็นเนิ่นนานจะได้เจอกันที จนกระทั่งวันราชาภิเษก... เมียคนที่สองกลายเป็นฮองเฮา แต่เมียคนแรก... หากไม่ได้องครักษ์คนสนิทเอ่ยเตือนความจำ เขาคงหลงลืมเด็กนั่นไว้ที่บ้านพักตากอากาศส่วนตัวนั่นไปจนวันตาย

 

และแม้ว่าเขาจะเรียกเด็กคนนั้นเขามาพร้อมแต่งตั้งให้เป็นไฉเหรินแล้ว เขาก็ลืมจื้อหมินไปอีกครา... ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องดูแล มิหนำซ้ำยังต้องเดินทางไปหาสนมคนอื่นๆอีกมากมาย จากที่คิดว่าค่อยไปหาเด็กคนนั้นก็ได้... ยังไงเสียก็อยู่ในวังนี้แล้ว…  กลายเป็นว่าทุกวันนี้เขาไร้ซึ่งจื้อหมินในหัวใจ คล้ายเรื่องเมื่อหลายปีก่อนไม่เคยเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น

 

ไปอยู่กับเราที่เมืองหลวงเถิด อยู่ที่นั่นเจ้าจะสบาย เราจะให้คนดูแลเจ้าอย่างดี เช่นนี้แล้ว.. ไปกับเราเถิดนะ

 

พระองค์... เอ่อ พระองค์พูดจริงหรือ?”

 

ไม่ว่าสิ่งใดที่เจ้าอยากได้ เราจะหามาให้ เพียงแค่ไปอยู่ด้วยกัน... เจ้าเป็นคนของเราแล้ว ไยยังจะอยู่ที่นี่?”

 

กระหม่อมกลัว... องค์ชายมีชายาได้มากมาย การจากไปอยู่กับพระองค์เช่นนั้นคล้ายกับเอาตัวเองไปเสี่ยง วันไหนพระองค์หลงลืมหกระหม่อมขึ้นมา เช่นนั้นแล้ว... คนไร้ญาติขาดมิตรอย่างกระหม่อมจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร?”

 

โถเด็กน้อยของเรา... ฟังคำพูดเรานะ ไม่ว่าอย่างไรเราก็ไม่มีทางลืมเจ้า เจ้าเป็นรักแรกของเรา ฟังเรานะจื้อหมิน เรารักเจ้า รักมากเสียจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว

 

คำพูดเชื้อเชิญนั้นช่างหวานหอม เด็กน้อยใสซื่อตกหลุมพรางเข้าอย่างจัง... อยู่ที่เมืองหลวงจื้อหมินกลายเป็นคนใหม่ ถูกยกยอให้มีฐานะเทียบเคียงสตรี แม้เจ้าตัวจะไม่ชอบ แต่ก็ไม่อาจทัดทานความต้องการของสามีตัวเอง ยอมรักชายคนนี้อย่างโงหัวไม่ขึ้น เขาให้อยู่ที่ไหนก็อยู่ ไม่ระรานยามเขาเงียบหาย ทั้งที่หัวใจเหี่ยวเฉาเคล้าน้ำตาเรื่อยมา

 

เข้ามาข้างในก่อนเถิด ตากฝนนานพระองค์จะประชวรเอาได้นะพะย่ะค่ะ

 

จื้อหมิน คือเรา...

 

กระหม่อมดีใจเหลือเกินที่ท้ายที่สุดก็มีวันนี้... ในครัวมีของว่าอะไรบ้าง นำเข้ามาถวายเดี๋ยวนี้ ส่วนเจ้า.. ไปเอาผ้าคลุมมาให้ข้าที พระวรกายฝ่าบาทมีค่านัก จะประชวรย่อมไม่ได้... ข้าสั่งก็ไปทำโดยเร็ว อย่ามัวโอ้เอ้

 

หลังจากสั่งงานบ่าวไพร่เสร็จก็ถือวิสาสะกุมมือพาโอรสสวรรค์เข้ามายังชายคาตำหนัก รองเท้าเปื้อนโคลนที่สวมก็ได้มือน้อยๆประคองถอดอย่างอ่อนโยนทำเอาฮ่องเต้หนุ่มทำตัวไม่ถูก ร่างบางดีกับเขาเสียจนความรู้สึกผิดมันท่วมท้น... ภรรยานี้มีมากมาย แต่ไม่เคยเลยที่จะได้รับการดูแลอย่างปราณีตเฉกเช่นเด็กน้อยของเขา น่าอายเสียจริงที่ทอดทิ้งให้อีกฝ่ายเหงาหงอยอยู่ท้ายวังเช่นนี้มานานแรมปีแบบนี้

 

จื้อหมินน้อยของเรา... ทำไมเราถึงได้หลงลืมเจ้ามาตลอดกันนะ?

 

เสื้อผ้าเปียกถูกปลดออกไปด้วยมือเรียวเล็กของภรรยา ในห้องนี้เหลือเพียงผู้สูงศักดิ์ทั้งสองเพียงลำพัง เครื่องแต่งกายใหม่ถูกไฉเหรินตัวน้อยคอยช่วยสวม ยามที่นิ้วมืออุ่นทาบทับหรือกรีดกรายบนผิวหนัง คล้ายกับวันคืนในอดีตหวนคืนมา

 

ทั้งความรัก... ความเสน่ห์หา... ราวกับย้อนไปยังคืนแรกที่ทั้งคู่เป็นของกันและกัน

 

เป็นความผิดของเราที่ปล่อยเจ้าโดดเดี่ยวเช่นนี้ ทั้งที่เคยให้สัญญากับเจ้าไว้...

 

“...”

 

สนมรักไม่ได้ตอบ ใบหน้าหวานตีสีหน้าเรียบเฉยจนยากจะอ่าน สิ่งที่จื้อหมินไฉเหรินทำมีเพียงชงชาและเติมของว่างลงบนจานของเขาเท่านั้น คล้ายกับกำลังสดับรับฟังสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อ

 

เรา...

 

“...”

 

จื้อหมิน คือเรา... เราขอโทษ

 

เพียงสิ้นคำนั้น ราวกับว่าได้เวลาที่น้ำป่าจะดุนดันเขื่อนอ่อนแอให้แตกพ่าย หยาดน้ำใสร่วงหล่นจากกลางตาอย่างไม่อาจหักห้าม มือน้อยกำชายเครื่องแต่งกายแน่น ไหล่สั่นเทิ้มจากการสะอื้นเสียจนน่าสงสาร

 

โอรสสวรรค์เห็นเช่นนั้นก็เร่งรุดเข้าไปตะกองกอดเสียจนเต็มรัก... นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้มีร่างบางในอ้อมกอด ความที่คิดว่าประเดี๋ยวค่อยไปหา ประเดี๋ยวค่อยไปเจอทำให้เขาพลาดที่จะมีสิ่งดีๆไว้ใกล้ตัวเช่นนี้ ยิ่งคิดยิ่งโกรธตัวเองที่ปล่อยให้เป็นแบบนี้มาเนิ่นนาน

 

กลับไปเราจะแต่งตั้งเจ้าเป็นเฟย* เราจะไม่ทอดทิ้งเจ้าอีกแล้ว ฉะนั้นเลิกร้องไห้เถิด ที่ผ่านมาเป็นเพราะความเขลาของเรา จากนี้เราจะชดเชยให้เจ้าเอง

 

อย่าทิ้ง... อย่าทิ้งกระหม่อมอีกนะพะย่ะค่ะ วันเวลาที่ไร้พระองค์มันขมขื่นจนกระหม่อมจะตายอยู่ทุกวัน อยู่กับกระหม่อม ฮึก!..

 

ไม่แล้วๆ ดูสิ ร้องไห้อย่างกับเด็กๆ เจ้านี่ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ

 

บรรยากาศภายในตำหนักดอกท้อดีขึ้นตามลำดับ บุคคลผู้สูงส่งทั้งสองยังคงหัวเราะจากเรื่องเล่าเมื่อครั้งอดีตแข่งกับฝนที่ตกอย่างหนัก บรรดาข้าราชบริพารได้ยินเจ้าของตำหนักหัวเราะก็ดีใจเสียยิ่งกว่า นานแล้วที่ใบหน้านั้นแย้มยิ้มสดใสอย่างมีความสุข เนิ่นนานเสียยิ่งกว่าสำหรับเสียงหัวเราะที่หวานซึ้งนั้น เห็นจื้อหมินไฉเหรินมีความสุขแบบนี้ นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีเลยทีเดียว

 

เวลาเคลื่อนไปช้าๆท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวนไปด้วยความหลัง ฮ่องเต้มองใบหน้าหวานด้วยความเสน่ห์หา อดไม่ได้ที่จนเอื้อมมือไปลูบไล้พวงแก้มกลมที่ไร้เครื่องประทินโฉมเฉกเช่นหญิงอื่น ร่างบางยามเอียงอายน่ารักเสียจนเลือดในกายมันพุ่งพล่าน ดวงตาเรียวสวยของไฉเหรินเบิกกว้างยามที่ร่างกายถูกอุ้มไปยังที่นอนหากแต่ก็ไม่ได้ทัดทาน ยังไม่ทันได้ขบคิดสิ่งใดเพิ่มเติม ริมฝีปากอวบอิ่มสีสดก็ถูกมังกรช่วงชิงไปเสียแล้ว

 

เขาจุมพิตบนเรียวปากนั้นอย่างแผ่วเบา จนร่างบางของจื้อหมินสั่นสะท้านคล้ายลูกนกน้อยที่น่าสงสาร ท่าทีที่ควรสงวนถูกลืมไปหมดแล้ว ทั้งที่ก็เคยเป็นของเขามาก่อน แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่สามีที่รักจะไม่ทำให้เขาอ่อนระทวยเช่นนี้ จื้อหมินพ่ายแพ้แก่ฮ่องเต้จนหมดสิ้น ยอมให้เรียวลิ้นซุกซนเข้ามาช่วงชิงความหอมหวานจากโพรงปากของตน ฝ่ามือเล็กที่ว่างงานดึงรั้งคอเสื้อเขาไว้แน่น ท่าทางน่ารักน่าชังจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว อดไม่ได้ที่จะงับริมฝีปากอิ่มที่แสนหอมหวานนี้ซักครั้ง

 

ประสบการณ์วาบหวามในอดีตไม่ได้ช่วยอะไรเลย จื้อหมินยังคงเป็นมือใหม่และไม่เคยคุ้นชินกับมันแม้เพียงสักครั้ง ยิ่งยามที่โอรสสวรรค์เคล้าคลึงผิวอ่อนนุ่มตรงต้นขา ก็ยิ่งอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงหน้าอายออกไป แสงเทียนสลัวและความเย็นจากฝนเป็นชนวนอย่างที่สำหรับช่วงเวลาอันแสนหวานของทั้งสองฝ่าย ฮ่องเต้จงกั๋วขึ้นคร่อมบนสนมรัก จดจ้องใบหน้างามนั้น สื่อผ่านดวงตาว่ารักในตัวอีกฝ่ายขนาดไหน

 

เจ้างดงามขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ?”

 

“...”

 

ร่างบางไม่ได้เอ่ยตอบ เรียวปากอิ่มเม้มแน่นเพื่อกลั้นไม่ให้ยิ้มเขินออกมา ทุกอย่างแจ่มแจ้งในพระเนตรฮ่องเต้ สนมผู้นี้น่ารักเสียจนเขาอดใจไม่ไหวอีกต่อไป... ลมหายใจของเขาหนักหน่วง จมูกโด่งไล่ลงบนซอกคอที่เจือกลิ่นหอมอ่อนๆ พรมจูบลงบนนั้น ดูดดึงจนเกิดริ้วแดงตัดกับผิวขาวราวกับหิมะ มือหนาปลดเครื่องแต่งกายหลายชั้นออกอย่างชำนาญ ผิวกายที่กระทบกับอากาศเย็นทำให้ขนกายลุกชันสะท้านไปทั่วร่าง ยอดอกสีอ่อนปรากฏแก่สายตา เชื้อชวนให้ลิ้มลองครอบครองเสียเดี๋ยวนี้

 

ริมฝีปากของเขาเคลื่อนลงมาบนบ่าลาด มือหนาลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังบาง นวดคลึงช่วงเอวคอดที่เปลือยเปล่า เล่นเอาคนในอ้อมกอดสั่นสะท้าน โอบแขนกอดกระชับกายแกร่งเบื้องบน

 

ได้เจ้าช่วยแต่งกายแล้ว  วานเจ้าถอดมันออกอีกครั้งเถิด...เมียรัก

 

เสียงทรงอำนาจแหบพร่า ทว่ายังคงเจือมาซึ่งคำหวานให้ซึ้งใจ จื้อหมินเพียงเงยหน้ามองอย่างโง่งม ใบหน้าคมก้มลงชิมริมฝีปากอิ่มอีกครั้งพร้อมกระซิบย้ำ

 

ถอดให้เถิดหนา เราร้อนรุ่มเพราะเจ้าจน...จนตายอยู่แล้ว

 

ครั้งนี้จื้อหมินเขินเสียจนใบหน้าแดงซ่านไปด้วยเลือดฝาด ร่างกายไร้ซึ่งเรียวแรง ได้แต่หยัดกายให้เขาเชยชิม มือเล็กเอื้อมไปเปลื้องชุดที่ตนเพิ่งสวมให้เมื่อครู่อย่างสะเปะสะปะ แผงอกล่ำสันปรากฏตรงหน้า แม้ว่าจะเคยเห็นมาบ้างแล้ว แต่ไม่มีคราไหนเลยที่จะใจเต้นแรงเท่าครั้งนี้ รอยแผลเป็นมากมายบากอยู่บนผิวกายนั้น ดูแล้วช่างสมชายชาติทหารยิ่งนัก ไหล่กว้างผ่า เผย เอวสอบ กล้ามท้องแน่นเป็นลูก งดงามน่าเกรงขามเสียจนใครก็เทียบไม่ติด

 

ปากของเขาว่าร้ายกาจแล้ว มือของเขากลับขี้เล่นยิ่งกว่า... เอวคอดถูกบีบเค้น ต้นขาอวบถูกขยำเสียขนขึ้นรอยมือ รุนแรงแต่เร้าใจ พัฒนาจากเมื่อก่อนเสียจนอดหวั่นใจไม่ได้

 

ฝ่าบาท... ได้โปรด อ่อนโยนกับกระหม่อมด้วยเถิดพะย่ะค่ะ

 

เสียงหึดังออกมายามได้ยินคำนั้น เรียวขาเจ้าเนื้อค่อยๆถูกฝ่ามือของผู้มีอำนาจแยกออกช้าๆ จากมุมมองตรงนี้ทำให้มังกรมองเห็นไปเสียทุกส่วนของเมียรักผู้นี้ เมื่อครั้งก่อนที่เขาได้เชยชมไปร่างกายนี้คล้ายยังไม่โตมากนัก หลังจากที่เขาถอนรากโคนดอกไม้งามนี้ออกมาจากป่าเพื่อเอามาปลูกต่อที่เมืองหลวง ก็ถึงได้ฤกษ์บานสะพรั่งเอาครานี้

 

เรียวขาขาวข้างหนึ่งถูกแขนแกร่งยกขึ้นพาดบนบ่าหนา ฮ่องเต้รูปงามบดจมูกลงบนต้นขาด้านในของดอกไม้งาม สูดดมขบเม้มแสดงความเป็นเจ้าของให้เจ้าตัวอ่อนระทวย เขาเป็นถึงฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่... นางสนมสิต้องเป็นฝ่ายปรนเปรอเขาให้มีความสุข แต่เขากลับเลือกที่จะสร้างความสุขให้สนมเล็กๆคนนี้

 

เป็นของเราเถิดหนา สนมรัก

 

เปลวเทียวสั่นไหวพอๆกับกายของทั้งคู่ที่เคลื่อนเข้าหากัน เสียงฟ้าฝนที่ตกอย่างไร้วี่แววจะหยุดเป็นเพลงที่บรรเลงเบื้องหลังบทสวาทของทั้งสอง ฮ่องเต้หนุ่มตักตวงความหอมหวานจากกายบางอย่างไม่รู้สึกเบื่อจนเกือบฟ้าสาง ร่างเปลือยเปล่าสองร่างกอดกันกลมเกลียว ความรักที่พลัดพรากหวนคืนสู่ใจของทั้งสองอีกครั้ง

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

ดอกไม้ป่า เช่นไรก็งดงามที่สุดภายในป่า....

 

หลายคนที่ลุ่มหลงในความงามของมันมักเที่ยวตามหาเพื่อหวังจะได้ครอบครองความงามที่ตัวโปรดปราน ยามได้พบเจอ จึงไม่ลังเลที่จะถอนรากถอนโคนขึ้นมา นำไปปลูกยังที่แปลกถิ่น ดอกไม้ป่าที่น่าสงสารไม่อาจเติบโตได้ในพื้นดินที่ไม่คุ้นเคย... ยิ่งไม่ได้รับการดูแลแล้ว ซักวันก็ย่อมร่วงโรย นับเป็นวัฏจักรแห่งชีวิต

 

บ้านป่าคือที่ของผู่จื้อหมิน...

 

องค์ชายจงกั๋วผู้เป็นคนต่างถิ่นบังเอิญมาเจอเข้า... หลงใหลในความงามของจื้อหมินเสียจนอยากครอบครองไปทั้งตัวและใจ จึงชวนเขาเข้าไปยังเมืองหลวงด้วยกัน แม้จะไม่ได้ต้องการ แต่จื้อหมินก็ตอบรับ เพราะรักตัวเดียว.... ชีวิตจึงตกที่นั่งเหี่ยวเฉา... เขาบอกว่ารัก เขาบอกว่าจะดูแล แต่เพียงไม่นานเขาก็จากหายอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้เปลี่ยวเหงาเป็นดอกไม้ต่างถิ่นที่ต้องเติบโตในที่ๆไม่คุ้นเคยคนเดียว...

 

แม้จะสามารถยืนหยัดในผืนดินที่แตกต่างได้ ก็ใช่ว่าจะเติบโตบอย่างแข็งแรงสองปีก่อนหน้าเมื่อคราที่มีการสำรวจตรวจตราพลานามัยของฝ่ายในทุกนาง จื้อหมินถูกพบว่าตัวเองกำลังป่วยด้วยโรคทางใจความที่จะกินก็กินไม่ถึงขั้นอิ่ม ยามนอนก็ยากจะหลับตาทำให้บัดนี้ร่างกายที่เคยแข็งแรงเริ่มอ่อนแอจากการขาดสารอาหารและพักผ่อนไม่เพียงพอ

 

ภายนอกอาจดูเป็นปกติและงดงาม หากไม่ได้อยู่ใกล้ชิดอาจไม่ล่วงรู้ว่าบัดนี้ดอกไม้ป่ากำลังเปราะบางและอ่อนแอเพียงใด การได้พบคนที่รอคอยที่สุดเมื่อคืนคล้ายดั่งการเติมพลังงานชีวิตที่กำลังดับลง แต่หารู้ไม่ว่าต่อให้เติมน้ำมันตะเกียงมากเพียงใด ก็ไม่อาจต่อชีวิตที่ไร้ไส้เทียนได้อีกแล้ว ยิ่งเมื่อคืนได้ถวายร่างกายอันอ่อนแอแด่ผู้เป็นกษัตริย์ไป ทุกอย่างจึงแย่ลงจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ

 

จงกั๋วฮ่องเต้นั้นรักษาคำสัตย์ที่ให้ไว้ เพราะหลังจากเสร็จไปว่าราชการในตอนเช้า ราชโองการแต่งตั้งก็ตรงไปสู่ตำหนักดอกท้อเสียแทบทันที จากไฉเหรินอันเป็นตำแหน่งที่ต่ำต้อยสำหรับสนมก็แปรเปลี่ยนเป็น ฮวาเฟย*อันมีความหมายงดงามว่า พระชายาผู้นำพาความรุ่งโรจน์' สมดั่งวีรกรรมอันยิ่งใหญ่เมื่อครั้งที่ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มบ้านป่าคนหนึ่ง

 

ผู่จื้อหมินไฉเหรินมีความดีความชอบ ช่วยงานราชการสำคัญจนสามารถทลายกลุ่มโจรชั่ว ประพฤติอยู่ในศีลธรรมมาตลอด ฮ่องเต้มีราชโองการแต่งตั้งขึ้นเป็น ผู่ฮวาเฟย' ย้ายไปยังตำหนักเงาตะวัน มอบขันทีสิบคน นางกำนัลสิบสี่คน ทองห้าสิบช่าง!

 

ร่างที่ยังป่วยด้วยพิษไข้ทรุดลงกับพื้น คำนับน้อมรับราชโองการของฮ่องเต้อันเป็นสิ่งเด็ดขาด จื้อหมินไม่ได้ยินดียินร้ายกับสิ่งที่ได้ ตั้งแต่ฮ่องเต้มาหาใจของเขาก็คล้ายพอใจกับมันจนท่วมท้นไปแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างล้วนเป็นของนอกกาย เทียบไม่ได้กับการได้สบมองใบหน้า ได้ยินเสียงและสัมผัสพระองค์ เพียงเท่านั้น.. จื้อหมินคนนี้ก็มีความสุขมากแล้ว

 

ค่อยๆลุกนะเพคะ ร่างกายยังไม่แข็งแรงดีเช่นนี้ หม่อมฉันกลัวเหลือเกินว่าถ้าล้มไปอาการจะยิ่งแย่

 

สาวใช้คนสนิทที่อยู่กับเด็กหนุ่มมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเพียงเมียบ้านป่าเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงร่างกายนี้ เธอรู้ดีกว่าใครรู้กระทั่งว่าหากได้รับความกระทบกระเทือนอีก อาการจะยิ่งแย่ขนาดไหน แม้สีหน้าของฮวาเฟยจะสดใสที่ได้รับความสนใจจากฮ่องเต้ก็ตาม

 

นี่เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหมพี่เสี่ยวหลิง? ฮ่องเต้จำเราได้แล้วฮ่องเต้มาหาเราเมื่อคืนมันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม?”

 

จริงเพคะ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง พระสนมจะได้ย้ายไปยังที่ๆดีกว่านี้แล้วนะเพคะ ตำหนักเงาตะวันใกล้ตำหนักของฮ่องเต้มาก เช่นนี้แล้วมีโอกาสสูงที่ฮ่องเต้จะเสด็จมาหาพระสนมบ่อยๆ เมฆหมอกที่ปกคลุมเริ่มสลายแล้วเพคะ

 

ใบหน้างามแย้มยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้ยินคำของสาวใช้ พลันเอาข้ารับใช้เก่าๆพากันปลื้มปีติเป็นการใหญ่ การรับใช้สนมที่ได้รับความสนใจจากฮ่องเต้ย่อมนำพาความสะดวกสบายมาให้ จากไฉเหรินสู่ฮวาเฟย การกินอยู่ของทุกคนย่อมดีขึ้นตามตำแหน่งของผู้เป็นนาย แต่ไม่ใช่กับเสี่ยงหลิงความที่รักจื้อหมินดุจน้องชายมาตั้งแต่ต้นทำให้ภายในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิ รอยยิ้มที่นานๆจะได้เห็นคือสิ่งที่ดีสุดสำหรับเธอ เห็นน้องมีความสุขเราก็มีความสุขด้วย หากน้องมีภัยก็พร้อมกระโจนเข้าปกป้อง ความภักดีของเธอต่อจื้อหมินผูกพันหนียวแน่น ยากจะหาสิ่งใดมาหักล้าง

 

อ้ะพี่เสี่ยวหลิง!

 

เสียงหวานร้องขึ้นยามกำลังลุกจากพื้นขึ้นมาหวังจะเดินไปนั่งยังเก้าอี้คนงาม ท้องไส้คล้ายปั่นป่วนอย่างหนักราวพายุกระหน่ำ สัญญาณเตือนจากหนึ่งในโรคแทรกซ้อนจากอาการซึมเศร้า

 

ฮวาเฟย! ปวดท้องอีกแล้วหรือเจ้าคะ!? พวกเจ้ามัวทำอะไร! ไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้!! ฮวาเฟยอดทนหน่อยนะเพคะ หม่อมฉันจะพาไปพัก ฮึก.. ทำใจเย็นก่อนนะเพคะ

 

อึก!! พะพี่เสี่ยวห หลิง

 

ฮวาเฟย!

 

เลือดที่ควรฝาดบนใบหน้าจางหายไปตามอาการ ร่างบางกระตุกอย่างแรงก่อนจะพ้นเลือดออกมาจากปาก...บรรดาบ่าวไพร่ทั่วตำหนักปั่นป่วนกันไปทั่วด้วยอาการของฮวาเฟย เพิ่งดีใจได้ไม่นานก็ต้องมากังวลเรื่องใหม่ต่อ แม้จะคุ้นชินกับอาการป่วยของจื้อหมิน แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ใบหน้างามบิดเบี้ยวด้วยความทรมานเนื้อตัวที่ซีดอยู่แล้วเริ่มซีดกว่าเก่านับเป็นครั้งแรกที่หนักจนถึงขั้นกระอักเลือดออกมา...

 

และก็เป็นครั้งแรกที่อาการป่วยของดอกไม้งามถูกทูลแก่ฮ่องเต้

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

จื้อหมินเป็นอย่างไร!! ข้าถามก็ตอบสิ มัวอ้ำอึ้งอะไรอยู่ได้!

 

หลังจากกราบทูลแด่จงกั๋วฮ่องเต้ที่กำลังทรงพระอักษร ผู้กันในพระหัตถ์ก็ถูกกดลงบนกระดาษเสียจนใช้การต่อไม่ได้ หมึกสีดำเริ่มเลอะมือแต่ก็คล้ายโอรสสวรรค์จะไม่ได้ใส่ใจกับมัน กงกงข้างกายของเขากำลังถ่ายทอดอาการของเมียรักยังไม่จบดีก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะพรวดพราดออกไปยังตำหนักเดิมของจื้อหมินไวดั่งสายลม

 

จื้อหมินคือคนที่เขาทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวมานาน ความรู้สึกผิดต่อเด็กน้อยจึงท่วมท้นเสียยิ่งกว่าน้ำล้นเขื่อน ใจที่แข็งแกร่งดุจหินผาเริ่มทลายเพียงเพราะได้ยินอาการนั้น สวรรค์นี่เขาปล่อยให้จื้อหมินต้องลำบากแถมยังต้องต่อสู่กับความเจ็บป่วยโดยไร้ซึ่งการใส่ใจมานานขนาดนี้ได้อย่างไร?

 

ฮวาเฟยบัดนี้ยังไม่ได้สติเลยเพคะ ฮึก! หม่อมฉันผิดเองที่ดูแลฮวาเฟยไม่ดี ส สมควรตายอย่างยิ่งเพคะ!

 

นางกำนัลคนสนิทผู้นั้นร้องไห้อย่างหนักยามแจ้งอาการแก่โอรสสวรรค์ในขณะที่ตัวฮ่องเต้เองก็เริ่มนิ่งดั่งหิน ชุดสีเหลืองลายมังกรสะบัดพริ้วยามเจ้าของผู้สูงส่งก้าวเข้าไปยังห้องนอน หมอหลวงที่เริ่มชราเห็นว่าเป็นฮ่องเต้ก็รีบทรุดลงทำความเคารพพลางแจ้งอาการแก่ผู้เป็นใหญ่

 

ทูลฝ่าบาท ผู่ฮวาเฟยมีอาการทางใจมานาน ร่างกายอ่อนแอไม่แข็งแรง หลังจากที่เอ่อที่ถวายตัวเมื่อคืนก็เริ่มทรุดเพราะความเหนื่อยอ่อนกระหม่อมทำการฝังเข็มและถวายการรักษาเบื้องต้นแล้ว คาดว่าต้องดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไปพะย่ะค่ะ

 

เจ้าพูดว่าอาการทางใจ?”

 

ใช่พะย่ะค่ะ อาการทางใจนี้ทำให้การดำรงชีวิตของผู่ฮวาเฟยแย่มาตลอดไม่ค่อยได้รับสารอาหารเท่าที่ควร นางกำนัลที่ถวายงานแจ้งว่าฮวาเฟยพักผ่อนไม่เพียงพอเสมอ ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ เป็นธรรมดาที่โรคร้ายจะกล้ำกรายพะย่ะค่ะ

 

รักษาจื้อหมินอย่างดีที่สุด…”

 

เสียงของผู้ทรงอำนาจในบัดนี้เยือกเย็นจนหมอหลวงเริ่มตัวสั่น อากาศก็ไม่ได้ร้อนแต่กลับมีเหงื่อออกตามไรผมเสียมากมาย

 

มียาอะไรดีๆให้นำออกมาใช้ ใครมีความสามารถให้เข้ามารักษา เจ้าต้องช่วยจื้อหมินให้ได้! จื้อหมินต้องกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

 

“….พะ พะย่ะค่ะ

 

หากเด็กน้อยของข้ามีอันเป็นไป นั่นย่อมหมายถึงชีวิตของเจ้าและครอบครัวของเจ้า จำไว้!

 

รับด้วยเกล้าพะย่ะค่ะ!!

 

จงกั๋วฮ่องเต้สัญญาไปเช่นนั้นรับปากจื้อหมินน้อยเอาไว้เสียดิบดี ถึงแม้ในตอนนั้นทุกคำที่พูดจะเต็มไปด้วยความจริงใจ ด้วยความมุ่งมั่นและคิดไปเองว่าจะสามารถทำตามสัญญานั้นได้แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ทำทุกอย่างพังด้วยมือของเขาเอง

 

ทุกอย่างที่คิดมาตลอดว่าจะคงอยู่ตลอดไป คล้ายกับกำลังพังลงดั่งกองทรายที่ถูกคลื่นซัด

 

ในขณะที่เขาลืมเลือนอย่างโง่งม ร่างกายของจื้อหมินก็แย่ลง ซึ่งเขาเข้าใจดีว่าทำไมจื้อหมินถึงเป็นเช่นนั้น ความรักจากใจดวงนั้นเต็มเปี่ยมมาตลอด ความผิดทุกอย่างเป็นของเขา ทั้งๆที่จื้อหมินรักเขามาก แต่โอรสสวรรค์ผู้นี้กลับทำร้ายกัน

 

ดังนั้นครั้งนี้เขาจะดันทุรังรักษาดอกไม้ดอกนี้ทุกวิถีทาง เพราะไม่อยากทำผิดพลาดเหมือนเดิมอีกแล้ว..

 

ไม่อยากปล่อยมือคนที่รักไปอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว...

 

มังกรที่อยู่อย่างใจเย็นมาตลอดเริ่มเกรี้ยวกราดแล้วหากแต่ต้นเหตุของความโกรธเกรี้ยวโกรธาทั้งหมดกับมาจากตัวเองมังกรเสียเองเอง

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

วันคืนเริ่มผ่านไปอย่างช้าๆเฉกเช่นอาการของฮวาเฟยนับว่าโชคดีเป็นอย่างมากที่สามารถประคองอาการให้ผ่านพ้นฤดูหนาวมาอย่างตลอดรอดฝั่ง หมอหลวงที่เก่งที่สุดถูกส่งไปรักษา ยาที่ดีที่สุดถูกส่งไปบำรุง แม้จะไม่ได้ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ก็นับว่าเป็นที่น่าพอใจ

 

หลังจากที่ฮวาเฟยย้ายเข้ามาอยู่ที่ตำหนักเงาตะวัน บรรดาข้าหลวงประจำตำหนักก็มีโอกาสได้ต้อนรับประมุขแห่งประเทศเสียแทบทุกวัน จงกั๋วฮ่องเต้จะมาเยี่ยมฮวาเฟยหลังจากที่ว่าราชการเสร็จ คอยป้อนอาหารเหลวอันเป็นมื้อเย็นด้วยตัวเอง เนื้อตัวของฮวาเฟยมีเพียงฮ่องเต้ที่ได้เช็ดถู ดูแลทะนุถนอมทุกอย่างเสียจนบรรดาสนมทั้งหลายตัดพ้อออกมาบ่อยครั้ง

 

หากแต่นอกจากฮ่องเต้จะไม่เก็บมาใส่พระทัยแล้ว ใครก็ตามที่ตัดพ้อน้อยใจต่างก็ถูกถอดป้ายออกทั้งสิ้น

 

ดังนั้นจึงแทบไม่มีใครกล้าอีกนับแต่นั้น การถูกถอดป้ายย่อมหมายความว่าฮ่องเต้จะไม่เสด็จไปหาอีก เมื่อไม่มาหา โอกาสที่จะมีหน่อเนื้อเชื้อมังกรก็เป็นศูนย์ และเมื่อไม่มีโอรสธิดาถวาย ชีวิตภายภาคหน้าก็จะลำบากตามกันไป

 

วันนี้ตอนหม่อมฉันป้อนพระกระยาหารมื้อเช้า ฮวาเฟยทานได้เยอะมาก พระพักตร์เริ่มมีสีเลือด อีกไม่นานก็น่าจะหายแล้วเพคะ

 

ดีมาก เจ้าทำได้ดี ไว้ข้าจะให้รางวัลเจ้า

 

ขอบพระทัยเพคะ ฮ่องเต้ทรงพระเจริญ ฮวาเฟยทรงพระเจริญ

 

เสี่ยวหลิงกล่าวสรรเสริญเสร็จก็รีบจรลีออกไปอย่างรู้งาน สนมผู้เลอโฉมชันตัวลุกขึ้นด้วยความกระท่อนกระแท่น โอรสสวรรค์จึงต้องเข้าไปช่วยประคองร่างนั้นขึ้นมา ใบหน้าของจื้อหมินในยามป่วยยังคงอ่อนหวานพิมพ์ใจ สำหรับมังกรเช่นเขา การได้จ้องมองใบหน้านั้นราวกับยาชูกำลังที่เติมเต็มพลังในแต่ละวัน

 

รับรู้แล้วว่าความสุขที่หล่นหายไปนั้นมีค่าแค่ไหน ได้คืนมายามนี้ ย่อมพร้อมปกป้องเอาไว้

 

หากยังมองกระหม่อมนานกว่านี้ คาดว่ากระหม่อมคงพรุนไปทั้งตัวแน่ สายตาฝ่าบาดคมดุจมีด ไม่รู้จะหลบยังไงให้พ้น

 

ฮ่าๆๆๆ นั่นเจ้าเล่นมุขกับเรางั้นหรอ? จื้อหมินของเรามีอารมณ์ขันเช่นนี้ อีกไม่นานคงหายเป็นแน่แท้

 

พระบารมีของฝ่าบาททำให้กระหม่อมมีวาสนาพอที่จะอยู่ต่อไปพะย่ะค่ะ

 

คำพูดแฝงความนัยถูกส่งไปด้วยหัวใจแห่งรัก ถ้าเอาตามตรงแล้ว บารมีไม่ใช่สิ่งที่ช่วยชีวิตจื้อหมิน หากแต่เป็นความรักต่อตัวฮ่องเต้เองต่างหาก ยอมรักษาตัว ยอมดูแลตัวเอง เพื่อต่อชีวิตให้อยู่กับเขาผู้นั้นให้นานๆ

 

เราผิดต่อเจ้ามากเหลือเกินจื้อหมิน

 

ฝ่าบาทอย่าทำเช่นนี้…’

 

ชุดสีทองลายมังกรถูกสร้างเพื่อถวายแด่โอรสสวรรค์ ผู้สวมใส่จึงเป็นดั่งเทพเซียนมาโปรดมนุษย์ หากแต่บัดนี้ เจ้าของมันกลับคุกเข่าลงกับพื้น ชุดล่ำค่าลายมังกรในเวลานี้จึงเปื้อนฝุ่น เปรียบได้ดั่งการสยบแด่ใครผู้หนึ่ง

 

เป็นความผิดของเราทั้งหมด ชาตินี้ทั้งชาติ จงกั๋วผู้นี้ขอชดใช้มันแก่เจ้า จื้อหมินของเรา

 

คนที่เป็นดอกไม้ หาใช่หงส์สูงศักดิ์ไม่

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

กระหม่อมรักษาตัวมาตลอด บัดนี้ร่างกายดีขึ้น แม้จะไม่แข็งแรงเท่าตอนอยู่บนป่าเขาแต่ก็ดีขึ้นมาก ของขวัญของพระองค์ ให้กระหม่อมดูได้หรือยังพะย่ะค่ะ?”

 

เด็กน้อยในสายตามังกรหนุ่มยิ้มแป้น ริมฝีปากอวบสีสวยเผยอนิดๆ น่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง ผู้ถูกถามแสร้งทำหน้าดุอยู่ครู่หนึ่ง อยากเห็นสนมรักเบะปากงอแงดูสักครั้ง แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้ตั้งแต่ก้าวมาครึ่งก้าว วงหน้าเศร้าแบบนั้นได้เห็นอีกครั้งมันจะดีหรอ?

 

เสร็จพอดีเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้เราจะพาเจ้าไปดู รับรองว่าเจ้าต้องชอบ

 

เช่นนั้นนำไปเลยพะย่ะค่ะ!

 

สนมรักตอบรับเสียงหนักแน่นจนมังกรหนุ่มเผลอเขกหัวทุยไปครั้งหนึ่งด้วยใจนึกเอ็นดู นี่สิจื้อหมินตัวจริง จื้อหมินที่สดใสดุจดอกไม้งามที่ต้องแสงตะวัน

 

ในช่วงที่ดูแลจื้อหมินเขาได้สั่งให้คน สร้างอุทยาน' ขึ้นมา หวังจะมอบแด่สนมรักยามที่หายจากอาการป่วย ที่แห่งนี้อาจจะมาจากฝีมือมนุษย์ แต่เขาก็อำนวยการสร้างให้เหมือนกับบ้านเกิดของจื้อหมินมากที่สุด ทั้งพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ สารธารใสสะอาดอันจำลองจากน้ำตกสายใหญ่ ศาลาหลังเล็กๆเอาไว้พักผ่อนหย่อนใจยามเบื่อตำหนักของตน

 

เหนือสิ่งอื่นใด ที่นี่ถูกสร้างไว้เพื่อระลึกถึงสภาพแวดล้อมแรกที่ทั้งคู่ได้พบกัน

 

ป่าแห่งนั้นที่ๆนำพาคนสองคนมาพบกัน หลอมรวมใจของทั้งคู่ให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นดั่งเรือนหออันวิจิตรใจที่สุดในเวลานั้น

 

ขอบพระทัยพระองค์และอะไรก็ตามที่บันดาลให้ฝนตกวันนั้น

 

น้ำตาสายเล็กร่วงหล่นลงไปตามแนวแก้มช้าๆ  บางส่วนของมันคลอบนแก้วตาจนบดบังทัศนียภาพรอบๆ ก้านนิ้วของชายที่รักเอื้อมมาเช็ดเบาๆอย่างทะนุถนอมราวกับใบหน้านี้เป็นแก้วราคาสูง ก่อนจะก้มลงจุมพิตริมฝีปากอวบนั่นช้าๆ

 

เรารักเจ้า ผู่จื้อหมิน

 

กระหม่อมรักพระองค์

 

ดั่งเช่นที่รักตลอดมา

 

 

 

 

 

หลายร้อยปีต่อมามีผู้ค้นพบพระศพขององค์จักรพรรดิจงกั๋วฮ่องเต้ ว่ากันว่าบนพระหัตถ์ของพระองค์กำช่อดอกท้อเอาไว้ ข้างๆกันไม่พบพระศพของฮองเฮาที่เคียงคู่รัชสมัยอย่างที่ควรเป็น หากแต่ค้นพบพระศพของชายร่างเล็กผู้หนึ่ง จากการค้นคว้าและเอกสารและพงศาวดารต่างๆจึงสามารถสันนิษฐานได้ว่า ชายคนนั้นคือผู่ฮวาเฟย พระสนมที่พระองค์รักมากที่สุด

 

แม้ตำแหน่งที่เคียงคู่กันในหลุมศพ จงกั๋วฮ่องเต้ก็ยังจัดเตรียมไว้เพื่อฮวาเฟยคนนั้น

 

และจะเป็นเช่นนั้นตราบชั่วกัลปาวสาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สกรีม  P37  พร้อมติด  #kmsomewhere

ที่สำคัญ!  อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นการติชม และเพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนกันนะคะ :)

 

 

 

 

 

 

 

 

_________

หมายเหตุ

ไฉเหริน ในที่นี่นี้คือนางสนมขั้น 5 มักเป็นตำแหน่งเริ่มแรกของผู้ที่จะเป็นสนม

เฟย* คือตำแหน่งของอัครชายาทั้งสี่ ประกอบด้วย กุ้ยเฟย ซูเฟย เต๋อเฟย เสียนเฟย แต่ฮวาเฟยในที่นี่เป็นตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นมาภายหลังร่วมกับลี่เฟยและฮุ่ยเฟย

เก้าอี้คนงาม คือ เก้าอี้ที่มีที่เท้าแขนสองข้าง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 87 ครั้ง

870 ความคิดเห็น

  1. #863 355152545 (@355152545) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 19:27
    น้ำตาซึมเลยค่ะ แต่งดีมากๆค่ะ
    #863
    0
  2. #780 llookpadwu (@0810113721) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 09:08
    คนที่แต่งพีเรียดจีนเก่งๆมีอยู่ไม่กี่คน และเรื่องนี้มันดีมากกกกกก ดีใจที่ได้มาอ่าน ภาษาดีขนาดนี้ ทำให้นึกถึงนักเขียนคนนึง แง ทั้งเรื่องมันเป็นสีเทาอ่ะ แต่ในสีเทามันมีสีชมพูแทรกเข้าไป ชอบความรักที่เขามีให้กัน คนนึงก็ขาดไปไม่ได้ คนนึงก็รักตลอดไป ฮื่ออออออ ขนาดตายยังถือดอกท้อ รักมากจริงคนนี้ ฉากที่ประทับใจที่สุดจนจะร้องคือฉากที่จักรพรรดิก้มหัวให้ เพราะท่านดูแลไม่ดี ก็เลยเป็นแบบนี้ ฮื่ออออ คือบับ สวยงามมาก ไอเลิฟ
    #780
    0
  3. #762 Snoop (@snoopyyahey) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 19:43
    ฮือ แต่งดีมากเลยค่ะะะ ภาษาสวยมาก การบรรยายลื่นไหล โอ้ย คือดีงามมากๆค่ะ แอบกลัวไปแล้วว่าอาการจื้อหมินอาจจะไม่หาย แต่ในที่สุดก็ได้อยู่เคียงข้างกันจนถึงวันที่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ชอบที่จื้อหมินพูดมากเลยค่ะ ถ้าไม่มีวันนั้นจงกั๋วอาจจะลืมไปแล้วก็ได้TT ขอบคุณมากๆนะคะที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมา
    #762
    0
  4. #655 YooAooo (@yooaooo) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 12:07
    อิ่มเอมหัวใจ ฮือ โทนเรื่องมันเศร้ามาก แอบคิดว่าจะจบแบบแบดเอนด์แล้ว ดีนะที่ฮ่องเต้ไปเจอก่อนไม่งั้นน้องจะเป็นยังไงไม่รู้ ;-; ภาษาสวยมากกกกกกกกกกก เหมือนหลุดไปในโลกของพีเรียดจีนจริงๆเลยค่ะฮือออ ไรท์เก่งมากๆๆๆ ชอบประโยคที่ว่า 'ขอบคุณอะไรก็ตามที่บันดาลให้ฝนตกในวันนั้น' คือถ้าฮ่องเต้ไม่ไปหลบฝนก็จะยังลืมน้อง ไม่รู้ว่าน้องป่วย แถมยังรังแกน้องอีก น่าตีจริงๆ! สุดท้ายขอบคุณไรท์ที่แต่งฟิคดีๆแบบนี้ให้อ่านนะคะ จะใช่ไรท์ที่เรานึกไว้มั้ย!?
    #655
    0
  5. #623 ccherbill (@ccherbill) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 03:15
    ภาษาสวยมากกกกกกกกกกกกกกกก ชอบมากๆๆๆ ประทับทิสุดเรยค่ะ!!!
    การแต่งพีเรียดว่ายากแล้ว นี่เป็นพีเรียดจีนอีกกกก ต้องแต่งยากมากๆๆๆ แน่ๆ เลยค่ะ ;-; คือเรื่องดีมากๆๆๆๆๆๆ อ่านแล้วไหลลื่นมาก ไม่มีสะดุดตรงไหนเรย เป็นพีเรียดที่เราประทับใจมากๆ เลยค่ะ
    ตอนแรกแอบคิดว่าเป็นแบดเอ็นแน่นอน แต่ยังดีที่หมอหลวงรักษาจื้อหมินได้ แงงง้ อยากตีฮ่องเต้ทิสุด!!! ไม่ดูแลรักษาดอกไม้ป่าเลยนะ!
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆ นะคะะ อยากรู้เลยว่าไรท์เตอร์เป็นใคร แง้
    #623
    0
  6. #622 SebastiaNoon (@pp_sebastianoon) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2561 / 03:11
    อยากให้มีเวอร์ชั่นมาเจอกันในปัจจุบันจังเลยค่ะ คงจะเอาไปจิ้นต่อได้อีก
    #622
    0
  7. #573 jkjm (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 01:14

    ภาษาสวยมากๆเลย อ่านแล้วไม่สะดุดเลย คิดว่าจะแบดเอนแต่สุดท้ายก็จบอย่างอบอุ่นหัวใจ

    #573
    0
  8. #558 jeon__jimin (@jeon__jimin) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2561 / 22:30
    ชอบประทับใจ อ่านไปลุ้นไป
    #558
    0
  9. #523 sinenp (@alrighteiei) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 13:31
    น้ำตาคลอเลยง่าาาา
    #523
    0
  10. #510 jaeminnoona (@leedongdang) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 00:50
    อ่านไปกลัวไป ว่าจะจบแบบแบดเอน ฮืออ แต่งดีมากๆเลย
    #510
    0
  11. #505 ผักจีมิน (@hyorin_111) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 23:20
    คิดว่าจะจบแบดเอนท์ซะแล้ว สนุกมากค่ะ ภาษาสวยมาก สงสารจีมิน
    #505
    0
  12. #503 _NanChi_ (@ploy3) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 22:51

    ชอบมากๆๆๆค่ะTT

    #503
    0
  13. #502 SaiRung'za (@sairungza) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 22:40
    ฮือออออ ภาษาสวยมากเลยค่ะ เกือบร้องไห้แล้วนึกว่าจะช่วยน้องไม่ทัน
    #502
    0
  14. #501 Paployz (@woranun28720) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 22:18
    ดีมากกกกจริงงๆ ตอนแรกแอบเคืองฮ่องเต้ลืมสนมน้อยของเราได้อย่างไร แต่พออ่านมาจนจบ ร้องไห้เลย ชอบจริงๆ ความรักนั้นยิ่งใหญ่เสมอ:)
    #501
    0