The Open World Online ประสบการณ์อิสระไร้ขีดจำกัด

ตอนที่ 62 : ตอนที่ 59 ค้อนเทพเจ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,021
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    7 พ.ค. 58

ตอนที่ 59 ค้อนเทพเจ้า

 

ตะวันค่อย ๆ เคลื่อนตัวลับไปที่ขอบของฟากฟ้า แต่ว่าภูเขาไฟกรอมดูลริลด์กลับดูมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะภายในนครที่อยู่ด้านในของตัวภูเขาไฟที่กำลังมีงานรื่นเริงไปทั่วทุกชั้น เจนมองดูภาพของคนแคระจำนวนมากกำลังเดินไปมาอยู่ภายในเมืองอย่างสนุกสนาน บรรยากาศในเมืองเต็มไปด้วยกลิ่นอายของงานเทศการเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นจากที่เธอมาถึง

 

ก่อนหน้านี้แร็คนาร์ได้ตอบตกลงที่จะดำเนินการตามแผนของคิทซึเนะแต่โดยดี โดยทั้งคู่ได้ปรึกษาถึงรายระเอียดของแผนการณ์ที่เจนตัดสินใจจะไม่เข้าไปฟังให้ปวดหัว ไม่นานนักก็ได้ข้อสรุปและราชาคนแคระจึงประกาศเลื่อนให้พิธีค้อนแรกให้จัดขึ้นในวันนี้ และเนื่องจากเป็นการประกาศอย่างกระทันหันเจนคิดว่าคงจะมีคนแคระร่วมงานอยู่แค่ภายในอาณาจักรเท่านั้น แต่ผ่านไปเพียงชั่วโมงเดียว กลับมีคนแคระเดินทางมายังที่เมืองแห่งนี้จนดูแน่นขนัด

 

คนแคระสาวที่เข้ามาคอยดูแลพวกเจนบอกว่าเมืองกรอมดูลริลด์มีเส้นทางใต้ดินที่เรียกว่าถนนสายศิลา โดยเส้นทางนี้เป็นทางเดินขนาดใหญ่ที่คนแคระเป็นผู้ทำขึ้นมา ซึ่งเมื่อเทียบกับการเดินทางบนพื้นดินแล้วเร็วกว่าเพราะมีอุปสรรคอย่างภูเขาหรือแม่น้ำขวางกั้นอยู่น้อยมาก โดยเส้นทางนี้สามารถใช้เดินทางไปได้ทุกอาณาจักรของคนแคระและยังมีทางเข้าลับในจุดอื่น ๆ อีกทั่วทั้งทวีปยูโรปาอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่ามีเพียงแค่คนแคระเท่านั้นที่รู้วิธีเปิดประตูสู่เส้นทางสายศิลาได้

 

แต่แน่นอนว่าพวกเจนยังไม่สามารถแวะไปดูหน้าตาของเส้นทางสายศิลาได้ เพราะถูกแร็คนาร์สั่งเอาไว้ว่าให้พวกเธออยู่แต่ในห้องพักไปจนกว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงช่วงเวลาทำพิธีค้อนแรกที่ปราศจากค้อนสายฟ้า ทราออนด้วย

 

แม้ว่าจะตอบตกลงทำตามแผน แต่เพื่อที่จะล่อให้หัวขโมยออกมาจึงจำต้องปกปิดเรื่องที่พวกเธออยู่ในเมืองขณะมีงานเทศกาล และในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของคนแคระ แร็คนาร์จึงยืนยันที่จะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ส่วนพวกเจนนั้นมีหน้าที่รับมือกับค้อนสายฟ้าเพียงเท่านั้นถ้าหัวขโมยใช้พลังของมันได้ขึ้นมา

 

จากหน้าต่างบนห้องพัก แม้จะไม่ได้เห็นบรรยากาศของเมืองชั้นบน ๆ แต่เจนมองเห็นภาพของเมืองชั้นล่างได้เกือบหมด นครที่ถูกสร้างจากหินอย่างประณีตทว่าก็ดูแข็งแกร่งสมกับเป็นคนแคระ แสงไฟจากทั้งหินเรืองแสงตามทางเดินและธารลาวาที่ใจกลางเมืองทำให้ที่นี่ดูมีพลังและมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา ตลอดทางของถนนทุกเส้นต่างมีร้านค้าและร้านจัดการแสดงตั้งอยู่เรียงรายเต็มไปหมด โดยเฉพาะร้านขายเหล้าเบียร์ที่มีกลิ่นลอยขึ้นมาถึงห้องพักจนทำให้เจนเริ่มรู้สึกเวียนหัว

 

แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเธอที่สุดในเวลานี้คือบริเวณแท่นพิธีที่เวลานี้มีทั่งมิธริลทองคำถูกนำไปตั้งเอาไว้บริเวณพิธีกลางเมือง ซึ่งมีทหารคนแคระในชุดเงินสีเงินเป็นประกายหลายสิบตนคอยเฝ้ายามอย่างแข็งขัน ซึ่งฟานัสเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

"อ่า...นี่มันน่าเบื่อจังเลย" เสียงของแจ็คดังเรียกให้เจนหันกลับมามอง ชายหนุ่มร่างโตตอนนี้กำลังนอนอยู่บนโซฟา เสียงผิวปากดังออกมาเป็นจังหวะอยู่ครู่นึงก่อนจะตามมาด้วยเสียงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายดังขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง

 

"ฉันล่ะดีใจจริง ๆ ที่นายยังนอนใจเย็นอยู่ได้ทั้งที่หัวขโมยกับค้อนนั่นจะโผล่มาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้" เจนกล่าวประชดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ

 

"ตอนแรกมันก็ตื่นเต้นอยู่หรอกนะ แต่ว่ามันรอจนหายตื่นเต้นไปแล้วอ่ะ" ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

 

เมื่อหันไปหาคนอื่น ๆ ที่อยู่ภายในห้องซึ่งต่างก็มีสภาพคล้าย ๆ กัน อามีร่านั่งดื่มน้ำชาอยู่ตรงข้ามกับซินจูที่กำลังลูบหัวฟีบีที่นอนอยู่บนตักของเธอด้วยความเอ็นดู ส่วนคิทซึเนะนั้นนั่งอยู่บนโซฟาตัวถัดไปด้วยสีหน้าที่ยังแสดงความกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด

 

เจนเดินลงไปนั่งลงข้างกายจิ้งจอกสาวแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังจนทุกคนในห้องหันมามองตาม "คิทซึเนะ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า"

 

คำถามเดิมที่เจนถามซ้ำแล้วซ้ำอีก ทว่ามีเพียงความเงียบที่เป็นคำตอบกลับมาทุกครั้งรวมถึงหนนี้ด้วยเช่นกัน แต่ว่าหนนี้เธอจะไม่ปล่อยเรื่องนี้เอาไว้ให้เป็นปัญหาคาใจของคิทซึเนะอีกแล้ว

 

"เธอเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนที่พวกเราเข้าไปในป่ายักษ์นั่นแล้ว ตอบฉันมาตามตรงนะคิทซึเนะ ที่เธอเป็นแบบนี้เพราะบาฮามุธใช่หรือเปล่า"

 

เสียงลมหายใจขาดช่วงของคิทซึเนะเป็นคำตอบที่เพียงพอแล้ว ทุกคนนิ่งเงียบไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรขึ้นมาโดยต่างมองไปที่จิ้งจอกสาวเป็นสายตาเดียว จนกระทั่งเธอยอมเอ่ยปากขึ้นมาในที่สุด

 

"ตั้งแต่เด็ก...ท่านแม่และท่านโยโกะคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดและมีพลังมากที่สุดที่ฉันรู้จัก ถึงแม้ตอนนั้นท่านแม่จะถูกผนึกอยู่ แต่ท่านแม่ก็มีพลังมากพอที่จะปกป้องจิ้งจอกทุกตัวในหุบเขาได้" เจนจับได้ถึงความเศร้าในน้ำเสียงของคิทซึเนะได้ เธอเว้นช่วงโดยไม่มีใครเอ่ยขัด "แต่ว่าพอฉันได้เดินทางไปพร้อมพี่เจนและทุกคน สิ่งที่พบเจอมันค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดของฉันไป โดยเฉพาะเมื่อมาพบกับท่านยามาตะ โนะ โอโรจิ ก็เริ่มทำให้ฉันเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าสิ่งที่ฉันเข้าใจมันผิดมาโดยตลอด และเมื่อพวกเราไปป่าแห่งนั้น.."

 

ไม่จำเป็นต้องเอ่ยพวกเจนก็รู้ดีว่าจิ้งจอกสาวหมายถึงที่ใด

 

"สัตว์อสูรทุกตัวในนั้นต่างแข็งแกร่งกว่าตัวฉันมาก และในตอนที่เผชิญหน้ากับราชันมังกร สัมผัสถึงพลังที่เหนือกว่าทุกสิ่งที่เคยรู้จัก ฉันรู้สึกเหมือนว่าเพียงแค่อยู่ใกล้ก็สามารถถูกพลังนั้นบดขยี้ร่างของทุกคนได้ทุกเมื่อ พอเจอกับพลังที่มีอำนาจขนาดนั้นแล้วมันทำให้ฉันรู้สึก...กลัว" 

 

เสียงของคิทซึเนะสั่นเครือ หยาดน้ำตาหลดลงบนพื้นขณะที่เธอก้มหน้าเอ่ยสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา

 

"ทั้งที่เคยให้สัญญาแล้วแท้ ๆ ว่าจะตอบแทนที่พี่เจยเคยช่วยชีวิตของฉันเอาไว้ แต่ในเมื่อตัวฉันเองยังปกป้องตัวเองจากสัตว์อสูรพวกนั้นไม่ได้แล้วฉันจะปกป้องพี่เจนได้ยังไง! ฉันจะโค่นสิ่งที่มีพลังเหนือกว่าท่านแม่ขนาดนั้นได้ยังไงกัน!!"

 

เสียงร้องโฮออกมาจากก้นบึ่งของจิตใจ เจนดึงตัวน้องสาวมากอดแน่น เธอไม่เคยนึกเลยว่าจิ้งจอกสาวจะคิดถึงเรื่องในตอนแรกที่ทั้งสองพบกันอย่างจริงจังขนาดนี้

 

หลังจากที่คิทซึเนะสงบอารมณ์ลงได้ เธอก็ผละตัวออกจากเจน ใบหน้าของเธอเปียกโชกและนัยน์ตาบวมกลมยังมีคราบน้ำตาเกราะอยู่ที่ขนตาของเธอ

 

"ฉัน...ขอโทษค่ะ ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ควรที่จะมาร้องไห้แบบนี้" จิ้งจอกสาวว่าแล้วใช้มือปาดคราบน้ำตาทิ้งไปอย่างรวดเร็ว แต่นัยน์ตาที่ปวดเป่งนั้นยังคงเป็นหลักฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ได้อย่างดี

 

"เธอนี่ท่าจะอาการหนักเหมือนกันนะเนี่ย" แจ็คว่า "ใครเป็นคนบอกเธอว่าโตเป็นผู้ใหญ่แแล้วจะร้องไห้ไม่ได้ อย่างยัยเจนเองก็ร้องอยู่บ่อยไป

 

"ไอ้แจ็ค!!" เสียงของผู้กล้าสาวตวาดเสียงดัง แต่เธอก็ไม่อาจจะกล่าวแก้ตัวได้เมื่อมีสายตาของจิ้งจอกสาวจ้องมองมาเช่นนี้ "เอ่อ...ก็อย่างที่หมอนั่นบอก ร้องไห้ไม่ใช่เรื่องผิดซักหน่อย เธอไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอกนะ"

 

เจนยิ้มขณะที่ยกมือลูบแก้มของคิทซึเนะอย่างแผ่วเบา "แล้วฉันก็ไม่คิดว่าจะมีใครในหมู่พวกเราที่มีพลังมากพอที่จะจัดการกับบาฮามุธอย่างที่เธอว่าหรอกนะ ไม่ว่าจะเป็นเธอ พวกโจ หรือแม้กระทั่งตัวฉันเอง"

 

"ยกเว้นยามาตะ โน โอโรจิ เจ้านั่นถูกผนึกอยู่ในดาบ เพราะฉะนั้นก็ไม่นับนะ" ผู้กล้าสาวกล่าวติดตลก ถึงจะไม่สามารถเรียกเสียงหัวเราะ แต่ก็สามารถดึงรอยยิ้มให้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของคิทซึเนะได้ "แต่ฉันเชื่อว่าถ้าหากพวกเราอยู่ด้วยกัน ช่วยปกป้องกันและกัน ไม่ว่าจะเจอกับอะไรหรือต่อให้จะต้องเจอสัตว์อสูรที่มีพลังอย่างบาฮามุธอีกกี่สิบตัวก็ตาม พวกเราก็จะชนะมันได้อย่างแน่นอน และเรื่องที่พวกเรากำลังจะเจออยู่นี่ก็เหมือนกัน"

 

"ใช่แล้วล่ะคิทซึเนะจัง!" ซินจูกล่าวเสริม "แผนของคิทซึเนะจังน่ะสุดยอดไม่แพ้แผนที่พี่โจเลยนะ ทุกอย่างจะต้องสำเร็จแน่ ๆ !"

 

เมื่อได้ยินคำชม สีหน้าของจิ้งจอกสาวก็ขึ้นสีระเรื่ออย่างเขินอาย "อันที่จริง...มันไม่ไช่แผนของฉันหรอกค่ะ มันเป็นแผนของท่านแม่จากที่ฉันเอามาดัดแปลงจากนิทานที่เคยฟังจากที่ท่านเล่าให้ฟังตอนยังเด็ก"

 

เจนหัวเราะเสียงแห้งพลางคิดถึงเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางที่กำลังหัวเราะเสียงสูงอยู่ในหัวของเธอ

 

'นังเด็กจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ลูกของนางเองก็คงได้เชื้อไม่ทิ้งแม่เหมือนกันนั่นแหละเสียงทรงอำนาจดังขึ้นในหัว

 

'นี่นายเคยเจอท่านมาเอะด้วยงั้นเหรอเจนถามพญาอสรพิษ

 

'ไม่เคยพบเจอต่อหน้า แต่ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่ามาว่ายัยนั่นเคยทำให้กองทัพอสูรและกองทัพเทพปั่นป่วนได้โดยใช้เพียงแค่คำพูดไม่กี่คำ มีแค่พวกที่อ่อนแอเท่านั้นแหละถึงได้ยอมคล้อยตามยัยนั่นเพียงแค่ลมปากได้พญาอสรพิษกล่าวแล้วเงียบไปอีกครั้ง แต่เจนเองก็เห็นด้วยจากคำพูดของเขา เห็นทีลูกไม้คงจะหล่นไม่ไกลต้นแน่ ๆ

 

 

 

เวลาผ่านไปจนตะวันลับฟ้า แต่ภายในอาณาจักรกรอมดูลริลด์ยังคงส่องสว่าง ไม่มีทีท่าว่าจะหลับไหลเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งในตอนนี้เองบริเวณพิธีก็มีคนแคระจำนวนมากกำลังยืนรออยู่อย่างตื่นเต้น และจำนวนก็ดูท่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซะด้วย

 

จากบนที่พัก เจนมองเห็นคนแคระหลายกลุ่มแต่งกายด้วยชุดเกราะหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีชุดเกราะที่มีลักษณะและสีเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เจนจึงเดาได้ว่านั่นจะต้องเป็นตัวแทนของคนแคระในการประลองของแต่ละอาณาจักรจากที่แร็คนาร์เคยพูดถึงในเทศกาลค้อนแรก ถึงจะเห็นได้ไม่ชัดเจนนักแต่เธอก็มองเห็นอยู่หลายกลุ่ม น่าจะใช้เวลานานพอสมควรในการประลองเพื่อหาผู้ชนะแต่เจนก็หวังว่าเธอจะไม่ได้รอดูผลของการประลอง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขารู้ว่าค้อนสายฟ้าทราออน หนึ่งในอุปกรณ์ที่ใช้ทำรางวัลสุดล้ำค่าของพวกเขาได้ถูกขโมยไปแล้ว

 

"เล่นเอาทั่งมิธริลทองคำมาตั้งอยู่กลางลานพิธีที่มีคนเยอะขนาดนี้ แล้วหัวขโมยที่ไหนมันจะกล้ามาขโมยล่ะเนี่ย" แจ็คเดินมาข้าง ๆ เอ่ยขึ้นขณะมองไปที่ลานประลอง ที่ซึ่งแร็คนาร์เพิ่งปรากฏตัวขึ้น

 

"นายคิดว่าถ้าเอาทั่งไปวางอยู่ในห้องมืด ๆ มันจะดูดีกว่านี้งั้นเหรอ" เจนว่า ขณะที่ชายหนุ่มได้แต่ยักไหล่ "คิทซึเนะบอกว่าจะต้องให้ทุกอย่างเป็นไปตามสิ่งหัวขโมยคาดเอาไว้ เมื่อค้อนถูกขโมยไปก็ต้องมีการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น และรีบเร่งตามหาค้อนกลับมา และนั่นก็เป็นหน้าที่ของพวกเรา"

 

ถึงแม้ว่าเจนจะคิดว่ามันดูน่าสงสัยที่จู่ ๆ เร่งจัดงานก่อนที่จะได้ค้อนคืนมา แต่เธอก็เชื่อในแผนที่คิทซึเนะคิดมากกว่าความคิดของตัวเองในเรื่องแบบนี้ เพราะในหมู่พวกเธอในตอนนี้ มีเพียงจิ้งจอกสาวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีหัวคิดสามารถวางแผนได้ใกล้เคียงกับโจมากที่สุด

 

หันหลังมองไปด้านหลัง ตอนนี้สามสาวกำลังพูดคุยเรื่อยเปื่อยแบบผู้หญิงกับผู้หญิงจนทำให้แจ็คต้องเดินออกมาสมทบกับเจนที่ไม่รู้จะไปคุยอะไรกับในกลุ่มนั้นดี เจมมองดูสีหน้าของคิทซึเนะที่แม้จะยังไม่กลับมาร่าเริงเหมือนก่อนแต่ดีขึ้นมาไม่น้อยหลังจากได้ปล่อยสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา

 

"ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่" หญิงสาวหันไปพูดกับชายหนุ่มด้านข้าง "ทำไมคิทซึเนะถึงได้กลัวบาฮามุทขนาดนั้น..ฉันหมายถึงดูอย่างพวกเราสิ ถึงตอนนั้นจะรู้สึกกลัวแต่ทั้งฉันและนายก็ไม่ได้เก็บเรื่องนั้นมาคิดให้หนักหัวนี่นา"

 

"ก็จริงอยู่ แต่เธออย่าลืมสิว่าพวกเราเป็นมนุษย์ คิทซึเนะน่ะเป็นลูกสาวของเทพอสูรจิ้งจอกและยังเป็นชาวแกรนฟรอนเทียร์ ใครจะไปรู้ว่าปกติในหัวจะคิดอะไรต่างจากพวกเราบ้าง" แจ็คตอบ "แต่ที่ฉันแน่ใจอยู่อย่างนึง ก็คือคิทซึเนะเป็นคนจริงจังและมั่นใจในตัวเองมาก ๆ ตอนที่เธอเผชิญหน้ากับบาฮามุธคงจะทำให้เธอเสียความมั่นใจไปไม่น้อยล่ะนะ"

 

เจนพยักหน้าขณะคิดตามคำพูดของเพื่อนหนุ่ม "แล้วฟีบีล่ะ ฉันว่าเธอไม่มีอะไรผิดปกติไปจากเดิมเลยด้วยซ้ำ"

 

"คงเพราะเป็นมังกรเหมือนกันล่ะมั้ง"

 

"แล้วเจ้าทารอสกับวูฟล่ะ สองตัวนั้นก็ไม่เป็นอะไรเหมือนกัน"

 

"เฮ่อ...ฉันไม่ได้แสนรู้เหมือนกับเจ้าโจมันนะ เธอมาถามฉันแล้วฉันจะไปถามใครได้ล่ะเนี่ย" มือปืนหนุ่มตอบอย่างเหนื่อยใจ

 

บริเวณลานพิธีกำลังจะเริ่มพิธีค้อนแรกขึ้น แร็คนาร์เดินมาอยู่ข้างทั่งทองคำก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่ดังจนมาถึงที่พักของพวกเจนอย่างชัดเจน

 

"ยินดีต้อนรับพี่น้องคนแคระทุกคนสู่อาณาจักรกรอมดูลริลด์" ราชาคนแคระเอ่ย "นานมาแล้วที่พวกเราคนแคระมีความภาคภูมิใจเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือการตีอาวุธและชุดเกราะที่ไม่มีเผ่าพันธุ์ใดในโลกเทียบเทียมเราได้ ซึ่งความสามารถในด้านนั้นของคนแคระมีความต่างจากพวกมนุษย์ พวกเอล์ฟ หรือแม้กระทั่งญาติห่าง ๆ ของพวกเราอย่างฮอบบิท"

 

แร็คนาร์เว้นช่วงครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยต่อ "พวกเราสัมผัสได้ถึงความพิเศษของหินทุกก้อน แร่ทุกชิ้น เราเลือกใช้ทุกสิ่งได้อย่างเต็มคุณค่าของมันอย่างที่ไม่มีเผ่าพันธุ์ใดเทียบ ทุกครั้งที่เสียงค้อนดังขึ้น มันคือเสียงของความทุ่มเทของพวกเราที่ใส่ลงไปยังอาวุธที่พวกเราตีขึ้นมา ทุกหยาดเหงื่อที่ไหลทุกหยดจะกลายเป็นประกายแสงสะท้อนบนแผ่นเหล็กบนชุดเกราะทุกตัวที่พวกเราสวมใส่ออกไปในสนามรบ มีคำพูดของพวกมนุษย์เคยกล่าวเอาไว้ว่า 'ชุดเกราะใดที่ไร้รอย มันบ่งบอกว่าเจ้าของเป็นคนขลาดจนไม่กล้าออกศึกแต่สำหรับคนแคระคงจะต้องเปลี่ยนให้เหมาะสมเป็น 'ชุดเกราะใดที่มีรอย บ่งบอกว่าเจ้าของโง่งมจนไม่อาจดูแลชุดของตัวเองได้!'"

 

เสียงของราชาคนแคระทุ้มลึกและชวนให้คล้อยตาม เสียงตะโกนของคนแคระดังลั่นตอบรับคำกล่าวของแร็คนาร์ ขนาดตัวเจนเองที่ไม่ใช่แม้คนแคระยังรู้สึกฮึกเหิมไปด้วย เธอคิดไม่ออกเลยว่าพวกคนแคระที่อยู่ตรงหน้าแร็คนาร์ในเวลานี้จะรู้สึกเร่าร้อนขนาดไหน

 

"แต่ยอดฝีมือย่อมไม่อาจจะใช้ออกมาอย่างเต็มที่ได้หากขาดยอดอาวุธในมือ และในวันนี้พวกเรามารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ เพื่อที่จะคว้าสิทธิ์ที่จะตียอดเกราะและอาวุธออกมาให้เป็นเกียรติของอาณาจักร สิทธิ์ที่จะใช้ค้อนสายฟ้าทราออน และทั่งทองคำ!!"

 

แร็คนาร์ชี้ไปยังทั่งทองคำที่ตัั้งตระหง่านอยู่ด้านข้าง เสียงโห่ร้องดังขึ้นอีกครั้งแต่เจนรู้สึกได้ว่าเสียงเบาลงกว่าครั้งก่อนมาพอสมควร เพราะในมื่อตอนนี้มีเพียงของชิ้นเดียวเท่านั้นที่ตั้งอยู่ตรงหน้าของเหล่าคนแคระ

 

"สำหรับค้อนสายฟ้าทราออน ข้าไม่คิดจะปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้นและหลายคนในที่แห่งนี้เองก็คงจะรู้ข่าวมาบ้างแล้ว..." ราชาคนแคระกล่าวอย่างหนักใจ "เป็นความจริงที่เวลานี้ ค้อนทราออนได้ถูกขโมยไปจากอาณาจักรกรอมดูลริลด์"

 

เสียงฮือฮาดังแซ่ขึ้นทันทีที่ทุกคนได้ยินคำกล่าว ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องด้วยความไม่พอใจจากคนแคระหลายกลุ่มจนลานกว้างในเวลานี้เริ่มเกิดความวุ่นวายไปทั่ว ทว่าทหารในชุดเกราะของพวกฟานัสก็คอยเฝ้าระวังเอาไว้จึงไม่มีคนแคระตนใดกล้าเข้าใกล้แร็คนาร์เลยแม้แต่ตนเดียว

 

แร็คนาร์รอให้เสียงเริ่มเบาลงก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง "ที่ข้าตัดสินใจเลื่อนให้จัดพิธีค้อนแรกให้เร็วขึ้นก็เพื่อให้สามารถนำคนแคระจากทุกเมืองในทวีปมาร่วมกันช่วยตามหาค้อนสายฟ้าได้ เพราะสมบัติชิ้นนี้เป็นสมบัติทรงคุณค่าของเราคนแคระทุกคน ไม่ใช่ของคนใดหรือเมืองใดแต่เพียงผู้เดียว และหลังจากที่ได้ค้อนสายฟ้ากลับมาแล้ว ข้ายินดีที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเอง"

 

ครั้งนี้เสียงของเหล่าคนแคระเงียบลงในทันที แม้แต่เจนเองก็เข้าใจว่าสิ่งที่แร็คนาร์เอ่ยออกมานั้นหมายความว่ายังไง เขาเป็นกษัตริย์ซึ่งสมควรมีหน้าที่ดูแลสมบัติของเผ่าพันธุ์ และในเมื่อเขาไม่สามารถรักษาให้ค้อนทราออนปลอดภัยได้ก็ต้องรับโทษเป็นเรื่องธรรมดา แต่คงไม่ได้เป็นเพียงแค่บทลงโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ แน่สำหรับคนแคระที่อยู่ในระดับสูงสุดอย่างแร็คนาร์ อย่างน้อยเขาคงจะถูกปลดจากบัลลังก์ หรือบางทีอาจจะได้รับโทษที่หนักกว่านั้นก็ได้

 

การที่เขาเอ่ยปากยอมรับผิดนั้นเจนอยากจะคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่กล้าหาญ แต่ในฐานะของผู้ที่เป็นกษัตริย์แล้วนั่นถือว่าเป็นเพียงสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่จะมีราชาซักกี่คนที่ยอมทำเช่นนี้ทั้ง ๆ ที่ตนมีอำนาจเหนือทุกคนในอาณาจักร

 

พวกคนแคระในชุดเกราะที่เป็นตัวแทนมาจากอาณาจักรอื่น ๆ เริ่มหันหน้าคุยกันกับพรรคพวกของตัวเอง มีอยู่หลายตนที่เข้าไปพูดกับแร็คนาร์แต่จากที่ตรงนี้เธอไม่ได้ยินเลยว่าเขาพูดอะไรบ้าง การที่เธอได้ยินเสียงของราชาคนแคระได้บางทีอาจจะเป็นเพราะเวทมนตร์หรือพลังของหินแปลก ๆ ที่เธอเห็นพวกคนแคระใช้อยู่หลายต่อหลายครั้งก็เป็นได้

 

ในตอนนั้นเองที่คนแคระทุกตนรวมถึงแร็คนาร์หันไปมองคนแคระตนหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับทหารคนแคระที่สวมชุดเกราะสีเทาคล้ายกันกับที่พวกฟานัสสวมอยู่หลายสิบนาย คนแคระตนนั้นพูดกับแร็คนาร์แต่เธอไม่ได้ยินเสียงของเขาเลยแม้แต่น้อย ทว่าจากท่าทางแล้วคงไม่ใช่เรื่องดีแน่

 

"นี่ คนแคระตนนั้นคือใครงั้นเหรอ" หันเรียกคนแคระสาวที่คอยดูแลพวกเธออยู่ให้เข้าไปหา

 

"นั่น... นั่นคือท่านฮอร์นาร์ พระอนุชาของกษัตริย์แร็คนาร์ แต่ท่านฮอร์นาร์อยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน ความจริงในเวลานี้ท่านต้องอยู่ระหว่างภารกิจปราบกบฏแคระใต้ดินในถนนสายศิลาด้านภาคเหนือของทวีปอยู่นี่นา" คนแคระสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงสับสน เหมือนจะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าพวกเจนรู้สึกได้ทันทีว่าเริ่มมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแล้ว

 

เจนหันไปพยักหน้าให้กับแจ็คแล้วทั้งคู่จึงตรงเข้าไปหาพวกอามีร่าก่อนจะพากันออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้คนแคระสาวอยู่ภายในห้องโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามนุษย์ที่เธอถูกกำชับว่าอย่าให้ออกไปจากห้องได้จากไปแล้ว

 

แม้ว่าจะไม่รู้เส้นทางภายในนครแห่งนี้มากนัก แต่อามีร่าก็พยายามนำทางพวกเจนตรงไปยังลานพิธีโดยหลีกเลี่ยงสายตาของคนแคระให้มากที่สุดเนื่องจากไม่ต้องการจะให้เกิดปัญหากับแร็คนาร์และเธอก็เกรงว่าถ้าหากมีใครเห็นพวกเธอก่อนที่หัวขโมยปรากฏตัวขึ้น ข้อได้เปรียบที่มีอยู่ก็จะสูญไปทันที

 

มือสังหารสาวเลือกที่จะพาพวกเจนไปหลบอยู่บนหลังคาของตึกสูงที่อยู่ใกล้กับลานพิธีที่สุด จากตรงนี้แม้จะไม่มีที่กำบังเลยแต่จากเหตุการณ์ในตอนนี้ทำให้ไม่มีใครที่คิดจะเงยหน้าขึ้นมามองหาพวกเธอ และเจนเองก็สามารถมองเห็นฮอร์นาร์ได้อย่างชัดเจน

 

ฮอร์นาร์มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับแร็คนาร์แต่เขาดูหนุ่มกว่าและดูแข็งแรงกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในชุดเกราะสีเทาที่แม้จะมีร่องรอยของการซ่อมแซมอยู่นับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่อาจปกปิดร่องรอยที่ได้มาจากการต่อสู้มาอย่างโชกโชนจนทำให้ดูน่าเกรงขาม ต่างจากทหารคนแคระที่สวมชุดเกราะเงางามแต่ดูด้อยกว่าอย่างชัดเจน

 

"..และอย่างที่ทุกคนได้ยินคำพูดของพี่ชายของข้าแล้ว ท่านแร็คนาร์ได้สารภาพออกมาว่าค้อนทราออนถูกขโมยไปภายใต้การดูแลของท่าน แต่พวกท่านจะให้คนแคระที่สะเพร่าเช่นนี้คอยชี้นำเผ่าพันธุ์ของเราอยู่งั้นหรือ!?" ฮอร์นาร์กล่าวด้วยเสียงดัง ขณะที่แร็คนาร์ได้แต่ยืนเเงียบทว่าสีหน้าของเขาบ่งบอกว่าประหลาดใจกับการปรากฏตัวน้องชายของตนไม่น้อย

 

"ท่านอ้างว่าจะรับผิดชอบ แต่จะมีอะไรที่รับประกันคำพูดของท่านเมื่อท่านได้ทั้งค้อนสายฟ้าไปครองคู่กับทั่งทองคำอีกครั้ง เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนตอนที่ราชาของพวกท่านเลือกพี่ชายของข้าให้เป็นผู้ปกครองเมืองกรอมดูลริลด์และปกป้องสมบัติของคนแคระ ข้าเองก็เป็นหนึ่งที่คิดว่าเขาจะเป็นผู้ที่ทำให้เผ่าพันธุ์ของเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหลังจากสงครามเมื่อหนึ่งพันปีก่อน แต่เวลาผ่านมาเนิ่นนาน ทว่าพวกเราก็ไม่ได้ทวงคืนพื้นที่บนแผ่นดินกลับมาเลยแม้แต่นิดเดียว" เขาเว้นช่วงหันมามองแร็คนาร์ก่อนพูดต่อ "เหล่าพี่น้องชาวคนแคระทุกคน ข้าขอเสนอให้ปลดองค์ราชาแร็คนาร์ลงจากบัลลังก์ก่อนที่จะเริ่มตามหาค้อนสายฟ้าทราออน เพื่อความมั่นคงของอาณาจักรกรอมดูลริลด์และเผ่าพันธุ์คนแคระ"

 

เสียงอื้ออึงดังแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ สีหน้าของฟานัสที่ได้ยินคำกล่าวของฮอร์นาร์นั้นโกรธจัดแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ เมื่อตัวแทนคนแคระที่อยู่ในลานพิธีแห่งนี้ไม่มีใครส่งเสียงต่อต้านเลยแม้แต่ตนเดียว

 

"นี่มันเกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ อยากจะปลดตำแหน่งราชาก็ทำได้ง่าย ๆ ขนาดนี้เลยเหรอ" เจนส่งเสียงกระซิบ

 

"จะเป็นตอนนี้หรือหลังจากนี้ฉันคิดว่าถึงยังไงมันก็ไม่แตกต่างกันหรอกค่ะ" อามีร่ากระซิบตอบกลับมา "เพราะยังไงหลังจากที่ได้ค้อนสายฟ้ากลับมาแล้ว คุณแร็คนาร์ก็คงจะไม่ได้เป็นราชาต่อไปอยู่ดี"

 

มันก็จริงอย่างที่อามีร่ากล่าว ถึงแม้เจนอยากจะช่วยแร็คนาร์มากแค่ไหน แต่เธอรู้ดีพอว่าถึงเธอจะปรากฏตัวออกไปในตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมาได้ สิ่งเดียวที่เธอทำได้ในตอนนี้คืออดทนรอจับหัวขโมยให้ได้เท่านั้น

 

แร็คนาร์ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากกลับควบคุมตัวเองได้ดีกว่าทหารของตนซะอีก สีหน้าของเขาดูสับสนแต่ก็ไม่ได้แสดงถึงความโกรธออกมาเลยแม้แต่น้อย "เจ้าเป็นถึงน้องชายของข้าแท้ ๆ ข้าไปทำอะไรให้เจ้าโกรธแค้นอะไรถึงทำให้เจ้าทำเช่นนี้" แร็คนาร์เอ่ยถาม

 

ฮอร์นาร์เดินเข้ามาเผชิญหน้ากับพี่ชายของตนเอง "ข้ารักท่าน..พี่ข้า ท่านเป็นราชาที่ข้าเคารพ แต่ท่านอ่อนแอเกินกว่าจะเป็นผู้นำของเผ่าพันธุ์ของเรา และท่านต้องรับผิดชอบที่ปล่อยให้พวกฮอบบิธเข้ามาขโมยค้อนถึงคลังสมบัติได้"

 

แร็คนาร์มีสีหน้าสลดลง เขาไร้ซึ่งคำข้อแก้ตัวใด ๆ ต่อการกล่าวหาของฮอร์นาร์โดยสิ้นเชิง สิ่งที่เขาคิดเอาไว้มีเพียงแค่แก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีความเสียหาย ทว่าตอนนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วเมื่อเขาเจอเข้ากับสิ่งที่เขากลัวว่าจะเกิดขี้น แต่ก็นึกไม่ถึงว่าคนที่ทำจะเป็นน้องชายของตัวเอง

 

อีกด้านพวกเจนหันมามองหน้ากันเมื่อเห็นว่าตอนนี้สถานการณ์ด้านล่างเริ่มย่ำแย่ลงทุกขณะ แต่เจนเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี เธอล่ะอยากให้โจมาอยู่ข้างเธอในตอนนี้จริง ๆ แต่ตอนนั้นเองที่เจนรู้สึกได้ว่ามีมือกระตุกเสื้ออยู่ด้านข้าง พอหันไปมองก็พบว่าเป็นคิทซึเนะที่กำลังตาโตมองดูเหล่าคนแคระด้านล่าง

 

"พี่คะ คนแคระคนนั้นคือหัวขโมย!"

 

"หะ นี่เธอรู้ได้ยังไง..- เดี๋ยวสิ!" ไม่ทันที่เจนจะพูดจบ จิ้งจอกสาวก็พุ่งตัวลงไปยืนอยู่ข้างกายแร็คนาร์ ท่ามกลางความตกใจของพวกคนแคระและพวกเจน

 

"เจ้าคือคนที่ขโมยค้อนสายฟ้าไป!!" เสียงที่แฝงไปด้วยพลังดังออกมาจากจิ้งจอกสาว

 

ปกติแล้วในช่วงเทศการค้อนแรก คนแคระจะไม่ต้อนรับสัตว์อสูรภายนอกอย่างเด็ดขาดซึ่งปกติในอาณาจักรกรอมดูลริลด์ก็ไม่ค่อยต้อนรับแขกต่างเผ่าพันธุ์อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อพบกับสัตว์อสูรอื่นที่ไม่ไดิเป็นคนแคระก็มักจะถือว่าเป็นการรุกรานทันที ทว่ากลับไม่มีใครกล้าหันคมขวานเข้าคิทซึเนะเลยแม้แต่ตนเดียว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทหารคนแคระอย่างพวกฟานัสรู้อยู่อยู่แล้วว่าจิ้งจอกสาวตนนี้เป็นพวกเดียวกัน แต่คนแคระที่เป็นตัวแทนจากเมืองอื่นและทหารของฮอร์นาร์ต่างหวั่งเกรงพลังออร่าสีทองที่เปล่งออกมาจากจิ้งจอกสาวตรงหน้า

 

"เจ้าหมายความว่ายังไง ทำไมน้องชายของข้าถึงได้เป็นหัวขโมยได้" แร็คนาร์หันมาถามด้วยความสับสน

 

"ในตอนแรกก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่จนกระทั่งน้องชายของท่านเผยพิรุธออกมาจนข้ามองออก หนึ่งคือการที่เขากลับมาจากภารกิจปราบกบฏจากทางด้านเหนือของทวีปโดยที่ไม่มีคนในอาณาจักรทราบเช่นนี้ทำให้ข้าสงสัยในเจตนาของเขา ทว่าเมื่อน้องชายของท่านรู้ว่ามีฮอบบิทเกี่ยวข้องกับค้อนสายฟ้าด้วยก็ทำให้ข้ามั่นใจ"

 

แร็คนาร์เบิกตากว้างราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาหันมามองฮอร์นาร์ก่อนจะเอ่ยคำ "เรื่องที่ผู้ต้องสงสัยเป็นพวกฮอบบิทมีเพียงทหารองครักษ์ของฟานัสไม่กี่ตนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้...ฮอร์นาร์ เจ้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน"

 

เสียงอุทานหยาบคายสาปแช่งฮอร์นาร์ของคนแคระดังไปทั่วลานพิธี โดยเฉพาะฟานัสซึ่งโกรธจนตัวสั่นกำลังกำขวานแน่น

 

ฮอร์นาร์ที่สถานะกลับกลายเป็นผู้ต้องหากลับไม่ได้แสดงท่าทางตื่นตระหนกมาเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาแสดงออกมาเพียงอย่างเดียวคือมองคิทซึเนะด้วยสายตารังเกียจก่อนทำท่าจะเอ่ยสวนกลับมา ทว่าก่อนที่จะได้กล่าวคำ เขากลับถูกขัดเสียงตะโกนจากหนึ่งในตัวแทนคนแคระที่อยู่ด้านหลังซะก่อน

 

"แผนล่มแล้ว!! ฆ่าพวกมันให้หมด!!!"

 

สิ้นเสียงตะโกน คนแคระพวกนั้นก็เขวี้ยงก้อนหินออกมาตกอยู่ด้านหน้าของพวกแร็คนาร์หลายสิบก้อน มันคือก้อนหินที่มีสัญลักษณ์ประหลาดที่เจนไม่รู้จักว่ามันคืออะไร แต่เวลานี้เจ้าตัวสัญญลักษณ์ที่ว่ากำลังส่องสว่างขึ้นมาอย่างไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย

 

ฟานัสที่มีปฏิกิริยารวดเร็วที่สุดมองเห็นก้อนหินเหล่านั้นก็ถึงกับเบิกตากว้างและร้องตะโกนออกมา "ระวัง! รูนระเบิด!!"

 

บรึม!!!

 

เสียงระเบิดดังกลบเสียงร้องของทหารองครักษ์ แรงกระแทกรุนแรงจนทำให้คนแคระที่อยู่ใกล้เคียงล้มระเนระนาด ลูกไฟพุ่งโพยสูงพร้อมกับเกิดกลุ่มควันปกคลุมไปทั่วบริเวณ

 

"คิทซึเนะ!!" เจนตะโกนออกมาอย่างลืมตัวว่าตนเองกำลังซ่อนตัวอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม เวลานี้ใจของเธอไปอยู่กับน้องสาวที่อยู่ในกลุ่มควันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ทว่าเมื่อควันจางลง สิ่งที่ปรากฏออกมาคือจิ้งจอกเพลิงตัวใหญ่ถึงสองตัวยืนบังคิทซึเนะและพวกแร็คนาร์เอาไว้จึงทำให้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแรงระเบิดที่เกิดขึ้น พวกมันส่งเสียงขู่พร้อมกับจ้องเขม็งไปยังกลุ่มคนแคระที่เป็นศัตรูตรงหน้า แต่แทนที่จะรู้สึกหวั่นเกรง เหล่าคนแคระกลับยกอาวุธขึ้นสู้แล้ววิ่งเข้าใส่อย่างบ้าระห่ำ

 

คนแคระที่ก่อความวุ่นวายแบ่งกองกำลังออกเป็นสองส่วน โดนส่วนแรกเข้าไปจัดการกับตัวแทนคนแคระจากอาณาจักรอื่นที่ดูท่าทางจะไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน ในขณะที่ส่วนที่เหลือหันหน้ามาปะทะทหารองครักษ์ของฟานัสและจิ้งจอกเพลิงทั้งสอง

 

คิทซึเนะพ่มลมออกมาทางจมูกอย่างไม่ชอบใจก่อนจะสะบัดมือสั่งให้จิ้งจอกเพลิงทั้งสองเข้าปะทะทันที

 

ทางด้านเจนที่เห็นว่าคิทซึเนะยังปลอดภัยก็รู้สึกโล่งอก เธอจึงหันกลับมาหาอามีร่าที่พยักหน้าตอบรับแล้วจากนั้นจึงหยิบแก้วข้ามมิติส่งไปให้กับโจที่นอนหมอบอยู่ด้านหลัง

 

"เอานี่ไป พวกเธอสามคนคอยสนับสนุนคนแคระที่อยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเราอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันกับอามีร่าจะลงไปช่วยคิทซึเนะเอง..อ้อ" พูดจบแล้วเจนก็หันไปหามังกรน้อยที่ซึ่งกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ "ฟีบี ห้ามใช้ดราก้อนบรีธนะ"

 

รอยยิ้มของมังกรน้อยจางลงแทบจะทันทีแต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านอะไรมากนัก ถึงเจนจะแน่ใจว่าอาณาจักรภายในภูเขาไฟแห่งนี้จะแข็งแกร่งมากพอที่จะทนทานการระเบิดของพลังคลื่นแสงมังกรได้อย่างสบาย ๆ แต่มันก็อาจจะทำให้คนแคระทุกตนหันมาจัดการกับฟีบีด้วยเช่นกัน

 

ผู้กล้าสาวหันไปจับมืออามีร่าแล้วจึงพากันลงไปหาจิ้งจอกสาวที่ในเวลานี้อยู่ท่ามกลางสงครามขนาดย่อม ๆ

 

แม้จะถูกโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว ทหารคนแคระแห่งอาณาจักรกรอมดูลริลด์กลับสามารถเตรียมพร้อมเข้าสู้รบได้อย่างรวดเร็ว โดยในเวลานี้มีทหารองครักษ์หลายสิบตนคอยคุ้มกันทั่งทองคำและราชาของตนอย่างแน่นหนา ในขณะที่ฟานัสได้นำกองทหารส่วนหนึ่งไปช่วยจิ้งจอกเพลิงเข้าโรมรันผู้บุกรุกอีกแรง

 

เมื่อมาถึงบริเวณลานพิธีเจนและอามีร่าก็รีบเข้าไปหาคิทซึเนะแต่กลับถูกทหารองครักษ์กันเอาไว้ไม่ให้เข้าไปแถมยังทำท่าเหมือนคิดว่าพวกเธอเป็นศัตรูอีกด้วย โชคดีที่แร็คนาร์มองเห็นเข้าและสั่งเปิดทางให้ทั้งสองคนผ่านมาได้ก่อนที่จะเกิดเรื่องเข้าใจผิดขึ้น

 

"ข้าขอโทษพวกเจ้าด้วยที่มันเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ข้าไม่นึกมาก่อนเลยว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นฝีมือน้องชายข้าเอง นึกไม่ถึงเลยว่ายังมีคนแคระจากอาณาจักรอื่นอยู่เบื้องหลังอีกด้วย" แร็คนาร์กล่าวอย่างหนักใจก่อนจะหันไปหาคิทซึเนะ "แต่ก็ต้องขอบใจเจ้ามากที่ออกมาช่วยเอาไว้ทันเวลาพอดี"

 

"ยังไม่ต้องขอบใจหรอกค่ะ ถึงตอนนี้จะรู้ว่าตัวการเป็นใครแต่เรื่องยังไม่จบจนกว่าท่านจะได้ค้อนสายฟ้ากลับคืนมา" อามีร่าตอบขณะรี่ตามองตามหาตัวการที่ว่าซึ่งเวลานี้ได้หายตัวไปพร้อมกับทหารของเขาซะแล้ว

 

ตอนนั้นเองที่ฟานัสเดินหายใจหอบเสียงดังตรงมาหาพวกเธออีกครั้ง ชุดเกราะที่เคยเงางามไร้รอยขีดข่วนเวลานี้กลับมีรอยฟันจากของมีคมจำนวนมาก และมีรอยไหม้ให้เห็นอยู่เป็นจุด ๆ แต่ถึงอย่างนั้นดูจากภายนอกแล้วเขาก็ดูไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากนัก

 

"ฟานัส รายงานสถานการณ์มาซิ" ราชาคนแคระเอ่ยถาม

 

"ครับ ท่านแร็คนาร์" ฟานัสกล่าว "ตอนนี้ดูเหมือนว่าตัวแทนคนแคระจากอาณาจักรอื่นกว่าครึ่งได้อยู่ฝ่ายเดียวกับพวกกบฏ พวกมันพยายามยึดเมืองชั้นล่างได้เรียบร้อยแล้ว ส่วนที่อยู่สูงขึ้นไปมีรายงานว่าพวกมันแฝงตัวเข้าไปบุกโจมตีค่ายที่พักของทหาร แต่ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงในเวลานี้ครับ"

 

"ไม่ทราบว่ากองกำลังของน้องชายท่านมีทหารในอำนาจสั่งการกี่นายเหรอคะ" อามีร่าถาม

 

"ราวหนึ่งแสนนาย ยังมีพวกที่แปรพักตร์ไปอีกที่ยังไม่รู้จำนวน แต่ที่นี่มีทหารประจำอาณาจักรอยู่หกแสนนาย โดยเฉพาะทหารองครักษ์ที่อยู่ในค่ายด้านหน้าพระราชวังข้ารับรองว่าไม่มีสายของกบฏแอบซ่อนอยู่แน่นอน" ฟานัสตอบทันควัน แต่นั่นอาจดีเกินไปที่เป็นจริง

 

"ฟานัส พยายามตรึงพื้นที่และปกป้องทั่งมิธริลทองคำเอาไว้ให้ได้ ข้าจะกลับไปเอาชุดเกราะที่พระราชวังแล้วจะส่งกองทัพมาช่วยให้เร็วที่สุด"

 

นายทหารคนแคระคุกเข่ารับคำสั่ง แต่สีหน้าของเขากลับดูหนักใจเป็นอย่างยิ่ง เจนหันหลังกลับไปมองดูการต่อสู้อันดุเดือดที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร แม้ว่าจากปากของฟานัสจะบอกว่าจำนวนทหารฝั่งของเขาจะมีมากกว่า แต่ตาของเจนกลับเห็นว่าเวลานี้จำนวนของฝั่งตรงข้ามมีมากกว่าทหารของฟานัสอยู่มากทีเดียว ที่ยังคงยืนหยัดสู้อยู่ได้เป็นเพราะจิ้งจอกเพลิงทั้งสองตัวคอยช่วยรับมือกองกำลังส่วนมากเอาไว้

 

ถึงจะมีจำนวนทหารมากกว่าแต่ก็กระจัดกระจายไปอยู่ในแต่ละชั้นของอาณาจักร และกองกำลังส่วนใหญ่ก็น่าจะอยู่ที่ชั้นบนสุดคอยป้องกันพระราชวังเอาไว้แน่ ๆ ซึ่งถ้าหากจะรอจนกว่าแร็คนาร์จะนำกองกำลังกลับมาช่ยง บางทีเมืองชั้นที่พวกเธอยืนอยู่ตรงนี้อาจจะถูกยึดครองไปแล้วก็ได้

 

"พวกเราก็จะช่วยด้วยอีกแรง" เจนเสนอตัวแต่ถูกปฏิเสธทันที

 

"ไม่ได้ เจ้าต้องไปตามหาค้อนสายฟ้ากลับมา" ฟานัสว่าแล้วชี้ไปยังทางเดินที่ทอดลงไปยังชั้นล่าง แต่ว่ามันอยู่อีกฝากของสนามรบระหว่างคนแคระทั้งสองฝั่งที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด คงไม่สามารถเดิาผ่านไปได้อย่างราบรื่นแน่ "หลังจากเกิดระเบิดขึ้น ข้าเห็นทหารองครักษ์ประจำตัวของมันวิ่งไปทางนั้น ข้าพยายามจะตามไปแต่ว่า..."

 

เสียงของนาสทหารคนแคระค่อยลง แต่แค่ชุดเกราะของเขาอธิบายว่าทำไมถึงไม่อาจจะตามไปได้ ถึงเจนจะไม่มีปัญหาที่จะต้องบินข้ามสนามรบเพื่อที่จะตามฮอร์นาร์ไป แต่สถานการณ์ของที่นี่ก็ดูน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย

 

บรู้ววว!

 

ตูมมม!!

 

เสียงร้องของจิ้งจอกดังขึ้นก่อนที่จะตามมาด้วยระเบิดเสียงดังลั่น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเวลานี้เหลือจิ้งจอกเพลิงเหลือเพียงแค่ตัวเดียวแล้ว และอาจจะไม่นานนักก่อนที่มันจะตามเพื่อนของมันไป

 

"เดี๋ยวฉันกับพวกซินจูจะคอยช่วยเป็นกำลังเสริมเองค่ะ เจนกับคิทซึเนะรีบบินตามไปเถอะค่ะ" อามีร่าพูดอย่างรีบร้อนพร้อมชักดาบคาตะนะออกมา

 

ขณะเดียวกันคิทซึเนะก็มีสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงในจุดนี้เช่นเดียวกัน แต่เธอก็ไม่อาจจะปล่อยให้พี่สาวของเธอไปเผชิญอันตรายเพียงคนเดียวได้

 

ตอนนั้นเองที่จิ้งจอกสาวคิดบางอย่างขึ้นมาได้ เธอยกมือขึ้นเหนือหัวพร้อมกับมีลูกเพลิงสีฟ้าขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมาจนทำให้สนามรบหยุดลงเพราะกลัวว่าจะโดนลูกหลง แต่แทนที่ลูกไฟนั้นจะพุ่งเข้าใส่สนามรบเบื้องหน้าอย่างที่คนแคระที่เห็นเหตุการณ์กลัว มันกลับแบ่งตัวออกกลายเป็นจิ้งจองเพลิงตัวเล็ก ๆ หลายร้อยตัวอย่างที่คิทซึเนะเคยทำตอนที่อยู่ในเมืองคาเมล็อท แต่ต่างกันที่ครั้งนี้เป็นเพลิงสีฟ้าที่ร้อนแรงกว่ามากและลูกเพลิงก้อนใหญ่ก้อนสุดท้ายพุ่งเข้าใส่จิ้งจอกเพลิงตัวใหญ่ที่เหลืออยู่อีกตัวจนทำให้ร่างกายของมันเปลี่ยนจากเปลวเพลิงสีส้มใกล้จะดับสูญ กลายเป็นจิ้งจอกเพลิงสีฟ้าที่ทรงพลังเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

 

"น...นี่เผ่าจิ้งจอกทำได้แบบนี้ทุกตนเลยหรือเปล่าเนี่ย" ฟานัสพูดหลุดปากออกมาอย่างไม่รู้ตัว

 

ปัง!

 

เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับตามมาด้วยเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของคนแคระคนหนึ่ง เจนรีบหันขึ้นไปมองก็พบว่าเป็นแจ็คที่ยกนิ้วโป้งขึ้นมา พอเห็นว่าเวลานี้มีกองกำลังที่พึ่งพาได้แล้วเธอจึงวางใจและหันไปหาคิทซึเนะที่หันหน้ามามองเธออยู่เช่นกัน

 

"เธอยังไหวอยู่หรือเปล่าคิทซึเนะ" ผู้กล้าสาวเอ่ยถามขณะกำลังรวบรวมพลังสถิตร่างจนมีออร่าสีทองบาง คลุมไปทั้งร่าง

 

จิ้งจอกสาวเองก็ทำอย่างเดียวกันเพียงแต่สีแสงอ่อนกว่าเจนเล็กน้อย "แค่นี้สบายมาค่ะ"

 

ว่าแล้วทั้งสองก็พุ่งตรงไปยังทางที่ฮอร์นาร์หนีไปอย่างรวดเร็ว โดยทิ้งให้พวกคนแคระห้ำหั่นกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พวกทหารคนแคระผู้รุกรานถึงกับยิ้มไม่ออกเมื่อฝ่ายตรงข้ามมีกำลังเสริมอย่างจิ้งจอกระเบิดได้นับร้อยตัวและจิ้งจอกเพลิงตัวใหญ่ที่สร้างปัญหาให้กับพวกเขาไม่น้อย ซึ่งเวลานี้มันเติมพลังกลับมาจนเกินเต็มพิกัดและพร้อมที่จะแก้แค้นให้กับคู่หูของมันแล้ว

 

 

 

เจนและคิทซึเนะบินผ่านสนามรบไปได้อย่างไม่ต้องกังวลมากนัก เนื่องจากด้านล่างเป็นการต่อสู้ระหว่างคนแคระทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นมาซักเท่าไหร่ แต่เช่นนั้นก็ทำให้การตามหาตัวฮอร์นาร์ไม่ง่ายขึ้นเลยแม้แต่น้อย

 

"เป็นไงมั่งคิทซึเนะ พอจะได้กลิ่นหมอนั่นบ้างมั้ย" เจนหันไปถามน้องสาว

 

คิทซึเนะหลับตาขณะพยายามดมกลิ่นเพื่อแยกแยะและค้นหากลิ่นของฮอร์นาร์ ตอนที่อยู่ในเมืองคาเมล็อทเธอทำให้พวกพี่ ๆ ของเธอต้องผิดหวัง แต่หนนี้เธอมีเวลาจดจำกลิ่นของฮอร์นาร์อยู่พอสมควร ถ้าเธอใช้สมาธิหน่อยล่ะก็ไม่พลาดแน่

 

ทันใดนั้นเองเธอก็จับกลิ่นที่ตามหาอยู่ได้ เธอลืมตาขึ้นและหันไปมองตามที่มาของกลิ่นในทันที "เจอแล้วค่ะ!"

 

จิ้งจอกสาวพุ่งนำไปอย่างรวดเร็วโดยเจนตามมาติด ๆ พวกเธอบินข้ามผ่านทางลาดลงมายังชั้นล่างสุดของอาณาจักร บริเวณชั้นนี้ไม่ได้มีสิ่งก่อสร้างมากมายเหมือนกับชั้นที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้านบน ส่วนมากจะเป็นเพียงอาคารสำนักงานและโกดังเก็บสินค้าที่เวลานี้ถูกทหารชุดเกราะสีเทาบุกเข้ายึดจนหมด

 

ทั้งสองบินจนมาถึงปากทางเข้าอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่มีทหารคนแคระจำนวนมากเดินออกมาพร้อมกับรถเกวียนลากขนสัมภาระ พวกเขาสร้างค่ายปราการขึ้นบริเวณก่อนจะถึงทางขึ้นหมายจะใช้จุดนี้เป็นที่ปักหลักก่อสงคราบระยะยาว ขณะที่กองทัพอีกส่วนกำลังเดินตรงเข้าร่วมสู่สนามรบด้านบน เจนเริ่มรู้สึกหวั่นใจว่าพวกอามีร่าจะต้านทานเอาไว้ได้อีกนานแค่ไหนกันเมื่อฝั่งตรงข้ามมีกองทัพเสริมอยู่จำนวนมากขนาดนี้

 

"อามีร่า ดูเหมือนว่าฮอร์นาร์จะหลบหนีเข้าไปอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่อยู่ชั้นใต้ดิน แต่ที่นี่มีพวกทหารของฮอร์นาร์เยอะมาก ๆ เลย" เจนหันไปส่งข่าวให้ทางช่องสื่อสารกิลด์ "ฉันกับคิทซึเนะจะหาทางตามฮอร์นาร์เข้าไป ทางนั้นยังไหวอยู่หรือเปล่า"

 

"ทางนี้ยังพอรับมือไหวอยู่ค่ะ ทางเจนกับคิทซึเนะระวังตัวด้วยนะคะ" เสียงของมือสังหารสาวดังตอบกลับมาทำให้ใจของเจนรูัสึกโล่งใจไปส่วนหนึ่ง แต่เธอก็ยังไม่รู้ว่าจะผ่านกองทัพเข้าไปหาฮอร์นาร์ยังไงอยู่ดี

 

"ต้องหาทางตัดกำลังพวกนี้ไม่ให้ไปหาพวกอามีร่า" เจนกล่าว คิทซึเนะเองก็เห็นด้วยแต่สองคนสู้กับกองทัพคนแคระที่เตรียมพร้อมรบเต็มอัตราศึกแบบนี้มันต่างกันเกินไปหน่อย

 

"หนูว่าจัดการพวกนี้กับเรียกให้เจ้าคนแคระนั่นออกมาพร้อมกันเลยดีกว่าค่ะ" ไม่พูดเปล่า คิทซึเนะเรียกลูกเพลิงสีฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง แต่หนนี้มีขนาดใหญ่กว่าเดิมและไม่มีทีท่าว่ามันจะแบ่งตัวกลายเป็นจิ้งจอกเพลิงเหมือนอย่างเคย เจนพอจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจึงรีบเอ่ยรั้งเอาไว้

 

"เราไม่จำเป็นต้องเอาให้ถึงกับชีวิตก็ได้นะ คิทซึเนะ"

 

จิ้งจอกสาวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ลูกเพลิงจะลดขนาดลงมาเล็กน้อย แต่ขนาดของมันก็ใหญ่พอที่จะทำให้กองทัพคนแคระด้านล่างสังเกตเห็น เสียงร้องตะโกนดังลั่นพร้อมกับกองทัพเริ่มกระจายตัวออกตั้งเป็นแนวทัพพร้อมรบอย่างรวดเร็วสมกับเป็นกองทัพ

 

แค่สำหรับคิทซึเนะแล้วเรื่องแบบนี้ไม่เคยมีความหมายสำหรับเธอแม้แต่น้อย

 

จิ้งจอกสาวชี้นิ้วตรงไปด้านหน้าอย่างเชื่องช้า แต่บอลเพลิงจิ้งจอกกลับไม่ได้ช้าตาม มันพุ่งเข้าใส่ค่ายทหารที่ยังสร้างไม่เสร็จในพริบตาก่อนจะเปล่งแสงจ้าจนต้องหลับตาแน่น

 

ตูมม!!!

 

แรงลมที่กระแทกเข้าใส่ใบหน้าของเจนเป็นสิ่งแรกที่เธอรู้สึก ความรุนแรงของมันทำให้เธอต้องเร่งพลังสถิตร่างให้สูงมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะไม่ทำให้ตัวเองต้องลอยไปตามแรงลมนั้น เมื่อรู้สึกได้ว่าแรงลมสงบลงเธอจึงลืมตาขึ้นมาและพบว่าแนวทัพคนแคระที่เคยมีอยู่ในตอนนี้ถูกแรงระเบิดเข้าซัดใส่จนกระเด็นลงไปนอนกองบนพื้น ค่ายทหารและหอคอยที่ยังสร้างไม่เสร็จเหลือเพียงแต่ซากเท่านั้น ถึงจะมีคนแคระบางคนลุกขึ้นมาได้แต่ก็คงไม่มีใครคิดจะเข้ามาเผชิญหน้ากับพวกเธออีกแน่ ความจริงเจนไม่แน่ใจว่าจะมีคนแคระรอดจากระเบิดเมื่อครู่หรือเปล่า

 

"ระเบิดระดับนี้ไม่น่าจะทำให้มีใครตายหรอกค่ะ ระดับแค่นี้แทบจะทำอะไรพวกที่อยู่ในป่านั้นไม่ได้เลย" คิทซึเนะกล่าวด้วยน้ำเสียงหอบเล็กน้อยแสดงให้เห็นว่าเธอเสียพลังให้กับลูกเพลิงจิ้งจอกเมื่อครู่ไม่น้อย ก่อนหน้านี้ยังต้องเรียกจิ้งจอกเพลิงออกมาจำนวนมากอีก แถมยังเป็นเพลิงสีฟ้าที่กินพลังมากอีกด้วย

 

"เอ่อ ถึงจะแรงไปหน่อยก็เถอะ...แต่ก็จัดการทั้งกองทัพได้ในทีเดียวแบบนี้ก็ไม่เลว คิทซึเนะนี่เก่งจริง ๆ เลยนะ" เจนเอ่ยชมด้วยสีหน้าเหยเก

 

"ไม่จริงหรอกค่ะ" จิ้งจอกสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่ "แค่นี้ยังเทียบกับท่านแม่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ.."

 

"แต่ในกลุ่มพวกเรา มีแค่เธอกับโจเท่านั้นแหละที่ทำอย่างนี้ได้นะ" เจนว่า "ในตอนนี้เธอโตกว่าตอนที่เราเจอกันในครั้งแรกตั้งเยอะ หน้าตาก็สวยแล้วยังเก่ง แถมยังฉลาดเหมือนกับท่านมาเอะแบบนี้แล้วอย่าคิดมากไปเลย อีกไม่นานเธอต้องเก่งเหมือนกับแม่ของเธอแน่ ๆ"

 

พูดจบแล้วเจนก็ลอยตัวลงไปบนพื้น ทิ้งให้คิทซึเนะมองตามด้วยใบหน้าที่ประดับด้วยยิ้มกว้างที่เกิดจากคำชมของพี่สาวของเธอที่ไม่ได้ยินมาแสนนาน

 

เจนร่อนตัวลงมาบนพื้น เธอกวาดตามองไปตามร่างของทหารที่นอนอยู่บนพื้นและหวังว่าฮอร์นาร์จะเป็นหนึ่งในนั้น แต่เมื่อเธอมองตามไปยังทหารคนแคระที่ยังมีสติอยู่และพากันวิ่งหนีไปทางอุโมงค์ยักษ์ เธอก็พบกับคนแคระในชุดเกราะสีเทาที่เธอจำได้ดี

 

แต่แล้วเจนก็ต้องรีบชักดาบคุซานางิออกมาพร้อมกับเร่งพลังสถิตร่างเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหางขึ้น เมื่อเธอมองเห็นว่าในมือของฮอร์นาร์นั้นมีค้อนขนาดใหญ่รูปร่างไม่สะดุดตานัก แต่มันเรืองแสงประกายสีขาวพร้อมทั้งมีประกายสายฟ้าวิ่งอยู่ทั่วตัวค้อน

 

เจนสูดหายใจลึกแล้วเอ่ยทางช่องสื่อสารกิลด์ "เอ่อ..พวกเรา ดูเหมือนว่าฉันจะเจอฮอร์นาร์กับค้อนสายฟ้าแล้วล่ะ"

ทางด้านอามีร่าที่เอ่ยบอกกับเจนไปว่ายังไหว แต่ความจริงนั้นไม่ใกล้เคียงเลย ถึงแม้จะมีจิ้งจอกเพลิงมาเป็นตัวช่วยแต่พวกทหารคนแคระก็ไม่เหมือนกับผู้เล่นของกิลด์พิฆาตราชาที่เมืองคาเมล็อท พวกเขามีทักษะการต่อสู้ในแบบของคนแคระอย่างดีเยี่ยม แถมยังมีความสามัคคีในการรบจนน่าชื่นชม ต่างจากพวกกิลด์พิฆาตราชาที่ใช้จำนวนมากเข้าว่าซะมากกว่า

 

แม้จะมีจิ้งจอกเพลิงของคิทซึเนะ แต่เมื่อพวกทหารคนแคระฝ่ายศัตรูเห็นพิษสงของลูกไฟจิ้งจอกพวกนี้จึงหลีกเลี่ยงที่จะเข้าปะทะตรง ๆ เปลี่ยนไปใช้ธนูกับหน้าไม้ระดมยิงจนระเบิดก่อนที่จะเข้าถึงตัว จนจำนวนของจิ้งจอกเพลิงลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนจิ้งจอกเพลิงตัวใหญ่ที่เพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นมาก็สร้างความแตกต่างไม่ได้เลยด้วยซ้ำ นอกจากจะถ่วงเวลาได้ยาวนานขึ้นอีกเล็กน้อย

 

กองทหารคนแคระประจำเมืองที่อยู่กับอามีร่ามีจำนวนน้อยแต่ก็สามารถเข้าสู้กับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างสูสี และยังมีกลุ่มของตัวแทนคนแคระจากอาณาจักรอื่นที่ไม่ได้สมคบคิดกับฮอร์นาร์ร่วมเป็นพันธมิตรด้วย ถึงอย่างนั้นน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ จำนวนผู้บาดเจ็บฝ่ายของฟานัสเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามดูท่าทางจะไม่ได้ลดจำนวนลงเลยแม้แต่น้อย

 

อามีร่ามองดูคนแคระกลุ่มหนึ่งที่กำลังตรงเข้ามาเพื่อที่จะขโมยทั่งมิธริลไป พวกเขาห้าตนอยู่ในชุดเกราะและอาวุธครบมือแต่อยู่ในสภาพใกล้จะพังอยู่รอมร่อเนื่องจากผ่านการต่อสู้กับอาวุธระดับสูงของคนแคระอื่นมามาก เสียงหายใจหอบดังจนมือสังหารสาวได้ยินอย่างชัดเจนพร้อมกับสังเกตว่ามีบางตนบาดเจ็บมาด้วย ตรงกันข้ามกับอามีร่าที่ตอนนี้แม้จะเหนื่อยและมีเพียงชุดเกราะปูภายใต้ชุดกิโมโนสีฟ้า แต่ก็ไม่มีปัญหาที่จะจัดการกับคนแคระทั้งห้าตนตรงหน้า

 

"ถอยกลับไปซะถ้าหากยังรักชีวิต" เด็กสาวเอ่ยเสียงเย็นแบบเดียวกับที่เธอเคยทำตอนใช้ฉายาอีกา แต่ฉายานี้รู้จักกันเพียงในหมู่ผู้เล่นเท่านั้น จึงยากที่จะใช้ขู่พวกคนแคระได้

 

พวกคนแคระส่งเสียงหัวเราะชอบใจขณะที่จ้องมายังดาบคาตะนะในมือของอามีร่า ซึ่งมันก็สมควรอยู่เพราะเวลานี้ดาบของเธอมีสภาพแย่กว่าอาวุธของพวกคนแคระทั้งห้าตนซะอีก ดาบธรรมดาตามร้านตีเหล็กเล่มนี้ต้องมาเจอกับอาวุธและเครื่องป้องกับชั้นเลิศของเหล่าคนแคระแล้วยังไม่หักก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว

 

"ก็แค่มนุษย์คนเดียวกับดาบเน่า ๆ เล่มหนึ่ง รีบฆ่าหล่อนซะแล้วไปเอาทั่งมิธริลมา!!" คนแคระที่ดูท่าทางจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้ตะโกนสั่ง ลูกน้องทั้งสี่ตนจึงกระจายตัวพร้อมกับโจมตีพร้อมกันจากทั้งสี่ทางอย่าง

 

อามีร่าเคลื่อนตัวหลบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เพราะชุดเกราะปูที่เธอสวมอยู่นั้นมีน้ำหนักเบาจึงทำให้เธอคล่องตัวกว่าคนแคระที่สวมชุดเกราะหนาทั้งตัวกว่ามาก แต่ปัญหาก็คือเพราะชุดเกราะเหล่านั้นที่ทำให้เธอจะสุ่มสี่สุ่มห้าโจมตีไปไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นดาบในมือคงจะต้องแตกเป็นเสี่ยงเอาได้ง่าย ๆ

 

เมื่อเห็นว่าลูกน้องของตนแตะร่างของมนุษย์ตรงหน้าไม่ได้เลยด้วยซ้ำ หัวหน้ากลุ่มของทหารคนแคระก็ร้องตะโกนออกมาอย่างหัวเสียก่อนจะเข้าร่วมวงไปด้วยอีกคน เขายกขวานฟาดใส่อามีร่าจากด้านหลังขณะที่เธอกำลังตั้งใจหลบการโจมตีของทหารคนแคระตนอื่นอยู่

 

ทว่าราวกับเธอมีตาหลัง ก่อนที่ขวานจะถึงตัวของมือสังหารสาวเพียงเสี้ยววินาที เธอกลับสามารถกระโดดตีลังกากลับหลังหลบคมขวานพร้อมกับขึ้นไปยืนอยู่บนไหล่ของหัวหน้ากลุ่ม ก่อนที่จะกระโดดหมุนตัวตวัดดาบใส่เพียงครั้งเดียว ร่างที่ไร้ศีรษะของหัวหน้ากลุ่มก็ร่วงลงพื้นพร้อมกับดาบคาตะนะที่แตกออกเป็นชิ้น ๆ

 

ในขณะที่ลูกน้องสี่ตนกำลังตกตะลึงอยู่นั้นเอง ก็ถูกทหารคนแคระประจำเมืองจัดการได้อย่างง่ายดาย ฟานัสมองร่างที่นอนอยู่บนพื้นก่อนจะหันมาหาเด็กสาว "คนแคระห้าตนยังทำอะไรเจ้าไม่ได้ ฝีมือใช้ได้เหมือนกันนี่"

 

"ฉันพยายามจะไม่ฆ่าพวกเขา แต่ไม่มีทางเลือก.." อามีร่าเอ่ยขณะที่มองไปยังส่วนคมดาบเปื้อนเลือดบนพื้น หลังจากที่รู้เรื่องชาวแกรนฟรอนเทียร์จากเจนแล้วเธอตั้งใจว่าจะไม่ฆ่าถ้าหากไม่จำเป็นจริง ๆ แต่ว่าตอนนี้เธอกลับปลิดชีวิตของคนแคระไปหลายสิบตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

"เฮอะ! ไอ้พวกกบฏพวกนี้สมควรตายแล้ว" ฟานัสกล่าวแล้วจึงหันกลับไปมองยังสนามรบที่สถานการณ์สำหรับพวกเขาเริ่มที่จะเลวร้ายลงทุกขณะ

 

อามีร่าเองก็สังเกตได้จึงหันไปถาม "จากชั้นบนสุดกว่าจะมาถึงที่นี่ใช้เวลาอีกนานมั้ย"

 

"ไม่นาน แต่ไม่ทันเวลา" ฟานัสหันกลับมาตอบทันควัน "กว่าจะเตรียมกำลังทัพเสร็จน่าจะต้องกินเวลาอีกพักนึง แต่ถึงอย่างนั้นการที่จะเคลื่อนกองกำลังจำนวนมากลงมาได้อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้ลิฟต์ขนส่ง ปัญหาคือลิฟต์ตัวหนึ่งจุได้เต็มที่แค่ห้าร้อยคนต่อรอบ แล้วรอบนึงก็ต้องใช้เวลาเกือบสิบนาทีกว่าจะมาถึงที่นี่ได้"

 

อามีร่าได้ยินดังนั้นก็ถึงกับต้องหนักใจ "เมื่อกี้เจนติดต่อมาว่าฮอร์นาร์หนีไปทางอุโมงค์ที่อยู่ชั้นล่าง และยังบอกอีกว่ามีกองทัพเดินทางสมทบจากอุโมงค์นั้นด้วย"

 

"แน่ล่ะสิ พวกมันใช้เส้นทางศิลาเข้าเมืองมาในช่วงงานพิธีค้อนแรก" ฟานัสเอ่ยขึ้นอย่างเจ็บใจ "มันมีกำลังมาเสริมเรื่อย ๆ แบบนี้พวกเราไม่มีทางรอดแน่ ต้องรีบขนทั่งมิธริลไปยังที่ปลอดภัยและถอยไปตั้งหลักกับทัพหลักก่อน"

 

เป็นทางเลือกที่อามีร่าเองก็สนับสนุน แต่เธอเห็นตอนที่ขนย้ายทั่งมิธริลทองคำในช่วงก่อนหน้านี้มาแล้ว นอกจะใช้เวลาเกือบชั่วโมงเพียงแค่ยกขึ้นรถเข็นแล้ว ยังต้องใช้กำลังคนแคระอีกกว่าครึ่งร้อยมาช่วยกันยกช่วยกันดันจนมาถึงที่นี่ ผลของมันก็แทบไม่ต่างจากรอแร็คนาร์อยู่ที่นี่เลย

 

แต่ก่อนที่เธอจะได้ทันคิดหาทางอื่น เธอก็ได้ยินเสียงของเจนดังขึ้นในช่องสื่อสารกิลด์ หญิงสาวที่กำลังเครียดจากสถานการณ์ตรงหน้ามานาน ในที่สุดก็สามารถฉีกปากยิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรก จนฟานัสที่อยู่ข้างกายนึกสงสัย

 

"เจ้ายิ้มหาอะไร มีอะไรเกิดขึ้นงั้นเรอะ"

 

มือสังหารสาวไม่ได้ตอบเขาทันที เธอพูดอะไรบางอย่างในช่องสื่อสารกิลด์พร้อมกับมองไปทางพวกแจ็คที่อยู่บนอาคารใกล้ ๆ จากนั้นจึงหันกลับมาหานายทหารคนแคระพร้อมกับตอบด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มเย็น

 

"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่พวกของฉันจะใช้แผนสองก็เท่านั้นเอง"

 

 

 

กลับมาด้านเจนที่รับรู้สิ่งที่อามีร่าพูดในช่องสื่อสารกิลด์ว่าแผนสำรองที่คิทซึเนะคิดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ก็มีหลายอยากที่ผิดแผนจากตอนแรกไปอยู่บ้าง เพราะความจริงจะต้องเป็นกองกำลังทหารคนแคระของฟานัสกับพวกเจนปะทะกับฮอร์นาร์ที่ถือค้อนสายฟ้าทราออน ทว่าตอนนี้เหลือเพียงแค่เธอกับคิทซึเนะเพียงสองคนกับฝ่ายตรงข้ามคนเดียวเหมือนเดิม

 

อย่างน้อยก็ยังได้รุมล่ะนะ ถึงจะไม่ค่อยเห็นแววเอาชนะได้ก็เถอะ

 

เจนหันไปพยักหน้าให้กับคิทซึเนะแล้วจึงเดินหน้าเข้าไปหาฮอร์นาร์อย่างไม่เกรงกลัว แต่ตายังคงจับจ้องไปที่ค้อนสายฟ้าไม่กระพริบ  เป็นใครที่ได้กับศัตรูพร้อมกับอาวุธที่มีพลังสูสีกับมอนสเตอร์ระดับเทพอสูรเช่นนี้ การระวังตัวแบบปกติยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ

 

"ถ้าหากไม่เป็นเพราะเจ้า..กับยัยจิ้งจอกนั่นเข้ามาจุ้นจ้าน คนแคระก็จะกลับมายิ่งใหญ่ได้ดังเมื่อพันปีก่อนแล้วแท้ ๆ" เสียงทุ้มต่ำของฮอร์นาร์ดังขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองมาที่พวกเจนโดยแสดงถึงความเกลียดชังออกมาอย่างชัดเจน

 

"เป็นเพราะพวกเผ่าอื่นกลัวความสามารถและพละกำลังของคนแคระจึงได้ขับไล่พวกเราลงมาอยู่ใต้ดิน หลังจากนั้นกลับมาติดต่อซื้อขายกับพวกเราเพราะทองคำที่คนแคระพบเจอ แต่พอเมื่อคนแคระต้องการความช่วยเหลือเมื่อช่วงสงครามเมื่อพันปีก่อนกลับไม่มีใครโผล่มาช่วยเลยแต่ตัวเดียว!!"

 

ฮอร์นาร์ตวาดออกมาอย่างเกรียวกราด เจนที่ยืนฟังอยู่ตรงหน้าทำได้แค่ขมวดคิ้วสงสัยเพราะเธอไม่รู้เรื่องเลยซักนิดว่าคนแคระผู้นี้กำลังพูดถึงเรื่องอะไร

 

"ในตอนที่พี่ชายของข้าได้เป็นราชา ข้าคิดว่าเขาจะสามารถทวงศักดิ์ศรีของคนแคระให้กลับมาได้ แต่เขากลับไปเป็นพันธมิตรกับไอ้พวกฮอบบิทน่าโง่ วัน ๆ ทำเป็นแค่ปลูกผัก มนุษย์และจิ้งจอกอย่างพวกเจ้ามันก็เจ้าเล่ห์เพทุบาย มาที่นี่เพียงเพื่อต้องการทองคำจากคนแคระก็เท่านั้นแหละ!"

 

'อ้าว ที่ร่ายยาวมาตั้งนาน สรุปเพราะเป็นพวกเหยียดชาติพันธุ์เองเหรอเนี่ยเจนคิดในใจก่อนจะเอ่ยถาม "เพราะอย่างนั้นนายถึงได้ทรยศพี่ชายของนาย ขโมยค้อนทราออนงั้นเหรอ"

 

ฮอร์นาร์ตวัดสายตามองเธออย่างโกรธแค้น ราวกับคำพูดของเจนเมื่อครู่นั้นเป็นความผิดมหัน

 

"ข้าไม่ใช่คนทรยศ!! เขาต่างหากที่ทรยศต่อคนแคระ!! ทรยศต่อข้า!!" เสียงตวาดดังลั่นพร้อมกับสายฟ้าจากค้อนทราออนระเบิดอย่างรุนแรงจนเจนและอามีร่าถึงกับกระเด็นล้มลง ทั้งที่ทั้งคู่ต่างก็อยู่ห่างจากฮอร์นาร์พอควรแท้ ๆ

 

"ข้าจะเป็นผู้ที่นำคนแคระกลับมาสู่ยุคทองอย่างที่มันควรจะเป็น และไม่ว่าใครที่มันบังอาจมาขวางทางข้าจะต้องถูกกำจัดไปให้สิ้นซาก โดยเฉพาะไอ้พวกมนุษย์โสโครกอย่างเจ้า!!"

 

ว่าแล้วฮอร์นาร์ก็พุ่งเข้ามาหาทันที เจนเองที่ได้สัมผัสพลังของค้อนทราออนก็รู้สึกได้ว่าเธอประเมินพลังของอาวุธระดับเทพอสูรชิ้นนี้ต่ำเกินไป

 

พลังสถิตร่าง เทพอสูรจิ้งจอกเก้าหาง!!

 

เจนใช้พลังสถิตร่างออกมาอย่างเต็มที่ ออร่าสีทองปกคลุมร่างอย่างเข้มข้น เจนรู้ว่าค้อนทราออนนั้นมีพลังสูงกว่าระดับเลเวลของเธอมาก แล้วเธอก็จะไม่ประมาทใช้แค่พลังสถิตร่างส่วนเดียวอย่างเด็ดขาด ด้านคิทซึเนะเองก็เรียกลูกเพลิงจิ้งจอกสีฟ้าออกมาเตรียมพร้อมสนับสนุนเช่นกัน

 

ร่างสีทองพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วสูง เธอตรงขนาบข้างพร้อมกับตวัดดาบเข้าใส่ฮอร์นาร์ แต่อีกฝ่ายก็สมกับที่เป็นนักรบ เขาเอี้ยวตัวหลบจึงทำให้ดายคุซานางิทำเพียงแค่รอบแผลเล็ก ๆ ที่แขนของคนแคระหนุ่ม

 

เสียงสบถดังออกมาจากปากของฮอร์นาร์ไม่ขาด ดูท่าทางเขาจะเกลียดมนุษย์มากกว่าเจนเจนคาดเอาไว้เยอะทีเดียว ขณะเดียวกันคิทซึเนะก็ใช้ลูกโจมตีใส่ซ้ำเติม แต่ก่อนที่ลูกเพลิงจิ้งจอกจะทำอันตรายได้ ก็มีม่านพลังปรากฏขึ้นมาป้องกันเอาไว้ได้

 

'ม่านพลังจากไหน..อ่อ มาจากเจ้าค้อนนั่นเจนมองดูม่านพลังที่มีสายฟ้าระเบิดออกมาเล็กน้อยจึงรู้ถึงที่มา

 

เจนพุ่งตัวออกมาเพื่อเพิ่มระยะห่าง ก่อนจะหันหลังกลับมาพร้อมกับฟาดดาบเข้าใส่

 

ผ่ามิติ!!

 

คลื่นดาบสีเหลืองพุ่งเข้าใส่ฮอร์นาร์อย่างรวดเร็วและเกิดระเบิดอย่างรุนแรงเมื่อเข้าปะทะ แต่ปรากฏว่าม่านพลังสายฟ้าของค้อนทราออกก็สามารถป้องกันเอาไว้ได้เช่นเดิม นี่แปลว่าลืมเรื่องการโจมตีระยะไกลไปได้เลย ทางเดียวที่จะจัดการฮอร์นาร์ก็คือเข้าไปสู้ในระยะที่ค้อนมหากาฬสามารถทุบหัวเธอได้

 

แม้จะรู้สึกหวั่นเกราแต่เจนก็ไม่คิดจะหนี เธอพยายามบินวนไปรอบ ๆ หาช่องว่างเข้าจู่โจมขณะที่คิทซึเนะยังคงใช้เพลิงจิ้งจอกโจมตีไปเรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่สามารถทะลุผ่านม่านพลังสายฟ้าได้ก็ตาม แต่ก็ยังพอจะเรียกโทสะดึงความสนใจของฮอร์นาร์ไปหาได้บ้าง

 

ตอนนั้นเองที่ดูเหมือนฮอร์นาร์จะทนไม่ไหวที่ถูกจิ้งจอกสาวคอยโจมตีระหว่างที่ตนกำลังสู้กับเจนอยู่ เขาจึงเปลี่ยนใจจากร่างที่ปกคลุมด้วยออร่าสีทองเป็นจิ้งจอกสาวแทน

 

เมื่อฮอร์นาร์หันไปทางคิทซึเนะ ผู้กล้าสาวก็ได้โอกาสพุ่งเข้าประชิดตัวพร้อมกับใช้ทักษะโจมตีระยะประชิดที่เธอคิดว่ารุนแรงที่สุดในเวลานี้ออกมา

 

อิกไนท์ สไตร์ค!!!

 

เคร้ง!!

 

เจนเบิกตากว้างด้วยความตกใจไม่ต่างจากคิทซึเนะ เมื่อฮอร์นาร์สามารถใช้ค้อนทราออนรับการโจมตีของเจนได้ทั้งที่หันหลังให้กับเธอ แต่สิ่งที่ทำให้เจนรู้สึกตระหนกยิ่งกว่านั่นก็คือการโจมตีเมื่อครู่เธอใช้พลังเวทไปกว่าครึ่งของพลังเวททั้งหมด แต่กลับไม่ทำให้ร้อยยิ้มเหี้ยมบนใบหน้าของคนแคระหนุ่มเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

 

"คิดว่าข้าจะหลงกลกระจอกของเจ้างั้นเรอะ!!" ว่าจบแล้วคนแคระหนุ่มก็เหวี่ยงค้อนดันดาบคุซานางิออกมา

 

เจนสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลที่มากับแรงเหวี่ยงนั้นพร้อมกับร่างของเธอที่พุ่งเข้าใส่กำแพงหินอย่างรุนแรง หลังจากร่างบางทรุดลงไปนอนบนพื้นอย่าไร้เรี่ยวแรงผู้กล้าสาวก็ถึงกับกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เธอพยายามตั้งสติเอาไว้ไม่ให้ตัวเองสลบขณะที่ดวงตาเหลือบไปเห็นหน้าต่างแสดงสถานะพลังชีวิตที่ลดลงมาจนเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบหลังจากการโจมตีเพียงครั้งเดียวของฮอร์นาร์

 

'ประมาทเกินไป..อาวุธที่ใช้สู้กับเทพอสูรได้มันมีพลังมหาศาลขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย" เจนคิดขณะพยายามดันตัวลุกขึ้นมา แต่ก็ต้องหมอบลงไปอีกครั้งเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่รุนแรงขั้นปางตาย

 

'เจ้าประเมินพลังของค้อนนั่นต่ำไปมากเลย ยัยหนูโอโรจิกล่าวในหัวด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง 'อย่าลืมสิว่าค้อนนั่นเคยต่อกรกับข้าได้เชียวนะ พลังที่มีอยู่ในค้อนนั่นเวลานี้ยังมีไม่ถึงครึ่งจากปกติเลยด้วยซ้ำ'

 

แม้อยากจะตกใจที่ได้ยินคำกล่าวของพญาอสรพิษ แต่เธอก็ไม่มีแรงพอจะทำเช่นนั้นได้ เจนพยายามขยับมือเพื่อที่จะหยิบยาเพิ่มพลังชีวิตออกมา แต่ก็พบว่าแขนขวาของเธอขยับไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อก้มลงมองก็เห็นสภาพแขนที่บิดเบี้ยวจนผิดรูป ความเจ็บปวดไปทั่วทั้งตัวทำให้เจนไม่รู้ตัวว่าแขนของเธอหักตั้งแต่รับแรงซัดของฮอร์นาร์แล้ว

 

ผู้กล้าสาวพยายามสงบใจลงเพราะเธอบาดเจ็บถึงระดับนี้เป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นในเกมหรือนอกเกม ไม่ว่าใครได้เห็นแขนของตัวเองหมุนกลับด้านร้อยแปดสิบองศาเช่นนี้ก็ต้องย่อมรู้สึกตกใจเป็นธรรมดา หลังจากทำใจเย็นได้เธอจึงเปลี่ยนใช้แขนซ้ายล้วงยาเพิ่มพลังชีวิตขึ้นมาดื่มจนหมดขวด และมองดูเกจพลังชีวิตค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า

 

ในระหว่างที่เจนกำลังรักษาร่างกายอยู่นั้นเอง คิทซึเนะก็เลือดขึ้นหน้าที่เห็นพี่สาวถูกทำร้าย เธอเปลี่ยนวิธีสู้จากใช้ลูกเพลิงยิงจากระยะไกลเป็นพุ่งเข้าประชิดตัวในพริบตา มือบางถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าซัดเข้าที่หน้าแต่ฮอร์นาร์ก็สามารถยกค้อนขึ้นมาป้องกันเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย

 

คิทซึเนะหน้าเบี้ยวแสดงความเจ็บปวดออกมาก่อนจะพุ่งตัวถอยรักษาระยะไม่ให้ถูกค้อนในมือของคนแคระโจมตีเอาได้ เพราะเธอรู้ว่าค้อนที่ทำให้พี่สาวของเธอไปนอนจนกองเลือดได้ด้วยการเหวี่ยงเพียงครั้งเดียว สามารถจบชีวิตของเธอได้อย่างแน่นอน

 

ในตอนนี้ความเร็วของคิทซึเนะช้ากว่าเจนในตอนที่ใช้พลังสถิตร่างเต็มกำลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เธอจึงวางใจว่าฮอร์นาร์คงไม่สามารถจัดการเธอได้ แต่สิ่งที่เธอกังวลก็คือจะทำยังไงที่จะจัดการเขาได้ในเมื่อพลังที่เหลือของเธอนั้นไม่อาจจะทะลุม่านพลังสายฟ้าของค้อนทราออนได้แม้แต่น้อย และถ้าหากชักช้าล่ะก็เขาอาจจะเปลี่ยนเป้าหมายจากเธอเป็นพี่สาวของเธอที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองก็เป็นได้

 

ยังไม่ทันที่คิทซึเนะจะคิดออก เธอก็เหลือบเห็นค้อนทราออนพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วจนเธอจนแทบเบี่ยงตัวหลบไม่ทัน ค้อนสายฟ้าพลาดเป้าพุ่งเข้าใส่กำแพงหินด้านหลังจนถล่มลงมาทั้งแถบ พร้อมทั้งสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งภูเขาไฟจนธารลาวาเริ่มปั่นป่วนราวกับว่ากำลังจะเกิดการปะทุขึ้น

 

อามีร่าหอบหายใจพร้อมเบิกตากว้างมองดูค้อนสานฟ้ากลับไปหาผู้ถือ แต่เมื่อสังเกตดูดี ๆ ก็พบว่าสิ่งที่กำลังกลับไปหาฮอร์นาร์ก็คือหัวค้อนที่มีประกายสายฟ้าระเบิดออกมาตลอดเวลา ขณะที่คนแคระหนุ่มถือด้ามจับที่ตัวค้อนกำลัง กลับเข้าที่ของมัน

 

จิ้งจอกสาวต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเมื่อรู้ว่าค้อนทราออนสามารถโจมตีได้ทั้งระยะประชิดและระยะไกลแบบนี้ สำหรับคิทซึเนะที่มีทางเลือกไม่มากนักจึงเหลืออยู่ทางเดียวคือจะต้องเข้าโจมตีแบบประชิดตัวจนฮอร์นาร์ไม่มีโอกาสจะใช้ม่านพลัง และจะต้องรุนแรงพอที่จะจัดการได้ในครั้งเดียว เพราะถ้าหากพลาด เธอก็คงไม่รอดไปจากเงามรณะของค้อนสายฟ้าอย่างแน่นอน

 

เพลิงจิ้งจอกสลายไปขณะที่คิทซึเนะพยายามรวบรวมพลังที่มีกับการโจมตีครั้งสุดท้าย เธอเคลื่อนตัวหลบด้วยความเร็วสูงอย่างไม่เป็นแบบแผนเพื่อที่ไม่ใช้อีกฝ่ายเดาทางได้ ทันใดนั้นเองแขนขวาของเธอก็มีออร่าสีทองจับตัวกันเป็นคมดาบแหลมครอบฝ่ามือเอาไว้ จิ้งจอกสาวพุ่งเข้าประชิดและใช้มือแทงเข้าขั้วหัวใจของคนแคระทันที

 

แต่ฮอร์นาร์นั้นเป็นถึงคนแคระระดับแม่ทัพ ก่อนที่จะก่อกบฏเป็นถึงแม่ทัพอันดับหนึ่งของอาณาจักรกรอมดูลริลด์และยังเป็นคนแคระที่มีฝีมือการรบอันดับต้น ๆ อีกด้วย เทียบกับคิทซึเนะที่เป็นจิ้งจอกเก้าหาง(ที่ตอนนี้มีเพียงแค่สามหาง) อายุเพิ่งเข้าวัยรุ่นเท่านั้น ประสบการณ์การต่อสู้ระยะประชิดแทบไม่มี ดังนั้นการโจมตีแบบตรง ๆ เช่นนี้แม้จะมีความเร็วแค่ไหนก็ตาม แต่ฮอร์นาร์ก็สามารถคาดเดาได้อย่างไม่ยากเย็นพร้อมกับใช้ค้อนทราออนซัดปะทะเข้าอย่างจัง

 

เปรี้ยง!!!

 

เสียงปะทะระหว่างพลังทั้งสองขั้วดังสนั่น แรงกระแทกดันให้ร่างและเศษซากบนพื้นปลิวกระจายไป ชั่วขณะหนึ่งที่เจนคิดว่าพลังของคิทซึเนะสามารถทัดเทียมกับพลังของค้อนทราออนได้ แต่แล้วคมดาบที่สร้างขึ้นจากออร่าสีทองก็แตกสลายไป เมื่อขาดพลังไปค้อนสายฟ้าก็ซักร่างของจิ้งจอกสาวเข้าอย่างแรงจนเธอกระเด็นมานอนทรุดอยู่ไม่ห่างจากเจน

 

ผู้กล้าสาวเบิกตากว้างอย่างใจหาย เธอฝืนลุกขึ้นและไม่ลืมที่จะเก็บดาบคุซานางิมาด้วยก่อนที่จะเข้าไปหาคิทซึเนะที่นอนแน่นิ่ง เจนตกใจขนาดที่ลืมแม้ว่าตอนนี้เธออยู่ในเกม แทนที่จะเปิดหน้าต่างสถานะของจิ้งจอกสาวขึ้นมาแต่เธอกลับใช้มือจับชีพจรที่แขนแทน เมื่อเจนสัมผัสได้ถึงแรงเต้นอ่อน ๆ ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาแต่ก็ไม่ลืมที่จะกรอกยาเพิ่มพลังชีวิตให้กับคิทซึเนะด้วย

 

"ถึงจะดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์..." เสียงเอ่ยดังมาจากด้านหลัง เจนใช้มือซ้ายหยิบดาบขึ้นมาแล้วชี้ไปยังต้นเสียงอย่างรวดเร็ว ฮอร์นาร์ยิ้มเยาะให้กับเธอก่อนจะพูดต่อ "ข้ายอมรับว่าพวกเจ้าทำให้ข้ารู้สึกเจ็บแสบมาก  ก่อเรื่องวุ่นจนแทนที่ข้าจะใช้ค้อนนี่มาเป็นความชอบในการขึ้นเป็นราชาหลังจากนี้ได้ เจ้าทำลายแผนที่ข้าวางเอาไว้จนทุกอย่างเละไม่เป็นท่า"

 

นัยน์ตาสีแดงจ้องมองคนแคระหนุ่มเขม็ง ปากไม่เอื้อนเอยคำแม้แต่คำเดียว เจนไม่อยากจะพูดอะไรที่จะเร่งเวลาให้ฮอร์นาร์ตรงมาฆ่าเธอเร็วขึ้นอีก นอกจากแขนขวาที่ยังใช้การไม่ได้แล้ว เพียงแค่ใช้แขนซ้ายยกดาบค้างเอาไว้เช่นนี้ก็เต็มกลืนแล้ว แต่ถ้าหากเธอถ่วงเวลาได้อีกซักนิดล่ะก็ ...อีกเพียงนิดเดียว

 

"แต่รู้อะไรมั้ย ข้าเองก็ไม่คิดว่าเจ้าค้อนนี่จะมีพลังมหาศาลขนาดนี้ เพียงจับมันข้าก็สัมผัสได้ถึงพลังที่ไหลผ่านเข้ามา พลังที่สามารถขยี้พวกมดปลวกอย่างพวกเจ้ามันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ และข้าก็จะใช้พลังนี้ยึดครองอาณาจักรนี้ ก่อนจะยกทัพที่สวมชุดเกราะไร้เทียมทานที่ตีจากทั่งทองคำบุกเข้ายึดทวีปแห่งนี้ซะ" ฮอร์นาร์หัวเราะในลำคออย่างสะใจ ขณะที่เจนทำได้แค่รอคอยเท่านั้น

 

"แกมันพูดมากเกินไปว่ะ"

 

เปรี้ยง!!!

 

สายฟ้าฟาดเข้าใส่จนร่างกระเด็นไปไกลหลายเมตร ผู้ที่กระเด็นไปไม่ใช่เจนแต่เป็นตัวคนแคระผู้ที่ถือค้อนสายฟ้าอยู่ในมือ ขณะที่ผู้มาใหม่นั้นลอยตัวอยู่ตรงหน้าผู้กล้าสาว ชายผู้ที่สวมผ้าคลุมสีดำทมิฬและมีสายฟ้าวิ่งไปมาทั่วทั้งร่าง

 

"กว่าจะมาได้นะ ช้าจนทำให้พวกฉันเกือบตายเลยนะ" เจนว่าด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าเธอดีใจที่เห็นหน้าเขาที่นี่เช่นกัน

 

"มาช่วยแล้วยังจะบ่นอีก" โจตอบอย่างไม่ถือสาก่อนจะพูดต่อ "คิทซึเนะเป็นอะไรบ้างมั้ย"

 

"บาดเจ็บสาหัส แต่ฉันให้กินยาเพิ่มพลังชีวิตแล้ว"

 

"ฉันว่าเธอเก็บยัยหนูนั่นเข้าไปไว้ในผนึกก่อนดีกว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาแล้วเธอตายจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงไง" ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับเป็นเรื่องปกติจนถูกผู้กล้าสาวค้อนใส่ แต่เธอก็ทำตามเพราะในตอนนี้ตัวเธอไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะดูแลตัวเองได้ แล้วจะไปดูแลคิทซึเนะได้ยังไงกัน

 

ขณะเดียวกัน ฮอร์นาร์ก็เดินกลับมาในสภาพที่ควันครุกรุ่น ดูท่าทางสายฟ้าของโจจะทำอะไรคนแคระหนุ่มไม่ได้มากนัก แต่ก็ถือว่าก็ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะค้อนสายฟ้าทราออนมีคุณสมบัติช่วยลดความเสียหายหรือเป็นเพราะชุดเกราะที่เขาสวมใส่อยู่ที่ทำให้เขารอดจากอาการบาดเจ็บสาหัสมาได้

 

"เจ้า...เป็นใคร!!" เสียงเอ่ยอย่างคั่งแค้นที่เจนเริ่มชักจะรู้สึกไม่ค่อยจะกลัวกับน้ำเสียงของฮอร์นาร์แล้ว เพราะโดนโจมตีกี่ครั้งก็ใช้น้ำเสียงแบบนี้ตอบกลับมาซะทุกครั้ง

 

"จงระวังพลังของข้า จอมเวทเทพสายฟ้า โจ!!" จอมเวทหนุ่มกล่าวก่อนจะสะบัดผ้าคลุมพร้อมประกายสายฟ้าที่ระเบิดออกมา เจนได้ขมวดคิ้วมองเพื่อนของเธอด้วยความหนักใจกับนิสัยขี้เก๊ก ขี้เล่นไม่ดูเวลาเช่นนี้

 

ตรงกันข้ามกับฮอร์นาร์ เมื่อเห็นท่าทางของโจกลับทำให้เขาโมโหขึ้นมาอีกครั้ง เขาชูค้อนทราออนขึ้นสูงและเตรียมพร้อมสู้ ในขณะที่โจเองแม้จะดูเล่น ๆ แต่สาวตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ค้อนสายฟ้าอย่างไม่วางตา

 

จอมเวทเทพสานฟ้าเป็นผู้เปิดฉากเข้าโจมตีก่อน สายฟ้าหลายสิบสายพุ่งเข้าโจมตีผู้ถือค้อนเทพอย่างรุนแรง ทว่าม่านพลังก็สามารถป้องกันเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที เพียงเกิดการปะทะไม่กี่รอบ โจก็ถูกค้อนซัดลงมานอนกองข้างเจนอยู่ที่เดิม

 

"นี่นายมาทำไมเนี่ย!!" ผู้กล้าสาวร้องตะโกนอย่างหัวเสียเมื่อผู้ที่มาช่วยเหลือเธอในตอนนี้กลับต้องถูกเธอช่วยลากเขาไปหลบอยู่หลังกองซากหินใกล้ ๆ

 

"จอมเวทเทพสายฟ้า ยศขุนนาง เลเวลแค่หกสิบ เจอกับค้อนสายฟ้าระดับเทพเจ้าแล้วยังไม่ตายก็บุญแล้วเว้ย" ชายหนุ่มกล่าวขณะยกขวดยาเพิ่มพลังชีวิตขึ้นดื่ม "แต่ไม่ต้องห่วง ฉันคิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้" เขารีบเสริมเมื่อเห็นสายตาพิฆาตของเพื่อนสาว

 

ตอนนั้นเองที่ฮอร์นาร์เดินเข้ามาเผชิญหน้าพวกเจนอีกครั้ง เวลานี้สภาพทุลักทุเลของพวกเธอไม่ทำให้เขารู้สึกดีเหมือนครั้งก่อนอีกแล้ว เขาชูค้อนมีสายฟ้าวิ่งวนรอบและเตรียมพร้อมที่จะระเบิดออกทุกเมื่อไปด้านหน้า หมายกำจัดอริทั้งสองที่ทำให้เขารู้สึกหัวหมุนครั้งแล้วครั้งเล่า

 

"พวกเจ้าไม่มีวันที่จะชนะข้าได้! ตราบใดที่ข้ายังมีค้อนทราออนอยู่ในมือ ข้าจะเป็นผู้ไร้เทียมทานไม่ใครเทียบ!!" ฮอร์นาร์ยกค้อนขึ้นสูง เตรียมเหวี่ยงใส่พวกเจน โดยไม่ทันสังเกตเงาดำด้านหลังที่ผุดขึ้นมาจากเงาของเขา

 

ฉัวะ!!

 

อ้ากกกก!!

 

เสียงร้อนตะโกนดังลั่นพร้อมกับเสียงของสองสิ่งที่ร่วงหล่นลงพื้น อย่างแรกคือค้อนทราออนที่สายฟ้าได้สลายไปในพริบตาที่สัมผัสกับพื้นดิน อีกอย่างก็คือผ่ามือที่ถูกตัดออกจากร่างด้วยใบมีดคมกริบโดยยังมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลไม่หยุด

 

ร่างของคนแคระหนุ่มทรุดลงบนพื้น มือซ้ายกุมแขนขวาที่เพิ่งจะด้วนสด ๆ ร้อน ๆ สายตาอาฆาตเหลือบไปมองด้านหลังซึ่งเป็นหญิงสาวในชุดสีดำรัดรูป ถือดาบคาตะนะสีม่วงที่เลอะคราบเลือดสีแดงเป็นหลังฐานว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นฝีมือของเธอ

 

"ก็อย่างที่โจบอกล่ะนะ นายมันพูดมากเกินไป" ไมโกะว่าอย่างอารมณ์ดี แต่ฮอร์นาร์ยังคงไม่ยอมแพ้ เขาพุ่งไปหาค้อนทราออนพร้อมกับใช้มือซ้ายหยิบค้อนขึ้นมา แต่ว่าก่อนที่เขาจะได้แตะต้องค้อนสายฟ้าก็ถูกขาเรียวฟาดไปที่ก้านคออย่างรุนแรงจนสลบไป

 

ดาบคาตะนะสีม่วงจ่อที่คอหอยของคนแคระหนุ่ม นักฆ่าสาวชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะละดาบออกมาแล้วเดินเข้าไปสมทบกับพวกเจน "เฮ่อ..เห็นทีฉันคงจะเล่นอาชีพนักฆ่าต่อไปไม่ได้ซะแล้วมั้งเนี่ย"

 

เจนยิ้มแห้ง ๆ ให้กับไมโกะอย่างเข้าใจความรู้สึก เพราะหลังจากที่พวกเธอรู้เรื่องชาวแกรนฟรอนเทียร์ก็ทำให้การลงมือฆ่าสัตว์อสูรนั้นเป็นเรื่องที่ทำใจยากขึ้นเยอะ ไอ้พวกที่พูดไม่ได้ยังไม่เท่าไหร่ แต่พวกสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์ที่ฉลาดอย่างเผ่าจิ้งจอกที่มาเอะควบคุมหรือทานูกิในป่าใบสน หรือจะเป็นสัตว์อสูรระดับสูงที่พัฒนามาจากสัตว์อสูรทั่วไปอย่างวูฟและทารอส รวมไปถึงมอนสเตอร์ระดับบอสอีกด้วย โดยเฉพาะพวกกลุ่มหลังนี่คุยได้แต่ก็ไม่ค่อยยอมคุย เอาแต่จะลุยท่าเดียว

 

"พวกเรารีบกลับไปหาพวกอามีร่ากันดีกว่า จะได้พาเธอกับคิทซึเนะไปรักษาด้วย" โจหันมาหา ทั้งที่ตัวเองก็บาดเจ็บพอ ๆ กัน ก่อนจะก้มลงมามองฮอร์นาร์ที่ยังไม่ได้สติ "ส่วนเจ้านี่ก็ปล่อยทิ้งเอาไว้ที่นี่แหละ ให้พวกคนแคระจัดการเอาเอง"

 

ขณะที่สองคนด้านหน้าทำท่าจะเดินจากไป เจนก็นึกขึ้นได้ว่าจะต้องเอาค้อนทราออนไปคืนแร็คนาร์ด้วย จึงเก็บดาบคุซานางิแล้วหันไปหยิบค้อนสายฟ้าที่ตกอยู่บนพื้นมา เมื่อเธอหยิบค้อนเอาไว้ในมือก็รู้สึกได้ถึงพลังที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกคล้ายกับตอนที่ยามาตะ โนะ โอโรจิและมาเอะมอบพลังสถิตร่างไม่มีผิด

 

ได้รับพลังสถิตร่าง ค้อนอัศนี ทราออน

 

เจนไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีเพราะได้พลังสถิตร่างมาเพิ่มอย่างไม่ได้ตั้งใจเช่นนี้ ที่ดีก็เพราะพลังที่ได้มานี่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งระดับเทพอสูรอย่างพญาอสรพิษ แต่ที่แย่ก็คงจะเป็นเหตุผลเดียวกัน เพราะไม่รู้ว่าจะทำให้เธอเสี่ยงอันตรายเหมือนการใช้พลังของยามาตะ โนะ โอโรจิ หรือเปล่า

 

"เจน เธอเดินไหวหรือเปล่า ให้ฉันไปช่วยพยุงมั้ย" เสียงของไมโกะดังเรียกสติของเจนให้กลับมา เมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้เธออยู่ห่างจากเพื่อน ๆ มากแค่ไหนแล้วจึงรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว

 

 

 

เสียงการต่อสู้จากลานพิธียังคงดังต่อเนื่องไม่หยุด กองทัพคนแคระที่เจนเห็นก่อนที่จะลงไปยังชั้นล่างนั้นจำนวนอยู่มากจนเกินจะคาดเดาไหว แต่สองคนที่อยู่ตรงหน้ากลับเดินไปอย่างไม่รู้สึกกังวลอะไรมากนัก จะว่าไปแล้ว ตอนนี้พวกเธอสามารถเดินทางได้อย่างราบรื่นโดยที่ไม่มีทหารคนแคระตนใดเข้ามาขัดขวางเลย พวกที่เธอเห็นส่วนใหญ่ก็มักจะพากันวิ่งหนีกลับไปยังทางที่เธอผ่านมาโดยเหมือนกับว่าไม่เห็นพวกเธอยังไงอย่างนั้น

 

"นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนแคระพวกนี้ถึงวิ่งหนีได้ล่ะ" เจนถามขึ้นด้วยความสงสัย ขณะที่โจและไมโกะมองหน้ากันยิ้ม ๆ ทว่าไม่ได้ตอบคำถามของเธอ

 

เมื่อใกล้ถึงลานพิธีมากเท่าไหร่ เสียงต่อสู้ก็ยิ่งดังมากขึ้น โดยเสียงที่เจนได้ยินส่วนมากมักจะเป็นเสียงร้องตะโกนโหยหวนของทหารคนแคระและเสียงระเบิดดังสนั่น ขณะเดียวกันนั้นเองที่คนแคระที่วิ่งหนีไปก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

 

พอกลับมาถึงลานพิธี เจนก็ต้องตกตะลึงเมื่อภาพตรงหน้าคือเสือซ่อนลายและวูฟกำลังช่วยกันต้านทานกองทัพคนแคระได้อย่างสบาย ๆ โดยเสือซ่อนลายรับหน้าที่เป็นด่านหน้าต้านทานกองทัพส่วนมากเอาไว้ ส่วนวูฟนั้นค่อยป้องกันด้านหลังและช่วยอยู่เป็นพัก ๆ โดยมีทหารคนแคระร่วมด้วย ขณะเดียวกันอีกด้านก็เป็นพวกอามีร่ากับซินจูที่ตอนนี้กลับมารวมกลุ่มกันและคอยสนับสนุนพวกเสือซ่อนลายอีกที

 

แต่สิ่งที่ทำให้เจนตกใจไม่ใช่พวกเขา เป็นชายร่างใหญ่ที่วิ่งตะลุยเข้าหากองทัพคนแคระของฮอร์นาร์ราวกับเป็นลูกโบวลิ่งกระแทกพินอย่างนั้นแหละ

 

"นี่นายเอาทารอสมาด้วยงั้นเหรอ!! เดี๋ยวหมอนั่นก็ได้หันกลับมาเล่นงานพวกคนแคระที่อยู่ฝ่ายเราเอาหรอก!" เจนตวาดเสียงดัง

 

"เพราะงั้นฉันถึงได้บอกให้หมอนั่นวิ่งตะลุยไปข้างหน้าไง" โจว่าแล้วรีบพาเจนตรงกลับไปหาพวกอามีร่าที่ซึ่งน่าจะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้

 

พอมาถึง ซินจูที่สังเกตเห็นแขนของเจนก็รีบกระวีกระวาดเข้ามาดูอาการในทันที และยิ่งเมื่อได้ยินว่าคิทซึเนะก็สาหัสไม่แพ้กันก็ทำให้เธอทำท่าเหมือนกับคนประสาทกิน แต่อย่างน้อยเธอรีบพาทั้งสองไปรักษาทันทีโดยไม่สนใจอย่างอื่นเลย

 

"ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่พวกเราคิดเอาไว้นะคะ" อามีร่ากล่าวขึ้นเมือพวกโจเข้ามาสมทบ

 

ฟานัสยิ้มรับคำ "ถึงข้าจะไม่อยากยอมรับนัก แต่ว่าครั้งนี้อาณาจักรได้พวกเจ้าช่วยเอาไว้จริง ๆ โดยเฉพาะพวกเพื่อนของเจ้า"

 

เขาหันไปมองเสือซ่อนลายที่ยังคงสู้รบอยู่โดยตอนนี้ไมโกะได้เข้าไปช่วยเสริมอีกแรง และยังเหลือบไปมองทารอสที่ยังคงอาละวาดอย่างเมามัน

 

"ฟานัส!" เสียงเรียกดังมาจากอีกด้าน พอพวกอามีร่าหันไปมองก็พบว่าเป็นแร็คนาร์ที่วิ่งตรงมาพร้อมกับทหารองครักษ์อีกจำนวนหนึ่ง ชุดเกราะของเขามีร่องรอยได้รับความเสียหายอยู่เป็นจำนวนมากบ่งบอกให้รู้ว่าสถานการณ์ในชั้นบนเองก็เลวร้ายอยู่เหมือนกัน

 

"แล้วฮอร์นาร์ล่ะ!นี่มันเกิดอะไรขึ้น" แร็คนาร์หายใจหอบ ฟานัสเห็นเข้าจึงหัวเราะให้กับท่าทางของราชาคนแคระ

 

"ไม่ต้องกังวลแล้วท่านราชา พวกมนุษย์พาพรรคพวกมาช่วยพวกเรา ตอนนี้อีกไม่นานสถานการณ์จะคลี่คลายลงได้อย่างแน่นอน" ฟานัสกล่าว เมื่อเขาเห็นแร็คนาร์มองไปยังทารอสที่กำลังจับคนแคระโยนไปมาราวกับลูกบอลจึงพยักหน้าให้เพื่อยืนยันคำพูดของเขา

 

"แล้วฮอร์นาร์..-"

 

"ท่านแร็คนาร์" เสียงเรียกของเจนดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของผู้กล้าสาวที่เวลานี้แขนขวากลับมาอยู่ในตำแหน่งปกติแล้ว แต่เจนก็ยังถูกกำชับว่าห้ามโหมใช้แขนอย่างเด็ดขาดและใช้ผ้าคล้องกับคอเพื่อพยุงแขนเอาไว้ เธอเดินเข้ามาหาราชาคนแคระแล้วจึงยื่นสิ่งที่ทำให้เหล่าคนแคระโดยรอบต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

 

"ค้อนสายฟ้า ทราออน! นี่เจ้าเอาคืนมาได้ด้วยงั้นหรือเนี่ย" แร็ตนาร์กล่าวขณะรับค้อนคืนมา เขายังเงยหน้ามองผู้กล้าสาวด้วยความแปลกใจที่แม้จะได้อาวุธเทพเจ้าชิ้นนี้ไปอยู่ในมือแต่ยังนำกลับมาคืนเขาอีก ทำให้เขารู้สึกชื่นชมในตัวมนุษย์กลุ่มนี้มากขึ้น เช่นเดียวกับคนแคระที่เห็นภาพตรงหน้า

 

"ตอนนี้น้องชายของท่านนอนสลบอยู่ที่ชั้นใต้ดิน...หมายถึงชั้นล่าง บริเวณหน้าอุโมงค์น่ะ" เจนรีบเปลี่ยนคำเรียกเพราะความจริงทั้งอาณาจักรก็อยู่ใต้ผืนดินไปกว่าครึ่งแล้ว

 

ราชาคนแคระพยักหน้ารับรู้ ตอนนั้นเองที่กองทัพทหารองครักษ์กลุ่มใหญ่ก็เดินทางมาถึงที่ลานพิธี ขณะที่อีกฝ่ายนั้นได้รับความเสียหายอย่างหนักจากทารอสและเริ่มแตกทัพแล้ว แร็คนาร์จึงสั่งให้กองทัพคนแคระที่มาใหม่บุกเข้าไปจัดการให้เรียบร้อย พร้อมทั้งเรียกตัวแทนคนแคระจากอาณาจักรอื่นที่อยู่ฝั่งเดียวกันให้กลับมาเพื่อที่จะได้รู้ว่าตอนนี้มีอาณาจักรใดบ้างที่ร่วมมือกับน้อยชายของเขาก่อกบฏครั้งนี้

 

"พวกเจ้าเองก็เรียกให้เพื่อนของเจ้ากลับมาได้แล้ว..รวมถึงเจ้าตัวโตนั่นด้วยนะ" แร็คนาร์กล่าวด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย ก่อนจะหันมาพูดกับเจนด้วยสีหน้าหนักใจ "ข้าขอบคุณเจ้ามากที่ให้ความช่วยเหลืออาณาจักรกรอมดูลริลด์ แต่เวลานี้เรื่องมันซับซ้อนเกินกว่าที่ข้าคาดเอาไว้มากนัก ข้าคงต้องขอให้พวกเจ้ารีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดก่อนที่จะมีพวกตัวแทนคนแคระใช้พวกเจ้าเป็นข้ออ้างก่อกบฏอีกครั้ง"

 

เจนที่ได้ยินทำท่าไม่พอใจ แต่โจรั้งตัวเธอเอาไว้ก่อน "เข้าใจแล้วครับ พวกเราจะทำตามที่ท่านบอก"

 

แร็คนาร์ก้มหน้าแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งก่อนจะเอ่ยปาก "ข้าเข้าใจว่าเจ้าสมควรที่จะไม่พอใจกับคำพูดของข้า และเจ้าก็มีบุญคุณต่อข้ามากที่นำค้อนทราออนกลับมาได้ ถ้าหากเจ้าต้องการอะไรขอให้รีบบอกมาได้เลย"

 

แม้จะยังไม่พอใจที่ถูกใช้แล้วขับไล่ไสส่งกันเช่นนี้ แต่เธอเองก็ได้พลังของค้อนทราออนมาเป็นหนึ่งในพลังสถิตร่างแล้วก็ทำให้ใจเย็นลงมาบ้าง เว้นเสียแต่พวกเพื่อน ๆ ของเธอที่ไม่ได้ของตอบแทนอะไรเลยนี่สิที่ทำให้เจนยังคงไม่พอใจ

 

โจสะกิดไหล่เธอก่อนจะหันมากระซิบข้างหู "อย่าลืมเรื่องสงครามเทพอสูร พวกนี้อาจจะพอช่วยอะไรเราได้บ้าง"

 

ผู้กล้าสาวได้ยินคำกล่าวของจอมเวทหนุ่มจึงพยักหน้ารับแล้วหันกลับมาหาราคาคนแคระ

 

"ท่านแร็คนาร์ คำขอของฉันบางทีอาจจะฟังดูเลื่อนลอย แต่ในอนาคตกำลังจะเกิดสงครามของครั้งใหญ่ขึ้นโดนนำด้วยสัตว์อสูรระดับเทพเจ้า ฉันขอร้องให้ท่านอย่านำเผ่าพันธุ์ของท่านเข้าร่วมกับสงครามนี้เลย ปกป้องเผ่าพันธุ์ของท่านเอาไว้ หรืออย่างน้อยก็ร่วมมือกับมนุษย์ที่อาณาจักรคาเมล็อทปกป้องคนแคระจากสงครามนี้เถอะ ฉันขอร้องล่ะ" เจนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

แร็คนาร์หันไปหาฟานัสที่หันมามองเขาเช่นเดียวกัน ครู่หนึ่งหลังจากที่ใช้เวลาครุ่นคิด ราชาคนแคระจึงเอ่ยตอบคำ

 

หลังจากวันนี้ข้าก็ไม่รู้ว่าข้าจะยังคงเป็นราชาอยู่หรือไม่ แต่เมื่อวันนั้นมาถึง ข้าจะทำทุกอย่างในอำนาจของข้าในการทำตามคำขอของเจ้า" รอยยิ้มของราชาคนแคระทำให้เจนรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก

 

ขณะที่พวกเจนกำลังจะเดินจากไปนั้นเอง ฟานัสก็เรียกรั้งตัวอามีร่าเอาไว้ก่อน ทำให้มือสังหารสาวหันมามองด้วยความสงสัย

 

"ดาบเล่มนั้นของเจ้า ข้าขอมันได้หรือไม่" ฟานัสถามพร้อมกับชี้ไปยังดาบคาตะนะที่ใบมีดหักจนไม่อาจเรียกว่าอาวุธได้

 

"แต่ว่ามันพังไปแล้วนะคะ" อามีร่าตอบ

 

"เพราะอย่างนั้นแหละข้าจึงเอ่ยปากขอมันกับเจ้า มนุษย์ผู้ที่ใช้ดาบสภาพที่จะพังแหล่ไม่พังแหล่มารับมือกับคนแคระได้อย่างเจ้าข้าไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน ถ้าครั้งหน้าเราเจอกันอีก ข้าจะชุบชีวิตดาบของเจ้าให้กลับมาจนไม่มีอาวุธใดเทียบ" ฟานัสกล่าวอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับบอกใบ้ไปยังทั่งมิธริลทองคำ

 

มือสังหารสาวก้มลงมองด้ามดาบอย่างอาลัย เธออยู่กับดาบเล่มนี้มาตั้งแต่หลังจากเข้ามาในเกมไม่นาน เธอใช้มันฝึกฝนการต่อสู้มาจนถึงจุดนี้ เธอใช้มันในการทำเรื่องที่เลวร้ายมามากแต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นเพื่อนคู่ใจเพียงอย่างเดียวในช่วงเวลาที่มืดมน ทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับดาบเล่มนี้มากนัก

 

อามีร่าดึงฝักดาบออกจากผ้าคาดเอวแล้วจึงเก็บดาบลงฝัก จากนั้นจึงส่งไปให้ฟานัสที่รับดาบมาด้วยความยินดี

 

"ฝากดูแลมันด้วยนะคะ"

 

"ไว้ใจข้าได้เลย" แม่ทัพคนแคระหนุ่มรับรอง

 

หลังจากที่กล่าวลากันแล้วพวกเจนจึงเดินแยกตัวออกไปสมทบกับพวกซินจูที่ยังคงรักษาคิทซึเนะอยู่ ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นเจนก็เอ่ยถามขึ้น

 

"ทำไมตอนนายถึงห้ามฉันเอาไว้ล่ะ ทั้งที่พวกเราช่วยพวกเขาตั้งเยอะแต่กลับมาไล่พวกเราแบบนั้นได้ยังไงกัน ฮึ้ย! พอคิดถึงแล้วมันรู้สึกน่าโมโหเป็นบ้า"

 

"ก็อาจจะใช่ ถ้าเธอไม่ได้เป็นฝ่ายเสนอตัวเองไปช่วยเขาล่ะก็นะ"

 

"อ้าว! ก็นายบอกให้ฉันช่วยเองนี่นา!"

 

"ฉันบอกให้เธอจัดการไปตามเรื่อง ไม่ใช่เสนอตัวรับแบบเสียเปรียบอย่างนี้" โจตอบทันควัน "จากที่ฉันฟังพวกเธอเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาเมื่อตอนบ่าย การที่พวกเราไปจากที่นี่ได้เร็วมากเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลดีให้กับราชานั่นมากขึ้น"

 

"นายหมายความว่ายังไง ก็พวกเราช่วยปราบกบฏได้นะ"

 

"หนึ่ง เธอก็ได้ยินที่เขาบอกแล้ว พวกเราอยู่ต่อก็ยิ่งมีปัญหาที่จะพูดแก้ตัวกับพวกตัวแทนจากอาณาจักรอื่นเรื่องที่ให้พวกเราเข้ามาในอาณาจักร ถึงจะมีคนเห็นพวกเราอยู่ไม่น้อยก็เถอะนะ สอง มีคนก่อกบฏก็เพราะราชาอ่อนแอ แต่ตอนนี้ดูเหมือนพวกคนแคระที่เป็นประชาชนไม่น่าจะเห็นแบบนั้น ดูจากสภาพแล้วเขาคงปราบกบฏที่อยู่ในเมืองชั้นบนเองจนหมดก่อนที่จะมาที่นี่ แถมเขายังมีกองทัพที่เข้มแข็งอยู่ด้วย คงไม่มีประชาชนคนไหนอยากจะให้เขาลงจากบัลลังก์แน่ ถ้าพวกเราอยู่ก็คงแย่งความดีความชอบไปหมด  สาม คนที่นำก่อกบฏเป็นน้องชายของเขาเอง ดังนั้นควรจะต้องเป็นตัวเขาที่แก้ไขเรื่องทั้งหมด" โจอธิบาย "ตอนนี้เขาเองก็ได้คือเทพนั่นกลับไปแล้ว ก็คงจะไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้วล่ะมั้ง"

 

เมื่อพวกเจนมาถึงจุดที่พวกซินจูอยู่ เธอก็พบกับพวกเสือซ่อนลายกำลังยืนคุมทารอสที่มีสีหน้าเหมือนกับเด็กที่ถูกลากออกมาจากสบเครื่องเล่นในสวนสนุกอย่างไรอย่างนั้น

 

"อาการของคิทซึเนะเป็นยังไงบ้าง" เจนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของจิ้งจอกสาวตอนนี้ดูดีขึ้นมากแม้จะยังไม่ฟื้นขึ้นมาก็ตาม

 

"บาดแผลส่วนใหญ่ฉันรักษาจนหมดแล้วค่ะ ที่เหลือก็ให้พักผ่อนจนหายดี" ซินจูตอบด้วยใบหน้าท่วมเหงื่อ ถึงจะอยู่ด้านหลังแต่เธอก็ต้องคอบสนับสนุนพวกโจมาตั้งแต่ต้น แถมยังรับหน้าที่คอยรักษาแผลของคนแคระที่ได้รับบาดเจ็บอีกจึงทำให้เธอเหนื่อยอยู่ไม่น้อย

 

เจนส่งยิ้มไปให้กับนักเวทสาวเป็นการขอบคุณ

 

แจ็คที่ตอนนี้เป็นผู้ถือแก้วข้ามมิติอยู่ก็ล้วงแก้วสีส้มออกมาพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงทะเล้น "เอาล่ะ พร้อมที่จะกลับบ้านกันหรือยังเด็ก ๆ"

 

พวกเจนได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจก่อนที่ร่างของทุกคนจะถูกดูดเข้าไปในแก้วข้ามมิติในมือของมือปืนหนุ่ม จากนั้นตัวลูกแก้วก็สลายหายไปโดยไม่หลงเหลือหลักฐานว่าที่จุดนี้เคยมีมนุษย์ผ่านมา

 

จบตอนที่ 59 ค้อนเทพเจ้า

----------------------------------


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

786 ความคิดเห็น

  1. #635 fairy_devil (@angle_vempire) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2558 / 10:21
    ราชานแคระ หรือเปล่าคะ รอน้าาาาาาา *^*
    #635
    0
  2. #607 RBoKuc (@pareooo) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2558 / 22:49
    มาแล้ววววววว
    #607
    0
  3. #605 Reinforce (@dokidokiprecure) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2558 / 21:42
    มาจนครบเเล้วสิน่ะ เเต่กว่าจะมานานมากก
    #605
    0
  4. #604 นูราริเฮียง (@kanda-02) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2558 / 19:57
    ตกลงราชาคนแคระชื่อแรคนาร์ หรือ ฮอนาร์กันแน่ ช่วยแก้ชื่อให้ถูกด้วยนะ มันอยู่ตรงช่วงท้ายๆนะ

    #604
    1
    • #604-1 Tohan-kun (@kningbank) (จากตอนที่ 62)
      7 พฤษภาคม 2558 / 20:41
      ขอบคุณมากครับที่ทักท้วง ทำการแก้ไขเป็น แร็คนาร์ แล้วนะครับ ^^
      #604-1
  5. #602 sttangmowr (@sttangmowr) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2558 / 18:20
    ไปไหนต่อออ รอน้ะค่าบบบ
    #602
    0
  6. #595 RBoKuc (@pareooo) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 27 เมษายน 2558 / 19:21
    ขอบคุณค่าาาาา
    #595
    0
  7. #594 RBoKuc (@pareooo) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 27 เมษายน 2558 / 19:21
    ขอบคุณค่าาา
    #594
    0
  8. #593 sttangmowr (@sttangmowr) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 27 เมษายน 2558 / 12:15
    เจอแหล่วววเฮ้~ รอออ่านน้าาค่าบบบ
    #593
    0
  9. #592 Reinforce (@dokidokiprecure) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 27 เมษายน 2558 / 07:12
    มาเเล้ว มาเเล้ว กว่าจะมานานมากเลยน่ะไรท แตยังไงก่อสนกอยู่ดี
    #592
    0
  10. #591 กำจัง (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 27 เมษายน 2558 / 00:25
    เป็นทำลังใจให้นะไรเตอร์
    #591
    0