ตอนที่ 9 : #เงินบัวนิล Secret :: ความลับข้อที่ 09 [อัปครบ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48129
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4674 ครั้ง
    5 มิ.ย. 61


ความลับข้อที่ 'เก้า'




หมายความว่าแม้แต่พ่อ แม้แต่แม่...พวกท่านก็ไม่มีสิทธิ์รู้ใช่ไหม?

ฉันตั้งคำถามทั้งที่มีคำตอบอยู่ในใจ และพี่เงินก็ทำให้คำตอบนั้นชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อเขาสอดมือเข้ามารองใต้ท้ายทอยฉัน ออกแรงเล็กน้อยให้ฉันตอบรับรสชาติแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้รับที่ไหนมาก่อนในชีวิต

รสชาติของเขา รสชาติของผู้ใหญ่...

“อื้อ...” ฉันครางอู้อี้เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังสำลักและหายใจไม่ออกจากสัมผัสที่พี่เงินมอบให้ เพราะงั้นพี่เงินจึงยอมผละออกไป แต่ระยะห่างที่เขาใช้จ้องมองฉันยังน้อยนิดจนรับรู้ได้ถึงลมหายใจร้อนรุ่ม

ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งค้ำไว้กับเบาะตรงส่วนที่แผ่นหลังฉันทาบติด ยามที่เขาเคลื่อนไหว...ฉันได้ยินเสียงผิวหนังส่วนนั้นเสียดสีกับเบาะ และมันทำให้ฉันตัวสั่นขึ้นมาอีกระดับอย่างอธิบายไม่ได้

บอกว่าตื่นตระหนกก็ใช่ ตกใจก็ใช่ และช็อก...อันนี้ก็น่าจะใช่ด้วย

จริงๆ ตอนนี้มีความรู้สึกหลายอย่างประเดประดังเข้ามาในอก แต่สถานการณ์มันบังคับให้ฉันปิดหูปิดตา เหมือนล่อลวงให้ฉันทำผิดในสิ่งที่ไม่ควร

พี่เงินน่ะ...เขาทำเหมือนฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

สำหรับเขา ฉันคงไม่ใช่น้องสาวที่น่ารักแบบเมื่อก่อนแล้วจริงๆ สินะ

“ตกใจเหรอครับ” พี่เงินคงสังเกตเห็นปฏิกิริยาของฉันที่ตอนนี้เข้าขั้นวิกฤติ ทั้งอาการสะอึกสะอื้น รวมถึงใบหน้าที่แดงก่ำด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง...เพราะงั้นเขาจึงถามโดยที่ระยะห่างยังมีแค่น้อยนิด

ฉันยังขยุ้มมือกับสาบเสื้อเขา...ปรือตามองหน้าพี่เงินพร้อมกับหัวใจที่เต้นระทึกจนมันแทบกระดอนออกมากองด้านนอก

“พี่เงิน...” ฉันเรียกเขา “นิลไม่ใช่น้องพี่แล้วเหรอ พี่เงินทำแบบนี้...”

“...” พี่เงินไม่พูด แต่สายตาเขาบ่งบอกได้อย่างดีถึงคำตอบที่ฉันกำลังต้องการ

“นิล...” ฉันเม้มริมฝีปากแน่นทันทีเมื่อเห็นสายตาของเขา

“กลับบ้านกัน”

เพราะไฟจราจรขึ้นสีเขียวพอดี พี่เงินจึงผละออกไปนั่งที่เดิม ก่อนรถซึ่งจอดสนิทแค่นาทีกว่าแต่ให้ความรู้สึกเหมือนจอดเป็นชั่วโมงจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า

ฉันเปลี่ยนมาขยุ้มมือที่หน้าตัก ก้มมองรองเท้านักเรียนที่กำลังสั่นนิดๆ จากความประหม่าหลังผ่านพ้นเหตุการณ์อันตรายมา

ใช้เวลาไม่นานพี่เงินก็เคลื่อนรถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถหน้าบ้าน แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้เปิดประตูลงจากรถ ข้อมือก็ถูกฝ่ามือที่ทั้งหนาและอุ่นร้อนคว้าเอาไว้

“ทำไมอ่ะ” ฉันถามทั้งๆ ที่ไม่กล้าสบตาเขา จนกระทั่งพี่เงินใช้มือข้างเดิมเคลื่อนมาแตะบริเวณกระดุมเสื้อนักเรียนเม็ดหนึ่งของฉัน

“ติดกระดุมเสื้อดีๆ ครับ”

ตอนที่ก้มหน้ามอง...ฉันพบว่ากระดุมเสื้อซึ่งถูกติดไว้อย่างเรียบร้อย ไม่รู้ว่าไปทำอีท่าไหนมันถึงหลุดออกไปตั้งสองเม็ด!

หรือว่าตอนที่พี่เงินจูบฉันเมื่อไม่กี่นาทีก่อน...เขาจะเป็นคนทำมัน

“นะ นิลติดเองได้!” ฉันตะปบมือหนาที่บรรจงติดกระดุมให้อย่างสุขุมและนุ่มนวล ที่จริงก็เหมือนจะไม่มีอะไรหรอก เพราะเมื่อก่อนพี่เงินก็ทำให้บ่อยๆ

แต่ไม่รู้ทำไม...อุณหภูมิอุ่นๆ จากหลังมือที่เฉียดเนื้อผ้าอย่างหมิ่นเหม่บริเวณใต้ทรวงอกถึงทำให้ฉันหายใจไม่คล่องมากขนาดนี้

“ได้ครับ” พี่เงินช้อนตาขึ้นจากเม็ดกระดุม

เขาทำตัวปกติขนาดนี้ได้ยังไง เขาน่ะ...เพิ่งจูบฉันมาไม่ใช่เหรอ แถมยังให้เก็บ เรื่องของเราไว้เป็นความลับอีก

สิ้นคำตอบรับแบบง่ายๆ ของพี่เงิน ฉันก็ก้มหน้าก้มตาติดกระดุมเสื้ออย่างเร็วไว ทั้งๆ ที่มันง่ายและควรจะเสร็จตั้งนานแล้ว แต่คงเป็นเพราะยังอยู่ในรถคันเดียวกับพี่เงิน...คนที่เพิ่งทำเรื่องแปลกๆ กับฉันมา ฉันเลยมือไม้สั่น แยงกระดุมไม่เข้ารอยเจาะของเสื้อสักที

ทะ ทำไมประหม่าขนาดนี้นะ

ฉันขมวดคิ้วให้กับอาการลนลานจนเกินเหตุของตัวเอง พยายามตั้งสติและเพ่งสมาธิกับกระดุมเม็ดที่สองหลังจากจัดการเม็ดแรกเสร็จแล้ว

ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ๆ  กับความเงียบสงัดภายในรถ สุดท้ายฉันก็จัดการกับกระดุมเสื้อทั้งสองเม็ดเสร็จโดยใช้เวลาไปเหยียบห้านาที

สิ่งต่อมาที่ฉันทำคือลงจากรถแล้วเตรียมจะวิ่งเข้าบ้านไปหาของกิน แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นว่ามีรองเท้าแปลกๆ สองคู่ถูกถอดไว้บริเวณชั้นวางรองเท้า ความสงสัยทำให้ฉันเอี้ยวหน้ากลับไปมองบริเวณลานจอดรถที่กว้างขวาง ปรากฏว่ามีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งจอดอยู่ คล้ายๆ กับบิ๊กไบค์อะไรทำนองนั้น

คุ้นๆ แฮะ...

“เหมือนมีคนมานะครับ” พี่เงินเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ฉันพร้อมกับกระเป๋านักเรียนที่ฉันเพิ่งนึกได้ว่าลืมหยิบมา

ฉันพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะเข้าไปดูให้เห็นกับตาว่าเจ้าของรถคันนั้นกับรองเท้าทั้งสองคู่นี้เป็นของใคร และทันทีที่เข้ามาในบ้าน ก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่สูงพอๆ กับฉันพุ่งเข้ามากอดพร้อมเอาหน้าซุกอก

“น้องแอล!” ฉันยิ้มกว้างเมื่อพบว่าเด็กผู้ชายท่าทางเกรี้ยวกราดและเอาเรื่อง แถมยังชอบใช้สายตาขวางๆ คนนี้คือแอล...ลูกชายคนโตของอาอักขระ ท่านคือน้องชายไม่แท้ของพ่อ เพราะคุณปู่รับอาอักขระมาเลี้ยงเป็นบุญธรรมตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น

แต่จริงๆ ก็ไม่จดทะเบียนหรือทำถูกต้องตามกฎหมาย เหมือนรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวเฉยๆ

“พี่บัวนิลกลับมาแล้ว” น้องแอลที่วันนี้มาในมาดมักจุกทำเสียงไม่พอใจและเหลือบมองพี่เงินซึ่งเดินตามหลังมาด้วยสายตาแสนขวาง

เมื่อก่อนตอนที่เรายังเด็กๆ ฉันไปเล่นที่บ้านน้องแอลบ่อย แต่พอโตขึ้น ฉันไม่ค่อยได้ไปหา ได้มากสุดก็แค่โทรคุยกัน

น้องแอลติดเล่นมากเกินไป แถมยังเป็นเด็กผู้ชาย บางทีฉันก็เข้าไม่ถึง

“ใช่ๆ” ฉันพยักหน้าและยกมือลูบศีรษะน้องแอลหนึ่งที น้องแอลเป็นน้องฉันสี่ปี เขาเพิ่งจะสิบขวบ

“พี่เลี้ยงพาไปเถลไถลหรือเปล่า” น้องแอลทำหน้าไม่สบอารมณ์ใส่พี่เงิน เอาแก้มแนบหน้าอกฉัน กอดฉัน...ส่งสายตาต่อต้านพี่เงินเต็มที่

แต่ไหนแต่ไรแล้ว น้องแอลดูไม่ค่อยชอบพี่เงิน ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

“เปล่านะ วันนี้รถติด” ฉันอธิบายพร้อมทั้งส่ายหน้าพรืด แอบใจเต้นแรงตอนที่ต้องนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์บนรถช่วงติดไฟแดง...

ถ้าหากไฟแดงเกิดเสียขึ้นมากะทันหัน หรือถ้ามันใช้เวลานานมากกว่านั้นล่ะ พี่เงินจะยอมหยุดหรือเปล่านะ เขาน่ะ...ยังจะจูบฉันต่อไปหรือเปล่า?

“ถ้าพี่บัวนิลเป็นอะไรไป น้องแอลจะจัดการพี่เลี้ยงให้หมอบ”

“แอล!” เสียงกัมปนาทของใครบางคนทำให้ฉันสะดุ้ง พอมองไปยังห้องรับแขกก็พบว่าอาอักขระนั่งทำหน้าดุอยู่บนโซฟา ฉันรีบยกมือไหว้ท่านทันที ท่านพยักหน้าให้ฉันหนึ่งที ก่อนนัยน์ตาคู่นั้นจะเปลี่ยนมาส่อแววตำหนิน้องแอลจากระยะสามเมตร “เดี๋ยวพ่อตบปาก”

ไม่ต้องตกใจ...อาอักขระโหดกับลูกชายคนโตของตัวเองเสมอ แต่ท่านก็รักของท่านนะ รักแบบรุนแรงอ่า...

“ไม่เป็นไรครับ น้องยังเด็ก” พี่เงินยิ้มนิดๆ แบบไม่คิดอะไร “เฮียมาตั้งแต่ตอนไหน” ก่อนจะหันไปถามอาอักขระต่อ

“เมื่อกี้ ไอ้เตมันก็กำลังมาที่นี่ เลยให้กูรอ” อาอักขระอธิบาย ฉันเลยทำความเข้าใจไปด้วย “บัวนิลไปเปลี่ยนชุดก่อนก็ได้”

“ค่ะ” ฉันยิ้มกว้างแล้วขึ้นห้องไปเปลี่ยนชุดตามที่อาอักขระบอก

แต่แล้วแผ่นหลังฉันก็ร้อนวาบในตอนที่ถอดเสื้อนักเรียนออกจนเหลือแค่เสื้อชั้นในสีขาว...เมื่อลมหายใจกรุ่นร้อนจากใครบางคนเป่ารดอยู่เหนือศีรษะ

...พี่เงินตามเข้ามาในห้องตั้งแต่ตอนไหน 

“พี่เอากระเป๋ามาให้ครับ” คำบอกกล่าวของพี่เงินดังขึ้นจากด้านหลัง ฉันพยักหน้าตอบรับหนึ่งทีโดยไม่หันกลับไปมอง

“วางไว้ตรงไหนสักที่เลย เดี๋ยวนิลจะเปลี่ยนเสื้อผ้าค่ะ” เพราะพี่เงินยังไม่ยอมก้าวเท้าจากไป ฉันจึงพยักพเยิดหน้ามั่วๆ ให้เขาเอากระเป๋านักเรียนวางไว้ตรงไหนก็ได้ ไม่ลืมบอกให้เขาออกไปกรายๆ ด้วยการทิ้งท้ายว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้า

พี่เงินเคยเห็นฉันเปลือยมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนทุกที ฉันว่า...มันแตกต่าง

“พี่มีเรื่องจะถามเราก่อน” เสียงพี่เงินเข้มขึ้น และนั่นทำให้ฉันต้องสวมเสื้อนักเรียนกลับเหมือนเดิมโดยไม่ลืมขยุ้มมือบริเวณเม็ดกระดุมที่ถูกปลดจนหมดเพื่อเซฟตัวเอง จากนั้นก็หันกลับหาเขาซึ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิม

“อะไรอ่า?” ฉันถามและเอียงคอเล็กน้อย จนกระทั่งพี่เงินล้วงเอาบางอย่างออกมาจากกระเป๋านักเรียนของฉัน และนั่นทำให้ฉันต้องกลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่

อยู่ๆ เหงื่อก็ผุดขึ้นมาตามกรอบหน้า...

“เราพกไอ้นี่ไว้ทำไมครับ?” พี่เงินจ้องหน้าฉัน แววตาคู่นั้นมีความดุดันอยู่ลึกๆ โดยที่น้ำเสียงยังอยู่ในระดับที่ฉันยังพอฟังได้

และถ้าตั้งคำถามว่าสิ่งที่พี่เงินล้วงออกมาจากกระเป๋านักเรียนคืออะไร ฉันน่ะ จะบอกให้ก็ได้...

เป็นยาคุมแหละ

อย่าเข้าใจผิดนะว่าฉันเป็นเด็กใจแตกจนต้องใช้ตัวช่วย ฉันแค่ไปอ่านเจอในเน็ตมา เขาบอกว่ายาคุมช่วยในเรื่องการปรับฮอร์โมน คุณหมอมักจะแนะนำให้ผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องประจำเดือนมาเยอะ หรือมาไม่ปกติด้วยการกินยาคุมแบบพอดี โดยผลข้างเคียงของมันจะทำให้มีน้ำมีนวลขึ้น แล้วก็...

หน้าอกจะใหญ่ขึ้นด้วย

ฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เห็นเพื่อนๆ เป็นสาวและสวยแซ่บกันทั้งนั้น ในขณะที่ฉันเหมือนเด็กกะโปโลที่ยังโตไม่เต็มที่ แน่ล่ะว่ามันมีความอิจฉานิดๆ อยากจะสวย อยากจะฮอตดูบ้าง...

เด็กสมัยนี้โตเร็วกันมากเลย รุ่นน้องมอ.หนึ่งบางคนตัวสูงกว่า มีส่วนโค้งเว้ามากกว่าฉันเยอะ เห็นจะมีแค่ฉันเท่านั้นที่ผ่าเหล่าจนถูกเด็กมอ.หนึ่งเข้าใจผิดว่าเป็นรุ่นเดียวกัน

ฉันรู้นะว่าการใช้วิธีนี้มันไม่ดี แต่ฉันแค่อยากลอง...รู้ตัวอีกทีก็แอบพ่อแม่และพี่เงินซื้อมากินซะแล้ว

เหตุผลที่ต้องพกใส่กระเป๋านักเรียนเพราะการเอาไว้ในบ้านมันไม่ค่อยปลอดภัย ขืนมีคนเจอเข้า ฉันคงถูกเอ็ดจนหูชา

ดูอย่างตอนนี้สิ...พี่เงินโกรธใหญ่เเล้ว

“นิลแค่...” ฉันอ้าปากพะงาบ อยากอธิบาย แต่เหตุผลคงน่าเกลียดและอาจจะทำให้พี่เงินโกรธมากกว่าเดิม

“ตอบพี่ เราพกยาคุมไว้ทำไมครับ” พี่เงินโยนกระเป๋านักเรียนไว้บนเตียง เสียง ตุ๊บ ทำให้ฉันสะดุ้งจนก้าวถอยหลัง พอลองลอบมองยาคุมในมือหนา ฉันยิ่งต้องกลืนน้ำลายคงคอเพราะหาเหตุผลดีๆ มาให้เขาไม่ได้นอกซะจาก...จะบอกความจริงไป “นิลครับ...อย่าดื้อกับพี่”

“จริงๆ แล้ว...” ฉันมองหน้าพี่เงิน “นิลแค่อยากหน้าอกใหญ่เฉยๆ ค่ะ”

เพราะรู้ว่าโกหกไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาจึงจำใจสารภาพออกไปตรงๆ

อีกอย่าง การบอกความจริงมันก็ช่วยลดปัญหาการเข้าใจผิดได้ด้วย แม้จะต้องแลกกับการถูกดุ แต่อย่างน้อยพี่เงินจะได้ไม่คิดไปเองในอีกแบบหนึ่ง

“...” พี่เงินชะงัก เรียวคิ้วเข้มขมวดติดกันเล็กน้อยเหมือนจะอึ้งๆ กับคำตอบของฉัน...เพราะงั้นฉันเลยยิ้มเจื่อนไปให้

“ก็แค่อยากตู้มๆ ดูบ้างอ่า” ในเมื่อบอกความจริงไปแล้ว ฉันจึงสำทับอีกครั้งเพื่อให้เขาเข้าใจหัวอกผู้หญิง ตอนนั้น...พี่เงินที่ละลายความโกรธออกไปครึ่งหนึ่งค่อยๆ หลุบตาลงต่ำ เขามองแถวๆ...หน้าอกฉัน

“เป็นเด็กเป็นเล็ก ไม่ต้องรีบอยากมี” แต่ไม่นาน พี่เงินก็เคลื่อนสายตากลับมาเหมือนเดิม โดยไม่ลืมตำหนิฉันผ่านน้ำเสียงและบอกว่าฉันเป็นแค่เด็ก “พี่จะเอาไปทิ้ง”

“แต่นิล...” ฉันทำท่าจะท้วง แต่เจอสายตาสงบนิ่งที่แฝงไปด้วยความน่ากลัวของพี่เงินเข้า ฉันจึงกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอ ก่อนจะเปลี่ยนมาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

หลังจากนั้นพี่เงินก็เดินออกจากห้องไป ฉันจึงรีบเปลี่ยนจากชุดนักเรียนมาสวมชุดกระโปรงธรรมดาๆ ก่อนจะลงไปยังชั้นล่างของบ้าน

ฉันเพิ่งเห็นว่าพ่อกลับมาแล้ว ท่านกำลังพูดคุยกับอาอักขระตามประสา ส่วนน้องแอลนั่งห้อยขาอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งตรงโต๊ะกินข้าว ตรงหน้ามีนมหนึ่งแก้ว...คาดว่าพี่เงินคงเอามาให้

ฉันเดินไปนั่งข้างน้องแอลทันที จึงเห็นชัดๆ ว่าน้องกำลังทำแก้มป่อง กอดอกและเชิดหน้าใส่พี่เงินอย่างถือดี

“น้องแอลไม่กินของที่คนแปลกหน้าเอามาให้!น้องแอลได้นิสัยอาอักขระมาเต็มๆ เลย...ฉันคิดขณะมองเขา

“พี่เงินไม่ใช่คนแปลกหน้านะน้องแอล” ฉันบอกเด็กสิบขวบที่ตอนนี้สูงพอๆ กับฉันด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน “เขาใจดีๆ”

“น้องแอลได้กลิ่นตุๆ” น้องแอลทำจมูกฟุดฟิดพร้อมทั้งมองหน้าพี่เงินที่เอานมจืดมาวางตรงหน้าฉันอีกหนึ่งแก้ว จากนั้นก็ทิ้งตัวนั่งตรงข้ามฉันโดยที่สีหน้ายังคงปกติดี

“กลิ่นอะไรเหรอ?” ฉันทำหน้าสงสัย

“กลิ่นคนเลว กลิ่นคนนิสัยไม่ได้ กลิ่นโจรๆ”

“เอ๊ะ...” ฉันเกาหัว

น้องแอลพูดอะไรก็ไม่รู้ เข้าใจยากชะมัดเลย

 

บทบรรยาย :: เงิน

เด็กแสบชื่อแอลคนนั้น...บอกว่าผมเป็นคนไม่ดี ทำตาขวางใส่และกล่าวหาว่าผมเป็นโจร บางทีน้องเขาอาจจะหวงแหนพี่สาวไม่แท้อย่างบัวนิลมากจนต้องออกตัวต่อต้านผมแบบนั้น

เจอหน้ากันทีไร แอลทำหน้าบูดใส่ผมตลอด

ชอบบอกว่า พ่อกับลุงเป็นคนยังไง พี่เลี้ยงก็เป็นเหมือนกันแน่ๆ

คำพูดแบบนั้นไม่ต่างกับการบอกว่าพ่อและลุงตัวเองนิสัยไม่ดีเลยนะ

แอลเป็นเด็กนิสัยเสียที่ปากร้าย โผงผาง แถมยังชอบโชว์พาว

อายุเราห่างกันเกือบสองรอบเลย...ผมโตพอจะมองมันให้เป็นเรื่องขำๆ และไม่ถือสา ให้คนในครอบครัวจัดการดัดนิสัยเองดีกว่า

แล้วก็...ที่แอลบอกว่าผมเป็นโจร

สงสัยจะโดนข้อหา พรากผู้เยาว์

“ลูกกูปากเสียหน่อย เดี๋ยวจัดการให้” เฮียอักขระที่ก่อนหน้านี้เหมือนจะคุยเรื่องสำคัญกับเฮียเตเดินมาพอดีและคงจะได้ยินสิ่งที่ลูกชายคนโตตัวเองพูดจึงบอกกับผมแบบนั้น ไม่ลืมเหลือบมองแอลที่ทำปากยื่นปากยาวเหมือนไม่ได้กลัวว่าพ่อตัวเองจะลงโทษยังไง

“ผมไม่ถือครับเฮีย” ผมยิ้มให้ปกติ จนกระทั่งเฮียอักขระพูดขึ้นมาอีก

“มาคุยกันหน่อย” ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินตามแผ่นหลังของเฮียอักขระ ทิศทางที่เขานำผมไปคือระเบียงห้องซึ่งเฮียเตยืนสูบบุหรี่ยืนรออยู่ ท่าทางหัวเสียเหมือนมีเรื่องรบกวนใจ

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?” เมื่อออกมาอยู่ตรงส่วนที่เด็กๆ ไม่สามารถได้ยินบทสนทนาของพวกเรา ผมก็เปิดปากถามทันที ไม่บ่อยนักที่เฮียเตจะแสดงอาการหงุดหงิดออกมาแบบนี้

“ช่วงนี้อย่าเพิ่งปล่อยให้บัวนิลไปไหนมาไหนคนเดียว”

“ครับ?” พอได้ยินคำบอกกล่าวทำนองนั้นจากเฮียเต เป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะตั้งข้อสงสัย เฮียเตพ่นควันบุหรี่ออกมาอีกครั้งก่อนจะมองหน้าผมตรงๆ แววตาที่ปกติจะซุกซ่อนความขี้เล่นแบบเข้าถึงยาก....นาทีนี้ผมเห็นแต่ความกังวล

“ทำตามที่กูบอกก็พอ” เฮียเตว่าเสียงเครียด “แลกกับความปลอดภัยของลูกกู มึงจะเอาเท่าไหร่”

“ปกติผมก็ดูแลเธออยู่แล้ว” ผมอธิบาย

ตั้งแต่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ ถ้าไม่นับรวมเหตุการณ์ที่ไอ้พายุทำบัวนิลบอบช้ำและขวัญเสีย นอกเหนือจากนั้นเธอก็ไม่เคยได้รับอันตราย

แต่ถ้าพูดถึงตอนที่เธออยู่กับผมสองต่อสอง...อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน

“มึงต้องทำมากกว่าดูแล อยากได้อะไรบอกกู เช็คสิบล้านไหม กูเซ็นให้” เฮียเตพูดเหมือนการให้เงินสิบล้านเป็นเรื่องธรรมดา พื้นฐานครอบครัวของเฮียเตค่อนข้างจะมีกิน แถมเฮียยังทำธุรกิจไปทั่ว ทั้งถูกกฎหมาย ผิดกฎหมาย

ผมไม่แปลกใจ แต่ที่สงสัยคือมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจ” ผมปัดเรื่องเงินทิ้งไป “เฮียไปทำอะไรไว้จนคนจะมาเอาเรื่องเหรอครับ” ผมเดาไปตามรูปการ ทำให้เรียวคิ้วเข้มกระตุกเล็กน้อย

“เยอะ” เฮียอักขระที่ยืนฟังอยู่ครู่ใหญ่บอกผมด้วยวลีสั้นๆ “เป็นร้อย ถ้าฆ่าไอ้เหี้ยเตโชไม่ได้ มันคงหันมาเล่นงานครอบครัวแทน”

“...” ผมนิ่ง คำพูดของเฮียอักขระทำให้ผมนึกถึงสมัยก่อนขึ้นมาทันที เป็นเรื่องที่แม้แต่ตัวพี่เอื้องขวัญเองก็ไม่รู้

“ไงก็ฝากบัวนิลด้วย ไม่ได้มึง กูคงแย่”

เฮียเตตบบ่าผมสองที สายตาคู่นั้นที่มองผม...เต็มไปด้วยความเชื่อใจว่าผมไม่มีทางทำให้บัวนิลบอบช้ำหรือแปดเปื้อน

และในสายตาคู่นั้น...มั่นใจกับสถานะ พี่เลี้ยง ของผมมาก

ทั้งๆ ที่ตัวผมเอง...แทบจะรักษามันไว้ไม่อยู่แล้ว

 

หลายวันผ่านไป เวลา 19.25 นาฬิกา

ซ่า

ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จ...เเละพบว่าตอนนี้ฝนกำลังตกหนัก

จำได้ว่าเมื่อตอนบ่ายผมซักชุดนักเรียนของบัวนิลและตากไว้บริเวณสวนหลังบ้าน เพราะแบบนั้นผมจึงไม่ลังเลที่ก้าวเท้ายาวๆ ลงไปชั้นล่าง แต่จังหวะที่เปิดประตูออกไป เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ผมเห็นเด็กดื้อในชุดสีขาวยืนหอบชุดนักเรียนเพิ่งซักมาในสภาพที่เปียกปอนไปทั้งตัวไม่ต่างอะไรไปจากลูกหมาตกน้ำ

“แฮ...” เมื่อเจอสายตาของผมเข้า บัวนิลจึงอดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มเจื่อนๆ มาให้เหมือนรู้ตัวว่าต้องถูกดุแน่ๆ

“ทำไมไม่หยิบร่มไปด้วย” ผมถามพร้อมทั้งดึงบัวนิลเข้ามาในบ้านดีๆ เสื้อสีขาวตัวใหญ่ที่ถูกน้ำชโลมจนแนบไปกับเนื้อทำให้ผมเห็นซับในสีอ่อนของเธอ ส่วนโค้งนูนตรงส่วนนั้นมีมากขึ้นกว่าเมื่อหลายเดือนก่อน...จนผมมีความคิดว่าบัวนิลเริ่มไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว

แต่มันก็ทำให้ผมนึกย้อนไปเมื่อหลายวันก่อนที่เจอยาคุมแผงหนึ่งในกระเป๋านักเรียนเธอโดยบังเอิญ โดยเหตุผลที่เธอให้ผมคืออยากหน้าอกใหญ่เหมือนคนอื่นๆ

จะเอาไปโชว์ใครผมไม่รู้ แต่ผมเป็นคนเดียวที่เห็น

แก่แดดแก่ลมจริงๆ

“ก็นิลรีบ กลัวไปเก็บผ้าไม่ทัน” บัวนิลอธิบายเสียงแผ่ว “ฝนตกแรงมาก นี่ขนาดออกไปแป๊บเดียวก็เปียกโชกแล้ว”

“ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าครับ” ผมดึงชุดนักเรียนมาถือไว้เองและไล่ให้บัวนิลรีบขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า อีกไม่นานก็ถึงช่วงสอบปลายภาคแล้ว ขืนป่วยขึ้นมาจะแย่  

“ค่า” บัวนิลทำเสียงสดใสเมื่อผมไม่ได้ต่อว่าอะไรเธอ มีให้แค่แววตาชนิดหนึ่งที่หนักไปในทางขุ่นเคือง

ผมจัดการซักชุดนักเรียนให้เธอใหม่เพราะเพิ่งจะเห็นว่ามีคราบดินเลอะบริเวณแขนเสื้อ สงสัยบัวนิลคงรีบจนหกล้ม เสื้อนักเรียนสีขาวนี่เลยพลอยเปื้อนไปด้วย

ใช้เวลาไม่นานผมก็ปั่นแห้งและนำไปตากไว้ที่ราวตรงระเบียง ซึ่งเป็นเวลาสามทุ่มพอดี ตอนนั้นผมเพิ่งนึกได้ว่าตั้งแต่ตอนเย็นหลังกลับมาจากโรงเรียน บัวนิลกินขนมปังกับน้ำผลไปหนึ่งกล่อง

โดยปกติแล้วถ้าบัวนิลหัวจัดๆ มักจะวิ่งแจ้นมาเกาะแข้งเกาะขาขอให้ผมทำอาหารอร่อยๆ ให้กิน แต่วันนี้แปลก...

ตั้งแต่ที่ผมบอกให้เธออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอไม่ได้ออกมาจากห้องอีกเลย นับตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ก็เป็นชั่วโมงแล้ว

ด้วยความสงสัย ผมจึงเคาะประตูเรียกเจ้าของห้อง เสียงงัวเงียที่เล็ดลอกออกมาจากด้านในทำให้ผมรู้ในทันทีว่าเด็กดื้อคงจะง่วงและเผลองีบไป

“ถ้าหิวมาปลุกพี่ได้นะครับ” เพราะไม่อยากกวน ผมเลยทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคนั้นแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องตัวเอง

พอทิ้งตัวนั่งบนเตียง การสั่นเตือนจากโทรศัพท์ก็ส่งสัญญาณให้ผมรู้ตัวเหมือนรอจังหวะอยู่ก่อนแล้ว ผมเห็นว่าใครโทรมา...

เป็นทรายเอง

ตั้งแต่ตอนนั้นผมแทบจะไม่ได้ไปไหนมาไหนกับเธอ ไม่ค่อยได้คุย แต่เธอยังเหมือนเดิม ไม่โกรธ ไม่โวยวาย ข้อความที่ส่งมาส่วนใหญ่จะเป็นทำนองที่ว่า กินข้าวด้วยนะ ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าสูบบุหรี่เลยนะ มีปัญหาอะไร ทรายพร้อมจะรับฟังเสมอ

เอาจริงๆ ผมไม่ได้อยากให้เธอเป็นเครื่องมือ เราคบกันเพราะผมต้องการใช้ชีวิตให้เหมือนผู้ชายคนอื่นๆ ควรจะมีแฟน ผ่านการจูบ หรือมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับใครสักคน...แต่ผมให้เธอแค่สถานะเพราะรู้ดีว่าตัวเองมีใครอยู่ในใจแล้ว

ผมทำตามคำแนะนำของเฮียเต เปิดใจรับผู้หญิงหลายๆ คนที่ก้าวเท้าเข้ามา ผมทำนะ แต่เปิดได้ไม่กว้างพอ โดยทราย...ผมทนต่อไปเพราะสงสาร

พอมีเรื่องไอ้พายุเข้ามาด้วย ผมก็มีอีกหนึ่งเหตุผลที่มากกว่าความสงสารที่จะไม่ตัดขาดเธอออกไป...แต่เป็นการห่างกันสักพักเหมือนคู่อื่นๆ ซึ่งในสายตาเธอ หรือใคร มันเป็นเรื่องธรรมดามาก

ตราบใดที่ทรายยังมีความสำคัญต่อไอ้พายุ ผมจะเก็บเธอไว้

เลวในสายตาใครผมไม่ว่า เพราะสำหรับผม...การที่บัวนิลให้ความเชื่อใจมันเรื่องสำคัญ

 

เวลาเที่ยงคืน

ผมเปิดประตูเข้าไปดูเด็กดื้อที่เงียบจนผิดปกติ จนพบว่าเจ้าตัวนอนขดอยู่ในผ้าห่ม แก้มสองข้างแดงระเรื่อ ตัวสั่นระริกเหมือนกำลังหนาวจนทนไม่ไหว

เหมือนจะไม่สบาย

“อื้อ พี่เงินเหรอ...” บัวนิลปรือตาขึ้นมองผม เธอมีสติ แต่แค่อ่อนแรง “นิลเจ็บคอ แล้วก็หนาวด้วยค่ะ”

“กอดพี่ไหมครับ?” ผมมองหน้าบัวนิล คำพูดนี้เมื่อนานมาแล้วผมใช้บ่อยตอนเธอไม่สบาย บัวนิลชอบที่ตัวผมอุ่น และทุกครั้งหลังจากที่ผมให้เธอกอดจนหนำใจ ผมมักจะติดไข้จากเธอมาเสมอ

แต่สุขภาพร่างกายผมค่อนข้างจะแข็งแรง เพราะงั้นเป็นได้อย่างมากแค่แสบคอ ตัวรุมๆ ซึ่งผมไม่มองว่ามันเป็นปัญหาและยังใช้ชีวิตได้เป็นปกติดี “เดี๋ยวพี่เอายามาให้”

เพราะบัวนิลยังคงตัวสั่นและหน้าซีดหน้าเซียว ผมจึงลุกขึ้นไปหยิบยาและน้ำ ก่อนจะกลับมานั่งลงตรงขอบเตียงเพื่อจะป้อนยาเด็กดื้อที่ไปตากฝนมาจนป่วยกระปอดกระแปด

ดื้อจนบางครั้งผมก็อยากจะตีเธอแรงๆ ให้เข็ดหลาบ

“ยามันขมอ่า” บัวนิลทำหน้าเหยเกใส่เม็ดยาสีขาวในมือผม แววตาคู่นั้นแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากกิน แต่ผมส่งเสียงคำรามในคอเล็กน้อย เรื่องไหนหยวนได้ก็หยวนไป แต่เรื่องนี้ผมตามใจเธอไม่ได้จริงๆ “ไม่เอายาๆ”

“เอาครับ ต้องเอา” ผมบอกพร้อมทั้งจับเธอนั่งพิงหัวเตียงดีๆ จากนั้นก็ใช้หัวแม่มือบีบปลายคางเบาๆ เพื่อให้เธอยอมเผยอริมฝีปากขึ้น แต่ทันทีที่ริมฝีปากนั้นเปิดกว้างขึ้น เพียงไม่กี่วินาทีบัวนิลก็ขืนแรงบีบผมด้วยการพยายามหุบปาก ทางเดียวที่ผมทำจึงเป็นการขยับนิ้วโป้งขึ้นไป จากนั้นก็กดบนริมฝีปากล่างที่กำลังเปียกชื้น “นิล กินยาดีๆ”

“อื้อๆ” บัวนิลส่ายหน้าไปมาก่อนจะงับหัวแม่มือผมไว้เบาๆ จนเขี้ยวเล็กๆ สัมผัสโดนข้อนิ้วผมอย่างห้ามไม่ได้

เธอเหมือนอยากจะพูดอะไรเป็นการต่อต้าน แต่เพราะยังงับนิ้วผมไว้อยู่ เสียงที่เปล่งออกมาจึงอู้อี้จนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ ปลายลิ้นอ่อนนุ่มเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้พฤติกรรมอันดื้อดึงของเธอ ปลายนิ้วผมสัมผัสได้ถึงมัน...

“ยาคุมยังแอบกินได้ ทำไมยาลดไข้ถึงกินไม่ได้ครับ?” ผมเลิกคิ้วขึ้น จริงๆ บัวนิลไม่ใช่คนกินยายาก ทว่าบางทีเธอก็เอาแต่ใจ คงแล้วแต่ช่วงอารมณ์

“ฮึ~” บัวนิลส่งเสียงฮึดฮัดและทำหน้าสีหน้าหงุดหงิด

เอาจริงๆ ผมมีความอดทนค่อนข้างมาก ถ้าไม่อยากทำจริงๆ ผมจะไม่ทำ แต่ตอนนี้บัวนิลบังคับให้ผมต้องทำ

“...” ความดื้อแพ่งของเด็กน้อยที่อายุใกล้จะ 15 ทำให้ผมต้องงับยาลดไข้ไว้ด้วยริมฝีปากของตัวเอง ก่อนจะบังคับให้เธอกินยาผ่านการสัมผัสซึ่งใกล้เคียงกับการจูบ การกระทำของผมส่งผลให้บัวนิลผงะและชะงักไป เธอยกมือดันผม พยายามจะส่ายหน้า แต่เมื่อเธอยังไม่ยอมรับยาไป ผมเลยใช้ปลายลิ้นและริมฝีปากผลักดันมันเข้าไป... “นิล อ้าปากครับ”

ผมกระซิบผ่านช่องว่างอันน้อยนิด เสียงหอบหายใจจากฝั่งตรงข้ามสั่นสะท้านและดังมาถึงผม แก้มที่แดงระเรื่ออยู่แล้วในก่อนหน้านี้ของบัวนิล เมื่อถูกผมใช้วิธีป้อนยาด้วยวิธีนี้ยิ่งทำให้ผิวแก้มทวีความแดงมากขึ้นกว่าเดิม

“มะ ไม่เอา นิลไม่ชอบกลิ่นยาลดไข้” บัวนิลส่ายหน้าพรืด

“จะกินยาดีๆ หรืออยากโดนจับฉีดยาครับ?” 

“ฉีดยาก็เจ็บ...” บัวนิลทำเสียงงุ้งงิ้ง “ยาก็ขม”

“จะยอมกินยาขมๆ หรืออยากเจ็บเพราะเข็มฉีดยา หื้ม?” ผมกระซิบถามชิดริมฝีปากที่กำลังสั่นพร่า “ฉีดยาเจ็บนะ”

“งั้นนิลกินยาก็ได้” บัวนิลย่นจมูกแล้วอมยาเอาไว้ในปาก ผมจึงยื่นมือไปหยิบแก้วน้ำ ก่อนจะป้อนเธอช้าๆ เพื่อไม่ให้เกิดอาการสำลัก ดื่มไปได้นิดเดียวเด็กดื้อก็ล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนเพลีย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพยายามปรือตาและพูดไม่หยุด “นิลง่วง แต่นิลอยากดูหนังด้วย”

“หนังค่อยดูครับ นอนก่อน” ขนาดไม่สบาย...ยังห่วงเรื่องดูหนัง เหลือเชื่อจริงๆ

“อือ” บัวนิลพยักหน้ารับเหมือนไม่มีแรงจะดื้ออีกต่อไป

ผ่านไปไม่กี่นาทีเจ้าตัวก็หลับปุ๋ยอย่างอ่อนเพลีย เป็นไปได้ว่ายาอาจออกฤทธิ์เร็ว ผมนั่งจ้องหน้าเธอพักหนึ่งก็เดินเข้าไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กในห้องน้ำ จัดการชุบน้ำแล้วบิดหมาดพอประมาณ ก่อนจะกลับมานั่งที่เดิมเพื่อจะเช็ดตัวให้เธอ

ผมปลดกระดุมเสื้อเธอออกทีละเม็ด...ทีละเม็ด จนกระทั่งเม็ดสุดท้าย

เรียวคิ้วผมขมวดติดกันทันทีเมื่อพบว่าบัวนิลไม่ใส่ชั้นในอีกแล้ว นิสัยเคยชินกับอะไรแบบนี้ เห็นกี่ทีก็น่าหงุดหงิด ดุด่าตักเตือนไปแล้วกี่รอบเธอก็ยังเคยตัวที่จะสวมเสื้อเพียงตัวเดียวโดยปราศจากซับในเวลาอยู่บ้าน

คิดว่าอยู่กับผมคง 'ปลอดภัย' แต่สักวันมันจะ 'เป็นภัย' ต่อตัวเธอเอง

ผมสูดลมหายใจเข้าปอดเงียบๆ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดไปตามเนื้อตัวร้อนผ่าวจากพิษไข้ ผมพยายามละทิ้งความคิดอีกด้านหนึ่งออกไป เพ่งเล็งแค่การดูแลเธอ แต่มันยากจริงๆ

ยิ่งตอนที่บัวนิลส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอเหมือนรำคาญที่มีคนรุ่มร่ามแล้วเคลื่อนไหวเป็นการต่อต้าน หน้าอกเปล่าเปลือยนั่นก็สัมผัสโดนหลังมือผมทันที

“นอนดีๆ ครับ” ผมกดเสียงต่ำบอก บัวนิลปรือตาขึ้นมาทันที แววตาคู่นั้นเวลาป่วย...ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกอ้อนเวลาอยากได้อะไร แน่นอนว่ามันทำให้ผมใจอ่อนทุกที “พี่จะเช็ดตัวให้”

ออด ออด...

ผมทำท่าจะเช็ดตัวให้เธอต่อ แต่เสียงออดจากหน้าบ้านทำให้การกระทำของผมหยุดชะงักกลางคัน

คงไม่ใช่เฮียเต พี่เอื้องขวัญ เฮียอักขระ หรือคนในครอบครัวเฮียเต เพราะบ้านหลังนี้นอกจากคนที่สนิทชิดเชื้อกันแล้วจะไม่มีใครคนอื่นสามารถไขกุญแจเข้ามาได้ การกดออกเรียกแบบนั้นจึงทำให้ผมคิดไปแล้วว่าเป็นคนอื่น

แถมยังมาหาตอนเที่ยงคืน

ผมเคลื่อนสายตามองบัวนิลเล็กน้อย เห็นเด็กดื้อไม่พูดอะไรก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเธอดีๆ ก่อนจะออกไปเปิดประตู ซึ่งวินาทีแรกที่ผมเห็นผู้มาเยือนยามวิกาล...สมองมันก็ออกคำสั่งให้ปิดปากเงียบ ในขณะที่อีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้เล็กน้อย

“ทำหน้าไม่สบอารมณ์เลยค่ะพี่เงิน นี่ตกลงทรายเป็นแฟนหรืออะไรคะเนี่ย” เธอเอ่ยติดตลกเป็นการทักทาย และใช่ ผู้หญิงตรงหน้าคือทราย เธอมาหาผมถึงที่นี่

“มันดึกแล้ว” ผมบอกเธอสั้นๆ ไม่มีคำว่าไปไกลๆ ไม่มีคำว่าอย่ามายุ่ง แต่คำบอกกล่าวของผมมีความหมายที่เปรียบเหมือนเป็นการไล่ไปในตัว

“ทรายรู้ แต่ทรายคิดถึงพี่เงิน ไม่ยอมรับสาย ไม่ยอมตอบข้อความเลย”

“...” เธอเดินเข้ามาสวมกอดผม เงยหน้าขึ้นมาทำท่าจะจูบผม

กึก

และเสียงฝีเท้าบางเบาจากด้านหลังทำให้ผมได้คำตอบว่ามีใครบางคนมองเราอยู่

บัวนิล... 

“อ้าว น้องบัวนิล” ทรายชะโงกหน้าไปด้านหลังและใช้โทนเสียงคล้ายกับกำลังเอ็นดูเพื่อทักทายบัวนิล ผมเอี้ยวหน้ากลับไปมองเหมือนกัน และเห็นว่าบัวนิลยกมือไหว้ทรายพร้อมทั้งส่งยิ้มเจื่อนๆ มาให้

กระดุมเสื้อที่ถูกผมปลดไปจนเม็ดสุดท้ายก่อนหน้านี้...ถูกติดใหม่แค่สามเม็ด เหมือนบัวนิลจะรีบเลยติดไม่เรียบร้อย

ในมุมของคนอื่น...คงถูกมองไม่ดีและคิดไปถึงไหนต่อไหน

ทรายรู้ว่าบัวนิลไม่ใช่น้องแท้ๆ และไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับผม ฉะนั้นการที่เธอเห็นบัวนิลในสภาพนั้น นัยน์ตาที่กำลังจับจ้องผู้มาใหม่จึงซุกซ่อนไปด้วยความคลางแคลง แม้จะเบาบางจนจับไม่ได้ แต่ผมรู้จักทรายมานานแล้วจึงดูออก

“ขึ้นไปรอพี่บนห้องครับ” เพราะบัวนิลยังยืนอยู่ที่เดิม ผมจึงพยักพเยิดหน้าให้เธอขึ้นไปรอในห้องดีๆ แต่คำพูดที่ไม่แฝงความหมายลึกซึ้งอะไรกลับทำให้อ้อมกอดของทรายแนบแน่นขึ้น เสียงเล็บที่เธอไว้จนยาวครูดกับเสื้อผม...

“...” บัวนิลไม่พยักหน้า ไม่พูด เลือกที่จะมองผมสลับทรายเล็กน้อยแล้วเดินขึ้นบันไดไปอย่างว่าง่าย ผมรอจนกระทั่งแผ่นหลังบางลับสายตาจึงหันกลับมาเหมือนเดิม ทรายทำหน้าปกติดี เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อ้อมกอดนี่...ยิ่งนานเท่าไหร่ยิ่งแนบแน่น

“ทำอะไรกันเหรอคะ” ทรายถาม

“เธอกลับบ้านได้แล้ว” ผมไม่ตอบแล้วดันเธอออกไปด้วยเรี่ยวแรงปานกลาง แต่ทรายขืนตัวไว้และเปลี่ยนมาทำแววตาขึงขัง

“ทรายนั่งแท็กซี่มา ตอนนี้ดึกแล้ว ฝนก็ตก พี่เงินจะไล่ทรายให้กลับบ้านทั้งๆ ที่มันมืดและน่ากลัวแบบนี้เหรอ” แม้น้ำเสียงจะกระเง้ากระงอด แต่สายตากลับคนละเรื่องกันเลย

“ตอนมายังมาได้” ผมถอนหายใจ ทรายอายุน้อยกว่าผมไม่กี่ปี ภายนอกดูมีความเป็นผู้ใหญ่ ใจเย็น ฉลาดหลักแหลม แต่บางทีก็เอาแต่ใจและชอบใช้ลูกไม้ที่คิดใครๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้กับผม แน่นอนว่าผมอ่านออกหมดทุกอย่าง

บางเรื่องผมอาจจะแกล้งๆ คล้อยตามเธอ แต่ยังอยู่ในจุดที่เธอไม่สามารถก้าวเข้ามาล้ำเส้น “นิลไม่สบาย พี่ไม่มีเวลาจะไปทำอะไรกับใคร รวมถึงคุยกับเธอด้วย” ผมบอกอย่างใจเย็น

“งั้น...ทรายขอจูบก่อนจะกลับก็ได้ค่ะ” ทรายยิ้ม เธอเขย่งเท้าขึ้นมาเล็กน้อยจนปลายจมูกเฉียดปลายคางผม ผมหลุบตามองเธอโดยที่สองมือยังล้วงเข้าไปในกางเกง

ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยจูบกัน

ไม่สิ...ต้องใช้คำว่าปากแตะปากน่าจะเหมาะกว่า

“...” ผมส่งสายตาดุดันให้เธอโดยไม่พูดอะไร โตๆ กันเเล้ว เรื่องบางเรื่องมันก็มากเกินกว่าจะพูดพร่ำเพรื่อให้เสียเวลา ทรายแสดงอาการกลัวนิดๆ แต่เหมือนมีเรื่องที่ จำเป็นต้องทำ และมันสำคัญกว่าการที่ผมจะหงุดหงิดแล้วเผลอลงมือกับเธอ จึงเคลื่อนเรียวแขนขึ้นคล้องรอบคอผม เอียงองศาใบหน้าพอประมาณ ระยะห่างระหว่างเราลดลง...ลมหายใจเป่ารดกัน 

อีกนิดเดียวริมฝีปากสีแดงก่ำจะสัมผัสโดนริมฝีปากผม...

จบบทบรรยาย :: เงิน

 

ฉันไม่ได้เข้าห้อง

แม้จะอ่อนแรงและเพลียจนไม่อยากเคลื่อนไหวหรือเดินไปไหน แต่สมองสั่งให้ฉันยืนอยู่ตรงขั้นบันไดเบื้องหลังพี่เงิน เขาคงเข้าใจว่าฉันเข้าไปนอนในห้องเรียบร้อยแล้ว จริงๆ แล้วยังไม่ได้ไปไหนหรอกนะ

เห็นแม้กระทั่งตอนที่พี่ทรายทำท่าจะจูบพี่เงิน...

มองจากมุมนี้เหมือนทั้งสองจูบกันไปแล้ว แถมพี่ทรายยังมองผ่านไหล่พี่เงินมายังฉัน...แววตาของเธอสงบนิ่ง เยือกเย็น แฝงไปด้วยอำนาจที่น่ากลัว

เหมือนต้องการย้ำให้ฉันรู้ว่า พี่เงินเป็นของเธอคนเดียว


TALK WITH MA-NELL

อะเหื้ออ สงครามประสาทชัดๆ นะเเบบนี้

พี่เงินคิดอะไรอยู่ใครรู้บ้าง 55555555+

เม้นต์ๆ ส่งฟีดเเบคให้เมย์หน่อยจิ 

ทุกวันนี้ฟีดเเบคน้อยนิดกะจิ๊ดริ๊ดมากๆ ห่อเหี่ยวเหลือเกินพี่จ๋าา TOT





เล่นทวิต ติดเเท็ก #เงินบัวนิล เน้อ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.674K ครั้ง

14,076 ความคิดเห็น

  1. #13166 Write-for-dream (@Write-for-dream) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2561 / 14:29
    ทรายมันร้ายค่ะ
    #13166
    0
  2. #12447 YulSica (@0mygirl0) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 15:15
    ทะเลาะกับเด็ก5555555
    #12447
    0
  3. #11968 Tch*melleen- (@berryiloveyou) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2561 / 10:20
    รอน้องโตก่อนเถอะทรายย
    #11968
    0
  4. #11111 nnnnnn7777 (@nnnnnn7777) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 14:36
    พี่เงินเป็นของฉัน!!!
    #11111
    0
  5. #10511 JanChubby (@JanChubby) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 15:46
    น้องบัวนิลเห็นแบบนีเ น่าจะรู้ถึงความรู้สึกตัวเองมากขึ้น
    #10511
    0
  6. #10505 pearlelpis (@pearlelpis) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 10:10
    ตัวตนของทรายน่าจะทำให้บัวนิลเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดยังไงกับพี่เงิน ถึงตอนนี้จะยังไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเอง ไม่เข้าใจความรู้สึกหึงหวงก็เถอะ ส่วนพี่เงิน...ความลับเยอะเกิ๊น เดาไม่ออกเลยว่าพี่เงินคิดอะไรอยู่
    #10505
    0
  7. #10502 Shuran58 (@Shuran58) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 08:31
    ทรายอาจเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการลึกๆภายในของน้องบัวให้กล้าเริ่มทำอะไรๆที่คิดอยากทำก็ได้นะ ความหึงหวงคือของหวาน อ่าว..ผิดๆๆ
    #10502
    0
  8. #10490 gg_gggegie (@gg_gggegie) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 05:32
    เซ็งโมเม้นแบบนี้มากเว่อ อย่ามีเยอะเลยเถอะขอร้องงงงง
    #10490
    0
  9. #10486 พยชฮ (@chinramen) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 02:31
    มาต่อ ไวๆๆๆค่า
    #10486
    0
  10. #10485 madPmJK26 (@madPmJK26) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 02:16
    คือไม่ชอบโมเม้นแบบนี้อะ พี่เงินคิดจะทำอะไรกันแน่ สงสารใจน้อง ฮืออออ มาทำแบบนั้นกับน้องทั้งที่ตัวเองมีแฟน เสียใจแทนนิล คงเจ็บน่าดู น้องไม่ใช่เด็กแล้ว น้อง โตพอที่จะรู้อะไรเป็นอะไรแล้ว นะพี่เงิน ฮืออออ นอยด์พี่เงินๆๆๆ 55555 สู้ๆๆๆๆพี่เมย์❤️❤️❤️❤️❤️ เอาไปเลยเราให้ใจ อย่าท้อนะคะ ✌🏻✌🏻✌🏻✌🏻✌🏻✌🏻✌🏻✌🏻✌🏻✌🏻✌🏻❤️ ชอบบบ
    #10485
    0
  11. #10484 madPmJK26 (@madPmJK26) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 02:12
    สงสารน้องงงงงง ถ้า้ป็นเราจะโกรธหนักๆเลย หนีไปอยู่กับ แม่กับพ่อไปเล่นกับออแอบเลยน้องนิลลูก ไม่ต้องสนใจพี่เงิน
    #10484
    0
  12. #10467 1999.ntp (@natthaphorn) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 22:57
    สงสารน้อง อยากให้น้องโตแล้วว T-T
    #10467
    0
  13. #10457 แค่คนเลว (@0614626364) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 22:33
    ก็ได้แค่คิด น้องหนูบ่อต้องย่าน พี่เขาหลงหนูจะแย่ คิคิ
    #10457
    0
  14. #10422 Peach & Cream (@bestieladawan) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 20:42

    ทีมน้องบัวนิล นังทรายมันร้ายนะคะพี่ตา

    #10422
    0
  15. #10404 dokao (@dokao) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 20:08
    พี่เงินนี่น่ะ ทามตัวมีพิรุจ
    #10404
    0
  16. #10354 Kealyn_pun (@suphanarpha) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 19:30
    หนูนิลลูกกกกกกอย่าไปเชื่อนะพี่เงินมัวคิดไรอยู่น้องเสียใจนะ
    #10354
    0
  17. #10353 ningbam (@ningbam) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 19:12
    อย่ายอมแพ้!!!
    #10353
    0
  18. #10352 Barbara13 (@paning13) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 19:10
    ไม่รักพี่เงินแล้ว ก็บอกแล้วว่าไม่ชอบพี่ทราย ยังจะยอมให้เค้ากอดให้เห็นอีก
    #10352
    0
  19. #10351 pinlonialsnapm (@eclair-snapm) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 18:46
    บัวนิลต้องอ่อยพี่เงินบ้างแล้วล่ะะะ
    #10351
    0
  20. #10350 iiaamm (@shiorisora) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 17:45
    ทำไมสงสัยว่ากระดุมที่ติดแค่3เม็ดเนี้ย นิลตั้งใจอ่า หรือเราคิดมากไปเอง ขอโทษน้านิล มันอดไม่ได้ง้าา
    #10350
    0
  21. #10349 yayonair (@yayonair) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 17:36
    ไม่ชอบทรายเลยอ่า
    #10349
    0
  22. #10348 JTOB (@janehusky122) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 16:46
    แพ้เด็กแล้วพาลเนียน
    #10348
    0
  23. #10347 penny_wyf (@penny_wyf) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 16:17
    เอาแล้ววววบัวนิลหนูต้องสู้นะคะะะะ
    #10347
    0
  24. #10346 ple3621 (@ple3621) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 15:58
    เกลียดอีทรายยยย
    #10346
    0
  25. #10345 np11149 (@np11149) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 15:29
    พี่ทรายมันร้าย!
    #10345
    0